4 กุมภาพันธ์ 2563
11.27 K

“น้องเดินเข้ามาเห็นองค์ที่อยู่หน้าบ้านแล้วรู้สึกยังไง”

ฉันใช้เวลาเพียงแค่ชั่วอึดใจก็ควานหาคำแทนความรู้สึกนั้นเจอ

“รู้สึกเกรงขามค่ะ”

น่าเกรงขาม คงจะเป็นคำที่เหมาะสมที่สุดกับความรู้สึกแรกเมื่อได้ก้าวเข้ามาพบกับองค์พระครุฑสีแดงสูง 3 เมตรครึ่งที่ตั้งตระหง่านอยู่หน้าบ้าน สำหรับใครที่อยากมาเดินเที่ยวงาน Bangkok Design Week สัปดาห์นี้ แม้บ้านทำครุฑแห่งนี้จะไม่มีป้ายชื่อ แต่ถ้าได้เดินเข้ามาในตรอกหมอเพชรหมอพลอยแล้วละก็ รับรองว่าไม่มีทางที่จะหาบ้านหลังนี้ไม่เจอ

ตระกูลแย้มประเสริฐ กับทายาทรุ่นที่ 2 ของบ้านทำตราตั้งครุฑที่แรกและที่เดียวแห่งย่านเจริญกรุง

สามพี่น้องตระกูลแย้มประเสริฐ คือทายาทรุ่นที่สองของกิจการทำตราตั้งครุฑแห่งย่านเจริญกรุงที่มีฝีมือเป็นที่ยอมรับกันในวงการ จนปรากฏอยู่ในรายชื่อร้านทำตราตั้งครุฑที่สำนักพระราชวังให้การรับรอง คุณเบน-ณรงค์วัฒน์ แย้มประเสริฐ พี่ชายคนโตของบ้าน เล่าให้ฟังถึงผลงานของพวกเขาที่เราเชื่อว่าคนไทยทุกคนน่าจะเคยได้พบเห็น จากหน้าอาคารห้างร้านต่างๆ และธนาคารไทยพาณิชย์ทุกสาขาทั่วประเทศไทย

ตระกูลแย้มประเสริฐ กับทายาทรุ่นที่ 2 ของบ้านทำตราตั้งครุฑที่แรกและที่เดียวแห่งย่านเจริญกรุง

“ธนาคารไทยพาณิชย์สั่งครุฑกับเรามากที่สุดครับ ลองสังเกตดูจะเห็นว่าข้างใต้ริบบิ้นเขียนไม่เหมือนคนอื่นนะครับ ข้างล่างทั่วไปจะเขียนว่าโดยได้รับพระบรมราชานุญาต แต่ธนาคารไทยพาณิชย์เป็นธนาคารเดียวที่เขียนว่า ตั้งโดยพระบรมราชานุญาต เพราะว่ารัชกาลที่ห้าทรงตั้งขึ้นมา 

ตระกูลแย้มประเสริฐ กับทายาทรุ่นที่ 2 ของบ้านทำตราตั้งครุฑที่แรกและที่เดียวแห่งย่านเจริญกรุง

 “สมัยก่อนพ่อผมทำงานเป็นลูกจ้างร้านคนอื่นอยู่ตรงวงเวียน 22 แล้วก็ออกมาทำเอง ตั้งบริษัทนี้เมื่อปี 29 ครับ หลังจากนั้นก็เริ่มมีชื่อเสียง เพราะเรารับปากแล้วทำเต็มที่ เราทำครบวงจรตั้งแต่ปั้นเลย ผลิตจนเป็นองค์ใหญ่ๆ แบบนั้น พอเสร็จปุ๊บเราก็ขึ้นไปติดตั้งให้ด้วย ที่ผมทำก็มีโรงพยาบาลวิชัยยุทธ โค้ก เป๊ปซี่ มาม่า ยูไลยเทเลอร์ สามารถคอร์เปอเรชั่น ซีพี เจียไต๋ คิง เพาเวอร์ นับแล้วเกินยี่สิบเจ้าแน่นอน องค์ใหญ่ที่สุดที่เคยทำก็หกเมตรกว่าครับ ที่ตึกซีพีสีลม แล้วเราไม่ได้ทำแค่องค์ครุฑอย่างเดียว ที่เราภาคภูมิใจคือเราทำตราสัญลักษณ์ ภ.ป.ร. กับ สก. ที่ตึกโรงพยาบาลจุฬาฯ ด้วยครับ”

งามรูป งามมงคล งามสมเกียรติ

การขอรับพระราชทานอนุญาตใช้ตราแผ่นดินในกิจการเอกชนนั้นเริ่มมีตั้งแต่รัชกาลที่ 5 โดยเป็นตราอาร์มมีข้อความประกอบด้านล่างว่า ‘โดยได้รับพระบรมราชานุญาต’ ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 6 จึงได้เปลี่ยนตราอาร์มเป็นตราตั้งครุฑพ่าห์ โดยจะพระราชทานให้เป็นเกียรติสำหรับห้างร้านที่ประกอบกิจการโดยสุจริต มีฐานะมั่นคง เป็นประโยชน์ต่อราชการแผ่นดิน 

เมื่อบริษัทนั้นๆ ได้รับพระบรมราชานุญาตแล้ว จะได้รับสารตราตั้งที่มีการกำหนดรูปแบบเครื่องทรงของครุฑ แต่ไม่ได้กำหนดสัดส่วนการสร้างเอาไว้ ช่างทำครุฑจึงต้องใช้ทักษะทางศิลปะและการศึกษาค้นคว้าจากตำราต่างๆ เพื่อออกแบบองค์ครุฑให้สง่างามสมกับเกียรติยศที่ได้พระราชทานไว้

ตระกูลแย้มประเสริฐ กับทายาทรุ่นที่ 2 ของบ้านทำตราตั้งครุฑที่แรกและที่เดียวแห่งย่านเจริญกรุง

  “ไม่มีใครเคยเห็นพระครุฑองค์จริงหรอกครับ ที่เห็นนี่คือจินตนาการของคนปั้น เราก็อ่านมาว่าพระครุฑสูงกี่เซียะกี่ศอก ถ้าสูงเท่านี้ปีกควรจะต้องเท่าไหร่ ก็ออกมาเป็นสัดส่วนที่เราทำ ส่วนพวกเครื่องทรงเราก็ได้รูปมาจากสำนักพระราชวัง เราก็ทำตามนั้น ไม่มีปัญหา” 

เช่นเดียวกับงานศิลปะแขนงอื่นๆ ความสวยของงานแต่ละชิ้นอาจขึ้นอยู่กับสายตาคนมอง แต่หากจะวัดความสวยจากมุมมองของช่างผู้สร้างผลงานแล้วนั้น คุณเบนบอกว่ามองได้ 2 ข้อ

  “ถ้าช่างด้วยกันมองก็คือ หนึ่ง ต้องถูกลักษณะ สอง ต้องได้สัดส่วน ถูกลักษณะหมายถึงต้องมีจะงอยปาก มีเขี้ยว ได้สัดส่วน หมายถึงศีรษะ อก กล้ามท้อง ปีก ริบบิ้นด้านล่าง ต้องได้กัน เราศึกษากายวิภาคของคนด้วย เพราะสมมติคนต้องยืนท่านี้ เข่าต้องอยู่ขนาดไหน เหมือนท่าฝึกโขนครับ เราก็ต้องปั้นให้คล้ายกัน”

ตระกูลแย้มประเสริฐ กับทายาทรุ่นที่ 2 ของบ้านทำตราตั้งครุฑที่แรกและที่เดียวแห่งย่านเจริญกรุง
ตระกูลแย้มประเสริฐ กับทายาทรุ่นที่ 2 ของบ้านทำตราตั้งครุฑที่แรกและที่เดียวแห่งย่านเจริญกรุง

  แม้จะเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ในตำนานที่ไม่เคยมีใครเห็นตัวจริง แต่การคำนึงถึงความสมจริงในมิติของมนุษย์ก็กลายมาเป็นส่วนผสมที่ทำให้ผลงานออกมากลมกล่อมที่สุด คุณแย้ม-อภิชาติ แย้มประเสริฐ ลูกชายคนที่ 2 ของบ้านเสริมอีกว่า หากมีจุดที่ไม่สมจริงเขาจะไม่ยอมปล่อยผ่านแน่นอน “อย่างเดือนที่แล้วปั้นครุฑองค์ใหม่องค์หนึ่ง เขาปั้นหน้าอกไม่สวย เหมือนอกผู้หญิง เรามองว่ามันไม่ใช่ อกผู้ชายต้องบึกบึน มีพลัง เราก็เอารูปกล้ามคนให้เขาดู ช่างเขาก็เก่งนะ เขาก็แก้ได้” 

งามด้วยรูปแล้วยังต้องงามมงคลด้วย การวัดสัดส่วนต่างๆ เมื่อวัดด้วยตลับเมตรจีนแล้วจะต้องตกเลขดีเพื่อเป็นสิริมงคลแก่กิจการ และที่สำคัญที่สุด นอกจากจะสวยในมุมมองของช่างแล้ว ยังต้องปั้นให้ ‘เข้ากัน’ กับกิจการของลูกค้ารายนั้นๆ ด้วย หากสังเกตดีๆ เราจะเห็นว่าครุฑของห้างร้านแต่ละเจ้านั้นมีหน้าตาไม่เหมือนกัน 

ตระกูลแย้มประเสริฐ กับทายาทรุ่นที่ 2 ของบ้านทำตราตั้งครุฑที่แรกและที่เดียวแห่งย่านเจริญกรุง
ตระกูลแย้มประเสริฐ กับทายาทรุ่นที่ 2 ของบ้านทำตราตั้งครุฑที่แรกและที่เดียวแห่งย่านเจริญกรุง

หนังสือภาพ ครุฑ จัดพิมพ์โดยสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ใช้สำหรับอ้างอิงการปั้นครุฑหน้าโบราณ

“ถ้าเราทำให้ร้านค้าก็ต้องเป็นหน้าเทวดา จะได้ต้อนรับลูกค้า เป็นเคล็ดเฉยๆ ผมจะไม่ค่อยใส่เขี้ยวหรอก เพราะครุฑพ่อค้าเราจะไปเขี้ยวกับลูกค้าไม่ได้ มีคนเคยรีเควสต์แปลกๆ ก็มี อย่างครุฑที่คิง เพาเวอร์ รางน้ำ เขาอยากได้หน้าครุฑแบบโบราณ เราก็ปั้นให้ อันนั้นทำได้ แต่จะให้มาทำหน้าเหมือนณเดชน์ เหมือนต้อยหมวกแดง อย่างนี้ทำไม่ได้นะครับ”

ทำด้วยหัวใจไม่จำกัดเทคนิค

ในสมัยโบราณการสร้างครุฑจะใช้การแกะสลักไม้ จนถึงยุคสมัยที่บ้านทำครุฑแห่งนี้เริ่มกิจการ บริษัทที่ได้รับพระบรมราชานุญาตมีมากขึ้น การแกะสลักไม้จึงถูกแทนที่ด้วยการหล่อเรซิ่นและไฟเบอร์กลาส ทำให้ผลิตได้เร็ว ราคาย่อมเยา และมีน้ำหนักเบากว่า โดยช่างจะขึ้นรูปด้วยดินเหนียวหรือขี้ผึ้งเพื่อทำแม่พิมพ์สำหรับหล่อต่อไป 

“การปั้นเมื่อก่อนใช้ดินเหนียว ต้องไปซื้อที่ปทุมธานี ถือว่าเป็นดินดีที่สุดที่เราศึกษามา แต่ดินมันจะยากตรงที่เราต้องบำรุงมันด้วย ต้องฉีดน้ำ เอาผ้าคลุม ปัจจุบันไม่มีดินขายแล้ว เราเลยใช้ขี้ผึ้งแทน”

ตระกูลแย้มประเสริฐ กับทายาทรุ่นที่ 2 ของบ้านทำตราตั้งครุฑที่แรกและที่เดียวแห่งย่านเจริญกรุง
ตระกูลแย้มประเสริฐ กับทายาทรุ่นที่ 2 ของบ้านทำตราตั้งครุฑที่แรกและที่เดียวแห่งย่านเจริญกรุง

ทักษะความรู้ในการปั้นและหล่อครุฑนั้นไม่มีโรงเรียนหรือตำราสอนสำเร็จรูป ทั้งหมดล้วนผ่านการเรียนรู้และสั่งสมประสบการณ์มากว่า 30 ปี จนกลายมาเป็นตำราประจำตัวที่คุณเบนยืนยันว่า หากช่างรุ่นใหม่ต้องการเรียนรู้ สิ่งเดียวที่จะทำได้ก็คือการฝึกฝน

“ต้องฝึกกี่ปีก็บอกไม่ได้ครับ แต่เขาจะต้องทำตลอดชีวิตเขาเลย เขาต้องฝึกปั้นไก่ ปั้นทุกสิ่งทุกอย่าง ฝึกทำทุกขั้นตอน ใช้ทั้งเทคนิคปั้นและแกะครับ ที่สำคัญคือ เราต้องทำจากหัวใจที่เราต้องการทำให้สวยจริงๆ ไม่ใช่คิดแค่ว่าผัดให้มันกินเถอะวะ แบบนั้นไม่ได้ เราผัดแล้วต้องอร่อยที่สุดสำหรับลูกค้าคนนั้น

“ส่วนตัวผมนะ ผมมีความเชื่อว่าไม่ว่าเทคนิคไหน ถ้าช่างตั้งใจ มันก็จะถ่ายทอดเอกลักษณ์ของเราได้” 

ตระกูลแย้มประเสริฐ กับทายาทรุ่นที่ 2 ของบ้านทำตราตั้งครุฑที่แรกและที่เดียวแห่งย่านเจริญกรุง

รับซ่อมสร้างทั่วราชอาณาจักร

กระบวนการพิจารณาเพื่อขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตสำหรับแต่ละบริษัทนั้นอาจกินเวลายาวนานหลายปี ทำให้งานสร้างองค์ครุฑสำหรับกิจการใหม่ในแต่ละปีมีไม่มาก งานส่วนใหญ่จึงเป็นงานซ่อมแซมเสียมากกว่างานสร้างใหม่ โดยครุฑเก่าแก่ที่สุดที่บ้านนี้เคยได้รับการติดต่อมาเป็นครุฑไม้โบราณที่มีอายุกว่าร้อยปี 

  “เป็นครุฑของบริษัทดีทแฮล์มที่เจริญกรุง หักลงมาเลย เขาก็ตกใจทั้งบริษัท พอเขาเรียกผมไป ผมก็บอกว่าเรียกผมคนเดียวไม่ได้ ต้องเรียกพราหมณ์มาด้วย ต้องเชิญพราหมณ์มาถอนจิตวิญญาณออก ผมจึงจะถอดองค์ลงมาได้ แต่ผมก็ไม่มีปัญญาซ่อมได้เนื่องจากว่ามันผุมาก กลายเป็นเศษไม้แล้ว ก็ต้องคืนเขาไปทั้งผ้าขาวแบบนั้นแหละครับ แล้วทำองค์ใหม่ไปติดแทนที่เดิม 

ตระกูลแย้มประเสริฐ กับทายาทรุ่นที่ 2 ของบ้านทำตราตั้งครุฑที่แรกและที่เดียวแห่งย่านเจริญกรุง

“อย่างครุฑรุ่นใหม่ที่เป็นไฟเบอร์กลาส ไม่มีการพังลงมาแบบครุฑไม้แล้วครับ เพราะการจับยึดของพอลิเมอร์มันอยู่เป็นร้อยๆ ปี ไม่ต้องห่วงเลย แต่ถ้าเรื่องสีมันก็จะซีดตามโมเลกุลของมัน อาจจะห้าปีหรือเจ็ดปีซ่อมสีทีหนึ่ง ขึ้นอยู่กับว่าหันหน้าทิศไหนด้วย ถ้าหันทิศตะวันออกกับตะวันตกก็จะซีดเร็วหน่อย การดูแลซ่อมสีเราก็จะปีนขึ้นไปซ่อม ถอดลงมาไม่ได้ ถ้าถอดลงมาเราต้องทำพิธีเชิญลงแล้วเชิญขึ้นอีก เลยทำบนนั้นเลยดีกว่า”

ตระกูลแย้มประเสริฐ กับทายาทรุ่นที่ 2 ของบ้านทำตราตั้งครุฑที่แรกและที่เดียวแห่งย่านเจริญกรุง
ตระกูลแย้มประเสริฐ กับทายาทรุ่นที่ 2 ของบ้านทำตราตั้งครุฑที่แรกและที่เดียวแห่งย่านเจริญกรุง

หากถามว่าเอกลักษณ์ของบ้านทำครุฑแห่งนี้คืออะไร คุณเบนตอบทันทีว่า “ชอบขัดใจลูกค้า” เพราะไม่เพียงแต่ต้องรับฟังความต้องการของเจ้าของกิจการนั้นๆ แต่ช่างทำครุฑยังต้องคอยแนะนำความเหมาะสมให้กับลูกค้าด้วย แม้จะไม่ได้เรียนจบศิลปะมาโดยตรง แต่ความสนใจศึกษาทั้งศิลปะ ความเชื่อ และปริญญาตรีทางวิศวกรรมศาสตร์ที่เรียนจบมาก็ช่วยให้คุณเบนให้คำแนะนำกับลูกค้าได้แบบครบวงจร “บางอย่างลูกค้าอยากได้ แต่ด้วยสายตาวิศวกรโครงสร้างมันไม่ไหว เขาก็ต้องฟังเราครับ”

เมื่อศิลปะผสานเทคโนโลยี

ในฐานะเจ้าของบ้านทำครุฑรุ่นที่สอง นอกจากความตั้งใจที่อยากจะอนุรักษ์ศิลปะการสร้างครุฑให้คงอยู่ต่อไปแล้ว คุณเบนยังต้องมองหาแนวทางใหม่ๆ เพื่อให้ศิลปะการทำตราตั้งครุฑไม่หยุดนิ่งอยู่กับที่ อย่างการนำเทคโนโลยี CNC มาทดลองใช้กับการทำครุฑขนาดเล็ก ที่เขาบอกว่า “เหมือนกินผัดกะเพราแล้วไม่ได้กลิ่นกระเทียม”

“มันไม่ได้อย่างใจจริงๆ มันไม่ลึก อย่างตรงนี้ต้องนูน แต่เครื่องมันก็ทำได้แค่นี้ไง ปั้นมันทำได้ลึกซึ้งกว่า ผมเพิ่งมาลองทำได้ไม่กี่อัน ซึ่งยังไม่ค่อยสวย แต่คิดว่าอีกสักพักคงจะทำได้ดีขึ้น ต้องรอเทคโนโลยีพัฒนากว่านี้ อย่างองค์นี้ถ้าให้สวยปากต้องยื่นออกมาอีกนิด อันนี้จะยังไม่ค่อยสมส่วนเท่าไหร่ ติได้ทุกส่วนอะ” 

อีกหนึ่งข้อจำกัดที่เทคโนโลยียังทำไม่ได้คือการคำนึงถึง ‘การกินอากาศ’ เมื่อต้องติดตั้งชิ้นงานบนตึกสูง โดยหากเป็นการปั้น ช่างจะใช้สายตาและความชำนาญในการกะขนาดสัดส่วนด้านบนของชิ้นงานให้ใหญ่กว่าขนาดจริง เพื่อที่เมื่อนำไปติดตั้งแล้วจะได้ดูสมส่วนเมื่อมองจากด้านล่างขึ้นไป 

ตระกูลแย้มประเสริฐ กับทายาทรุ่นที่ 2 ของบ้านทำตราตั้งครุฑที่แรกและที่เดียวแห่งย่านเจริญกรุง
ตระกูลแย้มประเสริฐ กับทายาทรุ่นที่ 2 ของบ้านทำตราตั้งครุฑที่แรกและที่เดียวแห่งย่านเจริญกรุง

“ถ้าทำงาน 3D เราก็จะเห็นแค่ตรงๆ จากในจอ อะไรที่มีเครื่องทำได้เนี่ยราคามันจะถูกลงก็จริง ผู้บริโภคก็ต้องเลือกเอาว่าจะเลือกบริโภคแบบลึกซึ้ง ได้กลิ่นอายของมัน หรือว่าจะแค่ Just Have คุณก็ได้แค่ Just Have แต่ถ้าคุณ Must Have คุณก็จะได้อีกแบบหนึ่ง”

พิพิธภัณฑ์บ้านรักครุฑ

พระครุฑสีแดงองค์ใหญ่ยักษ์ยังคงสยายปีกอยู่ด้านหน้าทางเข้า ราวกับเป็นเครื่องยืนยันฝีมือของช่างทำครุฑประจำบ้านหลังนี้ เป็นเวลากว่า 30 ปีแล้วนับตั้งแต่กิจการบ้านทำครุฑแห่งนี้ได้ถูกปลูกปั้นขึ้นมา มาถึงวันนี้ครอบครัวแย้มประเสริฐมีแนวคิดที่จะรวบรวมผลงานองค์ครุฑที่เคยได้ทำไว้มาจัดแสดงเป็นพิพิธภัณฑ์ขนาดเล็กในชื่อ ‘พิพิธภัณฑ์บ้านรักครุฑ’ เพื่อส่งต่อความรู้ทางศิลปะการทำตราตั้งครุฑให้คงอยู่ต่อไปในอนาคต 

ตระกูลแย้มประเสริฐ กับทายาทรุ่นที่ 2 ของบ้านทำตราตั้งครุฑที่แรกและที่เดียวแห่งย่านเจริญกรุง

“เราเห็นทุกวันเราก็รู้สึกชิน พอดีวันหนึ่งรุ่นน้องผมมาเห็นเขาก็ตกใจ ไม่เคยเห็นครุฑองค์ใหญ่ขนาดนี้ เขาก็ถ่ายรูปกันใหญ่ พอเราเห็นว่าเขามีความสนใจ ถามนู่นถามนี่ ผมก็ว่าจะทำตรงนี้เป็นจุดถ่ายรูปให้คนเข้ามาชม” คุณแย้มเล่าให้ฟังถึงจุดเริ่มต้นความคิด

 “เราอยากจะจรรโลงและสืบสานต่อให้คนรุ่นหลัง อย่างถ้าผมเสียชีวิตไปแล้วจะมีคนรุ่นต่อไปมารู้เหมือนผมหรือเปล่าก็คงยังไม่มี เรื่องราวหลายอย่างที่เกี่ยวกับองค์พระครุฑก็ยังมีอีกเยอะ คิดว่าก็คงจะทำที่บ้านนี่แหละครับให้เป็นพิพิธภัณฑ์” คุณเบนกล่าวปิดท้าย

ตระกูลแย้มประเสริฐ กับทายาทรุ่นที่ 2 ของบ้านทำตราตั้งครุฑที่แรกและที่เดียวแห่งย่านเจริญกรุง

บ้านรักครุฑแห่งนี้ได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งในธุรกิจสร้างสรรค์ประจำย่านเจริญกรุงที่ต้องห้ามพลาด สำหรับใครที่สนใจเข้ามาสัมผัสเรื่องราวการทำตราตั้งครุฑด้วยตัวเอง แวะเข้ามาเยี่ยมชมได้ทุกวัน ในงาน Bangkok Design Week 2020 ที่จัดขึ้นในช่วงวันที่ 1 – 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563 ตั้งแต่ 09.00 – 16.00 น.

Writer

แก้วขวัญ เรืองเดชา

โปรดิวเซอร์สารคดีโทรทัศน์ นักเขียน และนักออกแบบนิทรรศการ

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

The Master

เรื่องราวเบื้องหลังความเชี่ยวชาญของคนทำงานระดับมืออาชีพ

17 มิถุนายน 2565
3.42 K

The Cloud x สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa)

ตอนที่เราดูหนังแล้วรู้สึกว่า นักแสดงในเรื่องมีความน่าเชื่อถือทั้งบุคลิก หน้าตา และการแสดงในบทบาทต่าง ๆ หรือแม้แต่บางคนเห็นเพียงไม่กี่วินาที แต่กลับรู้สึกว่าเขาเป็นคนคนนั้นได้อย่างสมจริง นั่นคืองานของ Casting Director ที่ทำการคัดเลือก ทดสอบ ผ่านขั้นตอนตามระบบกองถ่าย จนเข้าสู่การแสดงในภาพยนตร์

ผมอยากชวนทำความรู้จักกับคนทำงานตำแหน่งนี้ ซึ่งผ่านการทำงานยาวนานเกือบ 40 ปี กับกองถ่ายภาพยนตร์ต่างประเทศที่มาถ่ายทำในประเทศไทยและย่านอาเซียน เขาคือ หนอน-ระวีพร ยุงไมเยอร์ ผู้เคยร่วมงานกับผู้กำกับต่างประเทศ อย่าง Danny Boyle, Luc Besson, Oliver Stone และในภาพยนตร์-ซีรีส์สารพัดเรื่อง อาทิ Only God Forgives, Heaven & Earth, The Beach, The Lady, Buoyancy, The Rocket, Bangkok Breaking ฯลฯ และเธอก็รวมกลุ่มกับเพื่อนพี่น้องคนทำงานสร้างสรรค์ จัดตั้ง กลุ่ม CUT สหภาพแรงงานสร้างสรรค์ ขึ้นมาด้วย

หนอน ยุงไมเยอร์ Casting Director วัย 58 ผู้เฟ้นหานักแสดงให้หนังต่างประเทศมานานกว่า 29 ปี
ถ่ายบนเรือที่เขมร ตอนถ่ายทำภาพยนตร์ Buoyancy

“สวัสดีครับ ผม โป๋ย ศักดิ์ชาย ทำงานเขียนบทและกำกับภาพยนตร์ เป็นหนังไทยแบบอินดี้หน่อยนะครับ ไม่ค่อยมีตำแหน่งCasting Directorแบบชัดเจนมาก พอดีทางเว็บเขาชวนมาทำสัมภาษณ์ ตอนนี้ผมเป็นผู้กำกับว่างงาน เลี้ยงวัวอยู่แถวบ้าน (สุรินทร์) เลยมาทำดูครับ เคยทำสัมภาษณ์ลงหนังสือเมื่อนานมาแล้ว เลยได้กลับมาลองดูอีกที”

ผมแนะนำตัวกับคุณหนอน ก่อนถามเธอต่อว่า “คุณหนอนอายุเท่าไหร่ครับ”

“58 เกือบจะ 59 แล้วค่ะ” เธอตอบ “ผม 52 แต่คุณดูเด็กกว่าผมอีกครับ” ผมตอบ

ระบบการทำงานของ Casting Director ในกองถ่ายภาพยนตร์ฝรั่งเป็นยังไงบ้างครับ

ในกองถ่ายทำหนังฝรั่ง ทางแคสติ้งจะปล่อยให้แผนกแคสติ้งทำ แบ่งเป็น Casting Director กับ Extra Casting ซึ่งคนทำCasting Directorต้องเก่งการจัดการ ต้องออดิชันเลือกคนที่เล่นเป็น ครีเอทีฟในการกระจายบท ตีความบท เลือกสคริปต์ เลือกว่าจะเอาซีนไหนให้เขาเล่น ส่วนแพลนการทำงานก็ชัดเจน เป็นระบบ

อาชีพนี้ เรามีหน้าที่หาความเป็นไปได้ของนักแสดงในแต่ละบทมาให้มากที่สุด โดยฟังจากความต้องการของผู้กำกับเป็นหลัก อาจแอบใส่สิ่งที่ตัวเองชอบหรือความคิดของตัวเองไปบ้างก็ได้ แต่อย่าให้เขาจับได้ (หัวเราะ) การมี Casting Director ช่วยให้ผู้กำกับทำงานสร้างสรรค์และต่อยอดไปได้อีก โดยที่ไม่ต้องเหนื่อยหานักแสดงเอง

(คุณหนอนถามกลับ) ใน ‘หนังไทย’ ผู้กำกับจะใช้ผู้ช่วยผู้กำกับเป็นแคสติ้งใช่ไหมคะพี่โป๋ย

บางบริษัทหรือหนังทุนเยอะ ๆ ก็อาจจะมีครับ แต่ในงบแบบที่ผมทำ นักแสดงหลัก ถ้าเป็นดาราก็ไม่ต้องมีแคสต์ แต่นักแสดงประกอบ พูด 2 – 3 ประโยค ก็อาจใช้ผู้ช่วยผู้กำกับทำหน้าที่แคสติ้ง บางทีเนื้อเรื่องหรือสถานที่ก็มีส่วนเหมือนกัน ถ้ากองถ่ายในกรุงเทพฯ ก็เอาคนมาได้เยอะ ถ้ากองถ่ายต่างจังหวัด มีทั้งค่าเดินทาง ค่าอื่น ๆ เลยต้องแคสต์คนท้องถิ่นมาเล่นทั้งหมด ผมเป็นบ่อยมาก ทุนไม่สูง ก็เอาทีมงานหรือทีมไฟมาเล่น เอาความใกล้เคียงกับคาแรกเตอร์ ซึ่งมันจะไม่เป็นระบบเหมือนหนังฝรั่งที่กองใหญ่ ๆ หรือทุนเยอะกว่า

Casting Director เป็นสายงานที่ผมไม่ค่อยรู้จักเท่าไหร่ ก็เลยอยากรู้ว่าหนังฝรั่ง เขาแคสต์บทเยอะขนาดไหน บทที่มีแค่ 2 – 3 ไดอะล็อกก็แคสต์ด้วยใช่ไหมครับ

ใช่ค่ะ ถ้าหนังฝรั่งมาถ่ายเมืองไทย เมื่อสมัยก่อนเขาเอาทีมงานฝรั่งมาเป็น Casting Director และมีผู้ช่วยเป็นคนไทย ส่วนใหญ่บทพูดเยอะ ๆ เขาหานักแสดงมาหมดแล้ว เหลือบทพูดเล็ก ๆ น้อย ๆ พวก Featured Extras จะหาที่เมืองไทย

Casting Assistant ที่เป็นคนไทยก็ไปหาตัวเลือกมาให้เพื่อมาออดิชัน พอหลัง ๆ เขาเห็นว่าเมืองไทยเริ่มมีนักแสดงพูดภาษาอังกฤษได้ พอจะเล่นบทพูดได้บ้าง ก็หาได้มากขึ้นเรื่อย ๆ เขาก็เริ่มจ้างเราเป็น Casting Director โดยไม่ต้องจ้างทีมงานฝรั่งมาเป็นเจ้านาย แล้วเราก็หาบทที่ใหญ่ขึ้นได้ด้วย

จริง ๆ ตัวเราก็ค่อนข้างอยากนำเสนอด้วยค่ะ (หัวเราะ) เวลามีบทมา สมมติเขาให้หานักแสดงเบอร์ 21, 22, 23, 26, 27 เราก็อาจจะสรรหาเบอร์ 14 มานำเสนอ เห้ย! ประเทศเราก็มี ไม่ต้องเอานักแสดงมาก็ได้ ลองดูประเทศเราไหม เราเริ่มจากตรงนั้น ค่อย ๆ เป็น Casting Director โดยที่เขาไม่ต้องส่งฝรั่งมา ประหยัดเงินเขา จ้างคนไทยแทน

หนอน ยุงไมเยอร์ Casting Director วัย 58 ผู้เฟ้นหานักแสดงให้หนังต่างประเทศมานานกว่า 29 ปี
ถ่ายตอนทำหนังเรื่อง The Beach หาตัวประกอบเป็นแบ็กแพกเกอร์จริง ๆ ที่ภูเก็ต กระบี่ เกาะพะงัน

การทำงาน Casting Director หมายถึง จัดบทมาแคสต์พระเอก นางเอก ตัวรอง ผู้ร้าย แล้วตำแหน่งนี้มีสิทธิ์ตีความบทขนาดไหน หรือผู้กำกับกำหนดมากน้อยแค่ไหนในกระบวนการทำงาน

แล้วแต่ผู้กำกับค่ะ  ผู้กำกับบางคนไม่กำหนดเลย บางคนอ่านบทแล้วให้เราหามาเลย หรือผู้กำกับบางคนก็บอกความต้องการมาเลย อายุเท่านี้ถึงเท่านี้ เป็นคนเชื้อชาตินี้ ต้องถูกต้องตามที่ผู้กำกับต้องการ

อาจจะเป็นความเข้าใจผิดของผมก็ได้ สมมติว่า หนังเตรียมงานเดือนกุมภาพันธ์ ถ่ายทำเดือนมีนาคม งานแคสติ้งไม่ได้จบตั้งแต่ตอนเตรียมงาน ตอนถ่ายก็ยังต้องไปทำงานอยู่ใช่ไหมครับ

สมมติถ่ายทำเดือนมีนาคม เราจะถูกจ้างตั้งแต่เดือนธันวาคมหรือเดือนมกราคม เพื่อให้ตำแหน่งที่เกี่ยวข้องเลือกนักแสดง เช่น โปรดิวเซอร์ ไดเรกเตอร์ และทำสัญญากับนักแสดงที่มีบทเยอะ ๆ เพราะบางครั้งต้องซ้อม ต้องฝึกความสามารถบางอย่าง เช่น ขี่ม้า พูดภาษาต่างประเทศ ฯลฯ หลังจากนั้น Extra Casting จะหาตัวประกอบทั้งหมดที่ไม่มีบทพูด ส่วน AD (Assistant Director หรือผู้ช่วยผู้กำกับ) ก็จะมี Breakdown มาให้วางแผนว่าจะไปจังหวัดนั้นในวันนี้ เพื่อหาตัวประกอบเตรียมไว้ ซึ่งแบ่งเป็น 2 แผนก ตามความถูกต้องจริง ๆ ของระบบหนังนะคะ ในตอนแรกที่เราทำให้หนังฝรั่ง เราทำเองหมดเลย ตั้งแต่ Casting Director จนถึง Extra Casting

สำหรับเรา การออดิชันสำคัญมาก การตัดต่อ การเลือกเทก บางครั้งตอนเราถ่าย เราบอกคนตัดต่อว่า เราชอบเทก 2 พอมานั่งดูจริง ๆ มาตัดต่อจริง ๆ เราจะพบอะไรบางอย่างที่รู้สึกว่า ขอนำเสนอเทก 3 ดีกว่า เลยเป็นเหตุผลที่เมื่อก่อนเราทำเองทุกอย่าง เราชอบตัดเอง เราทำงานหนัก เรายอมอดนอน เราไม่กลัว (หัวเราะ) เดี๋ยวนี้แก่แล้ว ก็มีผู้ช่วยที่รู้ใจช่วยตัดต่อให้บ้างในบางงานค่ะ

ยุคแรกของการทำงานได้รับค่าตอบแทนเท่าไหร่ครับ

ตอนนั้นได้ค่าตอบแทนเป็นสัปดาห์ค่ะ เพียงแต่ค่าตัวเราอาจจะถูกกว่าเขาหน่อย (หัวเราะ) 25,000 ต่อสัปดาห์นะ ไม่ใช่ต่อเดือน เป็นค่าตัวสมัยก่อน เขาจ้างเราทั้งเรื่องเลย สำหรับฝรั่ง ค่าตัวคนทำงานในเมืองไทยถูกมากนะ ซึ่งคนฝรั่งที่ทำอาชีพแคสติ้ง ค่าตัวต่อสัปดาห์แพงมาก 5,000 เหรียญฯ ได้ ขอลองคูณ 30 นะ 150,000 บาท

หน้าที่เราทำตั้งแต่หานักแสดงมีบทพูด จนถึงหาเอ็กซ์ตร้า ซึ่งการหาเอ็กซ์ตร้าเป็นงานที่เราชอบมาก ไปภูเก็ต พังงา ถือกล้อง 1 ตัว แล้วก็ไปเดินหาเอ็กซ์ตร้า บางทีหาบทพูดเล็ก ๆ ในท้องถิ่นหรือในโลเคชัน ซึ่งงานแบบนี้เขาเรียกว่า Street Casting ทำงานมาจนถึงตอนนี้ก็ได้ค่าตัวเพิ่มขึ้นตามเครดิตและประสบการณ์ค่ะ

ก่อนเริ่มต้นทำงาน Casting Director คุณหนอนค่อย ๆ สะสมประสบการณ์จากงานอื่นมาก่อน

เราเรียนสาขาวิชาการออกแบบนิเทศศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร เรียนเกี่ยวกับ Visual Communication พอจบออกมาก็ทำงานเอเจนซี ตำแหน่งครีเอทีฟ จนเป็นอาร์ตไดเรกเตอร์ พอมีโอกาสออกกองหนังโฆษณาในฐานะครีเอทีฟในตอนนั้น ก็รู้สึกว่าชอบทำงานโปรดักชันมากกว่า เลยลาออกจากเอเจนซีไปสมัครงานโปรดักชันที่สยามสตูดิโอ

เริ่มทำตั้งแต่แผนกอาร์ตจนได้เป็นผู้ช่วยผู้กำกับ ได้เป็นเป็นผู้ช่วยผู้กำกับโฆษณาที่นี่อยู่ 3 ปี พอดีช่วงนั้นมีหนังฝรั่งเข้ามาถ่ายเมืองไทยเยอะ ที่โปรดักชันเฮาส์เขาก็ส่งพวกแผนกกล้อง แผนกไฟไปออกกองหนังฝรั่ง ให้เช่าเครื่องมือเล็ก ๆ น้อย ๆ เราก็อยากไปดูว่ากองฝรั่งเขาทำงานกันยังไง ก็ไปขอเจ้านาย เจ้านายไม่ให้ไป ก็เลยลาออก มาเป็นผู้ช่วยผู้กำกับฟรีแลนซ์ แล้วไปสมัครงานกองหนังฝรั่ง

หนอน ยุงไมเยอร์ Casting Director วัย 58 ผู้เฟ้นหานักแสดงให้หนังต่างประเทศมานานกว่า 29 ปี
ภาพตอนหาตัวประกอบที่พังงา ตอนนั้นทำหนังฝรั่งเรื่องแรก ชื่อ Heaven & Earth ของ Oliver Stone

ในงานแต่ละงาน คุณมีสังกัดที่รู้จักแล้วชวนกันต่อ หรือว่าชื่อของคุณถูกรีเควสต์ครับ

ระบบโปรดักชันจากเมืองนอก เวลายกกองมาประเทศไทย มี 2 แบบ เรียกว่า Service Company เช่น Living Film, Indochina, Santa International กรณีนี้เขาจะมีคนที่ใช้งานกันประจำอยู่แล้ว แต่ถ้ากองถ่ายมาแบบอินดี้ ไม่รู้จักใคร ไม่มีตังค์ หรือไม่ใช่บริษัทใหญ่ ๆ จะมีสิ่งที่เรียกว่า Internet Movie Database (IMDb) เป็นแหล่งข้อมูลของคนทำหนังจากทั่วโลก เขาจะรู้เลยว่าประเทศไทยมีใครเคยทำตำแหน่งอะไรบ้าง เขาก็อาจจะติดต่อหาเราโดยตรง ซึ่งคนที่ทำงานกับหนังฝรั่งในเมืองไทย ส่วนใหญ่เป็นฟรีแลนซ์กันหมดค่ะ

มีกองถ่ายหนังเรื่องไหนที่ทำงานด้วยแล้วประทับใจไหมครับ

เรื่อง Only God Forgives ค่ะ เป็นหนังอินดี้นิด ๆ ผู้กำกับไม่ใช่ผู้กำกับฮอลลีวูด แต่พอดีเขาได้รางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมจากเรื่อง Drive จากคานส์ แล้วค่อยมาทำ Only God Forgives เราประทับใจตรงที่ผู้กำกับค่อนข้างเป็นอาร์ติสต์ เขาบอกเราว่าไม่ต้องไปทำเทสต์เยอะแยะ เลือกคนมาสัมภาษณ์ก่อน ถ้าไอชอบชีวิตเขา ไอจะเลือก ช่วยไปหาคนจริง ๆ นะ อย่างตำรวจเนี่ย ก็ไปหาตำรวจจริง ๆ ถ้าเป็นมือปืน หนอนไปหาคนเป็นมือปืนมาเลย ไออยากรู้ว่ามันมีท่าทียังไง

เรารู้สึกว่ามันเป็นงานแคสติ้งที่ได้โจทย์เหมือนเขาเอาเงินมาให้เราเล่น ได้เงิน ได้ทำงาน แล้วก็ได้หาคนประหลาด ๆ มาด้วย ซึ่งฝรั่งที่เล่นเป็นตัวประกอบที่โดนทรมานในหนัง ดังไปเลยนะ หลังจากนั้นมีงานที่อังกฤษเพียบเลย

แล้วอย่างหนังเรื่อง The Lady ล่ะครับ

เรื่องนี้เป็นของผู้กำกับ Luc Besson เขาเป็นผู้กำกับเบอร์หนึ่งของฝรั่งเศสค่ะ ซึ่งเราเป็นแฟนเขาจากเรื่อง Nikita, Léon, The Fifth Element ซึ่งหนังเรื่อง The Lady เราแคสต์นักแสดงทุกคนที่ไม่ใช่ Michelle Yeoh แฟน Michelle Yeoh และครอบครัวในเรื่อง นั่นเขาแคสต์มาจากฝรั่งเศสกับอังกฤษแล้ว ที่เหลือแคสต์ในเมืองไทยค่ะ

ด้วยความที่หนังเรื่องนี้เป็นหนังเกี่ยวกับพม่า เราก็อยากหาคนที่พูดภาษาพม่าได้จริง ๆ ในประเทศไทย เพราะยกกองไปถ่ายที่พม่าไม่ได้ ก็พยายามเจาะทุกทาง เจาะเข้าไปหาคนในชุมชนพม่า แต่เขาไม่ไว้ใจใครง่าย ๆ เราใช้เวลาอยู่นานมาก จากคนไม่รู้จักกลายเป็นคนรู้จัก เราใช้เวลาประมาณ 4 – 5 สัปดาห์ กว่าจะเจาะได้ 1 คน พอเจาะได้ 1 คน เขาไว้ใจเราแล้ว เขาก็จะบอกต่อ สนุกมาก แล้วคนพม่าเป็น Non-actor ที่เล่นหนังเก่งทุกคน ให้ร้องไห้ก็ร้อง

มีหนึ่งฉากที่น่าสนใจ คือตอนที่ Michelle Yeoh เล่นเป็น อองซานซูจี แล้วขึ้นไปกล่าวปราศรัย ตอนนั้นเธอไม่มีเวลาพอที่จะฝึกภาษาพม่าจริง ๆ แต่ฝึกพูดจากการศึกษาเทปของอองซานซูจีตอนกล่าวปราศรัย เธอฝึกพูดจนเหมือนมาก พอต้องเข้าฉากขึ้นปราศรัย นักแสดงตัวประกอบพม่าร้องไห้เลย โอ้ ประทับใจมาก เก่งมาก

หนอน ยุงไมเยอร์ Casting Director วัย 58 ผู้เฟ้นหานักแสดงให้หนังต่างประเทศมานานกว่า 29 ปี
ทีมแคสติ้งไทยถ่ายภาพกับ Luc Besson เป็นที่ระลึกในวันถ่ายวันสุดท้ายของภาพยนตร์ The Lady

นอกจากงานในประเทศ คุณยังขยายการทำงานของอาชีพ Casting Director ในอาเซียนด้วย

มีไปประเทศกัมพูชา ลาว แต่เรื่องที่กัมพูชา เขาขอถ่ายเมืองไทยไม่ได้ เลยต้องไปที่นู่น (กัมพูชา) เป็นเรื่องเกี่ยวกับแรงงานประมง สมัยหนึ่งที่ The Guardian ออกข่าวว่า ประเทศไทยใช้แรงงานทาสในเรือประมง คนที่มาคุยกับเราเป็นคนออสเตรเลีย แล้วเราต้องไปหาตัวเอกเป็นเด็กเขมรที่ถูกหลอกมาขายเป็นทาสบนเรือ มีไต้ก๋งเป็นคนไทย

เราไปหานักแสดงเด็กตัวเอกในพนมเปญ ไปหาในวิทยาลัยการแสดงก็ได้ตัวเลือกมาส่วนหนึ่ง แล้วเราก็ไปเสียมเรียบไปถึงก็ไปเจอ NGO Organization ที่ดูแลรับเลี้ยงเด็กข้างถนนที่เสียมเรียบ มีเด็กคนหนึ่งน่ารักมากเลย อายุ 15 เราเทสต์เด็กในนั้นทุกคน แล้วคนนี้โดดเด่นมากที่สุด เลยได้เป็นพระเอกในหนังเรื่อง Buoyancy แล้วก็มีไปถ่ายในประเทศพม่าบ้าง เป็นพวกหนังโฆษณาค่ะ

คุณหนอนมีวิธีหาคนมาแคสต์จากไหนบ้างครับ

เราทำอาชีพนี้ สะสมคนไว้เยอะค่ะ เวลาไปเจอใคร เพื่อน เพื่อนของเพื่อน เพื่อนของพี่ เพื่อนของพี่คนนั้นคนนี้ เขารู้ว่าเราเป็นแคสติ้งก็จะแนะนำมาอยู่แล้ว จากนั้นเราก็จะเก็บไว้ใน Database พอมีเฟซบุ๊กเราก็ไปติดตามเขา แล้วก็ติดตามเพื่อนของเขา (ในเฟซบุ๊ก) เพราะเพื่อนกันจะมีไทป์หรือความสนใจที่คล้ายกัน จนเรารู้สึกว่า Mark Zuckerberg แม่งต้องมีญาติทำแคสติ้ง เพราะว่าตั้งแต่มีเฟซบุ๊ก ชีวิตแผนกแคสติ้งก็ดีขึ้นนะคะ

เมื่อก่อนกว่าคุณจะหาเบอร์นักแสดงสักคน หาไม่ได้หรอก คุณต้องค่อย ๆ หา ค่อย ๆ ถามคนนู้นคนนี้ ต่อไปเรื่อย ๆ เดี๋ยวนี้เปิดอินสตาแกรมทีเดียว คุณได้เบอร์ทุกคนเลย จบ สมมติอยากเช็กว่าเขาเป็นแบบไหน เคยทำอะไรมาบ้าง ก็เช็กได้จากยูทูบ กูเกิล เหมือนกัน เราก็ไปเช็กมาว่าพี่โป๋ยทำหนังอะไรมาบ้าง (หัวเราะ)

นอกจาก Casting Director เคยเปลี่ยนไปทำตำแหน่งอื่นไหมครับ

จากที่ทำมาหลายเรื่อง มีช่วงหนึ่งที่หนังฝรั่งเข้ามา แต่ไม่มีบทที่น่าสนใจเลย เป็นหนังบู๊เสียส่วนใหญ่ เขาก็จะให้เราหาตัวประกอบ หาคนกล้ามใหญ่ ๆ เราว่ามันน่าเบื่อ พอดีมีหนัง Rambo 4 เข้ามา เราเลยบอกโปรดิวเซอร์ว่า ไม่อยากทำแล้วนะ เบื่อ ไม่อยากคุยกับฝรั่งกล้ามใหญ่ ให้ทำผู้ช่วยผู้กำกับได้ไหม

เขาบอกว่าไม่มีตำแหน่งว่าง มาเป็น UPM (Unit Production Manager) ของกอง 2 ให้ได้ไหม ซึ่ง UPM คือผู้จัดการกองถ่าย ถ้าเทียบกับหนังไทย คือ ธุรกิจการจัดการในกองถ่าย เราก็ถามกลับว่า “หนอนจะทำได้เหรอ ไม่เคยทำ” เขาบอกว่า “กองเล็กนิดเดียว เธอเคยเป็น AD มาแล้ว ทำได้อยู่แล้ว ถ่ายแค่ 2 สัปดาห์เอง” เราก็เลยรับทำ

สนทนากับ หนอน-ระวีพร ยุงไมเยอร์ ผู้เฟ้นหานักแสดงทั่วราชอาณาจักร ถึงเส้นทางเกือบ 40 ปีของอาชีพ Casting Director
ถ่ายกับนักแสดงอังกฤษที่แคสต์มาเล่นภาพยนตร์เรื่อง Mechanic: Resurrection

พอตกลงทำ UPM แล้วเป็นยังไงบ้างครับ

พอทำไปทำมา กอง 1 ดันขี้เกียจ ซึ่งกอง 1 ผู้กำกับคือ Sylvester Stallone เขากำกับเอง เล่นเอง ถ่ายตัวเอง แสดงไปนิดเดียวแล้วก็เลิก ที่เหลือทิ้งให้กอง 2 มันเป็นแบบนี้ทุกวัน กอง 2 ก็เลยยาวและใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ จาก 2 สัปดาห์ ก็เป็น 3 สัปดาห์ 4 สัปดาห์ 5 สัปดาห์ 6 สัปดาห์ กลายเป็นถ่ายอยู่ 2 – 3 เดือน (หัวเราะ)

ด้วยทุนสร้างที่เยอะ กองถ่ายหนังฝรั่งเลยมีความพร้อมในการทำงานมากกว่า

กอง Rambo 4 ส่วนที่สำคัญที่สุด คือสตั๊นท์ สตั๊นท์ในหนังฝรั่งเป็นเรื่องทางเทคนิคมาก มันมีสิ่งที่เรียกว่า Stunt Adjustment บางครั้งบางฉากที่เสี่ยงอันตรายมาก ๆ เขาจะคิดราคาเป็นเทก พอคิดเป็นเทก ก็จะต้องผ่านการอนุมัติจากคนหลายคน ดังนั้น การที่เราจะจ่ายเงินคนคนนี้เท่าไหร่ เลยกลายเป็นเรื่องใหญ่มากในกองใหญ่

กองถ่ายหนังที่มีทุน มีเงินเยอะ เขาจ้างคนเยอะ กองก็ใหญ่ กลายเป็นอุปสรรคตรงกันข้ามกับหนังที่มีเงินน้อย คนมีเงินน้อยก็จะกองเล็ก ๆ เคลื่อนย้ายง่าย ไม่ต้องผ่านขั้นตอนเยอะ ไม่ต้องรอคำตอบนาน พอกองใหญ่ เจ้านายเยอะ กว่าจะอนุมัติต้องผ่านหลายขั้นตอน เคลื่อนย้ายไปไหนก็เป็นเรื่องใหญ่ เช่น เดินทาง ขนคน เตรียมพื้นที่ จัดที่ให้นั่งพัก ฯลฯ นี่เป็นเรื่องใหญ่มากในกองใหญ่ หนอนชอบทำกองเล็ก ๆ มากกว่า ชีวิตมีความสุข มีเจ้านายคนเดียว

ถ้าอยากทำอาชีพ Casting Director ต้องเริ่มต้นจากอะไรครับ

เริ่มได้หลายทาง อย่างตัวเราเริ่มจากเป็นผู้ช่วยผู้กำกับ ซึ่งปัจจุบันทุกคนเรียนได้เท่ากันจากอินเทอร์เน็ต ดังนั้น มาเป็นผู้ช่วยแคสติ้งสักเรื่องหนึ่งก็พอแล้ว ถ้าชอบจริง ๆ ทำได้จริง ๆ เป็น Casting Director เลยก็ได้ เพียงแต่งานนี้ไม่ได้ประกอบไปด้วยงานครีเอทีฟอย่างเดียว ต้องรู้จักการจัดการ เข้าใจเทคนิคการตัดต่อ การอัปโหลด ดาวน์โหลด ซึ่งประกอบด้วย 2 อย่าง ทั้งทางครีเอทีฟ ทั้งทางบริหารเงิน บริหารเวลา บริหารการนำเสนอ เสร็จแล้วก็มาบริหารการทำสัญญา เพราะมีสัญญาแบบต่าง ๆ จากสตูดิโอ เราก็ต้องเป็นหูเป็นตาให้นักแสดง ในฐานะที่นักแสดงเราอาจไม่เก่งภาษา เราเองก็ไม่มีประสบการณ์เรื่องการทำสัญญาอะไรสักเท่าไหร่หรอก แต่ก็มาช่วยเขาดูว่ามันยุติธรรมไหม ก็คือต้องทำหน้าที่เป็น Lawyer นิด ๆ ด้วย

สนทนากับ หนอน-ระวีพร ยุงไมเยอร์ ผู้เฟ้นหานักแสดงทั่วราชอาณาจักร ถึงเส้นทางเกือบ 40 ปีของอาชีพ Casting Director
ถ่ายกับสตั๊นท์ไทยที่เล่นเป็นทหารพม่าในเรื่อง The Lady รอยสักบนหน้าคือของปลอม ช่างแต่งหน้าวาดให้

ต้องมีคุณสมบัติอื่นอีกไหมครับ

ต้องชอบหนัง อย่างเราชอบดูหนังมาก ๆ ชอบอ่านหนังสือ เพราะคนที่อ่านหนังสือไม่เก่ง จะอ่านบทไม่เข้าใจ บางทีเข้าใจแค่ผิวเผินก็ไม่ได้ เพราะคนเขียนบทเก่ง ๆ จะซ่อนอะไรบางอย่างไว้ เขาไม่บอกตรง ๆ แต่จะมี Between the Lines เช่น ซีนที่ 16 มีบทพูดแบบนี้ แต่เขาไม่ได้พูดขึ้นมาเฉย ๆ นะ เขาพูดเพราะมีที่มา ถ้ามีทักษะเรื่องการอ่านก็ช่วยได้เยอะ ที่สำคัญต้องขยัน

ถ้าเราทำงานในแบบที่เราชอบ เราจะขยันโดยอัตโนมัติ เพราะมันสนุก พอสนุก เราจะไม่รู้สึกว่ากำลังทำงาน เราจะรู้สึกว่าเรากำลังเล่น มันสนุกดี I Love My Job! (พูดทันที)

ทำไมคุณหนอนถึงกล้าพูดเสียงดังเลยว่า I Love My Job!

สำหรับเรา มันเป็นอาชีพที่ชอบ ได้ทำหนังดี ๆ กับผู้กำกับดี ๆ หรือเวลาได้โจทย์ที่ท้าทาย เรารู้สึกว่ามันคุ้มค่าเวลาชีวิตที่จะทุ่มเทและขยันทำงาน ซึ่งการทำ Casting Director ก็เหมือนผู้กำกับในกองเล็ก ๆ ของเราเอง โดยเรามีอำนาจทุกอย่าง ไม่มีใครเป็นเจ้านายเรานอกจากผู้กำกับ เราได้เจอผู้กำกับในดวงใจหลายคน เจอ Danny Boyle ใน The Beach เจอ Luc Besson ใน The Lady เจอ Oliver Stone ใน Heaven & Earth ผู้กำกับแต่ละคน ใครบ้างจะไม่อยากเจอตัวจริง เราก็อยากเจอตัวจริง (หัวเราะ) และอาชีพนี้มันเป็นส่วนประกอบของทุกอย่างในตัวเรา เราได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการออดิชัน การหาคน แล้วก็ใช้ความเป็นนักอ่าน ได้อ่านบท ได้อ่านสคริปต์แปลก ๆ

อีกอย่างเราเป็นคนแรกที่เปลี่ยนบทในกระดาษแผ่นนั้นให้ออกมาเป็นภาพเคลื่อนไหว

เกือบ 40 ปีของการทำงาน คุณหนอนเรียนรู้อะไรบ้างในตำแหน่ง Casting Director

เราเรียนรู้สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ มนุษย์ไม่ได้รู้จักตัวเองมากเหมือนกับที่คิด เมื่อคนอื่นมองเรา เขาจะเข้าใจตัวเรามากกว่าที่เราเข้าใจตัวเอง เราสังเกตจากการทำงาน บางทีผู้กำกับบอกว่าเขาเป็นคนแบบนี้ แต่จริง ๆ เขาไม่ได้เป็น การทำแคสติ้งทำให้เราเจอคนเยอะ ทำให้เราได้ออกค้นหามนุษย์ตั้งแต่บนสุดของห่วงโซ่อาหาร ลงมาถึงล่างสุดของห่วงโซ่อาหาร จนถึงคนที่แม่งไม่ได้อยู่ในห่วงโซ่อาหารเลย แต่นั่นแหละ มันทำให้งานเราสนุกมาก

ยิ่งเป็นคนที่สนใจในเรื่องมนุษย์ด้วยนะ รับรองถูกใจ

สนทนากับ หนอน-ระวีพร ยุงไมเยอร์ ผู้เฟ้นหานักแสดงทั่วราชอาณาจักร ถึงเส้นทางเกือบ 40 ปีของอาชีพ Casting Director
ถ่ายกับ Gaffer ไทยที่ไปถ่ายโฆษณาด้วยกันที่พม่า

คุณค่าของงานที่ทำมามากกว่าค่อนชีวิตสำหรับคุณหนอนคืออะไร

Casting Director พาเราไปสู่ข้อสรุปที่ว่า การพูดความจริงเป็นสิ่งที่ดีที่สุด แม้ว่าจะก่อให้เกิดความขัดแย้งหรือ การตบตีกันก็ตาม แต่การพูดความจริงต่อกันเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์กระทำต่อกันได้

คุณหนอน ยุงไมเยอร์ มองอนาคตในอีก 5 ปี 10 ปี ไว้แบบไหนครับ

ไม่ได้มองไกลขนาดนั้น เพราะแก่แล้วค่ะ (หัวเราะ)

เรามองปีหน้า ปีมะรืน ถ้ายังสนุกอยู่ ถ้ายังมีงานให้ทำอยู่ ก็จะหางานทำไปเรื่อย ๆ ถ้าเรารู้สึกเหนื่อย ก็จะหยุด เราไม่คิดว่าตัวเลขมีผลกับเรา แต่เราจะดูเอเนอจี้ตัวเองเป็นหลัก ตอนนี้ก็อยู่ที่แม่ฮ่องสอนเป็นหลัก ที่นี่เป็นเมืองเล็ก ๆ พอหน้าร้อนก็ร้อนมาก แต่ไม่เป็นไร เพราะหน้าหนาวมันคุ้มมาก ในวันที่ไม่ต้องทำงาน เราก็ขี่จักรยาน ดูหนัง เดินขึ้นเขา ทำสวน เล่นกับหมาคนอื่น เพราะเราไม่เลี้ยงหมา ไปทำหนังทีหลายเดือน เดี๋ยวหมาตาย จะเลี้ยงของตัวเองไม่ได้จนกว่าเราจะเกษียณ ก็เลยไปเล่นกับหมาข้างบ้านแทน แต่หมาข้างบ้านมันทำตัวเหมือนเป็นหมาเราเลยนะ (หัวเราะ)

ทุกวันนี้นอกจากทำแคสติ้งเป็น Casting Director ก็ขยับตัวเองไปเป็นครีเอเตอร์ของ Original Content และสิ่งที่อยากทำตอนนี้ คือ Thai Original Content บนแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งที่มาเปิดในเมืองไทย ตอนนี้เขาเริ่มจ้างคนไทยเป็น Creative Head ทำให้เรามีความหวังว่า สตรีมมิ่งเซอร์วิสที่มาลงทุนจะช่วยให้วงการหนังไทยพัฒนา เราเชื่อแบบนั้นนะ

และท้ายนี้ เราอยากใช้โอกาสนี้ขอบคุณทุกผู้กำกับที่สอนงานและให้งานเรามาทั้ง คุณคธา พี่ไมค์ พี่พล พี่ตุ้ม ฯลฯ และที่สำคัญที่สุดคือ ไม่มีงานไหนเลยที่ทำได้คนเดียว ผู้ช่วยของเราเป็นกำลังสำคัญที่ทำให้งานมันสำเร็จลงได้ ตั้งแต่โบว์ใหญ่ จมปู้ ปุ้มปุ้ม โบเล็ก ร่มไทร พี่กรองทอง พี่แมวป่า น้องเอ๋ปาป้า พี่อ้วนที่ตอนนี้ไม่อ้วนแล้ว พี่แดง นังปีเตอร์ แซมแซมที่เขมร น้องมิ้นท์ น้องอาร์ นุ๊กกี้ จนมาถึงผู้ช่วยคนสุดท้องตอนนี้ คือน้องโบโบ้ Couldn’t have done it without YOU!

ภาพ : ระวีพร ยุงไมเยอร์ 

The Cloud Golden Week คือแคมเปญสนุก ๆ ที่ทีมงานก้อนเมฆขอประกาศลาพักร้อน 1 สัปดาห์ เนื่องในโอกาสฉลอง The Cloud ครบ 5 ปี เราเลยเปิดรับวัยอิสระ อายุ 50 ปีขึ้นไป ทั้งนักเขียน ช่างภาพ และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ เข้ามาประจำการแทนใน The Cloud Golden Week ขอเรียกว่าเป็นการรวมพลังวัยอิสระมา ‘เล่าเรื่อง’ ในฉบับของตนเองผ่านสื่อดิจิทัลบนก้อนเมฆ เพราะเราเชื่อว่า ‘ประสบการณ์’ ของวัยอิสระคือเรื่องราวอันมีค่า เราเชื่อในศักยภาพของมนุษย์ อายุที่เพิ่มขึ้นเป็นเพียงตัวเลข ไม่ใช่ข้อจำกัดของการเรียนรู้

แคมเปญนี้เราร่วมกับ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) เพื่อส่งต่อแรงบันดาลใจให้วัยอิสระกล้ากระโจนเข้าหาประสบการณ์ใหม่ ๆ ออกมาพูดคุยกับเพื่อนวัยเดียวกัน พร้อมแบ่งปันเรื่องราวอันเปี่ยมด้วยคุณค่า เพื่อเติมฟืนไฟให้กาย-ใจสดใสร่าเริง

นี่เป็นครั้งแรกที่ทีมงาน The Cloud มีสมาชิกอายุรวมกันมากกว่า 1,300 ปี!

Writer

ศักดิ์ชาย ดีนาน

นักเขียนบท ผู้กำกับภาพยนตร์ ซึ่งค้นพบว่ามาเลี้ยงวัวที่สุรินทร์ (บ้านเกิด) ก็ทำหนังได้ แถมมีเวลาดื่มมากกว่าอยู่กรุงเทพฯ อีก

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load