วันนี้เป็นวันเดดไลน์ส่งต้นฉบับ

แต่ขี้เกียจชะมัด อากาศดี ๆ แบบนี้อยากออกไปเดินเล่น อยากทำสวน ปลูกต้นไม้ นัดเพื่อนกินข้าว

ข้าพเจ้านั่งจ้องหน้าจอที่ขาวสะอาดเหมือนบั้นท้ายเด็กทารกฟินแลนด์

ขีดเคอร์เซอร์ที่รอให้เราพิมพ์อะไรสักอย่างมันกะพริบเงียบ ๆ แต่กลับเหมือนได้ยินเสียงติ๊ก ตอก ติ๊ก ตอก

จะเกิดอะไรขึ้นถ้าผมไม่ส่งต้นฉบับ ?

บ.ก. จะโกรธ ? แฟน ๆ ที่รอคอยจะเซ็ง ? เหนืออื่นใด ตัวผมเองจะรู้สึกผิดและแย่ที่ไม่สามารถทำตามความรับผิดชอบที่ลั่นปากไว้แล้ว แถมยังเป็นสิ่งที่เราอยากทำด้วยตัวเองอีก ไม่ได้เป็นงานที่ถูกบังคับเสียหน่อย

นึกถึงการเขียนบางตอนที่มีไอเดียชัดเจนแจ่มแจ้งมาก แล้วอดทนรอไม่ไหวที่จะนั่งลงพิมพ์ ๆ ๆ ๆ แถมพรั่งพรูพรวดเดียวจบ ทำไมมันไม่ได้แบบนั้นทุกรอบฟระ

เมื่อวานผมพยายามค้นหาแรงบันดาลใจ หยิบหนังสือจากชั้นที่ซื้อมาหลายปีแล้วยังไม่เคยเปิดอ่านออกมาดูซิ ก็ยังไม่เจออะไร รู้สึกผิดอีกที่ดองหนังสือไว้มากมาย เมื่อไหร่จะได้อ่าน

ลองโทรไปถามอาบัน อาบันแนะนำบอกลองเขียนให้เข้าธีมคริสต์มาสช่วงนี้สิ ผมก็ลองอิมโพรไวซ์เล่น Jazz ในหัวดู คริสต์มาส ๆ ๆ เอาอะไรโยงกับอะไรได้มั่ง หรือเขียนเรื่องซานตาคลอสทำไมต้องใส่ชุดแดงขาว จำได้ว่ามีคนเคยตั้งสมมติฐานไว้ว่า มันไปเหมือนเห็ดพิษชนิดหนึ่งที่กินแล้วเห็นภาพหลอน ซึ่งไม่แน่อาจจะเกี่ยวข้องกับการกำเนิดคริสต์ศาสนาตั้งแต่แรก ชุดสันตะปาปาก็ขาวแดง งานคริสต์ศิลป์จากยุคเก่าแก่หลายแห่งก็มีเห็ดนี้เข้าฉากมาด้วยอย่างอธิบายไม่ได้ แต่คิดไปคิดมาก็ แอ๊.. ถ้าจะเขียนเรื่องนี้จริงมันต้องหาข้อมูลเยอะ แถมเชื่อถือได้หรือเปล่าก็ไม่รู้ อาจเป็นทฤษฎีมั่วซั่วที่คนเสนอเองนั่นแหละเมาเห็ด ผนวกรู้สึกขี้เกียจ ช่วงใกล้วันหยุด อยากเขียนอะไรสั้น ๆ ง่าย ๆ ฟีลกู๊ด ๆ มากกว่า

เซสชันแจ๊ซแห่งไอเดียดำเนินต่อไป หรือจะเขียนเป็นธีมรวมพืชสัตว์ที่เกี่ยวข้องกับคริสต์มาส นึกถึงปูบนเกาะคริสต์มาสที่อพยพจากป่าทีละล้าน ๆ ออกมาผสมพันธุ์วางไข่กันที่ชายหาด แต่ว่าแค่เกาะชื่อคริสต์มาสก็ดึงมาเกี่ยวแล้วเนี่ยนะ มันแถเกินไปป่าว อย่างไรก็ตาม ปูพวกนี้ตัวสีแดงตั้งแต่ยังไม่ต้ม หน้าตาเหมือนปูนึ่งแล้วมาก แถมเดินขบวนกันมาทีเป็นกองทัพ ถ้าหนังไทยสักเรื่องอยากจะมีฉากกรรมตามสนองของคนชอบกินปู ขอแนะนำให้ไปถ่ายทำที่นี่เลย เฮ่ย เดี๋ยวสิ! อย่าเพิ่งเสียสมาธิสิ! อืมม มีสัตว์อะไรอีกนะ นึก นึก นึก

กวางเรนเดียร์มั้ย ? ก็ไม่รู้จะเขียนอะไรดี หรือถ้าเป็นพืชล่ะ นึกถึงต้นสน ทำไมต้นคริสต์มาสต้องเป็นต้นสน ? เออ… แต่ฟังดูไม่น่าสนเลยว่ะ ไม่เอาดีกว่า นึกถึงต้นมิสเซิลโท (Mistletoe) ที่ใบมันหยัก ๆ มีลูกกลม ๆ สีแดงแป๊ด ที่ฝรั่งชอบรวมเป็นช่อแล้วเอาไปแขวนไว้ที่ประตู สร้างบรรยากาศเขียวแดงในช่วงเทศกาลคริสต์มาส เคยอ่านมาว่าในทางชีววิทยาไอ้ต้นนี้น่าสนใจอยู่ ตรงที่กลยุทธ์การกระจายพันธุ์ของมันคือการทำให้นกขี้เหนียว มิสเซิลโทเป็นพืชจำพวกกาฝาก คอยดูดกินสารอาหารจากต้นไม้ใหญ่ ซึ่งถามว่าแล้วมันไปโตอยู่บนต้นไม้ใหญ่ได้ไง ก็คือมีนกที่กินลูกมันเข้าไปนั้นแหละพาไปฝากไว้ เวลานกขี้ออกมา เมล็ดมิสเซิลโทจะมียางเหนียวติดตูดมาก นกก็จะเอาตูดไปป้ายไปถูตามกิ่งไม้เพื่อปาดขี้ให้หลุด ปรากฏว่าพฤติกรรมนี้แหละคือการช่วยมิสเซิลโทแปะเม็ดของมันให้งอกบนต้นไม้ใหญ่ เออ ก็น่าสนใจดี เขียนถึงเรื่องนี้ก็ได้นะ แต่ก็จะกลายเป็นมุกพวกขี้ ๆ ตูด ๆ อีกแล้ว คนจะเบื่อมั้ย แถมเรื่องมันสั้นนิดเดียว รู้สึกมันไม่ฟินพอที่จะเอามาเล่าเป็นหนึ่งตอน เฮ้อ เขียนไรดีฟะ 

ผมพยายามค้นหาแรงบันดาลใจด้วยวิธีอื่น ๆ ต่อไป เขาบอกบางทีไอเดียจะแล่นมาแบบไม่ทันตั้งตัวตอนที่เราไม่ได้พยายามมาก งั้นลองดู ปรากฏว่าออกไปเดินเล่นก็แล้ว จัดบ้านก็แล้ว ออกกำลังก็แล้ว ฟังเพลงปลูกต้นไม้ก็แล้ว น้องไอเดียก็ไม่มาสักที เจอแต่ผลข้างเคียง เช่น พอจัดบ้านทำให้เศร้าใจว่าทำไมมันรกขนาดนี้ จะเริ่มตรงไหนดี จะมีวันเสร็จมั้ย ดูแอร์บรัชนั่นสิ ซื้อมาแพง ๆ แต่ปีที่ผ่านมาได้แตะแค่ไม่กี่ครั้งเอง พอไปฟังเพลงปลูกพืช ก็ปรากฏว่าเพลินเกินไปอีก สมองเอนจอยแต่เรื่องพืชจนไม่อยากกลับมาทำงานแล้ว กระทั่งสุดท้ายยอมอาบน้ำหน้าหนาว ก็ไม่ช่วยอะไรอยู่ดี ร่างกายสะอาดเปล่า ๆ แต่ไม่ได้ไอเดียต้นฉบับ เฮ้อ สงสารแบกทีเรียที่ตายฟรี

เมื่อคืนผมมีช่วงตื่นขึ้นมาตอนตี 3 แล้วนอนต่อไม่หลับด้วยความคิดฟุ้งซ่าน นึกวิจารณ์ความด้อยต่าง ๆ ของตัวเองมากมาย ทั้งงานการที่ไม่สมหวัง ความรักที่ไม่สมหวัง ตัวตนที่ออกแบบไว้แล้วทำไม่ได้ดั่งหวัง ไอ้ร่างต้นฉบับที่เริ่มเขียนไปได้นิดหน่อยก็มาเจอโหมดดาร์กนี้ยุให้ฉีกทิ้งเถอะ มันไม่มีคุณค่าพอให้ใครอ่านหรอก พยายามใช้ความคิดบวกสู้กับมัน ก็พอได้ผลบ้าง จากนั้นก็อุตส่าห์เอื้อมไปหยิบมือถือจากความมืด เพื่อมาจดบางประโยคไว้เผื่อเอาไปใช้เป็นวัตถุดิบในการเขียนได้ แสงไฟแยงตา นอนต่อก็ไม่หลับ แต่จะรอจดพรุ่งนี้ก็รู้ว่าตื่นมาลืมแน่นอน 

รุ่งขึ้น ระหว่างเดินไปปากซอยเพื่อหาข้าวเที่ยง ผมแอบนึกอิจฉาบรรดามนุษย์ออฟฟิศที่กำลังต่อแถวซื้อนู่นซื้อนี่ รวมทั้งบรรดาพ่อค้าแม่ขายตามร้านต่าง ๆ เหมือนกันนะ หรือกระทั่งตอนไปส่งของกับพนักงานไปรษณีย์ หรือขับผ่านป้อมเก็บตังค์อะไรก็แล้วแต่ ก็อิจฉาความมีชีวิตรูทีนที่รู้เลยว่าวันนี้ต้องทำอะไรบ้าง รู้เลยว่าต้องทำยังไง และรู้เลยว่าตัวเองมีความสามารถพอแน่ ๆ เพราะทำเหมือนเดิมทุกวันอยู่แล้ว มันอาจจะเหนื่อยยากวุ่นวายจุกจิกหรือน่าเบื่อหน่ายยังไงก็แล้วแต่ แต่อย่างน้อย ๆ หลายคนก็ไม่ต้องเผชิญกับความน่ากลัวของหน้ากระดาษเปล่า ความพยายามที่จะต้องเบ่งขี้ให้ออกมาเป็นทอง แล้วเบ่งเท่าไหร่ก็ไม่ออกเสียที แถมมีคนมายืนจ้องอีก

ผมเรียนสายวิทย์มา แต่หัวใจผมมักรู้สึกร่วมกับศิลปินค่อนข้างมาก โดยเฉพาะเวลาทำงานเขียน ผมนึกถึงนักดนตรีที่ต้องเค้นไอเดียเพื่อแต่งเพลงอัลบัมต่อไป แม้งานเก่าเราจะประสบความสำเร็จจากเพลงก่อนหน้า แต่เวลานั่งลงทำงานก็เหมือนเราต้องมาเริ่มต้นใหม่ทุกครั้ง คงเป็นคำสาปของผู้ที่ทำงานสายครีเอทีฟกระมัง แต่นึก ๆ ดูนักดนตรีพอเล่นหรือร้องเก่งถึงระดับหนึ่ง มันก็แทบไม่ต้องกลัวอะไรแล้ว น้อง อารีอานา กรานเด คงไม่ต้องกลัวแล้วว่าจะร้องเพลงเพราะหรือเปล่า ตอนแรกผมนึกว่าเขียนหนังสือไปเรื่อย ๆ เมื่อถึงวันหนึ่งความกลัวนี้จะหมดไปบ้าง แต่มันก็ไม่หมดแฮะ

ถามว่าความรู้สึกระหว่างทำงานแบบที่ผมถวิลหาคืออะไร มันคงเป็นความลื่นไหล เบา ปราศจากความกดดัน ไร้ความกังวล เรารู้ชัดเจนว่าต้องทำอะไร ทุกอย่างเป็นไปเองโดยแทบจะอัตโนมัติ  เหมือนแมงมุมชักใย เหมือนปลาว่ายน้ำ เหมือนหิ่งห้อยกะพริบแสง 

4 โมงเย็นแล้ว ผมรีดพลังจนหมดแล้วปิดคอมพิวเตอร์ จากนั้นก็ลุกไปหยิบหูฟัง พาสมองที่เหนื่อยล้าและหัวใจที่อยากจะยอมแพ้ไปเข้าสวน ปลูกต้นไม้ ฟังเพลงโปรด

หลายชั่วโมงนั้นผมได้รับความรู้สึกลื่นไหลแบบที่ว่ามากกว่าตอนทำงาน มันย้ำเตือนให้ผมจำได้ว่า จริง ๆ แล้วผมยังสามารถสัมผัสความสุขได้อยู่ แม้งานจะยังไม่เสร็จ

ช่วงเวลาปลายปี

ช่วงเวลาแห่งความสุขงั้นเหรอ

ใครหลายคนรวมทั้งผม พยายามจะเคลียร์งานให้มากที่สุดก่อนสิ้นปี เพื่อจะได้ไปเที่ยวหรือพักผ่อนอย่างสบายใจ เราพยายามปั่น ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ รวมทั้งวางแผนที่จะมีความสุข จนบางครั้งเราก็หมดสุข

แต่ขณะเดียวกัน ผมก็ยังเชื่อว่าช่วงปลายปีเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขได้จริง ๆ

เพราะผมคิดว่าวันหยุดปลายปีคือระฆังหมดเวลา มันบังคับให้นักเรียนทุกคนวางปากกา ข้อสอบทำได้แค่ไหนก็แค่นั้น หลังจากนี้ล้างหน้า สูดหายใจลึก ๆ แล้วออกไปหาของอร่อยกินได้แล้ว

ในปีหนึ่ง ๆ เราอาจจะพยายามทำทุกอย่างให้ได้มากที่สุด เรายัด ๆ ๆ ๆ ๆ มันเข้าไปในตารางของเรา แต่เมื่อถึงช่วงนี้ ต่อให้ทำได้มากน้อยแค่ไหนในปีที่ผ่านมา บรรยากาศมันจะบอกให้เราพอได้แล้ว ตบบ่าตัวเอง แล้วปีหน้าค่อยว่ากันใหม่

พอล แม็กคาร์ตนีย์ แต่งเพลงช่างแม่ง (Let It Be) ได้ตอนที่ชีวิตเครียดถึงขีดสุด แล้วอยู่มาวันหนึ่งหลับฝันถึงแม่ ผู้มากระซิบบอกข้างหูเขาว่า ไม่เป็นไรนะ ปล่อยให้มันเป็นไปเถอะ เดี๋ยวก็มีคำตอบเอง There will be an answer, let it be ฮี้…

ในที่สุดแล้ว ปลายปีเป็นช่วงเวลาที่บีบบังคับให้เราไม่เหลือช้อยส์อะไร นอกจากวางทุกอย่างลง งานที่ตั้งใจปั่นจะเสร็จมั้ย ทริปที่วางแผนไว้จะเป็นไปตามแผนมั้ย มันหมดเวลาคิดแล้ว เราทำอะไรไม่ได้นอกจากยอมจำนน

หยุด พอ หมดเวลาตัดสินแล้วว่าชีวิตตัวเองยังดีไม่พอยังไง และยังทำอะไรเพิ่มได้อีก

 ใครหรืออะไรก็ตามที่อยู่ตรงหน้าเรา ณ ตอนนี้ เพียงพอแล้ว

หรือแม้เบื้องหน้าไม่มีใครหรืออะไรเลย แค่หลับตาลง สัมผัสเพียงว่าเรามีชีวิตอยู่ ลมยังเย็น เสียงยังได้ยิน แค่นี้ก็เป็นของขวัญเพียงพอแล้ว

ที่เหลือปล่อยให้มันเป็นไป

ปล่อยวาง แล้วเปิดกว้างให้ทุกอย่างเป็นไป

ลองดูซิว่าวันนี้มันจะพาเราไปไหน

นี่คือความหมายของวันหยุด

หยุดออกแบบ

หยุดเขียนต้นฉบับได้แล้ว

Writer

แทนไท ประเสริฐกุล

นักสื่อสารวิทยาศาสตร์สาขาชีววิทยา ผู้เคยผ่านทั้งช่วงอ้วนและช่วงผอมของชีวิต ชอบเรียนรู้เรื่องราวสนุกๆ ที่แฝงอยู่ในธรรมชาติแล้วนำมาถ่ายทอดต่อ ไม่ว่าจะผ่านงานเขียน งานแปล และงานคุยในรายการพอดแคสต์ที่ชื่อว่า WiTcast

เมฆนม

งานเขียนเบาๆ ว่าด้วยความเชื่อมโยงระหว่างชีวิตกับสรรพสิ่ง โดยแทนไท ประเสริฐกุล

นักเรียนคนหนึ่ง : “ครู ๆ ไก่กับไข่อะไรเกิดก่อนกันอะ”

ข้อย : “อืม จะเอาคำตอบแบบจริงจังหรือตอบเล่น ๆ ล่ะ”

นักเรียนอีกคนหนึ่ง : “ครู ๆ แล้วคนเรามาจากไหน มาจากลิงจริงหรือเปล่า”

ข้อย : “โอเค ๆ พวกเธอใจเย็นก่อน”

ภารกิจแรกของผมในการเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย คือ การตอบคำถามเด็กนักเรียนมัธยมต้น

เดือนที่แล้ว ทางคณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล จัดค่ายยุวชนฯ พาเด็ก ม.1 – 3 ไปเรียนรู้เกี่ยวกับธรรมชาติที่กาญจนบุรี ประเทศไทย ทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งผมได้รับมอบหมายให้เป็นหนึ่งในอาจารย์ที่ตามไปดูแลเด็กด้วย

เช้าวันเดินทาง พวกรุ่นพี่นักศึกษานำน้องเกือบ 50 คน เต้นตะลุ่งตุ้งแช่เพื่อละลายพฤติกรรมกันก่อน ผมเองได้แต่นั่งด้อม ๆ มอง ๆ จ๋อย ๆ อยู่หลังห้อง ครั้นจะไปร่วมเต้นด้วยก็ขวยเขินเกินวัยไปนิดหนึ่ง แถมเป็นอาจารย์ใหม่ ยังไม่รู้จักใคร เลยรู้สึกโดดเดี่ยวอย่างกับเด็กอนุบาลมาโรงเรียนวันแรกแล้วไม่มีเพื่อน

ในที่สุด ผมก็รวบรวมความกล้าและหาจังหวะเข้าไปแทรกกลางวงเด็ก ๆ เพื่อแนะนำตัว พอเด็กรู้ว่าเป็นอาจารย์สอนชีวะเท่านั้นแหละ คำถามมาเพียบเลย “ครู ๆ ทำไมปีกผีเสื้อถึงมีสี” “ครู ๆ โลกจะแตกจริงหรือเปล่า” เรื่อยมาจนถึงไก่กับไข่ อะไรจะเกิดก่อนกันนะ อิจิบัง เอ้กโรล อิจิบัง เอ้กโรล (ท่อนหลังนี่เด็กไม่ได้ร้อง แต่ลุง ๆ ป้า ๆ รุ่นเดียวกับผมน่าจะจำได้ บางทีก็อยากลบเมมโมรี่พวกนี้ทิ้ง เพื่อเพิ่มพื้นที่ในสมองเหมือนกันนะ เฮ่อ กินอะไร กินอะไร กินอะไรไปกินเอ็มเค)

ไขปริศนาไก่กับไข่อะไรเกิดก่อน จนถึงมนุษย์คนแรกในโลกมีจริงไหม
ภาพ : onlinelibrary.wiley.com

อย่างไรก็ตาม พอเด็กรุมถามปุ๊บ ผมสัมผัสได้ถึงความที่เด็กไม่ได้กะจะกวนตีนหรือบูลลี่ผม แต่ถามเพราะสงสัยอยากรู้จริง ๆ เท่านั้นแหละ สปิริตความเป็นครูของผมตื่นเลย

ไก่กับไข่อะไรเกิดก่อนกันใช่มั้ย

เอาล่ะ ก่อนอื่นพวกเธอต้องเข้าใจก่อนว่า ไก่เนี่ย เป็นไดโนเสาร์ชนิดหนึ่ง แค่นี้เด็กก็อึ้งแล้ว 

“หา ครูว่าไงนะ”

ไขปริศนาไก่กับไข่อะไรเกิดก่อน จนถึงมนุษย์คนแรกในโลกมีจริงไหม
ภาพ : www.rawpixel.com

“เอ้า ก็ไก่มันเป็นลูกหลานสายตรงที่วิวัฒนาการมาจากไดโนเสาร์ จริง ๆ ก็ไม่ใช่แค่ไก่หรอก แต่นกทุกชนิด บรรพบุรุษล้วนเป็นไดโนเสาร์ทั้งนั้น เพราะฉะนั้น ไดโนเสาร์มาก่อนไก่ถูกมั้ย ทีนี้ถามว่าไดโนเสาร์ออกลูกเป็นอะไร ไข่ใช่มั้ยล่ะ (อย่างน้อย ๆ ก็ตามที่ดูในหนัง Jurassic Park) ดังนั้น ไข่ย่อมมีมาตั้งแต่ก่อนมีไก่แล้ว”

ไขปริศนาไก่กับไข่อะไรเกิดก่อน จนถึงมนุษย์คนแรกในโลกมีจริงไหม
ฟอสซิลตัวอ่อนไดโนเสาร์ในไข่
ภาพ : edition.cnn.com

เอาให้ชัดยิ่งขึ้นไปอีก สัตว์ที่ออกลูกเป็นไข่มีมาตั้งแต่ยุคที่โลกนี้ยังมีแต่ปลา แม้แต่สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก หรือสัตว์เลื้อยคลานเลือดเย็นที่มาก่อนไดโนเสาร์ อย่างต้นตระกูลคุณเข้ คุณเต่า ก็ออกลูกเป็นไข่เหมือนกัน แม้แต่หอยโบราณหรือสัตว์มีเปลือกโบราณระดับ 500 ล้านปีก่อนอย่างพวกไทรโลไบต์ เราก็เจอฟอสซิลว่าออกลูกเป็นไข่ พวกนี้มาก่อนไก่แน่นอน เพราะฉะนั้น คำตอบที่ถูกต้องตามหลักชีววิทยาของคำถามว่า ไก่กับไข่อะไรเกิดก่อนกัน ก็ต้องไม่แคล้วเป็นไข่อย่างแน่นอน! ปิ๊งป่อง ปิ๊งป่อง ถูกต้องนะคร้าบบบบ!

โอเค เคลียร์ไปหนึ่งคำถาม

ต่อไปเรื่องคนมาจากไหนใช่มั้ย อ้าว ยังไม่ทันได้ตอบ ปรากฏว่าหมดเวลาพักเที่ยงพอดี ทุกคนเลยแยกย้ายกันไปขึ้นรถก่อน โดยมีเด็กคนหนึ่งทิ้งประโยคซึ้งใจไว้ให้ผมว่า “ดีจังครู เดี๋ยวหนูมาถามอีก ปกติหนูสงสัยเรื่องพวกนี้แล้วไม่มีใครให้หนูถามเลย”

เช้าวันรุ่งขึ้น

มีกิจกรรมแหกขี้ตาตื่นมาดูนก

ผมเองเป็นสายชอบก้มหน้าชมธรรมชาติมากกว่าเงยหน้า ก็เลยจะได้เห็นพวกมด แมง แมลง กิ้งกืออะไรต่าง ๆ มากกว่าได้เห็นนก เด็กคนหนึ่งเห็นผมกำลังนั่งยองถ่ายรูปแมลงตัวสีแดง ๆ ก็เลยเข้ามาถาม

“นี่ตัวอะไรอะครับครู”

“น่าจะเป็นมวนชนิดหนึ่งนะ ปากมันจะแหลม ๆ เหมือนเข็มฉีดยา ปกติไว้เจาะดูดน้ำเลี้ยงต้นไม้ แต่นี่เห็นมั้ย ตัวนี้กำลังไล่จิ้มดูดซากแมลงเม่าอยู่”

“แล้วมันมีประโยชน์อะไรครับอาจารย์”

ผมนิ่งอึ้งไปแป๊บหนึ่ง คำถามแนวนี้มาแล้วเหรอ คือส่วนตัวผมจะค่อนข้างมีอคติกับการที่คนไทยชอบพูดว่า สัตว์พืชต่าง ๆ มีคุณค่าก็เพราะมันมีประโยชน์ เสือมีหน้าที่ควบคุมประชากรวัว วัวมีหน้าที่คุมประชากรหญ้า อะไรทำนองนั้น

“มันไม่จำเป็นต้องมีประโยชน์อะไรก็ได้” ผมตอบเด็กคนนั้นไป “แค่มันมีชีวิตอยู่รอดมาบนโลกนี้มาได้ แค่นี้ก็น่าทึ่งพอแล้ว”

จริง ๆ มันอยู่บนโลกมานานกว่าเราอีกนะ ผมคิดในใจระหว่างยิ้มหล่อให้เด็กคนนั้น ทันใดนั้นเอง เด็กอีกคนที่ถามเรื่องกำเนิดมนุษย์เมื่อวานก็เดินผ่านมาพอดี (คนนี้จำชื่อได้เลย ชื่อ น้องหยก)

“ครู ๆ ตกลงคนมาจากไหนกันแน่ ทำไมครูที่โรงเรียนหนูบอกว่ามาจากปลา ไม่ใช่มาจากลิง”

เอาล่ะ คราวนี้ได้โอกาสตอบจริงจังแล้ว

ผมสูดหายใจเข้าลึก ๆ แล้วเริ่มกล่าว “คนมาจากไหนใช่มั้ย ก็ต้องถามก่อนว่าย้อนกลับไปกี่ปี

“เพราะถ้าย้อนไปแค่ 2 แสนปี คำตอบก็คือ ‘คนมาจากคน’ นี่แหละ แต่เป็นชาวแอฟริกัน ทุกวันนี้ทั้งชาวไทย จีน แขก ฝรั่ง ไม่ว่าจะทวีปไหน ล้วนมีต้นตระกูลเป็น ‘โฮโม เซเปียนส์’ ที่เริ่มออกเดินทางจากแอฟริกา แล้วค่อย ๆ อพยพถิ่นฐาน กระจายเผ่าพันธุ์มาเรื่อย ๆ จนตอนนี้กลายเป็นชาวต่าง ๆ อยู่ทั่วทุกมุมโลก เพราะฉะนั้น ไม่ว่าทุกวันนี้คุณจะมีนมสีอะไร บรรพบุรุษของเราล้วนมีนมดำเหมือนกันหมด (ท่อนหลังนี้ผมแค่คิดในใจ แต่ไม่ได้สอนเด็ก)

“ทีนี้ ถ้าถามย้อนไปไกลกว่านั้นอีก สักประมาณเกือบ 10 ล้านปีก่อน นั่นจะเป็นช่วงที่สายบรรพบุรุษของเราแยกจากสายบรรพบุรุษของชิมแปนซีปัจจุบันพอดี ซึ่งบรรพบุรุษที่ว่านั้นอาจจะไม่ใช่ลิงเสียทีเดียว แต่เรียกว่าเป็น เอปส์ (Apes) สักสายพันธุ์หนึ่งที่ทุกวันนี้ไม่มีอยู่แล้ว ซึ่งเอปส์กับลิงมีข้อแตกต่างของมันอยู่ เพราะฉะนั้น ถ้าย้อนกลับไปช่วงนั้น ก็ต้องบอกว่าคนมาจากเอปส์ไม่ใช่ลิง

“อ้าว แล้วตกลงเราพูดไม่ได้เหรอว่าคนมาจากลิง คนก็มาจากลิงจริง ๆ ไม่ได้ผิด แต่เราแค่ต้องย้อนกลับไปไกลอีกสักประมาณ 30 – 40 ล้านปี บรรพบุรุษของเราถึงจะเรียกว่าเป็นลิงได้เต็มปาก ซึ่งลิงที่ว่านี้ก็ไม่ใช่แค่เป็นบรรพบุรุษของเราด้วย แต่เป็นบรรพบุรุษร่วมของทั้งชิมแปนซี อุรังอุตัง กอริลล่า ชะนี บาบูน ลิงกัง ลิงแสม และลิงอื่น ๆ ทั้งหลายแหล่ ซึ่งเวลาไปเช็งเม้งที ก็ต้องไปพร้อมกันหมด

“ย้อนกลับไปไกลกว่านั้นอีก และขอข้ามยุคไดโนเสาร์ไปเลย คือกลับไปจนถึงยุคที่โลกนี้ยังมีแต่ปลา ยังไม่มีตัวอะไรที่ขึ้นมาเดินบนบกเลย นอกจากพวกสัตว์ไม่มีกระดูก นั่นก็คือเมื่อประมาณ 400 – 500 ล้านปีก่อน ซึ่งเป็นยุคที่เราพูดได้เต็มปากเลยว่า ‘คนมาจากปลา’ แต่เราก็พูดได้เต็มปากด้วยว่า หมาก็มาจากปลาเหมือนกัน ไดโนเสาร์เต่าล้านปีก็มาจากปลาเหมือนกัน เสือ สิงห์ กระทิง แรด ช้าง ม้า วัว ควาย ทุกวันนี้ก็มาจากปลา หมู (เห็ดไม่เกี่ยว) เป็ด ไก่ ก็มาจากปลา พอย้อนกลับไปไกลขนาดนั้น ทุกอย่างก็มาจากปลาหมด ปลาเป็นโคตรบรรพบุรุษของสัตว์บกที่มีกระดูกทุกชนิด และงานเช็งเม้งของญาติแก๊งนี้ก็คงยิ่งใหญ่อลังการและวุ่นวายมาก

“แน่นอน เรายังย้อนกลับไปได้อีกเรื่อย ๆ ซึ่งพอถึงหลักพันล้านปี สิ่งมีชีวิตทุกอย่างก็จะมาจากแบคทีเรียหมด คราวนี้รวมพืชและเห็ดไปด้วย ซึ่งรอบนี้ผมว่าไม่ต้องจัดงานเช็งเม้งแล้ว อย่างไรก็ตาม จะเห็นว่าเราพูดได้เต็มปากเหมือนกันว่า ‘คนมาจากแบคทีเรีย’ โดยไม่ได้ผิดอะไร

“เพราะฉะนั้น คำถามที่ว่า ‘คนมาจากไหน’ และตกลงคนมาจากลิงหรือจากปลากันแน่ จึงตอบได้ว่า ‘ถูกทั้งหมด’ แต่แค่ต้องระบุก่อนถามว่าย้อนกลับไปกี่ปี”

ตอนที่ผมตอบน้องหยกจริง ๆ ผมอธิบายสั้นกว่าที่เขียนในบทความนี้นิดหนึ่ง เพราะไม่อยากทำให้เด็กธาตุไฟแตก แต่เมื่อเห็นน้องทำหน้าเหมือนปริศนากระจ่างแล้ว ผมก็อุ่นใจ นี่สินะ รางวัลตอบแทนของคนเป็นครู

หลังจากจบค่าย ผมยังกลับมานั่งคิดต่อเองว่า ที่จริงแล้วไอ้ ‘ไก่กับไข่อะไรเกิดก่อนกัน’ เนี่ย มันยังมีคำตอบเวอร์ชันยาวที่ลึกซึ้งกว่าที่ตอบไปอยู่อีกนะ เพียงแต่มันอธิบายยากกว่าเยอะ ที่ผมตอบไป เอาจริง ๆ ก็เหมือนขี้โกงนิดหน่อย เพราะเลือกตีความให้ตอบได้ชัด ๆ โดยอาศัยประโยชน์จากความกำกวมของคำว่า ‘ไข่’ 

แต่ด้วยสปิริตที่แท้จริงของคำถามนี้ มันควรจะต้องถามว่า ‘ไก่’ กับ ‘ไข่ไก่’ อะไรเกิดก่อนกัน มากกว่า

คราวนี้ล่ะ ยากแล้ว

อะไรคือเส้นแบ่งที่ว่า ‘ไอ้ตัวนี้ออกลูกมาเป็นไข่ซึ่งโตมาจะถือว่าเป็นลูกไก่ แต่ขณะเดียวกันพ่อแม่มันยังไม่ใช่ไก่นะ เป็นแค่บรรพบุรุษไก่’ เส้นแบ่งที่ว่านี้มีอยู่จริงหรือ

ประเด็นนี้จะเห็นภาพได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ถ้าเราย้ายจากไก่มาดูสายวิวัฒนาการของมนุษย์

คุณริชาร์ด ดอว์กินส์ ฮีโร่ด้านวิชาการที่สอนให้ผมรู้จักเรื่องวิวัฒนาการ เขาบอกว่าให้ลองนึกภาพตามนี้

สมมติว่าให้คุณยืนจับมือพ่อหรือแม่ (เลือกเอาสักคน) แล้วก็ให้ท่านยื่นมืออีกข้างไปจับกับรุ่นก่อนหน้า ซึ่งก็อาจเป็นหนึ่งในปู่ ย่า ตา ยายสักคน แล้วก็ให้ท่านยื่นมืออีกข้างไปจับกับรุ่นพ่อแม่ของท่านอีก ต่อเป็นแถวไปเรื่อย ๆ โดยสมมติว่าบรรพบุรุษทุก ๆ รุ่น ไม่ว่าจะทวดของทวดของทวด คืนชีพกลับมาเข้าแถวนี้ได้ในสภาพสมบูรณ์ดูดีและอยู่ในวัยผู้ใหญ่ปกติ ถ้านึกภาพตามนี้ เราจะเห็นกำแพงมนุษย์ที่เกิดจากคนจับมือต่อกันเป็นแถวยาวเหยียดคล้ายกำแพงเมืองจีน

ภาพ : Loo Cipher

ทีนี้สมมติว่า เราตั้งแถวแบบนี้ ย้อนกลับไปจนถึงบรรพบุรุษมนุษย์ยุคที่หน้าตาเหมือนวานร และเป็นบรรพบุรุษร่วมระหว่างคนกับชิมแปนซี ถามว่าหางแถวจะยาวไปจบที่ตรงไหน

ก่อนเฉลย เราอาจคิดว่ามันต้องเป็นแถวที่ยาวอีปิกแบบพันรอบโลกได้หลายรอบแน่ ๆ แต่ความน่าประหลาดใจอันดับแรกที่คุณดอว์กินส์ให้เราสังเกต คือ พอลองคำนวณดูจริง ๆ แล้วแถวนั้นไม่ยาวเลยแฮะ อยู่แค่ประมาณ 500 กิโลเมตร ซึ่งเป็นระยะทางจากกรุงเทพฯ ไปชุมพร หรือถ้าขึ้นเหนือก็ไปถึงแค่อุตรดิตถ์เท่านั้นเอง

อย่างไรก็ตาม นั่นไม่ใช่ประเด็นหลักที่เราสนใจ ประเด็นหลักของเราตอนนี้คือ เราได้แถวที่ช่วงหัวแถวมีสมาชิกเป็นคนชัด ๆ ส่วนช่วงหางแถวก็มีสมาชิกหน้าตาเป็นวานรชัด ๆ แต่ทีนี้คำถามคือ แล้วสปีชีส์ของมนุษย์เริ่มต้นตรงไหนของแถว ไม่มีจุดไหนเลยที่เราเอาปากกาไปวงได้ว่า หลังจากนี้เป็นต้นไปถือว่าเป็นมนุษย์แล้วนะ ส่วนก่อนหน้านี้ไม่ใช่มนุษย์ และถ้าเราฝืนทำแบบนั้น เราก็จะได้แค่เส้นแบ่งที่สร้างขึ้นมาเองแบบสุ่ม ๆ ไอ้คนที่โดนขีดเส้นทับพอดีก็จะบ่นว่า “อิหยังวะ ตกลงกูเป็นคน แล้วพ่อแม่กูเป็นวานรเนี่ยนะ”

ในความเป็นจริง ไม่ว่าคุณจะยืนอยู่ตรงไหนของแถว พอคุณหันไปมองหน้าบุพการีที่จับมือ (สมมติว่าข้างซ้าย) ท่านจะมีรูปลักษณ์เป็นสปีชีส์เดียวกับคุณแน่นอน และพอหันไปดูลูกที่จับมือขวาของคุณอยู่ ลูกก็จะเป็นสปีชีส์เดียวกับคุณอีกเช่นกัน ไม่มีจุดไหนในแถวที่พ่อ แม่ และลูกต่างกันจนเป็นสัตว์คนละชนิด แต่ถ้าเราขอตัวออกมาเดินดู ไล่จากหัวแถวไปหางแถว เราถึงจะเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ค่อย ๆ เกิดขึ้น

ภาพ : heaveninawildflower.tumblr.com

ไก่กับไข่ก็เช่นกัน

ไม่มีไข่ไก่ฟองไหน เกิดมาจากพ่อแม่ที่ไม่ใช่ไก่

และก็ไม่มีแม่ไก่ตัวไหน ออกไข่มาแล้วไม่ใช่ไข่ไก่

ถ้าถามว่าไก่ตัวแรกของโลกมาจากไหน ก็มาจากไข่ ไข่มันมาจากไหน ก็มาจากแม่ไก่ อ้าว งั้นมันก็ไม่ใช่ไก่ตัวแรก โอเค งั้นแม่มันเป็นไก่ตัวแรก แล้วแม่มันมาจากไหน ก็มาจากไข่อีก สุดท้ายต้องตัดจบดื้อ ๆ ว่า งั้นไข่ฟองนั้นแหละถือเป็น ‘ไข่ไก่ฟองแรกของโลก’ ตอบ ‘ไข่เกิดก่อน’ ส่วนแม่ของมันไม่นับเป็นไก่ อ้าว ไรวะ ตัดสินแบบนั้นไม่ได้สิ

และเมื่อพยายามจะเค้นคำตอบให้เป็น ‘ไก่เกิดก่อนไข่’ บ้าง เราก็จะเจอปัญหาความไม่สมเหตุสมผลแบบเดียวกัน เอาเป็นว่าท่านผู้อ่านน่าจะพอเห็นภาพแล้วล่ะ เพราะถ้าเขียนต่อจากนี้อีก คนเขียนจะเริ่มปวดหัวเอง

สรุปได้ว่า คอนเซ็ปต์มนุษย์คนแรก ไก่ตัวแรก เป็นสิ่งที่ไม่มีอยู่จริงในธรรมชาติ

ชีวิตเพียงแค่ผันแปรไปเรื่อย ๆ อย่างต่อเนื่อง ไร้ที่สิ้นสุด

เส้นแบ่งที่มนุษย์สร้างเป็นเพียงเส้นสมมติ ดั่งจุดเริ่มต้นของแม่น้ำที่สายน้ำเองไม่เคยรู้จัก

คำตอบที่แท้จริงของคำถามไก่กับไข่อะไรเกิดก่อนกันก็คือ ‘ไร้คำตอบ’

คนที่คิดปัญหาโลกแตกเรื่องนี้ขึ้นมาเป็นคนแรก น่าจะเป็นคุณอริสโตตุ้ย ญาติของ อริสโตเติล ผมไม่รู้เลยว่าเขาตั้งใจให้คนเอามันมาขบคิดจริงจังขนาดไหน หรือจะรู้ไหมว่ามันโยงไปสอนเรื่องชีววิทยาและวิวัฒนาการได้ด้วย

แต่จะอย่างไรก็ตาม ผมก็ต้องขอขอบคุณ คุณอริสโตตุ้ย และขอขอบคุณน้อง ๆ ที่เอาคำถามเหล่านี้มาถามให้ผมได้ขบคิดต่อ หวังว่าเมื่อพวกเจ้าโตขึ้น และได้ไปร่วมต่อแถวจับมือในการเดินทางอันยาวนานของชีวิตจากอดีตสู่อนาคต เจ้าจะไม่ละทิ้งความช่างสงสัยเหล่านี้ไป เพราะมันคือสิ่งที่พิเศษมากของความเป็นมนุษย์

Writer

แทนไท ประเสริฐกุล

นักสื่อสารวิทยาศาสตร์สาขาชีววิทยา ผู้เคยผ่านทั้งช่วงอ้วนและช่วงผอมของชีวิต ชอบเรียนรู้เรื่องราวสนุกๆ ที่แฝงอยู่ในธรรมชาติแล้วนำมาถ่ายทอดต่อ ไม่ว่าจะผ่านงานเขียน งานแปล และงานคุยในรายการพอดแคสต์ที่ชื่อว่า WiTcast

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load