แต่ละจังหวัดมีเอกลักษณ์ที่แตกต่างกันไป บางจังหวัดมีดีเรื่องภูมิศาสตร์ พื้นที่สวยเหมาะแก่การท่องเที่ยว บางจังหวัดมีตึกสวยหรือสูงให้ตื่นตา บ้างก็มีดีเรื่องเทคโนโลยีและความทันสมัย ท่ามกลางเอกลักษณ์ที่แต่ละจังหวัดมุ่งขายเรื่องวัตถุนิยม อุตสาหกรรม และเศรษฐกิจ เป็นที่ตั้ง ยังมีพื้นที่หนึ่งที่มีจุดยืนไม่เหมือนจังหวัดไหน ๆ เป็นพื้นที่สีเขียวที่มีเกษตรกรผู้น่ารัก คอยฟูมฟักบ้านหลังนี้ด้วยเกษตรอินทรีย์

จังหวัดที่ว่าคือ ‘ยโสธร’ 

ที่จังหวัดนี้แตกต่างไม่เหมือนใคร เพราะที่นี่อยากสร้างเมืองต้นแบบที่ยั่งยืนด้วยเกษตรอินทรีย์

ในยุคที่โลกกำลังเผชิญมลพิษมากขึ้น มหาสมุทร แม่น้ำ และอากาศที่เราหายใจเข้าไปมีสารปนเปื้อนจากการทำอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีที่เพิ่มขึ้นตลอดเวลา ผู้คนเจ็บป่วยจากโรคร้ายที่เกิดจากมลพิษมากขึ้นทุกปี โลกจึงมาถึงจุดที่ต้องเปลี่ยนและหาทางอยู่รอดใหม่ที่ยั่งยืน คืนอากาศที่ดี ฟื้นฟูโลกที่น่าอยู่ขึ้นใหม่ หนึ่งในทางเลือกนั้นคือการทำเกษตรอินทรีย์

หลายรัฐในต่างประเทศเริ่มให้ความสำคัญกับพื้นที่สีเขียวและเกษตรอินทรีย์ เช่น รัฐสิกขิม ประเทศอินเดีย กลายเป็นรัฐเกษตรอินทรีย์ 100 เปอร์เซ็นต์ ระบบนิเวศอุดมสมบูรณ์ คนในรัฐอยู่ได้ไม่เดือดร้อน มีผลผลิตเพิ่มและคนสุขภาพดี หรือเมืองโคเปนเฮเกน ที่ตอนนี้เป็นเมืองยั่งยืน สนับสนุนให้คนลดคาร์บอนด้วยการปั่นจักรยาน อัตราสุขภาพของคนในเมืองก็ดีขึ้นเพราะอากาศดี 

ยโสธร เมืองต้นแบบเกษตรอินทรีย์ ชีวิตออร์แกนิกคู่วิถีอีสาน

จังหวัดยโสธรก็กำลังมองเห็นถึงสิ่งนี้เช่นเดียวกัน คนที่นี่ให้ความสำคัญกับเรื่องเกษตรสีเขียวเข้าไปถึงรากวัฒนธรรม ยโสธรเป็นตำนานแห่งการทำนาข้าวอินทรีย์ มีประเพณีบุญคูณลาน เป็นพิธีทำบุญเพื่อให้เกิดสิริมงคลแก่นาข้าวและลานข้าวหลังการเก็บเกี่ยว เพราะคนที่นี่เชื่อว่า ข้าวทำให้ชีวิตดำรงชีวิตอยู่ได้และทำให้มีรายได้ยังชีพ ไม่เพียงแต่ชาวนาหรือชาวบ้านที่เชื่อในเกษตรอินทรีย์ แต่ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน หน่วยงานราชการต่าง ๆ รวมถึงโรงพยาบาลเองก็สนับสนุนและเชื่อในสิ่งเดียวกัน

ยโสธรจึงเริ่มก่อตัวเป็นบ้านสีเขียว ศูนย์รวมคนที่เชื่อความยั่งยืนของอินทรีย์ ความศรัทธานี้สร้างผู้นำร่องการทำเกษตรสีเขียวนี้ขึ้น เป็นต้นแบบที่น่าเชื่อถือ มีทั้งปราชญ์ผู้นำความคิด มีเกษตรกรตัวอย่าง มีชาวนารุ่นใหม่ที่อยากพัฒนาข้าว และมีคุณหมอผู้ได้รับมรดกความรู้จากภูมิปัญญาพื้นบ้าน คนต้นแบบเหล่านี้กลายเป็นผู้นำความคิดและสร้างศรัทธาให้คนยโสธรอยากดำเนินรอยตาม สร้างความยั่นยืนให้บ้านหลังนี้ไปด้วยกัน  

เราจึงอยากพาไปรู้จักกับยโสธร อนาคตเมืองต้นแบบเกษตรอินทรีย์ ผ่านลูกหลานยโสธรแท้ทั้ง 4 คนที่อยากสร้างบ้านหลังนี้ให้น่าอยู่อย่างยั่งยืน

คนอยากสร้างบ้าน

บ้านคือสถานที่ที่พร้อมตอนรับกลับ โจน จันได ลูกหลานยโสธรผู้หลีกหนีความวุ่นวายและมลพิษในเมืองใหญ่กลับสู่อ้อมกอดบ้านเกิด 

“ทำงานในเมืองต้องทำงานหนัก เหนื่อยแต่กินไม่อิ่ม เงินไม่มี มีแต่งานที่หนักขึ้น ได้กินอาหารจำกัดแค่ข้าวผัด ผัดกะเพรา ก๋วยเตี๋ยว อาหารตามสั่ง ก็เลยตั้งคำถามว่า ในเมื่อโลกนี้มีอาหารเยอะแยะ ทำไมเราต้องกินแค่นี้ โลกนี้มีวิถีทางที่ใช้ชีวิตให้มันสนุกสบายได้ตั้งเยอะ ทำไมเราต้องมาใช้ชีวิตเหมือนทาสอยู่ในเมือง เลยตัดสินใจใช้ชีวิตทำสวน ปลูกผัก เลี้ยงปลาที่บ้านเกิด ทำให้รู้ว่าชีวิตที่อยู่ได้มันง่ายแค่นี้เอง”

สิ่งแรกที่ โจน จันได ทำหลังได้กลับบ้านคือ การทำสวนปลูกผักง่าย ๆ ข้างบ้าน เป็นสวนที่เดินเก็บกินกันได้สด ๆ อย่างปลอดภัยไม่ต้องกังวลสารปนเปื้อน

“เกษตรส่วนใหญ่ไม่ได้ทำเพื่อตัวเองแต่ทำเพื่อเน้นขาย อย่างคนปลูกอ้อย ปลูกข้าวโพด ไม่มีใครกินอ้อย กินข้าวโพดของตัวเองหรอก ลงทุนสูงแต่ขายถูก แถมยังทำงานกับสารเคมี ทำให้สุขภาพทรุดโทรม อยู่อย่างยากลำบาก เพราะต้องเอาเงินไปลงทุน ผมเลยเห็นว่าทางรอดเดียวที่จะทำให้เราอยู่ได้ ก็คือการไม่อยู่กับสารพิษ อย่างการทำเกษตรอินทรีย์ เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุดคือสุขภาพของเรา”

ความสำคัญของการมีชีวิตอยู่ที่ดีของ โจน จันได ไม่ใช่แค่การมีเงินมีทอง แต่เป็นการมีอยู่มีกินและมีสุขภาพดี เป็นสิ่งที่ย้ำให้เราเชื่อจริง ๆ ว่าคนยโสธรศรัทธาในสิ่งเดียวกัน เพราะ ตุ๊หล่าง-แก่นคำหล้า พิลาน้อย นักอนุรักษ์และปรับปรุงพันธุ์ข้าวพื้นเมืองยโสธร กลุ่มชาวนาไทอีสาน ก็สนใจการมีปัจจัย 4 มากกว่าเม็ดเงิน สิ่งสำคัญคือชีวิตที่ดี ตุ๊หล่างเล่าให้ฟังว่าก่อนก่อตั้งกลุ่มชาวนาไทอีสาน เขาเข้าร่วมกลุ่มข้าวผ้ายาบ้าน เป็นกลุ่มแรกที่รวบรวมผู้มีใจรักในการฟื้นฟูการทำเกษตรของบ้านเกิด

ยโสธร เมืองต้นแบบเกษตรอินทรีย์ ชีวิตออร์แกนิกคู่วิถีอีสาน
ยโสธร เมืองต้นแบบเกษตรอินทรีย์ ชีวิตออร์แกนิกคู่วิถีอีสาน

“ตั้งกลุ่มข้าวผ้ายาบ้าน เพราะอยากมีกลุ่มที่ทำได้ครบปัจจัย 4 คือ มีข้าว มีผ้า มียา มีบ้าน มันจะทำให้เราอยู่รอดได้แม้เกิดภัยพิบัติอะไรก็ตาม เป็นกลุ่มที่ทำหลายอย่าง ล้วนทำด้วยใจ ภายหลังเลยชวนกันตั้งกลุ่มที่มีกฎระเบียบและลงมือทำงานกันจริงจังมากขึ้น จนได้เป็นกลุ่มชาวนาไทอีสาน”

ความจริงใจในการสร้างกลุ่มที่จริงจังขึ้น เป็นอีกเครื่องยืนยันที่บอกเราว่า คนยโสธรยึดมั่นในวิถีการเกษตรที่ฝังรากในวัฒนธรรมของตัวเอง

ยโสธร เมืองต้นแบบเกษตรอินทรีย์ ชีวิตออร์แกนิกคู่วิถีอีสาน
ยโสธร เมืองต้นแบบเกษตรอินทรีย์ ชีวิตออร์แกนิกคู่วิถีอีสาน

ว่ากันว่าสุขภาพกายและใจที่ดีคือการมีปัจจัย 4 ที่ไม่สร้างมลพิษ ชุธิมา ม่วงมั่น กลุ่มเกษตรกรทำนา นาโส่ ลูกสาวแสนขยันผู้สืบทอดการทำเกษตรอินทรีย์อำเภอกุดชุมต่อจาก คุณพ่อมั่น สามสี เธอเล่าว่าพ่อและแม่ทำเกษตรแบบใช้สารเคมีมาตลอด สิ่งที่ต้องเผชิญคือโรคร้ายที่เข้ามารุกราน มะเร็งที่ทำให้คุณพ่อต้องตัดกระเพาะอาหาร และโรคภูมิแพ้ที่เข้ากระแสเลือดจนรักษาไม่หายของคุณแม่ นอกจากสุขภาพที่ทรุดโทรม ดินที่เคยดีก็กลายเป็นดินแข็งเหมือนปูนซีเมนต์ ปลาในนาข้าวก็ตาย

“เราคุยกับพ่อว่าจะไม่ใช้ปุ๋ยเคมีลงในนาแล้ว เปลี่ยนมาใช้ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมักกันได้ไหม จากนั้นก็เริ่มทำกันสามสี่คน แล้วก็เห็นว่าสิ่งที่ทำมันปลอดภัยต่อตัวเอง ปลอดภัยกับพ่อแม่ พ่อแม่รู้สึกร่างกายดีขึ้น ดินที่เคยแข็งก็ฟื้นฟูขึ้นมาเยอะ เลยรู้สึกว่าวิถีที่ทำตอนนี้มันถูกต้องแล้ว”

ลูกหลานยโสธรทั้งสามคนต่างเห็นว่า นาและสวนเกษตรอินทรีย์คือทางออกของสุขภาพและการกินอยู่ที่ดี ยิ่งไปกว่านั้น หยูกยาก็สำคัญต่อสุขภาพไม่แพ้กันด้วย หมอเผด็จ จันทร์แดง แพทย์แผนไทยโรงพยาบาลกุดชุม ผู้อยากผลักดันให้คนยโสธรรู้จักสมุนไพรอินทรีย์เพื่อรักษาโรคมากขึ้น

ยโสธร เมืองต้นแบบเกษตรอินทรีย์ ชีวิตออร์แกนิกคู่วิถีอีสาน
ยโสธร เมืองต้นแบบเกษตรอินทรีย์ ชีวิตออร์แกนิกคู่วิถีอีสาน

“ยาแผนปัจจุบันข้อเสียคือบางตัวมีฤทธิ์ต่อตับ ต่อไต ไตเสื่อม ตับอักเสบ กินมากอาจจะแพ้ แต่สมุนไพรเป็นทางเลือกหนึ่งที่ประชาชนเลือกได้ จากรายงานอาการไม่พึงประสงค์ยังไม่พบว่ามีอาการแพ้หนักจากการใช้ยาสมุนไพรเลย เราอยากให้ประชาชนมีทางเลือกในการรับบริการที่หลากหลาย และบูรณาการองค์รวม เพื่อให้เขาได้เลือกใช้รักษาตัวเอง”

ทำความรู้จักกับเหล่าผู้รักในบ้านเกิดทั้ง 4 คนแล้ว เราอยากพาไปเห็นเมืองยโสธร บ้านหลังสีเขียวสบายตาผ่านมุมมองของคนอยากสร้างบ้านด้วยเกษตรอินทรีย์จากทั้งสี่คนให้มากขึ้น

ภาพบ้านหลังเก่า

แน่นอนว่าการทำเกษตรกรรมของชาวไร่ชาวสวนมักหมุนไปตามเทคโนโลยีและนวัตกรรมของโลก ยโสธรเองก็เคยมีวิวัฒนาการเกษตรกรรมที่ล้อไปตามสภาพการเปลี่ยนแปลงของโลกเช่นกัน โจน จันได เล่าให้เราฟัง

“50 ปีย้อนหลังกลับไป ทุกคนทำอินทรีย์ทั้งหมด แต่เป็นอินทรีย์แบบตามบุญตามกรรม คือปลูกแบบไม่ใช้อะไรเลย ปุ๋ยหมักก็ไม่มี ปลูกตามธรรมชาติ ลงทุนเยอะ ผลผลิตน้อย กระทั่งมีปุ๋ยเคมีเข้ามา ทำให้ผลผลิตสูงขึ้น คนเลยเปลี่ยนจากวิถีเกษตรแบบดั้งเดิมมาเป็นเกษตรเคมี แต่เกษตรเคมีเมื่อผลผลิตสูงขึ้น ต้นทุนก็สูงตามไปด้วย สิ่งนี้ทำให้เกษตรกรกลายเป็นหนี้โดยไม่รู้ตัว สูญเสียที่นา สูญเสียบ้าน”

ณ เวลานั้นเอง ความรู้ด้านเกษตรอินทรีย์ก็มีน้อย เพราะไม่มีสื่อออนไลน์ให้ค้นคว้าอย่างสะดวกสบายเหมือนทุกวันนี้ โจน จันไดใช้วิธีหาข้อมูลจากการอ่านหนังสือ ติดต่อคนที่ทำเกษตรอินทรีย์ผ่านโทรศัพท์ ลงทุนไปดูไร่สวนของคนที่ทำเกษตรอินทรีย์ต่างจังหวัดต่างอำเภอ จะหาไร่ของคนทำเกษตรอินทรีย์แต่ละครั้งก็ยากลำบาก ต้องไปติดต่อสำนักงานอำเภอก่อน ถามทางชาวบ้านเพื่อไปไร่ตัวอย่าง พอไปถึงไร่แล้วเจ้าของสวนไม่อยู่บ้านก็มี กลับบ้านมือเปล่าอยู่หลายครั้ง แต่เขาก็ยังอยากหาข้อมูลกลับมาพัฒนาบ้านตัวเองอย่างไม่ลดละ

นอกจากการเข้ามาของสารเคมีและชุดความรู้เกษตรอินทรีย์ที่น้อยนิดในยุคนั้นของยโสธร ตุ๊หล่างเล่าว่า เขาได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของทางบ้านที่เทคโนโลยีก็เข้ามามีบทบาทด้วย

“เมื่อก่อนใช้ควายไถนา เวลาควายไถนามันจะกินหญ้าด้วย ขี้ไปด้วย เวลาขี้ควายโดนน้ำ เรารู้สึกจั๊กจี้ เมื่อก่อนไม่ชอบทำนาเพราะเจอขี้ควายโดนน้ำ โดนฝนนี่แหละ แต่พออายุหลายขวบขึ้นมา พ่อเริ่มใช้รถไถนาเดินตาม หลังจากนั้นพี่ก็ช่วยทำนาจริง ๆ มาตลอดเพราะไม่มีขี้ควายแล้ว ไม่มีอะไรที่ต้องสะอิดสะเอียนอีกต่อไป 

“เมื่อก่อนชาวบ้านยังไม่ถึงขั้นทำเกษตรอินทรีย์นะ ยุคที่เกิดมาก็เริ่มมีปุ๋ยเคมีเข้ามา ต่อมาธรรมชาติเริ่มหดหายไปเยอะ เพราะมียาฆ่าหญ้าเข้ามาด้วย พออยู่กับสารเคมีนาน คนก็มีปัญหาสุขภาพกัน”

การเปลี่ยนไปในแต่ละยุคเกษตรกรรมให้เท่าทันกระแสโลก ทำให้เห็นว่าแต่ละยุคสมัยมีข้อบกพร่องเรื่องใด และมีผลกระทบต่อสุขภาพชีวิตของคนแบบไหนบ้าง บ้านหลังเก่าที่ผ่านมาทุกยุคสมัยจึงเป็นบทเรียนที่ทำให้ชาวยโสธร อยากเพิ่มหน้าหนังสือใหม่จากบทเรียนเก่าให้ดีขึ้นกว่าเดิม ด้วยวิถีอินทรีย์ที่ไม่ล้อไปตามโลกแห่งเทคโนโลยีอย่างในปัจจุบัน

การเปลี่ยนแปลงของการเกษตรมาสู่จุดที่เกษตรกรพึ่งสารเคมีเยอะในปัจจุบัน ทำให้หลายคนอาจมองไม่เห็นภาพว่า เกษตรอินทรีย์จะสร้างชีวิตดีที่ยั่งยืนได้จริงอย่างไร ซึ่งคนยโสธรกำลังต่อเติมบ้านหลังเก่าให้เป็นบ้านสีเขียวที่น่าอยู่ได้จริงด้วยบทเรียนจากผู้เปี่ยมความรู้ อย่างเหล่าปราชญ์ชาวบ้านและภูมิความรู้จากเหล่านักพัฒนา

ปราชญ์ชาวบ้านผู้เปี่ยมความรู้

จุดเริ่มต้นจากทำเกษตรอินทรีย์เกิดขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2533 คุณพ่อมั่นเริ่มนำร่องการทำเกษตรอินทรีย์ด้วยความร่วมมือจากสหกรณ์กรีนเนทจำกัด และโครงการสมุนไพรเพื่อการพึ่งพาตนเอง (มูลนิธิสุขภาพไทย) และโรงพยาบาลกุดชุม ทำให้มีคนสนใจมารวมกลุ่มมากกว่า 200 คน

การรวมตัวของชาวนาเกษตรอินทรีย์ทำให้ตำบลและหมู่บ้านข้างเคียงเห็นเป็นตัวอย่าง บ้านใกล้เรือนเคียงเริ่มอยากเข้ามาศึกษาด้วยกัน ซึ่งชุธิมาเองก็ได้กลับบ้านและร่วมทำนาเกษตรอินทรีย์กับคุณพ่อ หลังเรียนจบปริญญาตรีใน พ.ศ. 2540

การทำเกษตรอินทรีย์เป็นที่สนใจขึ้นเรื่อย ๆ กระทั่ง พ.ศ. 2545 ทางจังหวัดมีนโยบายอยากให้คนยโสธรรู้จักเกษตรอินทรีย์มากขึ้น เริ่มได้รับการสนับสนุนเรื่องเกษตรอินทรีย์ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม จนเกิดเป็นกลุ่มทำนาข้าวอินทรีย์ยโสธร ในปีนั้นมีการสนับสนุนให้จัดงานวันข้าวอินทรีย์ไทย เพื่อเป็นกระบอกเสียงเผยแพร่ให้บุคคลทั่วไปรู้จักเกษตรอินทรีย์และรู้จักยโสธรมากขึ้นด้วย การเติบโตของยโสธรยังมียิ่งไปกว่านั้นใน พ.ศ. 2548 ทางภาครัฐริเริ่มนโยบายขับเคลื่อนยุทธศาสตร์จังหวัดยโสธรผ่านเกษตรอินทรีย์ ด้วยวิสัยทัศน์ “ยโสธรเมืองแห่งวิถีอีสาน เกษตรอินทรีย์ก้าวไกลสู่สากล” ทำให้ใน พ.ศ. 2551 ก็เริ่มมีตลาดสีเขียวในเมืองเพื่อขายสินค้าเกษตรอินทรีย์

ครอบครัวชุธิมากลายเป็นปราชญ์ชาวบ้าน ผู้ถือชุดความรู้เกษตรอินทรีย์ที่ได้ทดลองทำด้วยตัวเอง และพร้อมส่งต่อชุดความรู้เหล่านั้นสู่มือคนยโสธร

“เคยมีคำถามจากชาวบ้านว่า ส่งเสริมให้ทำเกษตรอินทรีย์แล้วมีที่ให้ขายไหม อย่างข้าวที่เราทำมันมีที่ให้ขายคือสหกรณ์ที่มารับซื้อข้าว แต่ผักอย่างอื่นขายที่ไหน เพราะเกษตรอินทรีย์ไม่ได้มีแค่เรื่องข้าว ทางจังหวัดเลยจัดให้มีตลาดชุมชนขึ้น เปิดตลาดในเมืองแรก ๆ คนไม่ค่อยสนใจ แต่ตอนนี้เขาอยากให้เปิดกันทุกวันแล้ว บางคนก็มาซื้อตุนไว้เพราะตลาดมีแค่วันเดียว ข้อดีของผลผลิตอินทรีย์คือเก็บได้นาน รสชาติต่างจากผักทั่วไป ซึ่งตอนนี้ตลาดสีเขียวมีเกือบทุกวันแล้ว”

ทุกวันนี้เครือข่ายที่ทำเกษตรอินทรีย์ในยโสธรเริ่มเยอะขึ้น เพราะเชื่อในความเป็นไปได้ของเกษตรอินทรีย์จากการเห็นตลาดสีเขียว มีร้านที่เข้าร่วมตลาดสีเขียวกว่า 30 ร้าน ตลาดสีเขียวมีอยู่ที่โรงพยาบาลกุดชุม อำเภอกุดชุม ทุกวันจันทร์และพฤหัสบดี ศาลากลางจังหวัด เปิดวันอังคารและวันศุกร์ และที่หอนาฬิกาจังหวัดยโสธร ทุกวันเสาร์ตอนเช้า และโรงพยาบาลยโสธร เปิดวันจันทร์และพฤหัสบดี 

ผลผลิตเกษตรอินทรีย์ที่เข้ามาในระบบตลาดไว้วางใจได้แน่นอน เพราะต้องผ่านการรับรองมาตรฐานของตลาดสีเขียวที่มีการควบคุมดูแลอย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยและส่งผลผลิตที่ดีจริงต่อผู้บริโภค

เมื่อเรามีกูรูผู้สร้างแหล่งอาหารเพื่อสุขภาพที่แข็งแรงแล้ว สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยคือกูรูด้านการรักษาโรค หมอเผด็จถือเป็นลูกหลานของปราชญ์ชาวบ้าน เพราะคุณหมอได้ชุดความรู้เรื่องสมุนไพรรักษาโรคมาจากปราชญ์ชาวบ้านเช่นกัน

“ผมทำงานกับหมอพื้นบ้าน หมอพื้นบ้านต้องมีความรู้เรื่องสมุนไพร เราอยากให้หมอพื้นบ้านมาเป็นฐานทัพหลักให้ พาเขาอบรมให้รู้จักหลักวิถีวิทยาศาสตร์ในการรักษาร่วมกับยาสมุนไพร มอบหมายให้เขารักษาดูแลในพื้นที่ของตัวเอง เพราะหมอพื้นบ้านเป็นที่ไว้วางใจของชาวบ้านอยู่แล้ว

“เรามีความรู้จากที่เรียนและตำรับยาที่ใบลาน แกะจากใบลาน ใบข่อยที่หมอยาพื้นบ้านเขาทำไว้ให้ เป็นของหมอพื้นบ้านกุดชุม พ่อหมอเขาแกะออกมาคัดลอกไว้ ถ้าครอบครัวเขาไม่มีคนสืบทอด เขาก็เอามาให้หมอเผด็จ ผมเลยเอามาพิมพ์เป็นเล่ม และได้เอามาสานต่อเยอะแยะมากมาย”

การสานต่อของหมอเผด็จ คือการผลักดันสมุนไพรในระบบอินทรีย์ให้คนยโสธรรู้จัก และนำไปใช้รักษาโรคมากขึ้น เพราะสมุนไพรอินทรีย์ไม่เกิดการสะสมสารเคมี และไม่สร้างอาการไม่พึงประสงค์แก่ผู้ใช้

“เรามีกลุ่มเกษตรอินทรีย์ที่รวมกลุ่มกันปลูกสมุนไพรประมาณ 10 กลุ่ม แต่ละปีมาประชุมกำหนดราคาขายกันเองโดยไม่ผ่านตลาดคนกลาง เกษตรกรจะรับโควต้าสมุนไพรไปปลูก แต่ละบ้านรับไปไม่เท่ากันแล้วแต่พื้นที่ที่เขามี ระหว่างปลูกเราก็จะไปเยี่ยมแปลงปลูก ไปดูว่าเขาใช้สารเคมีไหม และตรวจดินปลูกด้วย”

ผลจากการรร่วมแรงร่วมใจของคุณหมอกับชาวบ้าน ทำให้โรงพยาบาลกุดชุมมีศูนย์ผลิตยาสมุนไพรถึง 38 ตำรับ และได้เข้าไปอยู่ในบัญชียาตำรับแห่งชาติด้วย พร้อมทั้งสนับสนุนโครงการตรวจปริมาณสารเคมีในร่างกายของเกษตรกร รณรงค์ให้คนยโสธรที่ทำเกษตรเคมีรู้จักสมุนไพรล้างพิษ หลังจบฤดูกาลปลูก ประชากรกลุ่มนี้ต้องมาตรวจว่าพวกเขาได้รับสารพิษเข้าร่างกายเท่าไร และต้องรับชาชงสมุนไพรจากโรงพยาบาล หรือถ้ามีสมุนไพรปลูกเองที่บ้าน ก็แนะนำให้เขาต้มกินเองแล้วตรวจซ้ำอีกครั้ง เป็นนโยบายของอำเภอกุดชุมส่งเสริมกันเอง ทำให้คนรู้ว่าสมุนไพรตัวไหนขับสารเคมี ขับสารพิษ และปลอดภัยต่อร่างกาย เพื่อสุขภาพที่ดีขึ้นของคนยโสธร

นักพัฒนาผู้ลองผิดลองถูก

ก่อนจะเป็นผู้นำและให้ความเชื่อถือต่อชุมชน ผู้นั้นย่อมเคยเป็นนักลองผิดลองถูกมาก่อน แต่การลงมือปฏิบัติซ้ำ ๆ และทำให้คนในชุมชนเห็น เป็นการสร้างความเชื่อใจและแรงขับที่ทำให้คนยโสธรเริ่มเห็นความสำคัญแล้วพากันหันมาทำเกษตรอินทรีย์

“ช่วงแรกคนมองว่ามันโง่เขลาที่เราทำสวนอินทรีย์เพราะผลผลิตคงน้อย แต่ผลผลิตอินทรีย์ เราปลูกขายได้วันละ 200 – 300 บาท เขาคิดว่ามันอยู่ไม่ได้ แต่ที่จริงมันทำให้เรามีรายได้มากกว่าคนเหล่านั้นอีก เพราะนั่นเป็นเงินฝากทั้งหมด”

โจน จันได ยังยืนยันกับวิถีพึ่งตนเองด้วยเกษตรอินทรีย์ และลงมือทำด้วยตัวเองต่อไป เพื่อให้ชาวบ้านเห็นด้วยตาว่าเกษตรอินทรีย์ทำได้และอยู่ได้จริง 

คุยกับนักขับเคลื่อนเมืองอินทรีย์ ถึงโมเดลการสร้างยโสธรเป็นเมืองสีเขียว ที่มีทั้งอาหารและสมุนไพรปลอดภัย

“ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในช่วงนั้น คือทุกวันนี้คนเห็นด้วยมากขึ้น มีการรวมกลุ่มกันเป็นกลุ่มเกษตรอินทรีย์ถึง 50 กว่าครอบครัวที่หมู่บ้านของผม และมีการเปลี่ยนแปลงเรื่อยมาหลังจากนั้น”

นอกจากนี้ โจน จันได ยังทำหน้าที่เผยแพร่ชุดความรู้นี้สู่กลุ่มและชุมชนของตัวเอง ผลิตหนังสือที่อยากให้คนให้ความสำคัญเรื่องสุขภาพกายและใจด้วยวิถีเกษตรอินทรีย์ พาคนรุ่นใหม่ลงแปลงลงสวนเพื่อส่งต่อองค์ความรู้ และตอนนี้เขามีศูนย์เรียนรู้และศูนย์เก็บเมล็ดพันธุ์ที่เชียงใหม่ แถมกำลังขยับขยายที่เก็บเมล็ดพันธุ์ให้เข้ากับสภาพอากาศของยโสธรด้วย

คุยกับนักขับเคลื่อนเมืองอินทรีย์ ถึงโมเดลการสร้างยโสธรเป็นเมืองสีเขียว ที่มีทั้งอาหารและสมุนไพรปลอดภัย
คุยกับนักขับเคลื่อนเมืองอินทรีย์ ถึงโมเดลการสร้างยโสธรเป็นเมืองสีเขียว ที่มีทั้งอาหารและสมุนไพรปลอดภัย

“การเก็บเมล็ดพันธุ์คือทางรอดของเกษตรกร เพราะว่าเกษตรกรทุกวันนี้ไม่มีเมล็ดพันธุ์อยู่ในมือ ต้องพึ่งเมล็ดพันธุ์จากบริษัทที่ผูกขาดด้วยราคาแพง ซึ่งเมล็ดพันธุ์เหล่านั้นอ่อนแอมาก ต้องพึ่งพาปุ๋ย ใช้ยา ใช้ฮอร์โมนมากจนต้นทุนสูงขึ้น อย่างเรากินก๋วยเตี๋ยวมะระ ไม่มีใครรู้ว่ามะระที่เรากินราคาเมล็ดพันธุ์ปลูก เมล็ดละ 4 บาท กิโลกรัมละหลายหมื่น คนไม่ได้ปลูกเองเขาไม่รู้หรอกเนอะ ดังนั้น การที่หันมาเก็บเมล็ดพันธุ์มันจึงจำเป็นมาก”

โจน จันได สนับสนุนการเก็บเมล็ดพันธุ์ ให้ความรู้การเก็บและแจกจ่ายเมล็ดพันธุ์ให้ผู้ที่ต้องการด้วย

เช่นเดียวกับ ตุ๊หล่าง แก่นคำหล้า ที่เห็นว่าการเก็บเมล็ดพันธุ์ อนุรักษ์ และพัฒนาพันธุ์ข้าว เป็นหนทางอยู่รอดเพื่อชีวิตที่ดีกว่าของเกษตรกร

คุยกับนักขับเคลื่อนเมืองอินทรีย์ ถึงโมเดลการสร้างยโสธรเป็นเมืองสีเขียว ที่มีทั้งอาหารและสมุนไพรปลอดภัย
คุยกับนักขับเคลื่อนเมืองอินทรีย์ ถึงโมเดลการสร้างยโสธรเป็นเมืองสีเขียว ที่มีทั้งอาหารและสมุนไพรปลอดภัย

“การเก็บเมล็ดพันธุ์ทำให้เราควบคุมความเสี่ยงทางการผลิตได้ ถ้าเกษตรกรไปซื้อจากคนอื่น เมล็ดพันธุ์เป็นแบบเกษตรอินทรีย์จริงหรือไม่ก็ไม่รู้ เพราะที่กลุ่มชาวนาไทอีสานทดลองมา พันธุ์ข้าวหรือพืชผักที่ถูกเพาะเลี้ยงเติบโตมาในระบบเกษตรอินทรีย์รุ่นแม่ พอเรามาปลูกต่อในรุ่นลูก มันจะง่ายในระบบเกษตรอินทรีย์ แต่ถ้าถูกดูแลแบบใช้สารพิษสารเคมี พอเอามาปลูกต่อต้องดูแลมากขึ้น และการเก็บเมล็ดพันธุ์เอง ทำให้เมล็ดพันธุ์คุ้นเคยเกษตรอินทรีย์ ซึ่งทำให้เกิดการคัดพันธุ์ที่ดีขึ้นในแต่ละรุ่นด้วย การเก็บเมล็ดพันธุ์จึงจำเป็นต่อการควบคุมการผลิตเกษตรอินทรีย์มาก

“คนควรสนใจอาหารและวิถีอินทรีย์นะ มันควรเป็นหนทางเดียวด้วยซ้ำ มันไม่ควรมีทางเลือกอื่น เพียงแต่สังคมเรา ผู้คนมักสร้างตัวเลือกอื่นขึ้นมา อย่างคะน้าบางใบไม่สวย หลายคนก็ไม่อยากซื้อไม่อยากกิน กลับไปเลือกที่มันดูงาม ๆ ซึ่งกว่าจะงามแบบนั้นมันต้องใช้สารพิษพอสมควร ทุกภาคส่วนมีความสัมพันธ์ร่วมกันทั้งหมด ไม่ใช่ว่าเกษตรกรสำคัญสุดหรือผู้บริโภคสำคัญที่สุด ถ้าผู้บริโภคช่วยกันซื้อของที่ปลอดภัย คนก็จะทำของที่ปลอดภัยให้กิน”

คุยกับนักขับเคลื่อนเมืองอินทรีย์ ถึงโมเดลการสร้างยโสธรเป็นเมืองสีเขียว ที่มีทั้งอาหารและสมุนไพรปลอดภัย
คุยกับนักขับเคลื่อนเมืองอินทรีย์ ถึงโมเดลการสร้างยโสธรเป็นเมืองสีเขียว ที่มีทั้งอาหารและสมุนไพรปลอดภัย

องค์ความรู้จากนักทดลองทำจริงปฏิบัติจริงจนไปสู่การพัฒนา แม้จะเคยถูกมองว่าเป็นคนโง่เขลาหรือเคยไม่ได้รับการเชื่อใจ แต่พวกเขาลงมือทำจนกลายเป็นหนึ่งในเสาธงที่สร้างความเชื่อให้จังหวัดยโสธรเริ่มสร้างบ้านหลังสีเขียวได้อย่างก้าวกระโดด มีคนรุ่นใหม่จำนวนมากที่กลับบ้านพร้อมกับองค์ความรู้ของตัวเองที่นำไปบูรณาการกับเกษตรอินทรีย์ด้วย 

มากไปกว่านั้นคือ ภาครัฐเองก็เชื่อสิ่งที่ปราชญ์ผู้นำความรู้กำลังลงมือทำอยู่ ความศรัทธาและความร่วมมือร่วมใจที่อยากสร้างบ้านสีเขียวหลังนี้ไปด้วยกัน ก่อให้เกิดรัฐธรรมนูญอินทรีย์ขึ้น รัฐธรรมนูญที่เป็นแก่นให้คนยโสธรอยากสร้างเมืองต้นแบบเกษตรอินทรีย์นี้ไปด้วยกันอย่างยั่งยืน

จากนี้ลูกหลานยโสธรคนไหนที่อยากลาออกจากงานประจำ ถึงตอนนี้ก็คงไม่ต้องกลัวกันแล้วว่า ถ้ากลับบ้านมาจะไม่มีอยู่มีกิน

สร้างเมืองที่ใฝ่ฝัน

รู้จักเมืองยโสธรผ่านเหล่าผู้รักบ้านเกิดทั้ง 4 คนแล้ว การลงมือทุ่มทั้งแรงกายและแรงใจเพื่อบ้านหลังเล็กของตัวเองมาเนิ่นนาน พวกเขาจึงมีภาพวาดฝันถึงชีวิตดี ๆ ที่ลงตัวด้วยเกษตรอินทรีย์เมืองยโสธร

เริ่มด้วยคนที่เคยไม่ชอบขี้ควายเปียกน้ำอย่าง ตุ๊หล่าง แก่นคำหล้า ที่ฝันถึงนาอินทรีย์เมืองยโสธรให้เป็นบ้านที่คนกินข้าวพื้นเมืองอย่างปลอดภัย

คุยกับนักขับเคลื่อนเมืองอินทรีย์ ถึงโมเดลการสร้างยโสธรเป็นเมืองสีเขียว ที่มีทั้งอาหารและสมุนไพรปลอดภัย

“เกษตรอินทรีย์เป็นหลักประกันให้คนผลิตได้แน่นอน ผมฝันมาตั้งแต่ครั้งแรกของการพัฒนาพันธุ์ข้าวว่า ผมอยากให้ข้าวอินทรีย์ราคาเท่ากับข้าวที่ใช้สารพิษสารเคมี ด้วยการพัฒนาพันธุ์ข้าว อยากให้มีความปลอดภัยทั้งต้นน้ำ ปลายน้ำ ด้วยการพัฒนาพันธุ์ข้าวในระบบเกษตรอินทรีย์ ยิ่งไปกว่านั้น ผมอยากเห็นสร้างรัฐธรรมนูญจังหวัด เป็นธรรมนูญการเพาะปลูกและสุขภาพ เช่น ยโสธรจะหยุดการนำเข้าสารพิษสารเคมี เพื่อคนจะได้ให้เห็นว่าทำเกษตรอินทรีย์มันอยู่รอดได้จริง ๆ คนที่กินอาหารอินทรีย์เขามีสุขภาพที่ดีจริง ๆ”

นักทดลองอย่าง โจน จันได ผู้มุ่งมั่นหาข้อมูล บุกป่าบุกสวนแสวงหาความเป็นไปได้ของเกษตรอินทรีย์ที่มองภาพเกษตรอินทรีย์ในระดับสังคมใหญ่

“คิดว่าภายในไม่กี่ปีข้างหน้า เกษตรอินทรีย์อาจกลายมาเป็นกระแสหลักในสังคมก็เป็นได้ ไปที่ไหนเราก็ได้กินอาหารดี ๆ ถ้ามันกระจายทั่วประเทศด้วย มันจะก่อความรู้สึกอบอุ่นและสบายใจ คนมีสุขภาพดีขึ้นทั้งทางกายและทางใจ เมื่อไหร่ก็ตามที่เราทำเกษตรอินทรีย์ ความเครียดจากการลงทุนและขาดทุนก็ลดลงเยอะ กระทรวงสาธารณสุขอาจลดงบประมาณลง เพราะผู้คนจะป่วยน้อยลงมาก เพราะผู้คนได้รับอาหารที่ดีและปลอดสารเคมี”

ลูกหลานปราชญ์ชาวบ้าน หมอเผด็จ จันทร์แดง ผู้สืบเสาะมรดกทางวัฒนธรรมจนเจอวิถีสมุนไพรจากใบลาน ก็อยากทำผู้คนสบายใจและสุขภาพดีด้วยยาพื้นบ้าน

“เรื่องสมุนไพร ผมอยากให้มีนโยบายมี 2 ส่วน หนึ่งคือนโยบายส่งเสริมการปลูกเพื่อใช้เอง สองคือนโยบายการใช้สมุนไพรสำเร็จ ปลูกเพื่อใช้เองคือ คนเขาปลูกแล้วเอามาทำยาเองได้ อันที่สองคือการใช้สมุนไพร ถ้าเขาป่วยและมีความรู้เรื่องสมุนไพร อยากให้คนยโสธรนึกถึงการรักษาด้วยสมุนไพรก่อน อยากให้คนที่ได้ใช้สมุนไพรไม่เกิดอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ และเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ได้หลากหลายมากขึ้น สุขภาพเขาต้องดีขึ้น มีสุขภาพใจดี สุขภาพกายก็ดีด้วย”

ภาพบ้านหลังสีเขียวของลูกสาวคนขยันของบ้าน ชุธิมา ม่วงมั่น ที่เชื่อว่าเกษตรอินทรีย์คือการแบ่งปัน วิถีการอยู่ร่วมกับธรรมชาติจะพาเรากลับไปสู่จุดทำให้มีชีวิตดีขึ้น

“เรามีสโลแกนของที่นี่ ‘เกษตรอินทรีย์คือวิถีชีวิต ไม่ใช่ผลิตเพียงเพื่อขาย’ คือเราทำวิถีชีวิตชุมชนเพราะมันมีวัฒนธรรม เมื่อก่อนเราปลูกข้าวหลากหลายเพื่อไปทำบุญ มีข้าวเฉพาะเอาไว้ทำขนมจีน มีข้าวเพื่อทำข้าวโป่ง ถ้าเราทำเกษตรอินทรีย์เพื่อตอบสนองวิถีชีวิต เราจะมีความสุขได้ เพราะเราเคยผิดหวังกับเกษตรเชิงเดี่ยว อย่างอ้อย ข้าวโพดที่ทำเพื่อขาย สุดท้ายไปต่อไม่ได้ กำหนดราคาเองไม่ได้ด้วย แต่พอทำเกษตรอินทรีย์เพื่อวิถีชีวิตชุมชน เพื่ออยู่กับครอบครัวและสิ่งแวดล้อม มันจะไปต่อได้จริง ๆ เกษตรอินทรีย์เป็นเรื่องสิ่งแวดล้อม สุขภาพ ชุมชน เรื่องของเครือข่ายที่อยู่ร่วมกัน มันคือเรื่องของการแบ่งปัน การดูแลซึ่งกันและกัน นี่คือเป้าหมายการทำเกษตรอินทรีย์ของเรา”

คุยกับนักขับเคลื่อนเมืองอินทรีย์ ถึงโมเดลการสร้างยโสธรเป็นเมืองสีเขียว ที่มีทั้งอาหารและสมุนไพรปลอดภัย

เกษตรอินทรีย์ไม่ใช่เพียงแค่ทางเลือกหนึ่งของอาชีพ แต่เป็นวิถีชีวิตที่สร้างความสุขทางกายและทางใจอย่างยั่งยืน ยโสธรคือศูนย์รวมเหล่าคนผู้ต้องการสร้างต้นทุนชีวิตที่มั่งคั่งด้วยความปลอดภัยทางสุขภาพ 

เพราะท้ายที่สุดแล้วคุณภาพชีวิตที่ดีก่อนกลับคืนสู่ผืนดิน คือการมีบ้าน อาหารดี สิ่งแวดล้อมดี และชีวิตที่มีความสุข

ภาพ : ชุธิมา ม่วงมั่น, ตุ๊หล่าง-แก่นคำหล้า พิลาน้อย, โจน จันได, คุณหมอเผด็จ จันทร์แดง

Writer

นกอินทรีย์

เรื่องกินเรื่องใหญ่ ถ้าเลือกได้ขอปลอดภัยไว้ก่อน อยากรู้จักกัน แค่แบ่งของกินให้ อะไรก็ยอมได้ทุกอย่าง

มนุษย์อินทรีย์

ชีวิตวิถีเกษตรอินทรีย์ในสังคมไทย เราจะกิน อยู่ ใช้ ให้ดีต่อตัวเองและโลกได้อย่างไร

ช่วงที่หลายคน Work from Home หรือ Study from Home กันมากขึ้น บ้านกลายเป็นทั้งที่อยู่อาศัย ที่พักกายใจ และที่ทำงานในคราวเดียว เมื่อเริ่มมีเวลาอยู่ติดบ้าน หลายคนจึงหันมาทำบ้านให้เป็นบ้านมากกว่าที่เคย สังเกตได้ง่ายมาก เพราะบรรดาเฟอร์นิเจอร์น่ารัก สีสันต้องตา เริ่มขายดีเป็นเทน้ำเทท่า 

แต่น้อยคนนักจะรู้ว่า กว่าจะมาเป็นสินค้าแต่งบ้านน่าใช้เรียงรายตามร้านค้า เฟอร์นิเจอร์เหล่านี้รวมไปถึงวัสดุก่อสร้างบ้าน-อาคารทั้งหลาย ต้องผ่านกระบวนการหลอม เผา ขัดเกลาสารพัดขั้น ผลาญพลังงานธรรมชาติและสร้างขยะกองมหึมาจนน่าตกใจ อีกทั้งกว่าจะได้เหล่าปูน หิน ดิน ทราย ที่นำมาใช้เป็นวัตถุดิบหลักในการผลิต ก็อาจต้องระเบิดภูเขาเผาป่าแบบในภาพยนตร์แอคชัน รังแกระบบนิเวศและทรัพยากรธรรมชาติโดยที่เราไม่ทันรู้ตัว

มนุษย์อินทรีย์ตอนนี้จึงขอเล่าเรื่องแบรนด์เฟอร์นิเจอร์และวัสดุก่อสร้างแนว Circular Design ที่อยากชักชวนให้ผู้อยู่อาศัยทั้งหลาย หันมาใส่ใจสร้างบ้านที่รักตัวเราและรักสิ่งแวดล้อมกันมากขึ้น

เหล่าคนหัวใจอินทรีย์ต่างรู้ดี ว่าแนวคิดแบบ Circular Design ที่ว่านี้เป็นมิตรแท้ตัวจริงต่อสิ่งแวดล้อม เพราะกระบวนการผลิตทั้งหมดเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ 1 ชิ้น ทั้งเสื้อผ้า เครื่องใช้ ที่อยู่อาศัย ไปจนถึงอาหารที่เราทาน จะต้องนำทรัพยากรธรรมชาติมาใช้อย่างคุ้มค่า โดยปักธงไว้ว่าผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ ต้องป้องกันได้ตั้งแต่ขั้นตอนการหาวัตถุดิบและออกแบบ เพื่อไม่ให้เกิดของเสียเหลือทิ้งตั้งแต่ต้นทาง 

แบรนด์หลากหลายสัญชาติทั่วโลกหันมาร่วมแคมเปญรักษ์สิ่งแวดล้อมแบบครบวงจร เช่น ทางฝั่งไต้หวันซึ่งมีทั้ง The W Glass Project คิดค้นแก้วและหลอดชานมไข่มุกจากแก้วรีไซเคิลร้อยเปอร์เซ็นต์ หรือ Epson Taiwan ที่มาช่วยกำจัดปัญหากระดาษสำนักงานกองโตด้วยเครื่องพรินเตอร์ PaperLab รีไซเคิลกระดาษได้เองในตัวแบบครบถ้วนทุกกระบวนขั้น ส่วนฝั่งยุโรปก็ไม่น้อยหน้า แบรนด์เสื้อผ้าและอุปกรณ์กีฬาชื่อดังอย่าง Adidas ก็เริ่มนำวัสดุเหลือใช้และพลาสติกมาแปรรูปเพื่อผลิตเป็นรองเท้าออกขาย หรือจะเป็น ECOALF แบรนด์แฟชั่นจากสเปนก็ดีงาม เพราะเขานำขยะทางทะเลมาแปรรูปเป็นวัสดุใหม่ เพื่อนำไปผลิตเป็นสินค้าแฟชั่นนานาชนิด 

ใครที่กำลังอยากรีโนเวตบ้าน หรือมีไอเดียอยากแต่งบ้านด้วยวัสดุที่ทั้งดีต่อเราและดีต่อโลก เราขอภูมิใจนำเสนอมิตรคู่เรือนเพื่อนคู่บ้านคนใหม่อย่าง ‘loqa’ (โลกา) แบรนด์ไทยที่มีแนวคิดในการรังสรรค์ผลิตภัณฑ์ด้วยวัสดุเหลือใช้จากอุตสาหกรรมต่าง ๆ ตลอดจนกระบวนการผลิตที่คิดถึงความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมเป็นหลัก ซึ่งชวนให้อยากเลือกหยิบสินค้าลงตะกร้า และร่วมวงสนทนากับทีมหลังบ้านของ loqa ต่อในทันที

และต่อจากนี้คือเรื่องราวฉบับย่อของแบรนด์เฟอร์นิเจอร์น่ารักหัวใจสีเขียว ที่จะเปลี่ยนมุมมองและไอเดียในการสร้างบ้านของเราไปตลอดกาล

loqa เพื่อนใหม่บ้านสายอีโค แบรนด์ไทยที่เปลี่ยนขยะเป็นวัสดุก่อสร้างและเฟอร์นิเจอร์เก๋

ยั่งยืนต่อองค์รวม ย่อมยั่งยืนกับตัวเรา

เมื่อย่างเข้าสู่วัยผู้ใหญ่เต็มตัว ประกอบกับความใส่ใจในเรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นทุนเดิม สองสามีภรรยาอย่าง นนท์-นรฤทธิ์ วิสิฐนรภัทร และ มาย-มนัสลิล มนุญพร จึงตื่นเช้ามาด้วยใจตระหนักว่า ต้องเริ่มทำอะไรสักอย่างเพื่อความยั่งยืนของโลกใบนี้อย่างจริงจังเสียที

เพราะการแต่งบ้านคืองานอดิเรก ทั้งสองจึงตัดสินใจเริ่มต้นที่งานเฟอร์นิเจอร์และวัสดุก่อสร้างอย่างไม่ลังเล และเหมือนโชคชะตาจะหันเหมาถูกทิศ เพราะแต่เดิมธุรกิจทางบ้านของนนท์คือการทำอิฐทนไฟ ซึ่งต้องอาศัยกระบวนการผลิตที่เน้นความทนทานและพิถีพิถัน ชนิดว่าคลาดเคลื่อนแม้แต่ 1 มิลมิเมตรก็ไม่ได้ มาประยุกต์ใช้ในธุรกิจใหม่แกะกล่องครั้งนี้ด้วย แบรนด์เฟอร์นิเจอร์ ของแต่งบ้าน และวัสดุตกแต่งอาคาร ในนาม loqa หรือ โลกา จึงถือกำเนิดเปิดตัวในปี 2021 อย่างเป็นทางการ พร้อมกับความตั้งใจร่วมผลักดันปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

loqa เพื่อนใหม่บ้านสายอีโค แบรนด์ไทยที่เปลี่ยนขยะเป็นวัสดุก่อสร้างและเฟอร์นิเจอร์เก๋

“เราสองคนสนใจเรื่องสิ่งแวดล้อมอยู่แล้ว เลยคิดว่าจะทำอะไรที่เชื่อมโยงกับสิ่งแวดล้อมได้บ้างไหม แล้วก็เป็นสิ่งที่เรามีศักยภาพจะทำได้” นนท์เล่าถึงที่มาที่ไปของโลกา และความได้เปรียบด้านธุรกิจอิฐทนไฟของที่บ้าน

“อีกอย่างคือเราตั้งใจว่าจะต้องทำให้มันยั่งยืนกับองค์รวม เพราะมันเชื่อมโยงถึงกันหมดค่ะ ถ้ายั่งยืนกับองค์รวม ก็น่าจะยั่งยืนกับเราเองด้วย” มายเสริม

loqa เพื่อนใหม่บ้านสายอีโค แบรนด์ไทยที่เปลี่ยนขยะเป็นวัสดุก่อสร้างและเฟอร์นิเจอร์เก๋

หากมองเผิน ๆ เราอาจคิดว่าบรรดาอิฐก้อนและกระเบื้องทั้งหลายจากโลกา ก็ไม่ต่างจากเฟอร์นิเจอร์และวัสดุก่อสร้างทั่วไปเท่าไหร่นัก แต่หากลองเพ่งสังเกตให้ดี จะพบว่าเนื้อในของผลิตภัณฑ์เหล่านี้ประกอบสร้างขึ้นจากวัสดุเหลือใช้ในแวดวงอุตสาหกรรมแทบทั้งสิ้น ทั้งบรรดาเซรามิกเหลือทิ้ง แก้วจากขวดเครื่องดื่มและบรรจุภัณฑ์ในชีวิตประจำวัน ตลอดจนวัสดุเหลือใช้จากภาคการเกษตร ทั้งหมดนี้ถูกนำมาผ่านกระบวนการผลิตด้วยระบบออกแบบหมุนเวียน (Circular Design) ที่เมื่อบดทุบหรือรื้อถอนสินค้าออกแล้ว ยังนำไปรีไซเคิลต่อได้ด้วยกระบวนการผลิตใหม่อย่างไม่สิ้นสุด

“ถ้าสินค้าของเราถูกนำไปใช้ แล้วอีก 10 – 20 ปี เกิดการทุบทิ้ง เรานำไปบดละเอียดแล้วเอากลับมาขึ้นรูป ทำเป็นของชิ้นใหม่เรื่อย ๆ ได้เลย” 

แค่เริ่มต้น ก็ฟังดูสนุกไม่เบาทีเดียว

เปลี่ยนจากไร้ค่ากลายเป็นคุณค่า

เมื่อเราสงสัยว่าเหตุใดจึงต้องเป็นวัสดุเหลือใช้จากอุตสาหกรรม นนท์จึงเล่าให้ฟังอย่างเข้าใจง่ายว่า เกือบ 40 เปอร์เซ็นต์ของการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ทั่วโลก มาจากกลุ่มอุตสาหกรรมการก่อสร้างและวัสดุการก่อสร้าง อีกทั้งบั้นปลายของวัสดุเหล่านี้คือการถูกฝังกลบลงดิน แน่นอนว่าย่อมทำให้เกิดปัญหาต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

“แค่เฉพาะคอนกรีต เหล็ก อะลูมิเนียม 3 อย่างนี้รวมกันก็ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ประมาณ 23 เปอร์เซ็นต์แล้ว ซึ่งผมว่ามันเป็นตัวเลขที่เยอะมาก เป็นสัญญาณบอกว่าเราน่าจะมีส่วนร่วมในการทำอะไรสักอย่าง เราจึงอยากนำวัตถุดิบเหล่านั้นมาใช้ให้คุ้มค่ามากที่สุด”

loqa เพื่อนใหม่บ้านสายอีโค แบรนด์ไทยที่เปลี่ยนขยะเป็นวัสดุก่อสร้างและเฟอร์นิเจอร์เก๋

กว่า 80 เปอร์เซ็นต์ของวัตถุดิบทั้งหมดที่ใช้ในการผลิต โลกาคัดเอาเฉพาะวัสดุเหลือใช้ทั้งสิ้น เพื่อชุบชีวิตให้ของไร้ราคา กลายมาเป็นเฟอร์นิเจอร์น่าใช้และไม่สร้างขยะตกค้างในสิ่งแวดล้อม ส่วนอีก 20 เปอร์เซ็นต์ที่เหลือ นนท์และมายเล่าว่าเป็นเรื่องของการเคลือบสี เคลือบเงา และตัวสร้างพันธะเคมีที่ทำให้ชิ้นงานติดกัน ถึงแม้ว่าองค์ประกอบเหล่านี้จะไม่เป็นอันตรายและไม่สร้างสารพิษให้กับสิ่งแวดล้อมแม้แต่น้อย แต่โลกาก็ยังมุ่งมั่นเดินหน้าเฟ้นหาวัสดุเหลือทิ้งมาใช้ทดแทนในอนาคต

loqa เพื่อนใหม่บ้านสายอีโค แบรนด์ไทยที่เปลี่ยนขยะเป็นวัสดุก่อสร้างและเฟอร์นิเจอร์เก๋

“ณ วันหนึ่ง อิฐ 1 ก้อนและกระบวนการทุกอย่างเกี่ยวกับเขา เราอยากให้มันมาจาก Waste ทั้งหมดเลย นั่นคือเป้าหมายสูงสุดของเราค่ะ”

นอกจากนี้ อีกหนึ่งธงชัยที่โลกาปักไว้ คือการนำเศษวัสดุจากการก่อสร้าง อย่างปูน ดินแดง คอนกรีต หรือซีเมนต์ก้อนยักษ์ใหญ่ มาปัดฝุ่นแปลงโฉมเป็นสินค้าคุณภาพได้อีกครั้ง ถึงแม้ว่าขั้นตอนนี้จะอยู่ในระยะทดลอง แต่ทั้งสองก็กระซิบบอกว่าไม่นานเกินรอน่าจะสัมฤทธิ์ผล

พื้นที่เล่นสนุกของคนสร้างบ้านและคนรักบ้าน

เมื่อขยะอุตสาหกรรมที่เคยถูกทิ้งลงถัง เปลี่ยนผันมาอยู่ในมือของสองนักคิดนักค้นแห่งแบรนด์โลกา ขยะด้อยค่าจึงถูกนำมาเล่นสนุกได้ไม่รู้จบ

“เราอยากให้โลกาเป็นเหมือนเลโก้ของสถาปนิกและดีไซเนอร์ เพราะเขารู้ดีที่สุดว่าต้องทำอย่างไรมันถึงจะออกมาเป็นบ้าน เป็นที่อยู่อาศัย เพราะฉะนั้น เราอยากเป็นพื้นที่และวัตถุดิบสนุก ๆ ให้เขาเอาไปต่อยอดได้อีกหลากหลายรูปแบบ”

loqa เพื่อนใหม่บ้านสายอีโค แบรนด์ไทยที่เปลี่ยนขยะเป็นวัสดุก่อสร้างและเฟอร์นิเจอร์เก๋

กว่าจะได้สินค้าแต่ละชิ้น โลกาคิดและทำจนได้ผลลัพธ์ในเวอร์ชันที่ดีที่สุด ทุกผลิตภัณฑ์ผ่านการคิดค้น ทดลอง และพัฒนาโดยทีม R&D (Research and Development) หลังบ้าน อีกทั้งยังมีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านคอยเป็นกุนซือให้คำแนะนำอยู่ไม่ขาด เรื่องความทนทานและประสิทธิภาพการใช้งานจึงไม่เป็นสองรองใคร

“แม้จะเป็นรายละเอียดเล็กน้อยแต่มันสำคัญมาก และเราใส่ใจกับมันทั้งหมด เช่น คุณจะเทสารอะไรลงไป ใช้ตัวทำละลายประเภทไหน ต้องปั่นกี่นาที ในอุณหภูมิเท่าไหร่” นนท์กล่าว

“พอมีผู้เชี่ยวชาญเข้ามา เขาก็ช่วยเจียระไนให้เราเข้าใจเลยว่า มีตัวแปรอะไรบ้างที่ส่งผลต่องานของเรา” มายเสริม ก่อนจะมีประโยคปิดท้ายชวนอมยิ้มจากนนท์ดังขึ้นอีกครั้ง

“จริง ๆ ผมก็ไม่ค่อยชอบเคมีนะ แต่ตอนนี้ต้องรู้เรื่องของมันเยอะมากเลย” 

loqa เพื่อนใหม่บ้านสายอีโค แบรนด์ไทยที่เปลี่ยนขยะเป็นวัสดุก่อสร้างและเฟอร์นิเจอร์เก๋

ปณิธานของโลกา คือการเน้นย้ำว่าพวกเขาจะใช้กระบวนการผลิตที่รบกวนธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุด เพื่อนำของเสียเหล่านั้นกลับมาสร้างเป็นชิ้นงานที่มีคุณค่า เราจึงอยากฟังต่อไปว่า กระบวนการผลิตเหล่านั้นมีหน้าตาเป็นอย่างไร

“เราไม่ได้ใช้วัตถุดิบที่เป็น Raw Material หรือ Virgin Material เลย แต่เราใช้วัสดุเหลือใช้ ซึ่งมีข้อดีตรงที่วัสดุเหล่านี้เคยผ่านกระบวนการมาแล้ว เวลาเอามาใช้ต่อ เราใช้อุณหภูมิที่ต่ำลงในการเผาได้ แต่ถ้าเผาใหม่ สร้างใหม่ทั้งหมดเลย เราจะต้องทำอะไรหลายอย่างมาก เช่น อาจจะต้องเผาในอุณหภูมิที่สูงขึ้น สิ้นเปลืองพลังงานธรรมชาติมากขึ้น หรืออย่างชิ้นงานที่เป็นวัสดุปูผนังบางตัว ก็ไม่ได้ใช้ความร้อนในการผลิตเลยด้วยซ้ำ

“การเชื่อมชิ้นส่วนก็เหมือนกัน ถ้าเป็นซีเมนต์บรรจุถุงทั่วไป กว่าจะได้วัตถุดิบมา เขาต้องไประเบิดภูเขา แล้วเอามาผ่านกระบวนการความร้อนที่ประมาณ 1,200 – 1,300 องศาเซลเซียส หรืออาจจะมากกว่านั้น แต่เราใช้ปฏิกิริยาเคมีเชื่อมให้มันติดกัน แล้วก็หล่อออกมาเป็นชิ้นงาน เราไม่ได้ปล่อยคาร์บอนในกระบวนการนั้นเลย”

loqa เพื่อนใหม่บ้านสายอีโค แบรนด์ไทยที่เปลี่ยนขยะเป็นวัสดุก่อสร้างและเฟอร์นิเจอร์เก๋

แม้จะเป็นเรื่องเคมีล้วน ๆ ไม่มีอื่นใดผสม แต่นนท์ก็ช่วยย่อยใจความให้เราเข้าใจและเข้าถึงได้ไม่ยาก

“ผมว่ามันคิดง่ายไปที่จะแลกภูเขา 1 ลูกกับปูนซีเมนต์ 100 ตัน เมื่อก่อนคนอาจจะยังไม่ตระหนักถึงเรื่องนี้ แต่ตอนนี้เรารู้แล้ว เราก็น่าจะหาทางออกที่ดีกว่านี้ได้”

เสน่ห์และพลังของความไม่สมบูรณ์แบบ

ผลิตภัณฑ์ในเครือโลกา แบ่งออกมาเป็น 2 สาขาใหญ่ นั่นคือกลุ่มสินค้าประเภท Surface ใช้สำหรับก่อผนัง ปูพื้น หรือพวกอิฐช่องลมที่มีความหนาเพียงพอสำหรับก่อผนังได้ มายเล่าว่าสินค้าในหมวดนี้แตกแยกย่อยออกไปอีกตามไซส์ สี และผิวสัมผัส

loqa เพื่อนใหม่บ้านสายอีโค แบรนด์ไทยที่เปลี่ยนขยะเป็นวัสดุก่อสร้างและเฟอร์นิเจอร์เก๋

ส่วนอีกสาขา คือ สินค้าตระกูล Casted หรือที่ทั้งสองเรียกว่า ‘งานหล่อหลอมทั้งหลาย’ ซึ่งหากจะให้แจกแจงว่าถูกหล่อหลอมออกมาเป็นสินค้าประเภทใดบ้างคงบรรยายไม่หมด เพราะมีตั้งแต่ของชิ้นเล็ก อย่างแจกันดอกไม้ เชิงเทียน จานวางสบู่ ไล่ขนาดไปจนถึงของใช้ไซส์ใหญ่ จำพวกโต๊ะข้างเตียง ม้านั่ง หรือแม้แต่ซิงก์ในห้องน้ำ

เปลี่ยนบ้านให้สนุกกับ loqa (โลกา) แบรนด์วัสดุก่อสร้างและของแต่งบ้านจากขยะอุตสาหกรรม ทั้งน่าใช้ และใส่ใจสิ่งแวดล้อม

“สินค้าในกลุ่มนี้หลากหลายมากค่ะ มันคืออะไรก็ตามที่เราอยากได้ (หัวเราะ) และคิดว่าคนที่ชอบแต่งบ้านก็น่าจะอยากได้เหมือนกัน ยังมีอะไรอีกหลายอย่างที่เราอยากเล่นสนุกกับมัน

“เพราะท้ายที่สุดแล้ว โลกาแทบจะใช้สร้างบ้านได้ทั้งหลังเลย”

เปลี่ยนบ้านให้สนุกกับ loqa (โลกา) แบรนด์วัสดุก่อสร้างและของแต่งบ้านจากขยะอุตสาหกรรม ทั้งน่าใช้ และใส่ใจสิ่งแวดล้อม

และทันทีที่เห็นก้อนอิฐน้อยใหญ่เรียงรายเล่นสีตัดกันไปมา จึงรู้ได้ทันทีว่า ‘เล่นสนุก’ ที่มายกล่าวถึงอยู่บ่อย ๆ นั้นหมายความว่าอะไร 

“เราทดลองดูว่าถ้าทำแบบนี้มันจะได้รูปร่าง สีสัน เท็กซ์เจอร์ ที่ต้องการไหม ตอนนี้ที่กำลังพัฒนาอยู่คือการใช้แกลบข้าวมาช่วยเพิ่มความขรุขระให้กับพื้นผิว อีกอย่างหนึ่งคือการเล่นสีสันซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากชั้นเปลือกโลกค่ะ”

เปลี่ยนบ้านให้สนุกกับ loqa (โลกา) แบรนด์วัสดุก่อสร้างและของแต่งบ้านจากขยะอุตสาหกรรม ทั้งน่าใช้ และใส่ใจสิ่งแวดล้อม

มายกำลังหมายถึงก้อนอิฐทรงจัตุรัสขนาดน่ารัก แต่ละก้อนถูกละเลงสีไล่ระดับกันไปอย่างไม่ขัดตา มองปราดเดียวก็รู้ว่าถ้านำออกมาวางขายเมื่อไหร่ น่าจะต้อง Sold Out จนผลิตใหม่ไม่ทันแน่ ๆ 

อีกหนึ่งความตั้งใจที่กลายเป็นเสน่ห์ในทุกรายการสินค้าไปโดยปริยาย นนท์และมายเล่าว่าพวกเขาอยากให้ผลิตภัณฑ์ของโลกามองแล้วสบายตา สบายใจ เลียนแบบและใกล้ชิดธรรมชาติให้มากที่สุด กระบวนการผลิตแบบทำมือจึงเข้ามามีบทบาทมากพอตัว

เปลี่ยนบ้านให้สนุกกับ loqa (โลกา) แบรนด์วัสดุก่อสร้างและของแต่งบ้านจากขยะอุตสาหกรรม ทั้งน่าใช้ และใส่ใจสิ่งแวดล้อม

“ด้วยความที่ต้องใช้มือทำมากพอสมควร ชิ้นงานที่ออกมาก็จะแตกต่างกันบ้าง ทั้งหน้าตา สีสัน รวมถึงเนื้อใน เพราะมันก็คือ Waste แต่ละชิ้นที่ปะปนกันอยู่

“ไม่ต้องสมบูรณ์แบบ ไม่ต้องเหมือนกันเป๊ะทุกชิ้นตามแม่พิมพ์ก็ได้ แต่ละชิ้นมีเอกลักษณ์ของเขา ซึ่งผมว่ามันก็เป็นเสน่ห์ที่หลาย ๆ คนมองหา”

เริ่มจากตัวเรา = ความยั่งยืน

เปลี่ยนบ้านให้สนุกกับ loqa (โลกา) แบรนด์วัสดุก่อสร้างและของแต่งบ้านจากขยะอุตสาหกรรม ทั้งน่าใช้ และใส่ใจสิ่งแวดล้อม

ใครที่อยากเห็นสินค้าทั้งหมดที่ว่ามาแบบจริง ๆ แวะเวียนไปได้ที่ The COMMONS ทองหล่อ 17 จนถึงสิ้นเดือนกรกฎาคมนี้ หรือจะเป็นที่ Jouer สุขุมวิท 32 ที่ทั้งสองใช้สตูดิโอร่วมกับ Plant House ก็ได้ ที่สำคัญ นนท์และมายฝากมาบอกชาวมนุษย์อินทรีย์ทั้งหลายว่า หากไม่มีอะไรคลาดเคลื่อน ราว ๆ เดือนสิงหาคมนี้ พวกเขาจะมีสตูดิโอและโชว์รูมเล็ก ๆ อย่างเป็นทางการ ใครอยากแวะไปชมสินค้า พูดคุย ปรึกษา หรือดูตัวอย่างการใช้งานจริง ก็ปักหมุดไว้ได้เลยที่ H dining สุขุมวิท 38 

เปลี่ยนบ้านให้สนุกกับ loqa (โลกา) แบรนด์วัสดุก่อสร้างและของแต่งบ้านจากขยะอุตสาหกรรม ทั้งน่าใช้ และใส่ใจสิ่งแวดล้อม

ส่วนช่องทางการสั่งซื้อ แบรนด์นี้ก็กำลังจัดเตรียมไว้ให้พร้อมสรรพ เราแอบไปเห็นหน้าเว็บไซต์ของจริงมาแล้ว บอกเลยว่ามีครบทุกรายละเอียด ทั้งเรื่องไซส์ สี กรรมวิธีการผลิต วิธีนำไปใช้ ไปจนถึงคุณสมบัติด้านความยั่งยืนต่อสิ่งแวดล้อม ว่าของชิ้นนี้ช่วยลดปริมาณวัสดุเหลือทิ้งไปได้เท่าไหร่ โดยในอนาคต นนท์และมายอยากทำให้เว็บไซต์คำนวณได้คร่าว ๆ ว่า หากเราซื้อสินค้าของโลกาจำนวนเท่านี้ จะช่วยลดขยะไปได้กี่กิโลกรัมต่อหนึ่งตารางเมตร

เปลี่ยนบ้านให้สนุกกับ loqa (โลกา) แบรนด์วัสดุก่อสร้างและของแต่งบ้านจากขยะอุตสาหกรรม ทั้งน่าใช้ และใส่ใจสิ่งแวดล้อม
เปลี่ยนบ้านให้สนุกกับ loqa (โลกา) แบรนด์วัสดุก่อสร้างและของแต่งบ้านจากขยะอุตสาหกรรม ทั้งน่าใช้ และใส่ใจสิ่งแวดล้อม
เปลี่ยนบ้านให้สนุกกับ loqa (โลกา) แบรนด์วัสดุก่อสร้างและของแต่งบ้านจากขยะอุตสาหกรรม ทั้งน่าใช้ และใส่ใจสิ่งแวดล้อม

“คุณไม่ต้องสนก็ได้ว่าโลกาทำเรื่อง Waste แค่มองว่าสินค้าของเราเหมาะกับบ้านของคุณไหม แค่นั้นพอ คุณช่วยสิ่งแวดล้อมได้โดยไม่ต้องตระหนักเรื่องสิ่งแวดล้อมเลยด้วยซ้ำ แล้วท้ายที่สุด คุณอาจช่วยลดปริมาณขยะไปเป็นพันกิโลโดยไม่รู้ตัว

“เวลามองปัญหาสิ่งแวดล้อม เราอาจรู้สึกว่ามันเกินเอื้อมที่เราจะต่อสู้ใช่ไหมคะ ดังนั้น มายคิดว่าการเริ่มจากตัวเรา เริ่มจากเรื่องใกล้ตัวของเรา ทำให้มันสนุกและค่อย ๆ เรียนรู้ไปพร้อมกัน มันจะดีและยั่งยืนที่สุด”

หลังจบบทสนทนา เรารู้ได้ทันทีว่าโลกายังมีโปรเจกต์แสนสนุกรออยู่อีกเพียบ ซึ่งช่วยตอกย้ำให้เห็นว่า ความตั้งใจในการช่วยดูแลสิ่งแวดล้อมของแบรนด์นี้ ทั้งแข็งแรงและทนทานไม่แพ้สินค้าของเขาเลยแม้แต่น้อย

ส่วนเราเองก็ดีใจไม่น้อยที่ได้เห็นการเติบโตของแบรนด์ไทยหัวใจอินทรีย์อีกหนึ่งเจ้า หากมีแบรนด์ที่อยากลุกขึ้นมาสร้างความยั่งยืนให้กับโลกใบนี้อีกเยอะ ๆ ก็คงจะดีไม่น้อยเลยว่าไหม

loqa (โลกา)

โทรศัพท์ : 08 9770 4565

อีเมล : [email protected]

Facebook : loqa

Instagram : loqa.co

Line Official Account : @loqa

ภาพ : loqa

Writer

นกอินทรีย์

เรื่องกินเรื่องใหญ่ ถ้าเลือกได้ขอปลอดภัยไว้ก่อน อยากรู้จักกัน แค่แบ่งของกินให้ อะไรก็ยอมได้ทุกอย่าง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load