หากมีตึกคอนกรีตเปล่าสูง 7 ชั้นตั้งอยู่ในซอกซอยลึกย่านพระโขนงของเมืองกรุงเทพฯ

คุณคิดว่าจะเปลี่ยนมันเป็นอะไรได้บ้าง

สำหรับ สิริมาดา และ สุทธิลักษณ์ ศุภองค์ประภา ผู้บริหารแบรนด์เฟอร์นิเจอร์ Wurkon (เวอร์ค่อน) พวกเขาจินตนาการถึงพื้นที่แสดงงานดีไซน์และแกลเลอรี่ศิลปะคุณภาพในรูปแบบที่ทุกคนเข้าถึงได้ง่าย โดยไม่ต้องคุยภาษายากๆ หรือใช้บันไดปีนทำความเข้าใจ ซึ่งจะดีอย่างยิ่งถ้ามันเกิดขึ้นในเมืองที่ศิลปะยังดูเป็นของฟุ่มเฟือย และพื้นที่ส่วนกลางด้านความคิดสร้างสรรค์ยังหาได้ยากยิ่งอย่างกรุงเทพฯ

ปัดฝุ่นโกดังเฟอร์นิเจอร์อายุ 30 ปี เป็น XSpace แกลเลอรี่ศิลปะแห่งใหม่ย่านพระโขนง

แนวคิดที่ว่านี้นำมาซึ่ง XSpace การเปลี่ยนโฉมโกดังคอนกรีตให้กลายเป็นโชว์รูม ออฟฟิศ พื้นที่แสดงงานดีไซน์และศิลปะร่วมสมัย ที่ได้ จูน เซคิโน (Jun Sekino) จาก Junsekino Architect and Design สถาปนิกเจ้าของรางวัลด้านการออกแบบมากมายทั้งในไทยและต่างประเทศ เป็นผู้ออกแบบและผลักดันแนวคิดด้านสถาปัตยกรรมให้กับแกลเลอรี่แห่งใหม่นี้

จากกล่องคอนกรีตสี่เหลี่ยมที่เคยแข็งทื่อ สู่ความยืดหยุ่นของพื้นที่ใช้สอย และสอดคล้องกับแนวคิดทางธุรกิจที่เจ้าของตั้งใจไว้ว่า ต้องการสร้างจุดบรรจบที่งานสร้างสรรค์ประเภทต่างๆ จะถูกลบเลือนพรมแดน และได้หลอมรวมความหลากหลายของงานทุกแขนงไว้ในพื้นที่เดียว

ปัดฝุ่นโกดังเฟอร์นิเจอร์อายุ 30 ปี เป็น XSpace แกลเลอรี่ศิลปะแห่งใหม่ย่านพระโขนง

ลบเลือนพรมแดน

หลังย้ายพื้นที่โกดังเก็บของไปยังสถานที่ใหม่ที่เหมาะสมขึ้นในย่านอ่อนนุช Wurkon ก็ได้อดีตโกดังสูง 7 ชั้นด้วยเนื้อที่เกือบ 5000 ตารางเมตรคืนมาพร้อมกับโอกาสมากมาย

“เมื่อก่อนเราอยากได้โชว์รูมมาก แต่ขาดแคลนพื้นที่ พอได้ตึกอายุสามสิบปีนี้ เราก็มาคิดว่าจะต่อยอดเป็นอะไรดี” สิริมาดาเริ่มต้นเล่าให้ฟังถึงที่มาที่ไป

ปัดฝุ่นโกดังเฟอร์นิเจอร์อายุ 30 ปี เป็น XSpace แกลเลอรี่ศิลปะแห่งใหม่ย่านพระโขนง

จุดเริ่มต้นของแบรนด์ Wurkon ใน พ.ศ.2558 คือการมุ่งสร้างความแตกต่างในตลาดเฟอร์นิเจอร์สำนักงาน และส่งเสริมวิถีชีวิตการทำงานรูปแบบใหม่ๆ หรือ New Lifestyle of  Work 

ในวันที่โลกออฟฟิศแบบใช้คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะและนั่งแยกแผนกชัดเจน เริ่มเปลี่ยนไปสู่การใช้แลปท็อปและรูปแบบพื้นที่ที่ยืดหยุ่นมากขึ้น พวกเขาเน้นนำเสนอเฟอร์นิเจอร์ที่ให้ความสำคัญกับการออกแบบเพื่อฟังก์ชันที่หลากหลาย สำหรับตอบสนองลูกค้าที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพของงานดีไซน์โดยเฉพาะ นอกจากการนำเข้าแบรนด์เฟอร์นิเจอร์เน้นดีไซน์ที่มีดีเอ็นตรงกับแบรนด์อย่าง ACTUI และ Andreu World จากประเทศสเปน Wurkon เองก็ยังเสริมตัวตนของพวกเขาด้วยการทำคอนเทนต์เกี่ยวกับศิลปะและงานออกแบบบนสื่อโซเชียลในเชิงลึก ทั้งบทความให้ความรู้เกี่ยวกับศิลปะและงานออกแบบ บทความอัปเดตข่าวสารแวดวงศิลปะและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ บทความสัมภาษณ์ศิลปินและนักออกแบบในแขนงต่างๆ

ปัดฝุ่นโกดังเฟอร์นิเจอร์อายุ 30 ปี เป็น XSpace แกลเลอรี่ศิลปะแห่งใหม่ย่านพระโขนง

ทั้งหมดนี้ สุทธิลักษณ์กล่าวว่า เพราะต้องการให้ Wurkon เป็นคลังข้อมูลและแรงบันดาลใจให้กับนักออกแบบ ด้วยอยากให้แบรนด์ของพวกเขาสื่อสารภาษาเดียวกับศิลปิน และต้องการให้เหล่าดีไซเนอร์รู้สึกว่า Wurkon ไม่ใช่คนอื่นคนไกล แต่เป็นเพื่อนในแวดวงเดียวกับพวกเขา โดยทั้งหมดนี้มี ภาณุ บุญพิพัฒนาพงศ์ นักเขียนและคอลัมนิสต์ผู้ช่ำชองด้านศิลปะ เป็นผู้ดูแลเนื้อหาบนโซเชียลมีเดียมายาวนาน จนภายหลังเขาได้รับบทบาทมากขึ้น โดยการเข้ามาเป็น Media Director ของ Xspace คนปัจจุบัน

และจากจุดนี้เองที่ Wurkon ค้นพบแนวทางธุรกิจใหม่ เมื่อพวกเขาต้องการสร้างพื้นที่สำหรับศิลปะและงานสร้างสรรค์

“เราอยากทำพื้นที่โชว์งานเฟอร์นิเจอร์ที่เป็นงานดีไซน์กับงานศิลปะให้อยู่ในสเปซเดียวกัน” สิริมาดาเสริมเหตุผลในชื่อโครงการที่ขึ้นต้นด้วยตัวอักษร X หรือ Cross สัญลักษณ์ของจุดตัดและการบรรจบกัน 

เมื่อ Wurkon ต้องการก้าวเข้าสู่แวดวงศิลปะอย่างเต็มตัวในฐานะแกลเลอรี่ จึงเลือกสร้างพื้นที่โดยให้นิยามว่าเป็นความไร้พรมแดนระหว่างงานเฟอร์นิเจอร์กับเนื้อหาทางศิลปะ โดยเห็นได้ชัดเจนที่สุดบนพื้นที่ชั้น 1 ของอาคาร ที่ประกอบด้วยส่วนใช้งาน 2 ส่วนหลักๆ คือส่วนโชว์รูมกึ่งแกลเลอรี่กับส่วนพื้นที่โล่ง ไว้จัดแสดงงานศิลปะแบบหมุนเวียน

ในโชว์รูมนั้น ความพร่าเลือนของเส้นแบ่งงานสร้างสรรค์อยู่ที่การจัดแสดง ซึ่งคัดเลือกเฟอร์นิเจอร์ชิ้นเอกจากแบรนด์ที่ Wurkon มี มาจัดวางยังมุมต่างๆ ในฐานะงานออกแบบชิ้นหนึ่ง คู่กับบรรดาภาพศิลปะที่คัดสรรจากภัณฑารักษ์

“เราพยายามจัดให้เห็นว่า งานศิลปะกับตัวเฟอร์นิเจอร์ที่วางด้วยกันมันส่งเสริมกัน โดยปกติโชว์รูมเฟอร์นิเจอร์อาจปฏิบัติกับรูปภาพเป็นแค่ของตกแต่ง แต่เราให้ความสำคัญเท่ากัน แล้วงานศิลปะแต่ละชิ้นก็คัดมาว่าเป็นชิ้นที่ดี” สุทธิลักษณ์อธิบายเสริม

ปัดฝุ่นโกดังเฟอร์นิเจอร์อายุ 30 ปี เป็น XSpace แกลเลอรี่ศิลปะแห่งใหม่ย่านพระโขนง

ดังจะเห็นได้จากทั้งการแบ่งโซนจัดแสดงเป็นมุมตัวอย่าง ไม่ว่ามุมบาร์ มุมล็อบบี้ มุมนั่งพักผ่อน รวมถึงมุมที่เรียงเก้าอี้ให้แสดงตัวราวกับอยู่ในพิพิธภัณฑ์งานดีไซน์ ทั้งหมดจัดวางควบคู่กับภาพศิลปะที่คัดเลือกโดยภัณฑารักษ์ให้เข้ากับมุมหรือเฟอร์นิเจอร์นั้นๆ และทั้งหมดจะหมุนเวียนไปเรื่อยๆ เหมือนเป็นแกลเลอรี่ศิลปะ เป็นความพยายามที่สุทธิลักษณ์เล่าว่า เพื่อเชื้อเชิญนักออกแบบให้เลือกชมสินค้าที่สร้างแรงบันดาลใจ คล้ายการเติมแง่มุมศิลปะเพื่อเสริมคุณค่าด้านสุนทรียะให้แก่เฟอร์นิเจอร์แต่ละชิ้น

ปัดฝุ่นโกดังเฟอร์นิเจอร์อายุ 30 ปี เป็น XSpace แกลเลอรี่ศิลปะแห่งใหม่ย่านพระโขนง
ปัดฝุ่นโกดังเฟอร์นิเจอร์อายุ 30 ปี เป็น XSpace แกลเลอรี่ศิลปะแห่งใหม่ย่านพระโขนง

อีกพื้นที่หนึ่งที่สำคัญ คือพื้นที่โล่งขนาดกว่า 500 ตารางเมตร อุทิศให้การแสดงเนื้อหาทางศิลปะเต็มรูปแบบ XSpace จะทำงานร่วมกับภัณฑารักษ์ท่านต่างๆ ในแต่ละวาระ ด้วยเนื้อที่อันกว้างขวาง เพดานสูง จึงแสดงผลงานศิลปะร่วมสมัยได้ไม่จำกัดประเภท ตั้งแต่จิตรกรรม จนถึงศิลปะบนโต๊ะอาหารอย่าง Chef’s Table และเปิดให้ผู้คนเข้าชมได้โดยอิสระ ไม่มีค่าใช้จ่าย และตั้งใจให้เนื้อหานั้นต่อเนื่องไปยังส่วนโชว์รูมด้วย

ปัดฝุ่นโกดังเฟอร์นิเจอร์อายุ 30 ปี เป็น XSpace แกลเลอรี่ศิลปะแห่งใหม่ย่านพระโขนง
ปัดฝุ่นโกดังเฟอร์นิเจอร์อายุ 30 ปี เป็น XSpace แกลเลอรี่ศิลปะแห่งใหม่ย่านพระโขนง

โอกาสในโครงสร้างคอนกรีต

ถัดจากพื้นที่ชั้น 1 ไฮไลต์ของ XSpace บริเวณชั้น 2 เป็นส่วนสำนักงานที่ผสมผสานส่วนโชว์รูมไว้ด้วย ส่วนชั้น 3 และ 4 เป็นสำนักงาน ชั้น 5 และ 6 เป็นโชว์รูมที่เน้นให้เห็นสินค้าทั้งหมดที่มี

ปัดฝุ่นโกดังเฟอร์นิเจอร์อายุ 30 ปี เป็น XSpace แกลเลอรี่ศิลปะแห่งใหม่ย่านพระโขนง

ข้อดีของเนื้อที่อาคารจำนวนมาก รองรับความต้องการด้านพื้นที่ใช้สอยได้เพียงพอ แต่ในขณะเดียวกันก็มาพร้อมกับความใหญ่โตและทึบตัน จึงท้าทาย จูน เซคิโน สถาปนิกผู้เข้ามาช่วยแก้ปัญหาและเติมหน้าที่ใช้สอยใหม่ให้กับโครงสร้างคอนกรีตสูงใหญ่นี้

“มันเหมือนเหลือแต่กระดูก อันไหนเก็บได้เราก็เก็บ แต่เส้นเลือดต้องเปลี่ยน และก็เปลี่ยนเนื้อหนังนิดหน่อย” จูนเปรียบเปรยให้ฟังถึงการเข้าปรับเปลี่ยนอาคารหลังนี้

“ปัญหาเดิมคือกรอบอาคารมันใหญ่มาก ทำให้แสงไม่เข้า ตรงกลางเลยมืด ต้องระเบิดมันให้มันสว่างขึ้น รวมถึงทางเจ้าของเขาอยากให้เป็น Open Plan มากๆ เพราะว่าจะเปลี่ยนฟังก์ชันไปเรื่อยๆ ทุกอย่างเป็นการใช้งานชั่วคราว”

ปัดฝุ่นโกดังเฟอร์นิเจอร์อายุ 30 ปี เป็น XSpace แกลเลอรี่ศิลปะแห่งใหม่ย่านพระโขนง

นอกจากแกลเลอรี่ศิลปะจะปรับเปลี่ยนตลอดเวลาตามวาระของนิทรรศการ แม้ไม่ใช่ระยะเวลาที่บ่อยเท่า พื้นที่โชว์รูมสินค้าชั้นบนขึ้นไปก็จะจัดใหม่ตามโอกาส ส่วนในแต่ละชั้นสำนักงาน ทางเจ้าของโครงการก็มักโยกย้ายพื้นที่นั่งทำงานกันอยู่เสมอ ตามแนวคิดการให้ความสำคัญกับความยืดหยุ่นและการเปิดรับความเปลี่ยนแปลง

การออกแบบอาคารนี้ จูนเล่าว่าเป็นการทำงานกับโครงสร้างเดิมที่สภาพดีอยู่แล้ว แต่ปรับปรุงให้เอื้อต่อคุณภาพการใช้พื้นที่ที่ดีขึ้น โดยมีข้อดีที่ได้จากความเป็นโกดังเก่าคือ โครงสร้างเสา-คานคอนกรีต ยังแข็งแรงและรับน้ำหนักได้มาก ตามมาด้วยความเป็นระเบียบของระยะช่วงเสาที่ซ้ำๆ กัน ซึ่งทำให้แบ่งและปรับเปลี่ยนพื้นที่ใช้สอยได้ง่าย รวมถึงช่องลิฟต์ขนาดใหญ่ที่เคยใช้ขนของก็ยังใช้งานได้ดี

ปัดฝุ่นโกดังเฟอร์นิเจอร์อายุ 30 ปี เป็น XSpace แกลเลอรี่ศิลปะแห่งใหม่ย่านพระโขนง

การปรับปรุงข้อเสียอื่นๆ เช่น กรอบอาคารที่มีหน้าต่างเพียงบางส่วน เพราะเดิมไม่ต้องใช้งานอะไรนอกจากเก็บของ ก็เปิดผนังออกหลายส่วนเพื่อรับแสงและลม และเดิมมีการซ้อนชั้นอาคารเพื่อให้ได้จำนวนพื้นที่ใช้สอยมากที่สุด ทำให้ระยะพื้นถึงฝ้าค่อนข้างต่ำ เขาใช้วิธีรื้อฝ้าออกเพื่อให้พื้นที่โปร่งขึ้น ผลที่ได้จึงเหมือนเป็นลิ้นชัก จูนอธิบายให้เห็นภาพต่อว่า ใช้วิธีเสียบสล็อตการใช้งานอะไรก็ได้เข้าไปในแต่ละชั้น

 “เหมือนทำโครงเฟอร์นิเจอร์ใหญ่ๆ ตัวหนึ่ง แล้วเราเสียบและดึงฟังก์ชันที่ต้องการออกได้ตลอดเวลา”

โดยองค์ประกอบสำคัญที่สุดซึ่งแสดงถึงแนวคิดความยืดหยุ่นของอาคาร และช่วยสร้างความโดดเด่นให้กับสถาปัตยกรรมทั้งในแง่รูปลักษณ์ภายนอก และในแง่การสร้างตัวตนของ XSpace คือส่วนเปลือกด้านหน้าอาคาร หรือฟาซาด (Façade) นั่นเอง

สถาปัตยกรรมพร่าเลือน

จากถนนสุขุมวิท 71 มุ่งเข้าสู่ท้ายซอยปรีดีพนมยงค์ 14 แกลเลอรี่ XSpace นับว่าซ่อนตัวอยู่ไกลจากถนนเส้นหลักพอควร ตำแหน่งที่ตั้งจึงเป็นอีกความท้าทายหนึ่งของโครงการ ซึ่งสถาปนิกว่าเป็นอีกโจทย์ที่ต้องออกแบบอาคารให้ดูน่าดึงดูด และมีเอกลักษณ์เป็นที่จำได้ แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ได้ต้องการให้หน้าตาดูหวือหวาแบบเป็นแฟชั่นที่ผ่านมารวดเร็วแล้วจากไป

“ตึกมันใหญ่มาก เกือบห้าพันตารางเมตร ต้องทำให้สิ่งที่เป็นมวลหนักๆ นี้ละลาย” จูนเล่าให้ฟังถึงการจัดการความมหึมาของอาคาร ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในที่มาของแนวคิดการออกแบบฟาซาดแบบพิกเซล

ทั้งการหาวิธีสลายความทึบตันของอาคาร และความต้องการสร้างภาพจำ ผู้ออกแบบจึงไม่ได้เริ่มจากการมองหารูปฟอร์ม แต่ต้องการสร้าง ‘ภาษา’ ชนิดหนึ่งที่จะเป็นเอกลักษณ์ของ XSpace

“ผมรู้สึกว่าความเป็น XSpace มันคือการเอาตึกเดิมมา Recode” จูนอธิบายต่อถึงแนวคิดการออกแบบ

“เราต้องหาความเป็นไอคอนิกบางอย่างที่ไม่ใช่ฟอร์ม แต่เป็น Code ที่ทำให้รู้ว่าที่นี่คือ XSpace”

‘Code’ ที่ว่านี้ สำเร็จออกมาเป็นบานเกล็ดผืนใหญ่ด้านหน้าอาคาร ประกอบด้วยวัสดุทึบและโปร่งสลับกัน โดยเรียงต่อกันเป็นตารางพิกเซล บานเกล็ดเหล่านี้หมุนเปิด-ปิด เพื่อนำแสงและลมธรรมชาติเข้าสู่พื้นที่ภายใน เหมาะอย่างยิ่งกับสภาพอากาศแบบร้อนชื้น และเปลือกอาคารนี้ยังสร้างปรากฏการณ์ด้านรูปลักษณ์ ทำให้หน้าตาตึกเปลี่ยนไปตามองศาการบิดหมุนบานเกล็ดที่ไม่ซ้ำกัน แน่นอนว่าเมื่อรวมกับเรื่องจังหวะของแสง และฤดูกาลแล้วสร้างภาษาของอาคารในต่างช่วงเวลาได้อย่างน่าสนใจ

ปัดฝุ่นโกดังเฟอร์นิเจอร์อายุ 30 ปี เป็น XSpace แกลเลอรี่ศิลปะแห่งใหม่ย่านพระโขนง
ปัดฝุ่นโกดังเฟอร์นิเจอร์อายุ 30 ปี เป็น XSpace แกลเลอรี่ศิลปะแห่งใหม่ย่านพระโขนง

“ฟาซาดนี้ยังเปิดกว้างให้เกิดการดัดแปลงได้ เช่น การเปลี่ยนวัสดุ หรืออาศัยความเป็นพิกเซลติดสติกเกอร์ลงบนพื้นผิวเพื่อสื่อสารภาพ ไปจนถึงข้อความบางอย่าง หรือมันอาจเป็น Coding เป็น Graphic Environment คนที่ขับรถอยู่บนทางด่วนก็มองเห็นได้ ผมอยากให้ที่นี่สื่อสารอย่างนั้น คือถ้าเห็น Coding นี้ คุณจะนึกถึง ‘X’ ทันทีเลย” ผู้ไม่อยากให้ตึกใหญ่ดูเป็นอาคารเล่า

จากแผงฟาซาดที่ยินยอมให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและเป็นการสื่อสารรูปแบบหนึ่งได้เช่นนี้ เขาไม่ได้มองสถาปัตยกรรมเป็นชิ้นงานศิลปะที่เสร็จสมบูรณ์ตายตัว แต่เป็นสถาปัตยกรรมที่มีความเป็นชั่วคราวและปลายเปิดสูง หรือเราอาจกล่าวอีกแบบได้ว่า เป็นสถาปัตยกรรมที่ไม่มีจุดเสร็จสมบูรณ์ แต่เป็นสถาปัตยกรรมที่จะถูกเติมความหมายและถูกสร้างขึ้นใหม่อยู่เสมอ

ปัดฝุ่นโกดังเฟอร์นิเจอร์อายุ 30 ปี เป็น XSpace แกลเลอรี่ศิลปะแห่งใหม่ย่านพระโขนง

ที่สำคัญ แนวคิดในการพร่าเลือนความตายตัวของสถาปัตยกรรมนี้ ยังได้รับการย้ำดังที่จูนเสริมว่า ‘ภาษา’ ที่เขาออกแบบนี้ ไม่จำเป็นต้องดำรงอยู่บนสถาปัตยกรรมแต่เพียงอย่างเดียว ยังนำไปใช้ห่อหุ้มอาคารอื่นๆ ของ XSpace ได้หากพวกเขาต้องการ หรือนำไปใช้งานในลักษณะอื่น อย่างนำไปใช้เป็นภาพกราฟิกบนเนื้อที่ของโลกดิจิทัลของ xspace.gallery เอง

เพื่อทุกคนได้เข้าถึง

“ผมคิดว่าถ้าเรามองว่าสถาปัตยกรรมจะเป็นเช่นนั้นตลอดไป มันอาจจะไม่ใช่ โลกมันเปลี่ยนเร็ว เราคาดเดาไม่ได้ว่าอีกห้าปีเป็นยังไง แต่ถ้าเรามีฮาร์ดแวร์บางอย่างที่ทำให้รู้สึกว่าตึกมันเดินไปต่อได้ ผมว่าอันนี้ดีกว่า”

แนวคิดเกี่ยวกับสถาปัตยกรรมที่จูนว่านี้ ตรงกับแนวคิดการทำธุรกิจของ Wurkon ที่พร้อมรับการปรับเปลี่ยนอยู่เสมอ ซึ่งอาคารที่ได้รับการมองในลักษณะของภาษาอันลื่นไหล และเน้นการสื่อสารเช่นนี้สอดคล้องกับอีกแนวคิดของแกลเลอรี่ คือความต้องการพูดกับคนหมู่มาก และต้องการให้ผู้คนเข้าถึงศิลปะได้โดยไม่รู้สึกว่าเป็นเรื่องยาก

“เราไม่อยากทำสเปซขาวๆ ที่ดูแล้วรู้สึกว่าศิลปะยิ่งใหญ่มาก มันกันคนออกไป” สุทธิลักษณ์ว่า

“เราโตมาในยุคที่ว่า เฮ้ย ศิลปะอะไรไม่สนใจอะ ทำมาหากินก่อน เอาไว้รวยก่อนค่อยไปดู 

“แต่คนรุ่นนี้ไม่ได้คิดอย่างนั้นแล้ว มันเป็นเรื่องของทุกคน เป็นช่วงเปลี่ยนผ่านของยุค และเป็นเทรนด์ของโลกด้วย ในเมืองต่างๆ ศิลปะเป็นเรื่องธรรมดาที่คนทั่วไปไปดู ไปเที่ยว เด็กๆ ออกจากบ้าน ออกจากโรงเรียน ไปเดินแกลเลอรี่ตอนบ่าย หรือคนเดทกัน ไม่รู้จะไปเที่ยวไหนก็ไปเดินมิวเซียม แต่ว่าเมืองไทยมันถูกทำให้รู้สึกว่าไกลตัว รู้สึกว่ายาก เราเลยอยากเป็นส่วนหนึ่งที่เปิดพื้นที่เชื่อมสิ่งนี้”

ปัดฝุ่นโกดังเฟอร์นิเจอร์อายุ 30 ปี เป็น XSpace แกลเลอรี่ศิลปะแห่งใหม่ย่านพระโขนง

จากมุมมองของสถาปนิกเอง จูนก็เห็นตรงกันว่าเขาไม่ได้ต้องการให้อาคารเป็นสิ่งพิเศษที่วิเวกออกจากสถานที่ตั้ง คงจะดีกว่าถ้าสิ่งที่เคยรู้สึกว่าเป็นเรื่องไกลตัวอย่างงานออกแบบ ศิลปะ แกลเลอรี่ หรือพิพิธภัณฑ์ ได้ทำให้เข้าใจว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดาของคนทุกคน ผ่านอาคารที่เขาออกแบบ

“ที่นี่เหมือน Creative Space ที่ไม่ได้เข้มงวดว่าเป็นศิลปะ เป็นสเปซที่คนมีส่วนผลักดันบางอย่างได้ ผมไม่อยากให้เป็นภาพแกลเลอรี่ที่นิ่งๆ เย็นๆ ที่คนไม่กล้าไปใช้ หรือรู้สึกว่าเข้ามาแล้วจะต้องโดนสเปซกระทืบแน่เลย” จูนกล่าวย้ำเสียงกลั้วหัวเราะ ก่อนเล่าต่อว่าต่างจากการออกแบบบ้าน ของธรรมดาที่ทุกคนรู้จักดีให้มีความพิเศษ 

เพราะการออกแบบแกลเลอรี่ศิลปะเพื่อสื่อสารกับสาธารณะ เป็นการทำให้ของที่ทุกคนรู้สึกว่าพิเศษ กลายเป็นของธรรมดาที่จับต้องได้ ไม่ว่าใครก็ตาม

ปัดฝุ่นโกดังเฟอร์นิเจอร์อายุ 30 ปี เป็น XSpace แกลเลอรี่ศิลปะแห่งใหม่ย่านพระโขนง

Writer

กรกฎ หลอดคำ

เขียนเรื่องบ้านและงานออกแบบเป็นงานประจำ สนใจเรื่องราวทางสังคมและวัฒนธรรมในงานสถาปัตยกรรมเป็นพิเศษ

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

Re-Place

เบื้องหลังการรีโนเวตอาคารเก่า

หากคุณขับรถแล่นตรงจากสะพานนวรัฐมุ่งหน้าสู่ประตูท่าแพในเวลานี้ แล้วไม่ทันสังเกตว่ามีร้านอร่อยระดับที่ Foodie ตัวจริงตั้งใจมา ร้านขายสินค้าแฮนด์เมดสุดเก๋ หรือร้านกาแฟเจ้าเดียวกันกับเจ้าดังประจำย่านนิมมานเหมินทร์ยืนแทรกตัวอยู่ริมถนน ก็คงไม่แปลกอะไร เพราะเป้าหมายของคนส่วนใหญ่อยู่ที่การตระเวนย่านเมืองเก่า หรืออาจจะเป็นบรรยากาศเงียบเหงาและตึกแถวว่างเปล่าสะดุดตากว่า จนแทบจินตนาการไม่ออกว่า ‘ย่านท่าแพ’ ที่เพิ่งขับผ่านมา ครั้งหนึ่งเคยคลาคล่ำผู้คนและมีสถานะเป็นถึงย่านถนนเศรษฐกิจการค้าแห่งแรกของเมืองเชียงใหม่ อีกทั้งยังรุ่มรวยด้วยสถาปัตยกรรมหลากยุคสมัยเปี่ยมคุณค่าทางประวัติศาสตร์

ตี๋-ศุภวุฒิ บุญมหาธนากร สถาปนิกแห่งใจบ้านสตูดิโอ เป็นลูกหลานคนเชียงใหม่ที่ผูกพันกับย่านนี้มาตั้งแต่เด็ก เขาตระหนักถึงปัญหาความเปลี่ยนแปลงข้างต้น ไม่ใช่เพียงในเชิงกายภาพ แต่หมายรวมความสัมพันธ์ของย่านที่ค่อย ๆ โรยแรงแห้งเฉา ซึ่งมีจุดเริ่มมาจากการเปลี่ยนกรรมสิทธิ์ในที่ดินและอาคาร ควบคู่กับการขาดทิศทางการพัฒนาย่านให้ยืนอย่างสง่างามบนรากวัฒนธรรม

เหตุนี้เขาจึงลงมือสร้างสรรค์โปรเจกต์ ‘ย่านท่าแพ 2030’ นำเสนอแนวคิดในการจัดปรับตำแหน่งแห่งที่และตัวตนของย่านท่าแพ ให้สอดคล้องกับการพัฒนาเมืองที่เปลี่ยนแปลงไป พร้อมชี้นำการพัฒนาให้กับชุมชน ผู้ประกอบการ นายทุน และนักพัฒนา ผู้ให้ความสำคัญกับการทำธุรกิจที่รักษาต้นทุนทางธรรมชาติและวัฒนธรรม เพื่อชุบชูย่านให้กลับมามีชีวิตชีวา ศักยภาพ และสืบสานมนตร์เสน่ห์ความเป็นท่าแพจากวันนี้สู่อนาคต

ย่านท่าแพ 2030 : โปรเจกต์ฟื้นฟูเชียงใหม่ ธุรกิจสร้างสรรค์อยู่ได้ หัวใจของเมืองก็อยู่

จิ๊กซอว์ความสัมพันธ์

“จริง ๆ สถานการณ์ที่ดินเปลี่ยนมือค่อย ๆ เริ่มเมื่อประมาณ 5 ปีก่อนเกิดโรคโควิด-19 ระบาด ช่วงนั้นเชียงใหม่เป็นจุดหมายปลายทางของคนจีน นักธุรกิจที่เล็งเห็นโอกาสจึงเข้ามาสอยที่ดินทำธุรกิจ ทำให้หลายตึกถูกเปลี่ยนกรรมสิทธิ์เป็นของนายทุนจีน กลายเป็นร้านขายยาบ้าง ขายหมอนยางพาราบ้าง จนไม่เหลือร่องรอยของการใช้งานแบบ Mix Used” 

ตี๋ย้อนเค้าลางความแปรผันบนสองฝั่งถนนท่าแพ พลางขยายว่า ในอดีตอาคารบริเวณนี้มีลักษณะการใช้งานแบบผสมผสาน หรือ Mix Used คือชั้นบนเป็นที่อยู่อาศัย ส่วนชั้นล่างเปิดเป็นร้านค้า ขณะเดียวกันบางร้านยังแบ่งปันพื้นที่สำหรับจำหน่ายงานคราฟต์และสินค้าชาติพันธุ์ต่าง ๆ 

อนึ่ง ความผสมยังผสานไปถึงลักษณะทางสังคมที่อยู่ร่วมกันอย่างกลมเกลียว ทั้งชุมชน พาณิชย์ และศาสนา ครั้นเมื่อที่ดินเปลี่ยนมือและลักษณะการใช้งานอาคารเปลี่ยนไป ความสัมพันธ์ในย่านจึงคล้ายชิ้นส่วนจิ๊กซอว์ที่ถูกดึงออก วัดซึ่งเป็นศูนย์กลางของชุมชน พอขาดสังคมอุปถัมภ์ก็จำต้องปรับตัว จัดสรรพื้นที่ทำลานจอดรถ จัดอีเวนต์ หรือตกแต่งบรรยากาศเพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยว 

ตี๋เสริมว่าคลื่นการเปลี่ยนแปลงที่มาพร้อมกระแส Mass Tourism เช่นนี้ เกิดกับแทบทุกย่านของเชียงใหม่ แต่สิ่งที่ทำให้ย่านท่าแพสะท้อนภาพชัด คือมูลค่าของทำเลที่สูงกว่า 25 – 40 ล้านต่อห้อง ตัวเลขดังกล่าวประมาณจากผลการสำรวจราคาที่ดินพร้อมอาคารในย่าน พ.ศ. 2562 ซึ่งเป็นปัจจัยให้ทำเลตกไปอยู่กับนายทุนที่มีกำลังซื้อ และโดยมากคือคนนอกพื้นที่

“เมืองจะมีลมหายใจต่อเนื่อง ก็ต่อเมื่อมีความทรงจำของผู้คนที่ถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น แต่ดูเหมือนขณะนี้มันกำลังขาดช่วง เพราะพื้นที่กลายไปเป็นของคนอื่น”

เหนือความเปลี่ยนแปลงนานา ตี๋ให้ความสำคัญกับความทรงจำอันเปรียบดังห่วงเชื่อมร้อยความสัมพันธ์ทางสังคม และของผู้คนที่มีต่อพื้นที่ ซึ่งจะช่วยนิยามอัตลักษณ์ของย่าน รวมถึงรักษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นไม่ให้สูญหาย

ย่านท่าแพ 2030 : โปรเจกต์ฟื้นฟูเชียงใหม่ ธุรกิจสร้างสรรค์อยู่ได้ หัวใจของเมืองก็อยู่
ย่านท่าแพ 2030 : โปรเจกต์ฟื้นฟูเชียงใหม่ ธุรกิจสร้างสรรค์อยู่ได้ หัวใจของเมืองก็อยู่
ย่านท่าแพ 2030 : โปรเจกต์ฟื้นฟูเชียงใหม่ ธุรกิจสร้างสรรค์อยู่ได้ หัวใจของเมืองก็อยู่

ย่านท่าแพ 2030

เราจะสร้างสรรค์ธุรกิจใหม่ ฟื้นกายภาพ และฟื้นโครงสร้างทางสังคม ให้เติบโตไปพร้อมกันได้อย่างไร…

นี่คือสิ่งที่ใจบ้านสตูดิโอ และ กฤติกา รอดเจริญ นักศึกษาฝึกงานจากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง พยายามค้นหาคำตอบให้กับย่านท่าแพในอนาคต พลันศึกษาค้นคว้า ออกแบบ และนำเสนอแนวคิดการพัฒนาที่เป็นประโยชน์ไว้ในโปรเจกต์ ‘ย่านท่าแพ 2030’ (Thapae Neighborhood 2030) ภายใต้โจทย์หลัก 3 ข้อ 

หนึ่ง เพื่อจุดประกายให้เกิดโมเดลธุรกิจและการพัฒนาที่ดินที่เจ้าของเดิมอยู่อาศัยร่วมกับธุรกิจใหม่ ๆ ได้โดยไม่จำเป็นต้องขายที่ 

สอง จัดสรรพื้นที่ให้ผู้ประกอบการสร้างสรรค์เชียงใหม่มีพื้นที่ค้าขาย แสดงผลงาน โดยไม่จำเป็นต้องแบกค่าที่ดินหรือค่าเช่ามหาศาล ผ่านการสร้างระบบแบ่งปันพื้นที่ (Sharing Space) ซึ่งส่งเสริมนิเวศทางธุรกิจที่เกื้อหนุน 

และ สาม ปลุกกระแสให้เห็นคุณค่าของประวัติศาสตร์ อาคารและย่านอันเป็นต้นทุนสำคัญของธุรกิจ Creative Business District ที่จะมีผลกับการฟื้นฟูเมืองแบบ Urban Regeneration ในมิติเศรษฐกิจและกายภาพไปพร้อม ๆ กัน  

ย่านท่าแพ 2030 : โปรเจกต์ฟื้นฟูเชียงใหม่ ธุรกิจสร้างสรรค์อยู่ได้ หัวใจของเมืองก็อยู่

“ลองจินตนาการดูว่า ในเมืองที่แยกขาดระหว่างที่อยู่อาศัยกับพื้นที่พาณิชย์ ถ้าวันใดพื้นที่พาณิชย์ปิด เมืองก็ตาย จะกลับมามีชีวิตอีกครั้งได้ก็ต่อเมื่อธุรกิจเปิด ยิ่งเมืองสมัยใหม่พื้นที่ค่อนข้างจำกัด การอยู่แบบผสมผสาน หรือส่งเสริมการใช้พื้นที่อย่างสมประโยชน์จริง ๆ ดังนั้นแนวคิดการพัฒนาเมือง ‘เมืองกระชับ’ (Compact City) จึงเป็นวิธีการน่าสนใจ” ตี๋พูด 

“เราไม่ได้โหยหาอดีตชนิดต้องกลับไปอยู่เหมือนเดิม ในเมื่อธุรกิจปรับตัว กายภาพของอาคารก็ต้องปรับตัวด้วยเช่นกัน อย่างเมื่อก่อนตึกตึกหนึ่ง มีเจ้าของคนเดียวและใช้เป็นที่อยู่อาศัยและทำธุรกิจ แต่ปัจจุบันที่ดินแพง มูลค่าตึกก็สูง แน่นอน ผู้ประกอบการหน้าใหม่ที่กำลังสร้างตัวไม่มีสิทธิครอบครองตึกนี้ได้เลย แล้วโมเดลธุรกิจควรจะเป็นแบบไหน”

เขาทิ้งท้ายทำนองเชิญชวนให้นึกคิด แต่สำหรับเขาอยากนำเสนอโมเดลที่เรียกว่า ‘การฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร’ ซึ่งจะกล่าวกันต่อในบทถัดไป

ฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร โมเดลชี้นำอนาคต 'ย่านท่าแพ' ที่เมืองเก่าหลายแห่งควรศึกษา

ปรับอาคารให้ย่านฟื้น

“อาคารก็เหมือนชิ้นส่วนของชีวิต ณ ยุคหนึ่งมันถูกออกแบบกายภาพตามความต้องการของสังคม แต่พอพ้นยุคสมัยอาคารก็ต้องปรับตัวตาม โดยนำมา Reuse และ Adaptive ให้เข้ากับสังคมที่เปลี่ยนไปอย่างเข้าใจคุณค่า ด้วยการรักษาบางอย่างให้เป็นชิ้นส่วนความทรงจำ พร้อมปรับเปลี่ยนบางอย่างเพื่อจะทำให้ชีวิตดำเนินต่อไปได้”

ตี๋เกริ่นปูทางเพื่อจะอธิบายถึงโมเดลการฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคารแบบ ‘Adaptive Reuse’ ในโปรเจกต์ย่านท่าแพ 2030 ที่เขาสำรวจตำแหน่งอาคาร วิเคราะห์โครงสร้างทางสถาปัตยกรรม และรวบรวมข้อมูลธุรกิจบนย่านถนนท่าแพ ก่อนนำมาออกแบบ 3 โมเดลตัวอย่างจากการประยุกต์แนวคิดเข้ากับตึกเก่าในย่าน โดยให้ความสำคัญกับการเก็บหน้าตาอาคารยุคโมเดิร์นและฟาซาด ควบคู่ปรับรื้อภายในให้เกิดการเชื่อมต่อจากถนนสู่ด้านในตัวอาคาร ซึ่งจัดสรรปันส่วนใหม่เป็นพื้นที่ว่างหลากหลายขนาด สำหรับรองรับกิจกรรมและธุรกิจรูปแบบต่าง ๆ ตลอดจนแทรกพื้นที่สีเขียวและช่องแสงให้เป็นเสมือน Pocket Park เพื่อเติมเต็มความเขียวขจีสดชื่นแก่ย่านน่าเดินแห่งนี้ 

ฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร โมเดลชี้นำอนาคต 'ย่านท่าแพ' ที่เมืองเก่าหลายแห่งควรศึกษา
ฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร โมเดลชี้นำอนาคต 'ย่านท่าแพ' ที่เมืองเก่าหลายแห่งควรศึกษา
ฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร โมเดลชี้นำอนาคต 'ย่านท่าแพ' ที่เมืองเก่าหลายแห่งควรศึกษา

 “บางทีการเก็บรักษาทุกอย่างไว้ มันโรแมนติกนะ แต่ไม่สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน เรามองว่าการฟื้นฟูพัฒนาย่านเมืองเก่าอย่างมีศักยภาพจะต้องหาสมดุลระหว่างศิลปะ เศรษฐศาสตร์ และสังคม” ตี๋สรุปหัวใจของโมเดล

นอกจากไอเดียเนรมิตพื้นที่ภายในอาคาร แต่ละโมเดลตัวอย่างยังลองนำเสนอรูปแบบการจัดการกรรมสิทธิ์และพื้นที่ ที่จำแนกสัดส่วนการใช้งาน อาทิ ที่อยู่อาศัย พื้นที่สาธารณะ และพาณิชยกรรม รวมทั้งออกแบบกิจกรรมใหม่เพื่อฟื้นฟูอาคารและย่านอย่างสร้างสรรค์

“ถ้าเราอยากจะเก็บคาแรกเตอร์เดิมให้ลูกหลานกลับมาอยู่แล้วทำธุรกิจต่อได้ เราลองปรับพื้นที่ภายในกันดูไหม เพื่อให้มีสัดส่วนสำหรับคนอยู่อาศัยดั้งเดิมราว 20 เปอร์เซ็นต์ อีก 80 เปอร์เซ็นต์ที่เหลือก็ใส่กิจกรรมใหม่เข้าไป เช่น คาเฟ่ ร้านอาหาร แกลเลอรี่ หรือ Co-working Space แบบนี้เจ้าของอาคารเดิมอยู่อาศัยและมีรายได้จากการแบ่งเช่าพื้นที่ ขณะเดียวกันผู้ประกอบการรายย่อยก็เช่าทำธุรกิจโดยไม่ต้องแบกรับต้นทุนราคาที่ดิน หากแต่ละหน่วยธุรกิจสร้างกำไรต่อปีมากพอคุ้มค่าแรงจูงใจในการขายตึก นั่นหมายถึง ตึกนี้ก็จะยังเป็นของคนท้องถิ่นและลูกหลานรุ่นต่อไปก็ยังอยู่ได้” 

ฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร โมเดลชี้นำอนาคต 'ย่านท่าแพ' ที่เมืองเก่าหลายแห่งควรศึกษา

ตี๋อธิบายสมการของโมเดลการปรับปรุงอาคารที่เขาคิด พร้อมเสริมว่าสิ่งนี้นับเป็นองค์ประกอบของย่านอยู่ดี คือ มีธุรกิจหลากหลายและชุมชนสัมพันธ์อันเกื้อกูลกันและผูกผันกับพื้นที่ เหนืออื่นใดอาจพัฒนาให้เกิดย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์แห่งใหม่ที่ยืนอยู่บนรากวัฒนธรรมได้อย่างงามสง่า ช่วยพลิกฟื้นเศรษฐกิจ และชี้นำอนาคตของเมือง 

ฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร โมเดลชี้นำอนาคต 'ย่านท่าแพ' ที่เมืองเก่าหลายแห่งควรศึกษา

ความเป็นไปได้

อย่าเพิ่งด่วนตัดสินว่าแนวคิด Adaptive Reuse ที่กล่าวมานั้นช่างอุดมคติและฝันเพ้อ เพราะมีหลายเมืองทีเดียวที่ตี๋เล่าว่านำไปพัฒนาย่านเมืองเก่า ยกระดับคุณภาพชีวิตผู้คน และส่งเสริมผู้ประกอบการ SME ให้เติบโตขึ้นจริง ๆ

ตัวอย่างแรก คือ ไต้หวัน ที่นี่มีองค์กรชื่อ ‘Taipei City Urban Regeneration Office’ คอยทำหน้าที่จับคู่ผู้ประกอบการกับพื้นที่ที่ต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจ นอกจากนี้ยังร่วมมือกับภาครัฐจัดตั้งกองทุนสนับสนุนสำหรับจัดซื้อตึกเก่ามาชุบชีวิต สร้างสรรค์พื้นที่และกิจกรรมหลายหลาก เพื่อเพิ่มมูลค่าที่ดินและดึงดูดคนรุ่นใหม่ให้เข้ามาใช้งาน เช่าทำธุรกิจ จนเกิดเศรษฐกิจหมุนเวียน กลายเป็นพื้นที่ของบรรดา Startup และ SME ในย่านต่าง ๆ 

หรือ เมืองอาห์เมดาบัด ประเทศอินเดีย มีฐานะเป็นถึงเมืองมรดกโลก ทว่ากลับซบเซา มีแต่ผู้สูงอายุและวัยรุ่นที่ไม่เห็นโอกาสสร้างตัว คณะกรรมการเมืองเก่าจึงก่อตั้งองค์กร ‘Heritage Cell’ ขึ้นมา เพื่อทำงานร่วมกับอาคารสงเคราะห์ สนับสนุนการปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับซ่อมบำรุงบ้านเก่า สร้างจูงใจให้คนอยากกลับมาอยู่บ้าน ควบคู่กับเปิดโรงเรียนสอนวิชาช่างไม้ ฝึกอบรมทักษะอาชีพด้านการฟื้นฟูอาคารไม้รุ่นคุณปู่คุณย่า โดยพยายามขับเคลื่อนเชิงกายภาพ เศรษฐกิจ และสังคมไปพร้อมกัน

อีกตัวอย่างสุดท้าย ได้แก่ จอร์จทาวน์ เมืองหลวงรัฐปีนัง ประเทศมาเลเซีย ซึ่งมีกองทุนของรัฐบาลกลาง ‘Think City’ คอยดูแลเรื่องการเพิ่มปริมาณพื้นที่สีเขียว รักษาฟื้นฟูอาคารเก่า รวมถึงแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยของผู้คนในย่านเมืองเก่า เนื่องจาก 82 เปอร์เซ็นต์ของพลเมืองจอร์จทาวน์เป็นผู้เช่าอาศัยทั้งสิ้น ประกอบกับเมื่อได้รับการขึ้นทะเบียนจาก UNESCO เป็นเมืองมรดกโลก ทำให้มีนายทุนต่างชาติมากว้านซื้ออาคารไปเก็งกำไร หรือทำธุรกิจ ผู้เช่าดั้งเดิมเลยพลอยถูกขับออก

ฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร โมเดลชี้นำอนาคต 'ย่านท่าแพ' ที่เมืองเก่าหลายแห่งควรศึกษา

ทาง Think City จึงผุดโครงการรักษาตึกที่ผู้เช่าเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลรักษา โดย Think City เป็นตัวกลาง รวมผู้เช่าเป็นหนึ่งสหกรณ์ แล้วเจรจาทำสัญญาเช่าระยะยาวกับเจ้าของตึก เพื่อมอบความมั่นคงทางการเงินแก่เจ้าของ ส่วนผู้เช่าเมื่อรู้สึกมั่นคงทางที่อยู่อาศัยก็มีแรงจูงใจในการพัฒนาคุณภาพชีวิต นอกจากนี้กองทุนยังยื่นข้อเสนอว่า หากเจ้าของตึกรายใดเข้าร่วมโครงการ ทางรัฐบาลยินดีสนับสนุนงบปรับปรุงอาคารให้หน้าตาสวยงามสมเป็นส่วนหนึ่งของเมืองมรดกโลกอีกด้วย

“นี่คือโมเดลทางเศรษฐศาสตร์ในการอนุรักษ์ฟื้นฟูย่านเมืองเก่าให้เป็นไปได้เชิงเศรษฐกิจ โดยมีทางเลือกให้คุณค่าและมูลค่าอยู่ด้วยกันได้” ตี๋แสดงความเห็น “ต่างจากบ้านเราที่มักเรียกร้องให้คนมาชื่นชมความงาม เชิดชูคุณค่า แต่กลับไม่หยิบยื่นเครื่องมือทางการเงินใด ๆ ทำให้มันยากที่จะรักษา แม้เรารู้ดีว่าสิ่งนี้มีคุณค่าแค่ไหน แถมยังกลายเป็นอุปสรรคในการเข้าถึงแนวคิดทั้งที่มูลค่ามันสูงมาก”

ทำไมภาครัฐถึงมองไม่เห็นจุดอ่อนนี้ – ผมถามเขา

“เราว่ารัฐต้องมองเมืองกับคนเป็นกุญแจสำคัญในการพัฒนาก่อน แต่เขาไม่เคยมองแบบนั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของกายภาพหรือศักยภาพผู้คน เพราะถ้าเขาเห็นศักยภาพพื้นที่จริงเขาจะต้องต่อยอด ไม่ใช่ขายของเก่ากินเรื่อย ๆ เพื่อให้นักท่องเที่ยวมาเสพของเดิม ๆ ส่วนคนก็ถูกมองเป็นอุปสรรคที่ต้องควบคุมให้คิดคล้อยตาม แทนที่จะมองศักยภาพแล้วใช้มันผลักเมืองให้เดินไปข้างหน้า เช่นเดียวกับตึกที่ก็ไปได้ไกลสุดแค่ควบคุมสี หรือคุมทรงหลังคา” 

สำหรับย่านท่าแพนั้นยังไม่หมดหวัง เพราะภายหลังเกิดสถานการณ์โควิด-19 ส่งผลให้การเก็งกำไรที่ดินในย่านนี้ชะลอความรุนแรงลงไปมาก รวมถึงพิสูจน์ได้ว่าใครคือตัวจริง โดยหนึ่งในพื้นที่ที่ฝ่ามรสุมทางเศรษฐกิจและตี๋สนใจเป็นพิเศษ คือ ‘เวิ้งเหล็กแดง’ คอมมูนิตี้สร้างสรรค์ ซึ่งพัฒนาใกล้เคียงกับแนวคิด Adaptive Reuse มากสุด 

แม้ไม่มีทุนจากหน่วยงานใดให้พึ่งพา ทว่าสำเร็จได้เพียงอาศัยทุนที่เข้าใจ 

ฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร โมเดลชี้นำอนาคต 'ย่านท่าแพ' ที่เมืองเก่าหลายแห่งควรศึกษา

ทุนที่เข้าใจ

ย้อนกลับไปราว 80 ปี ในยุคที่ย่านท่าแพยังเป็นถนนดิน รถวิ่งสวนสองทาง และสามล้อถีบคือบริการยอดฮิตของผู้จับจ่ายสินค้าตลาดวโรรส บริเวณเวิ้งเหล็กแดงตรงนี้มีแค่อาคารสองชั้นก่ออิฐสีเข้ม เปิดเป็นสถานพักแรมสำหรับพ่อค้าแม่ขายต่างจังหวัด ก่อนจะดัดแปลงเป็นโรงงานผลิตขนมปังกะโหลก แต่แล้วโรงงานก็เกิดเหตุเพลิงไหม้จนทำให้ต้องยุติกิจการ อาคารหลังดังกล่าวจึงกลายเป็นโกดังเก็บสินค้าของ ‘เจริญการค้า’ ร้านจำหน่ายหนังสือและอุปกรณ์เครื่องเขียน หนึ่งในผู้เช่าพื้นที่ตึกแถว 5 ห้องด้านหน้า ซึ่งสร้างเพิ่มเติมขึ้นมาโดยคุณตาของ ลุงภูมิ-ภูมิสรรค์ ศิลปิศรโกศล ทายาทผู้ดูแลเวิ้งเหล็กแดงคนปัจจุบัน

ฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร โมเดลชี้นำอนาคต 'ย่านท่าแพ' ที่เมืองเก่าหลายแห่งควรศึกษา

“ตอนที่ตึกแถวริมถนนยังมีผู้เช่าเต็มทุกห้อง การเข้ามาในเวิ้งต้องเดินผ่านช่องแคบ ๆ ข้างร้านก๋วยเตี๋ยวสามชัย สมัยนั้นดังมาก พอเศรษฐกิจซบเซาคนเช่าก็ทยอยออก พื้นที่เลยถูกปล่อยร้างไว้พักใหญ่ กระทั่งมีคนมาติดต่อขอทำธุรกิจโรงแรม เขาเลยทุบห้องตรงกลางเปิดเป็นช่องทางเข้า แต่ยังไม่ทันเรียบร้อยดี โครงการก็พับไปเพราะพิษเศรษฐกิจปี 40 เหลือแค่โครงเหล็กสีแดง ซึ่งตามแผนจะเป็นตัวโครงสร้างอาคารหลัก” ลุงภูมิเฉลยเรื่องราวของโครงเหล็กแดง สัญลักษณ์เด่นที่กลายเป็นชื่อเรียกของคอมมูนิตี้สุดฮิปแห่งนี้ ภายหลังจากที่แบรนด์ Dibdee Binder เข้ามาบุกเบิกขอเช่าห้องทำสตูดิโอ ก่อนชักชวนเพื่อนฝูงมาอยู่ด้วยกัน จนปัจจุบันครึกครื้นด้วยบรรดานักออกแบบ ศิลปิน และสารพัดธุรกิจสร้างสรรค์ 

ฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร โมเดลชี้นำอนาคต 'ย่านท่าแพ' ที่เมืองเก่าหลายแห่งควรศึกษา
ฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร โมเดลชี้นำอนาคต 'ย่านท่าแพ' ที่เมืองเก่าหลายแห่งควรศึกษา

ลุงภูมิเล่าให้ฟังต่อว่า เขาใช้วิธีให้ผู้เช่าช่วยกันบริหารจัดการ ไม่ว่าจะเป็นค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าส่วนกลาง หรือแม้แต่การเลือกผู้เช่ารายใหม่ 

“ผมให้เด็ก ๆ บริหารกันเอง เพราะรู้สึกว่าไอเดียของผู้ใหญ่อย่างผมกับของเด็กรุ่นใหม่มันคนละเรื่องกัน ในเมื่อตรงนั้นเป็นพื้นที่ของพวกเขา เขาก็ควรจะมีอิสระในการออกแบบ ส่วนถ้าใครสนใจอยากเข้ามาเช่า ผมก็ให้สิทธิพวกเขาปรึกษาพูดคุยกันเองก่อน หากทุกคนพร้อมใจว่าคนนี้มาอยู่ได้ ผมก็โอเค เพราะอยากให้อยู่แบบสบาย ๆ ทำงาน ทำธุรกิจ และเป็นคอมมูนิตี้เล็ก ๆ ที่เอื้อเฟื้อเกื้อกูลกัน” 

ยิ่งไปกว่านั้น ที่นี่ยังไม่เคยปรับขึ้นค่าเช่า “ถ้าปรับเด็กก็ลำบาก ไม่ใช่ว่าเราไม่ต้องการเงินนะ แต่เราต้องการแค่พออยู่ได้ทั้งเขาและเรา” เจ้าของเวิ้งอธิบายอย่างใจดี พลางเสริมว่าเขามีเป้าหมายเพียงอยากเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ได้โชว์ฝีมือ

เหนืออื่นใด เขาเชื่อว่าไอเดียธุรกิจสร้างสรรค์เหล่านี้จะสร้างความเปลี่ยนแปลงและพลิกฟื้นย่านท่าแพให้กลับมาคึกคัก เป็นย่านเศรษกิจสำคัญของเมืองเชียงใหม่อีกครั้งในอนาคต

ฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร โมเดลชี้นำอนาคตย่านท่าแพที่เมืองเก่าหลายแห่งควรศึกษา

Writer

คุณากร

เป็นคนอ่านช้าที่อาศัยครูพักลักจำ จับพลัดจับผลูจนกลายมาเป็นคนเขียนช้า ที่อยากแบ่งปันเรื่องราวบันดาลใจให้อ่านกันช้าๆ เวลาว่างชอบวิ่งแต่ไม่ชอบแข่งขัน มีเจ้านายเป็นแมวโกญจาที่ชอบคลุกทราย นอนหงาย และกินได้ทั้งวัน

Photographer

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ ร่ำเรียนมาทางศิลปะจากคณะที่ได้ชื่อว่ามีวงดนตรีลูกทุ่งแสนบันเทิงของเมืองเหนือ มีความสุขกับการกดชัตเตอร์ในแสงเงาธรรมชาติ ชอบแมว หมา และบ้าจักรยานไม่แพ้กิจกรรมกลางแจ้งอื่น ๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load