งานยักษ์เฟสเกิดจากไอเดียง่ายๆ ว่าถ้ามีตุ๊กตาเป่าลมขนาดยักษ์หลายๆ ตัว วางไว้ในที่ที่บรรยากาศดีๆ  แล้วก็ชวนผู้คนมาร้องเล่นเต้นรำกันแถวๆ นั้น มันน่าจะเป็นภาพที่น่ารัก ชวนใครใครก็คงอยากมา พวกเราที่แก่นคิดว่าไอเดียนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี คิดอะไรแตกออกจากไอเดียหลักนี้ได้อีกเยอะ นึกถึงภาพตุ๊กตาเป่าลมที่มีฟังก์ชันต่างๆ ได้อีกมาก ตั้งไว้ให้ถ่ายรูปเฉยๆ ก็ได้ เป็นร้านขายกาแฟได้ไหม เป็นที่นั่งชิลล์ๆ ได้หรือเปล่า หรือเป็นของที่ระลึก คิดเท่าไหร่ก็ไม่จบ ยังต่อได้เรื่อยๆ

เมื่อนึกภาพว่า ตุ๊กตาเป่าลมยักษ์เหล่านั้นออกแบบโดยศิลปินที่เราคุ้นเคย วางสูงตระหง่านจนเราต้องแหงนมอง คาแรกเตอร์ต่างๆ ที่เราคุ้นเคยก็ผุดขึ้นมาเต็มหัวไปหมด

งานแรกที่เราเริ่มสุมหัวคิดคือ เราจะชวนใครมาช่วยกันออกแบบตุ๊กตาเป่าลมยักษ์เหล่านี้บ้าง บรรยากาศในห้องประชุมตอนนั้นเต็มไปด้วยเสียงตะโกนชื่อศิลปินคนโปรดของแต่ละคน บนกระดานเต็มไปด้วยชื่อที่ค่อยๆ เพิ่มขึ้นจนเบียดกันแน่นแทบไม่มีที่เขียนต่อ จอโปรเจกเตอร์เริ่มฉายภาพคาแรกเตอร์เด่นๆ ของศิลปินเหล่านั้นประกอบการอภิปรายอย่างเมามัน

ในที่สุดเราก็ได้ 9 รายชื่อสำหรับยักษ์เฟสในปีแรก (แปลว่าจะไม่มีแค่ปีเดียวนะเธอ) และชวนทั้งเก้าท่านมานั่งคุยด้วยกัน เพื่อเล่าไอเดียงานเราให้ฟัง

ศิลปินทั้งเก้าประกอบไปด้วย

  1. วิศุทธิ์ พรนิมิตร ที่เริ่มสร้างชื่อจากการ์ตูน hesheit ในนิตยสาร a day และไปสร้างชื่อในระดับนานาชาติ จากคาแรกเตอร์น้องมะม่วงที่ทุกคนรู้จักกันดี
  2. โลเล-ทวีศักดิ์ ศรีทองดี ศิลปินรุ่นใหม่ ที่ปัจจุบันเป็นรุ่นใหญ่ไปแล้ว ผู้มีลายเส้นเป็นเอกลักษณ์ และในระยะหลังเราเริ่มเห็นงานประติมากรรมขนาดใหญ่ของเขาบ่อยขึ้น
  3. ยุรี เกนสาคู เป็นอีกคนที่มีลายเส้นและการใช้สีสันเป็นเอกลักษณ์มาก ผมงานล่าสุดที่ผมชอบเป็นพิเศษคือการออกแบบปกซิงเกิลให้กับเพลง โอน้อยออก ของโมเดิร์นด็อก
  4. Rukkit (รักกิจ ควรหาเวช) Street Artist เราเห็นงานของเขาบนผนังสำคัญๆ ริมถนนทั่วกรุงเทพฯ
  5. P7 ชื่อนี้อยู่คู่กับวงการสตรีทอาร์บ้านเรามานานเช่นเดียวกัน เห็นสัตว์หน้าตาประหลาดแต่สีสันสดใสที่กำแพงข้างถนนที่ไหน ให้เดาว่าเป็นผลงานของเขาไว้ก่อนได้เลย
  6. Alex Face พัชรพล แตงรื่น Graffity Artist ระดับตำนานของบ้านเรา เจ้าของคาแรกเตอร์น้องมาดี เด็กหญิงหน้าบึ้งที่ทุกคนหลงรัก
  7. สเลดทอย อารักษ์ อ่อนวิลัย Illustrator อารมณ์ดี ที่ซ่อน ‘จู๋’ ไว้ในทุกภาพที่เขาวาด
  8. จิ๊บ ก้องเดชากุล นักวาด นักออกแบบ ที่ไม่ว่าจะวาดหรือออกแบบอะไรก็ดูน่ารักไปหมด
  9. กะปิ-ปิยนาฏ ต้นมาลี นักวาดภาพ ลายเส้นสะอาดน่ารัก ที่ใครๆ ก็อยากให้วาดหน้าตัวเองให้
รักกิจ ควรหาเวช
โลเล-ทวีศักดิ์ ศรีทองดี
กะปิ-ปิยนาฏ ต้นมาลี

วันประชุมกับศิลปินทั้งเก้า ผมตื่นเต้นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน เพราะเรารู้ว่าทุกท่านที่นั่งอยู่ข้างหน้าผมมีความเป็นตัวเองสูง พูดง่ายๆ ว่าติสท์กันทั้งนั้น ผมจะเล่าอย่างไรให้คน 9 คนที่คิดไม่เหมือนกันเลย เชื่อในเรื่องเดียวกับพวกเรา และที่สำคัญ ไว้ใจให้งานที่เป็นเอกลักษณ์ของแต่ละคนถูกสร้างเป็นตุ๊กตาเป่าลมยักษ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่มีใครเคยทำมาก่อน

เราเล่าทุกอย่างที่เราคิดไว้ หว่านล้อมด้วยรูปตัวอย่างตุ๊กตาเป่าลมยักษ์จากทั่วโลก รายละเอียดอื่นๆ ในงาน ชักแม่น้ำทั้งห้ามากันครบทุกสาย และด้วยความตื่นเต้นจึงไม่ได้สบตาใครในระหว่างนั้นเลย เพราะไม่อยากเห็นแววตาปฏิเสธจากใคร อยากให้ทุกคนร่วมงานกับเราจริงๆ

พอเล่าจบ ผมค่อยๆ ชำเลืองมองแต่ละคนบนโต๊ะประชุม สิ่งที่เห็นกลับเป็นแววตาที่เป็นประกายแบบซ่อนความตื่นเต้นไว้ พูดง่ายๆ คือทุกคนตื่นเต้นที่จะได้ร่วมงานนี้ แต่ที่ไม่แสดงออกมาอย่างชัดเจนเพราะกำลังคิดกันอยู่ว่า ‘กูจะทำตัวอะไรดีวะ’

หลังจากนั้นบรรยากาศการประชุมก็ครึกครื้นเฮฮา ปัญหาไม่ใช่ใครจะทำหรือไม่ทำแล้ว แต่จะทำกันอย่างไรมากกว่า เราจบการประชุมด้วยการนัดหมายส่งการบ้านแบบร่างของตุ๊กตาเป่าลมยักษ์แต่ละคน ซึ่งวันนี้ผมแอบเอามาให้ดูด้วย เป็นบางคนนะ ให้ดูหมดไม่ได้หรอก เดี๋ยวไม่ตื่นเต้น

ตัวแรก ผลงานของ วิศุทธิ์ พรนิมิตร

วิศุทธิ์ พรนิมิตร
น้องมะม่วง

ตั้งแต่วันแรกที่เราคิดคอนเซปต์งานยักษ์เฟส ภาพน้องมะม่วงเป่าลมยักษ์ก็ลอยเด่นมาอย่างชัดเจนที่สุด และตั้มก็ไม่ทำให้เราผิดหวัง เขาออกแบบน้องมะม่วงสูง 5 เมตรกำลังมองไปข้างหน้าและกำลังตื่นเต้นกับสิ่งที่เห็น ผมถามตั้มว่าท่านี้มีความหมายอะไรเป็นพิเศษหรือเปล่า เขาตอบว่า “ไม่มีอะไรครับพี่ คนจะได้เห็นกางเกงในน้องมะม่วงชัดๆ ครับ”

ครับ ตั้มไม่ใช่คนดีครับ

ตัวที่สอง ผลงานของ โลเล

The Stoop

งานของโลเลเป็นสิ่งที่พวกเราคาดเดาได้ยากที่สุด คือเดาไม่ออกจริงๆ ว่าจะมาไม้ไหน แค่เขาตอบรับเข้าร่วมงานนี้กับเรานี่เราก็ตื่นเต้นมากแล้ว และเมื่อส่งแบบร่างมาให้เราดูก็ยิ่งใหญ่สมกับเป็นโลเลจริงๆ เขาส่ง The Stoop สุนัขพันธ์ุประหลาดขนาดยักษ์มาให้เรา พร้อมคำอธิบายว่า Stoop เป็นการผสมคำระหว่าง Super + Toob (หรือเจ้าตูบ) เป็นการรวมตัวกันของสุนัขไร้บ้านหลายตัวหลายพันธุ์ เชื่อมกันเป็นเจ้า The Stoop ตัวนี้

ตัวที่สาม ผลงานของ Alex Face

น้องมาดี

แน่นอนเมื่อเป็นงานของ Alex ก็ย่อมต้องเป็นน้องมาดีคนนี้ คราวนี้มาในท่านั่งผึ่งพุงมือคีบบุหรี่แบบไม่สนใจไยดีอะไรทั้งสิ้น ผมยังไม่มีโอกาสได้คุยกับเจ้าของงานเลยยังไม่ได้ถามถึงความหมายและที่มา แต่บางทีเขาอาจจะไม่ได้อยากอธิบายก็ได้ คงอยากรอให้เราไปหาความหมายกันเองในงานมากกว่า

นี่แค่ 3 ตัวนะครับ ลองนึกภาพตามนะ ถ้าเราได้ไปยืนอยู่ที่งานยักษ์เฟส ท่ามกลางตุ๊กตาเป่าลมยักษ์เหล่านี้ ได้ยืนถ่ายรูปกับกางเกงในน้องมะม่วง ยืนพิจารณาว่าเจ้า The Stoop ประกอบไปด้วยหมาพันธ์ุอะไรบ้าง ยืนพิงพุงน้องมาดี หรือจักจี้ที่เท้าของน้องเขาว่าหน้าจะหายบึ้งไหม

ย้ำอีกที นี่แค่ 3 ตัวนะครับ ยังมีอีก 6 ตัวจาก 6 ศิลปิน และยังไม่รวมตุ๊กตาเป่าลมยักษ์ฝีมือคุณแจ๊ค-ปิตุพงษ์ เชาวกุล ผู้สร้างป้าอ้วนเมื่อหลายปีก่อน (ย้อนกลับไปอ่านเรื่องของป้าได้ในตอนที่แล้ว) งานเป่าลมของคุณแจ๊คจะเน้นไปที่ฟังก์ชัน เช่น ประตูเข้างานเป่าลม กำแพงเป่าลม และอะไรอีกหลายๆ อย่างรอบๆ งาน ลองคิดกันต่อเอาเองว่ามันจะสนุกแค่ไหน

แต่ถ้าผมบอกว่าทั้งหมดนี้ผมหลอกคุณล่ะ

ถ้าตุ๊กตาเป่าลมเป็นแค่กุศโลบายให้คุณสนใจงานนี้ แต่เนื้อหาที่แท้จริงของงานนี้มันไม่ใช่แค่เรื่องตุ๊กตาเป่าลมล่ะ

อย่าเพิ่งเข้าใจผิด เรื่องตุ๊กตาเป่าลมยักษ์ทั้งหมดที่เล่ามาเป็นเรื่องจริง และมันจะเกิดขึ้นจริงในงานยักษ์เฟส แต่แก่นของงานนี้มันใหญ่กว่านั้น แก่นของงานนี้มันเกิดจากคำว่า

‘ความฝันของเรา มักจะใหญ่กว่าตัวเราเสมอ’

เมื่อเราฝัน เราจะไม่ฝันในเรื่องที่เล็กกว่าตัวเรา เราจะฝันในเรื่องที่ใหญ่กว่าที่เราเป็นอยู่ตอนนี้ และพยายามทำตัวเราให้ใหญ่เท่าที่เราฝันไว้ คำว่าใหญ่ไม่ได้หมายถึงขนาดอย่างเดียว แต่มันหมายถึงความยาก ความสำคัญ หรืออะไรก็ตามที่ตอนนี้เรายังทำไม่ได้

ถ้าผมบอกว่าคำว่า ‘ยักษ์’ ในคำว่า ยักษ์เฟส ไม่ได้หมายถึงตุ๊กตาเป่าลมยักษ์เท่านั้นล่ะ แต่มันหมายถึงตัวคุณนั่นแหละ เราอยากให้ทุกคนที่ไปร่วมงานนี้ ไม่ว่าตอนไปจะตัวเล็กแค่ไหน ขากลับออกไปต้องตัวใหญ่ทุกคน ไม่ใช่อ้วนขึ้นนะ แต่รู้สึกได้ว่าเหมือนมีใครสูบลมเข้าตัว รู้สึกตัวพอง รู้สึกอยากทำอะไรที่มันใหญ่ขึ้น

และคนที่จะมาช่วยให้เราตัวใหญ่ขึ้นนั้นก็ล้วนแต่เป็นคนเก่งในแวดวงต่างๆ 5 วงการ มาช่วยกันทำหมู่บ้าน 5 หมู่บ้านในงานของเรา แต่ละหมู่บ้านมีระบบนิเวศเป็นของตัวเอง ทั้งเรื่องบันเทิง สาระ อาหารการกิน และวัฒนธรรมส่วนตัว  

เล่าต่อก็จะยาวอีก รออ่านต่อตอนต่อไปดีกว่าเนอะ

เอ๊ะ ผมบอกหรือยังนะว่างานนี้จัดในวันที่ 24 กุมภาฯ ปีหน้า ที่เขาใหญ่ อีกไม่นานเลยนะเนี่ย ฝากบอกต่อคนที่คุณยักษ์ด้วยนะ

Writer

Avatar

ยุทธนา บุญอ้อม

ป๋าเต็ด ยุทธนา บุญอ้อม เสาหลักของวงการเพลงอินดี้ไทย ผู้ก่อตั้งรายการวิทยุ FaT Radio รวมถึงเทศกาลดนตรีระดับตำนานของเมืองไทยอย่าง FaT Festival มาจนถึง Big Mountain และเทศกาลดนตรีขนาดใหญ่งานใหม่ล่าสุดของประเทศไทย YAK Fest

Creative Campaign

เรื่องราวเบื้องหลังโฆษณา

เช้าวันหนึ่งที่แสนธรรมดาใน พ.ศ.2546 ผู้คนต่างออกมาใช้ชีวิตเหมือนเดิมทุกวัน กระทั่งเรื่องราวของหญิงสาวคนหนึ่งได้เผยแพร่ออกมาทางโทรทัศน์ 

เธอจำเป็นต้องคลอดก่อนกำหนด ด้วยเหตุผลบางอย่างที่ทำให้ใครก็ห้ามน้ำตาไว้ไม่อยู่ 

เช้าวันต่อมา ไม่มีใครในประเทศนี้ไม่รู้จักเธอ มีบทสนทนาเกิดขึ้นทุกหนแห่ง เรื่องของเธอถูกส่งต่อเป็นจำนวนมหาศาล เท่าที่เทคโนโลยีในสมัยนั้นจะพาไปถึง นั่นคือพลังของหนังโฆษณาเรื่อง Peace of Mind หนังรักเรียกน้ำตาเรื่องแรกของไทยประกันชีวิต

20 ปี ที่พวกเขาปล่อยหนังโฆษณามากมายออกมาสู่สังคม ทั้งเรื่องของชายที่ต้องจากไปในวันที่ลูกเกิด ชายที่สัญญาจะเล่นเพลงให้คนรักตลอดชีวิต แม่ที่รักลูก แม้ไม่ได้ให้กำเนิด หรือพ่อที่บอกรักไม่ได้ จนสร้างศัพท์ใหม่ในวงการการตลาดว่า Sadvertising ภายใต้จุดยืนของแบรนด์ที่มั่นคง ไม่หวั่นไหว ว่าอยากทำหนังโฆษณาให้ผู้คนตระหนักรู้ถึงคุณค่าของชีวิต

ในโอกาส 80 ปี ไทยประกันชีวิต นำหนังโฆษณารักเรียกน้ำตาจำนวน 11 เรื่องกลับมาให้ชมอีกครั้งในแคมเปญ The Original Sadvertising แม้มีบางเรื่องไม่คมชัด แต่เราเชื่อว่าทุกคนที่เติบโตมาพร้อมกับหนังเหล่านี้จะจดจำมันได้ดี ทว่า สิ่งที่ยิ่งใหญ่มากกว่าการถูกพูดถึงระดับปรากฏการณ์ สูตรความสำเร็จก็คงไม่ใช่แค่หนังที่ทำงานกับอารมณ์และความรู้สึกรุนแรงจนลืมไม่ลงอย่างแน่นอน

ไปดูกันว่ามีอะไรบ้าง

วิสัยทัศน์ดีและมีความเชื่อ

ในยุคหนึ่งของวงการโฆษณา หากใครได้ทำงานร่วมกับไทยประกันชีวิตจะเป็นที่เลื่องลือมาก แต่เบื้องหลังหนังโฆษณาที่สร้างความฮือฮาระดับโลก ล้วนมาจากผู้นำที่มีความเชื่อมั่นในพลังของการโฆษณาที่ดี การเล่าเรื่องด้วยความคิดสร้างสรรค์ และให้คุณค่ากับการสร้างแบรนด์ผ่านภาพยนตร์โฆษณา บางครั้งก็แนะนำให้ทีมครีเอทีฟกลับไปดูซีนต่าง ๆ ของหนังหลากหลายเรื่อง ซึ่ง คุณไชย ไชยวรรณ กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) คือคนคนนั้น 

มีเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่กว่าแค่หนังโฆษณา

นอกจากความรักจะเป็นหัวใจหลักในหนังทุกเรื่องแล้ว สังเกตว่า ทั้งหมดตั้งอยู่บนความสัมพันธ์ในครอบครัว เพราะไทยประกันชีวิตเชื่อว่าหากจะสื่อสารกับผู้คนในวงกว้าง ต้องเริ่มจากการถ่ายทอดเรื่องราวของหน่วยที่เล็กที่สุดและควรจะแข็งแรงที่สุดก่อนออกไปเจอสังคมเสมอ 

หลายครั้งจึงมีโปรเจกต์มากมายที่เป็นรูปเป็นร่างเกือบจะได้ถ่ายทำ แต่กลับไปไม่ถึงฝั่งฝัน เมื่อยังหาคำตอบไม่ได้ว่าหนังโฆษณาเรื่องนี้จะแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมได้จริงหรือไม่  

แนวคิดนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ Ogilvy ที่เป็นเอเจนซี่จัดทำหนังโฆษณา ได้รับงานแรก ๆ ที่ต้องทบทวนว่าควรจะ Repositioning แบรนด์ไปในทิศทางไหน นำไปสู่จุดยืนใหม่ที่มุ่งเน้นเรื่องคุณค่าของชีวิตและคุณค่าของความรัก Value of Life & Value of Love โดยไม่ได้ต้องการพูดให้ทุกคนเชื่อ แต่จะลงมือทำอะไรบางอย่างเพื่อให้ทุกคนรู้สึกว่าชีวิตมีความหมาย จึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นของหนังโฆษณาเรื่องแรกอย่าง Peace of Mind เล่าเรื่องภรรยาที่จำเป็นต้องคลอดก่อนกำหนดเพราะสามีไม่อาจมีชีวิตอยู่ในวันที่ลูกลืมตา เต็มไปด้วยอีโมชันนอล แปลกใหม่ และกล้าหาญ สร้างปรากฏการณ์ให้กับวงการโฆษณาโลก แม้ในยุคนั้นจะวัดความไวรัลกันที่การ Forward Email ก็ตาม เรื่อยมาจนถึงหนังตัวล่าสุด กุญแจสำคัญก็ยังคงเป็นเนื้อหาที่เชื่อมโยงกับบริบทของคนดูได้ เพราะแบรนด์ไม่ได้ต้องการพัฒนาหนังที่ล้ำสมัยมากที่สุด แต่จะสร้างหนังอย่างไรให้เกิดแรงบันดาลใจ และทำให้คนในสังคมได้ย้อนกลับมามองตัวเองต่างหากคือเป้าประสงค์

เลือกวิธีเล่าเรื่องถูกต้อง

ไทยประกันชีวิตไม่ได้บรรจุคำว่า Sadvertising ลงในศัพท์ทางการตลาด แต่ ฟิลิป คอตเลอร์ นักการตลาดระดับโลกคือคนที่มอบนิยามนี้ให้พวกเขา ในฐานะหนังโฆษณาที่กินใจผู้ชม สื่อสารทางอารมณ์ และความรู้สึกได้ลึกซึ้ง ซึ่งไม่อาจเกิดขึ้นได้จากการคิดเพียงลำพัง ต้องอาศัยความร่วมมือจากไทยประกันชีวิต โปรดักชันเฮาส์ และเอเจนซี่โฆษณาที่มองเห็นภาพเดียวกัน นั่นคืออยากให้ไทยประกันชีวิตเป็นแบรนด์ที่คนรักและเชื่อมั่นไว้วางใจ

แต่หลายคนอาจยังไม่รู้ Sadvertising ที่กลายเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ก็ไม่ได้เต็มไปด้วยคราบน้ำตาเสมอไป เพราะนิยามคำว่า Sadvertising ของพวกเขาไม่ใช่หนังโศกเศร้า แต่เป็นหนังที่จะทำให้สั่นสะเทือนด้วยอารมณ์ในทางใดทางหนึ่ง หัวเราะดังที่สุด ร้องไห้ที่สุด ดีใจกระโดดโลดเต้นที่สุด คุณสมบัติของหนังโฆษณาประเภทนี้จึงต้องละเอียดลออกว่าหนังทั่วไปและมีอิมแพคกับคนดูเสมอ พื้นที่เล่นสนุกของพวกเขาจึงกว้างมาก เช่น Forget me not ที่แฝงไปด้วยความตลก อบอุ่น ตามประสาคู่รักสูงวัย ก็็เป็นอีกรสชาติของ Sadvertising ที่กลมกล่อมอีกแบบ

ต้องยอมรับว่า ต่อให้พวกเขาทำการบ้านมาอย่างหนักเพื่อให้ได้มาซึ่งเมสเสจที่แหลมคม แต่ความทรงพลังของเมสเสจนั้นก็อาจไม่ยิ่งใหญ่เท่า หากไม่ถูกเล่าออกมาในรูปแบบ Sadvertising ซึ่งนับว่าเป็นความกล้าหาญที่ไทยประกันชีวิตยังคงหยัดยืนทำสิ่งนี้มาตลอด 20 ปี จนแทบจะเป็นแบรนด์ประกันชีวิตเดียวที่พูดเรื่องความรัก ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์ทั้งแง่บวกและลบ ก็นับว่าประสบความสำเร็จที่สร้างให้เกิดการถกเถียงกันในสังคมได้จริงมาอย่างยาวนาน แคมเปญหนังโฆษณาของไทยประกันชีวิตจึงทำงาน ณ วินาทีที่หนึ่งหลังหนังจบเสมอ

คราฟต์ในทุกมิติ

หลายไอเดียเกิดขึ้นจากการค้นคว้า และหลายไอเดียเกิดขึ้นจากการอ่าน คุณกรณ์ เทพินทราภิรักษ์ อดีต Chief Creative Officer, Ogilvy เป็นแฟนตัวยงของหนังสือพิมพ์หัวเขียว คอลัมน์เล็ก ๆ ในกรอบมักจะเป็นข่าวที่ถูกมองข้าม แต่เต็มไปด้วยเหตุการณ์ประหลาดพิลึกเกิดขึ้นเสมอ คุณกรณ์ได้แรงบันดาลใจจากเนื้อหาเล็ก ๆ นั้น และเห็นเป็นภาพหนังโฆษณา อย่าง Peace of mind ที่ผู้หญิงคนหนึ่งไปขอให้หมอช่วยทำคลอดก่อนกำหนด หรือปู่ชิวเองก็มีที่มาแบบเดียวกันจากข่าวชายที่เดินทางไกลเพื่อไปเล่นดนตรีในคนรักฟังทุกวัน

พอมาถึงตัวบท นับว่าเป็นขั้นตอนที่กินเวลายาวนานที่สุด เพราะเต็มไปด้วยการถกเถียงว่าจะปั้นสรรตัวละครอย่างไรให้คนดูเชื่อว่าคนเหล่านี้ก็เป็นมนุษย์ไม่ต่างจากพวกเขา ทุกคนที่เห็นในหนังจะต้องเดินออกไปจากบ้านแล้วเจอได้ทันที หนังของไทยประกันชีวิตจึงเดินเรื่องด้วยชีวิตของคนธรรมดา ๆ เป็นส่วนใหญ่ แม้แต่คำว่า พ่อ เพียงพยางค์เดียวที่เด็กหญิงคิตตี้ต้องพูดปิดท้ายในหนังเรื่อง Until we meet again ก็หาข้อสรุปกันร่วมชั่วโมง 

ยิ่งอิมแพค ยิ่งยืนระยะนาน

คำถามที่หลายคนสงสัยคือ หนังโฆษณาที่ไทยประกันชีวิตทำมาโดยตลอด ส่งผลให้พวกเขาขายกรมธรรม์ได้มากขึ้นรึเปล่า

คำตอบคือ แค่ตัวแทนพูดว่า เคยดูหนังไทยประกันชีวิตไหม เขาก็มีชัยไปกว่าครึ่ง

หนังเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นตัวเปิดบทสนทนาได้ดีกับคนที่ชอบอะไรเหมือนกัน มีประสบการณ์คล้ายกัน ดูหนังเรื่องเดียวกัน แบรนด์ไม่ได้ถูกจดจำด้วยดาราพรีเซนเตอร์ แต่ถูกจดจำในระดับเนื้อหาและความพิเศษของหนังแต่ละเรื่อง ช่วยทำให้ลูกค้าเปิดใจง่ายขึ้น

ส่วนในวงการโฆษณาเอง นอกจากจะสั่นสะเทือนโลก มันยังสร้างแรงบันดาลใจให้กับอุตสาหกรรมนักสร้างสรรค์ของไทยอย่างเห็นได้ชัด เป็นหมุดหมายที่ทำให้เด็ก ๆ หลายคนใฝ่ฝันอยากเป็นครีเอทีฟ หรือผู้กำกับ แม้แต่วิธีการเขียนก็อปปี้อันเฉียบขาด ประโยค Wrap-up ท้ายสุดที่เข้าขั้นยากมาก ก็ถอดบทเรียนจากหนังประหนึ่งไบเบิลเล่มน้อย และการมีอยู่ของแบรนด์ก็การันตีให้คนทำงานพอมีหวังได้ว่า ยังมีลูกค้าที่เชื่อมั่นในการทำหนังคราฟต์แบบนี้ ด้วยไอเดียแบบนี้อยู่เสมอ เพราะทุกเรื่องราวที่เลือกถ่ายทอดออกไป ล้วนมีจิตวิญญาณและความเชื่อของแบรนด์อยู่ในนั้น

สามารถรับชม บทสัมภาษณ์ฉบับเต็มเบื้องหลังของ The Original Sadvertising ต้นแบบหนังโฆษณารักเรียกน้ำตา ได้ที่

และรับชมหนังโฆษณาไทยประกันชีวิต The Original Sadvertising ต้นแบบหนังโฆษณารักเรียกน้ำตา ได้ที่

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load