วันนี้เป็นวันเดดไลน์ส่งต้นฉบับ

แต่ขี้เกียจชะมัด อากาศดี ๆ แบบนี้อยากออกไปเดินเล่น อยากทำสวน ปลูกต้นไม้ นัดเพื่อนกินข้าว

ข้าพเจ้านั่งจ้องหน้าจอที่ขาวสะอาดเหมือนบั้นท้ายเด็กทารกฟินแลนด์

ขีดเคอร์เซอร์ที่รอให้เราพิมพ์อะไรสักอย่างมันกะพริบเงียบ ๆ แต่กลับเหมือนได้ยินเสียงติ๊ก ตอก ติ๊ก ตอก

จะเกิดอะไรขึ้นถ้าผมไม่ส่งต้นฉบับ ?

บ.ก. จะโกรธ ? แฟน ๆ ที่รอคอยจะเซ็ง ? เหนืออื่นใด ตัวผมเองจะรู้สึกผิดและแย่ที่ไม่สามารถทำตามความรับผิดชอบที่ลั่นปากไว้แล้ว แถมยังเป็นสิ่งที่เราอยากทำด้วยตัวเองอีก ไม่ได้เป็นงานที่ถูกบังคับเสียหน่อย

นึกถึงการเขียนบางตอนที่มีไอเดียชัดเจนแจ่มแจ้งมาก แล้วอดทนรอไม่ไหวที่จะนั่งลงพิมพ์ ๆ ๆ ๆ แถมพรั่งพรูพรวดเดียวจบ ทำไมมันไม่ได้แบบนั้นทุกรอบฟระ

เมื่อวานผมพยายามค้นหาแรงบันดาลใจ หยิบหนังสือจากชั้นที่ซื้อมาหลายปีแล้วยังไม่เคยเปิดอ่านออกมาดูซิ ก็ยังไม่เจออะไร รู้สึกผิดอีกที่ดองหนังสือไว้มากมาย เมื่อไหร่จะได้อ่าน

ลองโทรไปถามอาบัน อาบันแนะนำบอกลองเขียนให้เข้าธีมคริสต์มาสช่วงนี้สิ ผมก็ลองอิมโพรไวซ์เล่น Jazz ในหัวดู คริสต์มาส ๆ ๆ เอาอะไรโยงกับอะไรได้มั่ง หรือเขียนเรื่องซานตาคลอสทำไมต้องใส่ชุดแดงขาว จำได้ว่ามีคนเคยตั้งสมมติฐานไว้ว่า มันไปเหมือนเห็ดพิษชนิดหนึ่งที่กินแล้วเห็นภาพหลอน ซึ่งไม่แน่อาจจะเกี่ยวข้องกับการกำเนิดคริสต์ศาสนาตั้งแต่แรก ชุดสันตะปาปาก็ขาวแดง งานคริสต์ศิลป์จากยุคเก่าแก่หลายแห่งก็มีเห็ดนี้เข้าฉากมาด้วยอย่างอธิบายไม่ได้ แต่คิดไปคิดมาก็ แอ๊.. ถ้าจะเขียนเรื่องนี้จริงมันต้องหาข้อมูลเยอะ แถมเชื่อถือได้หรือเปล่าก็ไม่รู้ อาจเป็นทฤษฎีมั่วซั่วที่คนเสนอเองนั่นแหละเมาเห็ด ผนวกรู้สึกขี้เกียจ ช่วงใกล้วันหยุด อยากเขียนอะไรสั้น ๆ ง่าย ๆ ฟีลกู๊ด ๆ มากกว่า

เซสชันแจ๊ซแห่งไอเดียดำเนินต่อไป หรือจะเขียนเป็นธีมรวมพืชสัตว์ที่เกี่ยวข้องกับคริสต์มาส นึกถึงปูบนเกาะคริสต์มาสที่อพยพจากป่าทีละล้าน ๆ ออกมาผสมพันธุ์วางไข่กันที่ชายหาด แต่ว่าแค่เกาะชื่อคริสต์มาสก็ดึงมาเกี่ยวแล้วเนี่ยนะ มันแถเกินไปป่าว อย่างไรก็ตาม ปูพวกนี้ตัวสีแดงตั้งแต่ยังไม่ต้ม หน้าตาเหมือนปูนึ่งแล้วมาก แถมเดินขบวนกันมาทีเป็นกองทัพ ถ้าหนังไทยสักเรื่องอยากจะมีฉากกรรมตามสนองของคนชอบกินปู ขอแนะนำให้ไปถ่ายทำที่นี่เลย เฮ่ย เดี๋ยวสิ! อย่าเพิ่งเสียสมาธิสิ! อืมม มีสัตว์อะไรอีกนะ นึก นึก นึก

กวางเรนเดียร์มั้ย ? ก็ไม่รู้จะเขียนอะไรดี หรือถ้าเป็นพืชล่ะ นึกถึงต้นสน ทำไมต้นคริสต์มาสต้องเป็นต้นสน ? เออ… แต่ฟังดูไม่น่าสนเลยว่ะ ไม่เอาดีกว่า นึกถึงต้นมิสเซิลโท (Mistletoe) ที่ใบมันหยัก ๆ มีลูกกลม ๆ สีแดงแป๊ด ที่ฝรั่งชอบรวมเป็นช่อแล้วเอาไปแขวนไว้ที่ประตู สร้างบรรยากาศเขียวแดงในช่วงเทศกาลคริสต์มาส เคยอ่านมาว่าในทางชีววิทยาไอ้ต้นนี้น่าสนใจอยู่ ตรงที่กลยุทธ์การกระจายพันธุ์ของมันคือการทำให้นกขี้เหนียว มิสเซิลโทเป็นพืชจำพวกกาฝาก คอยดูดกินสารอาหารจากต้นไม้ใหญ่ ซึ่งถามว่าแล้วมันไปโตอยู่บนต้นไม้ใหญ่ได้ไง ก็คือมีนกที่กินลูกมันเข้าไปนั้นแหละพาไปฝากไว้ เวลานกขี้ออกมา เมล็ดมิสเซิลโทจะมียางเหนียวติดตูดมาก นกก็จะเอาตูดไปป้ายไปถูตามกิ่งไม้เพื่อปาดขี้ให้หลุด ปรากฏว่าพฤติกรรมนี้แหละคือการช่วยมิสเซิลโทแปะเม็ดของมันให้งอกบนต้นไม้ใหญ่ เออ ก็น่าสนใจดี เขียนถึงเรื่องนี้ก็ได้นะ แต่ก็จะกลายเป็นมุกพวกขี้ ๆ ตูด ๆ อีกแล้ว คนจะเบื่อมั้ย แถมเรื่องมันสั้นนิดเดียว รู้สึกมันไม่ฟินพอที่จะเอามาเล่าเป็นหนึ่งตอน เฮ้อ เขียนไรดีฟะ 

ผมพยายามค้นหาแรงบันดาลใจด้วยวิธีอื่น ๆ ต่อไป เขาบอกบางทีไอเดียจะแล่นมาแบบไม่ทันตั้งตัวตอนที่เราไม่ได้พยายามมาก งั้นลองดู ปรากฏว่าออกไปเดินเล่นก็แล้ว จัดบ้านก็แล้ว ออกกำลังก็แล้ว ฟังเพลงปลูกต้นไม้ก็แล้ว น้องไอเดียก็ไม่มาสักที เจอแต่ผลข้างเคียง เช่น พอจัดบ้านทำให้เศร้าใจว่าทำไมมันรกขนาดนี้ จะเริ่มตรงไหนดี จะมีวันเสร็จมั้ย ดูแอร์บรัชนั่นสิ ซื้อมาแพง ๆ แต่ปีที่ผ่านมาได้แตะแค่ไม่กี่ครั้งเอง พอไปฟังเพลงปลูกพืช ก็ปรากฏว่าเพลินเกินไปอีก สมองเอนจอยแต่เรื่องพืชจนไม่อยากกลับมาทำงานแล้ว กระทั่งสุดท้ายยอมอาบน้ำหน้าหนาว ก็ไม่ช่วยอะไรอยู่ดี ร่างกายสะอาดเปล่า ๆ แต่ไม่ได้ไอเดียต้นฉบับ เฮ้อ สงสารแบกทีเรียที่ตายฟรี

เมื่อคืนผมมีช่วงตื่นขึ้นมาตอนตี 3 แล้วนอนต่อไม่หลับด้วยความคิดฟุ้งซ่าน นึกวิจารณ์ความด้อยต่าง ๆ ของตัวเองมากมาย ทั้งงานการที่ไม่สมหวัง ความรักที่ไม่สมหวัง ตัวตนที่ออกแบบไว้แล้วทำไม่ได้ดั่งหวัง ไอ้ร่างต้นฉบับที่เริ่มเขียนไปได้นิดหน่อยก็มาเจอโหมดดาร์กนี้ยุให้ฉีกทิ้งเถอะ มันไม่มีคุณค่าพอให้ใครอ่านหรอก พยายามใช้ความคิดบวกสู้กับมัน ก็พอได้ผลบ้าง จากนั้นก็อุตส่าห์เอื้อมไปหยิบมือถือจากความมืด เพื่อมาจดบางประโยคไว้เผื่อเอาไปใช้เป็นวัตถุดิบในการเขียนได้ แสงไฟแยงตา นอนต่อก็ไม่หลับ แต่จะรอจดพรุ่งนี้ก็รู้ว่าตื่นมาลืมแน่นอน 

รุ่งขึ้น ระหว่างเดินไปปากซอยเพื่อหาข้าวเที่ยง ผมแอบนึกอิจฉาบรรดามนุษย์ออฟฟิศที่กำลังต่อแถวซื้อนู่นซื้อนี่ รวมทั้งบรรดาพ่อค้าแม่ขายตามร้านต่าง ๆ เหมือนกันนะ หรือกระทั่งตอนไปส่งของกับพนักงานไปรษณีย์ หรือขับผ่านป้อมเก็บตังค์อะไรก็แล้วแต่ ก็อิจฉาความมีชีวิตรูทีนที่รู้เลยว่าวันนี้ต้องทำอะไรบ้าง รู้เลยว่าต้องทำยังไง และรู้เลยว่าตัวเองมีความสามารถพอแน่ ๆ เพราะทำเหมือนเดิมทุกวันอยู่แล้ว มันอาจจะเหนื่อยยากวุ่นวายจุกจิกหรือน่าเบื่อหน่ายยังไงก็แล้วแต่ แต่อย่างน้อย ๆ หลายคนก็ไม่ต้องเผชิญกับความน่ากลัวของหน้ากระดาษเปล่า ความพยายามที่จะต้องเบ่งขี้ให้ออกมาเป็นทอง แล้วเบ่งเท่าไหร่ก็ไม่ออกเสียที แถมมีคนมายืนจ้องอีก

ผมเรียนสายวิทย์มา แต่หัวใจผมมักรู้สึกร่วมกับศิลปินค่อนข้างมาก โดยเฉพาะเวลาทำงานเขียน ผมนึกถึงนักดนตรีที่ต้องเค้นไอเดียเพื่อแต่งเพลงอัลบัมต่อไป แม้งานเก่าเราจะประสบความสำเร็จจากเพลงก่อนหน้า แต่เวลานั่งลงทำงานก็เหมือนเราต้องมาเริ่มต้นใหม่ทุกครั้ง คงเป็นคำสาปของผู้ที่ทำงานสายครีเอทีฟกระมัง แต่นึก ๆ ดูนักดนตรีพอเล่นหรือร้องเก่งถึงระดับหนึ่ง มันก็แทบไม่ต้องกลัวอะไรแล้ว น้อง อารีอานา กรานเด คงไม่ต้องกลัวแล้วว่าจะร้องเพลงเพราะหรือเปล่า ตอนแรกผมนึกว่าเขียนหนังสือไปเรื่อย ๆ เมื่อถึงวันหนึ่งความกลัวนี้จะหมดไปบ้าง แต่มันก็ไม่หมดแฮะ

ถามว่าความรู้สึกระหว่างทำงานแบบที่ผมถวิลหาคืออะไร มันคงเป็นความลื่นไหล เบา ปราศจากความกดดัน ไร้ความกังวล เรารู้ชัดเจนว่าต้องทำอะไร ทุกอย่างเป็นไปเองโดยแทบจะอัตโนมัติ  เหมือนแมงมุมชักใย เหมือนปลาว่ายน้ำ เหมือนหิ่งห้อยกะพริบแสง 

4 โมงเย็นแล้ว ผมรีดพลังจนหมดแล้วปิดคอมพิวเตอร์ จากนั้นก็ลุกไปหยิบหูฟัง พาสมองที่เหนื่อยล้าและหัวใจที่อยากจะยอมแพ้ไปเข้าสวน ปลูกต้นไม้ ฟังเพลงโปรด

หลายชั่วโมงนั้นผมได้รับความรู้สึกลื่นไหลแบบที่ว่ามากกว่าตอนทำงาน มันย้ำเตือนให้ผมจำได้ว่า จริง ๆ แล้วผมยังสามารถสัมผัสความสุขได้อยู่ แม้งานจะยังไม่เสร็จ

ช่วงเวลาปลายปี

ช่วงเวลาแห่งความสุขงั้นเหรอ

ใครหลายคนรวมทั้งผม พยายามจะเคลียร์งานให้มากที่สุดก่อนสิ้นปี เพื่อจะได้ไปเที่ยวหรือพักผ่อนอย่างสบายใจ เราพยายามปั่น ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ รวมทั้งวางแผนที่จะมีความสุข จนบางครั้งเราก็หมดสุข

แต่ขณะเดียวกัน ผมก็ยังเชื่อว่าช่วงปลายปีเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขได้จริง ๆ

เพราะผมคิดว่าวันหยุดปลายปีคือระฆังหมดเวลา มันบังคับให้นักเรียนทุกคนวางปากกา ข้อสอบทำได้แค่ไหนก็แค่นั้น หลังจากนี้ล้างหน้า สูดหายใจลึก ๆ แล้วออกไปหาของอร่อยกินได้แล้ว

ในปีหนึ่ง ๆ เราอาจจะพยายามทำทุกอย่างให้ได้มากที่สุด เรายัด ๆ ๆ ๆ ๆ มันเข้าไปในตารางของเรา แต่เมื่อถึงช่วงนี้ ต่อให้ทำได้มากน้อยแค่ไหนในปีที่ผ่านมา บรรยากาศมันจะบอกให้เราพอได้แล้ว ตบบ่าตัวเอง แล้วปีหน้าค่อยว่ากันใหม่

พอล แม็กคาร์ตนีย์ แต่งเพลงช่างแม่ง (Let It Be) ได้ตอนที่ชีวิตเครียดถึงขีดสุด แล้วอยู่มาวันหนึ่งหลับฝันถึงแม่ ผู้มากระซิบบอกข้างหูเขาว่า ไม่เป็นไรนะ ปล่อยให้มันเป็นไปเถอะ เดี๋ยวก็มีคำตอบเอง There will be an answer, let it be ฮี้…

ในที่สุดแล้ว ปลายปีเป็นช่วงเวลาที่บีบบังคับให้เราไม่เหลือช้อยส์อะไร นอกจากวางทุกอย่างลง งานที่ตั้งใจปั่นจะเสร็จมั้ย ทริปที่วางแผนไว้จะเป็นไปตามแผนมั้ย มันหมดเวลาคิดแล้ว เราทำอะไรไม่ได้นอกจากยอมจำนน

หยุด พอ หมดเวลาตัดสินแล้วว่าชีวิตตัวเองยังดีไม่พอยังไง และยังทำอะไรเพิ่มได้อีก

 ใครหรืออะไรก็ตามที่อยู่ตรงหน้าเรา ณ ตอนนี้ เพียงพอแล้ว

หรือแม้เบื้องหน้าไม่มีใครหรืออะไรเลย แค่หลับตาลง สัมผัสเพียงว่าเรามีชีวิตอยู่ ลมยังเย็น เสียงยังได้ยิน แค่นี้ก็เป็นของขวัญเพียงพอแล้ว

ที่เหลือปล่อยให้มันเป็นไป

ปล่อยวาง แล้วเปิดกว้างให้ทุกอย่างเป็นไป

ลองดูซิว่าวันนี้มันจะพาเราไปไหน

นี่คือความหมายของวันหยุด

หยุดออกแบบ

หยุดเขียนต้นฉบับได้แล้ว

Writer

แทนไท ประเสริฐกุล

นักสื่อสารวิทยาศาสตร์สาขาชีววิทยา ผู้เคยผ่านทั้งช่วงอ้วนและช่วงผอมของชีวิต ชอบเรียนรู้เรื่องราวสนุกๆ ที่แฝงอยู่ในธรรมชาติแล้วนำมาถ่ายทอดต่อ ไม่ว่าจะผ่านงานเขียน งานแปล และงานคุยในรายการพอดแคสต์ที่ชื่อว่า WiTcast

เมฆนม

งานเขียนเบาๆ ว่าด้วยความเชื่อมโยงระหว่างชีวิตกับสรรพสิ่ง โดยแทนไท ประเสริฐกุล

ความเงียบเกิดจากอะไร

ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ผมเคยเขียนบทความชื่อ “จิ้งหรีดไม่ส่งเสียง หิ่งห้อยไม่ส่องแสง”

บทความนั้นเริ่มต้นแบบนี้

ที่เกาะ Kauai (อ่านว่า ‘คาไวอิ’) ในหมู่เกาะฮาวาย เกิดเรื่องใหญ่ขึ้นแล้วครับ

จิ้งหรีดที่นั่น อยู่ดี ๆ ก็พากันแขวนไมค์เลิกร้องเพลงเกือบหมด มันเกิดอะไรขึ้น ขึ้นชื่อว่าเป็นจิ้งหรีดหนุ่มก็ต้องร้องเพลงจีบสาวสิ จิ้งหรีดที่ไม่มีดนตรีกาลแบบนี้ ในสันดานช่างเป็นจิ้งหรีดชอบกลนัก ทำไมนะทำไม 

บทความนั้นเล่าต่อยืดยาวถึงงานวิจัยที่พยายามค้นหาสาเหตุที่ทำให้จิ้งหรีดบนเกาะหยุดร้องเพลง แต่ถ้าให้สรุปสั้น ๆ เลย สาเหตุนั้นก็คือแมลงวัน

แมลงวันสาวที่มีไข่ในท้องจะเกิดรสนิยมหลงใหลเสียงจิ้งหรีด และออกตามหาตัวนักร้องจนเจอ จากนั้นก็จะเข้าไปขอสัมผัสร่างกายแล้วฝากลูกเอาไว้ หนอนแมลงวันน้อย ๆ จะมุดเข้าไปเติบโตและกินเครื่องในจิ้งหรีดหนุ่ม เหมือนกินเอแคลร์จากข้างในออกมาข้างนอก จนกระทั่งร่างนักร้องเหลือแต่เพียงเปลือกแห้ง ๆ หนอนอ้วนจึงไชทะลุออกมาและเติบใหญ่เป็นแมลงวันปรสิตรุ่นต่อไป

การปรับตัวของหิ่งห้อยมืดที่ไม่ส่องแสง และจิ้งหรีดเงียบที่ไม่ส่งเสียง
การปรับตัวของหิ่งห้อยมืดที่ไม่ส่องแสง และจิ้งหรีดเงียบที่ไม่ส่งเสียง

หลังจากแมลงวันชนิดนี้ (Ormia ochracea) ขึ้นเกาะคาไวอิมาได้ 20 กว่าชั่วอายุจิ้งหรีด ยามราตรีของที่นั่นก็เหลือเพียงความเงียบสงัด

หรีดหริ่งเรไร เจ้าหายไปไหนกันหมด คุณซุค (Marlene Zuk) นักวิจัยที่ศึกษาเรื่องนี้เชื่อว่าการรุกรานของแมลงวันปรสิต อาจจะทำให้จิ้งหรีดสูญพันธุ์ไปจากเกาะแล้ว

เธอให้สัมภาษณ์รายการวิทยุของแคนาดารายการหนึ่งว่า “พวกเราขับรถวนไปวนมาอยู่นาน แต่ก็ไม่ได้ยินเสียงจิ้งหรีดเลยแม้แต่ตัวเดียว ตอนแรกก็คิดว่า เออ มันคงไม่เหลือแล้วล่ะ แต่ไหน ๆ ก็มาแล้ว ลองลงจากรถไปดูสักหน่อยละกันผลปรากฏว่า ตกใจแทบช็อกแน่ะค่ะ! ในความมืดบริเวณที่ไฟหน้ารถสาดแสงออกไปนั้น มีจิ้งหรีดเดินอยู่เต็มพื้นไปหมด!

“คุณต้องเข้าใจนะ ว่าสำหรับคนที่ศึกษาจิ้งหรีดมาเยอะ ๆ อย่างดิฉันเนี่ย การได้เห็นภาพจิ้งหรีดอยู่รวมกันเยอะ ๆ แต่กลับไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย มันเป็นเรื่องที่ขัดกับความรู้สึกเป็นอย่างมาก!”

หลังจากนั้น คุณซุคและคณะก็มุ่งมั่นศึกษาปรากฏการณ์นี้ต่อ จนค้นพบว่าประชากรจิ้งหรีดเกือบทั้งเกาะได้วิวัฒนาการกลายเป็นจิ้งหรีดใบ้ไปเสียแล้ว เมื่อส่องดูใต้กล้อง ซี่หวีที่อยู่บนปีกของพวกมัน ซึ่งปกติเอาไว้เสียดสีกันเพื่อให้เกิดเสียง บัดนี้ได้กลายเป็นปีกเรียบ ๆ ที่สีไม่ดังไปเรียบร้อย

ถามว่าถ้าไม่ร้องเพลงแล้ว พวกมันยังหาคู่ได้สำเร็จจนไม่สูญพันธุ์ได้ยังไง นั่นเป็นคำถามที่ดีแต่ขอเก็บเอาไว้ก่อน เฉพาะหน้านี้ประเด็นที่ผมอยากจะชวนคิดและสำรวจคือ ปรากฏการณ์ที่ว่า เมื่อมีภัยคุกคามบางอย่างคอยกดเสรีภาพในการแสดงออกเอาไว้ แสดงออกแล้วเสี่ยงอันตราย แสดงออกแล้วโดนกินไส้ นาน ๆ เข้า ธรรมชาติก็คัดเลือกให้เหลือแต่ความเงียบ

ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เกิดแต่ในจิ้งหรีด แต่ยังเกิดในหิ่งห้อย ‘เงียบแสง’

หิ่งห้อยแต่ละชนิดมีระบบจีบกันด้วยภาษากะพริบแสงที่หลากหลายมาก บ้างรวมกลุ่มกันเยอะ ๆ เกาะนิ่ง ๆ บนใบไม้แล้วกะพริบพร้อม ๆ กัน (แบบที่คนชอบไปลงเรือดูกันแถวอัมพวา) บ้างก็บินไปกะพริบไปเรื่อย ๆ เอื่อย ๆ เหนือพงหญ้าหรือหนองน้ำ ในหิ่งห้อยประเภทนี้ ตัวผู้แต่ละชนิดจะมีรหัสกะพริบจีบของตัวเอง และตัวเมียที่เป็นชนิดเดียวกัน ก็จะมีรหัสในการกะพริบตอบขึ้นมาจากพื้น เช่น สมมติตัวผู้บินกะพริบ ปิ๊บ ๆ ปี๊บบบ… ปิ๊บ ๆ ปี๊บบบ… แปลได้ว่า “เฮ่ น้องสาว… เฮ่ น้องสาว…” 

พอตัวเมียของชนิดนี้มองขึ้นมาเห็นก็อาจจะกะพริบตอบกลับว่า ปุ๊บ ๆ ปั๊บ… “เฮ่ พี่ชาย… เฮ่ พี่ชาย” แล้วพอรหัสถูกต้องกันทั้งสองฝ่าย ตัวผู้ก็จะบินลงไปหาตัวเมียแล้วเจรจาระยะใกล้กันต่อ ซึ่งจะเสพสมบ่มิสมยังไงก็ต้องลุ้นกันอีกที

ในขณะเดียวกัน ตัวผู้ของชนิดอื่นในท้องถิ่นเดียวกันก็อาจจะบินกะพริบเป็นรหัสอื่น เช่น ป้าด ปุบ ๆ… ป้าด ปุบ ๆ … แปลได้ว่า “แม่ยอดหญิงอยู่ไหน แม่ยอดหญิงอยู่ไหน” ซึ่งตัวเมียของชนิดแรกพอเห็นรหัสนี้อาจจะไม่เข้าใจหรือไม่เกิดอารมณ์ แต่ตัวเมียของชนิดที่ตรงกันอาจจะรีบกะพริบตอบทันทีว่า ปุริ ๆ ปริ๊บ ๆ… “อยู่นี่ไงพ่อยอดชาย อยู่นี่ไงพ่อยอดชาย” และโลกการผสมพันธุ์ของหิ่งห้อยก็ดำเนินมาอย่างผาสุก… เกือบจะผาสุก

ที่ประเทศอเมริกา มีหิ่งห้อยตัวเมียอยู่ชนิดหนึ่งชื่อโฟทูริส (Photuris sp.) นางรู้รหัสตอบรับการจีบของตัวผู้แทบทุกชนิดในละแวกที่นางอยู่ ตัวผู้น้องสาวมา นางก็พี่ชายกลับไป ตัวผู้แม่หญิงมา นางก็พ่อหนุ่มกลับไป ไม่ว่าตัวผู้ชนิดไหนบินผ่านมาจีบ นางก็ตอบสนองเรียกลงมาหาได้หมด เพียงแต่ว่านี่ไม่ใช่พฤติกรรมการหาคู่ผสมพันธุ์ของนาง แต่เป็นพฤติกรรมการหาอาหาร

จากมุมมองของหิ่งห้อยตัวผู้ หนุ่มที่คิดว่าคืนนี้ได้คู่แล้ว ค่อย ๆ ร่อนลงมาแลนดิ้งตรงจุดที่สาวกะพริบไฟตอบด้วยความปรีดา ปรากฏว่าสิ่งที่เจอคือตัวเมียร่างยักษ์ซึ่งใหญ่กว่ามันประมาณ 4 – 5 เท่า เขี้ยวยาวน้ำลายหยด ตากลมโตกำลังจ้องเหยื่ออันโอชะ ง่ำ! นั่นคือภาพสุดท้ายในชีวิตที่มันได้เห็น หิ่งห้อยหนุ่มอาจไม่ได้ตายในทันที แต่ในระหว่างที่ถูกเคี้ยว ไฟที่ตูดมันก็อาจกะพริบปริบ ๆ “ไม่น่าเลยตู… ไม่น่าเลยตู…”

การปรับตัวของหิ่งห้อยมืดที่ไม่ส่องแสง และจิ้งหรีดเงียบที่ไม่ส่งเสียง

เช่นเดียวกับในจิ้งหรีด ภัยคุกคามต่อการแสดงออกอย่างเสรีได้กดดันให้หิ่งห้อยจำนวนหนึ่งเกิดวิวัฒนาการกลายเป็นหิ่งห้อยเงียบแสง พวกมันเลิกกะพริบไฟ บอกลาพระจันทร์ แล้วย้ายช่วงเวลาหาคู่ไปอยู่ตอนกลางวันแทน หิ่งห้อยกลางวันหรือหิ่งห้อยมืด (Dark Fireflies) มีให้พบได้ทั้งที่อเมริกาและอีกหลาย ๆ ประเทศ นักวิทย์สันนิษฐานว่า ปรากฏการณ์นี้ถ้าไม่ใช่เป็นผลตอบสนองต่อการโดนหิ่งห้อยด้วยกันเองเล่นงาน ก็คงเป็นเพราะภัยคุกคามอื่น ๆ อันตามมาจากการกล้าแสดงตัวในความมืด

หิ่งห้อยกลางวันหลายชนิดทุกวันนี้ยังคงมีซากตะเกียงที่ใช้งานไม่ได้แล้ว เป็นเครื่องเตือนใจว่าครั้งหนึ่ง บรรพบุรุษของพวกเจ้าเคยส่องแสงสู้รัตติกาล

คอลัมน์นี้เริ่มต้นมาด้วยการเอาเมฆไปโยงกับนม

เพราะฉะนั้น ในตอนจบซีซั่นนี้ ขอกระผมลองเอาแสงหิ่งห้อยและเสียงจิ้งหรีดมาโยงกับความรู้สึกคนบ้างจะเป็นไรไป

ผมสังเกตตัวเองและหลายคนรอบตัว

ผมเห็นบางคนที่มีโลกภายในงดงามมหัศจรรย์ราวกับป่าเวทมนตร์ แต่มักกดตัวเองเอาไว้ ไม่กล้าปล่อยแสงหรือเปล่งเสียงออกมา เพราะกลัวเป็นตัวประหลาด กลัวถูกมองว่าอยากเด่น กลัวจะโดนริษยา ตัดสิน รังแก รังเกียจ

ผมเห็นใจบางดวงที่เจ็บแล้วจ๋อย บางดวงที่ช้ำแล้วหวาดระแวง

ผมเห็นกรอบ ระบบ และสังคม ที่กดทับความคิดสร้างสรรค์

ผมเห็นเด็กที่เติบโตมาในยุคที่ผู้คนโดนไวรัสง้างให้ห่างจากกัน

ผมรู้สึกถึงบรรยากาศของหลาย ๆ แห่ง ที่ความตายด้านติดต่อได้เหมือนไวรัสซอมบี้ ติดแล้วไม่ได้อยากกินสมอง แต่อยากใช้สมองให้น้อยที่สุด แล้วทำให้มันจบไปวัน ๆ จะแสดงออกทำไม ถ้าทำไปก็ไร้ประโยชน์

ผมเห็นหิ่งห้อยที่เคยเปล่งแสงเต็มที่ แต่เมื่อไม่เคยเจอเพื่อนร่วมสปีชีส์กะพริบตอบกลับมาเลย แสงก็ค่อย ๆ หรี่ลง มอดลง

กระนั้นก็ตามแต่ แม้โลกนี้จะมีปัจจัยมากมายคอยบีบกดให้เราเงียบเสียงและดับแสง แต่พลังชีวิตก็เป็นพลังประหลาดที่สุดท้ายหาช่องทางแสดงออกของมันได้เสมอ

หิ่งห้อยกลางวัน ทิ้งโลกวับ ๆ วิบ ๆ ของการกะพริบแสงยามค่ำคืน มาเริงรัญจวนกันทางกลิ่นแทน ระบบสื่อสารผ่านฟีโรโมนและหนวดที่เอาไว้รับกลิ่นของพวกมันพัฒนาดีมาก ภายใต้แสงตะวันอันอบอุ่นและปลอดภัย

จิ้งหรีดรอบ ๆ เกาะคาไวอิยิ่งมีวิวัฒนาการประหลาดล้ำหลายทิศทาง บางประชากรกลับมาส่งเสียงร้องเพลงอีกครั้ง แต่คราวนี้เปลี่ยนเป็นเสียงครางเบา ๆ ต่ำ ๆ เหมือนแมวคราง ซึ่งเอาไว้ใช้กระซิบบอกรักกันในระยะใกล้แบบไม่ให้แมลงวันรู้ จิ้งหรีดตัวเมียเองก็เปลี่ยนรสนิยมมาชอบเพลงแนวนี้ แทนที่จะชอบเสียงแหกปีกแหลม ๆ ดัง ๆ เหมือนเมื่อก่อน

ขณะเดียวกัน ถ้าไปดูในบางพื้นที่ ตัวเมียก็ยังคงชอบตัวผู้ที่เสียงดังอยู่ และกลายเป็นว่าประชากรจิ้งหรีดในยุคแมลงวันระบาด เหลือตัวผู้ใจกล้าไม่กี่ตัวที่ปักหลักเปิดคอนเสิร์ตเดี่ยวอย่างไม่เกรงกลัว นอกนั้นเป็นตัวผู้ปีกใบ้เกิน 90 เปอร์เซ็นต์ที่มาคอยรายล้อมให้กำลังใจเงียบ ๆ พร้อมทั้งคอยดักจีบสาว ๆ ที่ถูกดึงดูดมาด้วยเสียงของลูกพี่ซูเปอร์สตาร์กับบทเพลงกรีดปีกท้าทายปรสิต แม้เสี่ยงตาย แต่สุดท้ายลูกพี่ได้ใจสาวทั้งตำบล ต่อให้พบจุดจบด้วยการโดนหนอนไชพุงก็ถือว่าคุ้มแล้ว

จะเห็นว่าการตอบสนองต่อภัยคุกคามการแสดงออกนั้นมีทุกรูปแบบ

มีกระทั่งหิ่งห้อยที่นอกจากส่องแสงแล้ว ยัง ‘ส่งเสียง’ สู้กับค้างคาวได้ด้วย!

นี่เป็นเรื่องที่เพิ่งค้นพบใหม่เมื่อไม่นานมานี้เลย ว่าหิ่งห้อยหลายๆ ชนิดกระพือปีกให้เกิดคลื่นความถี่เสียงย่านอัลตราซาวด์ซึ่งตรงกับที่หูค้างคาวได้ยินพอดี นักวิจัยยังไม่ฟันธงว่าหิ่งห้อยใช้ความสามารถนี้ทำอะไรกันแน่ แต่ข้อสันนิษฐานหนึ่งคือ พวกมันสร้างสารพิษสะสมในตัว แล้วใช้เสียงประกาศก้องให้ค้างคาวรู้ชัดไปเลยว่า “ฉันอยู่ตรงนี้” และ “ฉันแดนเจอรุส!” แนวคิดเดียวกับที่สัตว์มีพิษยามกลางวันมักใช้ลวดลายสีสันฉูดฉาดบอกเตือนให้ผู้ล่าจดจำได้ ปรากฏการณ์นี้ในหิ่งห้อยอาจจะเป็นเรื่องใหม่อยู่ แต่ตัวอย่างการใช้เสียงสู้ค้างคาวในผีเสื้อกลางคืนนั้นได้รับการศึกษาและยืนยันมานานแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการใช้อัลตราซาวด์เพื่อประกาศความอันตราย หรือเพื่อแจมระบบโซนาร์ของค้างคาวก็ตามแต่

ในกรณีเหล่านี้ ภัยคุกคามอาจเป็นเครื่องท้าทายให้ชีวิตที่ไม่เคยส่งเสียงมาก่อน เริ่มส่งเสียงดังขึ้นมาได้เช่นกัน

ทว่า ในบางค่ำคืน

ผมก็พบตัวเองยืนมองแสงหิ่งห้อยและฟังเสียงจิ้งหรีด

และค้นพบใจที่ดำรงอยู่อย่างไม่ต้องดิ้นรนแสดงตน

ใจที่ดังโดยไม่ต้องส่งเสียง

ใจที่สว่างโดยไม่ต้องส่องแสง

เลยเสียงหรีดหริ่งเรไรและแสงหิ่งห้อยขึ้นไป

เหนือเมฆและดวงจันทร์สู่จักรวาลอันไกลโพ้น มีดวงดาวมากมายนับไม่ถ้วน

แสงดึกดำบรรพ์เหล่านั้น ดำรงอยู่ได้ ด้วยแรงกดดันที่สมดุล

Writer

แทนไท ประเสริฐกุล

นักสื่อสารวิทยาศาสตร์สาขาชีววิทยา ผู้เคยผ่านทั้งช่วงอ้วนและช่วงผอมของชีวิต ชอบเรียนรู้เรื่องราวสนุกๆ ที่แฝงอยู่ในธรรมชาติแล้วนำมาถ่ายทอดต่อ ไม่ว่าจะผ่านงานเขียน งานแปล และงานคุยในรายการพอดแคสต์ที่ชื่อว่า WiTcast

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load