‘หอมเหมือนไปนั่งอยู่ในสวนกุหลาบ’

เป็นความรู้สึกแรกหลังจากที่กลิ่น ‘ปิยรัญจวร’ อบอวลไปทั่วห้อง ชนิดที่ว่าถ้าหลับตาก็จินตนาการถึงทุ่งดอกกุหลาบได้ไม่ยาก ต้นตอมาจากขวดสีขาวเล็กๆ ที่มีปูนปั้นสลักเป็นหน้ายักษ์ประดับอยู่ด้านหน้า แม้จะแกะสลักเป็นลายไทย แต่สีขาวล้วนที่ตัดกับก้านไม้สีอ่อนนั้น ทำให้ตั้งบนโต๊ะไม้ในบ้านได้อย่างไม่ขัดเขิน

‘ยักษียักษา’ เป็นแบรนด์เครื่องหอมกลิ่นไทยๆ ที่ตั้งใจอยากให้ความสุขอบอวลตั้งแต่ก้านไม้ไปจนถึงคนปลูกกุหลาบ กลิ่นหอมหวานที่ว่านั้นมาจากกุหลาบพันธุ์จุฬาลงกรณ์และพันธุ์ไกลกังวล ซึ่งปลูกอยู่ในสวนหลังบ้านของผู้สูงอายุในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์

เมื่อใช้ดอกกุหลาบพันธุ์ไทยและหลงรักวรรณคดีไทยเป็นทุนเดิม ยักษียักษาจึงเล่าเรื่องแบรนด์ผ่านยักษ์ ‘ทศกัณฐ์’ ตัวร้ายจากวรรณคดีไทยเรื่อง รามเกียรติ์ ที่นอกจากเป็นสัญลักษณ์แบบไทยๆ แล้ว เรื่องราวของยักษ์วายร้ายยังน่าสนใจจนต้องหยิบมาเป็นชื่อแบรนด์

หนึ่งเรื่องที่คนอาจยังไม่รู้เกี่ยวกับทศกัณฐ์ คือยักษ์ตนนี้ไม่ได้มีแค่ร่างสีเขียวเกรี้ยวโกรธ แต่ยังมีโหมดอารมณ์ดีที่เรียกว่า ‘ทศกัณฐ์ลงสวน’ มักใช้เวลาว่างแอบไปเดินเล่นในดงดอกไม้และเกี้ยวพาราสีนางสีดา

เพราะประทับใจในทศกัณฐ์ร่างสีทองที่ว่า ยักษียักษาจึงบรรจงหล่อปูนปั้นหน้ายักษ์ประดับไว้ข้างขวดน้ำมันหอมระเหย และเป็นที่มาของชื่อ ‘ยักษียักษา’ แบรนด์เครื่องหอมจากดอกไม้ไทยที่หอมเหมือนได้ไปเดินอยู่ในสวนดอกไม้กับทศกัณฐ์

ยักษียักษา แบรนด์เครื่องหอมที่ใช้ดอกกุหลาบจากแปลงสวนหน้าบ้านผู้สูงวัยในชุมชน

ยักษียักษา

“ในทางธรรมชาติ น้ำมันหอมระเหยช่วยรักษาและบำบัดเรา เหมือนยามเป็นหวัดที่เราใช้วิคส์ ใช้ยาดม ถ้าเราเรียนรู้และสนิทกับเขา เขาจะให้ประโยชน์กับเรา พอเรามาทำ เราก็ดูว่าคนต้องการอะไร คนเป็นภูมิแพ้เยอะ หายใจได้ไม่ค่อยดี ใช้น้ำหอมแล้วไม่อยากได้เคมีสังเคราะห์ เราก็ตอบทุกโจทย์ที่คนอยากได้ นั่นคือสิ่งที่เราทำ” 

แม็ก - พรหมพิริยะ หงษ์ยนต์, ยักษียักษา

แม็ก-พรหมพิริยะ หงษ์ยนต์ ผู้ปั้น ‘ยักษียักษา’ อย่างพิถีพิถันบอกกับเรา นี่เป็นก้านใหม่ที่แตกกิ่งออกมาจาก ‘ภูวารา’ แบรนด์เครื่องหอมที่เขารุดหน้ากรุยทางไปก่อนหน้านั้นแล้ว

9 ปีก่อน ขณะที่เพิ่งเรียนจบด้านธุรกิจการบินมาหมาดๆ แม็กใช้เวลาหมดไปกับการทบทวนว่า จริงๆ แล้วสิ่งที่เขาชอบคืออะไร โชคดีที่คำถามนี้ไม่ได้ยากสำหรับเขาสักเท่าไหร่ เพราะเขารู้ได้ทันทีว่าสิ่งที่ตัวเองโปรดปรานมาเสมอคือ ‘กลิ่นดอกไม้’ 

เขานี่แหละคือมนุษย์ประเภทที่ต้องเข้าไปดู เข้าไปดมทุกครั้งที่เจอไปเจอดอกไม้แปลกๆ 

แม็กหยิบเอาความรักมาทำเป็นเครื่องหอม เพราะเป็นทางเดียวที่ทำให้เขาได้ส่งต่อสิ่งกลิ่นที่ชอบไปยังคนอื่นๆ ได้ นี่เป็นจุดเริ่มต้นของภูวารา แบรนด์เครื่องหอมที่แม็กปลุกปั้นขึ้นมาด้วยสองมือ เขาเปรียบภูวาราเป็นลูกคนแรก ที่เฝ้าประคบประหงมจนปีกกล้าขาแข็ง ส่วนตอนนี้เขาทุ่มเทให้กับยักษียักษา ลูกคนเล็กในวัยกำลังตั้งไข่หัดเดิน

ระหว่างที่ภูวาราค่อยๆ เติบโต บ่อยครั้งที่แม็กได้ไปเยือนชุมชนต่างๆ เพื่อไปทำกิจกรรมเพื่อสังคมในนามของบริษัท และนั่นทำให้เขามองเห็นช่องว่างที่การถือกำเนิดของยักษียักษาเข้าไปเติมเต็มได้

แบรนด์เครื่องหอมจากธรรมชาติที่เล่าเรื่องกลิ่นไทยๆ ผ่าน ‘ยักษ์ทศกัณฑ์’ กับความตั้งใจสร้างความสุขให้ทั้งคนรับและคนทำ
แบรนด์เครื่องหอมจากธรรมชาติที่เล่าเรื่องกลิ่นไทยๆ ผ่าน ‘ยักษ์ทศกัณฑ์’ กับความตั้งใจสร้างความสุขให้ทั้งคนรับและคนทำ

“ภูวาราเน้นเน้นการขาย ขายเพื่อสร้างรายได้ เลี้ยงครอบครัว สร้างชีวิตเรามาตลอด พอทำ CSR มันก็ทำได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วยเพราะโครงสร้างมันถูกขึงไว้แล้ว เราไปพัฒนานั่น ไปพัฒนานี่ เราก็เห็นนะว่ามันก็ช่วยได้แค่ระยะสั้น ไม่ได้ยั่งยืน เราเลยแยกแบรนด์ออกมา เริ่มต้นใหม่กับยักษียักษา ทำโครงสร้างแบบใหม่เพื่อให้สังคมตั้งแต่จุดเริ่มต้นเลย” แม็กเล่าให้เราฟัง

“เราอยากทำธุรกิจที่อยู่ร่วมกับสังคมและผลักดันคนข้างหลังให้ไปพร้อมกับเราได้ เราตั้งใจออกแบบธุรกิจอย่างไรให้มีความสุข และเป้าหมายสุดท้ายคือรอยยิ้ม” 

นี่คือโจทย์ใหม่ที่ยักษียักษากำลังเข้ามาแก้ เขาตั้งใจทำให้เป็นแบรนด์ CSV (Creating Shared Value) ที่ในท้ายที่สุดแล้วจะกลับมาสร้างรายได้ให้กับชุมชน

‘แปลงสุข’

“น้ำหอมมาจากดอกไม้”

แม็กพาเราไปเยือน ‘แปลงสุข’ ที่ประจวบคีรีขันธ์ผ่านเรื่องที่เขากำลังเล่า เขาตั้งใจให้ที่นี่เป็นแหล่งปลูกกุหลาบโดยกลุ่มผู้สูงอายุ นี่ไม่ใช่ไร่หลายเอเคอร์ แต่เป็นสวนเล็กๆ ที่อยู่หน้าบ้านคุณลุง-คุณป้า ในชุมชนบ้านเกิดของเขา

“กลุ่มผู้สูงอายุต่างจังหวัดเขาไม่มีรายได้ มักจะรอลูกหลานส่งเงินมาให้ แต่เขารวยที่ดิน หน้าบ้านมีแปลงใหญ่ๆ เราเห็นว่าเขาชอบปลูกดอกไม้ ปลูกนู่น ปลูกนี่ เราเลยเอาดอกไม้ไปให้เขาปลูก แถวบ้านเขาเลี้ยงวัว ก็เอาปุ๋ยคอกมาใส่ เขาแค่ดูแลดอกไม้ไปเรื่อยๆ ถึงเวลาก็เก็บใส่กล่องแล้วเอามาให้เรา เราก็รับซื้อทั้งหมด เราไม่สนใจว่าดอกไม้จะหัก จะงอ จะสวยหรือไม่สวย เพราะคุณค่าของดอกไม้ไม่ได้อยู่ที่รูปร่าง แต่อยู่ที่กลิ่นหอม” 

ยักษียักษา แบรนด์เครื่องหอมที่ใช้ดอกกุหลาบจากแปลงสวนหน้าบ้านผู้สูงวัยในชุมชน
ยักษียักษา แบรนด์เครื่องหอมที่ใช้ดอกกุหลาบจากแปลงสวนหน้าบ้านผู้สูงวัยในชุมชน

แม็กให้ความสำคัญกับการสกัดกุหลาบมาเป็นอันดับหนึ่ง ยิ่งเป็นเรื่องความเข้มข้นของกลิ่นที่เปลี่ยนไปแม้ต่างฤดูกาล เขาจึงออกแบบกล่องดูดความชื้นให้ชาวบ้านเอาไว้เก็บดอกไม้ โดยดัดแปลงมาจากโถดูดความชื้นวิทยาศาสตร์ พอเอาดอกไม้วางลงไปก็จะแห้งไวขึ้น รักษาคุณภาพดอกไม้ไว้อย่างดี นอกจากรูปแบบธุรกิจแล้ว เขายังต้องออกแบบเครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ อย่างประณีต 

“เราอยากได้ประติมากรรมเป็นงานปั้น เลยไปปรึกษาเพาะช่าง ให้เขาปั้นหน้ายักษ์ขึ้นมา พอได้แม่พิมพ์เราก็เอาไปให้กลุ่มผู้พิการทางขา หล่อเป็นหน้ายักษ์เพื่อมาทำเป็นบรรจุภัณฑ์”

เมื่อน้ำมันหอมระเหยพร้อม ขวดพร้อม ทุกอย่างจะถูกวางเอาไว้หน้าที่หน้าบ้าน ไม่นานนักก็จะมีคุณลุง-คุณป้า ปั่นจักรยานมาโฉบเอาไปประบรรจุกล่องที่บ้าน ใส่ก้านไม้ ปิดหีบห่อเรียบร้อยก็ปั่นจักรยานเอามาวางไว้ที่เดิม 

ยักษียักษา แบรนด์เครื่องหอมที่ใช้ดอกกุหลาบจากแปลงสวนหน้าบ้านผู้สูงวัยในชุมชน

นี่เป็นการทำธุรกิจที่อยู่ร่วมกับชุมชนอย่างที่เขาตั้งใจไว้ และยังเป็นตัวกลางที่เชื่อมบ้านนู้น บ้านนี้ ไว้ด้วยกัน แม้ว่าเบื้องหน้าดูเรียบง่าย แต่เบื้องหลังกลับท้าทาย เพราะแม็กต้องก้าวออกจากตัวเองคนก่อนหน้า ซึ่งมองต้นทุนและกำไรขององค์กรเป็นที่ตั้ง แล้วหันมาให้ความสำคัญกับความเป็นอยู่ของทุกชีวิตที่อยู่เบื้องหลังขวดน้ำมันหอมระเหยทุกขวด เข้าเรียกมันว่า Journey บนถนนเส้นที่เขาจะไม่ปล่อยให้ใครต้องเดินไปคนเดียว 

“ถ้าเราโฟกัสว่าทำอย่างไรให้ขายได้ สุดท้ายแล้วในหัวเราก็จะมีแต่เรื่องเงิน ในที่สุดเราก็ต้องไปกดราคาต้นทุน ทำให้ต้นทุนถูกที่สุด เพื่อให้ได้กำไรมากที่สุด แต่ถ้าเราลืมเรื่องนั้นไปเลย คิดถึงชุมชนก่อนว่าจะทำอย่างไรให้เขามีรายได้ ทำอย่างไรให้เขามีความสุขและเลี้ยงครอบครัวได้ นี่คือสิ่งที่เราคาดหวังไว้ เพราะฉะนั้น มันเริ่มจากมายเซ็ตของเรา”

จากภูวาราสู่ยักษียักษา

“สำหรับภูวารา เรารู้ว่าทำอย่างไรให้ธุรกิจมันเติบโต ทำอย่างไรให้ธุรกิจยั่งยืน แล้วทำอย่างไรให้มันประสบความสำเร็จในตลาด ถ้ากล่องแพง เราก็แค่ต้องหาโรงงานใหม่”

นั่นเป็นบทเรียนที่แม็กได้จากการบริหารภูวารา แต่สำหรับยักษียักษานั้นตรงกันข้าม หากเปรียบเป็นคน ยักษียักษาคงเป็นทายาทรุ่นสองที่มีที่มาในการสานต่อธุรกิจ ได้เปรียบกว่าตรงที่มีภูวาราอยู่เบื้องหลัง ภูวารามีเครื่องไม้เครื่องมือพร้อมทุกอย่าง อีกทั้งยังพื้นที่ที่ทำให้แม็กได้ลองผิดลองถูกจนสะสมบทเรียนมาแล้วนับไม่ถ้วน 

แบรนด์เครื่องหอมจากธรรมชาติที่เล่าเรื่องกลิ่นไทยๆ ผ่าน ‘ยักษ์ทศกัณฑ์’ กับความตั้งใจสร้างความสุขให้ทั้งคนรับและคนทำ

“นี่เป็นความโชคดีของยักษียักษา” เขาเชื่ออย่างนั้น 

แม้จะดึงเอาความสำเร็จของแบรนด์พี่มาอุดรอยรั่วให้แบรนด์น้องได้ แต่แม็กเล่าว่าทั้งสองกำลังเดินไปบนถนนคนละเส้น 

“ยักษียักษาแตกต่างจากภูวารามาก คราวนี้โจทย์คือทำอย่างไรให้สังคมอยู่ได้ เราต้องทำกำไรแค่พอเหมาะ พอให้เราอยู่ได้ เขาอยู่ได้ แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ ต้องคิดไปถึงว่าแต่ละบ้านต้องปลูกดอกกุหลาบกี่ต้น คุณลุงดูแลไหวไหม คุณลุงแฮปปี้ไหม บ้านนี้ทำหน้ายักษ์ได้วันละกี่หน้า แม่พิมพ์พอไหม ถ้าไม่พอเราต้องทำเพิ่มอีก มีการลงทุนในแบบที่ภูวาราไม่มี มันเลยมีการจัดการคนละแบบอย่างสิ้นเชิง”

แน่นอนว่าโจทย์ที่หินกว่าเป็นของยักษียักษา เพราะครั้งนี้เขาไม่สามารถจัดการทุกอย่างให้เป็นดั่งใจเหมือนครั้งก่อน

แบรนด์เครื่องหอมจากธรรมชาติที่เล่าเรื่องกลิ่นไทยๆ ผ่าน ‘ยักษ์ทศกัณฑ์’ กับความตั้งใจสร้างความสุขให้ทั้งคนรับและคนทำ

“พอเข้าหน้าฝน ดอกกุหลาบออกไม่ดี เราก็บอกลุงว่าไม่เป็นไร เดี๋ยวพอต้นมันโตมันก็ดีขึ้น อย่างช่วง COVID-19 ส่งของลำบาก เราก็บอกลุงว่าไม่เป็นไร เดี๋ยวเราพอมีค่าขนมเล็กๆ น้อยๆ ให้ เราต้องปรับตามชุมชนอยู่ตลอดเวลา”

อีกหนึ่งโจทย์ที่ทำเอาเขาเหงื่อตกคือการสื่อสารกับคนใน ส่วนที่ยากที่สุดของการทำเครื่องหอมคือขั้นตอนการสกัด แต่ความยากเบื้องหลังการปรุงน้ำหอมคุณภาพดีที่สุดอย่างที่เขาคิดไว้ คือการพูดคุยกับทุกคนในขั้นตอนการผลิตทั้งหมด

“แม้แต่การผลิตเรายังต้องการการสื่อสารที่ดี สิ่งสำคัญที่สุดคือการทำงานกับคน ไม่ใช่ไปสั่งเขาว่าให้ทำแบบนั้น แบบนี้ แต่เราต้องเข้าไปสร้างแรงบันดาลใจ บอกคุณลุงว่าต้องปลูกแบบไหน เดี๋ยวพอกุหลาบออกดอก เรามารับซื้อ มันก็จะสร้างรายได้ให้คุณลุงได้นะ ถ้าบอกแบบนี้คุณลุงก็จะตั้งใจปลูก อาจมีบ้างที่เรากำชับไม่ให้คุณลุงใช้ปุ๋ยเคมี เพราะมีสถาบันมาคอยรองรับคุณภาพเราตลอด แต่ถ้าใช้วิธีการสั่ง เขาจะทำก็ได้ ไม่ทำก็ได้ แต่ถ้าโน้มน้าวให้เขาทำอย่างมีความสุข เขาก็จะใส่ใจและใส่ความรักให้กับเราด้วย”

ยักษียักษา แบรนด์เครื่องหอมที่ใช้ดอกกุหลาบจากแปลงสวนหน้าบ้านผู้สูงวัยในชุมชน

พูดอย่างไรให้เข้าใจกันที่สุด

“ตั้งใจให้มีแปดกลิ่นที่ชื่อคล้องจองกัน”

ไทยดำริ ปิยรัญจวน อวลคนสุธา คือ 3 กลิ่นแรกของยักษียักษาที่คล้องจองกัน แต่ละกลิ่นมีเรื่องราวเบื้องหลังเป็นนิยายเรื่องสั้นที่บอกเล่าที่มาที่ไป ไม่เพียงแต่อบอวลอยู่ในโสตประสาท แต่แม็กยังอยากให้เรื่องราวของดอกไม้และความเป็นไทยที่เขาเล่าผ่านยักษ์ทศกัณฐ์อบอวลอยู่ในใจของคนใช้อีกด้วย 

คาเฟ่ที่ประจวบฯ เริ่มเป็นรูปเป็นร่าง เขาตั้งใจให้ที่นั่นเป็นศูนย์การเรียนรู้ และเป็นอีกหนึ่งช่องทางให้คนเข้ามาทำความรู้จักกับยักษียักษา ชวนมาจิบชากุหลาบที่รู้ว่ามาจากสวนของบ้านไหน กินขนมไทยที่ทำจากฝีมือคนในชุมชน นี่เป็นอีกช่องทางที่เขาใช้เล่าเรื่อง

“แบรนด์เครื่องหอมของไทยมีเยอะมาก บางทีเราอินของเราคนเดียว แต่คนอื่นเขาไม่ได้อินกับเราด้วย นี่คืออุปสรรคที่ว่าเราจะสื่อสารอย่างไรให้คนรับรู้เรื่องของเราได้ และอยากมาสัมผัสสิ่งนี้ให้มากขึ้น เราอยากให้มันเป็นของที่ระลึกประจำประเทศไทย อยากให้สื่อสารถึงคนทั่วโลกได้ เราอยากสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนไทยและสังคมโลก นั่นแหละคือเป้าหมายของยักษียักษา ถ้ามันไปถึงตรงนั้นได้ เราเชื่อว่าเดี๋ยวธุรกิจมันจะเติบโตไปได้เอง” 

สำหรับแม็กแล้ว ยักษียักษาคืองานชิ้นเอกที่เขาบรรจงสร้างทุกขั้นตอนอย่างละเอียดลออ โดยหวังว่าจะกลายเป็นโมเดลธุรกิจที่เฉียดเข้าใกล้คำว่าสมบูรณ์แบบที่สุด และเป็นแรงบันดาลใจให้กับธุรกิจอื่นๆ ที่อยากอยู่ร่วมกับชุมชนให้ยั่งยืนได้แบบเขา และที่สำคัญคือ ไม่ลืม ‘ความสุข’ ของผู้คนบนนถนนทั้งสายที่ยึดเอาไว้เป็นที่ตั้ง

“เราอยากออกแบบธุรกิจให้มีความสุข เชื่อว่านี่เป็นโจทย์ในดวงใจของใครหลายๆ คนเหมือนกัน แต่เขาอาจไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นอย่างไร เราจึงทำยักษียักษาอย่างพิถีพิถัน เราคิดว่าถ้าคนอื่นอยากมาทำแบบเรา เขาสามารถถอดบางช่วง บางตอนของยักษียักษาไปใช้ได้ ตอนนี้ยักษียักษาอาจจะโตช้าเดินไปช้าๆ แต่เราเชื่อว่าการเดินช้าๆ ของเราจะมั่นคงและมีความสุข”

“เราอยากเห็นชาวบ้านได้ปลูกดอกไม้ เก็บดอกไม้ แล้วมีรายได้ ตอนเช้าผู้สูงอายุลุกขึ้นมานั่งทำงานแล้วเขามีความสุข รู้สึกว่าตัวเองมีประโยชน์ ยังมีความสามารถ เขาเกิดความภาคภูมิใจและเกิดรอยยิ้ม ทุกคนมีรอยยิ้มในการทำงาน เท่านั้นแหละสิ่งที่เราอยากเห็นมันคือสิ่งเล็กๆ ที่มีพลัง”

แม็ก - พรหมพิริยะ หงษ์ยนต์, ยักษียักษา

ยักษียักษา 

Facebook : ยักษียักษา YaksriYaksaa

Instagram : yaksriyaksaa

Writer

ซูริ คานาเอะ

ชอบฟังมากกว่าพูด บูชาของอร่อย เสพติดเรื่องตลก และเชื่อว่าชีวิตนี้สั้นเกินกว่าจะอ่านหนังสือดีๆ ให้ครบทุกเล่ม

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

Happy Business

เรื่องราวของธุรกิจสร้างสรรค์ที่ต้องการแ...

The Cloud x SCG

หากเราลองรื้อเสื้อผ้าที่ล้นตู้ในบ้านออกมากองดูสักครั้ง เชื่อเลยว่าต้องมีเสื้อหรือกางเกงสักตัวที่เราหลงลืมไปแล้วว่าเคยซื้อมาตอนไหน หรือว่าใส่มันครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ แล้วพอค้นไปเรื่อยๆ เราก็จะพบอีกว่าเสื้อผ้าหลายๆ ตัวที่ไม่เคยหยิบจับออกมาใช้ แต่ในขณะเดียวกันเราก็ซื้อเสื้อผ้าใหม่ๆ ยัดใส่ตู้ใบเดิมเข้าไปเรื่อยๆ 

ฟังแล้วอาจจะดูขำๆ ก็แค่นิสัยส่วนตัวเล็กๆ น้อยๆ ที่ไม่น่ามีผลกระทบกับใคร

แต่โดยไม่รู้ตัว พฤติกรรมดังกล่าวเป็นสิ่งยืนยันว่าเรากำลังร่วมขบวนรถไฟในการสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ผ่านพฤติกรรมการบริโภคที่ไม่สมเหตุสมผลและเกินพอดี

วันนี้เราเลยอยากพาคุณไปรู้จักสตาร์ทอัพสัญชาติไทยเจ้าหนึ่งที่ชื่อว่า ‘moreloop’ ธุรกิจดีต่อโลกซึ่งเกิดจากการผสมผสานการแก้ปัญหาทางธุรกิจและแพสชัน ของคนสองคนที่ต่างกันสุดขั้ว 

แอ๋ม-ธมลวรรณ วิโรจน์ชัยยันต์  และ พล-อมรพล หุวะนันทน์

หนึ่งในนั้นคือ พล-อมรพล หุวะนันทน์ หนุ่มอดีตนักวิเคราะห์ด้านการเงินและความเสี่ยงบริษัท ที่กำลังเผชิญกับวิกฤตวัยกลางคน ในการค้นหาความหมายของสิ่งที่ทำและการมีชีวิตอยู่ กับ แอ๋ม-ธมลวรรณ วิโรจน์ชัยยันต์ ทายาทรุ่นที่ 2 ของโรงงานผลิตเสื้อผ้าสำเร็จรูป ที่กำลังเผชิญหน้ากับช่วงเวลาที่ใครๆ ก็บอกว่าเป็น Sunset ของธุรกิจสิ่งทอ ซึ่งเธอยังเชื่อว่ามีโอกาสและความเป็นไปได้ที่น่าจะเติบโต

  ทั้งสองมาเจอกัน แล้วนำการแก้ปัญหาธุรกิจสิ่งทอผสมแพสชันในการอยากดูแลสิ่งแวดล้อม จนกลายมาเป็นโรงงานรับผ้าคุณภาพดีมือสอง แพลตฟอร์มธุรกิจใหม่ที่ชุบชีวิตเศษผ้าที่เหลือทิ้งในโรงงานผลิตให้กลับมามีชีวิตและมูลค่าอีกครั้ง

01

เริ่มต้นจากการแก้ปัญหาและแพสชัน

“เรียกว่าเป็นวิกฤตวัยกลางคนของผมแล้วกัน ผมว่าทุกคนต้องเจอ” พลเริ่มเปิดประเด็นกับเราอย่างน่าสนใจ ด้วยการเล่าถึงช่วงชีวิตที่ใครหลายคนมองว่าน่าอิจฉา เพราะเขาอยู่ในสายงานที่แสนมั่นคง แถมไต่เต้าขึ้นไปถึงตำแหน่งเฮดออฟฟิศของบริษัทยักษ์ใหญ่ แต่เขากลับหาความหมายของสิ่งที่ตัวเองทำไม่เจอ

“เรามองเห็นแล้วว่าอีกหกถึงเจ็ดปี ถ้าเรายังทำงานด้านนี้ ก็คงอยู่ตรงนี้แหละ ไม่ได้ไปไหน เมื่อก่อนเราอาจจะมองว่าการประสบความสำเร็จในชีวิตคือทำงานมีตำแหน่ง มีบ้าน มีครอบครัว แต่งงานมีลูก แต่มาถึงจุดหนึ่ง เราเริ่มตั้งคำถามกับตัวเอง และอยากจะออกมาทำอะไรของตัวเองดู

“ตัวผมสนใจประเด็นเรื่องยะมาตั้งแต่เด็กๆ เพราะเรารับรู้ว่าถุงพลาสติกต้องใช้เวลาย่อยสลายนานมาก กินเวลาสี่ถึงห้าร้อยปี และคิดว่ามันต้องกลายเป็นปัญหาแน่ๆ แต่ไม่คิดว่ามันจะเกิดขึ้นเร็วขนาดนี้ เลยเริ่มคิดว่าอย่างนั้นเรามองขยะหรือของเหลือให้กลายเป็นทรัพยากรได้ไหม”

แอ๋ม-ธมลวรรณ วิโรจน์ชัยยันต์  และ พล-อมรพล หุวะนันทน์

เมื่อได้กลับมาโฟกัสแพสชันที่ตัวเองมี ประจวบเหมาะกับมาเจอรุ่นน้องสมัยมหาวิทยาลัยอย่าง แอ๋ม ทายาทรุ่นสองของธุรกิจผลิตเสื้อสำเร็จรูป ซึ่งกำลังมองหาทางแก้ปัญหาในธุรกิจ เพราะอยากจัดการสต๊อกผ้า ที่เหลือจากการผลิตในโรงงาน

“แก่นธุรกิจของ moreloop คือการรวมแพสชันของพี่พลกับปัญหาในฝั่งของธุรกิจของเรา คือการได้ระบายผ้าในสต๊อกออกไป ในส่วนการช่วยเหลือสิ่งแวดล้อม คือทำอย่างไรให้ไม่ต้องใช้ทรัพยากรใหม่ เราเลยไม่มีผ้าใหม่ เวลาคนมาถามว่ามีผ้าใหม่ไหม เราจะบอกว่าเราไม่มีผ้าใหม่เลย”

แอ๋ม-ธมลวรรณ วิโรจน์ชัยยันต์

ทั้งสองบอกตัวเลขที่น่าตกใจให้ฟังว่า เราอาจจะรับรู้กันดีว่า จากรูปแบบการอุปโภคบริโภคของคนไทย ทำให้เกิดขยะมากถึง 27 ล้านตันต่อปี แต่สิ่งที่เราไม่เคยรู้คือปริมาณขยะที่เกิดในระบบอุตสาหกรรม หรือที่เรียกกันว่า Industrial Waste นั้นสูงถึง 50 ล้านตันต่อปี สูงกว่าการใช้สินค้าแล้วทิ้งของคนเราเกือบเท่าตัว แล้วขยะในระบบอุตสาหกรรมเหล่านั้นก็เกิดจากวัสดุที่เหลือจากกระบวนการผลิต ซึ่งไม่มีการนำไปสร้างมูลค่าต่อ นั่นจึงเป็นช่องว่างทางธุรกิจที่ทั้งสองคนมองเห็นตรงกัน

“พอรู้แบบนั้น ผมเลยตั้งสมติฐานว่าถ้ารวบรวมของเหลือจากระบบอุตสาหกรรมที่ติดอยู่ในโรงงาน คัดแยกมันออกมาด้วยดาต้า แล้วเอาข้อมูลก้อนนี้ไปอยู่ในตลาดออนไลน์ให้ทุกคนเข้าถึงได้ มูลค่าของสิ่งนั้นก็จะเปลี่ยนไป เพราะว่าของสิ่งหนึ่งจะเป็นขยะหรือไม่เป็นขยะขึ้นอยู่กับการมอง สิ่งที่ moreloop ทำคือการสร้างการมองเห็นให้ได้มากที่สุด”

02

ความเชื่อที่เพิ่มขึ้นตามระยะทาง

ทั้งสองเล่าถึงรูปแบบการทำธุรกิจสิ่งทอในปัจจุบันที่ทำให้มูลค่าของบางสิ่งบางอย่างหล่นหายไประหว่างทาง เพราะโดยปกติโรงงานที่ผลิตผ้าสำเร็จรูปต้องสั่งผ้ามาในจำนวนที่เยอะ และจะเผื่อเหลือเผื่อขาดวัตถุดิบไว้ประมาณ 2 – 3 เปอร์เซ็นต์ ในแต่ละครั้ง สิ่งที่เกิดเมื่อแต่ละงานเสร็จสิ้นคือผ้าค้างสต็อกจำนวนมาก กินทั้งพื้นที่โรงงาน ต้นทุน และเพิ่มค่าเสียเวลาในการจัดการขยะ

“เมื่อจบงานเราจะเห็นว่าไม่ว่าผ้าที่เหลือจะเนื้อดียังไง สุดท้ายจะถูกนำไปชั่งกิโลขาย ทุกอย่างมันถูกลดคุณค่าไปหมดเลย และเราเสียดายเพราะเห็นว่านี่คือของที่ยังมีมูลค่าอยู่ ไม่ควรถูกลดมูลค่าไวขนาดนี้ แค่ตีตั๋วส่งของจบ มูลค่าของวัตถุดิบที่เหลือลดลงหมดเลย ทั้งที่ตอนผลิตงานวัตถุดิบที่ว่ายังอยู่ในมูลค่าเดิม สิ่งที่ moreloop ทำคือการเอาของที่มีอยู่มาจับคู่กับคนที่เขาต้องการ และทำให้ของสิ่งนั้นยังขายได้ใกล้เคียงกับมูลค่าเดิม”

moreloop ธุรกิจโรงงานผ้ารูปแบบใหม่ของคนไทยที่ช่วยดูแลสิ่งแวดล้อมด้วยการไม่ผลิตผ้าใหม่สักผืน

แต่สิ่งที่พวกเขาทำนั้นท้าทายมากๆ เพราะพวกเขายอมรับเองว่ามันคือการเริ่มสิ่งใหม่ และไม่มีระดับความสำเร็จของใครให้ทาบวัดมาก่อน

“มันกลายเป็นว่าเราไม่มีต้นแบบอะไรให้ก๊อปปี้ได้เลย เราสองคนไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทางที่เราเดินไปถูกหรือผิดตั้งแต่ต้น ที่ทุกคนเห็น moreloop มีแพลตฟอร์มหน้าตาแบบนี้ มันเกิดจากการที่เราทำเซอร์เวย์ เราทดลองปรับนู่นนั่นนี่ ไม่ได้อยู่ดีๆ ก็ออกมาแบบนี้เลย แต่ความเชื่อของเราจะค่อยๆ เพิ่ม จากระยะทางที่เราเดินมาไกลขึ้น” แอ๋มเล่า ก่อนที่พลจะเสริมว่า 

“เบื้องหลังทำให้เรามีความเชื่อเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่สำหรับผมแรงผลักดันสำคัญที่อยากทำงานตรงนี้คือความอยากรู้ ถ้าเราเอาแนวคิด Circular Economy เข้ามาใส่ในธุรกิจ และเอาของเหลือในอุตสาหกรรมมาวนลูปได้ จะได้ธุรกิจออกมาหน้าตาแบบไหน”

03

Circular Economy หมุนเวียนเพื่อยั่งยืน

แนวคิดเรื่อง Circular Economy เริ่มถูกพูดถึงในวงกว้างมากขึ้น เป็นผลมาจากรูปแบบการทำธุรกิจตั้งแต่อดีตลากยาวมาถึงปัจจุบัน เพราะเราถลุงทรัพยากรเยอะมาก จนเกิดโลกร้อนและปัญหาขยะล้นโลก การแก้ปัญหาของระบบอุตสาหกรรมยุคนี้คือจะใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างไรให้คุ้มค่าที่สุด โดยที่เราไม่ต้องใช้ของใหม่ ซึ่งผลที่ตามมาก็ทำให้เราปวดหัวในการจัดการของเหลือหรือขยะให้น้อยลง

“สำหรับแอ๋ม ถ้ามองในเชิงผู้ผลิต เราได้พื้นที่โรงงานกลับมาไม่มากก็น้อย เราได้ขายวัตถุดิบในมูลค่าที่ใกล้เคียงความเป็นจริง ส่วนในแง่ของคนซื้อก็มีตัวเลือกมากขึ้น เปิดโอกาสให้แบรนด์เล็กๆ ให้ดีไซเนอร์ได้เข้าถึงแหล่งทรัพยากรที่หลากหลายมากขึ้น แล้วสุดท้ายน่าจะเป็นเรื่องดีต่อใจมั้ง (หัวเราะ) 

“เมื่อก่อน เวลาพูดเรื่อง Circular Economy แต่ละคนก็จะบอกว่าเป็นหน้าที่ภาครัฐบ้างล่ะ องค์กรใหญ่จะสนับสนุนอย่างไรบ้างล่ะ มีแต่โยนกันว่าคนนั้นคนนี้ต้องรับผิดชอบ แต่ moreloop เป็นเหมือนฟันเฟืองหนึ่งที่ทำให้เห็นว่าคนตัวเล็กๆ สองคนทำได้ แค่ลงมือทำและปรับแนวคิดของตัวเองว่าสิ่งที่คุณทำจะอยู่ได้อย่างไร”

moreloop ธุรกิจโรงงานผ้ารูปแบบใหม่ของคนไทยที่ช่วยดูแลสิ่งแวดล้อมด้วยการไม่ผลิตผ้าใหม่สักผืน

“สำหรับผมคำว่าขยะมันเป็นแค่ความเห็น เพราะแต่ละคนมองไม่เหมือนกันเลย อย่างพี่ซาเล้งเขาก็จะมีความรู้มากกว่าเราว่าขวดใบหนึ่งวันนี้มีราคาเท่าไหร่ เขาจะมองมันเป็นวัตถุดิบ อย่าไปมองอะไรว่าเป็นขยะ แค่เรามีวิธีเรียกที่เปลี่ยน เราก็จะรับรู้ทันทีว่ามันคือวัสดุหนึ่งนะ 

“อย่างผ้า เราก็เรียกมันว่าผ้าส่วนเกินจากการผลิต เมื่อไหร่เรามองของสิ่งนั้นเป็นขยะ มันก็จะกลายเป็นขยะไปจริงๆ เราแค่ต้องตั้งโจทย์กับมันมากขึ้น เราแค่ถามว่าจะใช้สิ่งนี้ใหม่ได้อย่างไรบ้าง moreloop ก็เริ่มแบบนั้นเหมือนกัน เราแค่ตั้งคำถาม”

ผลลัพธ์ที่เกิดทั้งในแง่ธุรกิจและสิ่งแวดล้อมของ moreloop ยืนยันแล้วว่า คำถามที่ดีมักจะให้คำตอบที่แตกต่าง 

04

Negative-sum Game กับโลกที่ทุกคนเสียประโยชน์

“ในวงการแฟชั่นทุกวันนี้มีเรื่องน่าสนใจอะไรบ้าง” เราถาม ซึ่งแอ๋มตอบกลับมาว่า

“เราว่ากระแส Sustainable Fashion นี่แหละที่น่าสนใจมาก เพราะว่ามันขัดกับตลาดและกระแสตลอดช่วงยี่สิบปีที่ผ่านมาเลย ช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมาแบรนด์ต่างๆ ล้วน Overproduce 

“ที่ผ่านมา แนวคิดในวงการแฟชั่นที่สร้างผลกระทบแก่สิ่งแวดล้อมอย่างมากมีอยู่สองอย่าง ประเภทแรกคือ Fast Fashion ที่เน้นผลิตเยอะเปลี่ยนเร็ว แต่ก็โอเคที่เขายังมีการควบคุมคุณภาพการผลิต ควบคุมใช้ผ้าสเปกประมาณนี้ แต่ที่สร้างปัญหามากยิ่งกว่า คือสินค้าประเภท Cheap Fashion ที่เน้นราคาถูกมากๆ ใช้ผ้าห่วยๆ เย็บไม่ดี จูงใจให้คนซื้อเพราะราคา แต่พอซักแล้วผ้าบิดหรือขาดไปเลย ใช้ครั้งเดียวแล้วต้องทิ้ง 

พล-อมรพล หุวะนันทน์

“เสื้อผ้าไม่ควรเป็นสินค้าที่ใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง มันควรซักแล้วใช้ซ้ำได้ ระบบของอุตสาหกรรมทำให้คนอยากใช้ของถูกจนมากเกินไป ทำทุกอย่างให้ถูก ผลิตถูกๆ จ่ายค่าแรงงานถูก จนสุดท้ายของที่ออกมาก็ถูกทิ้ง ซึ่งเราควรหันมาซื้อของที่ราคาสมเหตุสมผลกันไหม 

“เสื้อผ้าจะถูกหรือแพงอยู่ที่จำนวนการใส่นะ สมมติเสื้อตัวละหนึ่งร้อยบาท แต่เราใส่ครั้งเดียว มูลค่าของมันก็คือหนึ่งร้อย แต่เสื้อตัวละหนึ่งพันบาทและมีคุณภาพ เราใส่สักร้อยครั้ง มูลค่าของมันก็เหลือแค่สิบบาทเองนะ ไม่อยากให้คนมองความถูกหรือแพงที่ราคาบนป้าย แต่มองความสมเหตุสมผลมากกว่า”

05

ความยั่งยืน = สมเหตุสมผล

“สิ่งที่เราอยากให้คนเข้าใจคือคำว่า Sustainable ไม่ใช่แค่เรื่องราคาหรือวัสดุดีต่อโลกไหม แต่เราคิดว่ารวมไปถึงเรื่องคุณภาพการผลิตด้วย ปัจจุบันเราอาจเห็นว่าตลาดออนไลน์โต แต่จำนวนการคืนของคืนก็โตเหมือนกัน ของไม่ได้คุณภาพบ้าง ของไม่ตรงปกบ้าง และของเหล่านั้นก็กลายเป็นสิ่งไม่ต้องการ เป็นขยะ”

ทั้งสองคนย้ำว่าสมดุลของความยั่งยืนต้องอยู่บนพื้นฐานของความสมเหตุสมผล และทุกส่วนที่อยู่บนห่วงโซ่ของธุรกิจต้องได้รับผลประโยชน์แบบวิน-วิน ไม่อย่างนั้นธุรกิจที่ยั่งยืนจะเกิดขึ้นไม่ได้

moreloop ธุรกิจโรงงานผ้ารูปแบบใหม่ของคนไทยที่ช่วยดูแลสิ่งแวดล้อมด้วยการไม่ผลิตผ้าใหม่สักผืน

“เรามองว่าสิ่งที่จะทำให้ธุรกิจที่เราหวังเกิดขึ้นได้จริงๆ คือเราต้องไปด้วยกัน เรามองลูกค้าทุกคนเป็นพาร์ตเนอร์ และเวลาเราเสนออะไรให้ลูกค้าไป เรามักจะเลือกตัวเลือกที่ดีที่สุดในมือเราให้เขา เพื่อให้เขารู้สึกว่าของที่ได้มาคุ้มค่ากับสิ่งที่ได้ เราอยากให้คนมาซื้อของจากเรา เพราะสินค้าที่ได้จากเราคือสิ่งที่คุณต้องการจริงๆ ของมีคุณภาพ ตรงความต้องการ ราคาสมเหตุผล ส่วนเรื่องรักโลกมันคือผลกำไรที่คุณได้ไป”

moreloop มีโอกาสร่วมงานกับองค์กรที่ใส่ใจในเรื่อง Circular Economy อย่าง SCG ซึ่งมุ่งมั่นผลักดันให้แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนเกิดขึ้นในภาคธุรกิจ ภายใต้แนวทาง SCG Circular Way ที่สร้างความเข้าใจ สนับสนุนให้เกิดการเปลี่ยนพฤติกรรมการผลิตและการบริโภคสู่แนวปฏิบัติของเศรษฐกิจหมุนเวียน 

จึงเกิดเป็นเสื้อ SCG หลากหลายรุ่น ซึ่งผลิตด้วยผ้าเนื้อดีที่มีความยั่งยืนเต็มผืนจาก moreloop ที่คำนวณให้ด้วยว่าในแต่ละรอบการผลิต ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เป็นหนึ่งในตัวทำให้สร้างโลกร้อนไปได้เท่าไหร่

06

เป้าหมายไม่ใช่เรื่องตัวเลข

“มองเป้าหมายต่อไปของตัวเองอย่างไร”

“เป้าหมายมันเปลี่ยนเรื่อยๆ เพียงแต่ว่าในปีนี้เป้าหมายของเรามันเกินคาดไปแล้ว เราไม่ได้มองแค่เรื่องตัวเลข แต่เราอยากให้เราเป็น First in mind ที่เมื่อคนคิดถึงผ้าที่มีคุณภาพและดีต่อโลก อยากให้เขาคิดถึงเราก่อน”

แอ๋มเสริมถึงประสบการณ์ที่ได้จากเส้นทางที่ผ่านมาว่า สิ่งที่ทำอยู่วันนี้ พาเธอเดินมาเจอโลกอีกใบ

“moreloop เปิดโลกอีกใบหนึ่งให้เรา เพราะที่ผ่านมาเราอยู่ในสายการผลิตมาตลอด เรารู้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างในระบบอุตสาหกรรม พอเราได้ทำงานตรงนี้ เราได้เจอคนจากกลุ่มอื่นๆ ที่เขาสนใจเรื่องสิ่งแวดล้อม และเราได้สร้างอะไรบางอย่างไปด้วยกัน ไม่ใช่แค่ทำธุรกิจซื้อขายของกันเป็นชิ้นๆ ไป แต่เราได้เจอคนที่เขาเห็นสิ่งที่เราทำ และเชื่อว่ามันทำได้จริง สิ่งเหล่านี้เป็นแรงผลักดันให้เราทำงานตรงนี้ต่อไป

moreloop ธุรกิจโรงงานผ้ารูปแบบใหม่ของคนไทยที่ช่วยดูแลสิ่งแวดล้อมด้วยการไม่ผลิตผ้าใหม่สักผืน

พลปิดท้ายถึงคนที่มีความเชื่อและเป้าหมายเดียวกันกับเขาและแอ๋มว่า

ถ้าเขาสนใจสิ่งนี้และเชื่อเรื่องนี้ ไม่จำเป็นต้องทำแบบเรา เพราะว่าในจินตนาการของทุกคนไม่เหมือนกันอยู่แล้ว แค่สวมคำว่า Circular เข้าไป คุณก็สร้างความเปลี่ยนแปลงที่เติบโตผ่านกลไกของธุรกิจได้ 

“และถ้าทุกคนทำ เราเชื่อว่าจะสามารถลดขยะได้เกิน 100% ถ้าเป็นอย่างนั้นแทนที่เราจะสร้างขยะปีละ 27 ล้านตัน อาจจะเหลือ 20 ล้านตัน อาจจะไม่ต้องมาทำเป็นธุรกิจก็ได้ แค่มีความเชื่อแบบนี้ พฤติกรรมการตัดสินใจเปลี่ยน มันก็จะสร้างความเปลี่ยนแปลงขึ้นมา

เตรียมไปฟังแรงบันดาลใจของ พล-อมรพล หุวะนันทน์ ผู้ก่อตั้ง moreloop เกี่ยวกับแนวคิดเบื้องหลังการทำธุรกิจ และประสบการณ์ตลอดเส้นทาง ที่จะพิสูจน์ให้คุณเห็นว่าแนวคิดธุรกิจ Circular Economy นั้นเกิดขึ้นได้จริง และทุกคนมีส่วนร่วมได้ที่งาน SD Symposium 10 Years “Circular Economy : Collaboration for Action” ในวันที่ 26 สิงหาคมนี้ ติดตามชม LIVE รวมทั้งไปรับฟังแรงบันดาลใจจาก Guest Speaker ที่น่าสนใจอีกมากมาย ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่

Writer

มิ่งขวัญ รัตนคช

อดีต Urban Designer ผู้รักการเดินทางสำรวจโลกกว้าง สนใจงานออกแบบเชิงพฤติกรรมมนุษย์ และยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ เชื่อว่าทุกการเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นจากน้ำหยดเล็กที่ไหลมารวมกัน

Photographer

วรินทร์ธร บุรธัชวัฒนสิริ

ชื่อเล่น มุกขลิน จบสถาปัตย์ลาดกระบัง สาขาถ่ายภาพ เป็นช่างภาพที่ร่าเริงสดใส รักในเสียงดนตรี แต่พูดไม่ค่อยรู้เรื่อง เอ๋อๆงงๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load