หากมีตึกคอนกรีตเปล่าสูง 7 ชั้นตั้งอยู่ในซอกซอยลึกย่านพระโขนงของเมืองกรุงเทพฯ

คุณคิดว่าจะเปลี่ยนมันเป็นอะไรได้บ้าง

สำหรับ สิริมาดา และ สุทธิลักษณ์ ศุภองค์ประภา ผู้บริหารแบรนด์เฟอร์นิเจอร์ Wurkon (เวอร์ค่อน) พวกเขาจินตนาการถึงพื้นที่แสดงงานดีไซน์และแกลเลอรี่ศิลปะคุณภาพในรูปแบบที่ทุกคนเข้าถึงได้ง่าย โดยไม่ต้องคุยภาษายากๆ หรือใช้บันไดปีนทำความเข้าใจ ซึ่งจะดีอย่างยิ่งถ้ามันเกิดขึ้นในเมืองที่ศิลปะยังดูเป็นของฟุ่มเฟือย และพื้นที่ส่วนกลางด้านความคิดสร้างสรรค์ยังหาได้ยากยิ่งอย่างกรุงเทพฯ

ปัดฝุ่นโกดังเฟอร์นิเจอร์อายุ 30 ปี เป็น XSpace แกลเลอรี่ศิลปะแห่งใหม่ย่านพระโขนง

แนวคิดที่ว่านี้นำมาซึ่ง XSpace การเปลี่ยนโฉมโกดังคอนกรีตให้กลายเป็นโชว์รูม ออฟฟิศ พื้นที่แสดงงานดีไซน์และศิลปะร่วมสมัย ที่ได้ จูน เซคิโน (Jun Sekino) จาก Junsekino Architect and Design สถาปนิกเจ้าของรางวัลด้านการออกแบบมากมายทั้งในไทยและต่างประเทศ เป็นผู้ออกแบบและผลักดันแนวคิดด้านสถาปัตยกรรมให้กับแกลเลอรี่แห่งใหม่นี้

จากกล่องคอนกรีตสี่เหลี่ยมที่เคยแข็งทื่อ สู่ความยืดหยุ่นของพื้นที่ใช้สอย และสอดคล้องกับแนวคิดทางธุรกิจที่เจ้าของตั้งใจไว้ว่า ต้องการสร้างจุดบรรจบที่งานสร้างสรรค์ประเภทต่างๆ จะถูกลบเลือนพรมแดน และได้หลอมรวมความหลากหลายของงานทุกแขนงไว้ในพื้นที่เดียว

ปัดฝุ่นโกดังเฟอร์นิเจอร์อายุ 30 ปี เป็น XSpace แกลเลอรี่ศิลปะแห่งใหม่ย่านพระโขนง

ลบเลือนพรมแดน

หลังย้ายพื้นที่โกดังเก็บของไปยังสถานที่ใหม่ที่เหมาะสมขึ้นในย่านอ่อนนุช Wurkon ก็ได้อดีตโกดังสูง 7 ชั้นด้วยเนื้อที่เกือบ 5000 ตารางเมตรคืนมาพร้อมกับโอกาสมากมาย

“เมื่อก่อนเราอยากได้โชว์รูมมาก แต่ขาดแคลนพื้นที่ พอได้ตึกอายุสามสิบปีนี้ เราก็มาคิดว่าจะต่อยอดเป็นอะไรดี” สิริมาดาเริ่มต้นเล่าให้ฟังถึงที่มาที่ไป

ปัดฝุ่นโกดังเฟอร์นิเจอร์อายุ 30 ปี เป็น XSpace แกลเลอรี่ศิลปะแห่งใหม่ย่านพระโขนง

จุดเริ่มต้นของแบรนด์ Wurkon ใน พ.ศ.2558 คือการมุ่งสร้างความแตกต่างในตลาดเฟอร์นิเจอร์สำนักงาน และส่งเสริมวิถีชีวิตการทำงานรูปแบบใหม่ๆ หรือ New Lifestyle of  Work 

ในวันที่โลกออฟฟิศแบบใช้คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะและนั่งแยกแผนกชัดเจน เริ่มเปลี่ยนไปสู่การใช้แลปท็อปและรูปแบบพื้นที่ที่ยืดหยุ่นมากขึ้น พวกเขาเน้นนำเสนอเฟอร์นิเจอร์ที่ให้ความสำคัญกับการออกแบบเพื่อฟังก์ชันที่หลากหลาย สำหรับตอบสนองลูกค้าที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพของงานดีไซน์โดยเฉพาะ นอกจากการนำเข้าแบรนด์เฟอร์นิเจอร์เน้นดีไซน์ที่มีดีเอ็นตรงกับแบรนด์อย่าง ACTUI และ Andreu World จากประเทศสเปน Wurkon เองก็ยังเสริมตัวตนของพวกเขาด้วยการทำคอนเทนต์เกี่ยวกับศิลปะและงานออกแบบบนสื่อโซเชียลในเชิงลึก ทั้งบทความให้ความรู้เกี่ยวกับศิลปะและงานออกแบบ บทความอัปเดตข่าวสารแวดวงศิลปะและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ บทความสัมภาษณ์ศิลปินและนักออกแบบในแขนงต่างๆ

ปัดฝุ่นโกดังเฟอร์นิเจอร์อายุ 30 ปี เป็น XSpace แกลเลอรี่ศิลปะแห่งใหม่ย่านพระโขนง

ทั้งหมดนี้ สุทธิลักษณ์กล่าวว่า เพราะต้องการให้ Wurkon เป็นคลังข้อมูลและแรงบันดาลใจให้กับนักออกแบบ ด้วยอยากให้แบรนด์ของพวกเขาสื่อสารภาษาเดียวกับศิลปิน และต้องการให้เหล่าดีไซเนอร์รู้สึกว่า Wurkon ไม่ใช่คนอื่นคนไกล แต่เป็นเพื่อนในแวดวงเดียวกับพวกเขา โดยทั้งหมดนี้มี ภาณุ บุญพิพัฒนาพงศ์ นักเขียนและคอลัมนิสต์ผู้ช่ำชองด้านศิลปะ เป็นผู้ดูแลเนื้อหาบนโซเชียลมีเดียมายาวนาน จนภายหลังเขาได้รับบทบาทมากขึ้น โดยการเข้ามาเป็น Media Director ของ Xspace คนปัจจุบัน

และจากจุดนี้เองที่ Wurkon ค้นพบแนวทางธุรกิจใหม่ เมื่อพวกเขาต้องการสร้างพื้นที่สำหรับศิลปะและงานสร้างสรรค์

“เราอยากทำพื้นที่โชว์งานเฟอร์นิเจอร์ที่เป็นงานดีไซน์กับงานศิลปะให้อยู่ในสเปซเดียวกัน” สิริมาดาเสริมเหตุผลในชื่อโครงการที่ขึ้นต้นด้วยตัวอักษร X หรือ Cross สัญลักษณ์ของจุดตัดและการบรรจบกัน 

เมื่อ Wurkon ต้องการก้าวเข้าสู่แวดวงศิลปะอย่างเต็มตัวในฐานะแกลเลอรี่ จึงเลือกสร้างพื้นที่โดยให้นิยามว่าเป็นความไร้พรมแดนระหว่างงานเฟอร์นิเจอร์กับเนื้อหาทางศิลปะ โดยเห็นได้ชัดเจนที่สุดบนพื้นที่ชั้น 1 ของอาคาร ที่ประกอบด้วยส่วนใช้งาน 2 ส่วนหลักๆ คือส่วนโชว์รูมกึ่งแกลเลอรี่กับส่วนพื้นที่โล่ง ไว้จัดแสดงงานศิลปะแบบหมุนเวียน

ในโชว์รูมนั้น ความพร่าเลือนของเส้นแบ่งงานสร้างสรรค์อยู่ที่การจัดแสดง ซึ่งคัดเลือกเฟอร์นิเจอร์ชิ้นเอกจากแบรนด์ที่ Wurkon มี มาจัดวางยังมุมต่างๆ ในฐานะงานออกแบบชิ้นหนึ่ง คู่กับบรรดาภาพศิลปะที่คัดสรรจากภัณฑารักษ์

“เราพยายามจัดให้เห็นว่า งานศิลปะกับตัวเฟอร์นิเจอร์ที่วางด้วยกันมันส่งเสริมกัน โดยปกติโชว์รูมเฟอร์นิเจอร์อาจปฏิบัติกับรูปภาพเป็นแค่ของตกแต่ง แต่เราให้ความสำคัญเท่ากัน แล้วงานศิลปะแต่ละชิ้นก็คัดมาว่าเป็นชิ้นที่ดี” สุทธิลักษณ์อธิบายเสริม

ปัดฝุ่นโกดังเฟอร์นิเจอร์อายุ 30 ปี เป็น XSpace แกลเลอรี่ศิลปะแห่งใหม่ย่านพระโขนง

ดังจะเห็นได้จากทั้งการแบ่งโซนจัดแสดงเป็นมุมตัวอย่าง ไม่ว่ามุมบาร์ มุมล็อบบี้ มุมนั่งพักผ่อน รวมถึงมุมที่เรียงเก้าอี้ให้แสดงตัวราวกับอยู่ในพิพิธภัณฑ์งานดีไซน์ ทั้งหมดจัดวางควบคู่กับภาพศิลปะที่คัดเลือกโดยภัณฑารักษ์ให้เข้ากับมุมหรือเฟอร์นิเจอร์นั้นๆ และทั้งหมดจะหมุนเวียนไปเรื่อยๆ เหมือนเป็นแกลเลอรี่ศิลปะ เป็นความพยายามที่สุทธิลักษณ์เล่าว่า เพื่อเชื้อเชิญนักออกแบบให้เลือกชมสินค้าที่สร้างแรงบันดาลใจ คล้ายการเติมแง่มุมศิลปะเพื่อเสริมคุณค่าด้านสุนทรียะให้แก่เฟอร์นิเจอร์แต่ละชิ้น

ปัดฝุ่นโกดังเฟอร์นิเจอร์อายุ 30 ปี เป็น XSpace แกลเลอรี่ศิลปะแห่งใหม่ย่านพระโขนง
ปัดฝุ่นโกดังเฟอร์นิเจอร์อายุ 30 ปี เป็น XSpace แกลเลอรี่ศิลปะแห่งใหม่ย่านพระโขนง

อีกพื้นที่หนึ่งที่สำคัญ คือพื้นที่โล่งขนาดกว่า 500 ตารางเมตร อุทิศให้การแสดงเนื้อหาทางศิลปะเต็มรูปแบบ XSpace จะทำงานร่วมกับภัณฑารักษ์ท่านต่างๆ ในแต่ละวาระ ด้วยเนื้อที่อันกว้างขวาง เพดานสูง จึงแสดงผลงานศิลปะร่วมสมัยได้ไม่จำกัดประเภท ตั้งแต่จิตรกรรม จนถึงศิลปะบนโต๊ะอาหารอย่าง Chef’s Table และเปิดให้ผู้คนเข้าชมได้โดยอิสระ ไม่มีค่าใช้จ่าย และตั้งใจให้เนื้อหานั้นต่อเนื่องไปยังส่วนโชว์รูมด้วย

ปัดฝุ่นโกดังเฟอร์นิเจอร์อายุ 30 ปี เป็น XSpace แกลเลอรี่ศิลปะแห่งใหม่ย่านพระโขนง
ปัดฝุ่นโกดังเฟอร์นิเจอร์อายุ 30 ปี เป็น XSpace แกลเลอรี่ศิลปะแห่งใหม่ย่านพระโขนง

โอกาสในโครงสร้างคอนกรีต

ถัดจากพื้นที่ชั้น 1 ไฮไลต์ของ XSpace บริเวณชั้น 2 เป็นส่วนสำนักงานที่ผสมผสานส่วนโชว์รูมไว้ด้วย ส่วนชั้น 3 และ 4 เป็นสำนักงาน ชั้น 5 และ 6 เป็นโชว์รูมที่เน้นให้เห็นสินค้าทั้งหมดที่มี

ปัดฝุ่นโกดังเฟอร์นิเจอร์อายุ 30 ปี เป็น XSpace แกลเลอรี่ศิลปะแห่งใหม่ย่านพระโขนง

ข้อดีของเนื้อที่อาคารจำนวนมาก รองรับความต้องการด้านพื้นที่ใช้สอยได้เพียงพอ แต่ในขณะเดียวกันก็มาพร้อมกับความใหญ่โตและทึบตัน จึงท้าทาย จูน เซคิโน สถาปนิกผู้เข้ามาช่วยแก้ปัญหาและเติมหน้าที่ใช้สอยใหม่ให้กับโครงสร้างคอนกรีตสูงใหญ่นี้

“มันเหมือนเหลือแต่กระดูก อันไหนเก็บได้เราก็เก็บ แต่เส้นเลือดต้องเปลี่ยน และก็เปลี่ยนเนื้อหนังนิดหน่อย” จูนเปรียบเปรยให้ฟังถึงการเข้าปรับเปลี่ยนอาคารหลังนี้

“ปัญหาเดิมคือกรอบอาคารมันใหญ่มาก ทำให้แสงไม่เข้า ตรงกลางเลยมืด ต้องระเบิดมันให้มันสว่างขึ้น รวมถึงทางเจ้าของเขาอยากให้เป็น Open Plan มากๆ เพราะว่าจะเปลี่ยนฟังก์ชันไปเรื่อยๆ ทุกอย่างเป็นการใช้งานชั่วคราว”

ปัดฝุ่นโกดังเฟอร์นิเจอร์อายุ 30 ปี เป็น XSpace แกลเลอรี่ศิลปะแห่งใหม่ย่านพระโขนง

นอกจากแกลเลอรี่ศิลปะจะปรับเปลี่ยนตลอดเวลาตามวาระของนิทรรศการ แม้ไม่ใช่ระยะเวลาที่บ่อยเท่า พื้นที่โชว์รูมสินค้าชั้นบนขึ้นไปก็จะจัดใหม่ตามโอกาส ส่วนในแต่ละชั้นสำนักงาน ทางเจ้าของโครงการก็มักโยกย้ายพื้นที่นั่งทำงานกันอยู่เสมอ ตามแนวคิดการให้ความสำคัญกับความยืดหยุ่นและการเปิดรับความเปลี่ยนแปลง

การออกแบบอาคารนี้ จูนเล่าว่าเป็นการทำงานกับโครงสร้างเดิมที่สภาพดีอยู่แล้ว แต่ปรับปรุงให้เอื้อต่อคุณภาพการใช้พื้นที่ที่ดีขึ้น โดยมีข้อดีที่ได้จากความเป็นโกดังเก่าคือ โครงสร้างเสา-คานคอนกรีต ยังแข็งแรงและรับน้ำหนักได้มาก ตามมาด้วยความเป็นระเบียบของระยะช่วงเสาที่ซ้ำๆ กัน ซึ่งทำให้แบ่งและปรับเปลี่ยนพื้นที่ใช้สอยได้ง่าย รวมถึงช่องลิฟต์ขนาดใหญ่ที่เคยใช้ขนของก็ยังใช้งานได้ดี

ปัดฝุ่นโกดังเฟอร์นิเจอร์อายุ 30 ปี เป็น XSpace แกลเลอรี่ศิลปะแห่งใหม่ย่านพระโขนง

การปรับปรุงข้อเสียอื่นๆ เช่น กรอบอาคารที่มีหน้าต่างเพียงบางส่วน เพราะเดิมไม่ต้องใช้งานอะไรนอกจากเก็บของ ก็เปิดผนังออกหลายส่วนเพื่อรับแสงและลม และเดิมมีการซ้อนชั้นอาคารเพื่อให้ได้จำนวนพื้นที่ใช้สอยมากที่สุด ทำให้ระยะพื้นถึงฝ้าค่อนข้างต่ำ เขาใช้วิธีรื้อฝ้าออกเพื่อให้พื้นที่โปร่งขึ้น ผลที่ได้จึงเหมือนเป็นลิ้นชัก จูนอธิบายให้เห็นภาพต่อว่า ใช้วิธีเสียบสล็อตการใช้งานอะไรก็ได้เข้าไปในแต่ละชั้น

 “เหมือนทำโครงเฟอร์นิเจอร์ใหญ่ๆ ตัวหนึ่ง แล้วเราเสียบและดึงฟังก์ชันที่ต้องการออกได้ตลอดเวลา”

โดยองค์ประกอบสำคัญที่สุดซึ่งแสดงถึงแนวคิดความยืดหยุ่นของอาคาร และช่วยสร้างความโดดเด่นให้กับสถาปัตยกรรมทั้งในแง่รูปลักษณ์ภายนอก และในแง่การสร้างตัวตนของ XSpace คือส่วนเปลือกด้านหน้าอาคาร หรือฟาซาด (Façade) นั่นเอง

สถาปัตยกรรมพร่าเลือน

จากถนนสุขุมวิท 71 มุ่งเข้าสู่ท้ายซอยปรีดีพนมยงค์ 14 แกลเลอรี่ XSpace นับว่าซ่อนตัวอยู่ไกลจากถนนเส้นหลักพอควร ตำแหน่งที่ตั้งจึงเป็นอีกความท้าทายหนึ่งของโครงการ ซึ่งสถาปนิกว่าเป็นอีกโจทย์ที่ต้องออกแบบอาคารให้ดูน่าดึงดูด และมีเอกลักษณ์เป็นที่จำได้ แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ได้ต้องการให้หน้าตาดูหวือหวาแบบเป็นแฟชั่นที่ผ่านมารวดเร็วแล้วจากไป

“ตึกมันใหญ่มาก เกือบห้าพันตารางเมตร ต้องทำให้สิ่งที่เป็นมวลหนักๆ นี้ละลาย” จูนเล่าให้ฟังถึงการจัดการความมหึมาของอาคาร ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในที่มาของแนวคิดการออกแบบฟาซาดแบบพิกเซล

ทั้งการหาวิธีสลายความทึบตันของอาคาร และความต้องการสร้างภาพจำ ผู้ออกแบบจึงไม่ได้เริ่มจากการมองหารูปฟอร์ม แต่ต้องการสร้าง ‘ภาษา’ ชนิดหนึ่งที่จะเป็นเอกลักษณ์ของ XSpace

“ผมรู้สึกว่าความเป็น XSpace มันคือการเอาตึกเดิมมา Recode” จูนอธิบายต่อถึงแนวคิดการออกแบบ

“เราต้องหาความเป็นไอคอนิกบางอย่างที่ไม่ใช่ฟอร์ม แต่เป็น Code ที่ทำให้รู้ว่าที่นี่คือ XSpace”

‘Code’ ที่ว่านี้ สำเร็จออกมาเป็นบานเกล็ดผืนใหญ่ด้านหน้าอาคาร ประกอบด้วยวัสดุทึบและโปร่งสลับกัน โดยเรียงต่อกันเป็นตารางพิกเซล บานเกล็ดเหล่านี้หมุนเปิด-ปิด เพื่อนำแสงและลมธรรมชาติเข้าสู่พื้นที่ภายใน เหมาะอย่างยิ่งกับสภาพอากาศแบบร้อนชื้น และเปลือกอาคารนี้ยังสร้างปรากฏการณ์ด้านรูปลักษณ์ ทำให้หน้าตาตึกเปลี่ยนไปตามองศาการบิดหมุนบานเกล็ดที่ไม่ซ้ำกัน แน่นอนว่าเมื่อรวมกับเรื่องจังหวะของแสง และฤดูกาลแล้วสร้างภาษาของอาคารในต่างช่วงเวลาได้อย่างน่าสนใจ

ปัดฝุ่นโกดังเฟอร์นิเจอร์อายุ 30 ปี เป็น XSpace แกลเลอรี่ศิลปะแห่งใหม่ย่านพระโขนง
ปัดฝุ่นโกดังเฟอร์นิเจอร์อายุ 30 ปี เป็น XSpace แกลเลอรี่ศิลปะแห่งใหม่ย่านพระโขนง

“ฟาซาดนี้ยังเปิดกว้างให้เกิดการดัดแปลงได้ เช่น การเปลี่ยนวัสดุ หรืออาศัยความเป็นพิกเซลติดสติกเกอร์ลงบนพื้นผิวเพื่อสื่อสารภาพ ไปจนถึงข้อความบางอย่าง หรือมันอาจเป็น Coding เป็น Graphic Environment คนที่ขับรถอยู่บนทางด่วนก็มองเห็นได้ ผมอยากให้ที่นี่สื่อสารอย่างนั้น คือถ้าเห็น Coding นี้ คุณจะนึกถึง ‘X’ ทันทีเลย” ผู้ไม่อยากให้ตึกใหญ่ดูเป็นอาคารเล่า

จากแผงฟาซาดที่ยินยอมให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและเป็นการสื่อสารรูปแบบหนึ่งได้เช่นนี้ เขาไม่ได้มองสถาปัตยกรรมเป็นชิ้นงานศิลปะที่เสร็จสมบูรณ์ตายตัว แต่เป็นสถาปัตยกรรมที่มีความเป็นชั่วคราวและปลายเปิดสูง หรือเราอาจกล่าวอีกแบบได้ว่า เป็นสถาปัตยกรรมที่ไม่มีจุดเสร็จสมบูรณ์ แต่เป็นสถาปัตยกรรมที่จะถูกเติมความหมายและถูกสร้างขึ้นใหม่อยู่เสมอ

ปัดฝุ่นโกดังเฟอร์นิเจอร์อายุ 30 ปี เป็น XSpace แกลเลอรี่ศิลปะแห่งใหม่ย่านพระโขนง

ที่สำคัญ แนวคิดในการพร่าเลือนความตายตัวของสถาปัตยกรรมนี้ ยังได้รับการย้ำดังที่จูนเสริมว่า ‘ภาษา’ ที่เขาออกแบบนี้ ไม่จำเป็นต้องดำรงอยู่บนสถาปัตยกรรมแต่เพียงอย่างเดียว ยังนำไปใช้ห่อหุ้มอาคารอื่นๆ ของ XSpace ได้หากพวกเขาต้องการ หรือนำไปใช้งานในลักษณะอื่น อย่างนำไปใช้เป็นภาพกราฟิกบนเนื้อที่ของโลกดิจิทัลของ xspace.gallery เอง

เพื่อทุกคนได้เข้าถึง

“ผมคิดว่าถ้าเรามองว่าสถาปัตยกรรมจะเป็นเช่นนั้นตลอดไป มันอาจจะไม่ใช่ โลกมันเปลี่ยนเร็ว เราคาดเดาไม่ได้ว่าอีกห้าปีเป็นยังไง แต่ถ้าเรามีฮาร์ดแวร์บางอย่างที่ทำให้รู้สึกว่าตึกมันเดินไปต่อได้ ผมว่าอันนี้ดีกว่า”

แนวคิดเกี่ยวกับสถาปัตยกรรมที่จูนว่านี้ ตรงกับแนวคิดการทำธุรกิจของ Wurkon ที่พร้อมรับการปรับเปลี่ยนอยู่เสมอ ซึ่งอาคารที่ได้รับการมองในลักษณะของภาษาอันลื่นไหล และเน้นการสื่อสารเช่นนี้สอดคล้องกับอีกแนวคิดของแกลเลอรี่ คือความต้องการพูดกับคนหมู่มาก และต้องการให้ผู้คนเข้าถึงศิลปะได้โดยไม่รู้สึกว่าเป็นเรื่องยาก

“เราไม่อยากทำสเปซขาวๆ ที่ดูแล้วรู้สึกว่าศิลปะยิ่งใหญ่มาก มันกันคนออกไป” สุทธิลักษณ์ว่า

“เราโตมาในยุคที่ว่า เฮ้ย ศิลปะอะไรไม่สนใจอะ ทำมาหากินก่อน เอาไว้รวยก่อนค่อยไปดู 

“แต่คนรุ่นนี้ไม่ได้คิดอย่างนั้นแล้ว มันเป็นเรื่องของทุกคน เป็นช่วงเปลี่ยนผ่านของยุค และเป็นเทรนด์ของโลกด้วย ในเมืองต่างๆ ศิลปะเป็นเรื่องธรรมดาที่คนทั่วไปไปดู ไปเที่ยว เด็กๆ ออกจากบ้าน ออกจากโรงเรียน ไปเดินแกลเลอรี่ตอนบ่าย หรือคนเดทกัน ไม่รู้จะไปเที่ยวไหนก็ไปเดินมิวเซียม แต่ว่าเมืองไทยมันถูกทำให้รู้สึกว่าไกลตัว รู้สึกว่ายาก เราเลยอยากเป็นส่วนหนึ่งที่เปิดพื้นที่เชื่อมสิ่งนี้”

ปัดฝุ่นโกดังเฟอร์นิเจอร์อายุ 30 ปี เป็น XSpace แกลเลอรี่ศิลปะแห่งใหม่ย่านพระโขนง

จากมุมมองของสถาปนิกเอง จูนก็เห็นตรงกันว่าเขาไม่ได้ต้องการให้อาคารเป็นสิ่งพิเศษที่วิเวกออกจากสถานที่ตั้ง คงจะดีกว่าถ้าสิ่งที่เคยรู้สึกว่าเป็นเรื่องไกลตัวอย่างงานออกแบบ ศิลปะ แกลเลอรี่ หรือพิพิธภัณฑ์ ได้ทำให้เข้าใจว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดาของคนทุกคน ผ่านอาคารที่เขาออกแบบ

“ที่นี่เหมือน Creative Space ที่ไม่ได้เข้มงวดว่าเป็นศิลปะ เป็นสเปซที่คนมีส่วนผลักดันบางอย่างได้ ผมไม่อยากให้เป็นภาพแกลเลอรี่ที่นิ่งๆ เย็นๆ ที่คนไม่กล้าไปใช้ หรือรู้สึกว่าเข้ามาแล้วจะต้องโดนสเปซกระทืบแน่เลย” จูนกล่าวย้ำเสียงกลั้วหัวเราะ ก่อนเล่าต่อว่าต่างจากการออกแบบบ้าน ของธรรมดาที่ทุกคนรู้จักดีให้มีความพิเศษ 

เพราะการออกแบบแกลเลอรี่ศิลปะเพื่อสื่อสารกับสาธารณะ เป็นการทำให้ของที่ทุกคนรู้สึกว่าพิเศษ กลายเป็นของธรรมดาที่จับต้องได้ ไม่ว่าใครก็ตาม

ปัดฝุ่นโกดังเฟอร์นิเจอร์อายุ 30 ปี เป็น XSpace แกลเลอรี่ศิลปะแห่งใหม่ย่านพระโขนง

Writer

กรกฎ หลอดคำ

เขียนเรื่องบ้านและงานออกแบบเป็นงานประจำ สนใจเรื่องราวทางสังคมและวัฒนธรรมในงานสถาปัตยกรรมเป็นพิเศษ

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

Re-Place

เบื้องหลังการรีโนเวตอาคารเก่า

ถ้าพูดถึงย่านที่คึกคักที่สุดในกรุงเทพฯ ตอนนี้ ชื่อหนึ่งที่คงถูกหยิบยกมาพูดถึงแน่ๆ ต้องเป็นซอยนานา ด้วยการเติบโตของร้านค้า ร้านอาหาร คาเฟ่ แกลเลอรี่ และอื่นๆ อีกมากมายในซอยที่มีชื่อเดิมว่าตรอกหมอ เพราะแต่เดิมเป็นย่านขายเครื่องยาจีนของเยาวราช แต่ผมก็ตระหนักได้ว่าแม้ตึกแถวเหล่านี้ได้รับการปรับปรุงขึ้นมาใหม่จนดูงดงามมากก็ตาม แต่กลับไม่มีร้านไหนที่ตกแต่งออกมาตามสัญชาติของตึกและย่านนี้เลย เรามีร้านที่ดูสวยแบบสแกนดิเนเวีย มีร้านตกแต่งสวยงามแบบไทย อีกฝั่งนึงก็มีหน้าตาราวกับอยู่นิวยอร์ก จนกระทั่งผมได้พบอาคารแห่งหนึ่งในซอยเดียวกันที่เป็นทั้งร้านอาหารกึ่งบาร์และห้องพัก ซึ่งตกแต่งโดยรักษาบริบทความจีนของย่านนี้ไว้ และยังทำได้ดูเป็นหมวยอินเตอร์อีกด้วย

ปาเฮ่า หรือ เบอร์แปด คือชื่อของอาคารนั้น

และนี่คือการพูดคุยกับ ทอพธนพลพจน์ โรจน์ณัฐกุล ผู้ออกแบบและสร้างห้องเบอร์แปดนี้ขึ้นมา

Ba hao : รีโนเวตตึกแถวด้วยวิธีจี๊นจีนเป็นร้านอาหารและที่พักจีนจีนร่วมสมัย
Ba hao : รีโนเวตตึกแถวด้วยวิธีจี๊นจีนเป็นร้านอาหารและที่พักจีนจีนร่วมสมัย

เบอร์หนึ่ง : พบเจอ

“เรื่องของเรื่องเริ่มมาจากเพื่อนคนหนึ่งในกลุ่มที่บังเอิญเจอตึกแถวประกาศให้เช่าในซอยนานา เลยเกิดการคุยกันในหมู่เพื่อนๆ ที่อยากทำอะไรร่วมกัน ไอเดียที่สอดคล้องกันพอดี คือโฮสเทลและร้านอาหาร จนทำให้เกิดเป็นการปรับปรุงตึกแถวเก่าที่จี๊นจีนห้องนี้ให้กลายมาเป็นห้องพักและร้านอาหารแบบจีนร่วมสมัยขึ้นมา

“ตึกแถวย่านนี้เป็นตึกแถวแรกๆ ของกรุงเทพฯ คนที่อยู่แถวนี้เป็นคนจีนทั้งหมด ร้านค้าทั้งหมดบนถนนสายนี้เป็นที่ขายยาสมุนไพรจีน ตอนนี้เหลืออยู่เพียงแค่ 2 – 3 แห่งเท่านั้นที่ยังขายอยู่ ถ้าไปอยู่ที่ชั้นสี่เราจะยังได้กลิ่นยาจีนอยู่เลย”

ทอพซึ่งเป็นหนึ่งในหุ้นส่วนและสถาปนิกผู้ออกแบบและรีโนเวตอาคารเล่าเบื้องหลังก่อนปรับปรุงตึก

“เอาจริงๆ แล้วทุกคนที่มาทำต่างก็ไม่ได้เชื่อมั่นในทำเลตรงนี้เลย แต่ตอนนั้นบาร์ ร้านอาหาร และคาเฟ่ ในละแวกนี้เริ่มได้รับความนิยมมากขึ้น มีคนมาอยู่บ้างแล้ว แต่ยังไม่มีที่พักเกิดขึ้นในละแวกนี้เลย ด้วยราคาค่าเช่าและปัจจัยหลายอย่าง เรารู้สึกว่าถ้าไม่ทำตอนนี้ ก็คงจะไม่ได้ทำอีกแล้ว”

หลังจากที่ได้ทำสัญญาเช่าเรียบร้อย ทอพก็เข้ามาดูหน้างานเพื่อเตรียมออกแบบ

“สภาพแรกของตึกในตอนนั้นโทรมมาก เพราะถูกต่อเติมกลายเป็นโกดังเก็บของ ทุกๆ ชั้นถูกกั้นผนัง ซอยเป็นห้องทึบๆ ที่ไม่มีหน้าต่างหรือช่องแสงเลยแม้แต่ช่องเดียว ห้องน้ำก็ไม่ได้มีทุกชั้น ที่มีก็อยู่ในซอกท้ายตึกก็อับๆ ชื้นๆ สีภายในทั้งหมดก็สภาพร่อนๆ เปื่อยๆ เรียกว่าไม่มีความมั่นใจอะไรเลยว่าสุดท้ายตึกนี้จะออกมาเป็นยังไง”

Ba hao : รีโนเวตตึกแถวด้วยวิธีจี๊นจีนเป็นร้านอาหารและที่พักจีนจีนร่วมสมัย

二 เบอร์สอง : ชีวิตในแผ่นกระดาษ

“ผมเริ่มต้นรีโนเวตด้วยการวางแปลนจากสภาพโครงสร้างที่เห็นทั้งหมดก่อน เพราะถ้าไม่มีแปลนแล้วมันทำอะไรต่อไม่ได้ การทำแปลนไม่ใช่เป็นเพียงแค่การเขียนภาพด้านบนอย่างเดียว แต่มันคือการออกแบบชีวิตที่จะมาอาศัยอยู่ในตึก ถ้าชีวิตมันอาศัยอยู่ในตึกได้ ทุกอย่างก็จะไม่มีปัญหา ส่วนเรื่องการตกแต่งค่อยๆ เกิดขึ้นหลังจากที่เรารื้อของด้านในออกทีละนิดทีละหน่อย เพราะพอเรารื้อออกมาเจอของด้านใน บางทีโครงสร้างเก่าหรือการตกแต่งเดิมมันเจ๋ง เราก็เริ่มต่อยอดจากของที่เรามีแทน

“งานรีโนเวตมันอาศัยการที่เรามาอยู่ มาเห็นมันบ่อยๆ ตลอดเวลาที่ทำ ด้วยความที่ตึกนี้มันตั้งอยู่ในย่านคนจีน เวลาเรารีโนเวตตึกขึ้นมาใหม่ มันเหมือนเอาชีวิตมาใส่ลงในตึก ผมมองว่ามันเหมือนการฝังเข็ม เป็นการรักษาแบบหนึ่ง ถ้าเป็นหมอฝรั่งมาเห็นตึกนี้ก็คงต้องผ่าตัดใหญ่ เปลี่ยนและรื้อทุกสิ่งทุกอย่าง แต่หมอคนจีนใช้วิธีฝังเข็ม เริ่มแรกหมอจะเอามือมาจับชีพจรแล้วบอกว่าเลือดลมเราเดินดีหรือไม่ดี แล้วจะฝังเข็มแก้ปัญหาให้เราเป็นจุดๆ ไป วิธีรีโนเวตตึกนี้ก็เป็นแบบเดียวกัน อย่างชั้นสาม หน้าต่างเดิมมันเล็ก ผมก็ทุบเอาแค่จุดนั้นออก เปลี่ยนเป็นหน้าต่างให้ใหญ่ขึ้น แต่ไม่รื้อออกไปหมดทั้งแผง”

Ba hao : รีโนเวตตึกแถวด้วยวิธีจี๊นจีนเป็นร้านอาหารและที่พักจีนจีนร่วมสมัย

三 เบอร์สาม : ด้วยความบังเอิญ

จากแผนตอนแรกที่จะทำโฮสเทล ทุกชั้นจะถูกซอยเป็นห้องๆ แต่ละห้องก็จะมีเตียง 2 ชั้นเรียงเป็นแถวๆ ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปทั้งหมดหลังจากที่ผู้รับเหมาเข้ามารื้อถอนผนังเบาที่กั้นห้องเดิมๆ อยู่ และบังเอิญเจอโครงบันไดเก่าของเดิมของตึก

“พอเสร็จจากการทำแปลนปุ๊บ ทางเราก็เรียกผู้รับเหมาเข้ามาดูหน้างานแล้วก็เริ่มก่อสร้างจริง พอช่างได้รื้อถอนผนังเบาที่กั้นห้องออกไปเท่านั้นแหละ เราก็เห็นพื้นที่โล่งโปร่งของชั้นสองมีพื้นไม้สักเดิมของตึกและโครงบันไดเก่าของเดิมที่ถูกผนังปิดทับเอาไว้ ซึ่งสภาพมันสวยมากๆ”

การค้นพบใหม่ทำให้การกั้นห้องใหม่ลำบาก ประกอบกับสถาปนิกเสียดายความสวยของบันได คอนเซปต์การทำโฮสเทลจึงถูกทบทวนใหม่อีกครั้ง

“ทีแรกก็เราก็คิดกันว่าชั้นสองไม่ทำเป็นโฮสเทลแล้ว จะทำเป็น Co-living Space แทน ให้เป็นพื้นที่ส่วนกลางสำหรับขึ้นมานั่งพักผ่อน ชาร์จมือถือ ดูหนัง นั่งเล่นเกม คุยกับเพื่อน แล้วก็ซื้อเครื่องดื่มอาหารของเรา แต่พอมองว่ามันเป็นที่พัก เราก็อยากให้แขกที่มาพักใช้พื้นที่มากกว่า ก็เลยทำชั้นสองให้เป็นเหมือนห้องนั่งเล่น แล้วปรับชั้นสามและสี่ที่เป็นห้องพักเดี่ยว ส่วนหนึ่งเพราะที่พักละแวกนี้มีแต่โฮสเทลราคาถูก ไม่มีห้องพักที่อยู่สบาย มีพื้นที่ส่วนกลางกว้างขวางแบบนี้ พอเป็นห้องพักที่มีบริการเพิ่มขึ้น เราก็สามารถตั้งราคาสูงกว่าโรงแรมอื่นๆ ได้อีกด้วย”

Ba hao : รีโนเวตตึกแถวด้วยวิธีจี๊นจีนเป็นร้านอาหารและที่พักจีนจีนร่วมสมัย
Ba hao : รีโนเวตตึกแถวด้วยวิธีจี๊นจีนเป็นร้านอาหารและที่พักจีนจีนร่วมสมัย

四 เบอร์สี่ : ความคิดในห้องพัก

“ทำเลที่ตั้งตึกเราอยู่ในซอยนานา ซึ่งเป็นถนนที่ตัดแยกมาจากวงเวียน 22 กรกฎาคม วงเวียนนี้เกิดขึ้นเมื่อเกือบๆ ร้อยปีที่แล้วเพื่อเป็นอนุสรณ์การเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่หนึ่งของสยาม เลยมีถนน 3 สายที่ตัดขึ้นมาพร้อมกับการสร้างวงเวียน คือไมตรีจิตต์ มิตรพันธ์ สันติภาพ รวมกันทั้งสามสายจะได้ความหมายว่า ไมตรีจิตที่มีต่อฝ่ายสัมพันธมิตรทำให้เกิดสันติภาพ

“เราเลยหยิบชื่อถนนทั้งสามสายนี้มาตั้งเป็นชื่อห้องพักของเรา ได้แก่ มิตรพันธ์ ไมตรีจิต สันติภาพ โดย มิตรพันธ์ คือชื่อของพื้นที่ส่วนกลางชั้นสอง เพราะเป็นพื้นที่ที่ให้คนมาอยู่ร่วมกัน เป็นมิตรกัน ไมตรีจิตคือห้องชั้นสาม ซึ่งผนังกั้นห้องพักกับห้องน้ำเป็นกระจกใสมองทะลุได้ ส่วนห้องชั้นสี่ได้ชื่อสันติภาพ เพราะดูผ่อนคลายที่สุด มีหน้าต่างใหญ่เห็นวิวชัดเจน และมีระเบียงออกไปนั่งเล่นได้”

Ba hao : รีโนเวตตึกแถวด้วยวิธีจี๊นจีนเป็นร้านอาหารและที่พักจีนจีนร่วมสมัย
Ba hao : รีโนเวตตึกแถวด้วยวิธีจี๊นจีนเป็นร้านอาหารและที่พักจีนจีนร่วมสมัย

ประสบการณ์การออกแบบรีสอร์ทและโรงแรมทำให้สถาปนิกหนุ่มรู้ว่าการออกแบบที่พักแตกต่างกับการออกแบบบ้าน เพราะต้องออกแบบประสบการณ์อยู่อาศัยให้แตกต่างออกไป

“เวลาผมออกแบบโรงแรมสมัยที่ยังทำงานอยู่ออฟฟิศสถาปนิกจะต้องคิดเรื่องพวกนี้กันเสมอ การออกแบบห้องพักให้ผนังกั้นห้องนอนกับห้องน้ำเป็นกระจกใสที่ดูโป๊ๆ เปลือยๆ ไม่มีในบ้าน แต่มันจำเป็นมากสำหรับโรงแรม เพราะให้ประสบการณ์แปลกใหม่แก่ผู้มาพัก เจ้านายผมในสมัยนั้นมักจะถามผมเสมอว่า คนมาพักจะไปมีอะไรกันตรงไหนวะ? (หัวเราะ) คือไม่ได้ทะลึ่งนะ แต่มันสำคัญกับการออกแบบโรงแรมจริงๆ”

Ba hao : รีโนเวตตึกแถวด้วยวิธีจี๊นจีนเป็นร้านอาหารและที่พักจีนจีนร่วมสมัย
Ba hao : รีโนเวตตึกแถวด้วยวิธีจี๊นจีนเป็นร้านอาหารและที่พักจีนจีนร่วมสมัย

五 เบอร์ห้า : รักษาภายนอก

“ด้วยความที่ผมเรียนสถาปัตย์มา ผมเลยค่อนข้างเคารพบริบทและประวัติศาสตร์ของย่านนี้มาก ตึกตึกนี้เป็นตึกแถวยุคที่ 2 ของกรุงเทพฯ คือประมาณ 60 – 70 ปีก่อน ตอนแรกมันเป็นตึก 3 ชั้น ทีนี้คนเช่าก่อนหน้านี้เขาต่อเติมให้มันกลายเป็นตึก 4 ชั้น แล้วผมเกลียดการต่อเติมตึกอยู่แล้ว เพราะมันทำให้ตึกมีสัดส่วนแปลกไป เวลามองจากด้านนอกชั้นสามกับชั้นสี่ที่ต่อเติมเพิ่มดูน่าเกลียด มันยื่นสูงกว่าแนวตึกอื่นๆ ในละแวกนี้ทั้งหมด ผมเลยต้องทำให้ตึกมันกลับไปหาหน้าตาเดิมๆ บริบทเดิมๆ คือด้านในอาคาร การตกแต่งของเราจะแปลกยังไงก็ได้ เราเอาชีวิตในยุคนี้ของเราใส่เข้าไป แต่ด้านนอก ผมหาวิธีปิดชั้นสามกับชั้นสี่ให้มองจากด้านหน้าแล้วดูกลมกลืนกับตึกข้างๆ ให้มากที่สุด”

ทอพแก้ไขปัญหาด้วยการให้ช่างไปวัดและสั่งทำหน้าต่าง 2 ชั้นล่างให้เป็นแบบเดียวกับตึกฝั่งตรงข้าม ส่วนชั้น สามและสี่ก็พยายามทำให้มองจากภายนอกแล้วมองไม่ค่อยเห็น โดยปลูกต้นไม้บนชั้นสี่ให้เลื้อยลงมาคลุมปิดชั้นสามไว้ ถ้าดูจากภายนอกเราก็จะไม่ค่อยเห็น 2 ชั้นที่ต่อเติมไปสักเท่าไหร่

Ba hao : รีโนเวตตึกแถวด้วยวิธีจี๊นจีนเป็นร้านอาหารและที่พักจีนจีนร่วมสมัย

六  เบอร์หก : การตกแต่ง

“หุ้นส่วนแต่ละคนมีรสนิยมและความชอบไม่เหมือนกันเลย เรามีวิธีการแก้ปัญหาคือให้แต่ละคนเอารูปของที่ตัวเองชอบมาวางกองกันตรงกลาง แล้วหยิบมาวางไว้ในแต่ละห้อง ดูว่าแต่ละคนอยากให้มีอะไรอยู่ตรงไหนกันบ้าง มันเลยไม่ได้มีภาพที่ชัดเจนหรือมีสไตล์ที่เรียกได้เต็มปาก แต่มันกลายเป็นบ้านที่เราทุกคนเข้ามาอยู่แล้วสบายใจเท่านั้นเอง

“โชคดีอีกอย่างคือหุ้นส่วนของเราคนนึงสะสมเฟอร์นิเจอร์ตั้งแต่สมัยที่อยู่ที่ซานฟรานซิสโก เขามีเฟอร์นิเจอร์เก่าๆ มากมาย รวมถึงเครื่องใช้ไฟฟ้าอย่างตู้เย็นด้วย ผมเลยหยิบเอาของเหล่านี้มาใช้ในส่วนห้องพัก ซึ่งสร้างบรรยากาศไปกันได้ดี ความโชคดีอีกอย่างนึงก็คืองบประมาณที่จำกัด เราไม่สามารถไปหาวัสดุอื่นมาปิดผนังตรงโถงบันไดได้ การทาสีเฉยๆ ก็ไม่ค่อยน่าสนใจ ผมเลยเลือกให้ช่างกะเทาะปูนที่ผนังออกให้เห็นเป็นแนวอิฐเปลือยแทน ซึ่งทำออกมาได้สวยและสร้างคาแรกเตอร์ให้กับตึกได้ดีมาก”

Ba hao : รีโนเวตตึกแถวด้วยวิธีจี๊นจีนเป็นร้านอาหารและที่พักจีนจีนร่วมสมัย

七  เบอร์เจ็ด : ร้านอาหาร

ความโดดเด่นของตัวร้านอาหารและบาร์ด้านล่างนั้น ส่วนหนึ่งคงต้องให้เครดิตกับการเลือกใช้หินขัดเป็นส่วนประกอบของบาร์และที่นั่งด้านติดหน้าต่างทั้งหมด แม้หินขัดอาจดูเชย ตลก และประหลาด พอสมควรในยุคนี้ แต่ Ba hao หยิบวัสดุนี้มาสร้างความเก๋ได้อย่างลงตัว

“ด้วยความที่เราขายอาหารจีน เครื่องดื่มก็เป็นแบบจีนๆ เราคิดถึงวัสดุที่ฮิตมากในสมัยก่อนอย่างหินขัด คือคนสมัยนี้คิดว่าหินขัดมันดูไร้รสนิยม ดูจน เพราะมันติดมากับตึกแถว แต่คุณไม่รู้หรอกว่าในสมัยก่อนตึกแถวแพงมาก การสร้างตึกแถวของยุคก่อนก็ตั้งใจทำมากๆ พื้นหินขัดเป็นพื้นที่คุณภาพดี ทนทานสุดๆ พื้นแบบนี้มีขั้นตอนการทำเยอะ ต้องใส่ใจในการทำ หาช่างทำก็ยาก และราคาก็ถือว่าแพง ตารางเมตรหนึ่งก็หลายพันบาท แต่กลายเป็นว่าคนสมัยนี้รู้สึกว่ามันจน ผมเลยรู้สึกว่าอยากใช้หินขัด อยากให้คนเห็นว่าจริงๆ หินขัดก็ทำของที่ดูสวยงามได้ แต่เงินเราไม่ได้มีมากพอ เลยมาคิดว่าจะเลือกใช้หินขัดกับบางส่วนเท่านั้น อย่างบาร์ ม้านั่งหน้าร้าน เคาน์เตอร์ห้องน้ำ แล้วก็ใช้เป็นสีน้ำเงินที่ไม่ค่อยมีคนใช้เท่าไหร่”

Ba hao : รีโนเวตตึกแถวด้วยวิธีจี๊นจีนเป็นร้านอาหารและที่พักจีนจีนร่วมสมัย

ทอพเสริมหลักการออกแบบบาร์อีกว่าต้องเริ่มต้นด้วยการวางตำแหน่งครัวกับบาร์ก่อน เพราะสองสิ่งนี้คือหัวใจหลักของร้านอาหารที่จะกำหนดการสัญจรและรูปแบบทั้งหมดของร้าน ทางทีมงานเลือกตำแหน่งวางกันหลากหลาย ก่อนสรุปตำแหน่งโดยอิงจากการสัญจรของคนและรถที่ผ่านถนนหน้าร้าน

ถ้าเราขับรถผ่านจะเห็นบาร์เป็นสิ่งแรกของร้าน และเห็นบันไดเป็นอย่างที่สอง ส่วนด้านในสุดของร้านที่มืดทึบ สถาปนิกคิดถึงการติดไฟเพื่อให้คนมองเห็นด้านในร้านจากภายนอก ก็เลยมาลงตัวที่การติดไฟนีออนไว้ที่ด้านใน เพราะตัวคานด้านบนช่วยสะท้อนแสงไฟลงมาด้านล่างอีกที และใช้ประตูห้องน้ำทองเหลืองขัดด้านล่างไฟนีออนช่วยสะท้อนแสงไฟซ้ำเพื่อทำให้ร้านดูมีมิติ

ส่วนเรื่องเสียงรบกวนจากบาร์ที่อาจจะส่งผลถึงตัวห้องพัก พื้นที่ชั้นสองที่เป็นห้องนั่งเล่นช่วยทำหน้าที่กันเสียงขึ้นไปรบกวนห้องพักด้านบน ทีแรกทีมงานกังวลว่าแขกที่มาพักอาจจะบ่นว่าการกลับขึ้นห้องพักนั้นไม่สะดวกเพราะต้องเดินผ่านบาร์ช้นล่าง แต่ไปๆ มาๆ กลับกลายเป็นเสน่ห์ที่คนมาพักได้ความรู้สึกเหมือนเป็นเจ้าของร้าน และมานั่งเล่นที่ร้านอาหารข้างล่างกันเป็นประจำ

นอกเหนือจากการตกแต่ง ตัวอาหารที่เสิร์ฟนั้นก็ปรับปรุงหน้าตาให้งดงามเก๋ไก๋ด้วยเช่นกัน อย่างปาท่องโก๋ผัดพริกเกลือ เครปไส้ฟองเต้าหู้ราดซอสพริกเสฉวน พลิกโฉมให้หน้าตาคล้าย wrap ของทางเม็กซิกัน และบัวลอยน้ำขิงที่แยกบัวลอยกับน้ำขิงออกจากกัน เป็นต้น

Ba hao : รีโนเวตตึกแถวด้วยวิธีจี๊นจีนเป็นร้านอาหารและที่พักจีนจีนร่วมสมัย

เบอร์แปด : หนักใจ

ปัญหาหลักๆ ของการรีโนเวตคงหนีไม่พ้นเรื่องคลาสสิกของการซ่อมบ้านคือเรื่องผู้รับเหมาหนีงาน แม้หุ้นส่วนของที่นี่จะเป็นสถาปนิกอยู่แล้วก็ตาม ตามกำหนดการตึกนี้ควรเปิดได้ภายในระยะเวลา 3 เดือน แต่พอเจอผู้รับเหมาหนีงาน ก็ทำให้ต้องเลื่อนการเปิดมา 1 ปี

ปัญหาถัดมาหลังจากการก่อสร้างแล้วเสร็จคือเรื่องความร้อน ทางสถาปนิกคำนวณเลือกแอร์ให้มีขนาด BTU เหมาะกับพื้นที่ ผสมกับการที่อาคารหลังนี้นั้นเป็นอาคารที่ก่อสร้างแบบ Wall Bearing หรือใช้ผนังรับแรง (เสาทุกต้นในอาคารนั้นเป็นเสาที่ช่างปั้นปูนขึ้นมาเพื่อตกแต่งเฉยๆ) ตัวผนังจึงหนาระดับ 20 – 30 เซนติเมตร และควรจะกันความร้อนได้ดี แต่ปรากฏว่าหลังจากเปิดให้บริการไปช่วงหนึ่งก็ต้องติดแอร์เพิ่มให้กับทุกชั้นอีกที เพื่อให้ทุกห้องเย็นสู้ความร้อนของกรุงเทพฯ ในยุค 2017 ได้

หลังการพูดคุยและนั่งเล่นอยู่ในห้องเบอร์แปดมาเต็มวัน เห็นทั้งร้านอาหารและห้องพักด้านบนทั้งหมด ผมรู้สึกเหมือนได้รับการปรับทัศนคติใหม่ทั้งหมดเกี่ยวกับความเป็นจีนที่เรามองข้ามมันไป ที่จริงแล้วมันก็สามารถทำให้เก๋ได้ คูลได้ ไม่แพ้สไตล์แบบอื่นๆ ถ้าใครมีโอกาสผ่านมาย่านนี้แล้วอยากพบเจอประสบการณ์จีนๆ แบบนี้ก็ขอเชิญมาที่ห้องเบอร์แปดนี้นะครับ

谢谢 เซี่ยเซี่ย

Ba hao : รีโนเวตตึกแถวด้วยวิธีจี๊นจีนเป็นร้านอาหารและที่พักจีนจีนร่วมสมัย
 

ระยะเวลารีโนเวต: 1 ปี
สถาปนิก: ทอพธนพลพจน์ โรจน์ณัฐกุล

ที่อยู่ 8 ซอยนานา ถนนไมตรีจิต เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพฯ 10100
ร้านอาหารและบาร์เปิดให้บริการ 18.00 – 24.00 น.
ติดต่อสอบถาม 081-454-4959

www.ba-hao.com
Facebook: Ba hao 八號

Writer & Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load