ในทุกๆ 5 ปี จะมีนิทรรศการยิ่งใหญ่ระดับโลกอย่าง The World Exposition หรือเรียกสั้นๆ ว่า World Expo ซึ่งขึ้นจัดต่อเนื่องยาวนานจากครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2394 (ค.ศ. 1851) ที่ลอนดอน ประเทศอังกฤษ และหมุนเวียนประเทศเจ้าภาพที่เป็นภาคีสมาชิก ภายใต้ลิขสิทธิ์การจัดงานซึ่งดูแลโดยสํานักงานมหกรรมโลก (Bureau of International Expositions : BIE)

มหกรรมโลกนี้ นับว่าเป็นงานอลังการที่สุดเป็นอันดับ 3 รองจากกีฬาโอลิมปิกและฟุตบอลโลก ภายในงาน แต่ละประเทศจะนำนวัตกรรมล้ำๆ มานำเสนอเพื่อแสดงศักยภาพของตัวเอง ทั้งในด้านสถาปัตยกรรม ศิลปกรรม และเทคโนโลยี เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ เกิดการค้าระหว่างประเทศ การลงทุน การต่อยอดทางธุรกิจและอุตสาหกรรมใหม่ๆ

ประเทศไทยเข้าร่วมงานนี้มาตั้งแต่ พ.ศ. 2405 ตรงกับปลายรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 จากอดีตถึงปัจจุบันก็นับเป็นจำนวนกว่า 30 ครั้งแล้ว และในโอกาสดีที่ประเทศไทยเตรียมการครั้งใหญ่เพื่อเข้าร่วม World Expo 2020 Dubai อีกครั้ง หลังงานเลื่อนมา 1 ปีเต็ม ซึ่งครั้งนี้ความพิเศษไม่ได้อยู่แค่ศักยภาพรอบด้านที่เราพกไปอวดโฉมเต็มเปี่ยม หรือตัวอาคารแสดงประเทศไทย (Thailand Pavilion) ที่ออกแบบโดยหยิบเอาเสน่ห์ของ Thai Hospitality มาร้อยเรียงทุกองค์ประกอบเท่านั้น แต่ยังประจวบเหมาะเป็นปีครบรอบความสัมพันธ์ 45 ปี ไทย-UAE หรือสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ประเทศเจ้าภาพ ในวันที่ 12 ธันวาคม อยู่ระหว่างวันจัดแสดงนิทรรศการ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2564 ถึง 31 มีนาคม พ.ศ. 2565 ด้วย

ตลอดระยะเวลา 6 เดือนเต็ม จะมีอะไรเกิดขึ้นในอาคารแสดงประเทศไทย ศักยภาพด้านเทคโนโลยีดิจิทัล ความก้าวหน้าทางนวัตกรรม ตลอดจนความเชื่อมั่นภายใต้ “การขับเคลื่อนสู่อนาคต” (Mobility for the Future) ของประเทศไทย จะประจักษ์แก่สายตานักลงทุนต่างชาติ นักท่องเที่ยว และผู้มาร่วมงานอย่างไรบ้าง นางสาวอัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะ Commissioner General of Section for Thailand Pavilion พร้อมเล่าเบื้องหลังการเปลี่ยนพื้นที่ว่างเปล่ากลางทะเลทรายดูไบ เป็นพื้นที่แสดงการพัฒนา-ขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่อนาคตให้ฟังอยู่นี่แล้ว

เบื้องหลัง Thailand Pavilion พาความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมไทยไปอวดชาวโลก

Connecting Minds, Creating the Future

World Expo 2020 Dubai จัดขึ้นเป็นครั้งแรกในภูมิภาคตะวันออกกลาง ภายใต้หัวข้อหลัก (Theme) ‘เชื่อมความคิด สร้างอนาคต’ (Connecting Minds, Creating The Future) มีผู้เข้าร่วมกว่า 190 ประเทศ

สำหรับอาคารแสดงประเทศไทย ตั้งอยู่ในพื้นที่โซน Mobility บนพื้นที่กว่า 3,606 ตารางเมตรหรือ 2.25 ไร่ ได้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) เป็นหน่วยงานหลักในการรับผิดชอบทุกส่วน ตั้งแต่จัดหาผู้ออกแบบอาคาร จัดนิทรรศการภายใต้หัวข้อย่อย การขับเคลื่อนสู่อนาคต (Mobility for the Future) และหมุนเวียนจัดการแสดงโชว์ด้านศิลปวัฒนธรรม รวมถึงเฟ้นหา 25 ตัวแทน Thailand Pavillion Ambassador รุ่นใหม่สำหรับพาชมนิทรรศการตลอด 6 เดือน

“เป็นครั้งแรกของไทยที่เรากล้าไปออกงานในพื้นที่ขนาดใหญ่กว่าทุกครั้ง ทำให้เรานำเสนอสถาปัตยกรรมอาคารและการจัดแสดงเทียบเท่าประเทศอื่น เพื่อนบ้านข้างเราเป็นเบลเยียม ถัดไปสหรัฐอเมริกา และเป็นครั้งนี้เราได้ร่วมมือกับภาคเอกชน หน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง นำความก้าวหน้าที่เกี่ยวข้องกับ Mobility for the Future ไปนำเสนอ และนำศักยภาพของผู้ประกอบการไทยไปแสดงให้เห็นความยิ่งใหญ่ของประเทศไทยในทุกๆ ด้าน”

ท่านปลัดฯ ยังกล่าวเสริมอีกว่า นอกจากความร่วมมือของภาคเอกชนรายใหญ่ ยังนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัลของสตาร์ทอัพไปจัดแสดงด้วย โดยศักยภาพโดดเด่นที่สุดที่เราจะพาไปนำเสนอมีด้วยกัน 3 ด้าน

“หนึ่ง วัฒนธรรมไทยที่นำเสนอในเรื่องรูปลักษณ์ สอง คือความทันสมัยและความก้าวหน้าของเทคโนโลยีดิจิทัล ที่จะช่วยให้เขาทำธุรกิจในทุกด้านได้ และสาม คือความเป็นมิตรและอัธยาศัยอันดีของคนไทย”

Thailand Pavilion

ทั้งหมดได้รับการรังสรรค์ให้อยู่ภายในอาคารแสดงประเทศไทย (Thailand Pavilion) ที่แสดงศักยภาพผ่านการออกแบบอัตลักษณ์อาคาร โดยนำดอกรัก สื่อถึงการพัฒนาแผ่ขยายวงกว้าง และส่งต่อการเจริญเติบโตเสมือนเกสรดอกไม้ มาทอให้คล้ายกับม่านดอกไม้ ผสานเอกลักษณ์ของสถาปัตยกรรมไทยอย่างซุ้มโค้ง แสดงถึงความอ่อนช้อยในลักษณะคล้ายการประนมมือไหว้อันงดงาม ทรงจอมแห ลักษณะของพระปรางค์วัดอรุณราชวรารามฯ หรือจั่วของบ้านเรือนไทย มาเรียงร้อยเข้าไว้ด้วยกัน

เบื้องหลัง Thailand Pavilion พาความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมไทยไปอวดชาวโลก

ส่วนสัญลักษณ์ (Logo) เลือกใช้พวงมาลัยที่ลดทอนเป็นลายเส้น ดังการเชื่อมต่อของดิจิทัลแบบไร้ขีดจำกัด และมีอุบะ 4 ช่อแสดงถึง Thailand 4.0 รวมถึงเลือกใช้สีทองเป็นหลัก เพื่อสื่อถึงแผ่นดินสุวรรณภูมิ มาพร้อมมาสคอตที่มีชื่อว่า น้องรักและน้องมะลิ ซึ่งมาจากดอกไม้ทั้งสองนั่นเอง

ภายในอาคารแสดงประเทศไทยแบ่งเป็น 4 ห้องนิทรรศการ มีคอนเซ็ปต์คือนำเสนอพัฒนาการของประเทศไทยตั้งแต่อดีตสู่ปัจจุบัน ให้สอดคล้องไปกับแนวทางการพัฒนาประเทศไปสู่การเป็น Thailand 4.0 ตลอดจนแนวคิดทางการแก้ปัญหาต่างๆ เช่น การขนส่ง การเดินทาง การสำรวจ การใช้เทคโนโลยีเพื่อประโยชน์ส่วนบุคคล โลจิสติกส์ การเชื่อมต่อกับระบบดิจิทัลเพื่อมุ่งสู่การเป็นดิจิทัลฮับ และประตูสู่ธุรกิจการค้าทั้งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในอนาคต

“การนำเสนอยุครุ่งเรืองอย่างสุวรรณภูมิ ไม่ได้ต้องการอ้างประวัติศาสตร์ แต่มุ่งชี้ให้เห็นความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ที่เราเลือกตั้งประเทศ ซึ่งเป็นศูนย์กลางการค้าในภูมิภาค รวมถึงการขับเคลื่อนอย่างการเดินทางด้วย ส่วนปัจจุบัน แสดงให้เห็นวิสัยทัศน์ที่จะพัฒนาประเทศไทยไปสู่ประเทศในยุคดิจิทัล

“รัฐบาลมีนโยบายขับเคลื่อนทั้งเศรษฐกิจ สังคม และประเทศ ด้วยดิจิทัล เราจะแสดงให้เห็นภาพเมืองไทยในยุคดิจิทัลว่า ประเทศเราพร้อมก้าวขึ้นสู่การเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคนี้ ถ้าเรามีความพร้อมทางด้าน Digital Infrastructure ทั้งหมดที่ลงทุนไปซึ่งเกิดขึ้นแน่นอน ทุกอย่างกำลังดำเนินการอยู่ ตัวอย่างเช่น EEC รถไฟความเร็วสูง การทำ Telesurgery หรือการผ่าตัดจากทางไกล Submarine Cable ที่เราขยายไป เรื่อง 5G ที่เราให้บริการทางคอมเมอร์เชียลแล้ว ซึ่งจะพัฒนาต่อเนื่องไป ไม่ใช่แค่รองรับการใช้มือถือ แต่เพื่อการเป็น Smart Factory, Smart Farming, Smart Logistic เป็นต้น รวมถึงนวัตกรรมดิจิทัลทั้งหลาย

“ส่วน Smart City ก็นำเสนอว่า แต่ละเมืองในอนาคตจะเป็นอย่างไร โดยสอดแทรกจุดเด่นของประเทศไทย ทั้งอัธยาศัยไมตรี ความเอื้ออาทร ที่มีทั้งความพร้อมในเรื่องเทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐานที่จะเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคนี้ เพื่อทำให้เขาประทับใจในการมาค้าขาย มาลงทุน หรือมาเที่ยวที่ประเทศไทย” คุณอัจฉรินทร์อธิบายถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอาคารแสดงประเทศไทย

Mobility for the Future

สำหรับนิทรรศการทั้ง 4 ห้อง นำเสนอในรูปแบบแอนิเมชัน ประกอบไปด้วย

ห้องที่ 1 Thai Mobility 

ย้อนประวัติศาสตร์ให้เห็นถึงวัฒนธรรมไทย เอกลักษณ์ของอารยธรรมไทย ผ่าน VR (Virtual Reality) เล่าเรื่องยานพาหนะของไทยในอดีตโดยราชรถและเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ 

ห้องที่ 2 : Mobility of Life 

แสดงถึงพัฒนาการการสร้างชาติ ตั้งแต่ยุครัตนโกสินทร์จนถึงรัชกาลที่ 9 ที่ทรงนำเทคโนโลยีด้านการจัดการน้ำมาพัฒนาประเทศ และเห็นถึงความก้าวหน้าจนปัจจุบัน

เบื้องหลัง Thailand Pavilion พาความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมไทยไปอวดชาวโลก

ห้องที่ 3 : Mobility of The Future

เป็นภาพยนตร์แอนิเมชัน 360 องศา นำเสนอให้เห็นความพร้อมทุกด้านของประเทศไทยสู่การเป็น Smart City ในอนาคตอันใกล้ ผ่านโครงการที่กำลังพัฒนาอยู่ ไม่ว่าจะเป็น EEC รถไฟความเร็วสูง 5G และการใช้ประโยชน์ในยุคดิจิทัลทำธุรกิจและบริการ เช่น Telesurgery รวมถึงการเกษตรยุคใหม่หรือ Smart Farming ด้วย

เบื้องหลัง Thailand Pavilion พาความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมไทยไปอวดชาวโลก
เบื้องหลัง Thailand Pavilion พาความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมไทยไปอวดชาวโลก

ห้องที่ 4 : Heart of Mobility

นำเสนอเรื่องราวของชาวต่างชาติที่รักและหลงเสน่ห์ประเทศไทย ตั้งแต่อเมริกา ยุโรป ตะวันออกกลาง เอเชีย จนเลือกมาพำนัก ท่องเที่ยว ลงทุนทำธุรกิจ หรือนำร้านอาหารไทยไปเปิดทั่วโลก เช่น เชฟ นักวิทยาศาสตร์ระดับโลก ผู้กำกับฮอลลีวูดชื่อดัง เพื่อให้นักลงทุน-นักท่องเที่ยวมั่นใจในประเทศไทยยิ่งขึ้น

นอกจากห้องนิทรรศการ ยังมีร้านอาหารไทย (The Taste of Thai) ให้ได้ลิ้มความอร่อยของเมนูไทยสี่ภาค และร้านขายของที่ระลึก (Thai Souk) ให้เลือกสรรสินค้าคุณภาพดีติดมือกลับบ้าน

แนวคิดเบื้องหลัง Thailand Pavilion ใน World Expo 2020 Dubai ประกาศศักยภาพเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมในเวทีโลก

The Best of Thailand

ความน่าตื่นตาตื่นใจยังไม่หมดเท่านี้ เพราะตลอด 6 เดือนเต็ม จะมีการแสดงศิลปวัฒนธรรมไทยร่วมสมัยภายใต้แนวคิด Thai Iconic เช่น การแสดงโขน การแสดงสี่ภาค บริเวณหน้าทางเข้าหมุนเวียนให้ชมในแต่ละวัน ที่ท่านปลัดฯ แอบกระซิบเป็นพิเศษ คือการแสดงจากเหล่า Thai Ambassador ซึ่งซุ่มเตรียมการไว้โดยเฉพาะ ใบ้นิดเดียวว่า หนึ่งในนั้นเป็นนักแซกโซโฟน อาจได้เห็นโชว์วง Trio ก็เป็นได้

แนวคิดเบื้องหลัง Thailand Pavilion ใน World Expo 2020 Dubai ประกาศศักยภาพเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมในเวทีโลก

ส่วนเทศกาลเสริมเป็นระยะๆ จัดขึ้นภายใต้แนวคิด The Best of Thailand โดยมีไฮไลต์เป็นกิจกรรมในวาระครบรอบความสัมพันธ์ 45 ปี ไทย-UAE ประเทศเจ้าภาพ ซึ่งตรงกับวันที่ 12 ธันวาคมพอดี พร้อมกับการแสดงโชว์เสมือนวันชาติ (5 ธันวาคม) ซึ่งทุกประเทศต้องนำธีมวันชาติของตัวเองเข้าร่วมขบวนพาเหรดและกิจกรรมที่ World Expo จัดขึ้น

“ในเดือนพฤศจิกายนมีวันลอยกระทง เราจะมีเทศกาลแห่งสายน้ำ มีเทศกาลอันว่าด้วยการท่องเที่ยวและสุขภาพที่ ททท. รวมถึงบริษัทที่เกี่ยวกับสุขภาพจะมาร่วมกันจัดแสดงโชว์เคสเพิ่มเติม ในส่วน Innovation Week เหล่า Digital Star-up ก็จะมาร่วมโชว์ศักยภาพของพวกเขา ส่วน Energy Week ก็จะมีการจัดแสดงจากบริษัทพันธมิตรด้านพลังงาน”

คุณอัจฉรินทร์เล่าถึงการแสดงรายเดือน เพื่อหวังให้เกิดความประทับใจแก่คนที่มาชมงาน โดยเชื่อว่าหลังจบ World Expo 2020 Dubai ครั้งนี้ จะมีผู้เข้ามาเที่ยวและเข้ามาลงทุนธุรกิจในประเทศไทยมากขึ้น พร้อมเสริมว่า นี่เป็นนิทรรศการที่ไปเปิดศักยภาพของประเทศในด้านอุตสาหกรรม การค้า การลงทุน การทำธุรกิจยุคใหม่ ไปจนถึงการท่องเที่ยว ซึ่งขับเคลื่อนโดยเทคโนโลยีดิจิทัลให้พร้อมรับนักท่องเที่ยวและนักธุรกิจหลังโควิด-19

“เรื่องนวัตกรรมทางด้านดิจิทัล ณ ขณะนี้ประเทศไทยเริ่มมีการเติบโต มีความพร้อม เรามีสตาร์ทอัพที่ทำอยู่พอสมควร เริ่มมียูนิคอร์น อาจเห็นบางคนที่เขาออกไปอยู่จากาตาร์ สิงค์โปร์ ซึ่งมี Ecosystem ที่พร้อมกว่า แต่อย่างไรก็ตาม รัฐบาลกำลังแก้ไขกฎระเบียบ Ecosystem ให้เอื้อเพิ่มขึ้น

“ถ้าถามว่านวัตกรรมประเทศไทยเป็นอย่างไร เราก็มีศักยภาพพอสมควร ประกอบกับโครงสร้างพื้นฐานที่เราลงทุนไป จะเป็นตัวเชื่อมโยงให้เกิดนักลงทุนรายใหญ่เข้ามา เพื่อสนับสนุนและกระตุ้นให้เกิดสตาร์ทอัพ พร้อมทั้งสนับสนุนให้นักลงทุนรายเล็กเติบโตได้ ซึ่งจะเห็นเป็นรูปธรรมเร็วๆ นี้ เราควรจะเห็นอะไรก้าวหน้าไปเยอะ แต่สถานการณ์โควิด-19 ทำให้การลงทุนใหญ่ๆ หลายโครงการในประเทศไทยชะลอออกไป และหลายบริษัทที่พร้อมจะเข้ามาลงทุนก็ยังเข้ามาไม่ได้ 

“เราเชื่อว่าหลังสถานการณ์โรคระบาด เมื่อประเทศกลับมาเปิดแล้วจะมีความพร้อมมาก เพราะฉะนั้น งาน World Expo 2020 Dubai ครั้งนี้ อยู่ในช่วงเวลาคาบเกี่ยวการเปิดประเทศหลังโควิด-19 เราเชื่อว่านักธุรกิจหรือคนที่เขาไปชมงานแล้วประทับใจ เขาจะอยากเข้ามาประเทศไทย ส่วนคนไทยเองก็บินไปดูงานนี้ได้เหมือนกัน”

แนวคิดเบื้องหลัง Thailand Pavilion ใน World Expo 2020 Dubai ประกาศศักยภาพเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมในเวทีโลก

มากไปกว่าการสร้างโอกาสแลกเปลี่ยนนวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัล ในการพัฒนาสร้างสรรค์เชิงเศรษฐกิจและสังคมร่วมกับนานาประเทศ อีกทั้งประชาสัมพันธ์ประเทศไทยบนเวทีโลกแล้ว นี่จะเป็นโอกาสสำคัญให้นานาประเทศเชื่อมั่นในศักยภาพการพัฒนาด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัลในมิติต่างๆ ของประเทศไทย ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และกำลังคน ในฐานะประเทศศูนย์กลางทางนวัตกรรมและเทคโนโลยีในภูมิภาคได้อย่างแน่นอน

สำหรับคนไทยที่รอชมทางบ้าน ติดตามความเคลื่อนไหวและรับชมการถ่ายทอดสดกิจกรรม ซึ่งจะหมุนเวียนไปในแต่ละวันได้ที่ Expo2020DubaiThailand/

ติดตามข่าวสารของอาคารแสดงประเทศไทยได้ที่

Facebook : Expo 202 Dubai Thailand

Instagram : expo2020dubaithailand

Youtube : Expo2020DubaiThailand

Website : www.expo2020dubaithailand.com/

Writer

The Cloud

นิตยสารออนไลน์ที่เล่า 3 เรื่องหลักอย่าง Local, Creative Culture และ Better Living ส่งเนื้อหารายวัน แต่เสิร์ฟความประณีตแบบนิตยสารรายเดือน

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

เดินทางกันไปยังประเทศที่มีขนาดใหญ่กว่าจังหวัดภูเก็ตเพียง 185.6 ตารางกิโลเมตร นั่นคือขนาดของประเทศสิงคโปร์ที่มีประชากรอาศัยอยู่เกือบ 6 ล้านคน ขณะที่ความยิ่งใหญ่ด้านเทคโนโลยีก้าวไปไกลถึงขั้นได้รับการขนานนามว่า Silicon Valley of Asia ในฐานะ Hub of Innovation and Technology

ครั้งนี้ The Cloud ได้รับคำชวนจาก IBM เพื่อมาชมงาน Think Singapore – Businesses in Asia showcase ‘A New Era of Innovation’ with IBM ท่ามกลางบรรยากาศของนวัตกรรมอันก้าวหน้า และมีเป้าหมายร่วมกันคือการพาทุกคนไปสู่ความยั่งยืน

แน่นอนว่าความยั่งยืนไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเรื่องสิ่งแวดล้อม แท้จริงแล้ว ทุกคน ทุกองค์กร ทุกสังคม และทุกสิ่ง ต้องการความยั่งยืนในการบริหารจัดการ เพื่อก้าวไปในอนาคตได้อย่างดีและมั่นคงกว่าเก่า

อธิบายแล้วอาจฟังดูน่าเบื่อ เพราะฉะนั้น เราขอนำทุกท่านทัวร์งานพร้อม คุณสุรฤทธิ์ วูวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มเทคโนโลยี บริษัท ไอบีเอ็ม ประเทศไทย จำกัด เพื่อรู้จักกับ 5 นวัตกรรมที่ตอบโจทย์ทั้งความรวดเร็วและประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหา รวมถึงตอบคำถามว่า ทำไมความยั่งยืนจึงกลายเป็นเทรนด์ที่ต้องสนใจ

ทัวร์งานนวัตกรรมที่สิงคโปร์ ดูเทรนด์โลกในวันที่ความยั่งยืนคือทางรอด ไม่ใช่ทางเลือก
ภาพ : IBM

01 Envizi – Sustainability Performance Management

ทัวร์งานนวัตกรรมที่สิงคโปร์ ดูเทรนด์โลกในวันที่ความยั่งยืนคือทางรอด ไม่ใช่ทางเลือก
ภาพ : IBM

เราเห็นผู้คนมากหน้าหลายตาเดินทางเข้ามาชมงานนี้ตั้งแต่เช้า มีทั้งสื่อมวลชนและพนักงานของ IBM จากทั่วโลก ไปจนถึงผู้เชี่ยวชาญด้านนวัตกรรมและประชาชนทั่วไปที่ลงทะเบียนล่วงหน้าด้วยความสนใจ

บูทแรกที่เราเดินไปถึงคือ Envizi – Sustainability Performance Management เจ้าของบูทชาวฝรั่งเศสอธิบายให้ฟังถึงเทรนด์ความยั่งยืนที่ทั่วโลกกำลังให้ความสำคัญ

ปัจจุบันความยั่งยืนคือทางรอดขององค์กรไม่ใช่แค่ทางเลือกว่าจะสนใจหรือไม่ องค์กรทั่วโลกทั้งรัฐและเอกชน ต่างรับแรงกดดันจากหน่วยงานที่กำกับดูแลนักลงทุน และผู้บริโภคทั้งในและนอกประเทศ ให้ต้องดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนและมีความรับผิดชอบต่อสังคม

ความยั่งยืนในที่นี้ไม่ใช่แค่การรักษาสิ่งแวดล้อม หรือรับผิดชอบมลพิษที่องค์กรของตนก่อ แต่ยังรวมถึงการดำเนินนโยบายอย่างจริงจัง โปร่งใส และตรวจสอบได้ เพื่อให้พนักงาน นักลงทุน และผู้เกี่ยวข้องพัฒนางานร่วมกันได้บนความเชื่อใจอย่างยืนยาว นอกจากนี้ การพัฒนาบุคลากรให้มีความสามารถและศักยภาพที่เหมาะสม เพื่อให้พวกเขานำความรู้ไปต่อยอดได้ในอนาคต ก็ถือเป็นการพัฒนาคนอย่างยั่งยืนอีกประการ

ผลสำรวจ Global CEO Study ของสถาบันการศึกษาคุณค่าทางธุรกิจของไอบีเอ็ม (Institute for Business Value หรือ IBV) ประจำปี 2565 ระบุว่า นี่เป็นครั้งแรกที่ CEO ทั่วโลกมองว่าความยั่งยืนเป็นประเด็นที่ท้าทาย แต่ต้องให้ความสำคัญที่สุด โดยเฉพาะในอีก 2 ปีข้างหน้า หากองค์กรไหนจัดการเรื่องความยั่งยืนได้ดี ก็จะสะท้อนผ่านภาพลักษณ์องค์กรให้เห็นในอีก 5 ปี

เมื่อทั่วโลกให้ความสำคัญ นักลงทุนคงไม่ยอมควักเงินสนับสนุนบริษัทที่ไม่สนใจความยั่งยืน ตั้งแต่การพัฒนาคน การพัฒนาผลิตภัณฑ์ ไปจนถึงการดูแลสังคม และแน่นอนว่าผู้บริโภคที่ตรวจสอบไม่ได้แม้กระทั่งกระบวนการผลิตน้ำดื่ม 1 ขวด ว่าส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างไร ก็คงไม่อยากซื้อน้ำขวดนั้นจากบริษัทที่ไม่โปร่งใสแน่นอน

Envizi ถูกพัฒนาขึ้นมาในฐานะโปรแกรมที่ทำให้องค์กรมองเห็นข้อมูลมหาศาล เกี่ยวกับการใช้พลังงานทั้งหมดอย่างเป็นระเบียบ เพื่อวิเคราะห์หาจุดที่ต้องพัฒนา ประเมินความเสี่ยง และบริหารจัดการกลยุทธ์อย่างเหมาะสม ก่อนจะไปถึงปลายทาง คือ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์

โดยสรุปแล้ว Envizi เป็น AI ที่บอกสถิติชนิดที่เห็นกันไปเลยว่า ทุกวันนี้องค์กรใช้ไฟฟ้าไปแล้วกี่หน่วย มีคาร์บอนฟุตพรินต์หรือปริมาณก๊าซเรือนกระจกปล่อยออกมาเท่าไหร่ ใช้น้ำไปมากน้อยแค่ไหน สร้างขยะไปกี่กิโลกรัม ทำ CSR ทั้งหมดกี่ครั้ง ตลอดจนเส้นทาง Supply Chain การผลิต การขนส่ง สร้างความเสี่ยงต่อภูมิอากาศอย่างไร รวมถึงติดตามการใช้พลาสติกในบริษัทอีกด้วย

ปัจจุบันมีองค์กรทั่วโลกที่ใช้เทคโนโลยี Envizi เข้ามาช่วยจัดการข้อมูลหลังบ้านอย่างยั่งยืนเพื่ออนาคตที่ยั่งยืนยิ่งกว่า ไม่ว่าจะเป็น IBM, Microsoft, Uber, Autodesk, S&P Global, Morgan Stanley หรือ Honeywell

02 Crime Scene Investigation Training with Watson Discovery

ทัวร์งานนวัตกรรมที่สิงคโปร์ ดูเทรนด์โลกในวันที่ความยั่งยืนคือทางรอด ไม่ใช่ทางเลือก

ถือเป็นอีกหนึ่งบูทที่เราต้องเหลียวหลังมองด้วยความอยากรู้อยากลอง เพราะเห็นคนกลุ่มหนึ่งยืนใส่แว่น VR (Virtual Reality) ยื่นมือออกไปข้างหน้า ทำนิ้วเป็นรูปตัว L ขยับไปขยับมา

พวกเขามองเห็นอะไรบางอย่างที่เราไม่เห็น

พอหันไปมองหน้าจอด้านหลังของบูท เราก็รู้ว่าพวกเขากำลังตรวจสอบศพแบบ 3D ที่นอนอยู่บนพื้น! แถมเรายังเหยียบศพนั้นอยู่ด้วย!

กิจกรรมตรงหน้าคือการฝึกตรวจสอบร่องรอยอาชญากรรมในสถานที่จริง (Crime Scene Investigation : CSI) โดยผสมระหว่างเทคโนโลยีเสมือนจริง (Reality Technology) กับแว่น Microsoft HoloLens ฉายภาพสถานที่เกิดเหตุแบบสมจริง ซึ่งสิ่งนี้ช่วยให้ผู้เรียนด้าน CSI ฝึกตามรอยอาชญากรได้ในสภาพแวดล้อมและบรรยากาศที่แทบไม่ต่างจากการเดินทางไปยังจุดเกิดเหตุ

ทัวร์งานนวัตกรรมที่สิงคโปร์ ดูเทรนด์โลกในวันที่ความยั่งยืนคือทางรอด ไม่ใช่ทางเลือก

สาเหตุที่ทำให้วิธีการนี้ยั่งยืน คือ การฝึกฝนที่ไม่ต้องรอให้เกิดเหตุก่อน ทั้งยังไม่ต้องกลัวว่าจะทำลายหลักฐานหรือร่องรอยสำคัญ โดยผู้ฝึกเข้าระบบได้ทุกเมื่อที่ต้องการ ใช้มือหยิบจับอาวุธหรือหลักฐานขึ้นมาตรวจสอบได้ พร้อมเปิดข้อมูลในคลังเพื่อสืบสวนได้อย่างสะดวกสบาย รวมถึงมีฟังก์ชันถ่ายภาพและบันทึกภาพได้ตามอัธยาศัย

ฟีเจอร์สำคัญของโปรแกรม CSI คือการนำ IBM Watson Discovery ซึ่งเป็นเทคโนโลยี AI เข้ามาสืบค้นและดึงข้อมูลที่เกี่ยวข้องขึ้นมาอยู่ตรงหน้า ทั้งประวัติอาชญากร เหตุอาชญากรรมในอดีต แพตเทิร์นการก่อเหตุ และการฆาตกรรมอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งจากฐานข้อมูลในองค์กรและเว็บไซต์ทั่วไป เพื่อให้ได้ข้อมูลเชิงลึกรอบด้านที่มีประสิทธิภาพสำหรับเจ้าหน้าที่ฝึกหัดวิเคราะห์เหตุอาชญากรรม

03 Gas Leak Detection with IBM Acoustic Insights

ทัวร์งานนวัตกรรมที่สิงคโปร์ ดูเทรนด์โลกในวันที่ความยั่งยืนคือทางรอด ไม่ใช่ทางเลือก

มาถึงบูทโปรดที่ดูภายนอกไม่คิดอะไร แต่เมื่อได้ทราบข้อมูลแล้วกลับประทับใจไม่รู้ลืม

เราได้ยินเสียงดัง ฟี่! ลากยาวมาจากที่ไหนสักแห่งในห้องจัดแสดง นั่นคือเสียงก๊าซรั่วจำลอง จากบูท Seeing Sound with AI

ถูกแล้ว เทคโนโลยีตัวนี้ทำให้เรามองเห็นเสียงด้วยตา!

หูของมนุษย์ไม่อาจได้ยินเสียงของทุกอย่าง แค่เทียบกับหูของแมวหรือสุนัขก็เทียบไม่ติดแล้ว ดังนั้นการใช้ IBM Acoustic Insights เข้ามาช่วยจับเสียงที่ผิดปกติ จึงตอบโจทย์การแก้ปัญหาที่มองไม่เห็น อย่างน้อยก็ไม่ต้องรอให้ก๊าซรั่วเสียงดังกว่าเดิมจนห้ามการลุกลามไม่ได้

AI ดังกล่าวถูกโปรแกรมสั่งให้จดจำเสียงในภาวะปกติ และเริ่มวิเคราะห์แพตเทิร์นเสียงที่ลอยเข้าเซ็นเซอร์รับเสียงว่าผิดปกติหรือไม่ ยกตัวอย่าง หากมีก๊าซรั่วในห้องเครื่อง AI จะทราบทันทีจากการวิเคราะห์เสียงที่ผิดปกติ และเริ่มวิเคราะห์ว่าเสียงดังกล่าวเป็นก๊าซอะไร (เพราะเสียงของก๊าซแต่ละชนิดไม่เหมือนกัน) และเสียงนั้นมาจากจุดไหน (ท่อไหน) เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าไปแก้ไขที่ต้นเหตุได้อย่างรวดเร็ว

ทัวร์งานนวัตกรรมที่สิงคโปร์ ดูเทรนด์โลกในวันที่ความยั่งยืนคือทางรอด ไม่ใช่ทางเลือก

IBM Acoustic Insights เป็นประโยชน์มากในอุตสาหกรรมการผลิต เพราะช่วยให้โรงงานพัฒนาคุณภาพของผลิตภัณฑ์ได้ และลดโอกาสการหยุดทำงานหรือลดความล้มเหลวของเครื่องจักรได้ นอกจากนี้ ยังช่วยลดเวลาตรวจสอบการทำงานที่ต้องใช้คน เพราะต้องยอมรับว่า หลายครั้งคุณภาพการตรวจสอบโดยมนุษย์ก็ไม่คงที่ ล่าช้า และต้องอาศัยผู้มีประสบการณ์สูงตรวจสอบอย่างละเอียด

ทัวร์งานนวัตกรรมที่สิงคโปร์ ดูเทรนด์โลกในวันที่ความยั่งยืนคือทางรอด ไม่ใช่ทางเลือก

แน่นอนว่าการพัฒนาเทคโนโลยีขึ้นมาเพื่อใช้ในโรงงานที่เต็มไปด้วยท่ออย่างเดียวคงน่าเสียดาย AI ตัวนี้จึงถูกนำไปต่อยอดการใช้งานในวงการอื่น เช่น ตรวจจับเสียงไอของไก่ในฟาร์ม หากไก่ป่วย เสียงจะผิดปกติจน AI แจ้งเตือนให้นำไก่ตัวนั้นออกไป ก่อนที่การแพร่ระบาดจะลุกลาม หรือแม้กระทั่งด้านความปลอดภัยบนน่านฟ้า AI ก็จับเสียงโดรนตัวเล็กตัวน้อยที่หูของมนุษย์ไม่ได้ยินได้ด้วย

หากนำเทคโนโลยีอื่นมาทำงานควบคู่กัน จะเสริมประสิทธิภาพในการตรวจสอบได้ดียิ่งกว่าเดิม ยกตัวอย่าง การใช้กล้องเพื่อดูความเปลี่ยนแปลงของเสียง ผ่านสีที่แสดงบนหน้าจอแบบเรียลไทม์

04 Edge-based Analytics Drive Smarter Operations (Boston Dynamics Spot)

ทัวร์งานนวัตกรรมที่สิงคโปร์ ดูเทรนด์โลกในวันที่ความยั่งยืนคือทางรอด ไม่ใช่ทางเลือก
ภาพ : IBM

สุดยอดน้องหมาไม่มีขน ไม่ต้องกลัวว่าน้องจะเห่าใส่ เพราะน้องเห่าได้จริง แถมยังพูดกับคุณได้ด้วย!

Boston Dynamics Spot ไม่ใช่เทคโนโลยีหุ่นยนต์สุนัขตัวแรก แต่เป็นอีกหนึ่งหุ่นยนต์ที่ตอบโจทย์ด้านความแข็งแรงและความสู้ ไม่ล้ม ไม่สะดุด เดินขึ้นบันไดได้อย่างคล่องแคล่ว ซึ่งจุดนี้พัฒนามาจาก Pain Point ของหุ่นยนต์ตัวก่อน ๆ ที่พ่ายแพ้ต่อโรงงานหรือไซต์งานขนาดใหญ่ที่มีความซับซ้อน หรือแม้กระทั่งสถานที่แคบ มีพื้นผิวขรุขระก็เป็นอุปสรรคต่อการเคลื่อนที่ของหุ่นยนต์ โดยเฉพาะประเภทที่ใช้ล้อ

Spot เป็นการผสมผสานระหว่างเทคโนโลยี AI, IoT (Internet of Things), Edge Computing และ 5G เข้าด้วยกัน พร้อมความสามารถในการวิเคราะห์ เพื่อช่วยตรวจสอบพื้นที่ปฏิบัติงาน โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงสำหรับมนุษย์ เช่น โรงผลิตไฟฟ้าที่เต็มไปด้วยสายไฟและท่อน้ำ โรงแยกก๊าซที่มีรูรั่วของท่อ เส้นทางภายในเหมืองก่อนเปิดให้เจ้าหน้าที่ใช้ รวมถึงเขตก่อสร้าง

ภาพ : IBM

ความฉลาดของ Spot ไม่หยุดอยู่แค่การเคลื่อนไหว เพราะเชื่อมต่อกับ Edge Computing พร้อมรวมข้อมูลจากเซ็นเซอร์ในจุดที่หุ่นยนต์เข้าไปได้ เพื่อประมวลสิ่งที่เห็นหรือได้ยินแบบเรียลไทม์ โดยอาศัย AI วิเคราะห์ภาพและเสียงของ IBM คอยช่วย นอกจากนี้ การเชื่อมต่อกับ 5G ยังทำให้ Spot สื่อสารกับทีมงานที่ไม่ได้อยู่หน้างานได้ทันที

เจ้าของบูทลองเปิดภาพที่มาจากกล้องของ Spot ให้เราชม ซึ่งสถานที่ที่หุ่นยนต์ตัวนี้อยู่คือ สหรัฐอเมริกา!

จากนี้ไป มนุษย์จะมีทางเลือกในการเข้าตรวจสอบสถานที่เสี่ยงภัย ทั้งยังมีผู้ช่วยวิเคราะห์สถานการณ์และข้อมูลถึงหน้างาน ทำให้การทำงานเป็นไปโดยง่าย รัดกุม และมั่นคง โดย Spot ถูกนำไปใช้จริงแล้วในหลายประเทศ เช่นเดียวกับสิงคโปร์ที่รัฐบาลใช้หุ่นยนต์สุนัขเดินไปตามสวนสาธารณะ เพื่อสำรวจและแจ้งเตือน (เห่าหรือพูดผ่านระบบ Speak Through ของหุ่นยนต์) เมื่อประชาชนไม่เว้นระยะห่างทางสังคม หรืออยู่ใกล้กันมากกว่า 6 ฟุต

น่าเสียดายที่เราไม่มีโอกาสได้เห็น Spot ตัวจริงทั้งในงานและในสวนสาธารณะของสิงคโปร์ แต่เราเชื่อว่าในอนาคตจะมีหุ่นยนต์รูปแบบต่าง ๆ เดินขวักไขว่ให้เห็นกันทั่วไป

05 Gamified Experience of Cyber Range

เรามาถึงบูทสุดท้ายที่จัดมู้ดแอนด์โทนราวกับเกมเซ็นเตอร์ และเมื่อเดินเข้าไปก็พบว่า นี่คือบูทเกมจริง ๆ ที่มอบประสบการณ์ให้เราเป็นผู้ปกป้องบริษัทจากแฮกเกอร์!

เกมนี้เกิดจากแนวคิดที่ต้องการจัดการด้านความปลอดภัยขององค์กรอย่างยั่งยืน โดยทีมสตาฟอธิบายให้เราฟังว่า การจัดการด้านความปลอดภัยไม่ควรเป็นหน้าที่ของแผนก IT หรือใครคนใดคนหนึ่งโดยเฉพาะ เพราะข้อมูลอันมีค่าของบริษัทคือสมบัติของทุกคน ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายทรัพยากรบุคคล ฝ่ายการเงิน ฝ่ายการตลาด ฝ่ายกฎหมาย หรือแม้กระทั่ง CEO ดังนั้นหากเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้น พวกเขาทุกคนควรรู้ว่าต้องปฏิบัติตัวอย่างไร และปกป้ององค์กรอย่างไร เพียงเท่านี้เราก็จะมีกำลังพลมากกว่าเดิมหลายเท่า

ความไม่แน่นอนของภัยไซเบอร์ ทำให้องค์กรต้องเตรียมป้องกันตนเองจากการเป็นเป้าโจมตีอย่างสม่ำเสมอ โดย IBM Security เป็นเทคโนโลยีการพัฒนาสื่อการเรียนรู้ในรูปแบบเกม เพื่อให้พนักงานในองค์กรได้สัมผัสสถานการณ์กดดันและตื่นตระหนกเวลาที่มีเหตุโจมตีจริง

ตัวอย่างที่นำมาโชว์ในงาน Think Singapore คือสถานการณ์ที่แฮกเกอร์โจมตีสนามบิน และเราเป็นพนักงานที่ถูกขอให้ช่วยแก้ไขสถานการณ์ โดยต้องประเมินความเสียหายและความเสี่ยง เพื่อตัดสินใจว่าจะป้องกันแฮกเกอร์อย่างไร ไม่ให้สถานการณ์ลุกลามจนสร้างความเสียหายมากกว่าเดิม

บอกเลยว่า บรรยากาศของเกมทำให้เราเข้าใจสถานการณ์ และความสำคัญของการป้องกันข้อมูลออนไลน์เป็นอย่างมาก ยิ่งถ้าทุกคนในบริษัทมีความรู้เรื่องการจัดการสถานการณ์ ย่อมเกิดความยั่งยืนในการจัดการได้จริง

แม้เทคโนโลยีที่กล่าวมาทั้งหมดจะดูไกลตัว แต่ในปัจจุบัน ชีวิตที่เกี่ยวโยงกับโลกออนไลน์ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งคือบทพิสูจน์ว่า มนุษยชาติไม่อาจปฏิเสธเทคโนโลยีได้อีกต่อไป และในอนาคต ทุกสิ่งที่อยู่ในงาน Think Singapore มีโอกาสจะขยายผลเข้าไปในทุกประเทศ สังคม และองค์กร เพื่อช่วยบริหารจัดการและพัฒนาตั้งแต่บุคลากรไปจนถึงผลผลิตของบริษัท โดยมอบผลลัพธ์อันมีประสิทธิภาพแก่ทุกฝ่ายยิ่งขึ้นไป นั่นคือความยั่งยืนที่ทั่วโลกกำลังพูดถึง

Writers

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

Photographer

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load