13 ธันวาคม 2562
23.75 K

The Cloud x Museum Siam

ความเชื่อ โชคลาง ชะตาฟ้าลิขิต เป็นสิ่งที่อยู่กับคนไทยมาแต่โบราณ ยามตกทุกข์ได้ยาก นอกเหนือจากครอบครัวก็มีสิ่งเหล่านี้คอยช่วยพยุงจิตใจ 

ในเมืองเก่าเกาะรัตนโกสินทร์พื้นที่ประวัติศาสตร์อายุ 2 ศตวรรษ มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่พึ่งพาทางจิตใจของผู้คนในพระนครมากมายหลายรูปแบบให้เลือกสักการะ ทั้งไทย จีน อินเดีย พุทธ พราห์มณ์ ผี แสดงถึงความเชื่ออันหลากหลายที่ชาวสยามรับมาปรับใช้ในชีวิต

11 สิ่งศักดิ์สิทธิ์นี้มีทั้งประวัติศาสตร์สนุกและความขลัง น่าขอพรและเรียนรู้เรื่องราวอดีตไปพร้อมกัน ดังนี้ 

ศาลหลักเมือง

เสาหลักเมือง 2 ต้นแห่งกรุงเทพมหานคร

ศาลหลักเมือง

ตามธรรมเนียมพิธีพราหมณ์ ก่อนสร้างเมืองต้องทำพิธียกเสาหลักเมืองในที่สำคัญ ซึ่งในกรุงรัตนโกสินทร์ พิธีจัดขึ้นเมื่อสองร้อยกว่าปีที่แล้วในสมัยรัชกาลที่ 1 (พ.ศ. 2325) บริเวณใกล้สนามหลวง ตรงข้ามพระบรมมหาราชวัง โดยเสาตั้งอยู่ในศาลา ต่อมาเสาโดนแดดลมฝนจึงผุกร่อนทรุดโทรม รัชกาลที่ 4 จึงโปรดฯ ให้สร้างเสาหลักเมืองใหม่ขึ้นมาทดแทน แต่ยังคงเสาหลักเมืองเดิมไว้ 

กรุงรัตนโกสินทร์มีเสาหลักเมือง 2 ต้น โดยให้ประชาชนจุดธูปไหว้เสาจำลองด้านนอก และเข้าไปสักการะเสาหลักเมืองของจริงด้านในศาลหลักเมือง

ที่อยู่ : 2 ถนนหลักเมือง แขวงพระบรมมหาราชวัง

เวลาทำการ : ทุกวัน เวลา 05.30 – 18.30 น.

อุทกทานพระแม่ธรณีบีบมวยผม

ศาลพระแม่ธรณีผู้แจกจ่ายน้ำสะอาด

อุทกทานพระแม่ธรณีบีบมวยผม

ศาลพระแม่ธรณีศักดิ์สิทธิ์ตั้งอยู่บริเวณเชิงสะพานผ่านพิภพลีลา สร้างขึ้นจากพระราชดำริของสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระมเหสีในรัชกาลที่ 5 ปั้นด้วยฝีพระหัตถ์ของ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ร่วมกับ พระยาจินดารังสรรค์ (พลับ) เพื่อแจกน้ำดื่มสะอาดจากมวยผมพระแม่ให้ประชาชน 

ศาลนี้สร้างเสร็จเมื่อ พ.ศ. 2460 มีอีกชื่อคือ ‘อุทกทาน’ แปลว่า การให้ทานด้วยน้ำ ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เกิดภาวะอดอยาก อุทกทานถูกชาวบ้านเข้ามาขโมยเอาอุปกรณ์ท่อน้ำต่างๆ ไปจนใช้การไม่ได้ ต่อมาถูกซ่อมแซมให้ใช้ได้เหมือนเดิมในรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ แต่ก็ไม่ได้ใช้แจกน้ำสะอาดอีกต่อไป 

แม้ปัจจุบันเหลือเพียงศาลให้สักการะ แต่ผู้คนก็ยังนิยมมากราบไหว้ขอพรจากพระแม่ธรณี เนื่องจากเป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ 

ที่อยู่ : เชิงสะพานผ่านพิภพลีลา ถนนราชดำเนินใน แขวงพระบรมมหาราชวัง

หลวงพ่อพระร่วงทองคำ

พระพุทธรูปที่นิยมบนด้วยว่าวและตะกร้อ

หลวงพ่อพระร่วงทองคำ

พระพุทธรูปปางมารวิชัยสันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในกรุงสุโขทัย มีอายุกว่า 700 ปี เดิมประดิษฐานอยู่ที่วัดโคกสิงคาราม อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย ต่อมาจึงอัญเชิญมาประดิษฐานอยู่ที่วัดมหรรณพารามวรวิหารใน พ.ศ. 2393 

นอกจากเป็นพระพุทธรูปที่มีพระพุทธลักษณะงดงามมาก หลวงพ่อยังขึ้นชื่อเรื่องความศักดิ์สิทธิ์ ทำให้มีคนมากมายพากันมาบนบานศาลกลา่ว โดยสิ่งที่นิยมนำมาแก้บนคือ ว่าวและลูกตะกร้อ ว่ากันว่าเป็นสิ่งที่หลวงพ่อพระร่วงชอบ โดยบางคนตีความว่าว่าวจะทำให้ชีวิตติดลมบน และลูกตะกร้อจะช่วยสานสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้น

ที่อยู่ : 261/4 ถนนตะนาว แขวงเสาชิงช้า 

เวลาทำการ : ทุกวัน เวลา 06.00 – 17.00 น. 

ศาลเจ้าพ่อเสือ

ศาลเจ้าเก่าแก่ที่องค์ประธานไม่ใช่เสือ

ศาลเจ้าพ่อเสือ

ทุกเช้าศาลเจ้าแห่งนี้จะเนืองแน่นด้วยคนเซ่นไหว้บูชา แม้เรียกว่าศาลเจ้าพ่อเสือ แต่เทพเจ้าที่เป็นองค์พระประธานกลับเป็น ตั่วเหล่าเอี๊ย เทพเจ้าเก่าแก่ของจีน และยังเป็นที่ประดิษฐานรูปเอี่ยนเถี้ยนส่งเต้ เจ้าพ่อเสือ เจ้าพ่อกวนอู และเจ้าแม่ทับทิม

 เหตุผลที่ทำให้เรียกแบบนี้มีด้วยกันสองประการ ข้อแรกคือ ชื่อองค์พระประธานเรียกยากเกินไป คนจำไม่ได้ และข้อสองคือ ตอนที่ย้ายศาลเจ้ามาบริเวณนี้มีรูปบูชาเทพเจ้าเสืออยู่แล้วองค์หนึ่ง คนไทยจึงเรียกศาลเจ้าพ่อเสือตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา 

นอกจากขึ้นชื่อเรื่องความศักดิ์สิทธิ์ด้านเสริมอำนาจบารมี ที่นี่ยังขึ้นชื่อเรื่องเสี่ยงเซียมซีแม่นอีกด้วย 

ที่อยู่ : 468 ถนนตะนาว แขวงศาลเจ้าพ่อเสือ

เวลาทำการ : ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 06.00 – 17.00 น.

เทวสถานโบสถ์พราหมณ์

ศาสนสถานพราห์มณ์อายุมากกว่า 200 ปี 

เทวสถานโบสถ์พราหมณ์

โบสถ์พราหมณ์หรือสำนักพราหมณ์พระราชครูในสำนักพระราชวัง เป็นสถานที่ประกอบพิธีและเคารพสักการะของพี่น้องศาสนาพราหมณ์ อยู่ในย่านเมืองเก่าตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 ทั้งยังเป็นโบราณสถานที่ใช้ประกอบราชพิธีที่สำคัญของพระนครตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน

 ภายในเทวสถานประกอบไปด้วยโบสถ์ 3 หลัง สำหรับเป็นที่ประดิษฐานเทวรูปศักดิ์สิทธิ์ไว้ ทั้งพระอิศวร พระพิฆเนศวร และพระนารายณ์ ส่วนลานด้านหน้าเป็นเทวาลัยขนาดเล็ก ซึ่งประดิษฐานพระพรหมอยู่ ผู้คนต่างแวะเวียนมาสักการะบูชาเป็นระยะ 

ใครสนใจอยากค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวกับศาสนาพราหมณ์ฮินดู ที่นี่ยังมีหอเวทวิทยาคม ห้องสมุดเฉพาะกิจที่เก็บข้อมูลเกี่ยวกับศาสนานี้ให้ศึกษากันด้วย

ที่อยู่ : 268 ถนนดินสอ แขวงเสาชิงช้า 

เวลาทำการ : ทุกวัน เวลา 09.00 – 17.00 น. 

เทวาลัยพระวิษณุ

ศาลสัมพันธไมตรีไทย-อินเดีย

เทวาลัยพระวิษณุ

เกาะกลางถนนระหว่างวัดสุทัศน์กับโรงเรียนเบญจมราชาลัยฯ จะพบซุ้มเล็กๆ ของเทวาลัยพระวิษณุ ซึ่งเป็นสถานที่ที่มีพระรูปปฏิมากรรมพระวิษณุซึ่งอัญเชิญมาจากอินเดีย เพื่อแสดงความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทยและอินเดีย ในโอกาสครบรอบรัตนโกสินทร์ 200 ปี  สำหรับพระวิษณุเชื่อว่าเป็นเทพผู้ดูแลรักษาทุกสรรพสิ่ง ผู้คนจึงมักมาสักการะ กราบไหว้ขอพร ทั้งชาวไทยและชาวอินเดีย  

ที่อยู่ : ถนนศิริพงษ์ แขวงเสาชิงช้า

ศาลเจ้าพ่อครุฑ

ศาลครุฑริมคลองหลอด

ศาลเจ้าพ่อครุฑ

ศาลขนาดกะทัดรัด 1 ห้องแถว ที่ซ่อนตัวอยู่ในซอยตรอกครุฑ ริมคลองหลอด เป็นสถานที่พึ่งพาจิตใจของชาวบ้านในละแวกนั้น เชื่อกันว่ามีคนพบครุฑไม้แกะสลัก สันนิษฐานว่าเป็นครุฑด้านหน้าหัวเรือรบ ลอยจากแม่น้ำมาติดที่คลองหลอดและไม่ไปไหน จนผู้คนเกิดความศรัทธาและอัญเชิญมาสักการะในซอย ทว่าถูกขโมยไป จึงต้องสร้างองค์ครุฑขึ้นใหม่ ว่ากันว่าขอพรได้ทุกเรื่อง

ที่อยู่ : 10 ถนนอัษฎางค์ แขวงศาลเจ้าพ่อเสือ 

เวลาทำการ : ทุกวัน เวลา 08.00 – 16.00 น.

ศาลเจ้าแม่ตะเคียนทอง

เก๋งจีนของเทพเจ้าแห่งความเมตตา

ศาลเจ้าแม่ตะเคียนทอง

หากเห็นคนเดินเข้ามาในสวนสราญรมย์พร้อมดอกไม้และธูปเทียน ให้เดาได้เลยว่าเขามุ่งตรงไปที่เก๋งจีนทรงหกเหลี่ยม 3 ชั้น เพราะที่นั่นมีศาลเจ้าแม่ตะเคียนทอง สร้างขึ้นสมัยรัชกาลที่ 6 บนความเชื่อว่าเจ้าแม่ตะเคียนทองเป็นเทพเจ้าแห่งความเมตตา บริเวณหน้าศาลมีพื้นที่ให้กราบไหว้ ขอพรเสริมสิริมงคลแก่ชีวิต ส่วนภายในนั้นมีบางส่วนของต้นตะเคียนผูกด้วยผ้าหลากสีตั้งอยู่

ที่อยู่ : ถนนเจริญกรุง แขวงพระบรมมหาราชวัง

เวลาทำการ : ทุกวัน เวลา 05.00 – 21.00 น. 

อนุสาวรีย์หมู

หมูประจำสะพานปีกุน

อนุสาวรีย์หมู

เดินลงสะพานปีกุนมาไม่เกินสิบก้าว รับรองว่าต้องสะดุดตากับรูปปั้นหมูสีทองตั้งโดดเด่นบนเนินหิน ที่คอหมูมีผ้าหลากสีและพวงมาลัยดอกดาวเรืองราวกับนักหาเสียง ชาวบ้านนิยมเรียกสิ่งนี้ว่าอนุสาวรีย์หมู สร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

เหตุที่สร้างเป็นรูปหมูนั้น มาจากปีนักษัตรประจำวันเกิดของพระมเหสี และผู้ที่สร้างอนุสาวรีย์ก็เกิดปีกุนเหมือนกัน ผู้คนมักบูชาเพื่อโชคลาภและการงาน 

ที่อยู่ : บริเวณเชิงสะพานปีกุน เยื้องหน้าวัดราชประดิษฐสถิตมหาสีดาราม แขวงพระบรมมหาราชวัง

บ่อน้ำทิพย์

บ่อน้ำในวัดจีนแห่งย่านซ่อมเครื่องไฟฟ้า

บ่อน้ำทิพย์
บ่อน้ำทิพย์

อาจจะแปลกใจสักหน่อย เพราะไม่นึกว่าในซอยที่เต็มไปด้วยร้านค้าขายอุปกรณ์ไฟฟ้าอย่างบ้านหม้อ จะมีวัดจีนสวยงามอายุกว่า 240 ปี วัดทิพยวารีวิหารแห่งนี้มีจุดเด่นคือบ่อน้ำทิพย์ที่เลี้ยวซ้ายจากบันไดมาก็จะมองเห็น บ่อเล็กๆ ทำจากหิน มีประติมากรรมนูนต่ำลายดอกบัว และมีรูปปั้นมังกรสีสดใสคอยหลั่งน้ำทิพย์ออกมาจากปาก ให้ผู้คนตักขึ้นมาพรมบนหัว หรือเก็บใส่ขวดไว้เป็นน้ำมนต์เพื่อนำกลับไปบูชาก็ได้เช่นเดียวกัน

ที่อยู่ : 119 ซอยทิพย์วารี แขวงวังบูรพาภิรมย์

เวลาทำการ : ทุกวัน เวลา 06.00 – 18.00 น.

ศาลเจ้าบ้านหม้อ เล่าปึงเถ้ากง

ศาลเจ้าจีนในถิ่นบ้านหม้อ

ศาลเจ้าบ้านหม้อ เล่าปึงเถ้ากง

แถวบ้านหม้อมีศาลเจ้าจีนเล็กๆ ให้ได้ไปสักการะ เดิมเป็นเพียงศาลพระภูมิเล็กๆ ที่มีอายุกว่าร้อยปี ปัจจุบันถูกบูรณะใหม่เป็นอาคารคอนกรีต มีรูปบูชาของเจ้าพ่อปู่เล่าปึงเถ้ากง เทพเจ้ากวนอู เทพแห่งความซื่อสัตย์ รวมถึงเจ้าแม่กวนอิม ประดิษฐานอยู่ นอกจากการขอพรแล้ว ยังนิยมกราบไหว้เพื่อแก้ปีชง เสริมดวง กันอีกด้วย

ที่อยู่ : 303 ถนนบ้านหม้อ แขวงวังบูรพาภิรมย์ 

เวลาทำการ : ทุกวัน เวลา 08.00 – 17.00 น.


อ่านเรื่องราวของ 200 ที่เที่ยวรอบเกาะรัตนโกสินทร์เพิ่มเติมได้ที่นี่

Writer & Photographer

The Cloud

นิตยสารออนไลน์ที่เล่า 3 เรื่องหลักอย่าง Local, Creative Culture และ Better Living ส่งเนื้อหารายวัน แต่เสิร์ฟความประณีตแบบนิตยสารรายเดือน

Take Me Out

ออกไปทำความรู้จักเมืองในมุมใหม่ด้วยคอนเซปต์หลากหลาย

18 มิถุนายน 2565
13.13 K

The Cloud x สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa)

“ศูนย์กลางไชนาทาวน์กรุงเทพฯ อยู่ที่ไหน”

คนยุคนี้คงตอบว่า ‘เยาวราช’ ด้วยความชินชาต่อภาพความพลุกพล่านของท้องถนนอันลานตาไปด้วยรถรา การค้าขาย ผู้คนสัญจรขวักไขว่ใต้ป้ายไฟภาษาจีน

แต่ถ้าเป็นคนยุคเก่าที่อาศัยอยู่ในพื้นที่นี้มาตั้งแต่รุ่นอาเตี่ย อาม้า คำตอบของเขาอาจเป็น ‘สำเพ็ง’ หรือชื่ออย่างเป็นทางการว่า ‘ซอยวานิช 1’ ถนนสายแคบที่ทอดขนานแนวลำน้ำเจ้าพระยา เป็นที่ตั้งของธุรกิจการค้าและบ้านช่องของชาวจีน มาพร้อมกับการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์เป็นราชธานีใหม่ ซึ่งหมายความว่ามีมาก่อนถนนเยาวราชที่เริ่มตัดใน พ.ศ. 2435 นานถึง 110 ปี

ในช่วงอายุ 130 ปีของเยาวราช กับ 240 ปี ของสำเพ็ง ร้านรวงมากมายเริ่มเปิดกิจการขึ้นในย่านนี้ บางกิจการล้มหายตายจากไปพร้อมกับชีวิตเจ้าของ บางแห่งโยกย้ายไปยังทำเลที่ตั้งใหม่ บ้างปรับเปลี่ยนสินค้าหรือวิธีดำเนินธุรกิจตามความนิยมของสังคมซึ่งแปรผันไป ขณะที่อีกหลายร้านยังตั้งมั่นอยู่ที่เก่า ค้าขายสินค้าดั้งเดิมเพื่อสานต่อตำนานชื่อร้านของปู่ย่าตายายจวบจนวันนี้

คอลัมน์ Take Me Out พาผู้อ่านทุกเพศทุกวัยเจาะเวลาหาอดีตอันเรืองรองของไชนาทาวน์กรุงเทพฯ จากร้านค้าเก่าแก่ทั้ง 7 แห่ง ตามลายแทงของพ่อค้าเชือกผู้เรียกสำเพ็ง-เยาวราชว่า ‘บ้าน’ มาตั้งแต่ลืมตาดูโลก

01
ใจ่หลี

ห้องแถวแคบสุดในสำเพ็งที่ไม่น่าเชื่อว่าขายอุปกรณ์การเกษตรเพียบ

ใจ่หลี ห้องแถวแคบสุดในสำเพ็งที่ไม่น่าเชื่อว่าขายอุปกรณ์การเกษตรเพียบ

‘แคบ’ คือคำคุณศัพท์คำแรกที่ทุกคนน่าจะนึกเหมือนกันยามเห็นร้านนี้เป็นครั้งแรก

ด้านกว้างซึ่งมีเนื้อที่เพียงให้ผู้ใหญ่เดินผ่านได้ทีละคน หากเดินสวนกันต้องมีฝ่ายหนึ่งเอี้ยวตัวหลบ ทำให้ห้องแถวคูหานี้ครองรางวัลห้องแถวที่แคบที่สุดในย่านสำเพ็งได้อย่างปราศจากคู่ท้าชิง

ใจ่หลี ห้องแถวแคบสุดในสำเพ็งที่ไม่น่าเชื่อว่าขายอุปกรณ์การเกษตรเพียบ

หากมองผ่าน ๆ ตา ห้องแถวชั้นเดียวตรงนี้ดูเหมือนทางเดินระหว่างซอกตึก ซึ่งพบได้ตามย่านตึกแถวทั่วไป แต่เชื่อหรือไม่ว่าหลังประตูไม้บานเล็กคู่นี้ถูกใช้เป็นร้านขายด้ามจอบ พลั่ว เสียม อุปกรณ์การเกษตรและก่อสร้างอีกสารพัดชนิด ภายใต้ป้าย ‘ใจ่หลี 再利’ ที่ อากงเซียะโพ่ว แซ่บุ๊ง และ อาม่าฉุ่งฮ้อ แซ่ตั๊ง พากันมาเปิดตั้งแต่ 50 – 60 ปีก่อน

ใครกำลังมองหาจอบ เสียม หรืออุปกรณ์การเกษตรอื่นใด อย่าเพิ่งสบประมาทว่าร้านแคบแค่นี้จะมีของที่คุณต้องการขายหรือ เพราะแม้ด้านหน้าจะดูแคบ แต่ด้านในกลับลึกจนมีพื้นที่จุสินค้าได้เหลือเฟือ 

ดูจากปริมาณสินค้าที่รถส่งของนำมาลงแต่ละเที่ยว ก็การันตีความจิ๋วแต่แจ๋วของร้านนี้ได้ดียิ่งกว่าคำโฆษณาใด ๆ แล้ว

ใจ่หลี

ที่ตั้ง : 625/1 ซอยวานิช 1 แขวงสัมพันธวงศ์ เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯ 10100 (แผนที่)

วัน-เวลาทำการ : ไม่แน่นอนเนื่องจากสถานการณ์โควิด-19

โทรศัพท์ : 0 2222 2438, 08 7806 6732

02
บ้วนฮวด

กว้างกว่าใจ่หลีนิดหน่อย ขายตะกาวที่ใช้แบกกระสอบ

บ้วนฮวด กว้างกว่าใจ่หลีนิดหน่อย ขายตะกาวที่ใช้แบกกระสอบ

ไม่กี่ช่วงก้าวจากร้านแคบเป็นอันดับหนึ่ง ก็มาถึงร้านแคบเป็นอันดับสอง

‘บ้วนฮวด 萬發’ คือชื่อที่ปรากฏตามป้ายหน้าร้านนี้ อีกหนึ่งร้านห้องแถวที่สร้างขึ้นจากที่ว่างซอกตึก เช่นเดียวกับห้องแถวอีกหลายแห่งในสำเพ็ง-เยาวราช ซึ่งพื้นที่ทุกตารางเมตรมีใช้สอยอย่างจำกัด

บ้วนฮวด กว้างกว่าใจ่หลีนิดหน่อย ขายตะกาวที่ใช้แบกกระสอบ

ข้าวของที่ร้านนี้จำหน่าย ประกอบด้วยอุปกรณ์จำพวกตะกาวหรือตะขอที่มีด้ามจับ มีไว้ใช้เกี่ยวและแบกกระสอบ เป็นเครื่องใช้ที่จำเป็นในย่านนี้ ด้วยเหตุที่ในอดีตริมถนนทรงวาดซึ่งอยู่ถัดไปจากสำเพ็ง มีท่าน้ำที่ใช้ลำเลียงกระสอบข้าว ร้านค้าบนถนนแถวนี้จึงขายพืชผลทางการเกษตรมากมาย 

ตะกาวที่ร้านบ้วนฮวดขายมีหลายขนาด ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์การใช้งาน หากใช้เกี่ยวกระสอบข้าวสารที่มีขนาดใหญ่และหนัก ก็ต้องใช้ตะกาวไซส์ใหญ่แต่สั้น หรือหากจะใช้เกี่ยวกระสอบที่เบาลงมา ก็ต้องใช้ตะกาวยาวที่เหมาะสมกับของที่ใช้ซ้อนกันเป็นชั้น ๆ เป็นต้น

บ้วนฮวด

ที่ตั้ง : 641 ซอยวานิช 1 แขวงสัมพันธวงศ์ เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯ 10100 (แผนที่)

วัน-เวลาทำการ : ไม่แน่นอนเนื่องจากสถานการณ์โควิด-19

โทรศัพท์ : 0 2225 1526

03
ร้านขายยาไทย ฮกสูนตึ๊ง ตรากระต่ายคู่

ร้านคนจีนขายยาไทย

ร้านขายยาไทย ฮกสูนติ้ง ตรากระต่ายคู่ ร้านคนจีนขายยาไทย

ประมาณ 50 ปีก่อน สำเพ็งในสมัยนั้นเป็นย่านที่ใครพูดภาษาไทยจะกลายเป็นต่างด้าวในความรู้สึกของคนในพื้นที่ไปทันตา ถึงอย่างนั้นซอยวานิช 1 ก็ยังมีร้านขายยาไทย (แต่ชื่อจีน) อยู่ 1 แห่ง คือร้าน ‘ฮกสูนตึ๊ง ตรากระต่ายคู่’ ที่ขายทั้งสมุนไพรไทยและจีนในร้านเดียว

ร้านขายยาไทย ฮกสูนติ้ง ตรากระต่ายคู่ ร้านคนจีนขายยาไทย

นอกจากยาไทยแล้ว ห้องแถว 2 ห้องนี้ยังขายเครื่องแกงและเครื่องเทศที่ใช้ในชีวิตประจำวัน อย่างผักชี ยี่หร่า และขมิ้นชัน เรียกว่าเป็นร้านค้าเก่าแก่เพียงไม่กี่ร้านที่ชาวสำเพ็งในอดีตจะซื้อหายารักษาโรค สมุนไพร และเครื่องเทศเครื่องแกงอย่างคนไทยได้ โดยไม่ต้องย่างกรายไปนอกละแวกบ้านของพวกตน

ร้านขายยาไทย ฮกสูนตึ๊ง ตรากระต่ายคู่

ที่ตั้ง : 531-533 ซอยวานิช 1 แขวงสัมพันธวงศ์ เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯ 10100 (แผนที่)

วัน-เวลาทำการ : เปิดบริการวันจันทร์-เสาร์ เวลา 08.30 – 16.30 น. ปิดทุกวันอาทิตย์

โทรศัพท์ : 0 2221 2426

04
ศิริภัณฑ์โอสถ (เชี่ยงอันตึ๊ง)

ร้านยาจีนที่คงสภาพเดิมไว้เหมือนตอนเปิดกิจการ

ศิริภัณฑ์โอสถ (เชี่ยงอันตึ๊ง) ร้านยาจีนที่คงสภาพเดิมไว้เหมือนตอนเปิดกิจการ

ห้างร้านที่พบได้มากที่สุดในสำเพ็งยุคเก่า ได้แก่ ร้านขายยาจีนและร้านโพยก๊วน กิจการทั้งสองอย่างนี้ สะท้อนสิ่งที่ชาวจีนโพ้นทะเลในไทยให้ความสำคัญได้เป็นอย่างดี กล่าวคือร้านยามีไว้รักษาทุกอาการเจ็บป่วย ขณะที่ร้านโพยก๊วนมีไว้ใช้บริการโอนเงินกลับบ้านเกิดที่เมืองจีน

ตัวอย่าง ‘ศิริภัณฑ์โอสถ (เชี่ยงอันตึ๊ง)’ ร้านยาจีนที่จดทะเบียนนิติบุคคลมาตั้งแต่ พ.ศ. 2504 โดย อากงฮุยจั๊ว แซ่อั๊ง อดีตลูกจ้างร้านไต้อันตึ๊ง ร้านขายยารุ่นเก่าที่มีมาตั้งแต่สมัย ดร.ซุน ยัตเซ็น เดินทางเยือนสยามประเทศเมื่อร้อยกว่าปีก่อน

ศิริภัณฑ์โอสถ (เชี่ยงอันตึ๊ง) ร้านยาจีนที่คงสภาพเดิมไว้เหมือนตอนเปิดกิจการ

ปัจจุบันร้านศิริภัณฑ์โอสถได้รับการสานต่อโดย เภสัชกรหญิงมุกดา หงไพศาล หลานสาวผู้ก่อตั้ง วันเวลาที่ล่วงเลยมานานกว่า 60 ปี นับตั้งแต่วันเริ่มกิจการแทบไม่ได้เปลี่ยนแปลงสภาพร้านจากเดิมเลย เพราะที่นี่ยังมีตู้ยาจีนแบบดั้งเดิม ตาชั่งยา รวมถึงยาจีนนานาชนิด ทั้งยาบำรุงและยาต้ม แม้แต่ชื่อยานำเข้าที่ไม่คุ้นหูสำหรับเด็กรุ่นใหม่อย่าง ‘ชวนป๋วยปี่แป่กอ’ และ ‘ชวนป๋วยปี่แป่โหล่ว’ ก็ยังเป็นสินค้าสำคัญประจำร้านที่มีพร้อมให้ลูกค้าซื้อไปบรรเทาอาการเจ็บคอได้ทุกเมื่อ

ศิริภัณฑ์โอสถ (เชี่ยงอันตึ๊ง)

ที่ตั้ง : 466 ซอยวานิช 1 แขวงสัมพันธวงศ์ เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯ 10100 (แผนที่)

วัน-เวลาทำการ : เปิดบริการวันจันทร์-เสาร์ เวลา 08.00 – 16.30 น. ปิดทุกวันอาทิตย์

โทรศัพท์ : 0 2222 2502

05
เชี่ยงปู่

ร้านผลไม้ผู้บุกเบิกการนำเข้าเกาลัดสู่แผ่นดินไทย

เชี่ยงปู่ ร้านผลไม้ผู้บุกเบิกการนำเข้าเกาลัดสู่แผ่นดินไทย

ทะลุซอกซอยจากสำเพ็งมาถึงถนนเยาวราชที่ควันไฟคลุ้งโขมงตลอดสองฝั่งทาง คล้ายจะบอกให้รู้ว่าที่นี่คืออาณาเขตของรถเข็นและแผงลอยขายเกาลัด

แต่จะมีสักกี่คนที่รู้ว่าเกาลัดที่เดี๋ยวนี้เหล่าพ่อค้าแม่ค้าพากันคั่วขายเป็นล่ำเป็นสัน มีต้นตอมาจากร้าน ‘เชี่ยงปู่’ แผงขายผลไม้อันมีพืชผลนำเข้าอวดโฉมแน่นขนัดที่ปากทางเข้าตรอกเหล่งบ่วยเอี๊ย

ธนกฤติ อังสุปาลี เจ้าของร้านคนรุ่นใหม่เล่าด้วยความภาคภูมิใจว่า ร้านนี้เปิดมานานกว่า 80 ปีแล้ว โดยการร่วมทุนกันของ 2 หุ้นส่วน ชื่อ เชี่ยงจั๊ว และ หย่งปู่ จึงนำชื่อของทั้งคู่มาผสมคำกันเป็น ‘เชี่ยงปู่ (长富)’ มีความหมายว่า มั่งคั่งยืนยง

แรกเริ่มเดิมที ร้านเชี่ยงปู่เน้นขายแค่ผลไม้นำเข้าจากต่างประเทศ เช่น ลิ้นจี่และแอปเปิล ถือเป็นของขวัญราคาแพงสำหรับคนจีน กระทั่งอากงเชี่ยงจั๊วหัวใส ได้ความคิดว่าจะนำเกาลัดเข้ามาขาย เพื่อให้คนละทิ้งแผ่นดินใหญ่ได้คลายความคิดถึงบ้านเกิด ต่อแต่นั้นมาร้านนี้ก็ได้เป็นผู้นำเทรนด์นำเข้าทุกสิ่งที่เกี่ยวข้องกับเกาลัด ทั้งเมล็ดเกาลัด เครื่องคั่ว ที่แกะ และนวัตกรรมที่ช่วยถนอมอายุเกาลัดให้มีกินได้ตลอดทั้งปี แทนที่จะออกผลแค่เดือนตุลาคม และเก็บได้แค่ราว 4 เดือนตามธรรมชาติของเกาลัด

เชี่ยงปู่

ที่ตั้ง : 293/1 ถนนเยาวราช ปากซอยเยาวราช 6 (อิสรานุภาพ) แขวงสัมพันธวงศ์ เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯ 10100 (แผนที่)

วัน-เวลาทำการ : เปิดทุกวัน ตลอด 24 ชั่วโมง

โทรศัพท์ : 0 2222 2219, 08 9445 4544

06
ลิ่มงี่เฮียง

ต้นตำรับหมูแผ่นสยามประเทศ

ลิ่มงี่เฮียง ต้นตำรับหมูแผ่นสยามประเทศ

ตึกแถว 3 ห้องริมถนนเยาวราช จุดที่คึกคักตลอดวัน เป็นที่ตั้งของร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์เนื้อหมูแปรรูปที่มีอายุกว่า 100 ปี ‘ลิ่มงี่เฮียง 林宜香’ ซึ่งขนานนามตามชื่อของ อากงงี่เฮียง แซ่ลิ้ม ผู้ก่อตั้ง ปัจจุบันอยู่ในความดูแลของ วาสนา ธนาสุนทรารัตน์ ทายาทรุ่นสามที่ยังเดินหน้าสืบสานตำนานร้านต่อไป

ถ้าหากคุณถวิลหารสชาติอันโอชะของหมูแผ่นบางกรอบ อย่าได้ลังเลที่จะมาเยี่ยมเยือนร้านนี้สักครั้ง เพราะนี่คือร้านแรกที่ริเริ่มทำหมูแผ่นทอดกรอบขายในเมืองไทย ยืนยันได้จากสโลแกนที่มักห้อยท้ายชื่อร้านว่า ‘ลิ่มงี่เฮียง หมูแผ่นแห่งแรกในประเทศไทย’

ลิ่มงี่เฮียง ต้นตำรับหมูแผ่นสยามประเทศ

บรรจุภัณฑ์ของร้านสวยงามมีเอกลักษณ์ โดยเฉพาะฝากล่องพิมพ์รูปวาด ‘สุพรรณหงส์หน้าพระปรางค์วัดอรุณฯ’ บอกถิ่นที่ตั้งร้าน ในอดีตเคยเป็นของฝากยอดฮิตที่ดังไกลถึงต่างแดน ชนิดที่ชาวต่างชาติ เช่น ฮ่องกง สิงคโปร์ จำเป็นต้องซื้อเพื่อเป็นหลักประกันว่าเขาได้เหยียบย่างมาถึงไชนาทาวน์กรุงเทพฯ แล้ว

ในร้านที่หมูหย็อง หมูแผ่น กุนเชียง หมูเส้นกรอบ หมูพริกไทยดำ หมูหวาน หมูทุบ และอีกหลายหมูดูละลานตาจนยากจะไล่เรียงได้หมด สิ่งที่ดึงดูดสายตาลูกค้าผู้มาเยือนร้านลิ่มงี่เฮียงไม่แพ้สินค้าที่ขาย คือความโอ่อ่าของงานตกแต่งที่ฝังตัวอยู่ทั่วทุกมุมห้อง ตั้งแต่เคาน์เตอร์ ตู้โชว์เครื่องลายคราม จนถึงผนังแต่ละด้าน ให้ความรู้สึกราวกับอยู่ในจวนขุนนางจีนโบราณมากกว่าอยู่ในร้านขายของ

ลิ่มงี่เฮียง ต้นตำรับหมูแผ่นสยามประเทศ

งานไม้แกะสลักที่ประดับไว้ในร้านไม่ใช่ของเพิ่งทำใหม่ แต่เป็นของเก่าแก่อายุราว 40 – 50 ปีโดยประมาณ ข้อความภาษาจีนทั้งหมดเขียนอย่างประณีตด้วยลายพู่กัน ไม่ใช่กลอนคู่อวยพรอย่างที่หาอ่านได้ในร้านค้าของคนจีนธรรมดา หากเป็นถ้อยคำโฆษณาสรรพคุณอันโดดเด่นของสินค้าที่ทางร้านจำหน่าย เป็นต้นว่า “ไม่มีเนื้อที่ไม่สดใหม่” หรือ “มอบให้เป็นที่ระลึกร้านขายหมูแผ่นแห่งแรกในประเทศไทย”

ลิ้มงี่เฮียง

ที่ตั้ง : 301 ถนนเยาวราช แขวงสัมพันธวงศ์ เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯ 10100 (แผนที่)

วัน-เวลาทำการ : เปิดทุกวัน เวลา 06.00 – 18.00 น.

โทรศัพท์ : 0 2221 1389

07
ก๊ำหล่ง

ร้านอาหารกวางตุ้งอายุเกินร้อยปีแห่งตรอกเหล่งบ่วยเอี๊ย

ก๊ำหล่ง ร้านอาหารกวางตุ้งอายุเกินร้อยปีแห่งตรอกเหล่งบ่วยเอี๊ย

เคลื่อนขบวนจากริมถนนใหญ่มายังซอยอิสรานุภาพ (ตรอกเหล่งบ่วยเอี๊ย) อันเป็นที่ตั้งของตลาดเก่า ซึ่งยังคงวิถีชีวิตเก่า ๆ ของชาวไทยเชื้อสายจีนเมื่อหลายสิบปีก่อนไว้เป็นอย่างดี

กว่าครึ่งหนึ่งของตลาดนี้เคยถูกครอบครองโดยชาวจีนกวางตุ้งที่นิยมเลี้ยงชีพด้วยการขายอาหาร ก่อนที่ชาวกวางตุ้งจะทยอยย้ายร้านออกไป เปิดทางให้ชาวจีนแต้จิ๋วเข้ามาจับจองพื้นที่จนแทบไม่เหลือร้านของชาวกวางตุ้ง แต่กระนั้นมรดกสำคัญซึ่งผู้ประกอบการชาวกวางตุ้งทิ้งไว้ให้ตลาดนี้ คือรสชาติอาหารที่ค่อนข้างหวาน กลมกล่อม ไม่สู้เค็มและจืดอย่างรสมือชาวแต้จิ๋ว

ก๊ำหล่ง ร้านอาหารกวางตุ้งอายุเกินร้อยปีแห่งตรอกเหล่งบ่วยเอี๊ย

‘ก๊ำหล่ง 金隆’ คือประวัติศาสตร์มีชีวิตที่บอกให้คนรุ่นหลังรู้ว่า ร้านอาหารกวางตุ้งในตรอกเหล่งบ่วยเอี๊ยมีสภาพเป็นอย่างไร บรรพบุรุษรุ่นแรกเริ่มกิจการร้านนี้มาจากเขตซ้ามยับ (แถบเมืองกว่างโจว) ในมณฑลกวางตุ้งเมื่อร้อยกว่าปีก่อน ปัจจุบันร้านนี้ได้ถูกเปลี่ยนมือเจ้าของมาจนถึงรุ่นที่ 4 แล้ว

นี่คือร้านที่ลูกจีนนักจับจ่ายหลายคนชอบนึกถึงในช่วงวันไหว้เจ้า เพราะของที่ร้านนี้จำหน่ายมีพร้อมสรรพทั้งวัตถุดิบและอาหารสำเร็จรูป อาทิ หมูย่าง หมูแดง เป็ดย่าง ไก่ย่าง กานาฉ่าย โปรตีนเกษตร อาหารเจ

เนื่องจากที่นี่เป็นร้านอาหารแห่งสุดท้ายในตลาดที่ยังต้านทานกระแสสังคม โดยการใช้เตาถ่าน ย่างฟืนแบบโบราณ ส่งผลให้กลิ่นเตาถ่านหอมตลบอบอวลอย่างไม่มีวันหาได้จากเตาไฟฟ้า

ก๊ำหล่ง ร้านอาหารกวางตุ้งอายุเกินร้อยปีแห่งตรอกเหล่งบ่วยเอี๊ย

ถ้ากระเพาะของคุณยังมีที่ว่างเพียงพอ ขอแนะนำให้ลองชิม ‘บ๊ะจ่างกวางตุ้ง’ อันมีรูปทรงผิดแผกจากบ๊ะจ่างแต้จิ๋วในภาพจำของคนไทยส่วนใหญ่อย่างเห็นได้ชัด เพราะนี่คือสินค้าเฉพาะตัวของร้านกวางตุ้งที่หาไม่ได้ง่าย ๆ แล้ว

ก๊ำหล่ง

ที่ตั้ง : 218 ตรอกอิสรานุภาพ ถนนเยาวราช แขวงสัมพันธวงศ์ เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯ 10100 (แผนที่)

วัน-เวลาทำการ : เปิดทุกวัน เวลา 06.00 – 18.00 น.

โทรศัพท์ : 0 2224 4056, 09 2442 4662

The Cloud Golden Week คือแคมเปญสนุก ๆ ที่ทีมงานก้อนเมฆขอประกาศลาพักร้อน 1 สัปดาห์ เนื่องในโอกาสฉลอง The Cloud ครบ 5 ปี เราเลยเปิดรับวัยอิสระ อายุ 50 ปีขึ้นไป ทั้งนักเขียน ช่างภาพ และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ เข้ามาประจำการแทนใน The Cloud Golden Week ขอเรียกว่าเป็นการรวมพลังวัยอิสระมา ‘เล่าเรื่อง’ ในฉบับของตนเองผ่านสื่อดิจิทัลบนก้อนเมฆ เพราะเราเชื่อว่า ‘ประสบการณ์’ ของวัยอิสระคือเรื่องราวอันมีค่า เราเชื่อในศักยภาพของมนุษย์ อายุที่เพิ่มขึ้นเป็นเพียงตัวเลข ไม่ใช่ข้อจำกัดของการเรียนรู้

แคมเปญนี้เราร่วมกับ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) เพื่อส่งต่อแรงบันดาลใจให้วัยอิสระกล้ากระโจนเข้าหาประสบการณ์ใหม่ ๆ ออกมาพูดคุยกับเพื่อนวัยเดียวกัน พร้อมแบ่งปันเรื่องราวอันเปี่ยมด้วยคุณค่า เพื่อเติมฟืนไฟให้กาย-ใจสดใสร่าเริง

นี่เป็นครั้งแรกที่ทีมงาน The Cloud มีสมาชิกอายุรวมกันมากกว่า 1,300 ปี!

Writers

สมชัย กวางทองพานิชย์

เป็นคนหลงใหลบ้านและชุมชนของตัวเอง

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

ชอบอ่านเขียนตั้งแต่จำความได้ สนใจวิชาสังคมศึกษาตั้งแต่จบอนุบาล ใฝ่รู้ประวัติศาสตร์ตั้งแต่อยู่ประถม หัดแต่งนวนิยายตั้งแต่เรียนมัธยม เขียนงานสารพัดด้วยนามปากกา “แพทริก เหล่า” ตั้งแต่เข้ามหา’ลัย

Photographer

สมชัย กวางทองพานิชย์

เป็นคนหลงใหลบ้านและชุมชนของตัวเอง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load