‘หอมเหมือนไปนั่งอยู่ในสวนกุหลาบ’

เป็นความรู้สึกแรกหลังจากที่กลิ่น ‘ปิยรัญจวร’ อบอวลไปทั่วห้อง ชนิดที่ว่าถ้าหลับตาก็จินตนาการถึงทุ่งดอกกุหลาบได้ไม่ยาก ต้นตอมาจากขวดสีขาวเล็กๆ ที่มีปูนปั้นสลักเป็นหน้ายักษ์ประดับอยู่ด้านหน้า แม้จะแกะสลักเป็นลายไทย แต่สีขาวล้วนที่ตัดกับก้านไม้สีอ่อนนั้น ทำให้ตั้งบนโต๊ะไม้ในบ้านได้อย่างไม่ขัดเขิน

‘ยักษียักษา’ เป็นแบรนด์เครื่องหอมกลิ่นไทยๆ ที่ตั้งใจอยากให้ความสุขอบอวลตั้งแต่ก้านไม้ไปจนถึงคนปลูกกุหลาบ กลิ่นหอมหวานที่ว่านั้นมาจากกุหลาบพันธุ์จุฬาลงกรณ์และพันธุ์ไกลกังวล ซึ่งปลูกอยู่ในสวนหลังบ้านของผู้สูงอายุในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์

เมื่อใช้ดอกกุหลาบพันธุ์ไทยและหลงรักวรรณคดีไทยเป็นทุนเดิม ยักษียักษาจึงเล่าเรื่องแบรนด์ผ่านยักษ์ ‘ทศกัณฐ์’ ตัวร้ายจากวรรณคดีไทยเรื่อง รามเกียรติ์ ที่นอกจากเป็นสัญลักษณ์แบบไทยๆ แล้ว เรื่องราวของยักษ์วายร้ายยังน่าสนใจจนต้องหยิบมาเป็นชื่อแบรนด์

หนึ่งเรื่องที่คนอาจยังไม่รู้เกี่ยวกับทศกัณฐ์ คือยักษ์ตนนี้ไม่ได้มีแค่ร่างสีเขียวเกรี้ยวโกรธ แต่ยังมีโหมดอารมณ์ดีที่เรียกว่า ‘ทศกัณฐ์ลงสวน’ มักใช้เวลาว่างแอบไปเดินเล่นในดงดอกไม้และเกี้ยวพาราสีนางสีดา

เพราะประทับใจในทศกัณฐ์ร่างสีทองที่ว่า ยักษียักษาจึงบรรจงหล่อปูนปั้นหน้ายักษ์ประดับไว้ข้างขวดน้ำมันหอมระเหย และเป็นที่มาของชื่อ ‘ยักษียักษา’ แบรนด์เครื่องหอมจากดอกไม้ไทยที่หอมเหมือนได้ไปเดินอยู่ในสวนดอกไม้กับทศกัณฐ์

ยักษียักษา แบรนด์เครื่องหอมที่ใช้ดอกกุหลาบจากแปลงสวนหน้าบ้านผู้สูงวัยในชุมชน

ยักษียักษา

“ในทางธรรมชาติ น้ำมันหอมระเหยช่วยรักษาและบำบัดเรา เหมือนยามเป็นหวัดที่เราใช้วิคส์ ใช้ยาดม ถ้าเราเรียนรู้และสนิทกับเขา เขาจะให้ประโยชน์กับเรา พอเรามาทำ เราก็ดูว่าคนต้องการอะไร คนเป็นภูมิแพ้เยอะ หายใจได้ไม่ค่อยดี ใช้น้ำหอมแล้วไม่อยากได้เคมีสังเคราะห์ เราก็ตอบทุกโจทย์ที่คนอยากได้ นั่นคือสิ่งที่เราทำ” 

แม็ก - พรหมพิริยะ หงษ์ยนต์, ยักษียักษา

แม็ก-พรหมพิริยะ หงษ์ยนต์ ผู้ปั้น ‘ยักษียักษา’ อย่างพิถีพิถันบอกกับเรา นี่เป็นก้านใหม่ที่แตกกิ่งออกมาจาก ‘ภูวารา’ แบรนด์เครื่องหอมที่เขารุดหน้ากรุยทางไปก่อนหน้านั้นแล้ว

9 ปีก่อน ขณะที่เพิ่งเรียนจบด้านธุรกิจการบินมาหมาดๆ แม็กใช้เวลาหมดไปกับการทบทวนว่า จริงๆ แล้วสิ่งที่เขาชอบคืออะไร โชคดีที่คำถามนี้ไม่ได้ยากสำหรับเขาสักเท่าไหร่ เพราะเขารู้ได้ทันทีว่าสิ่งที่ตัวเองโปรดปรานมาเสมอคือ ‘กลิ่นดอกไม้’ 

เขานี่แหละคือมนุษย์ประเภทที่ต้องเข้าไปดู เข้าไปดมทุกครั้งที่เจอไปเจอดอกไม้แปลกๆ 

แม็กหยิบเอาความรักมาทำเป็นเครื่องหอม เพราะเป็นทางเดียวที่ทำให้เขาได้ส่งต่อสิ่งกลิ่นที่ชอบไปยังคนอื่นๆ ได้ นี่เป็นจุดเริ่มต้นของภูวารา แบรนด์เครื่องหอมที่แม็กปลุกปั้นขึ้นมาด้วยสองมือ เขาเปรียบภูวาราเป็นลูกคนแรก ที่เฝ้าประคบประหงมจนปีกกล้าขาแข็ง ส่วนตอนนี้เขาทุ่มเทให้กับยักษียักษา ลูกคนเล็กในวัยกำลังตั้งไข่หัดเดิน

ระหว่างที่ภูวาราค่อยๆ เติบโต บ่อยครั้งที่แม็กได้ไปเยือนชุมชนต่างๆ เพื่อไปทำกิจกรรมเพื่อสังคมในนามของบริษัท และนั่นทำให้เขามองเห็นช่องว่างที่การถือกำเนิดของยักษียักษาเข้าไปเติมเต็มได้

แบรนด์เครื่องหอมจากธรรมชาติที่เล่าเรื่องกลิ่นไทยๆ ผ่าน ‘ยักษ์ทศกัณฑ์’ กับความตั้งใจสร้างความสุขให้ทั้งคนรับและคนทำ
แบรนด์เครื่องหอมจากธรรมชาติที่เล่าเรื่องกลิ่นไทยๆ ผ่าน ‘ยักษ์ทศกัณฑ์’ กับความตั้งใจสร้างความสุขให้ทั้งคนรับและคนทำ

“ภูวาราเน้นเน้นการขาย ขายเพื่อสร้างรายได้ เลี้ยงครอบครัว สร้างชีวิตเรามาตลอด พอทำ CSR มันก็ทำได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วยเพราะโครงสร้างมันถูกขึงไว้แล้ว เราไปพัฒนานั่น ไปพัฒนานี่ เราก็เห็นนะว่ามันก็ช่วยได้แค่ระยะสั้น ไม่ได้ยั่งยืน เราเลยแยกแบรนด์ออกมา เริ่มต้นใหม่กับยักษียักษา ทำโครงสร้างแบบใหม่เพื่อให้สังคมตั้งแต่จุดเริ่มต้นเลย” แม็กเล่าให้เราฟัง

“เราอยากทำธุรกิจที่อยู่ร่วมกับสังคมและผลักดันคนข้างหลังให้ไปพร้อมกับเราได้ เราตั้งใจออกแบบธุรกิจอย่างไรให้มีความสุข และเป้าหมายสุดท้ายคือรอยยิ้ม” 

นี่คือโจทย์ใหม่ที่ยักษียักษากำลังเข้ามาแก้ เขาตั้งใจทำให้เป็นแบรนด์ CSV (Creating Shared Value) ที่ในท้ายที่สุดแล้วจะกลับมาสร้างรายได้ให้กับชุมชน

‘แปลงสุข’

“น้ำหอมมาจากดอกไม้”

แม็กพาเราไปเยือน ‘แปลงสุข’ ที่ประจวบคีรีขันธ์ผ่านเรื่องที่เขากำลังเล่า เขาตั้งใจให้ที่นี่เป็นแหล่งปลูกกุหลาบโดยกลุ่มผู้สูงอายุ นี่ไม่ใช่ไร่หลายเอเคอร์ แต่เป็นสวนเล็กๆ ที่อยู่หน้าบ้านคุณลุง-คุณป้า ในชุมชนบ้านเกิดของเขา

“กลุ่มผู้สูงอายุต่างจังหวัดเขาไม่มีรายได้ มักจะรอลูกหลานส่งเงินมาให้ แต่เขารวยที่ดิน หน้าบ้านมีแปลงใหญ่ๆ เราเห็นว่าเขาชอบปลูกดอกไม้ ปลูกนู่น ปลูกนี่ เราเลยเอาดอกไม้ไปให้เขาปลูก แถวบ้านเขาเลี้ยงวัว ก็เอาปุ๋ยคอกมาใส่ เขาแค่ดูแลดอกไม้ไปเรื่อยๆ ถึงเวลาก็เก็บใส่กล่องแล้วเอามาให้เรา เราก็รับซื้อทั้งหมด เราไม่สนใจว่าดอกไม้จะหัก จะงอ จะสวยหรือไม่สวย เพราะคุณค่าของดอกไม้ไม่ได้อยู่ที่รูปร่าง แต่อยู่ที่กลิ่นหอม” 

ยักษียักษา แบรนด์เครื่องหอมที่ใช้ดอกกุหลาบจากแปลงสวนหน้าบ้านผู้สูงวัยในชุมชน
ยักษียักษา แบรนด์เครื่องหอมที่ใช้ดอกกุหลาบจากแปลงสวนหน้าบ้านผู้สูงวัยในชุมชน

แม็กให้ความสำคัญกับการสกัดกุหลาบมาเป็นอันดับหนึ่ง ยิ่งเป็นเรื่องความเข้มข้นของกลิ่นที่เปลี่ยนไปแม้ต่างฤดูกาล เขาจึงออกแบบกล่องดูดความชื้นให้ชาวบ้านเอาไว้เก็บดอกไม้ โดยดัดแปลงมาจากโถดูดความชื้นวิทยาศาสตร์ พอเอาดอกไม้วางลงไปก็จะแห้งไวขึ้น รักษาคุณภาพดอกไม้ไว้อย่างดี นอกจากรูปแบบธุรกิจแล้ว เขายังต้องออกแบบเครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ อย่างประณีต 

“เราอยากได้ประติมากรรมเป็นงานปั้น เลยไปปรึกษาเพาะช่าง ให้เขาปั้นหน้ายักษ์ขึ้นมา พอได้แม่พิมพ์เราก็เอาไปให้กลุ่มผู้พิการทางขา หล่อเป็นหน้ายักษ์เพื่อมาทำเป็นบรรจุภัณฑ์”

เมื่อน้ำมันหอมระเหยพร้อม ขวดพร้อม ทุกอย่างจะถูกวางเอาไว้หน้าที่หน้าบ้าน ไม่นานนักก็จะมีคุณลุง-คุณป้า ปั่นจักรยานมาโฉบเอาไปประบรรจุกล่องที่บ้าน ใส่ก้านไม้ ปิดหีบห่อเรียบร้อยก็ปั่นจักรยานเอามาวางไว้ที่เดิม 

ยักษียักษา แบรนด์เครื่องหอมที่ใช้ดอกกุหลาบจากแปลงสวนหน้าบ้านผู้สูงวัยในชุมชน

นี่เป็นการทำธุรกิจที่อยู่ร่วมกับชุมชนอย่างที่เขาตั้งใจไว้ และยังเป็นตัวกลางที่เชื่อมบ้านนู้น บ้านนี้ ไว้ด้วยกัน แม้ว่าเบื้องหน้าดูเรียบง่าย แต่เบื้องหลังกลับท้าทาย เพราะแม็กต้องก้าวออกจากตัวเองคนก่อนหน้า ซึ่งมองต้นทุนและกำไรขององค์กรเป็นที่ตั้ง แล้วหันมาให้ความสำคัญกับความเป็นอยู่ของทุกชีวิตที่อยู่เบื้องหลังขวดน้ำมันหอมระเหยทุกขวด เข้าเรียกมันว่า Journey บนถนนเส้นที่เขาจะไม่ปล่อยให้ใครต้องเดินไปคนเดียว 

“ถ้าเราโฟกัสว่าทำอย่างไรให้ขายได้ สุดท้ายแล้วในหัวเราก็จะมีแต่เรื่องเงิน ในที่สุดเราก็ต้องไปกดราคาต้นทุน ทำให้ต้นทุนถูกที่สุด เพื่อให้ได้กำไรมากที่สุด แต่ถ้าเราลืมเรื่องนั้นไปเลย คิดถึงชุมชนก่อนว่าจะทำอย่างไรให้เขามีรายได้ ทำอย่างไรให้เขามีความสุขและเลี้ยงครอบครัวได้ นี่คือสิ่งที่เราคาดหวังไว้ เพราะฉะนั้น มันเริ่มจากมายเซ็ตของเรา”

จากภูวาราสู่ยักษียักษา

“สำหรับภูวารา เรารู้ว่าทำอย่างไรให้ธุรกิจมันเติบโต ทำอย่างไรให้ธุรกิจยั่งยืน แล้วทำอย่างไรให้มันประสบความสำเร็จในตลาด ถ้ากล่องแพง เราก็แค่ต้องหาโรงงานใหม่”

นั่นเป็นบทเรียนที่แม็กได้จากการบริหารภูวารา แต่สำหรับยักษียักษานั้นตรงกันข้าม หากเปรียบเป็นคน ยักษียักษาคงเป็นทายาทรุ่นสองที่มีที่มาในการสานต่อธุรกิจ ได้เปรียบกว่าตรงที่มีภูวาราอยู่เบื้องหลัง ภูวารามีเครื่องไม้เครื่องมือพร้อมทุกอย่าง อีกทั้งยังพื้นที่ที่ทำให้แม็กได้ลองผิดลองถูกจนสะสมบทเรียนมาแล้วนับไม่ถ้วน 

แบรนด์เครื่องหอมจากธรรมชาติที่เล่าเรื่องกลิ่นไทยๆ ผ่าน ‘ยักษ์ทศกัณฑ์’ กับความตั้งใจสร้างความสุขให้ทั้งคนรับและคนทำ

“นี่เป็นความโชคดีของยักษียักษา” เขาเชื่ออย่างนั้น 

แม้จะดึงเอาความสำเร็จของแบรนด์พี่มาอุดรอยรั่วให้แบรนด์น้องได้ แต่แม็กเล่าว่าทั้งสองกำลังเดินไปบนถนนคนละเส้น 

“ยักษียักษาแตกต่างจากภูวารามาก คราวนี้โจทย์คือทำอย่างไรให้สังคมอยู่ได้ เราต้องทำกำไรแค่พอเหมาะ พอให้เราอยู่ได้ เขาอยู่ได้ แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ ต้องคิดไปถึงว่าแต่ละบ้านต้องปลูกดอกกุหลาบกี่ต้น คุณลุงดูแลไหวไหม คุณลุงแฮปปี้ไหม บ้านนี้ทำหน้ายักษ์ได้วันละกี่หน้า แม่พิมพ์พอไหม ถ้าไม่พอเราต้องทำเพิ่มอีก มีการลงทุนในแบบที่ภูวาราไม่มี มันเลยมีการจัดการคนละแบบอย่างสิ้นเชิง”

แน่นอนว่าโจทย์ที่หินกว่าเป็นของยักษียักษา เพราะครั้งนี้เขาไม่สามารถจัดการทุกอย่างให้เป็นดั่งใจเหมือนครั้งก่อน

แบรนด์เครื่องหอมจากธรรมชาติที่เล่าเรื่องกลิ่นไทยๆ ผ่าน ‘ยักษ์ทศกัณฑ์’ กับความตั้งใจสร้างความสุขให้ทั้งคนรับและคนทำ

“พอเข้าหน้าฝน ดอกกุหลาบออกไม่ดี เราก็บอกลุงว่าไม่เป็นไร เดี๋ยวพอต้นมันโตมันก็ดีขึ้น อย่างช่วง COVID-19 ส่งของลำบาก เราก็บอกลุงว่าไม่เป็นไร เดี๋ยวเราพอมีค่าขนมเล็กๆ น้อยๆ ให้ เราต้องปรับตามชุมชนอยู่ตลอดเวลา”

อีกหนึ่งโจทย์ที่ทำเอาเขาเหงื่อตกคือการสื่อสารกับคนใน ส่วนที่ยากที่สุดของการทำเครื่องหอมคือขั้นตอนการสกัด แต่ความยากเบื้องหลังการปรุงน้ำหอมคุณภาพดีที่สุดอย่างที่เขาคิดไว้ คือการพูดคุยกับทุกคนในขั้นตอนการผลิตทั้งหมด

“แม้แต่การผลิตเรายังต้องการการสื่อสารที่ดี สิ่งสำคัญที่สุดคือการทำงานกับคน ไม่ใช่ไปสั่งเขาว่าให้ทำแบบนั้น แบบนี้ แต่เราต้องเข้าไปสร้างแรงบันดาลใจ บอกคุณลุงว่าต้องปลูกแบบไหน เดี๋ยวพอกุหลาบออกดอก เรามารับซื้อ มันก็จะสร้างรายได้ให้คุณลุงได้นะ ถ้าบอกแบบนี้คุณลุงก็จะตั้งใจปลูก อาจมีบ้างที่เรากำชับไม่ให้คุณลุงใช้ปุ๋ยเคมี เพราะมีสถาบันมาคอยรองรับคุณภาพเราตลอด แต่ถ้าใช้วิธีการสั่ง เขาจะทำก็ได้ ไม่ทำก็ได้ แต่ถ้าโน้มน้าวให้เขาทำอย่างมีความสุข เขาก็จะใส่ใจและใส่ความรักให้กับเราด้วย”

ยักษียักษา แบรนด์เครื่องหอมที่ใช้ดอกกุหลาบจากแปลงสวนหน้าบ้านผู้สูงวัยในชุมชน

พูดอย่างไรให้เข้าใจกันที่สุด

“ตั้งใจให้มีแปดกลิ่นที่ชื่อคล้องจองกัน”

ไทยดำริ ปิยรัญจวน อวลคนสุธา คือ 3 กลิ่นแรกของยักษียักษาที่คล้องจองกัน แต่ละกลิ่นมีเรื่องราวเบื้องหลังเป็นนิยายเรื่องสั้นที่บอกเล่าที่มาที่ไป ไม่เพียงแต่อบอวลอยู่ในโสตประสาท แต่แม็กยังอยากให้เรื่องราวของดอกไม้และความเป็นไทยที่เขาเล่าผ่านยักษ์ทศกัณฐ์อบอวลอยู่ในใจของคนใช้อีกด้วย 

คาเฟ่ที่ประจวบฯ เริ่มเป็นรูปเป็นร่าง เขาตั้งใจให้ที่นั่นเป็นศูนย์การเรียนรู้ และเป็นอีกหนึ่งช่องทางให้คนเข้ามาทำความรู้จักกับยักษียักษา ชวนมาจิบชากุหลาบที่รู้ว่ามาจากสวนของบ้านไหน กินขนมไทยที่ทำจากฝีมือคนในชุมชน นี่เป็นอีกช่องทางที่เขาใช้เล่าเรื่อง

“แบรนด์เครื่องหอมของไทยมีเยอะมาก บางทีเราอินของเราคนเดียว แต่คนอื่นเขาไม่ได้อินกับเราด้วย นี่คืออุปสรรคที่ว่าเราจะสื่อสารอย่างไรให้คนรับรู้เรื่องของเราได้ และอยากมาสัมผัสสิ่งนี้ให้มากขึ้น เราอยากให้มันเป็นของที่ระลึกประจำประเทศไทย อยากให้สื่อสารถึงคนทั่วโลกได้ เราอยากสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนไทยและสังคมโลก นั่นแหละคือเป้าหมายของยักษียักษา ถ้ามันไปถึงตรงนั้นได้ เราเชื่อว่าเดี๋ยวธุรกิจมันจะเติบโตไปได้เอง” 

สำหรับแม็กแล้ว ยักษียักษาคืองานชิ้นเอกที่เขาบรรจงสร้างทุกขั้นตอนอย่างละเอียดลออ โดยหวังว่าจะกลายเป็นโมเดลธุรกิจที่เฉียดเข้าใกล้คำว่าสมบูรณ์แบบที่สุด และเป็นแรงบันดาลใจให้กับธุรกิจอื่นๆ ที่อยากอยู่ร่วมกับชุมชนให้ยั่งยืนได้แบบเขา และที่สำคัญคือ ไม่ลืม ‘ความสุข’ ของผู้คนบนนถนนทั้งสายที่ยึดเอาไว้เป็นที่ตั้ง

“เราอยากออกแบบธุรกิจให้มีความสุข เชื่อว่านี่เป็นโจทย์ในดวงใจของใครหลายๆ คนเหมือนกัน แต่เขาอาจไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นอย่างไร เราจึงทำยักษียักษาอย่างพิถีพิถัน เราคิดว่าถ้าคนอื่นอยากมาทำแบบเรา เขาสามารถถอดบางช่วง บางตอนของยักษียักษาไปใช้ได้ ตอนนี้ยักษียักษาอาจจะโตช้าเดินไปช้าๆ แต่เราเชื่อว่าการเดินช้าๆ ของเราจะมั่นคงและมีความสุข”

“เราอยากเห็นชาวบ้านได้ปลูกดอกไม้ เก็บดอกไม้ แล้วมีรายได้ ตอนเช้าผู้สูงอายุลุกขึ้นมานั่งทำงานแล้วเขามีความสุข รู้สึกว่าตัวเองมีประโยชน์ ยังมีความสามารถ เขาเกิดความภาคภูมิใจและเกิดรอยยิ้ม ทุกคนมีรอยยิ้มในการทำงาน เท่านั้นแหละสิ่งที่เราอยากเห็นมันคือสิ่งเล็กๆ ที่มีพลัง”

แม็ก - พรหมพิริยะ หงษ์ยนต์, ยักษียักษา

ยักษียักษา 

Facebook : ยักษียักษา YaksriYaksaa

Instagram : yaksriyaksaa

Writer

ซูริ คานาเอะ

ชอบฟังมากกว่าพูด บูชาของอร่อย เสพติดเรื่องตลก และเชื่อว่าชีวิตนี้สั้นเกินกว่าจะอ่านหนังสือดีๆ ให้ครบทุกเล่ม

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

Happy Business

เรื่องราวของธุรกิจสร้างสรรค์ที่ต้องการแ...

ไม่บ่อย ที่เราจะพบกระเป๋าในแบบทรงที่คล้ายกับเกิดมาเพื่อเป็นของเรา

เรากำลังพูดถึงกระเป๋าของ ‘Heartist’ กระเป๋าที่มีใบเดียวในโลก เพราะทำมาจากผ้าผืนทอมือของเด็กพิเศษ

“กระเป๋าทุกใบคืองานศิลปะที่มาจากศิลปิน” โปสเตอร์-วริศรุตา ไม้สังข์ เจ้าของแบรนด์กระเป๋าเพื่อสังคม Heartist เล่าพร้อมยิ้มต้อนรับเราเข้าสู่สตูดิโอขนาดกะทัดรัดของเธอในย่านแบริ่ง

Heartist, กระเป๋า คนพิการ,SET Social Impact Gym,ธุรกิจเพื่อสังคม

เชื่อเถอะว่าไม่มีดีไซเนอร์คนไหนกล้าหยิบคู่สีมาใช้อย่างที่ศิลปินของ Heartist ทำแน่ๆ

คู่สีของผ้าบางชิ้นให้สีใกล้เคียงกับแฟชั่นคอลเลกชันสปริง / ซัมเมอร์ปีหน้าอย่างประหลาด บางชิ้นมาก่อนการประกาศ Color of the Year ของสำนัก Pantone บางชิ้นยิ่งใหญ่ระดับโอกูตูร์ห้องเสื้อแบรนด์ดัง

เราไม่ได้กำลังเลือกกระเป๋า แต่กระเป๋าต่างหากที่กำลังเลือกเรา

Heartist, กระเป๋า คนพิการ,SET Social Impact Gym,ธุรกิจเพื่อสังคม

ในการพบกันครั้งล่าสุด The Cloud คุยกับโปสเตอร์เรื่อง Heartist แบรนด์กระเป๋าเพื่อสังคม ตั้งแต่แรงบันดาลใจที่ได้จากงานอาสา จุดเริ่มต้น กระบวนการสร้างสรรค์กระเป๋า การทำแบรนด์ ไปจนถึงการสร้างผลกระทบทางสังคม

จนเดือดร้อนคุณผู้อ่าน เพราะกระเป๋าขาดตลาดไปชั่วขณะ

มาวันนี้ เราชวนโปสเตอร์คุยเรื่องที่จริงจังขึ้น 3 ระดับ ถึงเวลาแล้วที่จะพูดเรื่องเงินๆ ทองๆ กันบ้าง

กับดักหนึ่งของธุรกิจเพื่อสังคมคือ ทักษะการเป็นผู้ประกอบการ

บริหารจัดการสินค้า ตั้งราคา และหากลุ่มเป้าหมายอย่างไร เพื่อให้สิ่งเหล่านี้ขับเคลื่อนธุรกิจและสร้างผลลัพธ์ทางสังคมอย่างที่ตั้งใจ

โปสเตอร์วันนี้ต่างจากโปสเตอร์เมื่อปีก่อนเป็นไหนๆ

จาก ‘แบรนด์กระเป๋าจากผ้าทอของเด็กพิเศษ’ โปสเตอร์ทำให้ Heartist กลายเป็น ‘แบรนด์ที่พัฒนาและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่มาจากการบำบัดของบุคคลพิเศษ’

จาก ‘อาสาสมัครสาวที่ทำงานเพื่อสังคมเป็นงานอดิเรก’ สู่ ‘ผู้ประกอบการธุรกิจเพื่อสังคมที่ไม่เคยสอบตก’

โปสเตอร์ทำได้ คุณก็ต้องทำได้

เปลี่ยนมายาคติสินค้าจากคนพิการ ภาคพิเศษ

ขณะที่สินค้าชุมชนหรืองานฝีมือจากชาวบ้านได้รับการให้ค่าจากสังคม ทั้งในรูปแบบตัวเงินและจิตใจที่ชื่นชม เพราะเชื่อว่ากำลังสนับสนุนให้ผู้คนมีคุณภาพชีวิตที่ดี

Heartist, กระเป๋า คนพิการ,SET Social Impact Gym,ธุรกิจเพื่อสังคม Heartist, กระเป๋า คนพิการ,SET Social Impact Gym,ธุรกิจเพื่อสังคม

สินค้าและบริการจากคนพิการ กลับติดอยู่ในภาพจำว่าต้องราคาถูก ขายความสงสาร และคนพิการต้องได้ส่วนแบ่ง 100% ทั้งหมดนี้คือมายาคติที่โปสเตอร์อยากจะเปลี่ยน พร้อมๆ กับทำลายมายาคติการทำงานจิตอาสา ผู้อยากช่วยคนอื่นโดยไม่คิดมากเรื่องเงินทอง

ย้อนกลับไปวันที่โปสเตอร์เริ่มทำงานอาสาในโครงการอรุโณทัยเพื่อบุคคลพิเศษ

ชุมชนบำบัด ผ่านงานทอผ้า งานปั้น งานไม้ ซึ่งก่อตั้งโดยกลุ่มผู้ปกครองเด็กพิเศษ

วันแรก เธอใช้เวลาทั้งเช้าปั่นเส้นด้ายและทอผ้า แต่ได้ความยาวของผืนผ้าเพียง 3 เส้นทอ ทำให้รู้สึกหงุดหงิดกับตัวเอง จนเมื่อได้เห็นผ้าทอฝีมือของน้องๆ เด็กพิเศษจึงตื่นเต้นตาม เพราะคิดอยากช่วยขายหรือเพิ่มมูลค่าให้ผ้าแสนสวยเหล่านั้น

Heartist, กระเป๋า คนพิการ,SET Social Impact Gym,ธุรกิจเพื่อสังคม

คบคนให้ดูผ้า

ไม่ต่างจากทุกคน หากโจทย์คือ ผ้าผืนทอมือฝีมือเด็กพิเศษ คุณคงคิดอยากขอซื้อผ้า จ้างคนออกแบบ ตัดเย็บจนสำเร็จแล้วติดแบรนด์เป็นสินค้าจากน้องๆ เด็กพิเศษ

แต่ในความจริงไม่ง่ายอย่างนั้น

ส่วนใหญ่น้องๆ เด็กพิเศษและครอบครัวมักเจอกับการกีดกันของสังคมทำให้ไม่อาจเข้าถึงการศึกษาและโอกาสต่างๆ ในชีวิต และไม่ใช่เรื่องง่ายที่ใครคิดอยากเข้าไปทำงานอาสากับน้องๆ เด็กพิเศษก็ทำได้เลย เพราะวิถีชีวิตเรียบง่ายของน้องๆ เด็กพิเศษ และการสร้างความคุ้นเคยอาศัยความอดทนและความจริงใจ หรือแม้แต่การคิดต่อยอดขอนำผ้าไปใช้เพิ่มมูลค่า เพราะที่ผ่านมากลุ่มผู้ปกครองเจอบทเรียนมาไม่น้อย เช่น หาประโยชน์หรือให้ความหวังลมๆ แล้งๆ กับสิ่งที่ทำไม่ได้จริง

Heartist, กระเป๋า คนพิการ,SET Social Impact Gym,ธุรกิจเพื่อสังคม

แต่เมื่อโปสเตอร์ใช้เวลาปรับตัวเข้ากับน้องๆ เด็กพิเศษและครอบครัวระยะหนึ่ง เธอก็เอ่ยปากกับ ‘แม่เปา’ เจ้าของโครงการว่า “แม่บอกว่าการทอผ้าทำให้น้องมีคุณค่าความเป็นมนุษย์ แต่แม่และน้องทอแล้วเก็บใส่ตู้ไว้ ก็คงไม่มีใครเห็นคุณค่านี้แบบที่แม่เห็น หนูอยากช่วย”

เวลาที่คนบอกว่า ‘Human is a key success of sustainable.’

Human ที่เขาหมายถึงนั้นนับรวมใครบ้าง คนที่เหมือนกับเราเท่านั้นหรือ

นี่คือสิ่งที่โปสเตอร์และ Heartist ต้องการจะบอกเรา เราไม่ได้กำลังซื้อสินค้าจากคนพิการ แต่กำลังซื้องานศิลปะจาก Heartist

My HEARTIST will go on

“ทำงานผ้าจะยากสักแค่ไหนกันเชียว” โปสเตอร์หัวเราะที่ครั้งหนึ่งเคยคิดทำธุรกิจโดยตัวเองไม่มีความรู้เรื่องผ้าเลยแม้เพียงนิดเดียว เงินกว่าครึ่งแสนที่ใช้ทำซื้อผ้าผืนทอมือ จ้างนักออกแบบ ขึ้นตัวอย่างกระเป๋า และสรรหาวัตถุดิบชั้นดี เป็นบทเรียนผู้ประกอบการบทที่ 1 ก่อนจะตามมาด้วยอีกกว่า 10 บทเรียน บ้างเล็ก บ้างใหญ่

Heartist, กระเป๋า คนพิการ,SET Social Impact Gym,ธุรกิจเพื่อสังคม Heartist, กระเป๋า คนพิการ,SET Social Impact Gym,ธุรกิจเพื่อสังคม

จุดเปลี่ยนสำคัญของ Heartist คือ การเข้าโครงการพัฒนาศักยภาพธุรกิจเพื่อสังคม SET Social Impact ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และได้เข้าอบรมในโครงการ SET Social Impact Gym by mai Executive โครงการสร้างผลลัพธ์ทางสังคมร่วมกันระหว่าง ระหว่างตลาดหลักทรัพย์ฯ บริษัทจดทะเบียน และกิจการเพื่อสังคม โดยมีผู้บริหารระดับสูงของบริษัทจดทะเบียนระดับร้อยล้านพันล้านในตลาดหลักทรัพย์ mai ที่มีจิตอาสาเข้ามาช่วยโค้ชการทำธุรกิจให้กับเหล่าน้องๆ ที่เป็นผู้ประกอบการธุรกิจเพื่อสังคม

หลังจากลองผิดลองถูกด้วยตัวเองมาก่อน ซึ่งปีแรกของการทำ Heartist โปสเตอร์ไม่ยอมออกงานหรือหาหน้าร้านเพื่อขายกระเป๋าเลย เพราะรู้สึกว่ายังไม่ดีพอ แต่พอได้มาเรียนในห้องเรียน SE102 ของโครงการ SET Social Impact Gym by mai Executive เธอกลับถูกโค้ชหลายรายในโครงการแสดงความเป็นห่วงถึงสถานะทางการเงิน ทั้งที่ตัวเธอเองไม่คิดว่าเป็นปัญหาแม้แต่น้อยเพราะมีรายได้จากงานประจำ

“เราไม่อยากให้คนซื้อของเราเพราะสงสาร เรายอมไม่ได้ถ้าได้ยินใครบอกว่าของของเรายังดีไม่พอ” โปสเตอร์เล่าแรงจูงใจของเธอ

ทรงกระเป๋า ก็เป็นอีกหนึ่งในบทเรียนที่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของ Heartist ซึ่งกว่าจะเป็นกระเป๋าคล้องแขนทรงแปลกแต่สะดุดตาขายดีติดอันดับอย่างทุกวันนี้ โปสเตอร์ต้องต่อสู้กับคำสบประมาทจนเกือบจะเลิก

แต่แล้ววันหนึ่ง อยู่ๆ ก็มีคนส่งข้อความมาสั่งซื้อกระเป๋าเยอะผิดสังเกต สืบดูจึงได้รู้ว่านักแสดงสาว เอ้ก-บุษกร หงษ์มานพ ใช้กระเป๋าของ Heartist และโพสต์ลงอินสตาแกรม จึงทำให้กระเป๋าทรงนี้กลายเป็นที่ต้องการ จากกระแสปากต่อปาก

รับได้ทุกอย่าง

Heartist, กระเป๋า คนพิการ,SET Social Impact Gym,ธุรกิจเพื่อสังคม Heartist, กระเป๋า คนพิการ,SET Social Impact Gym,ธุรกิจเพื่อสังคม

หนึ่งในบทเรียนวิชาผู้ประกอบการธุรกิจสังคมที่ใหญ่ที่สุดคือ นโยบายรับซื้อผ้าทอทุกผืน

เหตุผลที่โปสเตอร์รับซื้อผ้าทุกผืนไม่หยุด ไม่ใช่เพราะมีเงินมากมาย แต่เพราะเธอไม่อยากทำลายความเชื่อมั่นของผู้ปกครองและเด็กๆ ในโครงการอรุโณทัยเพื่อคนพิเศษ และโรงเรียนอุบลปัญญานุกูล จังหวัดอุบลราชธานี แม้พ่อแม่ของน้องๆ จะโทรมาถามสถานการณ์ธุรกิจของเธอด้วยความเป็นห่วง ช่วยเสนอความคิดเห็นให้ขึ้นป้ายว่าเป็นมาจากสินค้าคนพิการไปเลย แต่เธอไม่ยอมให้มีคำว่า ‘สินค้าคนพิการ’ ออกมาจากแบรนด์ Heartist เป็นอันขาด

Heartist, กระเป๋า คนพิการ,SET Social Impact Gym,ธุรกิจเพื่อสังคม

“แน่นอนว่านโยบายนี้จะขัดใจคนที่คิดทำธุรกิจ ซึ่งถ้าเราอยากรับซื้อผ้าทอมือทุกผืนอย่างที่ตั้งใจโดยไม่ลดต้นทุนอื่นๆ เราต้องมีแผนรายได้” ไม่ใช่เพราะความบังเอิญที่ทำให้โปสเตอร์คิดได้ แต่เพราะรายจ่ายกว่า 6 หลักซึ่งมาพร้อมคลังผ้าทอที่ส่งมาจากอุบลฯ ทุกเดือน เพิ่มขึ้นจนเส้นปลายทางของ Heartist ใกล้เข้ามาทุกที เรียกร้องให้โปสเตอร์เอาจริงเอาจังกับแผนธุรกิจของตัวเอง

ไม่อยากเป็นผู้ประกอบการที่สอบตก

“ธุรกิจก็คือธุรกิจ ถ้าเราไม่สามารถเลี้ยงตนเองและครอบครัวได้ เราก็คงไม่มีหน้าบอกใครว่าจะช่วยเหลือคนอื่น เราไม่อยากสอบตกในการเป็นผู้ประกอบการที่ล้มเหลว” โปสเตอร์ร้องบอก ก่อนจะเสริมว่าสิ่งที่ยากสำหรับเธอ คือ การคิดให้เป็นระบบ

และการทำธุรกิจคือการคิดอย่างเป็นระบบ โดยมีเครื่องมือคือ แผนผังโมเดลธุรกิจ หรือ Business Model Canvas (BMC) ที่ใช้ได้จริง

“เราใช้เวลากลั่น BMC ของตัวเองเป็นปี เพราะส่งการบ้านโค้ชแล้วโดนตีกลับทุกครั้ง หลังจากกวาดตาดูเพียงแว้บเดียวแล้วรู้ว่าสิ่งที่เขียนมาไม่ตรงตามสถานการณ์จริงของธุรกิจเรา” โปสเตอร์เล่าว่า โค้ชสอนเสมอว่าการเป็นเจ้าของกิจการจะเกลียดการเงินไม่ได้

“ไม่ได้เกลียดการรับเงินนะ พวกเราเกลียดการทำความเข้าใจความยุ่งยากเรื่องเงินๆ ทองๆ เคยคิดด้วยซ้ำว่าไม่ต้องมีก็ได้ แต่เมื่อเห็นแผนการในหัวที่อยากทำนู่นนี่เต็มไปหมด แต่ทำ Action Plan ไม่เป็น สิ่งในหัวก็คงเกิดขึ้นจริงไม่ได้” โปสเตอร์เล่าว่า ที่ผ่านมาเธอรู้ความหมายของ BMC แต่ละช่อง แต่ไม่รู้เหตุและผล และความเชื่อมโยงระหว่างกัน

“วันนี้ถ้าใครมาถามเราเรื่องแผน เราตอบได้เลยว่า เดือนหน้าเราจะลงพื้นที่ทำวิจัยเรื่องเด็กกับโรงพยาบาลรามาฯ เพื่อศึกษากระบวนการทอผ้าบำบัด แล้วออกแบบกี่ทอผ้าที่เหมาะกับทุกสรีระเพื่อการบำบัดที่แท้จริง ซึ่งทำงานร่วมกับสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) โดยค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นทั้งหมดจะนับรวมกับต้นทุนซึ่งสะท้อนออกมาเป็นราคาขาย

Heartist, กระเป๋า คนพิการ,SET Social Impact Gym,ธุรกิจเพื่อสังคม

พิเศษนิยม

Heartist, กระเป๋า คนพิการ,SET Social Impact Gym,ธุรกิจเพื่อสังคม

“วันแรกที่เข้าโครงการ SET Social Impact Gym โค้ชถามว่า สินค้านี้ขายใคร เราตอบว่าขายคนมีเงิน เราไม่ได้กวนนะ เพียงแค่ยังนึกไม่ออก เพราะรู้แค่ว่าเราขายของดีมีคุณภาพในราคาที่อาจจะสูง โค้ชถามกลับทันทีว่า แปลว่าคนมีฐานะทุกคนต้องซื้อกระเป๋าเรานะ ไม่เช่นนั้นแปลว่าเขาไม่มีเงิน” จากวันที่ไม่รู้เรื่องเลย วันนี้โปสเตอร์บอกว่า มั่นใจมาก หากใครมาถามเธอเรื่องแผนผังธุรกิจ

Heartist, กระเป๋า คนพิการ,SET Social Impact Gym,ธุรกิจเพื่อสังคม

“ตอนแรกเราตั้งกลุ่มเป้าหมายเป็นเด็กนักศึกษา โดยที่ไม่ได้วิเคราะห์ความต้องการที่แท้จริงของคนกลุ่มนั้น ขณะที่ลูกค้าจริงกลับเป็นคนวัย 30 – 40 ปีที่มีกำลังซื้อ มีความเข้าใจเพราะผ่านโลกมาประมาณหนึ่ง จึงรู้ซึ้งในคุณค่าของมนุษย์ และเมื่อเราอยากสื่อสารเรื่องราวและสิ่งที่เชื่อ คนกลุ่มนี้นั่นแหละเป็นกลุ่มเป้าหมายที่สำคัญ”

กลุ่มเป้าหมายไม่จำเป็นต้องมีเพียงกลุ่มเดียว แต่คิดถึงและแบ่งย่อยตลาดที่อาจเป็นลูกค้าเราในอนาคต ซึ่งยิ่งลงรายละเอียดมากเท่าไหร่ เราจะยิ่งเจอกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจนยิ่งขึ้น ไม่ต้องใช้เวลาลองถูกลองผิดอย่างที่แล้วมา

เช่นเดียวกับพาร์ทเนอร์ของธุรกิจ จากเดิมที่เข้าหาด้วยท่าทีขอความช่วยเหลือ โปสเตอร์เล่าว่า วันนี้ Heartist เปลี่ยนท่าทีใหม่ เดินเข้าหาบริษัท องค์กร และหน่วยงานต่างๆ ด้วยความมั่นใจ เพราะรู้สึกว่าของของเราเป็นของดี เป็นของที่เราอยากนำเสนอ

Heartist, กระเป๋า คนพิการ,SET Social Impact Gym,ธุรกิจเพื่อสังคม

กระเป๋าใบนี้ขายกระบวนการ

เริ่มตั้งแต่จัดหาไหมและอุปกรณ์ส่งให้ศิลปินพิเศษ คิดหาวิธีการขยายและช่วยให้น้องๆ มีพัฒนาการด้านต่างๆ ดีขึ้นจากการทอผ้าบำบัดบำบัด รับซื้อผ้า ออกแบบ คิดทำ และผลิตกระเป๋า ทำแบรนด์ ทำธุรกิจ วางแผนการขายและการตลาด ระบบการเงินหลังบ้าน ผลกระทบทางสังคมระหว่างทางและปลายทาง

Heartist, กระเป๋า คนพิการ,SET Social Impact Gym,ธุรกิจเพื่อสังคม Heartist, กระเป๋า คนพิการ,SET Social Impact Gym,ธุรกิจเพื่อสังคม

“จากที่เคยเรามองตัวเองเป็นแม่ค้าขายกระเป๋าคนหนึ่ง แต่วันนี้เราจะเป็นผู้พัฒนาและจัดจำหน่าย เพราะตลาดหลักทรัพย์ฯ ช่วยให้เราคิดเป็นระบบ ทำให้เราหลุดจากกรอบการทำงานเพื่อสังคมแบบเดิม รู้จักและเปิดใจกับการคิดทำอย่างนักธุรกิจ จนต่อยอดแผนการในใจให้เกิดขึ้นจริง และสร้างความมั่นใจแก่เรา” กระบวนการคิดทางธุรกิจที่เป็นระบบ ทำให้ตัวตนของโปสเตอร์และ Heartist ยิ่งชัดเจน

จากวันแรก จนถึงวันนี้ Heartist กลายเป็นแบรนด์ที่พัฒนาและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่มาจากการบำบัดของบุคคลพิเศษ เป็นแบรนด์ที่ทำลายมายาคติสินค้าคนพิการ เป็นแบรนด์ที่รวบรวมงานศิลปะพิเศษไว้ด้วยกัน ชิ้นงานมาสเตอร์พีซที่มีชิ้นเดียวในโลก เป็นแบรนด์ที่ทำให้เห็นคุณค่าความเป็นมนุษย์และอยู่ร่วมกันอีกครั้ง

ใช่แล้ว กระเป๋า 1 ใบที่เราซื้อ เรามีส่วนร่วมตั้งแต่การจัดหาไหม มีส่วนในการช่วยเหลือกระบวนการบำบัด สร้างรายได้ สร้างความภาคภูมิใจ นำครอบครัวของน้องๆ เด็กพิเศษกลับมาพร้อมหน้าพร้อมตา สร้างศิลปินหน้าใหม่

ท้ายที่สุดแล้ว Heartist ตั้งใจจะเป็นธุรกิจที่ทำกำไร แม้ใครจะบอกว่า Heartist หากินกับคนพิการ โปสเตอร์ก็ขอยอมรับอย่างเต็มหัวใจ เพราะเหนือสิ่งอื่นใด เธออยากทำให้คนพิการมีอาชีพ อยากให้ Heartist เป็นธุรกิจที่ดำเนินต่อไปแม้ในวันที่ไม่มีเธอ

Heartist, กระเป๋า คนพิการ,SET Social Impact Gym,ธุรกิจเพื่อสังคม

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load