งานยักษ์เฟสเกิดจากไอเดียง่ายๆ ว่าถ้ามีตุ๊กตาเป่าลมขนาดยักษ์หลายๆ ตัว วางไว้ในที่ที่บรรยากาศดีๆ  แล้วก็ชวนผู้คนมาร้องเล่นเต้นรำกันแถวๆ นั้น มันน่าจะเป็นภาพที่น่ารัก ชวนใครใครก็คงอยากมา พวกเราที่แก่นคิดว่าไอเดียนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี คิดอะไรแตกออกจากไอเดียหลักนี้ได้อีกเยอะ นึกถึงภาพตุ๊กตาเป่าลมที่มีฟังก์ชันต่างๆ ได้อีกมาก ตั้งไว้ให้ถ่ายรูปเฉยๆ ก็ได้ เป็นร้านขายกาแฟได้ไหม เป็นที่นั่งชิลล์ๆ ได้หรือเปล่า หรือเป็นของที่ระลึก คิดเท่าไหร่ก็ไม่จบ ยังต่อได้เรื่อยๆ

เมื่อนึกภาพว่า ตุ๊กตาเป่าลมยักษ์เหล่านั้นออกแบบโดยศิลปินที่เราคุ้นเคย วางสูงตระหง่านจนเราต้องแหงนมอง คาแรกเตอร์ต่างๆ ที่เราคุ้นเคยก็ผุดขึ้นมาเต็มหัวไปหมด

งานแรกที่เราเริ่มสุมหัวคิดคือ เราจะชวนใครมาช่วยกันออกแบบตุ๊กตาเป่าลมยักษ์เหล่านี้บ้าง บรรยากาศในห้องประชุมตอนนั้นเต็มไปด้วยเสียงตะโกนชื่อศิลปินคนโปรดของแต่ละคน บนกระดานเต็มไปด้วยชื่อที่ค่อยๆ เพิ่มขึ้นจนเบียดกันแน่นแทบไม่มีที่เขียนต่อ จอโปรเจกเตอร์เริ่มฉายภาพคาแรกเตอร์เด่นๆ ของศิลปินเหล่านั้นประกอบการอภิปรายอย่างเมามัน

ในที่สุดเราก็ได้ 9 รายชื่อสำหรับยักษ์เฟสในปีแรก (แปลว่าจะไม่มีแค่ปีเดียวนะเธอ) และชวนทั้งเก้าท่านมานั่งคุยด้วยกัน เพื่อเล่าไอเดียงานเราให้ฟัง

ศิลปินทั้งเก้าประกอบไปด้วย

  1. วิศุทธิ์ พรนิมิตร ที่เริ่มสร้างชื่อจากการ์ตูน hesheit ในนิตยสาร a day และไปสร้างชื่อในระดับนานาชาติ จากคาแรกเตอร์น้องมะม่วงที่ทุกคนรู้จักกันดี
  2. โลเล-ทวีศักดิ์ ศรีทองดี ศิลปินรุ่นใหม่ ที่ปัจจุบันเป็นรุ่นใหญ่ไปแล้ว ผู้มีลายเส้นเป็นเอกลักษณ์ และในระยะหลังเราเริ่มเห็นงานประติมากรรมขนาดใหญ่ของเขาบ่อยขึ้น
  3. ยุรี เกนสาคู เป็นอีกคนที่มีลายเส้นและการใช้สีสันเป็นเอกลักษณ์มาก ผมงานล่าสุดที่ผมชอบเป็นพิเศษคือการออกแบบปกซิงเกิลให้กับเพลง โอน้อยออก ของโมเดิร์นด็อก
  4. Rukkit (รักกิจ ควรหาเวช) Street Artist เราเห็นงานของเขาบนผนังสำคัญๆ ริมถนนทั่วกรุงเทพฯ
  5. P7 ชื่อนี้อยู่คู่กับวงการสตรีทอาร์บ้านเรามานานเช่นเดียวกัน เห็นสัตว์หน้าตาประหลาดแต่สีสันสดใสที่กำแพงข้างถนนที่ไหน ให้เดาว่าเป็นผลงานของเขาไว้ก่อนได้เลย
  6. Alex Face พัชรพล แตงรื่น Graffity Artist ระดับตำนานของบ้านเรา เจ้าของคาแรกเตอร์น้องมาดี เด็กหญิงหน้าบึ้งที่ทุกคนหลงรัก
  7. สเลดทอย อารักษ์ อ่อนวิลัย Illustrator อารมณ์ดี ที่ซ่อน ‘จู๋’ ไว้ในทุกภาพที่เขาวาด
  8. จิ๊บ ก้องเดชากุล นักวาด นักออกแบบ ที่ไม่ว่าจะวาดหรือออกแบบอะไรก็ดูน่ารักไปหมด
  9. กะปิ-ปิยนาฏ ต้นมาลี นักวาดภาพ ลายเส้นสะอาดน่ารัก ที่ใครๆ ก็อยากให้วาดหน้าตัวเองให้
รักกิจ ควรหาเวช
โลเล-ทวีศักดิ์ ศรีทองดี
กะปิ-ปิยนาฏ ต้นมาลี

วันประชุมกับศิลปินทั้งเก้า ผมตื่นเต้นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน เพราะเรารู้ว่าทุกท่านที่นั่งอยู่ข้างหน้าผมมีความเป็นตัวเองสูง พูดง่ายๆ ว่าติสท์กันทั้งนั้น ผมจะเล่าอย่างไรให้คน 9 คนที่คิดไม่เหมือนกันเลย เชื่อในเรื่องเดียวกับพวกเรา และที่สำคัญ ไว้ใจให้งานที่เป็นเอกลักษณ์ของแต่ละคนถูกสร้างเป็นตุ๊กตาเป่าลมยักษ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่มีใครเคยทำมาก่อน

เราเล่าทุกอย่างที่เราคิดไว้ หว่านล้อมด้วยรูปตัวอย่างตุ๊กตาเป่าลมยักษ์จากทั่วโลก รายละเอียดอื่นๆ ในงาน ชักแม่น้ำทั้งห้ามากันครบทุกสาย และด้วยความตื่นเต้นจึงไม่ได้สบตาใครในระหว่างนั้นเลย เพราะไม่อยากเห็นแววตาปฏิเสธจากใคร อยากให้ทุกคนร่วมงานกับเราจริงๆ

พอเล่าจบ ผมค่อยๆ ชำเลืองมองแต่ละคนบนโต๊ะประชุม สิ่งที่เห็นกลับเป็นแววตาที่เป็นประกายแบบซ่อนความตื่นเต้นไว้ พูดง่ายๆ คือทุกคนตื่นเต้นที่จะได้ร่วมงานนี้ แต่ที่ไม่แสดงออกมาอย่างชัดเจนเพราะกำลังคิดกันอยู่ว่า ‘กูจะทำตัวอะไรดีวะ’

หลังจากนั้นบรรยากาศการประชุมก็ครึกครื้นเฮฮา ปัญหาไม่ใช่ใครจะทำหรือไม่ทำแล้ว แต่จะทำกันอย่างไรมากกว่า เราจบการประชุมด้วยการนัดหมายส่งการบ้านแบบร่างของตุ๊กตาเป่าลมยักษ์แต่ละคน ซึ่งวันนี้ผมแอบเอามาให้ดูด้วย เป็นบางคนนะ ให้ดูหมดไม่ได้หรอก เดี๋ยวไม่ตื่นเต้น

ตัวแรก ผลงานของ วิศุทธิ์ พรนิมิตร

วิศุทธิ์ พรนิมิตร
น้องมะม่วง

ตั้งแต่วันแรกที่เราคิดคอนเซปต์งานยักษ์เฟส ภาพน้องมะม่วงเป่าลมยักษ์ก็ลอยเด่นมาอย่างชัดเจนที่สุด และตั้มก็ไม่ทำให้เราผิดหวัง เขาออกแบบน้องมะม่วงสูง 5 เมตรกำลังมองไปข้างหน้าและกำลังตื่นเต้นกับสิ่งที่เห็น ผมถามตั้มว่าท่านี้มีความหมายอะไรเป็นพิเศษหรือเปล่า เขาตอบว่า “ไม่มีอะไรครับพี่ คนจะได้เห็นกางเกงในน้องมะม่วงชัดๆ ครับ”

ครับ ตั้มไม่ใช่คนดีครับ

ตัวที่สอง ผลงานของ โลเล

The Stoop

งานของโลเลเป็นสิ่งที่พวกเราคาดเดาได้ยากที่สุด คือเดาไม่ออกจริงๆ ว่าจะมาไม้ไหน แค่เขาตอบรับเข้าร่วมงานนี้กับเรานี่เราก็ตื่นเต้นมากแล้ว และเมื่อส่งแบบร่างมาให้เราดูก็ยิ่งใหญ่สมกับเป็นโลเลจริงๆ เขาส่ง The Stoop สุนัขพันธ์ุประหลาดขนาดยักษ์มาให้เรา พร้อมคำอธิบายว่า Stoop เป็นการผสมคำระหว่าง Super + Toob (หรือเจ้าตูบ) เป็นการรวมตัวกันของสุนัขไร้บ้านหลายตัวหลายพันธุ์ เชื่อมกันเป็นเจ้า The Stoop ตัวนี้

ตัวที่สาม ผลงานของ Alex Face

น้องมาดี

แน่นอนเมื่อเป็นงานของ Alex ก็ย่อมต้องเป็นน้องมาดีคนนี้ คราวนี้มาในท่านั่งผึ่งพุงมือคีบบุหรี่แบบไม่สนใจไยดีอะไรทั้งสิ้น ผมยังไม่มีโอกาสได้คุยกับเจ้าของงานเลยยังไม่ได้ถามถึงความหมายและที่มา แต่บางทีเขาอาจจะไม่ได้อยากอธิบายก็ได้ คงอยากรอให้เราไปหาความหมายกันเองในงานมากกว่า

นี่แค่ 3 ตัวนะครับ ลองนึกภาพตามนะ ถ้าเราได้ไปยืนอยู่ที่งานยักษ์เฟส ท่ามกลางตุ๊กตาเป่าลมยักษ์เหล่านี้ ได้ยืนถ่ายรูปกับกางเกงในน้องมะม่วง ยืนพิจารณาว่าเจ้า The Stoop ประกอบไปด้วยหมาพันธ์ุอะไรบ้าง ยืนพิงพุงน้องมาดี หรือจักจี้ที่เท้าของน้องเขาว่าหน้าจะหายบึ้งไหม

ย้ำอีกที นี่แค่ 3 ตัวนะครับ ยังมีอีก 6 ตัวจาก 6 ศิลปิน และยังไม่รวมตุ๊กตาเป่าลมยักษ์ฝีมือคุณแจ๊ค-ปิตุพงษ์ เชาวกุล ผู้สร้างป้าอ้วนเมื่อหลายปีก่อน (ย้อนกลับไปอ่านเรื่องของป้าได้ในตอนที่แล้ว) งานเป่าลมของคุณแจ๊คจะเน้นไปที่ฟังก์ชัน เช่น ประตูเข้างานเป่าลม กำแพงเป่าลม และอะไรอีกหลายๆ อย่างรอบๆ งาน ลองคิดกันต่อเอาเองว่ามันจะสนุกแค่ไหน

แต่ถ้าผมบอกว่าทั้งหมดนี้ผมหลอกคุณล่ะ

ถ้าตุ๊กตาเป่าลมเป็นแค่กุศโลบายให้คุณสนใจงานนี้ แต่เนื้อหาที่แท้จริงของงานนี้มันไม่ใช่แค่เรื่องตุ๊กตาเป่าลมล่ะ

อย่าเพิ่งเข้าใจผิด เรื่องตุ๊กตาเป่าลมยักษ์ทั้งหมดที่เล่ามาเป็นเรื่องจริง และมันจะเกิดขึ้นจริงในงานยักษ์เฟส แต่แก่นของงานนี้มันใหญ่กว่านั้น แก่นของงานนี้มันเกิดจากคำว่า

‘ความฝันของเรา มักจะใหญ่กว่าตัวเราเสมอ’

เมื่อเราฝัน เราจะไม่ฝันในเรื่องที่เล็กกว่าตัวเรา เราจะฝันในเรื่องที่ใหญ่กว่าที่เราเป็นอยู่ตอนนี้ และพยายามทำตัวเราให้ใหญ่เท่าที่เราฝันไว้ คำว่าใหญ่ไม่ได้หมายถึงขนาดอย่างเดียว แต่มันหมายถึงความยาก ความสำคัญ หรืออะไรก็ตามที่ตอนนี้เรายังทำไม่ได้

ถ้าผมบอกว่าคำว่า ‘ยักษ์’ ในคำว่า ยักษ์เฟส ไม่ได้หมายถึงตุ๊กตาเป่าลมยักษ์เท่านั้นล่ะ แต่มันหมายถึงตัวคุณนั่นแหละ เราอยากให้ทุกคนที่ไปร่วมงานนี้ ไม่ว่าตอนไปจะตัวเล็กแค่ไหน ขากลับออกไปต้องตัวใหญ่ทุกคน ไม่ใช่อ้วนขึ้นนะ แต่รู้สึกได้ว่าเหมือนมีใครสูบลมเข้าตัว รู้สึกตัวพอง รู้สึกอยากทำอะไรที่มันใหญ่ขึ้น

และคนที่จะมาช่วยให้เราตัวใหญ่ขึ้นนั้นก็ล้วนแต่เป็นคนเก่งในแวดวงต่างๆ 5 วงการ มาช่วยกันทำหมู่บ้าน 5 หมู่บ้านในงานของเรา แต่ละหมู่บ้านมีระบบนิเวศเป็นของตัวเอง ทั้งเรื่องบันเทิง สาระ อาหารการกิน และวัฒนธรรมส่วนตัว  

เล่าต่อก็จะยาวอีก รออ่านต่อตอนต่อไปดีกว่าเนอะ

เอ๊ะ ผมบอกหรือยังนะว่างานนี้จัดในวันที่ 24 กุมภาฯ ปีหน้า ที่เขาใหญ่ อีกไม่นานเลยนะเนี่ย ฝากบอกต่อคนที่คุณยักษ์ด้วยนะ

Writer

Avatar

ยุทธนา บุญอ้อม

ป๋าเต็ด ยุทธนา บุญอ้อม เสาหลักของวงการเพลงอินดี้ไทย ผู้ก่อตั้งรายการวิทยุ FaT Radio รวมถึงเทศกาลดนตรีระดับตำนานของเมืองไทยอย่าง FaT Festival มาจนถึง Big Mountain และเทศกาลดนตรีขนาดใหญ่งานใหม่ล่าสุดของประเทศไทย YAK Fest

Creative Campaign

เรื่องราวเบื้องหลังโฆษณา

การที่เทศกาลโฆษณาที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง Cannes Lions เพิ่งเปิดรางวัลหมวดใหม่อย่าง Entertainment Lions น่าจะอธิบายปรากฏการณ์ ‘ขาขึ้น’ ของงาน Branded Entertainment ได้อย่างชัดเจน

งาน Viral คือวิดีโอออนไลน์ที่ทำแล้วฮิต จะเกี่ยวกับอะไรก็ได้

Branded Content ก็คือการเล่าเรื่องแบรนด์ผ่านเนื้อหาอะไรสักอย่างอย่างน่าสนใจ และไม่ใช่ขายของแบบโต้งๆ

ส่วน Branded Entertainment คือรูปแบบงานโฆษณาที่กำลังมาแรงที่สุดในขณะนี้ เป็นการเล่าเรื่องแบรนด์ผ่านความบันเทิงต่างๆ ทำให้คนดูหัวเราะตาม ร้องไห้ตาม แล้วค่อยๆ ซับซึมกับเนื้อหาของแบรนด์นั้น ซึ่งโดยรวมแล้วสามารถสื่อสารวัตถุประสงค์ของแบรนด์ได้มากกว่าหนังโฆษณาแบบเดิมๆ

ในช่วงเดือนที่ผ่านมา เราได้เห็นงาน Branded Entertainment ที่จัดว่าแปลกใหม่และใจกล้ามาก นั่นก็คือ ซีรีส์ออนไลน์เรื่อง CAN ของแบรนด์ KTC ทำโดยเอเจนซี่ Ogilvy & Mather เล่าเรื่อง ‘ประสบการณ์’ ผ่านซีรีส์แนวไซไฟ 4 ตอน

หลายคนตั้งคำถามว่า ทำแบบนีี้แล้วดีกว่าหนังไวรัลคลิปเดียวยังไง ทำหลายตอนแล้วคนจะตามดูเหรอ ทำไมถึงเลือกแนวไซไฟ และสุดท้ายก็คือ การที่ไม่มีเรื่องราวใดๆ เกี่ยวกับบัตรเครดิตเลย มีแค่โลโก้แปะตอนท้าย KTC จะได้อะไร

เราเลยนัดพูดคุยกับ นพดล ศรีเกียรติขจร Vice-chairman และ Chief Creative Officer รวมทั้งหัวหน้าทีม Ogilvy Branded Content แห่งโอกิลวี่ และ อั๋น-วุฒิศักดิ์ อนรรฆพร ผู้กำกับซีรีส์เรื่องนี้ จาก Factory 01 (บริษัทในเครือ Film Factory)

ที่ไปที่มาและความแปลกใหม่ของงาน CAN เป็นเช่นนี้

CAN The Series : การเล่าเรื่องแบรนด์ผ่านซีรีส์ไซไฟ

CAN The Series : การเล่าเรื่องแบรนด์ผ่านซีรีส์ไซไฟ CAN The Series : การเล่าเรื่องแบรนด์ผ่านซีรีส์ไซไฟ CAN The Series : การเล่าเรื่องแบรนด์ผ่านซีรีส์ไซไฟ

01 ขายประสบการณ์ ไม่ได้ขายของ

KTC เป็นบัตรเครดิตที่ไม่ได้เน้นสื่อสารเรื่องการจับจ่ายใช้สอย แต่สนับสนุนให้คนมี ‘ประสบการณ์’ อยากชวนให้คนออกไปมีประสบการณ์จริง ซึ่งแตกต่างจากการฟังหรือดูจากคนอื่น จึงอยากทำแคมเปญเพื่อสื่อสารและตอกย้ำให้คนจดจำว่า KTC ให้ความสำคัญกับประสบการณ์ เป็นแคมเปญอะไร ผ่านสื่อไหนก็ได้

02 เปลี่ยนโฆษณาเป็น Branded Entertainment

เมื่อทีมโอกิลวี่ได้โจทย์นี้จึงส่งเข้าไปอยู่ภายใต้การดูแลของทีม Ogilvy Branded Entertainment ที่เพิ่งตั้งขึ้นมาทำงานด้านนี้โดยเฉพาะ การสื่อสารในโลกตอนนี้ขับเคลื่อนไปด้วย 2 แนวทางหลัก คือใช้เทคโนโลยีวิเคราะห์ผู้บริโภคแล้วเลือกเนื้อหาที่เหมาะสมให้ เช่น แบนเนอร์ที่เลือกโฆษณาตามความสนใจของผู้ชม อีกทางคือ การสื่อสารผ่านพล็อตและการเล่าเรื่องที่น่าสนใจ จากข้อมูลพบว่า คนไทยชอบดูวิดีโอมากจนติดอันดับโลก ดังนั้น การเลือกเล่าผ่านสื่อวิดีโอจึงเป็นช่องทางมหาชน และคนไทยก็ชอบความสนุกสนาน เพราะฉะนั้น การเล่าเรื่องแบรนด์ผ่านความบันเทิงจึงดึงดูดความสนใจของคนไทยได้ง่ายที่สุด

03 หนังโฆษณาทางโทรทัศน์กับโฆษณาออนไลน์ใช้คนละศาสตร์

ถึงคนยุคนี้จะดูโทรทัศน์น้อยลง แต่โฆษณาในโทรทัศน์ก็ยังทรงพลัง หนังโปรโมชันทำให้ยอดขายขึ้นจริง แต่สิ่งที่น่าสนใจคือฟีดแบ็ก ถ้าทำหนังโฆษณาไม่ดี คนดูสัก 2 รอบก็อาจจะลุกขึ้นมาตะโกนว่า หยุดได้แล้ว เพราะเขาต้องเห็นหนังตัวนี้ฉายซ้ำหลายรอบ แต่โฆษณาออนไลน์ คนไม่ได้ดูเพราะมีคนบังคับให้ดู ผู้ชมเลือกดูเอง เนื่องจากมีคนบอกว่าดี ถ้าเริ่มขายของเขาเมื่อไหร่ก็จะปิดทันที เทรนด์ของวัยรุ่นในโลกยุคนี้คือเกลียดโฆษณา เห็นเป็นต้องกดข้าม เมืองไทยอาจจะไม่ถึงขนาดนั้น แต่วัยรุ่นไทยก็มีวิดีโออะไรต่อมิอะไรให้ดูมากมายในแต่ละวัน โฆษณาจึงต้องแย่งเวลาจากคลิปเหล่านี้มาให้ได้ ทำให้เขาดูให้ได้ แล้วเนื้อหาของแบรนด์ก็จะค่อยๆ ซึมเข้าไปในใจผู้ชม (ตราบใดที่ยังไม่มีฉากขายของ)

CAN The Series : การเล่าเรื่องแบรนด์ผ่านซีรีส์ไซไฟ CAN The Series : การเล่าเรื่องแบรนด์ผ่านซีรีส์ไซไฟ

04 เปลี่ยนจากหนังยาวให้เป็นซีรีส์

เมื่อโอกิลวี่เลือกทำโปรเจกต์น้ีเป็น Branded Entertainment ทีมก็พยายามพางานนี้ไปในทิศทางใหม่ๆ ที่ไม่ค่อยมีคนกล้าทำ คือเปลี่ยนจากการทำหนังยาวเรื่องเดียว ให้กลายเป็นซีรีส์ 4 ตอน ความยาวราวๆ ตอนละ 20 นาที สิ่งที่ทำให้เหล่าครีเอทีฟมั่นใจว่าจะดึงคนให้อยู่กับหน้าจอได้ยาวนานและต่อเนื่องขนาดนั้นก็คือ ความนิยมของ Netflix ความบันเทิงรูปแบบใหม่แห่งยุคสมัยนี้ โอกิลวี่จึงไม่ได้ทำหนังออนไลน์เหมือนเคย แต่กำลังทำซีรีส์แบบ Netflix ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับประสบการณ์ ซึ่งเป็นหัวใจของแบรนด์ KTC และซีรีส์ชุดนี้ไม่มีการพูดถึงบัตรเครดิตใดๆ โลโก้ของ KTC จะปรากฏขึ้นมาแค่ตอนจบเท่านั้น ส่วนเรื่องความยาว ทางทีมมั่นใจว่า ถ้าทำออกมาดียังไงคนก็ดู แต่ถ้าทำออกมาไม่ดี ต่อให้สั้นแค่ไหนคนก็ไม่ดู

05 เอาประสบการณ์อัดกระป๋องให้เป็นหนังไซไฟ

ทีมครีเอทีฟวางโครงของซีรีส์นี้ให้เกี่ยวกับ กระป๋องบรรจุประสบการณ์ เราสามารถสัมผัสประสบการณ์ของคนอื่นได้ด้วยการเปิดกระป๋องประสบการณ์ของเขา ไอเดียแรกสุดที่คิดกันคือ ขายกระป๋องผ่านตู้กด เหรียญที่ใช้ซื้อได้จากการเอาประสบการณ์ของเราไปอัพโหลดลงกระป๋อง พล็อตรอบแรกที่ร่างกันคือ มีตัวละคร 4 ตัว เป็นตัวแทนคน 4 กลุ่ม แต่ละตอนเล่าเรื่องของแต่ละคน ได้แก่ พนักงานบริษัท ร็อกสตาร์ นักวิ่งมาราธอน และแม่ เมื่อพล็อตมาทางนี้ เรื่องจึงมุ่งไปแนวไซไฟเต็มตัว ซึ่งเป็นประเภทความบันเทิงที่ได้รับความนิยมสูงสุดในช่วงนี้

ซีรีส์เรื่องนี้มองกระป๋องนี้ในฐานะของผู้ร้ายมากกว่าพระเอก เพราะตรงกับอินไซต์ของคนปัจจุบันที่มักตัดสินใจทำหรือไม่ทำอะไรจากประสบการณ์ของคนอื่น เช่น ไม่อยากไปกินร้านอาหารที่ได้คะแนนรีวิวน้อย เราเลือกเชื่อประสบการณ์ของคนอื่นจนทำให้อาจจะพลาดประสบการณ์หลายอย่างไป โดยลืมไปว่าการได้เจอประสบการณ์ต่างๆ ด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะดีหรือร้ายก็จะทำให้เราเติบโตขึ้น

CAN The Series : การเล่าเรื่องแบรนด์ผ่านซีรีส์ไซไฟ

06 ทำยังไงให้คนดูครบ 4 ตอน

ความยากของงานนี้คือ การเลี้ยงคนให้ดูจนจบตอนหนึ่ง เพื่อทำให้เขาอยากดูตอนสอง และเป็นอย่างนี้ไปจนจบตอนที่สี่ ถ้าเป็นซีรีส์จริงๆ ตอนแรกๆ จะเป็นช่วงปูพื้นตัวละคร จึงไม่ค่อยสนุก กว่าจะสนุกก็ท้ายซีซั่นแรก แต่งานนี้ไม่ได้มีเวลาขนาดนั้น ผู้กำกับและครีเอทีฟเลยเปลี่ยนการเล่าเรื่องใหม่ แทนที่จะเล่าชีวิต 4 คน แบบตอนละคน ก็เล่าทั้งหมดพร้อมกัน และเปลี่ยนคาแรกเตอร์ตัวละครใหม่ เปลี่ยนพนักงานออฟฟิศเป็นฟรีแลนซ์ ซึ่งเป็นตัวแทนคนทั่วไปในยุคนี้ ตัวละครแม่ก็ไปสวมกับตัวละครที่ไม่ได้ทำงานประจำ ร็อกสตาร์กับนักวิ่งก็ลดบทบาทลง ลองเขย่าเรื่องใหม่ให้ดำเนินเรื่องบนคาแรกเตอร์น้อยลง จากนั้นก็ให้ตอนแรกทำหน้าที่เซ็ตอัพพล็อตให้คนเข้าใจ หาจุดตัดจบของแต่ละตอนที่น่าสนใจซึ่งทำให้คนอยากดูตอนต่อไป

CAN The Series : การเล่าเรื่องแบรนด์ผ่านซีรีส์ไซไฟ

07 ทำทุกอย่างให้เหมือนซีรีส์

พอคิดว่านี่คือการทำซีรีส์ ท่วงท่าในการโปรโมตจึงต่างจากหนังออนไลน์ทั่วไป มีการนับถอยหลัง มีตัวอย่าง มีโปสเตอร์ แบบซีรีส์จริงๆ เช่นเดียวกัน มีการขึ้นชื่อนักแสดงตอนต้นแบบเดียวกับซีรีส์ เมื่อคนรู้สึกว่าเป็นซีรีส์ ก็จะมีความคาดหวังกับหนังแบบซีรีส์

08 ทำซีรีส์ แต่ต้องใช้ผู้กำกับโฆษณา

ยุคนี้มีผู้กำกับที่ทำงานออนไลน์ดังๆ มากมาย แต่จะคิดแค่ทำให้หนังดังอย่างเดียวไม่ได้ เพราะคลิปดังๆ อาจจะกลับมาที่แบรนด์ยาก และการสื่อสารเนื้อหาที่แบรนด์จะบอกก็ไม่พอ งานนี้ต้องพูดในน้ำเสียงที่เข้ากับแบรนด์ มันเป็นความชำนาญเฉพาะที่ไม่ใช่ว่าผู้กำกับทุกคนจะถนัด ดังนั้น ถึงจะทำเป็นซีรีส์ก็ยังต้องใช้ผู้กำกับโฆษณาทำ

09 คาแรกเตอร์ของพระเอกในเรื่องมาจากชีวิตจริงของผู้กำกับภาพในกองถ่าย

พระเอกในเรื่องเป็นคนที่น่ารัก เป็นที่พึ่งได้ และมีเหตุผลหนักแน่นมากที่จะไม่ได้อยู่กับนางเอกอย่างที่เธออยากให้อยู่ ทีมจึงวางคาแรกเตอร์ให้เป็นคนที่ออกไปทำงานอาสาสมัครตลอดเวลา ซึ่งเป็นคาแรกเตอร์จริงของ แดง- ชาญกิจ ชำนิวิกัยพงศ์ Director of Photography แห่ง Film Factory ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ Thaiwhales.org และหัวหน้าทีมงานวาฬไทย แดงใช้เวลาว่างเป็นอาสาสมัครเดินทางไปถ่ายภาพปลาวาฬเกยตื้นตามที่ต่างๆ เพื่อรณรงค์เรื่องนี้ตลอดเวลา ส่วนผู้ที่จะมารับบทนักอนุรักษ์ที่มีคาแรกเตอร์ไม่น่าเบื่อ มีความกวนตีน และความจริงจัง ก็คือ นัท-ณัฏฐ์ กิจจริต พระเอกโฆษณามาดเซอร์ที่กำลังมาแรงมากในตอนนี้ (ทำความรู้จักเขาเพิ่มเติมได้ที่นี่)

CAN The Series : การเล่าเรื่องแบรนด์ผ่านซีรีส์ไซไฟ

10 สวยเกินไปก็เป็นปัญหา

ตอนแรก พระแพง-จินตนัดดา อัตถวิบูลย์ มาแคสต์เป็นแพรี่ (เน็ตไอดอลในเรื่อง) ซึ่งเป็นคาแรกเตอร์ที่ใกล้กับชีวิตจริงของพระแพงมาก เธอทำให้แพรี่กลายเป็นตัวละครที่สวยและมีเสน่ห์มากจนไม่รู้ว่าจะหาใครมารับบทม่อน (นางเอก) เพื่อให้คนดูรักม่อนมากกว่า ทีมงานก็เลยโยกให้พระแพงมารับบทม่่อนแทน และเลือก เล็ก-วสุ ปลื้มสกุลไทย (นักแสดงและเพื่อนซี้ของพระแพง) มารับบทแพรี่แทน

CAN The Series : การเล่าเรื่องแบรนด์ผ่านซีรีส์ไซไฟ

CAN The Series : การเล่าเรื่องแบรนด์ผ่านซีรีส์ไซไฟ

11 เซ็ตฉากให้เหมือนโลกอนาคต

การลงรายละเอียดส่วนต่างๆ ของซีรีส์เรื่องนี้ก็น่าสนใจ อย่างเช่นกระป๋องคือประสบการณ์สำเร็จรูป มันคือการอยากเป็นคนอื่น เป็นสิ่งตรงข้ามกับคำสอนของศาสนาที่ให้เราละวาง ไม่อยากเป็นอย่างคนอื่น ทีมงานเลยมองว่า ถ้าใช้ตู้หยอดกระป๋องเหมือนเดิมจะเล่าเรื่องยาก ใช้เวลาเล่าเยอะ การปรับให้เป็นร้านที่มีคนขายจะช่วยตอบคำถามมากมายได้ในเวลาอันสั้น ร้านนี้เป็นเหมือนศูนย์รวมจิตใจของคนแบบหนึ่ง เป็นสัญลักษณ์ที่คล้ายโบสถ์ เพลงที่ใช้ในร้านและการตกแต่งจึงตามมาในแนวทางนี้

CAN The Series : การเล่าเรื่องแบรนด์ผ่านซีรีส์ไซไฟ

CAN The Series : การเล่าเรื่องแบรนด์ผ่านซีรีส์ไซไฟ

CAN The Series : การเล่าเรื่องแบรนด์ผ่านซีรีส์ไซไฟ CAN The Series : การเล่าเรื่องแบรนด์ผ่านซีรีส์ไซไฟ

12 ไม่ได้เน้นเพลง

เหตุผลที่ซีรีส์เรื่องนี้ไม่ได้ตั้งใจทำเพลงขึ้นมาประกอบอย่างจริงจังก็เพราะ KTC ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเพลงนัก และด้วยความที่หนังเป็นแนวไซไฟ การเลือกเพลงมาใช้เพื่อให้ฮิตด้วยและเข้ากับเรื่องได้ด้วยจึงไม่ง่าย

13 สร้างตัวอย่างใหม่ๆ ให้วงการซีรีส์ไทย

ตลาดซีรีส์ของไทยเกือบทั้งหมดมีข้อจำกัดด้านงบประมาณ ผู้ผลิตจึงเลือกลงทุนในแนวที่ค่อนข้างมั่นใจว่าจะประสบความสำเร็จ พล็อตจึงอยู่ในแนวทางเดิมๆ งานนี้จึงเป็นการพาซีรีส์ไทยไปไกลกว่าที่เคย ทั้งแนว ทั้งพล็อต และการถ่ายทำที่ใช้วิธีถ่ายทีละกล้องแบบหนัง ต้องยกเครดิตให้ผู้บริหาร KTC ซึ่งย้ำตลอดว่าไม่ต้องการหนังป๊อปคอร์นที่คนดูจบแล้วไม่ได้อะไร แต่ต้องการหนังที่ให้อะไรใหม่ๆ และทำให้คนได้ตั้งคำถามใหม่ๆ กับชีวิต

CAN The Series : การเล่าเรื่องแบรนด์ผ่านซีรีส์ไซไฟ

CAN The Series : การเล่าเรื่องแบรนด์ผ่านซีรีส์ไซไฟ

14 KTC ได้อะไรจากซีรีส์เรื่องนี้

ด้วยความที่หนังเรื่องนี้ไม่เห็นสินค้า ไม่เห็นบัตรเครดิต โลโก้ก็ขึ้นเพียงแค่ตอนจบ เพื่อบอกว่า KTC สนับสนุนความคิดเรื่องนี้ แน่นอนว่า งานนี้ไม่ได้ทำขึ้นมาเพื่อขายของ สิ่งที่ KTC ได้จากการดูซีรีส์เรื่องนี้จึงเป็นการที่แบรนด์ของ KTC ค่อยๆ ซึมเข้าไปสู่ผู้ชม จนทำให้ผู้ชมรู้สึกว่า ประสบการณ์ = KTC

15 ยังมีประสบการณ์ใหม่ๆ รอให้เราสัมผัส

แคมเปญนี้ไม่ได้จบลงแค่ซีรีส์ 4 ตอน แต่ช่วงต่อไป KTC จะขยับจากจินตนาการเรื่องประสบการณ์อัดกระป๋อง ไปสู่การนำเสนอเรื่องประสบการณ์จริงๆ ส่วนจะเป็นยังไง และพิเศษแค่ไหน ต้องติดตาม

CAN The Series : การเล่าเรื่องแบรนด์ผ่านซีรีส์ไซไฟ

ทีมงาน

Agency : Ogilvy & Mather Advertising, Bangkok
Creative Team : Ogilvy Branded Entertainment
Social Planning Team : Social @ Ogilvy
Production House : Factory 01

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load