ในหนึ่งวันเราทำอะไรได้บ้าง คุณเคยลองคิดกันดูไหม เราเสียเวลา 24 ชั่วโมงในแต่ละวันไปกับอะไรซ้ำๆ แบบนี้ เข้าห้องน้ำ กินข้าว เดินทาง ทำงาน กินข้าว ทำงาน เดินทาง กินข้าว นอน ทั้งวันเราวนเวียนอยู่กับเรื่องพวกนี้ สำหรับคนทำงานออฟฟิศ คุณเคยลองนับเวลาที่ใช้ที่ออฟฟิศกับที่ใช้ที่บ้านดูไหม ถ้าคุณตัดเวลาที่คุณนอนหลับออกไป นับเฉพาะตอนตื่น ใน 1 วันคุณตื่นอยู่ที่บ้านกี่ชั่วโมง ตื่นอยู่ที่ออฟฟิศกี่ชั่วโมง ตื่นอยู่บนถนนตอนรถติดกี่ชั่วโมง คุณใช้เวลา 1 วันซ้ำไปซ้ำมาอย่างนี้มากี่ปีแล้ว

ใครสักคนเคยบอกไว้ว่า “อย่าคิดว่าจะได้ผลลัพธ์ที่เปลี่ยนไป ถ้าคุณยังใช้วิธีเดิม” หรือ “อย่ารอให้มะม่วงหล่นจากต้นมะพร้าว” ผมชอบประโยคหลังนี่มาก คือถ้าคุณปลูกแต่ต้นมะพร้าว แล้วคุณจะไปหวังจะได้มะม่วงจากไหน อยากได้มะม่วงก็ต้องปลูกมะม่วง อยากได้ทุเรียนก็ต้องปลูกทุเรียน ไม่อยากได้ชีวิตที่จำเจ ก็ต้องไปนอกระเบียบของชีวิตบ้าง

งานยักษ์เฟสเราเลยตั้งใจจะขอเวลาคุณสัก 24 ชั่วโมง ให้คุณลืมระเบียบชีวิตของคุณทั้งหมด มาใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันในงานของเรา เราจะเตรียมกิจกรรมนอกระเบียบไว้มากมายให้คุณได้ลอง ลองทำเรื่องที่ไม่เคยทำ ลองชิมของที่ไม่เคยชิม ลองคุยกับคนที่คุณไม่รู้จัก ลองเต้นกับเพลงที่คุณไม่คุ้นเคย ลองนั่งนิ่งๆ ท่ามกลางบรรยากาศที่แปลกตา ลองนู่นนี่นั่น

เราไม่รับประกันว่าคุณจะชอบทุกอย่างที่คุณจะได้ลองในงานนี้ แต่เราค่อนข้างมั่นใจว่าหลังจากได้ลองแล้วคุณจะมองโลกได้กว้างขึ้น รู้อะไรมากขึ้น รู้จักคนมากขึ้น หรือแบบที่เราเรียกว่า “ลองแล้วคุณจะตัวใหญ่ขึ้น” อาจจะไม่ใหญ่เท่ากับความฝันที่คุณฝันไว้ แต่ใหญ่กว่าตอนที่ใช้ชีวิตในระเบียบของคุณเองแน่ๆ

เราเลยตั้งวลีสรุปความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นในงานของเราว่า ‘ลองแล้วจะยักษ์’ น่ารักสุด พิมพ์อยู่นี่ยังรู้สึกเขินเลย

แล้วเรามีอะไรมาให้คุณลองบ้างในงานนี้

หลังจากได้ไอเดียเรื่องตุ๊กตาเป่าลมยักษ์ไปแล้ว เราก็นั่งหารือและได้ข้อสรุปร่วมกันว่า ตุ๊กตาเป่าลมยักษ์ถึงแม้เราจะชอบมันแค่ไหน แต่ก็คงเป็นได้แค่เปลือกของงานนี้ เปลือกที่จะดึงให้คุณหันมาสนใจ แต่ยังไม่ใช่แก่น ผู้คนคงจะสนใจมาถ่ายรูปกับตุ๊กตาเหล่านั้น หรือยืนชื่นชมผลงานของศิลปินที่เขาชื่นชอบ แต่จะทำให้เขาอยู่ร่วมกันทั้งวันเพื่อชื่นชมตุ๊กตาเหล่านี้ก็คงจะไม่ใช่ เราต้องการเนื้อหาที่ลึกและกว้างกว่านี้ ที่สำคัญ ต้องบันเทิง

ระหว่างที่นั่งคิดเรื่องแก่นของงานนี้ผมนึกถึงคำของ คุณดวงฤทธิ์ บุนนาค รุ่นพี่ที่ผมให้ความเคารพ พี่ด้วงบอกผมไว้เมื่อไม่นานมานี้ว่า “เต็ดอย่าทำงานให้เป็นเต็ดอย่างเดียว ทำให้มันเป็นของชุมชนอะไรสักอย่างด้วย คุณจะได้มีเพื่อนมาช่วยคุณทำงานเยอะๆ”

คำเตือนจากพี่ด้วงนี้เป็นเหมือนนาฬิกาปลุกให้ผมสะดุ้งตื่น จริงของพี่เขานะ เนื่องด้วยเราทำงานมานาน มีประสบการณ์เยอะ บางทีเราก็เริ่มสร้างระเบียบชีวิตให้กับตัวเองโดยไม่รู้ตัว เราเริ่มฟังคนอื่นน้อยลง คิดเองมากขึ้น บางทียักษ์เฟสอาจจะเป็นงานที่แม้แต่เราเองก็ต้องทำตัวเป็นคนดูด้วย ระเบียบชีวิตเราเริ่มจะเยอะเกินไปเสียแล้ว ผมนึกย้อนกลับไปถึงงานที่เคยทำหลายงานในอดีต

ที่ชัดที่สุดก็คือ FAT Festival ถึงแม้ภาพที่ออกมาจะเหมือนผมเป็นเจ้าของงานนั้น แต่จริงๆ แล้ว ทุกๆ คนในงานนั่นแหละที่เป็นเจ้าของ ผมและทีมงานมีหน้าที่แค่ชวนค่ายเพลง นักดนตรี คนทำหนังสือทำมือ คนทำหนังสั้น เอางานมาโชว์ในงาน ถึงวันงานเราไม่ต้องออกแบบ ไม่ต้องทำสคริปต์ ไม่ต้องบอกให้เขาแต่งหน้าร้านอย่างไร เราแค่ตีเส้นบอกให้รู้ว่าค่ายเพลงไหนมีพื้นที่เท่าไหร่ วงไหนเล่นตอนไหน หนังฉายกี่โมง แล้วทุกอย่างก็ดำเนินไปด้วยตัวของมันเอง

เมื่อคนดูมาถึงเขาจะเลือกเองว่าจะเดินไปดูอะไร ไปซื้ออะไร แต่งตัวอย่างไร ชวนใครมาบ้าง เท่ากับร่วมสร้างบรรยากาศของงานให้ออกมาเป็นอย่างที่เป็น ไอเดียที่เปลี่ยนไปในแต่ละปี ก็เกิดจากการที่เราดูความเป็นไปในวงการเพลงว่าปีนั้นเกิดอะไรขึ้น ใครมีงานน่าสนใจ ใครมีไอเดียอะไรใหม่ๆ แล้วเราก็รวบรวมมาสรุปเป็นสิ่งที่ควรจะเกิดขึ้นในงานปีต่อไปอีกที มันเป็นงานของชุมชนคนดนตรีจริงๆ

FAT Festival ไม่มีทางเกิดขึ้นได้ถ้าไม่ได้รับความร่วมมือจากชุมชนคนดนตรี ถ้าเราปฏิบัติตัวกับศิลปินเหล่านั้นเหมือนเราเป็นเจ้าของงานแล้วก็จ้างเขามาเล่น แฟตเฟสจะเป็นงานที่น่าเบื่อมาก

วิธีแบบนี้พวกเราก็เอามาใช้กับงานทีเชิร์ตเฟสติวัล ที่ชวนผู้คนมาออกแบบเสื้อยืดขาย และก็เป็นเหตุผลให้ Big Mountain มีเวทีอโคจรให้น้าเน็กดูแล เวทีรำวงให้โจอี้บอยสร้างสรรค์ หรือการประกวดข้าวไข่เจียวเพื่อให้พ่อค้าแม่ค้าคิดสูตรข้าวไข่เจียวมาประชันกัน

พอนึกถึงประโยคนี้ของพี่ด้วง เราก็เปลี่ยนวิธีคิดใหม่ เราจะไม่นั่งคิดอยู่คนเดียว เราจะหาเพื่อนมาช่วยกันทำให้ยักษ์เฟสเป็นงานของทุกคน และเพื่อให้วิธีสร้างงานนี้กลับไปเป็นวิธีที่เราสนุกกับมันอีกครั้ง เราเลยเริ่มนึกถึงคนที่เราไม่รู้จักแต่เราอยากทำงานด้วย หรือถ้าเป็นคนรู้จักอยู่แล้ว ก็อยากทำอะไรที่ไม่เคยทำด้วยกันดูบ้าง

คำว่าคอมมูนิตี้ใช้กันบ่อยขึ้นในโลกยุคโซเชียลมีเดีย ผู้ที่มีความสนใจร่วมกันในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ไม่ว่าเรื่องนั้นมันจะเล็กแค่ไหนในสายตาคนอื่น แต่ถ้ามีคนคิดว่ามันเป็นเรื่องใหญ่ร่วมกันมากพอ คอมมูนิตี้ของเรื่องนั้นก็จะเกิดขึ้น เฟซบุ๊กมักจะถูกใช้เป็นเครื่องมือสื่อสารร่วมกันของคอมมูนิตี้ต่างๆ เพราะมีทุกอย่างที่ต้องมีครบ และฟรี เราจึงเห็นเพจรวมคนชอบเรื่องเดียวกันเกิดขึ้นเยอะแยะไปหมด ตั้งแต่เรื่องเพลง เรื่องหนัง เรื่องรถ เรื่องกิน เรื่องพระเครื่อง เรื่องคลิปโป๊ เราเชื่อว่าเพื่อนๆ ที่จะมาช่วยกันจัดงานยักษ์เฟสรอเราอยู่ในคอมมูนิตี้เหล่านี้แหละ เราแค่ต้องหาเขาให้เจอ หลังจากนั้นทีมแก่นก็ใช้เวลาเป็นเดือนค้นหาคอมมูนิตี้ที่น่าสนใจ และสามารถเอาความชอบร่วมกันเหล่านั้นมาจัดเป็นอีเวนต์ได้

การรีเสิร์ชข้อมูลเพื่อหาคอมมูนิตี้ที่เหมาะสมจึงเริ่มขึ้น 5 เดือนผ่านไป หลังจากที่ถกเถียงกันในที่ประชุม พบปะกับผู้คนจากคอมมูนิตี้ต่างๆ มากมาย แลกเปลี่ยนความเห็นกัน ช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาเปิดโลกของทีมงานเรามาก มีเรื่องใหม่ๆ ที่เราไม่เคยรู้มาก่อนให้ได้ตื่นเต้นกันไม่เว้นแต่ละวัน

เป็นครั้งแรกที่เราได้รู้ว่ามีคนบ้าเรื่องดูเมฆเหมือนกันอยู่กลุ่มใหญ่ วันๆ คุยกันแต่เรื่องดูเมฆ บางกลุ่มก็บ้าเรื่องเต้นแจ๊ส นัดกันไปเต้นแจ๊สในที่ต่างๆ เต้นกันแบบเอาเป็นเอาตาย ทุกกลุ่มที่เราได้พูดคุยด้วยต่างสนใจที่จะมาร่วมงานกับเรา ตื่นเต้นกับคอนเซปต์ของเรา แต่น่าเสียดายที่บางกลุ่มยังไม่พร้อมที่จะเข้ามาร่วมในงานครั้งแรกนี้ หลังจากรวบรวมข้อมูลกันจนครบเราก็มาสรุปกันที่ 5 ชุมชนที่เหมาะกับงานครั้งแรกของเรามากที่สุด และพร้อมที่จะร่วมงานกับเรามากที่สุด แล้วเขาจะมาช่วยเราสร้างงานนี้ด้วยกันอย่างไร

ในงาน YAK Fest จะประกอบไปด้วย 5 หมู่บ้าน แต่ละหมู่บ้านจะมีผู้นำชุมชนต่างๆ ที่เราคัดเลือกมาแล้วทำหน้าที่เป็นหัวหน้าหมู่บ้าน หัวหน้าหมู่บ้านมีหน้าที่ร่วมกับทีมแก่นคิดระบบนิเวศของตัวเองขึ้นมา เพื่อคอยต้อนรับผู้คนที่จะไปเที่ยวแต่ละหมู่บ้านนั้น

อยากให้ลองนึกถึงองค์ประกอบหลักของหมู่บ้านแบบไทยๆ

ลานวัด เป็นจุดศูนย์กลางของหมู่บ้าน ใช้จัดกิจกรรมบันเทิง งานบุญ เลือกตั้ง ร้องทุกข์ ได้หมด

ตลาดโต้รุ่ง รวมของกินข้างถนน ประเภทของอาหารก็ต่างกันไปตามแต่ละพื้นที่

ตลาดนัด เป็นเสมือนช้อปปิ้งเซ็นเตอร์ของหมู่บ้าน จะซื้อเสื้อผ้า ของใช้ มีให้เลือก

โรงเรียน เอาไว้เรียน 🙂

แลนด์มาร์ก บางที่ก็เป็นอนุสาวรีย์ บางที่ก็เป็นวงเวียน บางที่ก็เป็นบึงเป็นหาด แล้วแต่ลักษณะของภูมิศาสตร์ มักใช้เป็นที่นัดพบ นั่งคุย จู่จี๋ เม้ามอย  

หัวหน้าของแต่ละหมู่บ้านต้องมานั่งคิดกับเราว่าอยากให้แต่ละองค์ประกอบของแต่ละหมู่บ้านเกิดอะไรขึ้นบ้าง เพื่อแสดงตัวตนของชุมชนนั้นออกมาได้ชัดที่สุด

ต่อไปนี้คือ 5 หมู่บ้านที่จะเปิดทำการในงาน YAK Fest ครั้งที่หนึ่ง

Talk Village

เป็นหมู่บ้านขี้เล่าครับ รวมคนชอบฟังและคนชอบเล่า หัวหน้าหมู่บ้านคือ ทีม Glow Story ผู้ชื่นชอบและเชี่ยวชาญเรื่องทอล์กมากๆ งานสร้างชื่อของทีมนี้ก็คืองาน TEDxBangkok และ The Last Talk ที่ชวนคนมาคุยเรื่องความตายได้อย่างน่าสนใจ หมู่บ้านนี้ย่อมต้องเด่นเรื่องการเล่า มีตั้งแต่เล่าเรื่องหนัง เล่าเรื่องเพลง ไปยันเล่าเรื่องผี คนที่มาเล่าก็มีตั้งแต่ เต๋อ นวพล, มาโนช พุฒตาล, วง Lipta ยันทีมกรรมการ The Mask Singer นี่เป็นแค่ตัวอย่างนะ โซนอาหารที่นี่ก็เน้นให้นั่งกินนั่งเล่ากัน จึงเป็นร้านกาแฟให้นั่งจิบกาแฟ กินขนม บรรยากาศแบบสภากาแฟจริงๆ และยังมีกิจกรรมให้คุณได้ค้นหาตัวเองผ่านบททดสอบบุคลิก ให้รู้ว่าเราเป็นคนอย่างไร ควรจะคุยกับคนแบบไหน ที่สำคัญคือ ควรจะจีบคนแบบไหนมากที่สุด พร้อมรับสายรัดข้อมือแบ่งสีกันไปเลยจะได้มองหาสีที่ใช่ในงานได้ง่ายขึ้น ย้ำอีกที นี่แค่ยกตัวอย่าง

หมาก ปริญ
อุ๋ย บุดด้าเบลส
TEDxBangkok

Rap Village

หัวหน้าหมู่บ้านคือ Rap is Now เจ้าพ่อแห่งการแรพแบทเทิล งานนี้จะรวมแรพเปอร์ตัวเจ็บทั้งใหม่และเก่ามาขึ้นเวที Thaitanium, Fukking Hero, UrboyTJ, YOUNGOHM มากันหมด คู่แบทเทิลสุดเดือดในตำนานก็จะกลับมาแบทเทิลล้างตากันอีกหลายคู่ แชมป์ของ Rap is Now ทั้งสามสมัยก็จะมาสอนคุณเขียนแรพในแบบของตัวเอง เรียนแป๊บเดียวก็ไปเปรี้ยวกับคนอื่นได้ มี Rap Exibition ให้คุณได้เรียนรู้ถึงความหลากหลายของสไตล์การแรพ นี่ก็แค่ยกตัวอย่างนะ

Rap is Now
Rap is Now
Rap is Now

Organic Village

Thailand Young Farmer รับหน้าที่หัวหน้าหมู่บ้าน คนกลุ่มนี้จริงจังกับเรื่องการปลูก การเพาะ การปรุง การรักษาความสะอาด แบบไม่ประนีประนอม แต่ขณะเดียวกันก็มีไอเดียสนุกมากมาย ทั้งอาหารแบบ Farm to Table เตาบาร์บีคิวแบบเป็นกันเอง ที่พร้อมเสิร์ฟทั้ง Crayfish แบบสดๆ หรือเห็ดย่างอันเท่าแขนที่พวกเขารับประกันว่าอร่อยยังกะปลาหมึกย่าง เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทางเลือกที่อร่อยแบบยั่งยืน แต่ถ้าดื่มเยอะก็อาจจะยืนไม่ค่อยตรง เวทีคอนเสิร์ตในป่าที่ออกแบบมาให้ประหยัดพลังงานที่สุด พร้อมศิลปินรักษ์โลกอย่าง Greasy Cafe, Morlum Paradise Bangkok, Rasmee Isan Soul หรือ ชาติ สุชาติ เป็นต้น

Thailand Young Farmer
Thailand Young Farmer
Thailand Young Farmer

Bitchy Land

ทีม Trasher มาพร้อมกับไอเดียหมู่บ้านของเหล่านางแพศยา รวมตัวร้ายจากทุกวงการมาสนุกสนานด้วยกันที่นี่แบบเสรีไม่มีเรื่องรสนิยมทางเพศมาปิดกั้น เข้าหมู่บ้านนี้แล้วรู้สึกไม่มั่นใจ เรามีทีม ‘หิ้วหวีไปหิ้วหวีมา’ รับหน้าที่แปลงโมให้คุณเฉิดฉายได้ทั้งคืน บรรดาเหล่านางเงือกแพศยาก็ลอยคออยู่ในสระน้ำขนาดกะทัดรัดให้คุณได้สัมผัสด้วยสายตา หรือจะไปกราบไหว้บูชาอนุสาวรีย์ปากคว่ำปวารณาตัวเข้าเป็นสาวกความแพศยาของหมู่บ้านนี้ก็ได้ เมื่อเริ่มมั่นใจจะไต่เวทีขึ้นประกวดคาราโอเกะรวมเพลงร้ายๆ ชิงรางวัลตุ๊กตาหมีก็ไม่มีใครห้าม แต่ถ้ายังอยากหลบมุมดูเชิง ก็เพลิดเพลินกับบรรดาตัวแม่ของวงการ ทั้งเจนนี่ ปาหนัน หรือ Gene Kasidit ไปก่อนก็ได้ แล้วปิดท้ายด้วยปาร์ตี้กับทีม Trasher ยันเช้าก็จะเลิศมาก แม้แต่อาหารของหมู่บ้านนี้ก็ยังรวมอาหารรสแซ่บจากแม่ค้าปากตลาดทั่วฟ้าเมืองไทยมาไว้ด้วยกัน ใครอย่าเผลอทะเลาะกับแม่ค้าที่หมู่บ้านนี้ก็แล้วกัน ย้ำอีกสักครั้ง ว่านี่เป็นแค่ตัวอย่างจริงๆ

เจนนี่ ปาหนัน
Trasher
Trasher

B Village

จริงๆ แล้วไม่ใช่ชื่อนี้ แต่ถ้าใช้ชื่อจริงเกรงว่าจะออกอากาศไม่ได้ เลยขอเรียกย่อๆว่า B Village หัวหน้าหมู่บ้านคือทีม Stonehead ผู้เคยประสพความสำเร็จกับการจัดงาน Beer Festival กลางกรุงเทพฯ มาแล้ว (ทำไมงานเขาใช้ชื่อเต็มๆ ได้นะ) หมู่บ้านนี้ไม่มีลีลาเยอะ เน้นกันที่ B เป็นหลัก มีคราฟต์ B ให้ได้ลองทำความรู้จัก จะลองเป็นขวดหรือ Tap ก็เลือกได้เต็มที่ หรือถ้าอยากลองอย่างละนิดแต่ได้ลองหลายอย่างเขาก็มีแพ็กเกจ B Testing ให้ได้ชิมนู่นนิดนี่หน่อยก่อนจะเลือกปักใจกับยี่ห้อที่เหมาะกับคุณที่สุด มีการให้ความรู้เรื่อง B ชนิดต่างๆ ออกจากหมู่บ้านนี้ไปจะเข้าใจ B มากขึ้น บนเวทีก็จะมีการแสดงของศิลปินดีๆ ที่เหมาะกับ B อร่อยๆ อย่าง The Toys หรือ Boom Boom Cash เป็นตัวอย่าง

outdoor market
เทศกาลดนตรี
เทศกาลดนตรี

ทั้งหมดนั้นเป็นแค่ตัวอย่างนะ จะให้บอกทั้งหมดที่นี่จะดูไม่ดี มันเหมือนเอาพื้นที่บทความมาโฆษณางานตัวเอง ซึ่งไม่อยากทำอย่างนั้นเลย นี่แค่เล่าให้ฟังเฉยๆ ว่ามันจะมีอะไรประมาณนี้ แต่งานมันดีอะนะ อ่านแล้วน่าสนใจยังกะอ่านโฆษณาเลย 🙂

ลองนึกภาพทั้งหมดรวมกันนะครับ พื้นที่เขียวขจี มีต้นไม้เยอะ เดินเข้าไปแล้วเจอ 5 หมู่บ้าน 5 สไตล์ชีวิต มีตุ๊กตาเป่าลมยักษ์จากศิลปินดังวางกระจายอยู่ทั่วงาน มีผู้คนแปลกหน้าที่อาจจะต่างรสนิยมกับคุณ บางคนมาเพราะหมู่บ้านทอล์ก บางคนมาเพราะหมู่บ้าน B บางคนเป็นแฟนฮิปฮอป บางคนเป็นแฟนแทรชเชอร์ หรือบางคนมาเพราะอยากทาน Crayfish แต่ทุกคนน่าจะคิดอะไรเหมือนกันอย่างหนึ่ง เขาเบื่อระเบียบชีวิตของเขา เหมือนกับที่คุณก็เบื่อระเบียบชีวิตของคุณ เราให้เวลาคุณ 1 วันเต็มๆ ในนั้น ตั้งแต่เที่ยงวันยันเที่ยงวัน คุณว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นได้บ้าง อันนี้เราบอกไม่ได้ คุณต้องทำให้มันเกิดขึ้นมาเอง เพราะนี่ไม่ใช่งานของผม มันเป็นงานของพวกเราทุกคนรวมถึงคุณด้วย

เหมือนจะจบนะ แต่ยังไม่จบหรอก จะมาอัพเดตให้ฟังเรื่อยๆ ว่าเราทำอะไรไปถึงไหนกันแล้ว รออ่านกันนะ ส่วนเรื่องงาน เรารอเจอกันวันที่ 24 กุมภาพันธ์ปีหน้า ที่ The Ocean เขาใหญ่ ใน YAK Fest ลองแล้วจะยักษ์

ในหนึ่งวันเราทำอะไรได้บ้าง คุณเคยลองคิดกันดูไหม เราเสียเวลา 24 ชั่วโมงในแต่ละวันไปกับอะไรซ้ำๆ แบบนี้ เข้าห้องน้ำ กินข้าว เดินทาง ทำงาน กินข้าว ทำงาน เดินทาง กินข้าว นอน ทั้งวันเราวนเวียนอยู่กับเรื่องพวกนี้ สำหรับคนทำงานออฟฟิศ คุณเคยลองนับเวลาที่ใช้ที่ออฟฟิศกับที่ใช้ที่บ้านดูไหม ถ้าคุณตัดเวลาที่คุณนอนหลับออกไป นับเฉพาะตอนตื่น ใน 1 วันคุณตื่นอยู่ที่บ้านกี่ชั่วโมง ตื่นอยู่ที่ออฟฟิศกี่ชั่วโมง ตื่นอยู่บนถนนตอนรถติดกี่ชั่วโมง คุณใช้เวลา 1 วันซ้ำไปซ้ำมาอย่างนี้มากี่ปีแล้ว

ใครสักคนเคยบอกไว้ว่า “อย่าคิดว่าจะได้ผลลัพธ์ที่เปลี่ยนไป ถ้าคุณยังใช้วิธีเดิม” หรือ “อย่ารอให้มะม่วงหล่นจากต้นมะพร้าว” ผมชอบประโยคหลังนี่มาก คือถ้าคุณปลูกแต่ต้นมะพร้าว แล้วคุณจะไปหวังจะได้มะม่วงจากไหน อยากได้มะม่วงก็ต้องปลูกมะม่วง อยากได้ทุเรียนก็ต้องปลูกทุเรียน ไม่อยากได้ชีวิตที่จำเจ ก็ต้องไปนอกระเบียบของชีวิตบ้าง

งานยักษ์เฟสเราเลยตั้งใจจะขอเวลาคุณสัก 24 ชั่วโมง ให้คุณลืมระเบียบชีวิตของคุณทั้งหมด มาใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันในงานของเรา เราจะเตรียมกิจกรรมนอกระเบียบไว้มากมายให้คุณได้ลอง ลองทำเรื่องที่ไม่เคยทำ ลองชิมของที่ไม่เคยชิม ลองคุยกับคนที่คุณไม่รู้จัก ลองเต้นกับเพลงที่คุณไม่คุ้นเคย ลองนั่งนิ่งๆ ท่ามกลางบรรยากาศที่แปลกตา ลองนู่นนี่นั่น

เราไม่รับประกันว่าคุณจะชอบทุกอย่างที่คุณจะได้ลองในงานนี้ แต่เราค่อนข้างมั่นใจว่าหลังจากได้ลองแล้วคุณจะมองโลกได้กว้างขึ้น รู้อะไรมากขึ้น รู้จักคนมากขึ้น หรือแบบที่เราเรียกว่า “ลองแล้วคุณจะตัวใหญ่ขึ้น” อาจจะไม่ใหญ่เท่ากับความฝันที่คุณฝันไว้ แต่ใหญ่กว่าตอนที่ใช้ชีวิตในระเบียบของคุณเองแน่ๆ

เราเลยตั้งวลีสรุปความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นในงานของเราว่า ‘ลองแล้วจะยักษ์’ น่ารักสุด พิมพ์อยู่นี่ยังรู้สึกเขินเลย

แล้วเรามีอะไรมาให้คุณลองบ้างในงานนี้

หลังจากได้ไอเดียเรื่องตุ๊กตาเป่าลมยักษ์ไปแล้ว เราก็นั่งหารือและได้ข้อสรุปร่วมกันว่า ตุ๊กตาเป่าลมยักษ์ถึงแม้เราจะชอบมันแค่ไหน แต่ก็คงเป็นได้แค่เปลือกของงานนี้ เปลือกที่จะดึงให้คุณหันมาสนใจ แต่ยังไม่ใช่แก่น ผู้คนคงจะสนใจมาถ่ายรูปกับตุ๊กตาเหล่านั้น หรือยืนชื่นชมผลงานของศิลปินที่เขาชื่นชอบ แต่จะทำให้เขาอยู่ร่วมกันทั้งวันเพื่อชื่นชมตุ๊กตาเหล่านี้ก็คงจะไม่ใช่ เราต้องการเนื้อหาที่ลึกและกว้างกว่านี้ ที่สำคัญ ต้องบันเทิง

ระหว่างที่นั่งคิดเรื่องแก่นของงานนี้ผมนึกถึงคำของ คุณดวงฤทธิ์ บุนนาค รุ่นพี่ที่ผมให้ความเคารพ พี่ด้วงบอกผมไว้เมื่อไม่นานมานี้ว่า “เต็ดอย่าทำงานให้เป็นเต็ดอย่างเดียว ทำให้มันเป็นของชุมชนอะไรสักอย่างด้วย คุณจะได้มีเพื่อนมาช่วยคุณทำงานเยอะๆ”

คำเตือนจากพี่ด้วงนี้เป็นเหมือนนาฬิกาปลุกให้ผมสะดุ้งตื่น จริงของพี่เขานะ เนื่องด้วยเราทำงานมานาน มีประสบการณ์เยอะ บางทีเราก็เริ่มสร้างระเบียบชีวิตให้กับตัวเองโดยไม่รู้ตัว เราเริ่มฟังคนอื่นน้อยลง คิดเองมากขึ้น บางทียักษ์เฟสอาจจะเป็นงานที่แม้แต่เราเองก็ต้องทำตัวเป็นคนดูด้วย ระเบียบชีวิตเราเริ่มจะเยอะเกินไปเสียแล้ว ผมนึกย้อนกลับไปถึงงานที่เคยทำหลายงานในอดีต

ที่ชัดที่สุดก็คือ FAT Festival ถึงแม้ภาพที่ออกมาจะเหมือนผมเป็นเจ้าของงานนั้น แต่จริงๆ แล้ว ทุกๆ คนในงานนั่นแหละที่เป็นเจ้าของ ผมและทีมงานมีหน้าที่แค่ชวนค่ายเพลง นักดนตรี คนทำหนังสือทำมือ คนทำหนังสั้น เอางานมาโชว์ในงาน ถึงวันงานเราไม่ต้องออกแบบ ไม่ต้องทำสคริปต์ ไม่ต้องบอกให้เขาแต่งหน้าร้านอย่างไร เราแค่ตีเส้นบอกให้รู้ว่าค่ายเพลงไหนมีพื้นที่เท่าไหร่ วงไหนเล่นตอนไหน หนังฉายกี่โมง แล้วทุกอย่างก็ดำเนินไปด้วยตัวของมันเอง

เมื่อคนดูมาถึงเขาจะเลือกเองว่าจะเดินไปดูอะไร ไปซื้ออะไร แต่งตัวอย่างไร ชวนใครมาบ้าง เท่ากับร่วมสร้างบรรยากาศของงานให้ออกมาเป็นอย่างที่เป็น ไอเดียที่เปลี่ยนไปในแต่ละปี ก็เกิดจากการที่เราดูความเป็นไปในวงการเพลงว่าปีนั้นเกิดอะไรขึ้น ใครมีงานน่าสนใจ ใครมีไอเดียอะไรใหม่ๆ แล้วเราก็รวบรวมมาสรุปเป็นสิ่งที่ควรจะเกิดขึ้นในงานปีต่อไปอีกที มันเป็นงานของชุมชนคนดนตรีจริงๆ

FAT Festival ไม่มีทางเกิดขึ้นได้ถ้าไม่ได้รับความร่วมมือจากชุมชนคนดนตรี ถ้าเราปฏิบัติตัวกับศิลปินเหล่านั้นเหมือนเราเป็นเจ้าของงานแล้วก็จ้างเขามาเล่น แฟตเฟสจะเป็นงานที่น่าเบื่อมาก

วิธีแบบนี้พวกเราก็เอามาใช้กับงานทีเชิร์ตเฟสติวัล ที่ชวนผู้คนมาออกแบบเสื้อยืดขาย และก็เป็นเหตุผลให้ Big Mountain มีเวทีอโคจรให้น้าเน็กดูแล เวทีรำวงให้โจอี้บอยสร้างสรรค์ หรือการประกวดข้าวไข่เจียวเพื่อให้พ่อค้าแม่ค้าคิดสูตรข้าวไข่เจียวมาประชันกัน

พอนึกถึงประโยคนี้ของพี่ด้วง เราก็เปลี่ยนวิธีคิดใหม่ เราจะไม่นั่งคิดอยู่คนเดียว เราจะหาเพื่อนมาช่วยกันทำให้ยักษ์เฟสเป็นงานของทุกคน และเพื่อให้วิธีสร้างงานนี้กลับไปเป็นวิธีที่เราสนุกกับมันอีกครั้ง เราเลยเริ่มนึกถึงคนที่เราไม่รู้จักแต่เราอยากทำงานด้วย หรือถ้าเป็นคนรู้จักอยู่แล้ว ก็อยากทำอะไรที่ไม่เคยทำด้วยกันดูบ้าง

คำว่าคอมมูนิตี้ใช้กันบ่อยขึ้นในโลกยุคโซเชียลมีเดีย ผู้ที่มีความสนใจร่วมกันในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ไม่ว่าเรื่องนั้นมันจะเล็กแค่ไหนในสายตาคนอื่น แต่ถ้ามีคนคิดว่ามันเป็นเรื่องใหญ่ร่วมกันมากพอ คอมมูนิตี้ของเรื่องนั้นก็จะเกิดขึ้น เฟซบุ๊กมักจะถูกใช้เป็นเครื่องมือสื่อสารร่วมกันของคอมมูนิตี้ต่างๆ เพราะมีทุกอย่างที่ต้องมีครบ และฟรี เราจึงเห็นเพจรวมคนชอบเรื่องเดียวกันเกิดขึ้นเยอะแยะไปหมด ตั้งแต่เรื่องเพลง เรื่องหนัง เรื่องรถ เรื่องกิน เรื่องพระเครื่อง เรื่องคลิปโป๊ เราเชื่อว่าเพื่อนๆ ที่จะมาช่วยกันจัดงานยักษ์เฟสรอเราอยู่ในคอมมูนิตี้เหล่านี้แหละ เราแค่ต้องหาเขาให้เจอ หลังจากนั้นทีมแก่นก็ใช้เวลาเป็นเดือนค้นหาคอมมูนิตี้ที่น่าสนใจ และสามารถเอาความชอบร่วมกันเหล่านั้นมาจัดเป็นอีเวนต์ได้

การรีเสิร์ชข้อมูลเพื่อหาคอมมูนิตี้ที่เหมาะสมจึงเริ่มขึ้น 5 เดือนผ่านไป หลังจากที่ถกเถียงกันในที่ประชุม พบปะกับผู้คนจากคอมมูนิตี้ต่างๆ มากมาย แลกเปลี่ยนความเห็นกัน ช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาเปิดโลกของทีมงานเรามาก มีเรื่องใหม่ๆ ที่เราไม่เคยรู้มาก่อนให้ได้ตื่นเต้นกันไม่เว้นแต่ละวัน

เป็นครั้งแรกที่เราได้รู้ว่ามีคนบ้าเรื่องดูเมฆเหมือนกันอยู่กลุ่มใหญ่ วันๆ คุยกันแต่เรื่องดูเมฆ บางกลุ่มก็บ้าเรื่องเต้นแจ๊ส นัดกันไปเต้นแจ๊สในที่ต่างๆ เต้นกันแบบเอาเป็นเอาตาย ทุกกลุ่มที่เราได้พูดคุยด้วยต่างสนใจที่จะมาร่วมงานกับเรา ตื่นเต้นกับคอนเซปต์ของเรา แต่น่าเสียดายที่บางกลุ่มยังไม่พร้อมที่จะเข้ามาร่วมในงานครั้งแรกนี้ หลังจากรวบรวมข้อมูลกันจนครบเราก็มาสรุปกันที่ 5 ชุมชนที่เหมาะกับงานครั้งแรกของเรามากที่สุด และพร้อมที่จะร่วมงานกับเรามากที่สุด แล้วเขาจะมาช่วยเราสร้างงานนี้ด้วยกันอย่างไร

ในงาน YAK Fest จะประกอบไปด้วย 5 หมู่บ้าน แต่ละหมู่บ้านจะมีผู้นำชุมชนต่างๆ ที่เราคัดเลือกมาแล้วทำหน้าที่เป็นหัวหน้าหมู่บ้าน หัวหน้าหมู่บ้านมีหน้าที่ร่วมกับทีมแก่นคิดระบบนิเวศของตัวเองขึ้นมา เพื่อคอยต้อนรับผู้คนที่จะไปเที่ยวแต่ละหมู่บ้านนั้น

อยากให้ลองนึกถึงองค์ประกอบหลักของหมู่บ้านแบบไทยๆ

ลานวัด เป็นจุดศูนย์กลางของหมู่บ้าน ใช้จัดกิจกรรมบันเทิง งานบุญ เลือกตั้ง ร้องทุกข์ ได้หมด

ตลาดโต้รุ่ง รวมของกินข้างถนน ประเภทของอาหารก็ต่างกันไปตามแต่ละพื้นที่

ตลาดนัด เป็นเสมือนช้อปปิ้งเซ็นเตอร์ของหมู่บ้าน จะซื้อเสื้อผ้า ของใช้ มีให้เลือก

โรงเรียน เอาไว้เรียน 🙂

แลนด์มาร์ก บางที่ก็เป็นอนุสาวรีย์ บางที่ก็เป็นวงเวียน บางที่ก็เป็นบึงเป็นหาด แล้วแต่ลักษณะของภูมิศาสตร์ มักใช้เป็นที่นัดพบ นั่งคุย จู่จี๋ เม้ามอย  

หัวหน้าของแต่ละหมู่บ้านต้องมานั่งคิดกับเราว่าอยากให้แต่ละองค์ประกอบของแต่ละหมู่บ้านเกิดอะไรขึ้นบ้าง เพื่อแสดงตัวตนของชุมชนนั้นออกมาได้ชัดที่สุด

ต่อไปนี้คือ 5 หมู่บ้านที่จะเปิดทำการในงาน YAK Fest ครั้งที่หนึ่ง

Talk Village

เป็นหมู่บ้านขี้เล่าครับ รวมคนชอบฟังและคนชอบเล่า หัวหน้าหมู่บ้านคือ ทีม Glow Story ผู้ชื่นชอบและเชี่ยวชาญเรื่องทอล์กมากๆ งานสร้างชื่อของทีมนี้ก็คืองาน TEDxBangkok และ The Last Talk ที่ชวนคนมาคุยเรื่องความตายได้อย่างน่าสนใจ หมู่บ้านนี้ย่อมต้องเด่นเรื่องการเล่า มีตั้งแต่เล่าเรื่องหนัง เล่าเรื่องเพลง ไปยันเล่าเรื่องผี คนที่มาเล่าก็มีตั้งแต่ เต๋อ นวพล, มาโนช พุฒตาล, วง Lipta ยันทีมกรรมการ The Mask Singer นี่เป็นแค่ตัวอย่างนะ โซนอาหารที่นี่ก็เน้นให้นั่งกินนั่งเล่ากัน จึงเป็นร้านกาแฟให้นั่งจิบกาแฟ กินขนม บรรยากาศแบบสภากาแฟจริงๆ และยังมีกิจกรรมให้คุณได้ค้นหาตัวเองผ่านบททดสอบบุคลิก ให้รู้ว่าเราเป็นคนอย่างไร ควรจะคุยกับคนแบบไหน ที่สำคัญคือ ควรจะจีบคนแบบไหนมากที่สุด พร้อมรับสายรัดข้อมือแบ่งสีกันไปเลยจะได้มองหาสีที่ใช่ในงานได้ง่ายขึ้น ย้ำอีกที นี่แค่ยกตัวอย่าง

หมาก ปริญ
อุ๋ย บุดด้าเบลส
TEDxBangkok

Rap Village

หัวหน้าหมู่บ้านคือ Rap is Now เจ้าพ่อแห่งการแรพแบทเทิล งานนี้จะรวมแรพเปอร์ตัวเจ็บทั้งใหม่และเก่ามาขึ้นเวที Thaitanium, Fukking Hero, UrboyTJ, YOUNGOHM มากันหมด คู่แบทเทิลสุดเดือดในตำนานก็จะกลับมาแบทเทิลล้างตากันอีกหลายคู่ แชมป์ของ Rap is Now ทั้งสามสมัยก็จะมาสอนคุณเขียนแรพในแบบของตัวเอง เรียนแป๊บเดียวก็ไปเปรี้ยวกับคนอื่นได้ มี Rap Exibition ให้คุณได้เรียนรู้ถึงความหลากหลายของสไตล์การแรพ นี่ก็แค่ยกตัวอย่างนะ

Rap is Now
Rap is Now
Rap is Now

Organic Village

Thailand Young Farmer รับหน้าที่หัวหน้าหมู่บ้าน คนกลุ่มนี้จริงจังกับเรื่องการปลูก การเพาะ การปรุง การรักษาความสะอาด แบบไม่ประนีประนอม แต่ขณะเดียวกันก็มีไอเดียสนุกมากมาย ทั้งอาหารแบบ Farm to Table เตาบาร์บีคิวแบบเป็นกันเอง ที่พร้อมเสิร์ฟทั้ง Crayfish แบบสดๆ หรือเห็ดย่างอันเท่าแขนที่พวกเขารับประกันว่าอร่อยยังกะปลาหมึกย่าง เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทางเลือกที่อร่อยแบบยั่งยืน แต่ถ้าดื่มเยอะก็อาจจะยืนไม่ค่อยตรง เวทีคอนเสิร์ตในป่าที่ออกแบบมาให้ประหยัดพลังงานที่สุด พร้อมศิลปินรักษ์โลกอย่าง Greasy Cafe, Morlum Paradise Bangkok, Rasmee Isan Soul หรือ ชาติ สุชาติ เป็นต้น

Thailand Young Farmer
Thailand Young Farmer
Thailand Young Farmer

Bitchy Land

ทีม Trasher มาพร้อมกับไอเดียหมู่บ้านของเหล่านางแพศยา รวมตัวร้ายจากทุกวงการมาสนุกสนานด้วยกันที่นี่แบบเสรีไม่มีเรื่องรสนิยมทางเพศมาปิดกั้น เข้าหมู่บ้านนี้แล้วรู้สึกไม่มั่นใจ เรามีทีม ‘หิ้วหวีไปหิ้วหวีมา’ รับหน้าที่แปลงโมให้คุณเฉิดฉายได้ทั้งคืน บรรดาเหล่านางเงือกแพศยาก็ลอยคออยู่ในสระน้ำขนาดกะทัดรัดให้คุณได้สัมผัสด้วยสายตา หรือจะไปกราบไหว้บูชาอนุสาวรีย์ปากคว่ำปวารณาตัวเข้าเป็นสาวกความแพศยาของหมู่บ้านนี้ก็ได้ เมื่อเริ่มมั่นใจจะไต่เวทีขึ้นประกวดคาราโอเกะรวมเพลงร้ายๆ ชิงรางวัลตุ๊กตาหมีก็ไม่มีใครห้าม แต่ถ้ายังอยากหลบมุมดูเชิง ก็เพลิดเพลินกับบรรดาตัวแม่ของวงการ ทั้งเจนนี่ ปาหนัน หรือ Gene Kasidit ไปก่อนก็ได้ แล้วปิดท้ายด้วยปาร์ตี้กับทีม Trasher ยันเช้าก็จะเลิศมาก แม้แต่อาหารของหมู่บ้านนี้ก็ยังรวมอาหารรสแซ่บจากแม่ค้าปากตลาดทั่วฟ้าเมืองไทยมาไว้ด้วยกัน ใครอย่าเผลอทะเลาะกับแม่ค้าที่หมู่บ้านนี้ก็แล้วกัน ย้ำอีกสักครั้ง ว่านี่เป็นแค่ตัวอย่างจริงๆ

เจนนี่ ปาหนัน
Trasher
Trasher

B Village

จริงๆ แล้วไม่ใช่ชื่อนี้ แต่ถ้าใช้ชื่อจริงเกรงว่าจะออกอากาศไม่ได้ เลยขอเรียกย่อๆว่า B Village หัวหน้าหมู่บ้านคือทีม Stonehead ผู้เคยประสพความสำเร็จกับการจัดงาน Beer Festival กลางกรุงเทพฯ มาแล้ว (ทำไมงานเขาใช้ชื่อเต็มๆ ได้นะ) หมู่บ้านนี้ไม่มีลีลาเยอะ เน้นกันที่ B เป็นหลัก มีคราฟต์ B ให้ได้ลองทำความรู้จัก จะลองเป็นขวดหรือ Tap ก็เลือกได้เต็มที่ หรือถ้าอยากลองอย่างละนิดแต่ได้ลองหลายอย่างเขาก็มีแพ็กเกจ B Testing ให้ได้ชิมนู่นนิดนี่หน่อยก่อนจะเลือกปักใจกับยี่ห้อที่เหมาะกับคุณที่สุด มีการให้ความรู้เรื่อง B ชนิดต่างๆ ออกจากหมู่บ้านนี้ไปจะเข้าใจ B มากขึ้น บนเวทีก็จะมีการแสดงของศิลปินดีๆ ที่เหมาะกับ B อร่อยๆ อย่าง The Toys หรือ Boom Boom Cash เป็นตัวอย่าง

outdoor market
เทศกาลดนตรี
เทศกาลดนตรี

ทั้งหมดนั้นเป็นแค่ตัวอย่างนะ จะให้บอกทั้งหมดที่นี่จะดูไม่ดี มันเหมือนเอาพื้นที่บทความมาโฆษณางานตัวเอง ซึ่งไม่อยากทำอย่างนั้นเลย นี่แค่เล่าให้ฟังเฉยๆ ว่ามันจะมีอะไรประมาณนี้ แต่งานมันดีอะนะ อ่านแล้วน่าสนใจยังกะอ่านโฆษณาเลย 🙂

ลองนึกภาพทั้งหมดรวมกันนะครับ พื้นที่เขียวขจี มีต้นไม้เยอะ เดินเข้าไปแล้วเจอ 5 หมู่บ้าน 5 สไตล์ชีวิต มีตุ๊กตาเป่าลมยักษ์จากศิลปินดังวางกระจายอยู่ทั่วงาน มีผู้คนแปลกหน้าที่อาจจะต่างรสนิยมกับคุณ บางคนมาเพราะหมู่บ้านทอล์ก บางคนมาเพราะหมู่บ้าน B บางคนเป็นแฟนฮิปฮอป บางคนเป็นแฟนแทรชเชอร์ หรือบางคนมาเพราะอยากทาน Crayfish แต่ทุกคนน่าจะคิดอะไรเหมือนกันอย่างหนึ่ง เขาเบื่อระเบียบชีวิตของเขา เหมือนกับที่คุณก็เบื่อระเบียบชีวิตของคุณ เราให้เวลาคุณ 1 วันเต็มๆ ในนั้น ตั้งแต่เที่ยงวันยันเที่ยงวัน คุณว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นได้บ้าง อันนี้เราบอกไม่ได้ คุณต้องทำให้มันเกิดขึ้นมาเอง เพราะนี่ไม่ใช่งานของผม มันเป็นงานของพวกเราทุกคนรวมถึงคุณด้วย

เหมือนจะจบนะ แต่ยังไม่จบหรอก จะมาอัพเดตให้ฟังเรื่อยๆ ว่าเราทำอะไรไปถึงไหนกันแล้ว รออ่านกันนะ ส่วนเรื่องงาน เรารอเจอกันวันที่ 24 กุมภาพันธ์ปีหน้า ที่ The Ocean เขาใหญ่ ใน YAK Fest ลองแล้วจะยักษ์

Writer

ยุทธนา บุญอ้อม

ป๋าเต็ด ยุทธนา บุญอ้อม เสาหลักของวงการเพลงอินดี้ไทย ผู้ก่อตั้งรายการวิทยุ FaT Radio รวมถึงเทศกาลดนตรีระดับตำนานของเมืองไทยอย่าง FaT Festival มาจนถึง Big Mountain และเทศกาลดนตรีขนาดใหญ่งานใหม่ล่าสุดของประเทศไทย YAK Fest

Creative Campaign

เรื่องราวเบื้องหลังโฆษณา

“ผมมีความฝัน”

ประโยคสั้นๆ ที่ มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ (Martin Luther King, Jr.) นักการเมืองและนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนชื่อก้องชาวอเมริกันกล่าวเอาไว้ ในการปราศรัยเพื่อเรียกร้องสิทธิการประกอบอาชีพและอิสรภาพของพลเมือง ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา เมื่อกว่า 60 ปีที่แล้ว 

ประโยคที่ทรงพลังนี้ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้ เป็นแรงบันดาลใจในการขับเคลื่อนสิทธิและความเท่าเทียมไปทั่วโลก

เพราะความฝันเป็นเรื่องที่เรามีกันได้ทุกคน ไม่จำกัดสีผิว ชนชั้น ที่มา และฐานะทางสังคม

แคมเปญ I HAVE A DREAM เป็นความร่วมมือกันระหว่าง Greyhound Original แบรนด์สตรีทแฟชั่นสัญชาติไทยที่ใครๆ ก็คุ้นหู กับ The Hub Saidek ศูนย์ลดความเสี่ยงสำหรับเด็กไร้บ้าน ที่อยู่ภายใต้การดูแลของมูลนิธิสายเด็ก 1387 

Greyhound X The Hub Saidek ที่ใช้แฟชั่นไฟฉายขยายส่วนให้เห็นความฝันของเด็กไร้บ้านชัดขึ้น
Greyhound X The Hub Saidek ที่ใช้แฟชั่นไฟฉายขยายส่วนให้เห็นความฝันของเด็กไร้บ้านชัดขึ้น

The Hub Saidek มีหน้าที่หลักคือการดูแลเด็กที่ประสบความยากลำบากจากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาความรุนแรงในครอบครัว ไม่ได้รับการยอมรับเพราะความหลากหลายทางเพศ ไปถึงการค้ามนุษย์ จนทำให้พวกเขาต้องออกจากบ้านมาใช้ชีวิตอยู่บนถนน 

Greyhound X The Hub Saidek ที่ใช้แฟชั่นไฟฉายขยายส่วนให้เห็นความฝันของเด็กไร้บ้านชัดขึ้น

วันนี้เรามีโอกาสได้พูดคุยกับ เต๋า-วุฒิชัย วงศ์ใหญ่ เจ้าหน้าที่สื่อสารและระดมทุนของมูลนิธิสายเด็ก 1387 ที่เป็นผู้ออกปากชวน บี-บดินทร์ อภิมาน Creative Director จาก Greyhound ให้มาทำหน้าที่ ‘ไฟฉายขยายส่วน’ เพื่อให้เรื่องราวของเด็กไร้บ้านถูกมองเห็นในวงที่กว้างมากขึ้น รวมถึงเจ้าหน้าที่อีก 2 ท่าน กานต์-กานต์ มงคล และ แจม-ธัญญ์นภัส วิริยาวัชรนนท์ จาก The Hub Saidek ที่รับหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงคอยดูแลเด็กๆ ตลอดโครงการ

เหมือนฝัน

การได้มาร่วมงานกันระหว่างสององค์กรไม่ใช่เรื่องบังเอิญ 

เต๋าเปิดประเด็นให้เราฟังว่า เขาเพิ่งเริ่มทำงานด้านการสื่อสารกับมูลนิธิสายเด็ก 1387 เมื่อต้น พ.ศ. 2563 ส่วนตัวมีความสนใจด้านแฟชั่นอยู่แล้วเป็นทุน เมื่อได้เห็นแฟชั่นโชว์คอลเลกชัน Autumn Winter 2019 “Street Of Bangkok” ของ Greyhound Original ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากถนนของกรุงเทพฯ เขาจึงไม่รีรอที่จะติดต่อเข้าไปหา Greyhound ผ่านเฟซบุ๊กแฟนเพจทันทีเมื่อช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เพื่อชักชวนให้มาทำอะไรสักอย่างร่วมกัน

“ผมมองว่าบริบทของเด็กที่ The Hub Saidek น่าจะตรงกับเสื้อผ้าของ Greyhound เพราะเด็กที่นี่ก็เป็นเด็กสตรีท” เต๋าเล่าจุดเริ่มต้น

Greyhound X The Hub Saidek ที่ใช้แฟชั่นไฟฉายขยายส่วนให้เห็นความฝันของเด็กไร้บ้านชัดขึ้น
Greyhound X The Hub Saidek ที่ใช้แฟชั่นไฟฉายขยายส่วนให้เห็นความฝันของเด็กไร้บ้านชัดขึ้น

ทางฝั่ง Greyhound เอง ในโอกาสที่อายุครบ 40 ปี ทางแบรนด์ก็มีวาระในใจว่าอยากจะทำให้แฟชั่นกลายมาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตจริงของผู้คนให้มากขึ้น ผ่านคอนเซปต์ #FromFashionToLife ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดการสอดแทรกประสบการณ์พิเศษเข้าไปในการรับประทานอาหารของ Greyhound Cafe หรือการร่วมมือกับ IKEA ซึ่งเป็นแบรนด์ไลฟ์สไตล์เฟอร์นิเจอร์

ในฝั่งของการทำเพื่อสังคม ช่วงต้นปีที่ผ่านมาก็มีแคมเปญที่เกิดขึ้นภายใต้คอนเซปต์นี้แล้ว เช่น Smileyhound แบรนด์ลูกของ Greyhound จัดงานวิ่งแบบ Virtual Run ระดมทุนไปช่วยเหลือเด็กโรคหัวใจ 

นั่นทำให้การติดต่อเข้ามาของ The Hub Saidek นั้นช่างเข้ากันดีกับความตั้งใจของ Greyhound

“ตอนที่เต๋าติดต่อเข้ามาทางเฟซบุ๊กเพจ ผมไปนั่งอ่านเองเลย คิดในใจว่า เฮ้ย มาแล้วว่ะ ตอนแรกผมคิดโปรเจกต์ไว้ในหัวก่อนด้วยว่าอยากทำอะไรประมาณนี้ แล้วเขาก็เข้ามา” บีเล่า

ที่ไม่น่าเชื่อก็คือ บีเองก็เพิ่งจะเข้ามาอยู่ในตำแหน่ง Creative Director ของทาง Greyhound เมื่อต้นปีที่ผ่านมานี้เหมือนกัน ความประจวบเหมาะของจังหวะเวลานี้จึงไม่น่าเป็นแค่ความบังเอิญ แต่น่าจะเรียกว่าเหมือนฝันเลยก็ได้

เมื่อคนที่มีฝันเดียวกันได้มาพบกัน ความมันก็บังเกิด

Greyhound X The Hub Saidek ที่ใช้แฟชั่นไฟฉายขยายส่วนให้เห็นความฝันของเด็กไร้บ้านชัดขึ้น

ฝันให้ไกล

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ Greyhound ทำแคมเปญเพื่อสังคม ก่อนหน้านี้เราได้เห็นทางแบรนด์ร่วมแจมกับโปรเจกต์ Limited Education ที่รณรงค์เรื่องการศึกษามาแล้ว แต่นี่เป็นโปรเจกต์แรกที่บีเข้ามาทำงานเป็นครีเอทีฟเองเต็มตัว งานแรกของบีในฐานะครีเอทีฟจึงเป็นการทำความเข้าใจว่า ทางมูลนิธิกำลังทำงานอะไรอยู่ มีความท้าทายอะไร

เนื้อหาหลักในการประชุมครั้งแรกของแคมเปญ จึงเป็นการรับฟังประสบการณ์จากเต๋า กานต์ และแจม ในการทำงานเพื่อช่วยเหลือเด็กเร่ร่อน ซึ่งมีตั้งแต่การดูแลเรื่องพื้นฐาน สอนให้เด็กรู้จักรักษาความสะอาดของร่างกาย การเยียวยาทางจิตใจ สำหรับเคสที่เด็กเคยผ่านประสบการณ์ที่ไม่ดีมา ไปจนถึงการสนับสนุนทักษะอาชีพ

ความท้าทายหนึ่งในการทำงานของ The Hub Saidek ย่อมหนีไม่พ้นประเด็นละเอียดอ่อนในการสื่อสารกับบุคคลภายนอก เพราะเรื่องราวเบื้องหลังและประสบการณ์ของเด็กเร่ร่อนนั้นมักถูกมองว่า ‘น่าสงสาร’

หลังจากได้รับฟังเรื่องราวอันซับซ้อนของเด็กๆ จากทีมงานแล้ว บีก็ตระหนักถึงข้อจำกัดของตัวเองและ Greyhound ในฐานะแบรนด์แฟชั่นที่จะยื่นมือเข้ามาแก้ไขปัญหานี้ แต่เขาก็เลือกที่จะทำในสิ่งที่ Greyhound ทำได้ดีที่สุด จากความสามารถ ผู้คน และสื่อที่มีอยู่ในมือ นั่นคือ การสื่อสารเรื่องราวเหล่านี้ให้สังคมได้รับรู้

โดยมีโจทย์ที่สำคัญ อย่างการทำให้คนอยากสนับสนุนมูลนิธิและเด็กไร้บ้านเหล่านี้ ด้วยความรู้สึกว่าพวกเขาเป็นคนที่เท่าเทียมกัน ไม่ใช่เพราะความรู้สึกสงสารอย่างที่คนส่วนใหญ่ติดภาพกัน

Greyhound X The Hub Saidek ที่ใช้แฟชั่นไฟฉายขยายส่วนให้เห็นความฝันของเด็กไร้บ้านชัดขึ้น
Greyhound X The Hub Saidek ที่ใช้แฟชั่นไฟฉายขยายส่วนให้เห็นความฝันของเด็กไร้บ้านชัดขึ้น

“เด็กๆ เหล่านี้ไม่ได้ต่างจากคนอื่นในสังคม เป้าหมายของทุกคนคือการอยากมีชีวิตที่ดีขึ้น ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำ” บีเล่า พร้อมบอกเราว่าเขาต้องการเน้นย้ำเรื่องความเท่าเทียมกันมากแค่ไหน

“เราต้องการทำให้เด็กกล้าแสดงออก มีความฝันในตัวเอง และโชว์ออกมาได้อย่างเต็มที่” เต๋าเสริม

ฟังแล้วก็รู้สึกได้ว่า การตั้งโจทย์แบบนี้เป็นการฝันไกลไม่ใช่เล่น จะทำอย่างไรให้คนอยากช่วยโดยไม่รู้สึกสงสาร และนี่คือความท้าทายที่ทั้งสองฝ่ายเผชิญทั้งแต่จุดสตาร์ท

แฟชั่น ก็ไม่ต่างจากฝันของคนที่อยากมีตัวตน

เราถามต่อไปถึงที่มาของเป็นการเล่าเรื่องนี้ผ่านแฟชั่นเซ็ต ซึ่งก็ได้รับคำตอบที่เรียบง่ายแต่กินใจกลับมาว่า แฟชั่นเป็นจุดเชื่อมโยงระหว่างคน ตัวตน และความฝัน

บีเปรียบเทียบให้ฟังง่ายๆ ว่า การที่เราทุกคนแต่งตัว สนใจเรื่องเสื้อผ้าหรือแฟชั่น ก็เป็นเพราะเราต้องการแสดงออกถึงตัวตนให้โลกรับรู้ เราล้วนมีตัวตนที่อยากเป็น เราล้วนฝันอยากเป็นสิ่งที่ดีขึ้นในสายตาของเราเอง และความฝันนี้ย่อมมีอยู่ในทุกคน รวมถึงเด็กไร้บ้านด้วย 

นอกจากนี้การให้เด็กได้ลองมาอยู่หน้ากล้อง อาจจะเป็นการทำให้พวกเขาเห็นตัวตนของตัวเองชัดเจนมากขึ้น และน่าจะช่วยสร้างความมั่นใจ ความภูมิใจในตัวเองให้เกิดขึ้นได้

“การใช้เสื้อผ้าคอลเลกชันสี่สิบปี Greyhound มาให้น้องๆ ใส่ถ่ายแฟชั่นเซ็ต แทนที่จะทำเสื้อยืดสกรีนลายแคมเปญเฉยๆ มันตอบโจทย์ Meaningful Life ของ Greyhound เอง ให้น้องแต่งเต็มกันไปเลย ครบทุกไอเท็ม น่าจะดูสนุกขึ้น รายได้หลังหักค่าใช้จ่ายจากการซื้อคอลเลกชันนี้ ก็เอาไปบริจาคให้กับ The Hub Saidek นี่แหละ” บีเชื่อมโยงกลับไปถึงเป้าหมายของแบรนด์

บีเล่าต่อไปว่า ตอนแรกสุดที่ตัดสินใจว่าจะถ่ายแฟชั่นเซ็ต เขารู้สึกหนักใจกับกระบวนการคัดตัว เพราะที่ The Hub Saidek มีเด็กที่เข้ามาพักอาศัยอยู่มากถึง 30 – 50 คน แต่โชคดีที่เต๋า กานต์ และแจม รับหน้าที่นั้นไป

Greyhound X The Hub Saidek ที่ใช้แฟชั่นไฟฉายขยายส่วนให้เห็นความฝันของเด็กไร้บ้านชัดขึ้น
Greyhound X The Hub Saidek ที่ใช้แฟชั่นไฟฉายขยายส่วนให้เห็นความฝันของเด็กไร้บ้านชัดขึ้น

กานต์เล่าย้อนกลับไปถึงช่วงเวลาที่ทำกิจกรรมว่า เขาเริ่มจากการจัดเวิร์กช็อปให้เด็กๆ ย้อนคิดถึงชีวิตที่ผ่านมา และคิดไปถึงอนาคตว่าอยากเป็นและอยากทำอะไร แล้วให้เด็กๆ ลองวาดภาพออกมาเพื่อเล่าเรื่องนั้น ก่อนจะนำไปบอกเล่าเรื่องความฝันต่อให้ทีม Greyhound ฟัง

เด็กๆ หลายคนตื่นเต้นเมื่อได้ยินว่าจะได้ถ่ายแบบ แต่ก็ยังมีเด็กบางส่วนที่เขินอายและรู้สึกไม่มั่นใจ แจมเล่าให้เราฟังว่า น้องๆ ส่วนใหญ่มีความสามารถ แต่ขาดทักษะการเข้าสังคมหรือเคยโดยกลั่นแกล้งมาก่อน ดังนั้นกระบวนการคัดเลือกจึงต้องเน้นความสมัครใจเป็นหลัก ไม่มีการบังคับกันเกิดขึ้น 

Greyhound X The Hub Saidek ที่ใช้แฟชั่นไฟฉายขยายส่วนให้เห็นความฝันของเด็กไร้บ้านชัดขึ้น

“พอได้เจอหน้าเด็กทั้งเก้าคนที่จะมาเป็นโมเดล เรารู้สึกตื่นเต้นเลย ถ้าทำอะไรแล้วเรารู้สึกตื่นเต้น อยากเห็น เรารู้สึกว่ามันจะดี ทุกคนมีคาแรกเตอร์ แววตาร้ายๆ แบบเด็กที่ใช้ชีวิตเต็มที่ หน้าตาแบบไม่กลัวคน มีพลังกว่าพวกเราเยอะ” บีเล่าถึงความประทับใจแรกต่อโมเดลของโปรเจกต์นี้

นี่คือตัวตนของเด็กทั้ง 9 คนที่ได้กระโจนเข้ามาสู่โลกแฟชั่นผ่านทาง Greyhound

เข้าใกล้ความฝัน

เมื่อได้ตัวโมเดลทั้ง 9 เรียบร้อยแล้ว สถานีต่อไปก็คือการฟิตติ้งและถ่ายจริง

กระบวนการเลือกทีมงานที่จะเข้ามาทำงานกับเด็กๆ ก็มีความละเอียดอ่อนไม่แพ้ขั้นตอนการคิดไอเดีย ซึ่งโปรเจกต์นี้ได้ โดม ทรงประโคน บรรณาธิการนิตยสาร Looker มาทำสไตล์ลิ่ง และ กรกฤช เจียรพินิจนันท์ ที่ชื่นชอบการถ่ายภาพแนวสตรีทเป็นการส่วนตัวอยู่แล้ว มาเป็นช่างภาพ บีเสริมว่า ทั้งสองท่านมีความเข้าใจประเด็นของความเท่าเทียมเป็นทุนเดิม จึงถ่ายทอดเด็กๆ ออกมาในแบบที่พวกเขาเป็นได้ดี 

เต๋าและกานต์เล่าถึงความตื่นเต้นของเด็กๆ เมื่อถึงวันถ่ายจริงว่า “ปกติเด็กจะตื่นสาย แต่วันนั้นผมมาถึงก่อนแปดโมง เด็กแทบทุกคนอาบน้ำแต่งตัว พร้อมที่จะไปแล้ว” 

Greyhound X The Hub Saidek ที่ใช้แฟชั่นไฟฉายขยายส่วนให้เห็นความฝันของเด็กไร้บ้านชัดขึ้น
Greyhound X The Hub Saidek ที่ใช้แฟชั่นไฟฉายขยายส่วนให้เห็นความฝันของเด็กไร้บ้านชัดขึ้น

วันฟิตติ้งที่ทางทีมงานขอให้เด็กเข้าไปให้สตูดิโอทีละคน เพราะกลัวว่าจะเขินอายกัน ทำให้เด็กคนอื่นๆ ต้องนั่งรออยู่ด้านนอก แต่ความตื่นเต้นนั้นก็ไม่ได้หายไป เมื่อเด็กคนก่อนหน้าเดินออกมา คนอื่นก็จะรุมถามว่าด้านในเป็นอย่างไรบ้าง 

บีเล่าว่า การถ่ายทำเป็นไปอย่างราบรื่น แม้จะมีภาพความอาย ความซนบ้างตามประสาเด็ก แต่ก็ไม่อึดอัดเลย เป็นบรรยากาศที่ดีมาก ทั้งสีหน้า แววตาของเด็กๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างการถ่ายแบบนั้นมีพลังจนไม่น่าเชื่อ แม้กระทั่งทีมงานและช่างภาพก็ยังอดคิดไม่ได้ว่า นี่มันดีกว่าการทำงานกับโมเดลมืออาชีพเสียอีก

ระหว่างที่พูดคุยกัน บีซึ่งนั่งฟังอยู่ก็ช่วยเราถามทีมงานฝั่ง The Hub Saidek ว่า หลังจากผ่านวันถ่ายทำไปแล้ว น้องๆ มีท่าทีอย่างไรกันบ้าง เพราะเกรงว่าเด็กจะรู้สึกว่าถ่ายแบบแล้วยังไม่เห็นมีอะไรเปลี่ยนแปลง

Greyhound X The Hub Saidek ที่ใช้แฟชั่นไฟฉายขยายส่วนให้เห็นความฝันของเด็กไร้บ้านชัดขึ้น

“เราบอกเด็กเสมอครับว่า การทำกิจกรรมแบบนี้มันจะนำองค์กรไปสู่สังคมภายนอก เขารับทราบและเข้าใจ” กานต์ตอบ

“หลังจากถ่ายแบบ มีน้องมาบอกว่า เขาอยากออกจากพื้นที่บริเวณ The Hub Saidek ที่เขาอยู่มาหลายปี ไปทำงานและใช้ชีวิตที่อื่น ซึ่งเรารู้สึกว่า เราประสบความสำเร็จไปอีกขั้นหนึ่งที่เด็กอยากจะออกไปเอง เราไม่ได้บังคับให้เด็กออกไปทำงานด้วยซ้ำ มันอาจจะเป็นผลพลอยได้จากการที่เราพาเด็กไปถ่ายแบบ และย้ำกับเขาว่าเขามีความฝันอยู่นะ” เต๋าแชร์เรื่องราวที่เกิดขึ้นหลังจากการถ่ายแบบสิ้นสุดลง เพื่อเป็นการเสริมคำตอบของกานต์

ดูเหมือนว่าอย่างน้อยที่สุด โปรเจกต์นี้ก็ได้ผลักใครคนหนึ่งให้เข้าใกล้ความฝันของตัวเองไปอีกก้าว

ฝันที่ (อยากให้) เป็นจริง

หลังจากที่เราได้พูดคุยกันไปทุกแง่มุมของแคมเปญ I HAVE A DREAM ไปแล้ว เราก็อดไม่ได้ที่จะวกมาถามถึงความฝันของผู้ที่อยู่เบื้องหลัง ว่าอยากให้ผู้ชมได้เห็นอะไรจากภาพถ่ายแฟชั่นเซ็ตชุดนี้ 

ฝั่ง The Hub Saidek ได้เน้นย้ำถึงความตั้งใจแรกเริ่มว่า แค่อยากใช้พื้นที่สื่อเล็กๆ สะกิดให้สังคมหันมามองเห็นตัวตนของเด็กไร้บ้าน มองว่าเขามีความเป็นมนุษย์เท่ากันกับเราทุกคน และให้การสนับสนุนพวกเขาเท่าที่จะทำได้

บีให้ความเห็นเสริมขึ้นมาว่า ทาง Greyhound เองแค่หวังจะเป็นพื้นที่สื่อให้กับมูลนิธิสายเด็ก 1387 และ The Hub Saidek “เราต้องให้พื้นที่กับคนที่เป็น ‘คน’ จริงๆ ด้วย นี่คือชีวิตจริง แคมเปญก็หวังง่ายๆ ว่า คนจะกลับมาที่ The Hub โทรมาเลย 1387 ไม่ต้องซื้อเสื้อก็ได้ คุณมาดูแล มาสนับสนุนเขาได้ เขาทำสิ่งนี้อยู่แล้วและดีด้วย”

“อีกเรื่องที่ผมฝันก็คือ อยากเปลี่ยนภาพการมองคน ให้เรามองคนด้วยความเป็นคนที่เท่ากัน ถ้าแคมเปญนี้ทำให้คนฉุกคิดได้ขนาดนั้นก็น่าจะดี”

และนี่ก็คือฝันที่ทั้ง Greyhound และ The Hub Saidek รวมถึงเราด้วย อยากเห็นและให้เป็นจริง ซึ่งคุณก็เป็นส่วนหนึ่งของการบอกเล่าความฝันของน้องๆ ได้ โดยการเข้าไปซื้อสินค้าคอลเลกชัน Greyhound 40 ปี โดยรายได้หลักจากหักค่าใช้จ่ายบริจาคให้มูลนิธิสายเด็ก 1387 หรือติดต่อเพื่อสมทบทุนกับทางมูลนิธิได้ที่สายด่วน 1387 และ childlinethailand.org

Greyhound X The Hub Saidek ที่ใช้แฟชั่นไฟฉายขยายส่วนให้เห็นความฝันของเด็กไร้บ้านชัดขึ้น

“ผมมีความฝัน”

ประโยคสั้นๆ ที่ มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ (Martin Luther King, Jr.) นักการเมืองและนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนชื่อก้องชาวอเมริกันกล่าวเอาไว้ ในการปราศรัยเพื่อเรียกร้องสิทธิการประกอบอาชีพและอิสรภาพของพลเมือง ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา เมื่อกว่า 60 ปีที่แล้ว 

ประโยคที่ทรงพลังนี้ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้ เป็นแรงบันดาลใจในการขับเคลื่อนสิทธิและความเท่าเทียมไปทั่วโลก

เพราะความฝันเป็นเรื่องที่เรามีกันได้ทุกคน ไม่จำกัดสีผิว ชนชั้น ที่มา และฐานะทางสังคม

แคมเปญ I HAVE A DREAM เป็นความร่วมมือกันระหว่าง Greyhound Original แบรนด์สตรีทแฟชั่นสัญชาติไทยที่ใครๆ ก็คุ้นหู กับ The Hub Saidek ศูนย์ลดความเสี่ยงสำหรับเด็กไร้บ้าน ที่อยู่ภายใต้การดูแลของมูลนิธิสายเด็ก 1387 

Greyhound X The Hub Saidek ที่ใช้แฟชั่นไฟฉายขยายส่วนให้เห็นความฝันของเด็กไร้บ้านชัดขึ้น
Greyhound X The Hub Saidek ที่ใช้แฟชั่นไฟฉายขยายส่วนให้เห็นความฝันของเด็กไร้บ้านชัดขึ้น

The Hub Saidek มีหน้าที่หลักคือการดูแลเด็กที่ประสบความยากลำบากจากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาความรุนแรงในครอบครัว ไม่ได้รับการยอมรับเพราะความหลากหลายทางเพศ ไปถึงการค้ามนุษย์ จนทำให้พวกเขาต้องออกจากบ้านมาใช้ชีวิตอยู่บนถนน 

Greyhound X The Hub Saidek ที่ใช้แฟชั่นไฟฉายขยายส่วนให้เห็นความฝันของเด็กไร้บ้านชัดขึ้น

วันนี้เรามีโอกาสได้พูดคุยกับ เต๋า-วุฒิชัย วงศ์ใหญ่ เจ้าหน้าที่สื่อสารและระดมทุนของมูลนิธิสายเด็ก 1387 ที่เป็นผู้ออกปากชวน บี-บดินทร์ อภิมาน Creative Director จาก Greyhound ให้มาทำหน้าที่ ‘ไฟฉายขยายส่วน’ เพื่อให้เรื่องราวของเด็กไร้บ้านถูกมองเห็นในวงที่กว้างมากขึ้น รวมถึงเจ้าหน้าที่อีก 2 ท่าน กานต์-กานต์ มงคล และ แจม-ธัญญ์นภัส วิริยาวัชรนนท์ จาก The Hub Saidek ที่รับหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงคอยดูแลเด็กๆ ตลอดโครงการ

เหมือนฝัน

การได้มาร่วมงานกันระหว่างสององค์กรไม่ใช่เรื่องบังเอิญ 

เต๋าเปิดประเด็นให้เราฟังว่า เขาเพิ่งเริ่มทำงานด้านการสื่อสารกับมูลนิธิสายเด็ก 1387 เมื่อต้น พ.ศ. 2563 ส่วนตัวมีความสนใจด้านแฟชั่นอยู่แล้วเป็นทุน เมื่อได้เห็นแฟชั่นโชว์คอลเลกชัน Autumn Winter 2019 “Street Of Bangkok” ของ Greyhound Original ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากถนนของกรุงเทพฯ เขาจึงไม่รีรอที่จะติดต่อเข้าไปหา Greyhound ผ่านเฟซบุ๊กแฟนเพจทันทีเมื่อช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เพื่อชักชวนให้มาทำอะไรสักอย่างร่วมกัน

“ผมมองว่าบริบทของเด็กที่ The Hub Saidek น่าจะตรงกับเสื้อผ้าของ Greyhound เพราะเด็กที่นี่ก็เป็นเด็กสตรีท” เต๋าเล่าจุดเริ่มต้น

Greyhound X The Hub Saidek ที่ใช้แฟชั่นไฟฉายขยายส่วนให้เห็นความฝันของเด็กไร้บ้านชัดขึ้น
Greyhound X The Hub Saidek ที่ใช้แฟชั่นไฟฉายขยายส่วนให้เห็นความฝันของเด็กไร้บ้านชัดขึ้น

ทางฝั่ง Greyhound เอง ในโอกาสที่อายุครบ 40 ปี ทางแบรนด์ก็มีวาระในใจว่าอยากจะทำให้แฟชั่นกลายมาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตจริงของผู้คนให้มากขึ้น ผ่านคอนเซปต์ #FromFashionToLife ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดการสอดแทรกประสบการณ์พิเศษเข้าไปในการรับประทานอาหารของ Greyhound Cafe หรือการร่วมมือกับ IKEA ซึ่งเป็นแบรนด์ไลฟ์สไตล์เฟอร์นิเจอร์

ในฝั่งของการทำเพื่อสังคม ช่วงต้นปีที่ผ่านมาก็มีแคมเปญที่เกิดขึ้นภายใต้คอนเซปต์นี้แล้ว เช่น Smileyhound แบรนด์ลูกของ Greyhound จัดงานวิ่งแบบ Virtual Run ระดมทุนไปช่วยเหลือเด็กโรคหัวใจ 

นั่นทำให้การติดต่อเข้ามาของ The Hub Saidek นั้นช่างเข้ากันดีกับความตั้งใจของ Greyhound

“ตอนที่เต๋าติดต่อเข้ามาทางเฟซบุ๊กเพจ ผมไปนั่งอ่านเองเลย คิดในใจว่า เฮ้ย มาแล้วว่ะ ตอนแรกผมคิดโปรเจกต์ไว้ในหัวก่อนด้วยว่าอยากทำอะไรประมาณนี้ แล้วเขาก็เข้ามา” บีเล่า

ที่ไม่น่าเชื่อก็คือ บีเองก็เพิ่งจะเข้ามาอยู่ในตำแหน่ง Creative Director ของทาง Greyhound เมื่อต้นปีที่ผ่านมานี้เหมือนกัน ความประจวบเหมาะของจังหวะเวลานี้จึงไม่น่าเป็นแค่ความบังเอิญ แต่น่าจะเรียกว่าเหมือนฝันเลยก็ได้

เมื่อคนที่มีฝันเดียวกันได้มาพบกัน ความมันก็บังเกิด

Greyhound X The Hub Saidek ที่ใช้แฟชั่นไฟฉายขยายส่วนให้เห็นความฝันของเด็กไร้บ้านชัดขึ้น

ฝันให้ไกล

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ Greyhound ทำแคมเปญเพื่อสังคม ก่อนหน้านี้เราได้เห็นทางแบรนด์ร่วมแจมกับโปรเจกต์ Limited Education ที่รณรงค์เรื่องการศึกษามาแล้ว แต่นี่เป็นโปรเจกต์แรกที่บีเข้ามาทำงานเป็นครีเอทีฟเองเต็มตัว งานแรกของบีในฐานะครีเอทีฟจึงเป็นการทำความเข้าใจว่า ทางมูลนิธิกำลังทำงานอะไรอยู่ มีความท้าทายอะไร

เนื้อหาหลักในการประชุมครั้งแรกของแคมเปญ จึงเป็นการรับฟังประสบการณ์จากเต๋า กานต์ และแจม ในการทำงานเพื่อช่วยเหลือเด็กเร่ร่อน ซึ่งมีตั้งแต่การดูแลเรื่องพื้นฐาน สอนให้เด็กรู้จักรักษาความสะอาดของร่างกาย การเยียวยาทางจิตใจ สำหรับเคสที่เด็กเคยผ่านประสบการณ์ที่ไม่ดีมา ไปจนถึงการสนับสนุนทักษะอาชีพ

ความท้าทายหนึ่งในการทำงานของ The Hub Saidek ย่อมหนีไม่พ้นประเด็นละเอียดอ่อนในการสื่อสารกับบุคคลภายนอก เพราะเรื่องราวเบื้องหลังและประสบการณ์ของเด็กเร่ร่อนนั้นมักถูกมองว่า ‘น่าสงสาร’

หลังจากได้รับฟังเรื่องราวอันซับซ้อนของเด็กๆ จากทีมงานแล้ว บีก็ตระหนักถึงข้อจำกัดของตัวเองและ Greyhound ในฐานะแบรนด์แฟชั่นที่จะยื่นมือเข้ามาแก้ไขปัญหานี้ แต่เขาก็เลือกที่จะทำในสิ่งที่ Greyhound ทำได้ดีที่สุด จากความสามารถ ผู้คน และสื่อที่มีอยู่ในมือ นั่นคือ การสื่อสารเรื่องราวเหล่านี้ให้สังคมได้รับรู้

โดยมีโจทย์ที่สำคัญ อย่างการทำให้คนอยากสนับสนุนมูลนิธิและเด็กไร้บ้านเหล่านี้ ด้วยความรู้สึกว่าพวกเขาเป็นคนที่เท่าเทียมกัน ไม่ใช่เพราะความรู้สึกสงสารอย่างที่คนส่วนใหญ่ติดภาพกัน

Greyhound X The Hub Saidek ที่ใช้แฟชั่นไฟฉายขยายส่วนให้เห็นความฝันของเด็กไร้บ้านชัดขึ้น
Greyhound X The Hub Saidek ที่ใช้แฟชั่นไฟฉายขยายส่วนให้เห็นความฝันของเด็กไร้บ้านชัดขึ้น

“เด็กๆ เหล่านี้ไม่ได้ต่างจากคนอื่นในสังคม เป้าหมายของทุกคนคือการอยากมีชีวิตที่ดีขึ้น ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำ” บีเล่า พร้อมบอกเราว่าเขาต้องการเน้นย้ำเรื่องความเท่าเทียมกันมากแค่ไหน

“เราต้องการทำให้เด็กกล้าแสดงออก มีความฝันในตัวเอง และโชว์ออกมาได้อย่างเต็มที่” เต๋าเสริม

ฟังแล้วก็รู้สึกได้ว่า การตั้งโจทย์แบบนี้เป็นการฝันไกลไม่ใช่เล่น จะทำอย่างไรให้คนอยากช่วยโดยไม่รู้สึกสงสาร และนี่คือความท้าทายที่ทั้งสองฝ่ายเผชิญทั้งแต่จุดสตาร์ท

แฟชั่น ก็ไม่ต่างจากฝันของคนที่อยากมีตัวตน

เราถามต่อไปถึงที่มาของเป็นการเล่าเรื่องนี้ผ่านแฟชั่นเซ็ต ซึ่งก็ได้รับคำตอบที่เรียบง่ายแต่กินใจกลับมาว่า แฟชั่นเป็นจุดเชื่อมโยงระหว่างคน ตัวตน และความฝัน

บีเปรียบเทียบให้ฟังง่ายๆ ว่า การที่เราทุกคนแต่งตัว สนใจเรื่องเสื้อผ้าหรือแฟชั่น ก็เป็นเพราะเราต้องการแสดงออกถึงตัวตนให้โลกรับรู้ เราล้วนมีตัวตนที่อยากเป็น เราล้วนฝันอยากเป็นสิ่งที่ดีขึ้นในสายตาของเราเอง และความฝันนี้ย่อมมีอยู่ในทุกคน รวมถึงเด็กไร้บ้านด้วย 

นอกจากนี้การให้เด็กได้ลองมาอยู่หน้ากล้อง อาจจะเป็นการทำให้พวกเขาเห็นตัวตนของตัวเองชัดเจนมากขึ้น และน่าจะช่วยสร้างความมั่นใจ ความภูมิใจในตัวเองให้เกิดขึ้นได้

“การใช้เสื้อผ้าคอลเลกชันสี่สิบปี Greyhound มาให้น้องๆ ใส่ถ่ายแฟชั่นเซ็ต แทนที่จะทำเสื้อยืดสกรีนลายแคมเปญเฉยๆ มันตอบโจทย์ Meaningful Life ของ Greyhound เอง ให้น้องแต่งเต็มกันไปเลย ครบทุกไอเท็ม น่าจะดูสนุกขึ้น รายได้หลังหักค่าใช้จ่ายจากการซื้อคอลเลกชันนี้ ก็เอาไปบริจาคให้กับ The Hub Saidek นี่แหละ” บีเชื่อมโยงกลับไปถึงเป้าหมายของแบรนด์

บีเล่าต่อไปว่า ตอนแรกสุดที่ตัดสินใจว่าจะถ่ายแฟชั่นเซ็ต เขารู้สึกหนักใจกับกระบวนการคัดตัว เพราะที่ The Hub Saidek มีเด็กที่เข้ามาพักอาศัยอยู่มากถึง 30 – 50 คน แต่โชคดีที่เต๋า กานต์ และแจม รับหน้าที่นั้นไป

Greyhound X The Hub Saidek ที่ใช้แฟชั่นไฟฉายขยายส่วนให้เห็นความฝันของเด็กไร้บ้านชัดขึ้น
Greyhound X The Hub Saidek ที่ใช้แฟชั่นไฟฉายขยายส่วนให้เห็นความฝันของเด็กไร้บ้านชัดขึ้น

กานต์เล่าย้อนกลับไปถึงช่วงเวลาที่ทำกิจกรรมว่า เขาเริ่มจากการจัดเวิร์กช็อปให้เด็กๆ ย้อนคิดถึงชีวิตที่ผ่านมา และคิดไปถึงอนาคตว่าอยากเป็นและอยากทำอะไร แล้วให้เด็กๆ ลองวาดภาพออกมาเพื่อเล่าเรื่องนั้น ก่อนจะนำไปบอกเล่าเรื่องความฝันต่อให้ทีม Greyhound ฟัง

เด็กๆ หลายคนตื่นเต้นเมื่อได้ยินว่าจะได้ถ่ายแบบ แต่ก็ยังมีเด็กบางส่วนที่เขินอายและรู้สึกไม่มั่นใจ แจมเล่าให้เราฟังว่า น้องๆ ส่วนใหญ่มีความสามารถ แต่ขาดทักษะการเข้าสังคมหรือเคยโดยกลั่นแกล้งมาก่อน ดังนั้นกระบวนการคัดเลือกจึงต้องเน้นความสมัครใจเป็นหลัก ไม่มีการบังคับกันเกิดขึ้น 

Greyhound X The Hub Saidek ที่ใช้แฟชั่นไฟฉายขยายส่วนให้เห็นความฝันของเด็กไร้บ้านชัดขึ้น

“พอได้เจอหน้าเด็กทั้งเก้าคนที่จะมาเป็นโมเดล เรารู้สึกตื่นเต้นเลย ถ้าทำอะไรแล้วเรารู้สึกตื่นเต้น อยากเห็น เรารู้สึกว่ามันจะดี ทุกคนมีคาแรกเตอร์ แววตาร้ายๆ แบบเด็กที่ใช้ชีวิตเต็มที่ หน้าตาแบบไม่กลัวคน มีพลังกว่าพวกเราเยอะ” บีเล่าถึงความประทับใจแรกต่อโมเดลของโปรเจกต์นี้

นี่คือตัวตนของเด็กทั้ง 9 คนที่ได้กระโจนเข้ามาสู่โลกแฟชั่นผ่านทาง Greyhound

เข้าใกล้ความฝัน

เมื่อได้ตัวโมเดลทั้ง 9 เรียบร้อยแล้ว สถานีต่อไปก็คือการฟิตติ้งและถ่ายจริง

กระบวนการเลือกทีมงานที่จะเข้ามาทำงานกับเด็กๆ ก็มีความละเอียดอ่อนไม่แพ้ขั้นตอนการคิดไอเดีย ซึ่งโปรเจกต์นี้ได้ โดม ทรงประโคน บรรณาธิการนิตยสาร Looker มาทำสไตล์ลิ่ง และ กรกฤช เจียรพินิจนันท์ ที่ชื่นชอบการถ่ายภาพแนวสตรีทเป็นการส่วนตัวอยู่แล้ว มาเป็นช่างภาพ บีเสริมว่า ทั้งสองท่านมีความเข้าใจประเด็นของความเท่าเทียมเป็นทุนเดิม จึงถ่ายทอดเด็กๆ ออกมาในแบบที่พวกเขาเป็นได้ดี 

เต๋าและกานต์เล่าถึงความตื่นเต้นของเด็กๆ เมื่อถึงวันถ่ายจริงว่า “ปกติเด็กจะตื่นสาย แต่วันนั้นผมมาถึงก่อนแปดโมง เด็กแทบทุกคนอาบน้ำแต่งตัว พร้อมที่จะไปแล้ว” 

Greyhound X The Hub Saidek ที่ใช้แฟชั่นไฟฉายขยายส่วนให้เห็นความฝันของเด็กไร้บ้านชัดขึ้น
Greyhound X The Hub Saidek ที่ใช้แฟชั่นไฟฉายขยายส่วนให้เห็นความฝันของเด็กไร้บ้านชัดขึ้น

วันฟิตติ้งที่ทางทีมงานขอให้เด็กเข้าไปให้สตูดิโอทีละคน เพราะกลัวว่าจะเขินอายกัน ทำให้เด็กคนอื่นๆ ต้องนั่งรออยู่ด้านนอก แต่ความตื่นเต้นนั้นก็ไม่ได้หายไป เมื่อเด็กคนก่อนหน้าเดินออกมา คนอื่นก็จะรุมถามว่าด้านในเป็นอย่างไรบ้าง 

บีเล่าว่า การถ่ายทำเป็นไปอย่างราบรื่น แม้จะมีภาพความอาย ความซนบ้างตามประสาเด็ก แต่ก็ไม่อึดอัดเลย เป็นบรรยากาศที่ดีมาก ทั้งสีหน้า แววตาของเด็กๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างการถ่ายแบบนั้นมีพลังจนไม่น่าเชื่อ แม้กระทั่งทีมงานและช่างภาพก็ยังอดคิดไม่ได้ว่า นี่มันดีกว่าการทำงานกับโมเดลมืออาชีพเสียอีก

ระหว่างที่พูดคุยกัน บีซึ่งนั่งฟังอยู่ก็ช่วยเราถามทีมงานฝั่ง The Hub Saidek ว่า หลังจากผ่านวันถ่ายทำไปแล้ว น้องๆ มีท่าทีอย่างไรกันบ้าง เพราะเกรงว่าเด็กจะรู้สึกว่าถ่ายแบบแล้วยังไม่เห็นมีอะไรเปลี่ยนแปลง

Greyhound X The Hub Saidek ที่ใช้แฟชั่นไฟฉายขยายส่วนให้เห็นความฝันของเด็กไร้บ้านชัดขึ้น

“เราบอกเด็กเสมอครับว่า การทำกิจกรรมแบบนี้มันจะนำองค์กรไปสู่สังคมภายนอก เขารับทราบและเข้าใจ” กานต์ตอบ

“หลังจากถ่ายแบบ มีน้องมาบอกว่า เขาอยากออกจากพื้นที่บริเวณ The Hub Saidek ที่เขาอยู่มาหลายปี ไปทำงานและใช้ชีวิตที่อื่น ซึ่งเรารู้สึกว่า เราประสบความสำเร็จไปอีกขั้นหนึ่งที่เด็กอยากจะออกไปเอง เราไม่ได้บังคับให้เด็กออกไปทำงานด้วยซ้ำ มันอาจจะเป็นผลพลอยได้จากการที่เราพาเด็กไปถ่ายแบบ และย้ำกับเขาว่าเขามีความฝันอยู่นะ” เต๋าแชร์เรื่องราวที่เกิดขึ้นหลังจากการถ่ายแบบสิ้นสุดลง เพื่อเป็นการเสริมคำตอบของกานต์

ดูเหมือนว่าอย่างน้อยที่สุด โปรเจกต์นี้ก็ได้ผลักใครคนหนึ่งให้เข้าใกล้ความฝันของตัวเองไปอีกก้าว

ฝันที่ (อยากให้) เป็นจริง

หลังจากที่เราได้พูดคุยกันไปทุกแง่มุมของแคมเปญ I HAVE A DREAM ไปแล้ว เราก็อดไม่ได้ที่จะวกมาถามถึงความฝันของผู้ที่อยู่เบื้องหลัง ว่าอยากให้ผู้ชมได้เห็นอะไรจากภาพถ่ายแฟชั่นเซ็ตชุดนี้ 

ฝั่ง The Hub Saidek ได้เน้นย้ำถึงความตั้งใจแรกเริ่มว่า แค่อยากใช้พื้นที่สื่อเล็กๆ สะกิดให้สังคมหันมามองเห็นตัวตนของเด็กไร้บ้าน มองว่าเขามีความเป็นมนุษย์เท่ากันกับเราทุกคน และให้การสนับสนุนพวกเขาเท่าที่จะทำได้

บีให้ความเห็นเสริมขึ้นมาว่า ทาง Greyhound เองแค่หวังจะเป็นพื้นที่สื่อให้กับมูลนิธิสายเด็ก 1387 และ The Hub Saidek “เราต้องให้พื้นที่กับคนที่เป็น ‘คน’ จริงๆ ด้วย นี่คือชีวิตจริง แคมเปญก็หวังง่ายๆ ว่า คนจะกลับมาที่ The Hub โทรมาเลย 1387 ไม่ต้องซื้อเสื้อก็ได้ คุณมาดูแล มาสนับสนุนเขาได้ เขาทำสิ่งนี้อยู่แล้วและดีด้วย”

“อีกเรื่องที่ผมฝันก็คือ อยากเปลี่ยนภาพการมองคน ให้เรามองคนด้วยความเป็นคนที่เท่ากัน ถ้าแคมเปญนี้ทำให้คนฉุกคิดได้ขนาดนั้นก็น่าจะดี”

และนี่ก็คือฝันที่ทั้ง Greyhound และ The Hub Saidek รวมถึงเราด้วย อยากเห็นและให้เป็นจริง ซึ่งคุณก็เป็นส่วนหนึ่งของการบอกเล่าความฝันของน้องๆ ได้ โดยการเข้าไปซื้อสินค้าคอลเลกชัน Greyhound 40 ปี โดยรายได้หลักจากหักค่าใช้จ่ายบริจาคให้มูลนิธิสายเด็ก 1387 หรือติดต่อเพื่อสมทบทุนกับทางมูลนิธิได้ที่สายด่วน 1387 และ childlinethailand.org

Greyhound X The Hub Saidek ที่ใช้แฟชั่นไฟฉายขยายส่วนให้เห็นความฝันของเด็กไร้บ้านชัดขึ้น

Writer

เกวลิน ศักดิ์สยามกุล

นักออกแบบ-สื่อสารเพื่อความยั่งยืน ที่อยากเล่าเรื่องสิ่งแวดล้อมผ่านชีวิต บทสนทนา และแบรนด์ยาสีฟันเม็ดเล็กๆ ของตัวเอง

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load