สองมือแพ็กกระเป๋า สองเท้าก้าวเข้าฟาร์ม

นั่งนอนคิดอยู่นาน กว่าจะได้ประโยคที่ช่วยนิยามใจความของเรื่องเล่าในวันนี้ได้อย่างตรงใจ

ระยะหลังมานี้ ชาวแบกแพ็กหัวใจสีเขียวสุดคูลในโลกโซเชียล พูดถึงโครงการ WWOOF กันหนาหู จนคนติดบ้านอย่างเราอยากสะพายกระเป๋าแล้วจองตั๋วเครื่องบินกับเขาบ้าง เป็นสัญญาณว่าต้องทำความรู้จักเจ้า WWOOF ที่ว่านี้อย่างจริงๆ จังๆ เสียที

เราเริ่มทำความรู้จัก WWOOF ทีละน้อย และพบว่าสิ่งนี้น่าสนใจอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว ตัวอักษรที่ชวนให้ออกเสียงเหมือนเสียงร้องของสุนัขจิ้งจอก ย่อมาจากชื่อเต็มว่า World Wide Opportunities on Organic Farms หรือ Willing Workers on Organic Farms วูฟทำหน้าที่จับคู่อาสาสมัครกับโฮสต์ฟาร์มตั้งแต่ ค.ศ. 1971 และแพร่ขยายไปว่า 90 ประเทศทั่วโลก มีเป้าหมายคือการส่งเสริมการทำอาสาสมัครในฟาร์มและแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมเชิงนิเวศ

ชวนมารู้จัก WWOOF ทริปกินอยู่ทัวร์ฟาร์มในต่างแดนแบบฟรีๆ ที่ทั้งดีต่อโลกและดีต่อใจ
ชวนมารู้จัก WWOOF ทริปกินอยู่ทัวร์ฟาร์มในต่างแดนแบบฟรีๆ ที่ทั้งดีต่อโลกและดีต่อใจ

ผู้ที่สนใจอยากทำอาสาสมัครในไร่ในฟาร์มต่างแดน หรือเรียกสั้นๆ ว่า WWOOFer สามารถค้นหาฟาร์มและสายงานในประเทศที่สนใจได้ทางเว็บไซต์ เมื่อได้รับการคอนเฟิร์มจากโฮสต์ ก็เตรียมแพ็กกระเป๋าข้ามน้ำข้ามทะเลไปกันได้เลย 

โดยส่วนมาก งานที่บ้านของโฮสต์คือการทำเกษตรอินทรีย์ในแขนงต่างๆ ทั้งปลูกผัก ทำสวนผลไม้ ดูแลคอกวัว ไปจนถึงกิจการอื่นๆ ที่ระยะหลังเริ่มมีความหลากหลายมากขึ้น อย่างการทำอาร์ตแกลเลอรี่ ร้านอาหาร หรืองานฝีมือ โดยโฮสต์จะได้เหล่าอาสาสมัครมาช่วยลงแรงในฟาร์มแบบฟรีๆ แต่สวัสดิการที่โฮสต์จะจัดหาให้แก่วูฟเฟอร์ คืออาหารและที่พักแบบไม่ต้องจ่ายเพิ่ม (ทั้งนี้ วูฟเฟอร์ต้องจ่ายค่าสมัครสมาชิกโครงการรายปีและค่าตั๋วเครื่องบินเอง) 

ที่สำคัญ ตลอดระยะเวลา 2 – 3 สัปดาห์ (เป็นอย่างต่ำ) ที่อาศัยอยู่กับโฮสต์ วูฟเฟอร์ยังได้ซึมซับวิทยายุทธในสาขางานของตนเองตั้งแต่เช้าจรดค่ำ ชนิดที่ว่าคุ้มค่าคุ้มเวลาสุดๆ และเราเชื่อว่าจะหาจากห้องเรียนแห่งไหนไม่ได้เลย

แอบกระซิบบอกว่า นอกจาก WWOOF แล้ว ยังมีอีกหลากหลายโครงการที่ช่วยสานฝันนักเดินทางจากทั่วโลก ให้ได้ไปกินอยู่ดูงานฟาร์มถึงในไร่ อย่าง Workaway หรือ Helpx ปัจจุบันมีโฮสต์เข้าร่วมโครงการมากกว่า 150 ประเทศทั่วโลก และมีชนิดงานให้เลือกทำหลากหลายประเภท ตั้งแต่ปลูกผัก ทำฟาร์ม เก็บน้ำผึ้ง ต่อเติมบ้าน ลูกเรือสำราญ ไปจนถึงดูแลน้องหมา 

ชวนมารู้จัก WWOOF ทริปกินอยู่ทัวร์ฟาร์มในต่างแดนแบบฟรีๆ ที่ทั้งดีต่อโลกและดีต่อใจ

ไปเมืองนอกทั้งที ทำไมต้องไปวูฟ ? 

วูฟอาจไม่เหมาะสำหรับใครที่ไม่ปรารถนาจะลงแรงลงกายในฟาร์มได้ทั้งวัน แต่วูฟก็เหมาะเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้มีใจรักในการเรียนรู้ และอยากลิ้มลองวัฒนธรรมภูมิปัญญาของผู้คนในอีกสุดขอบโลก นอกจากจะได้ฝึกภาษา พบปะผู้คนใหม่ๆ ออกทริปที่ไม่เหมือนใคร ชิมอาหารอันยอดเยี่ยม และค้นพบศักยภาพของตัวเองในด้านที่ไม่เคยรู้ว่ามีอยู่ วูฟยังเป็นห้องเรียนออร์แกนิกกลางแจ้งสุดแจ๋ว คอยต้อนรับผู้คนจากต่างที่ต่างถิ่น มาเรียนรู้วิถีการกินอยู่แบบออร์แกนิกจากรากถึงปลายไม้ ซึ่งช่วยลงหลักปักฐานแนวทางและสร้างผู้คนในวงจรชีวิตอินทรีย์นี้ได้อยู่ไม่ขาด

ชวนมารู้จัก WWOOF ทริปกินอยู่ทัวร์ฟาร์มในต่างแดนแบบฟรีๆ ที่ทั้งดีต่อโลกและดีต่อใจ
ชวนมารู้จัก WWOOF ทริปกินอยู่ทัวร์ฟาร์มในต่างแดนแบบฟรีๆ ที่ทั้งดีต่อโลกและดีต่อใจ

ที่สำคัญ เพื่อนๆ ของเราย้ำหนักย้ำหนา ว่าการก้าวขาออกจากเซฟโซนด้วยการอาสาไปเป็นวูฟเฟอร์หรือแม้แต่การทำโฮสต์เอง ทำให้พวกเขาได้เห็นความเป็นไปได้ของชีวิตในการพึ่งพาและพึ่งพิงตนเอง การไปอยู่ต่างถิ่นในฐานะแรงงานอาสาสมัคร อาจเลือกอยู่เลือกกินไม่ได้มากนัก การปรับตัวในระยะเวลาอันสั้น และรู้จักมองหาความสุขจากสิ่งเล็กๆ น้อยๆ รอบตัว จึงเป็นเรื่องสำคัญและต้องฝึกฝน 

ชวนมารู้จัก WWOOF ทริปกินอยู่ทัวร์ฟาร์มในต่างแดนแบบฟรีๆ ที่ทั้งดีต่อโลกและดีต่อใจ

ส่วนผลพลอยได้อีกประการหนึ่งที่พวกเขาดูจะประทับใจมากเป็นพิเศษ คือมิตรภาพที่เกิดขึ้นในฟาร์มระหว่างเจ้าบ้านกับอาสาสมัครแปลกหน้า การเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในกิจการและครอบครัวของโฮสต์ ช่วยให้พวกเขาได้มีมุมสนทนาเงียบๆ เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมอง ความคิด และค้นพบตัวตนระหว่างกันโดยไม่รู้ตัว

แม้จะไม่เคยไปวูฟกับเขาสักครา แต่จากคำบอกเล่าและเรื่องราวที่มิตรสหายของเราเก็บเกี่ยวมาฝากจากแดนดินถิ่นไกล ทำให้เราเผลอหลงรักทริปการเดินทางของพวกเขาอย่างเต็มเปา และอดไม่ได้ที่จะนำมาเล่าสู่กันฟัง

มิตรท่านแรกที่แวะเวียนมาแบ่งปันประสบการณ์การเป็นวูฟเฟอร์และโฮสต์ในโครงการ คือ ขวัญ-วัชรพล แดงสุภา ขวัญเรียนจบบริหารธุรกิจ แต่ปัจจุบันมุ่งมั่นทำสวนแบบผสมผสาน และทำ Permaculture โดยเปิดรับอาสาสมัครจากทั่วโลก อีกหนึ่งสายงานอาชีพที่น่าทึ่ง คือ ขวัญกำลังพัฒนาโปรเจกต์โรงเรียนสอนต่อเรือขนาดเล็กที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

ชวนมารู้จัก WWOOF ทริปกินอยู่ทัวร์ฟาร์มในต่างแดนแบบฟรีๆ ที่ทั้งดีต่อโลกและดีต่อใจ

ขวัญเคยไปทำวูฟเฟอร์ใน Fishing Lodge (ที่พักสำหรับนักตกปลา) และฟาร์มหอยแมลงภู่ ที่ฟาร์ม Marlborough Sounds ในนิวซีแลนด์ และเคยไปศึกษาดูงานเกษตรระยะสั้นที่ Community Farm ในสเปน (ทั้งสองที่ที่กล่าวมาไม่ได้อยู่ในโครงการ WWOOF ขวัญเดินทางไปเองเป็นการส่วนตัว)

ชวนมารู้จัก WWOOF ทริปกินอยู่ทัวร์ฟาร์มในต่างแดนแบบฟรีๆ ที่ทั้งดีต่อโลกและดีต่อใจ
ชวนมารู้จัก WWOOF ทริปกินอยู่ทัวร์ฟาร์มในต่างแดนแบบฟรีๆ ที่ทั้งดีต่อโลกและดีต่อใจ

ขวัญบอกกับเราว่าแม่น้ำที่นิวซีแลนด์ใสมาก และเขาลากเสียงยาวจนเราเข้าใจว่ามากจริงๆ หน้าที่เขาคือช่วยโฮสต์ดูแลนักตกปลา จัดเตรียมบ้านพัก ตัดหญ้าที่สนามหน้าบ้าน (ตามสไตล์บ้านฝรั่งที่มักชื่นชอบสนามสวยๆ) นั่งเรือไปเปลี่ยนทุ่นราวแขวนและเก็บหอยแมลงภู่อยู่เป็นนิจ เวลาล่องเรือจะเห็นเหล่าเพนกวินเดินเตาะแตะๆ อยู่ตามเกาะ และเห็นนกบินโฉบลงมากินปลาในน้ำต่อหน้าต่อตา 

ส่วนการทำฟาร์มหอยก็ดูแปลกไปจากบ้านเรามากเหมือนกัน เพราะหอยไม่ได้เกาะกับหลักไม้ แต่เกาะกับเชือกที่ต่อลงมาจากทุ่นลอยด้านบน มีมีดและมือเป็นอุปกรณ์ในการเก็บ เพียงสาวเชือกขึ้นก็ครูดหอยออกมาได้อย่างง่ายๆ ความน่ารักมากของช่วงชีวิตสั้นๆ ในนิวซีแลนด์คือ ขวัญมองเห็นดาวได้ถนัดทุกคืน เพราะไม่มี Light Pollution มาคอยกวนใจ ส่วนวิธีการส่งไปรษณีย์ ที่นี่เขาก็รับส่งของกันทางเรือเหมือนในหนังย้อนยุคไม่มีผิด

ชวนมารู้จัก WWOOF ทริปกินอยู่ทัวร์ฟาร์มในต่างแดนแบบฟรีๆ ที่ทั้งดีต่อโลกและดีต่อใจ

ส่วนที่สเปน แม้มีเวลาไม่มาก แต่ขวัญเก็บเกี่ยวความรู้มาได้เป็นกอบเป็นกำ อย่างวิธีการพักดินหรือเตรียมดินแบบชาวเมืองหนาว ซึ่งบ้านเราไม่ต้องมีขั้นตอนนี้ เพราะปราศจากฤดูหนาวที่รุนแรงเกินทน 

ชวนมารู้จัก WWOOF ทริปกินอยู่ทัวร์ฟาร์มในต่างแดนแบบฟรีๆ ที่ทั้งดีต่อโลกและดีต่อใจ
ชวนมารู้จัก WWOOF ทริปกินอยู่ทัวร์ฟาร์มในต่างแดนแบบฟรีๆ ที่ทั้งดีต่อโลกและดีต่อใจ

เมื่อกลับมาเมืองไทย ขวัญยังติดใจการทำวูฟเฟอร์อยู่ไม่วาง จึงแบ่งเวลาว่างมาลงทะเบียนเป็นโฮสต์ในเมืองไทยกับเขาด้วย ขวัญเปิดรับสมัครวูฟเฟอร์ผ่านทางหน้าเพจเฟซบุ๊กของตนเอง รวมถึงผ่านโครงการ WWOOF และ Workaway ด้วย การสมัครเป็นวูฟเฟอร์ผ่านโครงการ อาจมีขั้นตอนและเงื่อนไขที่แตกต่างกันออกไป โดยส่วนมากจะให้โฮสต์และวูฟเฟอร์ระบุว่าต้องการหรืือสนใจงานประเภทไหน เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายจับคู่กันง่ายขึ้น สำหรับบางโครงการก็จะให้ใส่ข้อมูลละเอียดยิบ ตั้งแต่ช่วงเวลาการรับวูฟเฟอร์ ทักษะงานที่โฮสต์ต้องการ ภาษาที่ใช้สื่อสาร สิ่งอำนวยความสะดวกในบ้านพัก ไปจนถึงข้อจำกัดด้านอาหารการกิน

ซึ่งขวัญแนะนำว่า เมื่อถึงเวลาติดต่อกับโฮสต์เจ้าบ้าน ควรสอบถามเรื่องระยะเวลาการทำงานต่อหนึ่งวันให้ชัดเจน (โดยส่วนมากมักไม่เกิน 5 ชั่วโมง) และโฮสต์บางที่อาจมีกิจกรรมสนุกๆ ไว้คอยรองรับเหล่าวูฟเฟอร์ให้ได้ผ่อนคลายในวันหยุดด้วย อย่างที่โฮสต์ฟาร์มของขวัญเอง เขามักจะอาสาพาเหล่าวูฟเฟอร์เดินสำรวจธรรมชาติและจุดน่าสนใจอื่นๆ ในท้องถิ่นที่นักท่องเที่ยวทั่วไปเข้าไม่ถึง

ต่อไปคือสาวน้อยที่เรื่องราวการเป็นวูฟเฟอร์ของเธอมีไม่น้อยเลยทีเดียว เฟิร์น-ศรีปุงวิวัฒน์ เธอเรียนจบด้าน Communication Design และปัจจุบันทำงานวิดีโอฟรีแลนซ์ เฟิร์นตัดสินใจไปเยือน Incredible Farm ในหมู่บ้านเล็กๆ ทางตอนเหนือของอังกฤษในการทำวูฟเฟอร์ครั้งแรก สิ่งที่แสดงถึงความเป็นออร์แกนิกได้อย่างเต็มตัว คือที่นี่เขาเป็นฟาร์มแบบ Off-Grid ผลิตน้ำไฟใช้ได้เองแบบ 100 เปอร์เซ็นต์ ไฟฟ้าได้จากโซลาร์เซลล์ ส่วนน้ำก็มาจากน้ำฝน

ล้อมวงฟังเรื่องเล่าวิถีเกษตรอินทรีย์ในโฮสต์ฟาร์ม จากกลุ่มคนไทยที่ตะลุยทริปในโครงการ WWOOF จากทั่วมุมโลก

ก๊วนวูฟเฟอร์ที่เฟิร์นพบเจอในอังกฤษ มีทั้งมากและใหม่ประสบการณ์ งานที่ได้ประลองฝีมือกันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันคือการเพาะต้นกล้า ถอนวัชพืช เก็บผลผลิตและนำไปวางขายที่ Farmer’s Market หากเข้าสู่ช่วงหน้าร้อนก็จะได้ช่วยกันแปรรูปบรรดาผลไม้กระบุงใหญ่มาเป็นแยมรสหวานฉ่ำ แต่สิ่งที่เปิดประสบการณ์ของเฟิร์นในทริปนี้มากที่สุด เห็นจะเป็นการช่วยโฮสต์รีดนมวัวสดๆ ทุกเช้า กลิ่นของนมสดจากเต้าของแม่วัว ยังหอมมันเตะจมูกมาถึงทุกวันนี้ 

ล้อมวงฟังเรื่องเล่าวิถีเกษตรอินทรีย์ในโฮสต์ฟาร์ม จากกลุ่มคนไทยที่ตะลุยทริปในโครงการ WWOOF จากทั่วมุมโลก
ล้อมวงฟังเรื่องเล่าวิถีเกษตรอินทรีย์ในโฮสต์ฟาร์ม จากกลุ่มคนไทยที่ตะลุยทริปในโครงการจากทั่วมุมโลก

ส่วนอีกแห่งคือฟาร์มสเตย์ ธุรกิจของครอบครัวเล็กๆ ที่ซ่อนตัวอยู่ในเทือกเขา Dolomites ทางตอนเหนือของอิตาลี แม้จะเพิ่งเปิดได้ไม่นาน แต่ความหลากหลายของกิจกรรมแซงหน้าที่อื่นๆ ไปไกลลิบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำชีสนมแพะ และเลี้ยงผึ้ง ซึ่งนั่นเป็นเหตุผลหลักที่เฟิร์นตัดสินใจปักธงมาเป็นวูฟเฟอร์ ณ ที่แห่งนี้ เฟิร์นมีโอกาสได้ใส่ชุดเก็บน้ำผึ้งและชิมสารพันชีสออร์แกนิกแสนอร่อยอยู่บ่อยครั้ง

ล้อมวงฟังเรื่องเล่าวิถีเกษตรอินทรีย์ในโฮสต์ฟาร์ม จากกลุ่มคนไทยที่ตะลุยทริปในโครงการจากทั่วมุมโลก

ในขั้นตอนการเลือกโฮสต์ เฟิร์นแนะนำให้เราดูเงื่อนไขให้ละเอียด เพราะโฮสต์บางแห่งอาจต้องการวูฟเฟอร์ที่มีประสบการณ์เฉพาะด้าน บางที่ต้องการวูฟเฟอร์ที่พร้อมจะอยู่กับเขานานหน่อย แต่โดยส่วนมากขอแค่อยู่ง่ายกินง่ายและมีใจรักในการเรียนรู้ เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว

เฟิร์นยังขอฝากความประทับใจในการเป็นวูฟเฟอร์ไว้ด้วยคลิปวิดีโอที่เธอถ่ายเอง 

เกือบท้ายแต่ยังไม่ท้ายสุด เราขอแนะนำให้รู้จักกับ ออม-อรุโณชา โพธิ์บุญ

เธอเรียนจบด้านศิลปอุตสาหกรรม ปัจจุบันทำงานด้านการออกแบบ ณ ศูนย์เรียนรู้ศาสตร์พอเพียงพรรณา ในอำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา

ล้อมวงฟังเรื่องเล่าวิถีเกษตรอินทรีย์ในโฮสต์ฟาร์ม จากกลุ่มคนไทยที่ตะลุยทริปในโครงการจากทั่วมุมโลก
ล้อมวงฟังเรื่องเล่าวิถีเกษตรอินทรีย์ในโฮสต์ฟาร์ม จากกลุ่มคนไทยที่ตะลุยทริปในโครงการจากทั่วมุมโลก

หลักเกณฑ์ในการเลือกโฮสต์ ออมมักเลือกโฮสต์ที่เตรียมงานหรือกิจกรรมมากกว่าหนึ่งอย่างให้เธอทำเสมอ เช่น งานฟาร์ม งานศิลปะ งานเซรามิก หรือทำสบู่ออร์แกนิก อย่างฟาร์มในญี่ปุ่นที่เธอเลือกมาทำวูฟเฟอร์เป็นครั้งแรก โชคเข้าข้างเพราะโฮสต์เป็นศิลปินสุดคูล เธอจึงได้ทั้งช่วยทำบ้านดิน ปลูกผัก และดูแลสวนดอกไม้ หากวันไหนเป็นวันฝนตก เหล่าวูฟเฟอร์ทั้งหลายก็จะได้ทำงานศิลปะกันในบ้าน ออมแอบกระซิบว่าโฮสต์บางที่ก็มีสายงานเยอะมากจนเลือกไม่ถูก และไม่มีข้อจำกัดด้านอายุเลย เหล่าวูฟเฟอร์มีตั้งแต่หนุ่มสาววัยรุ่นจนถึงคุณลุงวัยใกล้เกษียณ

ล้อมวงฟังเรื่องเล่าวิถีเกษตรอินทรีย์ในโฮสต์ฟาร์ม จากกลุ่มคนไทยที่ตะลุยทริปในโครงการจากทั่วมุมโลก
ล้อมวงฟังเรื่องเล่าวิถีเกษตรอินทรีย์ในโฮสต์ฟาร์ม จากกลุ่มคนไทยที่ตะลุยทริปในโครงการจากทั่วมุมโลก

ส่วนที่ไต้หวัน เธอได้ทำสวนผักและทดลองทำงานในร้านอาหารเกาหลี แต่ประสบการณ์วูฟเฟอร์ที่เธอจำไม่ลืม เห็นจะเป็นเป็นฟาร์มแพะ Green Goat Farm ที่รัฐ Virginia ในสหรัฐอเมริกา ด้วยความที่เธอเป็นวูฟเฟอร์เพียงคนเดียวของฟาร์ม เธอจึงถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวโฮสต์อย่างอบอุ่นและไม่รู้ตัว ส่วนเรื่องที่ทำให้เธอตื่นเต้นกว่านั้น คือการได้ช่วยดึงขาเจ้าแพะน้อยออกมาจากก้นแม่แพะ ถือเป็นการช่วยทำคลอดครั้งแรก และน่าจะเป็นครั้งเดียวในชีวิตของเธอ

และมิตรสหายท่านสุดท้ายที่เรายินดีที่ได้รู้จักเป็นอย่างมาก และอยากแนะนำให้ทุกท่านรู้จักเช่นกัน หนู-ภัทรพร อภิชิต อดีตวูฟเฟอร์คนแกร่งที่ตะลุยเกาะน้อยใหญ่ในญี่ปุ่นมาแล้วนับไม่ถ้วน และยังกลับมาเปิดโฮสต์ฟาร์มเล็กๆ อย่าง NuJo Art and Farm ในย่านสมุทรสงคราม ร่วมกับสามี โจ-วีรวุฒิ กังวานนวกุล นอกจากนี้ยังมี เดอะมนต์รักแม่กลอง ธุรกิจร่วมในองค์กรเล็กๆ ที่เธอให้คำจำกัดความว่าเป็นร้านค้าโชห่วย ทำหน้าที่สื่อสารเรื่องราวของชุมชนผ่านสินค้าและของกระจุกกระจิกอีกสารพัน ทั้งหมดนี้ เธอไม่ได้เรียกมันว่าอาชีพ แต่เรียกมันว่าการใช้ชีวิตต่างหาก

ล้อมวงฟังเรื่องเล่าวิถีเกษตรอินทรีย์ในโฮสต์ฟาร์ม จากกลุ่มคนไทยที่ตะลุยทริปในโครงการจากทั่วมุมโลก

เราตั้งใจให้พื้นที่กับหนูเยอะกว่าใครเพื่อน เพราะลำพังแค่เรื่องการเป็นวูฟเฟอร์ในญี่ปุ่น ก็แน่นเอียดจนแทบล้นหน้ากระดาษ เมื่อครั้งที่หนูได้รับทุนไปเรียนรู้เรื่องชุมชนและการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในญี่ปุ่น ก็เป็นเวลาประจวบเหมาะที่เธอได้ที่ทางในอัมพวาเข้าพอดี หนูมีแผนงานในการทำเกษตรยั่งยืนบนที่ดินผืนนั้นทดไว้ในใจ สองสามีภรรยาจึงใช้เวลาว่างบางส่วนจากการทำงาน ผจญภัยในฐานะวูฟเฟอร์บนตารางเมตรเล็กๆ ที่ถูกพับมุมเก็บซ่อนไว้บนแผนที่ญี่ปุ่น ถือเป็นการซ้อมใหญ่และปูพื้นฐานทักษะทางด้านงานเกษตร ก่อนที่เธอจะมาลงสนามจริง ณ แดนดินสมุทรสงครามในอนาคต

ล้อมวงฟังเรื่องเล่าวิถีเกษตรอินทรีย์ในโฮสต์ฟาร์ม จากกลุ่มคนไทยที่ตะลุยทริปในโครงการจากทั่วมุมโลก

หนูและโจสะพายเป้รับบทวูฟเฟอร์มาแล้วถึง 4 ครั้ง แต่ละครั้งมีทำเลที่ตั้งไม่ซ้ำกันเลยสักคราว ไล่ไปตั้งแต่โออิตะ โอกินาวา ทากายาม่า และปิดท้ายด้วยฮอกไกโด ทุกฟาร์มที่เธอไปดำรงวิถีชีวิตและทำการเกษตรแบบอินทรีย์ทั้งหมด เป็นภาพตัดที่แตกต่างจากชีวิตในเมืองหลวงอย่างเห็นได้ชัด แม้ญี่ปุ่นจะเป็นประเทศที่มีเทคโนโลยีล้ำหน้าจนทั่วโลกต่างยกนิ้วให้ แต่ในพื้นที่ชนบทเล็กๆ ผู้คนต่างไม่ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีใดๆ ด้วยซ้ำไป 

หนูและโจได้ทดลองทำงานสารพัด ตั้งแต่งานสบายๆ อย่างทำซอสโชยุ หมักมิโซะ อาบน้ำให้น้องหมา ปลูกผักเก็บดอกไม้ ไปจนถึงงานสายอาร์ติสต์อย่างจัดสวนหินและช่วยโฮสต์สร้างพิพิธภัณฑ์ศิลปะ หรือแม้แต่งานสายโหดอย่างถางหญ้าให้วัวกินและต้อนวัวขึ้นรถบรรทุกเพื่อไปโรงเชือด ทั้งสองก็เคยผ่านมาแล้วทั้งนั้น 

ล้อมวงฟังเรื่องเล่าวิถีเกษตรอินทรีย์ในโฮสต์ฟาร์ม จากกลุ่มคนไทยที่ตะลุยทริปในโครงการจากทั่วมุมโลก
ล้อมวงฟังเรื่องเล่าวิถีเกษตรอินทรีย์ในโฮสต์ฟาร์ม จากกลุ่มคนไทยที่ตะลุยทริปในโครงการจากทั่วมุมโลก
ล้อมวงฟังเรื่องเล่าวิถีเกษตรอินทรีย์ในโฮสต์ฟาร์ม จากกลุ่มคนไทยที่ตะลุยทริปในโครงการจากทั่วมุมโลก

โฮสต์บางที่ก็อบอุ่นมาก เสมือนว่าเป็นพี่น้องร่วมท้องแม่เดียวกัน อย่างที่โออิตะ เธอได้มีโอกาสนั่งแช่ออนเซ็นร่วมกับครอบครัวของโฮสต์ทุกวันทีบ่อออนเซ็นสาธารณะประจำหมู่บ้าน หรือที่ทากายาม่า โฮสต์สาวสวยของเธอเคยมาเป็นอาสาสมัครในไทยและลาว หนูเล่าว่าโฮสต์ตื่นเต้นกับวูฟเฟอร์คนไทยมาก แถมยังกล่าวต้อนรับเธอด้วยคำว่า ‘สวัสดีค่ะ’ อย่างฉะฉาน 

หนูได้มีโอกาสโชว์ฝีมือทำอาหารไทยให้โฮสต์ทาน เพราะที่บ้านโฮสต์มีเครื่องปรุงอาหารไทยแทบทุกชนิด นั่นถือเป็นเรื่องวิเศษมาก ที่ได้รสสัมผัสของเครื่องแกงไทยอันคุ้นเคย ในพื้นที่ห่างไกลจากบ้านเกิดหลายร้อยไมล์

ล้อมวงฟังเรื่องเล่าวิถีเกษตรอินทรีย์ในโฮสต์ฟาร์ม จากกลุ่มคนไทยที่ตะลุยทริปในโครงการจากทั่วมุมโลก
ล้อมวงฟังเรื่องเล่าวิถีเกษตรอินทรีย์ในโฮสต์ฟาร์ม จากกลุ่มคนไทยที่ตะลุยทริปในโครงการจากทั่วมุมโลก

แม้บางครั้งต้องลงแรงงานอย่างสาหัส เหงื่อไหลอาบจนเธอร้องอุทานในใจว่าเหนื่อยฉิบเป๋ง แต่สิ่งเหล่านั้นทำให้เธอละทิ้งตัวตนได้เป็นปลิดทิ้ง ก่อนหน้านี้แม้เธอเคยเป็นใคร เคยทำอะไร เคยมีคนรู้จักมากมาย แต่เมื่อมาอยู่ที่นี่ เธอเห็นแล้วว่าธรรมชาตินั้นกว้างใหญ่มาก จนเธอกลายเป็นจุดเล็กๆ ซึ่งไร้ความหมาย เธอไม่มีอะไรเลย มีเพียงหน้าที่และงานที่ต้องทำให้ดีเท่านั้น และเธอบอกว่าเมื่อเราลดอัตตาลงแล้ว ชีวิตก็ไหลเลื่อนไปได้ง่ายขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า

หลังเติมเต็มประสบการณ์การทำวูฟเฟอร์ในแดนญี่ปุ่น เธอได้เขียนเล่าเรื่องราวลงบล็อกส่วนตัวและภายหลังได้ตีพิมพ์ลงในหนังสือเล่มที่มีชื่อว่า เราพบกัน เมื่อวันอาทิตย์อุทัย แต่ความประทับใจจากการเป็นวูฟเฟอร์ยังคงทิ้งร่องรอยเอาไว้ไม่จาง หนูและโจจึงเปลี่ยนพื้นที่ในฟาร์มที่สมุทรสงคราม เป็นฟาร์มโฮสต์ที่รองรับอาสาสมัครซึ่งเป็นวูฟเฟอร์นักเดินทางด้วย

ล้อมวงฟังเรื่องเล่าวิถีเกษตรอินทรีย์ในโฮสต์ฟาร์ม จากกลุ่มคนไทยที่ตะลุยทริปในโครงการจากทั่วมุมโลก

หนู รักที่จะเรียนรู้ผ่านผู้คนและบทสนทนามาแต่ไหนแต่ไร การทำวูฟเฟอร์และผันตัวมาเป็นโฮสต์เสียเองในวันหนึ่ง ก็ยิ่งทำให้เธอสนุกที่จะเรียนรู้ต่อไปอย่างไม่รู้จบ น้ำเสียงของเธอหนักแน่นเมื่อบอกกับเราว่า โชคดีเหลือเกินที่เธอเคยเป็นวูฟเฟอร์มาก่อน เพราะนั่นทำให้เธอเข้าใจว่า เธอต้องจัดการหรือรับมือกับอะไรบ้าง แต่ก็ไม่ได้การันตีว่าเธอจะเป็นโฮสต์ที่ดีให้กับทุกคนได้ 

ล้อมวงฟังเรื่องเล่าวิถีเกษตรอินทรีย์ในโฮสต์ฟาร์ม จากกลุ่มคนไทยที่ตะลุยทริปในโครงการจากทั่วมุมโลก
ล้อมวงฟังเรื่องเล่าวิถีเกษตรอินทรีย์ในโฮสต์ฟาร์ม จากกลุ่มคนไทยที่ตะลุยทริปในโครงการจากทั่วมุมโลก

เมื่อครั้งที่เธอเปิดบ้านรองรับเหล่าวูฟเฟอร์เป็นครั้งแรก เธอมีเพียงแค่อาคารหนึ่งหลังบนที่ดินผืนใหญ่ เย็นย่ำค่ำคืนมีเพียงแสงไฟดวงเดียวจากแผงโซลาร์เซลล์ เหล่าวูฟเฟอร์ได้ช่วยกันทำงานสารพัดสารเพ เพื่อประกอบโครงสร้างให้ฟาร์มแห่งนี้สมบูรณ์ขึ้นเท่าที่แรงกายแรงใจจะสู้ไหว ตั้งแต่เทปูน มุงหลังคา และเลื่อยไม้ บางครั้งใช้เวลานานมากกว่างานหนึ่งชิ้นจะลุล่วงตามเป้าหมาย ซึ่งเธอพูดไปหัวเราะไปว่า การจ้างช่างก่อสร้างตกเฉลี่ยวันละ 300 บาท มันง่ายและได้งานที่รวดเร็ว (แถมสวยกว่าเป็นแน่) แต่เพราะการเป็นโฮสต์ เธอจึงรักที่จะมองเห็นความไม่สมบูรณ์แบบเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิต

เธอและวูฟเฟอร์ทุกคนต่างตื่นตาตื่นใจที่ได้นำเรื่องราวการเดินทางของตนเองมาแลกเปลี่ยนกัน จะว่าไปก็เหมือนเหล่านักผจญภัยจากทั่วมุมโลก ขอปลีกตัวหลบมาพักผ่อนหย่อนใจสักครู่ ทำสวน ปาดเหงื่อ ดีใจและสำเร็จไปด้วยกัน สิ่งนี้เป็นเรื่องเล็กน้อยในชีวิต แต่ทำให้เธอเห็นมุมมองของเพื่อนมนุษย์ที่อยู่ในธรรมชาติร่วมกันได้อย่างชัดแจ๋ว

ล้อมวงฟังเรื่องเล่าวิถีเกษตรอินทรีย์ในโฮสต์ฟาร์ม จากกลุ่มคนไทยที่ตะลุยทริปในโครงการจากทั่วมุมโลก

หนูทิ้งทวนบทสนทนาว่า การทำวูฟเฟอร์ไม่ใช่แค่การเดินทางไปเมืองนอก จ่ายเงิน กินของอร่อย และนอนสบายๆ ในโรงแรม เธอจึงเชื่อว่าคนส่วนมากที่รักในการเดินทางสายนี้ พวกเขามีความสนใจในบางอย่างร่วมกัน อาจเป็นเรื่องมนุษย์ ธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม หรืออะไรก็ตามที่เธอไม่อาจคาดเดาได้ พวกเขาไม่ได้จ่ายเงินเพื่อแลกกับการทำงานลำบากเพียงอย่างเดียว แต่เพื่อตามหาคำตอบบางอย่างให้กับชีวิต ซึ่งน่าจะเป็นเช่นเดียวกันในหัวใจของวูฟเฟอร์หลายๆ คน รวมถึงตัวของเธอเองด้วย

ล้อมวงฟังเรื่องเล่าวิถีเกษตรอินทรีย์ในโฮสต์ฟาร์ม จากกลุ่มคนไทยที่ตะลุยทริปในโครงการจากทั่วมุมโลก

ภาพ : วัชรพล แดงสุภา, เฟิร์น-ศรีปุงวิวัฒน์, อรุโณชา โพธิ์บุญ, ภัทรพร อภิชิต และ วีรวุฒิ กังวานนวกุล

Writer

นกอินทรีย์

เรื่องกินเรื่องใหญ่ ถ้าเลือกได้ขอปลอดภัยไว้ก่อน อยากรู้จักกัน แค่แบ่งของกินให้ อะไรก็ยอมได้ทุกอย่าง

มนุษย์อินทรีย์

ชีวิตวิถีเกษตรอินทรีย์ในสังคมไทย เราจะกิน อยู่ ใช้ ให้ดีต่อตัวเองและโลกได้อย่างไร

ครั้งล่าสุดที่คุณดื่มนมหรือทานผลิตภัณฑ์จากนม ไม่ว่าจะชีส ไอศกรีม โยเกิร์ตหรือคีเฟอร์ คือเมื่อไร

หากคุณไม่ได้เป็นชาววีแกน แพ้โปรตีนในนมสัตว์ หรือมีภาวะย่อยแลคโตสผิดปกติ อาจเป็นเมื่อเร็วๆ นี้ที่คุณเพิ่งลิ้มรสชาตินุ่มๆ ละมุนลิ้นของอาหารที่เราคุ้นเคยกันมาตั้งแต่แรกเกิด

ในวัยเด็ก นมแม่คือแหล่งพลังงานชั้นเลิศ เมื่อเติบโตขึ้น นมยังคงเป็นส่วนประกอบของสิ่งต่างๆ ในชีวิตประจำวัน ทั้งเป็นเครื่องดื่มที่มอบโปรตีน แคลเซียม วิตามิน และแร่ธาตุอื่นๆ ที่จำเป็นแก่ร่างกาย และนำไปแปรรูปเป็นอาหารและเครื่องประทินผิว

ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์นมหลากหลายแบรนด์วางขายให้ซื้อได้ตามใจอยากในท้องตลาด จนบางทีเลือกสรรกันไม่ถูกเลยทีเดียว

ในบทความนี้ เราจึงอยากช่วยลดทอนความสับสนยุ่งยากในชีวิต ด้วยการแนะนำนม (ในฐานะเครื่องดื่ม) วิถีธรรมชาติและออร์แกนิก ทั้งจากสัตว์และพืชนานาชนิด ที่คุณมั่นใจได้ว่ามีคุณภาพและปลอดสารพิษ สร้างมลภาวะต่อชีวิตผู้คนและโลกน้อยกว่า ให้เป็นอีกหนึ่งทางเลือกการบริโภคของคุณ

9 ผลิตภัณฑ์นมออร์แกนิกจากสัตว์และพืช ดื่มรสธรรมชาติที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
ภาพ: Signatural Farm

ธรรมชาติของนมธรรมชาติ

หากคุณไม่เคยบริโภคนมจากธรรมชาติและออร์แกนิกมาก่อน คุณอาจฉงนใจว่าทำไมราคาถึงค่อนข้างแพงกว่านมทั่วไป แต่หากสำรวจเบื้องหลังอย่างลึกซึ้ง ราคานี้แลกมาด้วยต้นทุนความพิถีพิถันและการคำนึงถึงเพื่อนร่วมโลกทั้งสัตว์และสิ่งแวดล้อมที่มากขึ้นอีกระดับ

เพราะการเลี้ยงดูทั้งสัตว์และพืชที่ให้นมแบบดังกล่าว ต้องไม่ฉีดสารเคมี ไม่ให้อาหารเม็ดจากโรงงานที่แม้มีราคาถูกกว่า แต่ในระยะยาวจะทำลายสิ่งแวดล้อมและอาจตกค้างอยู่ในน้ำนม หลงเหลือจนถึงร่างกายผู้บริโภคและไม่เป็นมิตรต่อร่างกายเสียเท่าไร

การดูแลแบบธรรมชาติหรือออร์แกนิกต้องอาศัยความประณีต ใจเย็น ไม่เร่งรัดฝืนธรรมชาติ ถ้าเป็นนมจากสัตว์มักมีการเลี้ยงแบบปล่อยให้เดินตามทุ่งหญ้าสดที่ปลูกเอง วัวควายแพะเหล่านั้นได้ออกกำลังกายไม่อุดอู้แบบบรรยากาศอุตสาหกรรม

9 ผลิตภัณฑ์นมออร์แกนิกจากสัตว์และพืช ดื่มรสธรรมชาติที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
ภาพ : Butterfly Organic

แต่ผู้ผลิตต้องยอมรับว่าได้ผลผลิตน้อยกว่า และรสชาติแตกต่างกันบ้างในแต่ละขวด เพราะขึ้นอยู่กับธรรมชาติล้วนๆ ไม่เหมือนผลิตภัณฑ์นมทั่วไปที่รสชาติเหมือนกันทุกขวดทุกกระเบียดนิ้ว จากการใส่สารปรุงแต่งเสริมเข้าไป ซึ่งถ้าทานในปริมาณที่พอเหมาะและออกกำลังสม่ำเสมอก็อาจไม่เป็นอะไร แต่หากบริโภคเป็นกิจวัตร ก็ควรระมัดระวังอย่างยิ่ง (ควรศึกษาฉลากให้ดีก่อนเลือกซื้ออะไรมาบริโภค)

อีกข้อดีสำคัญของนมแบบธรรมชาติคือ เรามักรู้ว่าใครเป็นผู้ผลิต หลายแบรนด์มีฟาร์มของตัวเองที่เปิดให้เยี่ยมชมทำกิจกรรม เกิดความสัมพันธ์ระหว่างผู้ผลิตและผู้บริโภคอย่างรู้หน้ารู้ใจ ปลอดภัยหายกังวล 

ประเภทของนม

เราขอแบ่งนมออกเป็น 2 ประเภทใหญ่เพื่อการเปรียบเทียบในบทความนี้คือ นมจากสัตว์เคี้ยวเอื้องเลี้ยงลูกด้วยนมอย่างวัว ควาย แพะ และนมทางเลือกที่ทำจากวัตถุดิบอื่นอย่างพืช เช่น ถั่วเหลือง อัลมอนด์ ข้าวยาคู ซึ่งทั้งสองประเภทนี้มีข้อดีให้ผู้บริโภคเลือกสรรกันตามเหมาะสม

1. นมจากสัตว์ 

นมประเภทที่เรารู้จักมักคุ้นกันเป็นอย่างดี หาซื้อได้ง่ายตามท้องตลาด นมจากสัตว์มักให้พลังงานมากกว่านมจากพืช แต่การเลี้ยงสัตว์แบบอินทรีย์จำเป็นต้องใช้พื้นที่และทรัพยากร ทั้งอาหารและน้ำสูงในการเลี้ยงดูปูเสื่อสัตว์เหล่านี้ รวมถึงมีการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากกว่าการปลูกพืชเพื่อมาทำนมด้วย 

สัตว์แต่ละประเภทให้น้ำนมที่มีโภชนาการแตกต่างกันไป เช่น นมควายให้พลังงานสูง คลอเลสเตอรอลต่ำ ดื่มแล้วอิ่มเร็ว นิยมนำไปแปรรูปเป็นชีส แต่มาพร้อมไขมันเนยที่มากด้วยเช่นกัน อาจไม่เหมาะกับเด็กเล็กมากๆ

9 ผลิตภัณฑ์นมออร์แกนิกจากสัตว์และพืช ดื่มรสธรรมชาติที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
ภาพ : Murrah Farm
9 ผลิตภัณฑ์นมออร์แกนิกจากสัตว์และพืช ดื่มรสธรรมชาติที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
ภาพ : Butterfly Organic

ส่วนข้อจำกัดที่ต้องระวังคือ บางคนมีอาการแพ้โปรตีนในนมสัตว์ หรือมีภาวะย่อยน้ำตาลแลคโตสบกพร่องเมื่อเติบโตขึ้น (แต่เดี๋ยวนี้มีนมวัวแบบปราศจากแลคโตสแล้ว) กลุ่มคนเหล่านี้อาจต้องพึ่งพานมทางเลือกแทน

2. นมทางเลือก (จากพืชต่างๆ)

เราสามารถผลิตนมจากพืชหลากหลายชนิด เช่น อัลมอนด์ โอ๊ต ถั่วเหลือง มะพร้าว และข้าวยาคู โดยทั่วไปแล้ว นมประเภทนี้มักให้แคลเซียมและโปรตีนน้อยกว่านมจากสัตว์ อาจไม่เพียงพอต่อความต้องการรายวัน (ยกเว้นนมถั่วเหลืองที่มีโปรตีนสูงเกือบเทียบเท่านมวัว) และใครที่ปกติไม่ได้ทานนมประเภทนี้เป็นกิจวัตร อาจต้องใช้เวลาในการปรับตัวให้ลิ้นคุ้นชินกับรสชาติและเนื้อสัมผัสที่แตกต่าง

ส่วนจุดเด่นคือ เหมาะเป็นทางเลือกสำหรับคนที่แพ้นมจากสัตว์หรือมีภาวะย่อยแลคโตสผิดปกติ (นมจากพืชไม่มีแลคโตส) ยึดถือวีถีวีแกน หรือต้องการร่วมรักษาสิ่งแวดล้อม เพราะใช้พื้นที่และทรัพยากรในการเลี้ยงดูคุ้มค่ากว่า เมื่อเทียบกับคุณค่าทางอาหารที่มนุษย์จะได้รับ (ขึ้นอยู่กับประเภทด้วย เช่นนมอัลมอนด์ใช้น้ำเยอะมากในการผลิตหนึ่งแก้ว ส่วนนมมะพร้าวใช้น้ำน้อย) และปล่อยก๊าซเรือนกระจกระหว่างกระบวนการน้อย

9 ผลิตภัณฑ์นมออร์แกนิกจากสัตว์และพืช ดื่มรสธรรมชาติที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
ภาพ : Diamond Fresh

คุณสามารถเลือกตามความสนใจและเหมาะสมกับร่างกายของตัวเอง แต่ถ้าเป็นไปได้ เราขอเชียร์นมแบบธรรมชาติและออร์แกนิก เพื่อสนับสนุนเกษตรกรที่คิดเผื่อสิ่งแวดล้อมและสังคม พยายามไม่ทำร้ายผืนดินผืนฟ้าจากการประกอบอาชีพ

ถ้าพร้อมอุดหนุนนมอร่อยๆ ไม่ปรุงแต่งแล้ว อยากชวนไปแวะซื้อ 9 รายการแนะนำเหล่านี้กันมาติดบ้านให้อุ่นใจ แล้วจะดื่มแบบร้อนๆ เย็นๆ ก็ตามสะดวก

ขอเน้นย้ำว่า รายการต่อไปนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ยังมีอีกหลายแบรนด์ที่เราอยากชวนคุณไปค้นหาด้วยกันหลังจากอ่านบทความนี้นะ

1

Butterfly Organic Milk

นมและโยเกิร์ต 8 รสมาตรฐานสากล

ผลิตภัณฑ์นม : นมวัว นมเปรี้ยว โยเกิร์ต 

ช่องทางการซื้อ : ซูเปอร์มาร์เก็ต / เดลิเวอรี่

Facebook : Butterfly Organic Milk

เว็บไซต์ : Butterfly Organic Milk

โทรศัพท์ : 08 1847 9423 หรือ LINE ID @butterflyorganic

Butterfly Organic Milk

รายการเหล่านี้คงไม่สมบูรณ์เลย หากขาดแบรนด์ Butterfly Organic Milk นมและโยเกิร์ตเจ้าแรกและเจ้าเดียวของไทยที่ได้รับการรับรองมาตรฐานออร์แกนิกระดับสากลอย่าง USDA แบรนด์ผีเสื้อตัวน้อยนี้ตั้งต้นมาจากความหลงใหลในขนมคัสตาร์ดของคุณแม่ของ แอร์-อาศยา ทรัพย์มนู เมื่อ 40 ปีที่แล้ว ก่อนต่อยอด พัฒนาเป็นธุรกิจผลิตภัณฑ์นมออร์แกนิกเมื่อ พ.ศ. 2554 หลังพบว่าลูกชายของแอร์มีอาการแพ้สารเคมีในนมวัว จึงรับรองได้เลยว่า Butterfly เข้าใจคนกลุ่มนี้จริง และตั้งใจคิดค้นผลิตภัณฑ์คุณภาพดี ปราศจากสารพิษทั้งระบบ

นมของ Butterfly ส่งตรงมาจากวัวของเจเจฟาร์ม จังหวัดสระบุรี ภายใต้การดูแลของ โจ้-อภิศักดิ์ แพทย์วงษ์ ที่เลือกไม่ใช้สารเคมีและยาปฏิชีวนะใดๆ ทั้งกับพื้นที่และตัววัว ปล่อยให้วัวได้เดินออกกำลังกายอย่างอิสระบนผืนหญ้าออร์แกนิกที่โปร่งโล่งสบาย ได้รับการดูแลอย่างพิถีพิถันมายาวนานนับ 10 ปี และมีใบรับรองระดับสากลเช่นกัน รสชาติของนมอาจแตกต่างกันบ้างในแต่ละขวดตามวิถีออร์แกนิก ขึ้นอยู่กับว่าวัวทานอะไร แต่รับรองได้ว่าดื่มง่าย นุ่มสบายลิ้นและท้อง

คุณสามารถเดินหยิบซื้อนมสด นมเปรี้ยวโพรไบโอติกพร้อมดื่ม 4 รส โยเกิร์ต 8 รสชาติ (รสใหม่ล่าสุดคือโกจิเบอร์รี่ออร์แกนิก) และกรีกโยเกิร์ตเนื้อเข้มข้น ได้ที่ซูเปอร์มาร์เก็ตขึ้นชื่อหลายแห่ง จุดสังเกตคือโลโก้รูปวาดผีเสื้อและตัวหนังสือฝีมือลูกชายเมื่อวัย 5 ขวบ เป็นเหมือนแรงบันดาลใจในการส่งมอบสิ่งดี ๆ ให้ผู้บริโภคที่บรรจุอยู่ในทุกผลิตภัณฑ์

Butterfly Organic Milk
2

Murrah Farm

ผลิตภัณฑ์นมควายออร์แกนิกอุดมคุณค่าจากฟาร์ม 400 ไร่

ผลิตภัณฑ์นม : นมควาย โยเกิร์ต และผลิตภัณฑ์ประทินผิว

ช่องทางการซื้อ : ร้านมูร่าห์เฮ้าส์ (หมู่บ้านสัมมากร กทม.) / เดลิเวอรี่

Facebook : Murrah Farm

เว็บไซต์ : Murrah Farm

โทรศัพท์ : 08 6665 8398 หรือ LINE ID @murrahmilk

นอกจากน้องวัวแล้ว อีกหนึ่งสัตว์ที่ผลิตนมคุณภาพดีให้เราดื่มคือน้องกระบือ หรือเรียกกันง่ายๆ ว่าควาย หลายคนอาจไม่คุ้นเคยหรือไม่กล้าลอง แต่จริงๆ นมควายมีจุดเด่นแง่คุณค่าทางพลังงานที่ค่อนข้างสูงเลยทีเดียว

Murrah Farm

ถ้าอยากลองเปิดประสบการณ์ลิ้มรสความเข้มข้น หอมมันแบบไม่คาวของนมควาย เราขอแนะนำ Murrah Farm ฟาร์มควายนมอินทรีย์แห่งแรกของประเทศไทยที่เลี้ยงควายแม่น้ำสายพันธุ์มูร่าห์สำหรับรีดนมโดยเฉพาะ ในพื้นที่กว้างขวาง 400 ไร่ที่จัดสรรโรงเรือนตามอายุสัตว์เป็นอย่างดี ปลูกพืชให้เป็นอาหารของควายด้วยตัวเอง ปราศจากสารเคมี มีผลิตภัณฑ์ให้เลือกสรรทั้งนมพาสเจอไรซ์และสเตอริไลส์ รวมถึงผลิตภัณฑ์แปรรูปอื่นๆ ทั้งโยเกิร์ต มอสซาเรลลาชีส ดูแลโดย รัญจวน เฮงตระกูลสิน มายาวนานเกือบ 20 ปี

ส่วนใครอยากเจอน้องควายตัวเป็นๆ ในบรรยากาศฟาร์ม และทำกิจกรรมร่วมกันกับครอบครัว แวะเวียนไปได้ที่ Mini Murrah Farm ฟาร์มเชิงท่องเที่ยวที่สร้างขึ้นเพื่อการเรียนรู้ของผู้คน ตั้งอยู่ที่ฉะเชิงเทรา แถมมีร้านอาหารและร้านของฝากให้ซื้อของติดไม้ติดมือกลับบ้านด้วย

Murrah Farm
3

ฟาร์มบ้านภู (Baan Phu Ranch)

ผลิตภัณฑ์นมจากวัวสายพันธุ์ผสมที่เลี้ยงดูอย่างพิถีพิถัน

ผลิตภัณฑ์นม : นมวัว ครีมสด เนย

ช่องทางการซื้อ : เดลิเวอรี่

Facebook : Baan Phu Ranch

โทรศัพท์ : 08 8299 4222

ชวนชิมรสชาตินมจากวัวสายพันธุ์ผสมผิวสีขาวสลับแดงและสีน้ำตาลไหม้ของฟาร์มบ้านภู ฟาร์มวัวนมย่านลพบุรีที่เลือกเลี้ยงวัวแตกต่างจากพันธุ์สีขาวดำทั่วไปที่เรามักจำติดตา แม้เป็นสายพันธุ์ที่ผลิตน้ำนมได้ปริมาณน้อยกว่า แต่ให้คุณค่าผ่านทางน้ำนมสูง เลี้ยงดูอย่างพิถีพิถันควบคู่ไปกับไก่โคราช ให้กินหญ้าสดที่ลงมือปลูกเอง ไม่ทำอะไรฝืนธรรมชาติ แต่ละขวดจึงอาจมีรสชาติแตกต่างกันบ้างเล็กน้อย แต่รับประกันคุณภาพทุกขวดโดย ปู-สรรพศิรินทร์ ทรัพย์อนันต์ คุณแม่ผู้ประกอบการที่ร่ำเรียนทางด้านวิทยาศาสตร์การอาหาร พ่วงด้วยตำแหน่งรุ่นสามของกิจการฟาร์มวัวนม เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งตัวจริงของวงการ

ฟาร์มบ้านภู (Baan Phu Ranch)

นมของฟาร์มบ้านภูไม่ใส่น้ำตาล ไม่ใส่สารปรุงแต่ง รสหวานๆ และสีออกเหลืองของนมเกิดขึ้นมาจากธรรมชาติล้วนๆ บางขวดอาจมีไขมันนมแยกชั้นลอยอยู่ด้านบนขวด ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติของนมที่ไม่ผ่านกระบวนการโฮโมจีไนซ์ ใครที่สนใจ สั่งซื้อนมสดใหม่ของฟาร์มแห่งนี้ได้ผ่านทางเดลิเวอรีเท่านั้น

ด้วยทักษะที่เก็บสั่งสมมาอย่างยาวนาน ฟาร์มบ้านภูยังพัฒนาผลิตภัณฑ์ทั้งเนยที่เข้มข้น แต่ทานแล้วละลายไม่ติดปาก และครีมสด ให้เราได้จับจอง ทั้งนี้ อาจต้องถามรายละเอียดและสั่งจองล่วงหน้าเนิ่นๆ ก่อนเพลิดเพลินกับความอร่อยจากธรรมชาตินี้ เพราะคิวแน่นอยู่ตลอดและสินค้ามีจำนวนจำกัด

ฟาร์มบ้านภู (Baan Phu Ranch)
4

Signatural Farm

นมสดและน้ำนมข้าวโพดที่คัดสรรและผลิตด้วยวิถีธรรมชาติ

ผลิตภัณฑ์นม : น้ำนมข้าวโพดและนมสด 

ช่องทางการซื้อ : Signatural Farm แถวสี่แยกประชานุกูล รัชดาภิเษก 

Facebook : Signatural Farm

โทรศัพท์ : 08 9505 6696 หรือ LINE ID @SignaturalFarm

Signatural Farm

จากผู้บริโภคที่เลือกสรรผักและผลไม้อย่างละเอียดเองมายาวนานกว่า 10 ปี เหม่ง-เอมอร ชุณหกาญจน์ธกุล เลือกพลิกวิถีชีวิตเป็นเกษตรกรที่ทำฟาร์ม เพาะปลูกเองตามหลักออร์แกนิก และรวมผลิตภัณฑ์จากชุมชนที่เชื่อเหมือนกันมาขายที่ร้านในเมืองกรุงขนาดอบอุ่น ด้วยชื่อ Signatural Farm

Signatural Farm มีผลิตภัณฑ์การเกษตรกรหลากหลาย ทั้งผักสดและผลไม้ตามฤดูกาล เราจะขอหยิบยกสองเครื่องดื่มที่น่าดึงดูดใจอย่างน้ำนมข้าวโพดสีเหลืองใสในขวดขนาดกะทัดรัด ผลิตจากคุณครูวิทยาศาสตร์ที่คัดข้าวโพดซุปเปอร์สวีทสดๆ ไม่เติมน้ำตาล ไม่ใส่สีและสารเสริมใด เข้มข้นด้วยรสธรรมชาติ และนมวัวจากวัว 50 ตัวที่ทุกตัวมีชื่อเรียก ผู้ดูแลรู้จักวัวของตัวเองเป็นอย่างดี ดูแลด้วยหญ้าสดที่ปลูกเองแบบไม่มีสารเคมี

เป็นอีกหนึ่งแหล่งพักพิงทางอาหารในเมือง บริโภคได้อย่างสบายใจหายห่วง

Signatural Farm
5

DAIRY HOME

นมวัวและโยเกิร์ตที่คิดถึงสิ่งแวดล้อมมานาน 22 ปี

ผลิตภัณฑ์นม : นมวัวและโยเกิร์ต

ช่องทางการซื้อ : ซูเปอร์มาร์เก็ต / แดรี่โฮมเอาท์เลต และ แดรี่โฮมชมสวน ปากช่อง / เดลิเวอรี่

Facebook : Dairyhome Organic

เว็บไซต์ : DAIRY HOME

โทรศัพท์ : 086 340 6160 หรือ LINE ID @dairyhome

ตำแหน่งขวัญใจคนรักนมทั่วไทยคงต้องมีรายชื่อของ DAIRY HOME อยู่ไม่ว่าจะสำรวจด้วยสำนักใด DAIRY HOME ผลิตนมคุณภาพดีออกสู่ท้องตลาดมายาวนานกว่า 22 ปี ภายใต้การดูแลของ พฤฒิ เกิดชูชื่น ที่มีปณิธานแรงกล้าในการผลักดันฟาร์มออร์แกนิกในไทย เพราะเชื่อว่าคือทางรอดที่ยั่งยืนกว่า

Dairy Home

ภายในฟาร์มและโรงงานของ DAIRY HOME นั้นยึดถือกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม วัวมีพื้นที่ให้เดินเล่นออกกำลังกายในท้องทุ่ง ทานหญ้าสดที่ปราศจากสารเคมี ภายในโรงงานเองก็มุ่งมั่นที่จะไม่ปล่อยมลพิษสู่สิ่งแวดล้อม มีการบำบัดน้ำเสียหมุนเวียน คัดแยกขยะทำเป็นพลังงาน บรรจุภัณฑ์เป็นมิตร คิดครบทั้งวงจร เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ชั้นเลิศ

เมื่อนำนมและโยเกิร์ตของแดรี่โฮมทั้งหมดมาวางเรียงรายแล้วจะพบว่ามีรสชาติหลากหลาย ผสมองค์ประกอบต่างๆ น่าลองไปเสียหมด ส่วนใครต้องการรสชาติแบบออร์แกนิกแท้ๆ 100 เปอร์เซ็นต์ เราขอแนะนำให้เริ่มที่รสธรรมชาติดั้งเดิม รับรองว่าไม่ผิดหวัง

Dairy Home
6

เส่งเฮง

นมถั่วเหลืองจากทายาทรุ่นสามร้านเต้าหู้เก่าแก่

ผลิตภัณฑ์นม : น้ำนมถั่วเหลือง 

ช่องทางการซื้อ : ซูเปอร์มาร์เก็ต / เดลิเวอรี่ (เขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล)

Facebook : เส่งเฮง เต้าหู้ใบตอง

โทรศัพท์ : 08 9690 6561

เส่งเฮง

ชวนมาลิ้มรสหวานนุ่มนวลของน้ำนมถั่วเหลือง (เรียกอีกชื่อว่าน้ำเต้าหู้) ที่ปลอดภัยจากสารเคมี โดยเส่งเฮง แบรนด์ตัวจริงอายุ 67 ปีที่เริ่มจากสองอาม่าอากงทำเต้าหู้สูตรจีนโบราณดั้งเดิมขายย่านตลาดพลู มีเอกลักษณ์เป็นที่จดจำจากการนำใบตองมารองเต้าหู้ ก่อนพัฒนาต่อเนื่องมาจนถึงยุคของทายาทรุ่นสามอย่าง บิ๊ก-พัชรธนสิต เมธีวัชรสิริชาติ ที่คิดค้นน้ำนมถั่วเหลืองขึ้นมาเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่เมื่อ 5 ปีก่อน

น้ำนมถั่วเหลืองของเส่งเฮงทำจากถั่วเหลืองออร์แกนิก นำเข้าจากประเทศแคนาดา ไม่มีน้ำมันพืช สารปรุงแต่งอย่างกลิ่นหรือนมผงใดๆ ไม่ผ่านการดัดแปลงทางพันธุกรรม ไม่มีวัตถุกันเสีย มี 2 สูตรคือหวานปกติ (5 เปอร์เซ็นต์) และหวานน้อย (2 เปอร์เซ็นต์) จำหน่ายในราคาที่เข้าถึงได้ และเมื่อเปรียบเทียบพื้นที่และทรัพยากรที่ต้องใช้ในการเลี้ยงดูถั่วเหลืองเหล่านี้กับคุณค่าที่มนุษย์จะได้รับแล้ว ถือว่าคุ้มค่าสุดๆ 

เส่งเฮง เกิดจาสองคำในภาษาแต้จิ๋ว ‘เส่ง’ แปลว่า ร่ำรวยรุ่งเรือง ส่วน ‘เฮง’ แปลว่า โชคดี เป็นความตั้งใจของแบรนด์ที่อยากให้ผู้บริโภคได้รับสิ่งดี ๆ ตั้งแต่รุ่นที่หนึ่ง ส่งต่อมาจนถึงรุ่นปัจจุบัน ส่วนใครที่ตามหาเต้าหู้สารพัดแบบ ทั้งนำไปประกอบอาหารหรือทานแบบสำเร็จรูป ก็เชื่อใจฝากท้องไว้กับเส่งเฮงได้เช่นกัน

7

Diamond Fresh

น้ำนมข้าวยาคูจากข้าวรวงอ่อนที่เต็มไปด้วยคุณค่า

ผลิตภัณฑ์นม : น้ำนมข้าวยาคู

ช่องทางการซื้อ : ซูเปอร์มาร์เก็ต / เดลิเวอรี่

Facebook : Diamond Fresh

เว็บไซต์ : Diamond Fresh

LINE ID : @diamondfresh

อีกหนึ่งประเภทของนมที่น่าลิ้มลองสักครั้งในชีวิตคือนมข้าวยาคู ผลิตจากข้าวรวงอ่อนระยะน้ำนมอุดมคุณค่าที่ต้องรีบเก็บเกี่ยวในช่วงเวลาสั้นๆ เมื่อพูดถึงนมประเภทนี้ในไทย ต้องยกตำแหน่งผู้บุกเบิกให้แบรนด์ Diamond Fresh ของ สมควร ศรีวิทิตกุล ที่มีประสบการณ์ทำงานโรงสีและส่งเสริมเกษตรกรวิถีอินทรีย์มานานเป็นทศวรรษ และตัดสินใจวิจัยอย่างเข้มข้นเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้ข้าวของเกษตรกรไทย เกิดกลายเป็นนมข้าวยาคู จากข้าวหลากหลายสายพันธุ์ รวมแล้วมี 7 รสชาติ และได้รับการรับรองมาตรฐานออร์แกนิกระดับสากล

Diamond Fresh

นมข้าวยาคูมีคุณประโยชน์จากข้าวที่เติบโตในระยะที่มีสารอาหารเต็มเปี่ยม มีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย ย่อยง่าย ดื่มง่ายสำหรับทุกวัย 

แต่กว่าจะได้กรรมวิธีที่เหมาะสมต้องใช้เวลาวิจัย พัฒนากระบวนการอยู่นานทีเดียว ใครอยากลองนมจากพืชที่แตกต่างจากท้องตลาดทั่วไป เราขอชวนให้ลอง Diamond Fresh ดูสักครั้ง แถมได้สนับสนุนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวไปในตัวด้วย

Diamond Fresh
8

Thai-Denmark Morganic

นมวัวและโยเกิร์ตออร์แกนิกจากธรรมชาติ

ผลิตภัณฑ์นม : นมวัวและโยเกิร์ต

ช่องทางการซื้อ : ซูเปอร์มาร์เก็ต / ร้านค้าและศูนย์นมไทย-เดนมาร์ค

Facebook : Thai Denmark

เว็บไซต์ : อ.ส.ค.

โทรศัพท์ : 08 9901 8156 หรือ LINE ID @thai-denmark

Thai-Denmark Morganic

ผลิตภัณฑ์นมวัวพาสเจอไรซ์และโยเกิร์ตรสธรรมชาติและน้ำผึ้งออร์แกนิกจากอีกหนึ่งผู้มากประสบการณ์ของวงการ โดยองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) ภายใต้แบรนด์ไทย-เดนมาร์ค ‘มอร์แกนิค’ (Morganic) ผลิตจากนมวัวคุณภาพที่ได้รับจากแม่วัวในฟาร์มของ อ.ส.ค. ที่เลี้ยงดูแบบธรรมชาติในพื้นที่กว่าร้อยไร่ ไม่มีการใช้สารเคมีและยาปฏิชีวนะ จัดสรรหาอาหารให้เป็นอย่างดี บริหารจัดการให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตอบโจทย์ความต้องการนมคุณภาพดีที่มีมากขึ้นในตลาด

Thai-Denmark Morganic มีช่องทางการซื้อหลากหลายให้เลือกสรร แวะเวียนเข้ามาไปซื้อกันได้ที่ซูเปอร์มาร์เก็ตและร้านค้านมไทย-เดนมาร์ค

9

The Green Geek

คีเฟอร์นมเปรี้ยวซ่าจับใจ

ผลิตภัณฑ์นม : คีเฟอร์

ช่องทางการซื้อ : The Green Geek Shop ฮาบิโตะมอลล์ อ่อนนุช / สั่งออนไลน์

Facebook : The Green Geek

โทรศัพท์ : 09 3695 1645 หรือ LINE ID @greengeek

The Green Geek

ปิดท้ายด้วย The Green Geek หนึ่งในแบรนด์ที่เรานึกถึงอยู่เสมอเมื่อกล่าวถึงคีเฟอร์นมออร์แกนิก เครื่องดื่มหมักคล้ายโยเกิร์ตที่อุดมจุลินทรีย์ โพรไบโอติกส์ที่ช่วยสร้างสมดุลให้ระบบย่อยอาหารและลำไส้ รสชาติเปรี้ยวซ่าสดชื่นยากจะลืมจากกรดแลคติก ดื่มแล้วรู้สึกดีสมชื่อ (คีเฟอร์ในภาษาตุรกีแปลว่าความรู้สึกดี)

คีเฟอร์นมของ The Green Greek ทำจากวัตถุดิบธรรมชาติ ที่ต้องเอาใจใส่ ปรับเปลี่ยนสูตรในการหมักให้เหมาะสมตามสภาพแวดล้อมอยู่เสมอ ดูแลโดย ฉาย-เทียนฉาย อองกุลนะ ที่อยากให้คนได้ทานอาหารปลอดภัยจากธรรมชาติอย่างยั่งยืน

หากแวะไปที่ช็อปย่านอ่อนนุช จะพบเครื่องดื่มและผลิตภัณฑ์ออร์แกนิกหลากหลายวางขายให้ซื้อทานและติดไม้ติดมือกลับบ้าน สิ่งที่เด่นไม่แพ้คีเฟอร์นมและอยากชวนให้คุณลองด้วยเหมือนกันคือคีเฟอร์น้ำมะพร้าว โยเกิร์ตวีแกน และคอมบูฉะ 12 รส

The Green Geek

9 แบรนด์นี้เป็นตัวอย่างของผลิตภัณฑ์นมธรรมชาติและออร์แกนิกที่เป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้เราบริโภคสินค้าดีๆ เป็นมิตรต่อร่างกายและสิ่งแวดล้อม ยังมีอีกหลากหลายแบรนด์ที่แบ่งปันพันธกิจเดียวกันนี้ ขอชวนคุณไปค้นหาแบรนด์ที่ถูกใจ ทำสิ่งที่ตรงกับคุณค่าที่เรายึดถือ ทั้งนี้ อย่าลืมอ่านฉลากก่อนดื่มทุกครั้ง ว่าเรากำลังนำอะไรเข้าไปสู่ร่างกายอันเป็นที่รักของเรา

Writer

นกอินทรีย์

เรื่องกินเรื่องใหญ่ ถ้าเลือกได้ขอปลอดภัยไว้ก่อน อยากรู้จักกัน แค่แบ่งของกินให้ อะไรก็ยอมได้ทุกอย่าง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load