เมื่อคู่พี่น้อง ช่างภาพ นักเขียน นักเดินทางผู้รักการผจญภัยในดินแดนตะวันออกกลาง อเมริกาใต้ และเอเชียใต้ เป็นพิเศษ ตัดสินใจทำร้านหนังสือตามที่ฝันไว้นานในเรือนไม้โบราณอายุร้อยกว่าปี ตั้งอยู่ที่หัวมุมบ้านเลขที่ 1 ในตรอกเก่าแก่อยู่คู่ชุมชนดั้งเดิมแถบเสาชิงช้ามาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6 ชุมชนที่ทั้งคู่เกิดและเติบโตมา ภายใต้ชื่อ ‘World at The Corner Bookshop’ พื้นที่ซึ่งทำให้นักอ่านใจเต้นรัวเมื่อเห็นหนังสือสุดพิเศษแตกต่าง พร้อมห้องรวมงานคราฟต์ที่สัมพันธ์กับหนังสือคัดสรรเหล่านั้น

01

เดินทางอย่างประกอบสันติสุข

สีวิกา และ ณัฐ ประกอบสันติสุข หรือพี่ก้อย พี่ณัฐ คู่พี่น้องช่างภาพและนักเขียนมากฝีมือ เป็นที่รู้จักดีในวงการแฟชั่นมายาวนาน ภาพถ่ายและข้อเขียนฝีมือพี่ทั้งสองปรากฏอยู่ในนิตยสารแฟชั่นชั้นนำแทบทุกเล่มในประเทศเรา ทั้งคู่จบการศึกษาจากคณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ เอกวรรณคดีอังกฤษ เหมือนกัน พี่ณัฐทำงานด้านสไตลิสต์พักหนึ่งก่อนไปศึกษาต่อด้านการถ่ายภาพที่ประเทศอังกฤษ 

ช่วงเรียนอยู่อังกฤษราว ค.ศ. 1992 พี่ณัฐจองตั๋วไปเที่ยวโมร็อกโกคนเดียว สมัยนั้นโมร็อกโกยังไม่ค่อยเปิดรับนักท่องเที่ยว “ไปถึงก็ทะเลาะกับแท็กซี่ มันเอามีดจี้คอ ขวัญเสียเลย ไม่กล้าออกนอกโรงแรมอยู่พักใหญ่” พอสบายใจขึ้นเริ่มออกไปเที่ยวก็ได้เจอเพื่อนใหม่ผู้มาเที่ยวคนเดียวเหมือนกัน คุยถูกคอจึงชวนกันขึ้นรถทัวร์ออกไปเที่ยวนอกคาซาบลังกา (Casablanca) ระหว่างทางบนรถทัวร์เจอพ่อลูกชาวบ้าน น่ารักมาก ตัวพ่อชวนพี่ณัฐและเพื่อนใหม่ไปเที่ยวบ้าน สนุกสนาน ตื่นตา เพลิดเพลิน และได้สัมผัสวิถีชาวเมืองในหมู่บ้านเล็กๆ ที่แท้ทรู 

“แต่พอเราจะกลับ เจ้าของบ้านหยิบมีดมาวางหน้าประตู บอกว่าถ้าไม่ซื้อของก็ออกจากบ้านไม่ได้ พี่ร้องไห้เลยว่าทำไมคนเป็นแบบนี้ เราไม่รู้ธรรมเนียม มารู้ทีหลังด้วยว่าคนเขามีทัศนคติว่า ถ้าเป็นนักท่องเที่ยว คือคนนอกศาสนา” พี่ณัฐดูอกหักหนักมากกับโมร็อกโกครั้งแรก ประสบการณ์สัมผัสเจอความโหด Aggressive ของผู้คนในประเทศช่วงที่ความไม่ลงรอยอันเกิดจากความแตกต่างทางวัฒนธรรมและศาสนาของคนในพื้นที่ ชาวมุสลิม คาทอลิก และชนเผ่าเบดูอิน มีสูง อาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้บรรยากาศในเมืองและผู้คนส่งพลังขึงตึงรุนแรงออกมา พี่ณัฐคิดว่าจะไม่มาที่นี่อีกแล้ว ถึงกับยื่นเงินโมร็อกโกปึกใหญ่ที่เหลือจากการเดินทางทั้งหมดให้คนทำความสะอาดที่สนามบินแบบตัดใจ ว่าจะไม่กลับมาใช้เงินประเทศนี้อีกแน่นอน

เวลาผ่านไปเกือบ 10 ปี พี่ณัฐกลับไปโมร็อกโกอีกครั้งพร้อมพี่ก้อย ความรู้สึกต่อโมร็อกโกคราวนี้เปลี่ยนไป เมื่อบรรยากาศต่างจากเดิมตามสภาวะสังคม “ต่อมาเขาเปิดประเทศ หน้ามือเป็นหลังมือเลย เราเองก็คิดว่าตัวเองไม่ควรเซนซิทีฟ ควรเข้าใจเขา” พี่ก้อยเล่าเสริมว่า หลงรักวัฒนธรรมอาหรับมาก กลับไปโมร็อกโกและตะวันออกกลางบ่อยที่สุด รวมทั้งแอฟริกา อเมริกาใต้ พี่ก้อยชอบถ่ายภาพคน จึงชวนพี่ณัฐดั้นด้นออกไปในหมู่บ้านอันห่างไกล ที่ชาวบ้านมีวิถีการใช้ชีวิตพิเศษเฉพาะในแบบชนเผ่าโบราณตามดินแดนต่างๆ ซึ่งก็ไม่วายเจอเรื่องผจญภัยให้ใจสั่นอยู่เนืองๆ

“พี่ชอบถ่ายคน ที่เยเมน ผู้หญิง (ในดินแดนโบราณ Hadramaut ทางใต้ของเยเมน) สวมชุดดำ ถุงมือ และหมวกทรงแหลมสูงเหมือนแม่มด มีผ้าคลุมหน้ามิดชิด เป็นแบบเฉพาะของเขา เราอยู่ในรถ พอคนรถขับผ่าน พี่ยกกล้องขึ้นมาจะถ่ายรูป เขาหยิบหินเลย และเขวี้ยงมาที่รถ หลบกันแทบไม่ทัน”

“อิหร่าน เราออกนอกเส้นทางจากในตัวเมืองไปจนเจอเมืองที่ชาวบ้านใส่หน้ากากแหลมๆ สีแดง (เป็นธรรมเนียมสืบทอดกันมาหลายร้อยปีของสตรีชาว Bandari) ขอถ่ายรูปเขาก็ไม่ให้ แต่พอออกไปเมืองเล็กๆ อีกเมือง ช่วงนั้นมีสงครามอิรัก-อิหร่าน มีการทำพิธีที่เราไม่เข้าใจว่าคืออะไร ปรากฏว่าเขาเพิ่งขุดเจอศพและส่งซากเหล่านั้นกลับมาบ้านเกิด คือเมืองที่เราไปนี้ทางเมืองกำลังพยายามต่อสู้กับรัฐบาลให้ฝังศพเหล่านั้นแบบฮีโร่ใจกลางเมือง พี่ก็อยากเข้าไปถ่ายรูป ซึ่งต้องมีผ้าคลุมหน้า เราไม่มี จู่ๆ ก็มีผู้หญิงผ่านมา ถอดผ้าคลุมหน้าให้ยืมใส่เดินเข้าไปถ่ายรูป”

พี่ณัฐกับพี่ก้อยสรุปว่า แต่ละที่ผู้คนก็มีบุคลิกลักษณะแตกต่างกันไป “เราต้องไม่ตัดสินคน ทุกแห่งในโลกนี้ ชาวบ้านน่ารักหมด แต่คนที่เกี่ยวข้องจ้องหาผลประโยชน์จากนักท่องเที่ยวจะไม่น่ารัก” อุปนิสัย ลักษณะ ของชาวเมืองย่อมมีความเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์ ความเป็นมา และสภาวการณ์ทางสังคม เศรษฐกิจ การเมืองของแต่ละประเทศ 

“ซีเรียเป็นเมืองที่มีประวัติความเป็นมานับพันปี คนเขาสุภาพมาก อย่างพอเราขอถ่ายรูป เขาไม่ให้ เขาจะพูดจาปฏิเสธเราอย่างดีมาก เคยซื้อผลไม้แค่พอกิน หยิบมาแค่ 4 ลูก คนขายบอกเอาไปเลย ให้! ไม่คิดเงิน ส่วนคนจอร์แดน โมร็อกโก ที่เป็นชาวเบดูอินจะแตกต่าง กระโชกโฮกฮาก ไม่ค่อยเป็นมิตร

“ที่ผิดคาดคือกัวเตมาลา คนศิวิไลซ์มาก มีมารยาท มีน้ำใจ” พี่ๆ เล่าว่า ภาพจำชาวกัวเตมาลาที่เคยเห็นบ่อยๆ คือ ชาวบ้านอยู่ในชุดพื้นเมืองแบบดั้งเดิม ชาวพื้นเมืองที่นี่แม้แต่งกายมีลุคแนวชาวเผ่า แต่มีอุปนิสัยแตกต่างนุ่มนวลตรงข้ามกับเบดูอิน 

“เขาแต่งตัวแบบนั้นเพราะเลือกแบบนั้น มีความภูมิใจในวัฒนธรรมมายันสูง งานศิลปหัตถกรรม งานฝีมือแบบดั้งเดิม คนเขารักษาไว้ครบ ไม่ถูกโคโลไนซ์ คนกัวเตมาลา ถ้าเดินสวนกันเขาจะหลบให้เราไปก่อน ถ้าเราหลบให้เขาไปก่อน เขาจะขอบคุณทุกครั้งทุกคน ส่วนคนอินเดีย ง่ายๆ ขี้เล่นหน่อยๆ เจ้าเล่ห์นิดๆ ขำๆ เป็นแบบหนังอินเดีย คนอิหร่านมีความหยิ่งแบบพ่อค้าเปอร์เซีย เขาคิดว่าเขาขายของที่ดีที่สุดให้คุณ ไม่มีต้องมาลด 50 เปอร์เซ็นต์ ไม่ต้องต่อรองราคา คนอียิปต์ก็เจ้าเล่ห์ แต่น่ารัก ร้าย ไม่ใช่ทั้งประเทศที่เป็นแบบนั้นนะ” 

สองพี่น้องประกอบสันติสุขเล่าว่า ชอบเที่ยวแบบสำรวจพื้นที่แบบให้เวลานานๆ ชอบสัมผัสชีวิตจริงในเมืองแต่ละเมือง ตอนเริ่มเที่ยวกันใหม่ๆ ไปมาเกือบ 40 ประเทศ ก็จะเลือกประเทศทรหด การเดินทางสมบุกสมบัน ไปยาก เพราะยังมีแรงอยู่ เกรงว่าอายุมากขึ้นแล้วจะเที่ยวโหดลุยไม่ไหว 

“อยากให้คนเที่ยวกันเยอะๆ แต่ไม่ใช่ไปแบบเที่ยวจุ่ม เที่ยวฉาบฉวย อยากให้ทำความรู้จักกับแต่ละเมืองที่ไปมากขึ้น ไม่ต้องไปครบ ไปแยะ แต่ได้ Essence ของที่ที่เราไป อยากให้คนไปเห็นความสำคัญของเพื่อนร่วมโลก ออกไปเจอพวกเขา แล้วเราจะเคารพกัน”

พี่ทั้งสองบอกว่า ไปเมืองไหน เราก็ต้องเข้าใจว่าเมืองเขาเป็นอย่างไร แบบไหน ควรยอมรับทั้งวัฒนธรรมที่แตกต่าง อุปนิสัยผู้คน และสภาพของเมือง “เคยไปจอดปูร์ อินเดีย ก็ฝุ่นแยะเป็นปกติทั้งประเทศนะ เรานั่งอยู่ที่ร้านอาหาร มีผู้หญิงฝรั่งแก่โต๊ะข้างๆ นั่งบ่นด่าเรื่องฝุ่นเสียงดังมาก บ่นไม่หยุด ว่าอินเดียสกปรกมากต่างๆ” พี่ณัฐทนฟังอยู่นานรำคาญมาก เลยลุกไปบอกว่า มาดาม ถ้ายูหงุดหงิดมาก ทำไมไม่อยู่บ้านดูอินเดียจากหน้าจอทีวี ถ้ามาถึงที่แล้วก็เอนจอยไปเถอะ เมืองเขาเป็นของเขาแบบนี้ 

สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น แม้การได้ไปเห็นสภาพตามจริงอาจผิดหวัง แต่การก่นบ่นด่าไม่ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงตามใจเราได้ เท่ากับเสียอารมณ์กับเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เดินทางอย่างประกอบสันติสุขคือการเดินทางเพื่อให้เกิดความ ‘เข้าใจ’ ทั้งสภาพเมืองและเจ้าของเมือง ซึ่งมันนำไปสู่ความรู้สึกใหม่ๆ ทั้งรู้สึกดี ผิดหวัง ไม่ได้ดังใจ แต่ก็มีวิวัฒน์ไปในทางที่ดีได้

“ตอนอยู่อักษร เคยเรียนงานของ เวิร์ดสเวิร์ธ (William Wordsworth) เขาเขียนบทกวีที่ได้แรงบันดาลใจจากธรรมชาติ นั่งลงมองสวนหลังบ้านตัวเองแล้วเขียนงานออกมา เราก็คิดว่าเวอร์จัง ไม่ซาบซึ้งเลย ธรรมชาติจะเยียวยาอะไรกัน สอดคล้องอย่างไร ไม่เข้าใจ ปรากฏว่าตอนเรียนที่อังกฤษ พ่อไปเยี่ยม ได้ไปเที่ยวบ้านเวิร์ดสเวิร์ธ ไปเห็นบ้านเขาที่ Lake District แล้วมันสวยจริงๆ สวยมาก เข้าใจแล้วว่าความงามที่มันให้แรงบันดาลใจ มันเยียวยา มันเป็นแบบนี้นี่เอง คนเราอ่านหนังสืออย่างเดียวไม่พอ หลังจากนั้นเที่ยวตะบันเลย”

02

ความสุขที่ประกอบด้วยหนังสือ  

ความรู้สึกที่ได้จากการอ่านกับประสบการณ์จริง แม้จะแตกต่าง แต่สองสิ่งก็เชื่อมโยงกัน สัมพันธ์กันแนบแน่น ความสุขในชีวิตของพี่ก้อย พี่ณัฐ มีหนังสือเป็นส่วนประกอบมาตลอดในทุกช่วงของชีวิต การอ่านกระตุ้นให้คนเราเกิดความรู้สึกอยากออกเดินทาง เมื่อออกเดินทาง หนังสือยังทำหน้าที่เป็นเพื่อนร่วมทางที่ดีด้วย แม้ไม่มีโอกาสและเวลาเดินทางไปไหน การนั่งอ่านหนังสืออยู่ที่บ้านก็สามารถพาเราเดินทางไปทุกที่ที่ต้องการได้ เหล่านี้คือความเชื่อมโยงพื้นฐานของความสุขที่มาจากการอ่านและการเดินทาง

“เราสองคนชอบอ่านหนังสือ ตอนเด็กๆ พ่อทำงานไทยออยล์ ศรีราชา พี่ก้อย 10 ขวบ พี่ณัฐ 7 ขวบ พ่อเป็นประธานสโมสรที่นั่น ในสโมสรมีห้องสมุด เราแวะเข้าห้องสมุดยืมหนังสือมาอ่าน หนังสือผี หนังสือจีน บ้านเล็กในป่าใหญ่ เพชรพระอุมา ฯลฯ อ่านหมด อ่านทุกอย่าง ตอนเรียนอยู่อักษรต้องอ่านหนังสือนอกเวลาเทอมละ 4 เล่ม สมัยนั้นหนังสือภาษาอังกฤษแพงมาก ต้องซีรอกซ์ อ่านแต่หนังสือซีรอกซ์จนเรียนจบ โตขึ้นพอเห็นหนังสือจริงๆ สวยๆ ที่ตอนเด็กเราโหยหา ใจมันก็อยากได้”

พี่ณัฐเสริมว่า “บอกตรงๆ ว่าเป็นคนชอบซื้อหนังสือที่ปก ที่ภาพลักษณ์ มีเล่มหนึ่งซื้อเพราะปกสวยมาก And the Mountain Echoed (นวนิยายของนักเขียนชาวอัฟกานิสถาน Khaled Hosseini) ซื้อมาวางสวยๆ อยู่บนโต๊ะ 3 ปี ไม่ได้อ่านเลย พอจะไปบาหลีก็หยิบไปอ่าน กลายเป็นนักเขียนในดวงใจไปเลย โฮสสินีเขียนหนังสือดีมาก เก๋ โรแมนติก

“เวลาเดินทางได้อ่านหนังสือแยะ อยู่กรุงเทพฯ มีเรื่องงาน เรื่องในหัว เยอะมาก อ่านไม่เข้าหัว พวกพี่เที่ยวกัน 2 แบบ แบบแรกคือ ไปพักผ่อนจริงๆ อย่างไปบาหลี เชียงใหม่ อิตาลี เช่าวิลล่าอยู่ ไม่ทำอะไรเลย นอนอ่านหนังสือ อีกแบบคือ เที่ยวดูนู่นดูนี่” เที่ยวดูนู่นดูนี่ที่ว่า พี่ๆ ดูจะเปี่ยมอารมณ์นักสำรวจเมืองและถ่ายรูป

“พี่ก้อยชอบเก็บบรรยากาศและรายละเอียดต่างๆ ของเมืองให้ครบ เพราะนำมาใช้เขียนบทความท่องเที่ยวด้วย ส่วนพี่ณัฐชอบถ่ายรูปแบบตั้งโจทย์ ตั้งธีม เป็นคอมโพสิชันว่าไปเมืองนี้จะถ่ายคอมโพฯ นี้ และระหว่างทางพี่น้องนักสำรวจเมืองก็ซื้อหนังสือเยอะมาก

“มีร้านหนึ่งในอินเดีย ขายหนังสือภาษาอังกฤษที่ตีพิมพ์ในอินเดีย และมีหนังสือทำมือจาก South India ดีๆ แยะมาก ที่อียิปต์ก็มีร้านขายหนังสือของสำนักพิมพ์อียิปต์ดีๆ แบบนี้ ไปเปรูก็ซื้อหนังสือแยะ หอบไม่ไหวก็ส่งกลับมา ศรีลังกาก็มีร้านหนังสือดีมาก”

พี่ก้อย พี่ณัฐ ชอบหานิยาย ผลงานของนักเขียน ซึ่งเขียนเรื่องเกี่ยวกับเมืองที่พวกเขาเป็นเจ้าถิ่น เพราะอ่านแล้ว “ทำให้รู้จักแต่ละประเทศมากขึ้น ชอบงานของ มาห์ฟูซ (Naguib Mahfouz) เขียนเรื่องเมืองไคโรได้ดี มีรายละเอียดยุบยิบ ตุรกีมี ปามุก (Orhan Pamuk) ศรีลังกามี โอดาเจ (Michael Odaje)” 

นวนิยายของนักเขียนเจ้าถิ่นพวกนี้สอดแทรกเรื่องราวเชิงลึกเกี่ยวกับวัฒนธรรมต่างๆ เรื่องราวทางการเมือง ร้อยไว้ในนวนิยายอย่างสนุก รวมถึงวิถีชีวิตของชาวเมือง คนธรรมดา ชาวบ้าน อย่าง The Museum of Innocence ของปามุก แสดงเรื่องราวความรักต่างชนชั้น บทบาทของผู้หญิงในสังคมเตอร์กิชในช่วงยุค 70 ที่มีอิสตันบูลเป็นฉาก พี่ณัฐอ่าน The Museum of Innocence แล้วติดใจบางช่วงในนิยาย ก็นำมาใช้เป็นแรงบันดาลใจในการถ่ายรูปเซ็ตแฟชั่น มีนางแบบคือ ใหม่ ดาวิกา ลงในเว็บส่วนตัว 

“พระเอกเป็นคนแก่ไปชอบเด็กสาวต่างชนชั้นกัน สังคมตุรกีช่วงเวลาในนิยายยังคอนเซอร์เวทีฟอยู่ ความสัมพันธ์ทั้งคู่จึงต้องหลบซ่อน จนนางเอกทนไม่ไหวหนีไปแต่งงานกับคนอื่น ต่อมาพระเอกก็ตามหาจนเจอ และไปอุปถัมภ์สามีนางเอกให้ทำหนัง พอสามีออกไปทำหนังก็ไปหานางเอกที่อพาร์ตเมนต์ และทุกครั้งที่พบกันก็ขโมยของส่วนตัวผู้หญิงมาเก็บไว้ ไม่เว้นแม้แต่ก้นบุหรี่ ที่พระเอกรู้กระทั่งว่าก้นบุหรี่ที่นางเอกบี้นี้ บี้ด้วยอารมณ์ไหน เก็บก้นบุหรี่มาสามร้อยกว่าอัน ในนิยายคือต่อมาเอามาทำมิวเซียมที่เต็มไปด้วยข้าวของของนางเอก” พี่ณัฐหยิบก้นบุหรี่มา 5 แบบเพื่อถ่ายใหม่ ดาวิกา 5 อารมณ์ ส่วนเราฟังแล้วขอช้อปนิยายของปามุกมาอ่านโดยพลัน ต้องมนตร์การเลือกหนังสือของสองเจ้าของร้าน World at The Corner ไปเรียบร้อย

03

เริ่มต้นประกอบสุข : To begin, begin. – William Wordsworth

พี่ณัฐบอกว่า การทำร้านหนังสือทำให้ชีวิตสมบูรณ์ ร้านหนังสือเป็นสิ่งหล่อเลี้ยงความฝันที่ก่อตัวเป็นรูปเป็นร่าง งานหลักที่รักคือการถ่ายรูปก็ยังทำต่อไปควบคู่กัน การเริ่มต้นทำความฝันนี้ให้เป็นจริงนับว่าเป็นเรื่องราวแปลกใหม่ในอีกวงการ แต่ความรู้สึกในการเริ่มต้นกับสิ่งใหม่ๆ กลับทำให้นึกถึงความรู้สึกเดิมๆ เหมือนตอนตัดสินใจไปเรียนรู้การถ่ายภาพ

“เริ่มจากศูนย์ เราอยากทำร้านหนังสือมาเป็นสิบปีแล้ว คิดว่าขายไม่ได้ก็นั่งดู นั่งอ่านมันไป มันเป็นความสุขของเรา เป็นสิ่งที่เราชอบ รู้สึกเหมือนตอนค้นพบตัวเองว่าอยากถ่ายรูป” ซึ่งพี่ณัฐไม่มีความรู้มาก่อนเลย 

“พี่ทำตัวเหมือนตอนไปเรียนถ่ายรูป จำได้ตอนไปเรียนที่อังกฤษครูให้ไปเบิกอุปกรณ์จากห้องมืด คุณนึกสภาพเรามีความรู้เป็นศูนย์ มองไปเห็นอุปกรณ์ก็งงว่าจะเบิกอะไร ดูเพื่อนร่วมชั้นแต่ละคนเขาก็เบิกของอะไรไปใช้ไม่เหมือนกัน พอมาถึงคิวพี่ ถ้าเราทำหน้าเก๋หน้าบางก็ไม่ได้การ” พี่ณัฐจึงบอกอาจารย์ผู้คุมอุปกรณ์ไปตรงๆ ว่าไม่รู้อะไรเลย ไม่เคยเรียนถ่ายรูปมาก่อน สอนหน่อยว่าเขาต้องใช้อะไรกันบ้าง 

“อาจารย์ก็อึ้งไป คลาสที่พี่ไปเรียนคนอื่นเขาเป็นช่างภาพกันมาแล้วทุกคน แต่วิธีนี้เป็นวิธีที่ดีที่สุด เราไม่ควรทำท่าฉลาด ทำท่ารู้สิ่งที่เราไม่รู้”

พี่ณัฐและพี่ก้อยเริ่มหาข้อมูลทางกูเกิลเมื่อเริ่มทำร้านหนังสือ พบว่าควรไปงานบุ๊กแฟร์ งานแรกที่ไปคือบุ๊กแฟร์ที่ปักกิ่ง “มั่วๆ ไป ก็ไปยืนงงๆ ทำไมเขามีป้ายคล้องคอเข้างานกัน ไปเอามาจากไหน พี่ก็ทำตัวเหมือนตอนเรียนถ่ายรูป ใช้ประโยคเดิม I’m gonna ask stupid question. เจอสำนักพิมพ์ใหญ่ๆ ดีๆ ทุกคนเป็นมิตรมาก สนับสนุนร้านหนังสือเล็กๆ เขาก็สอนระบบต่างๆ บางคนเป็นเอเจนต์ มีแวร์เฮาส์ที่ส่งหนังสือมาเมืองไทยได้ง่าย โชคดีเจอแต่คนอธิบาย เล่าให้เราฟัง แนะนำทุกอย่าง” จากนั้นก็ต้องมาศึกษาเรื่องระบบการทำราคา บาร์โค้ด การทำสต๊อกหนังสือ 

หลังจากนั้น พี่ณัฐ พี่ก้อย ไปเที่ยวญี่ปุ่น บังเอิญเดินไปเจอป้ายว่ามีงาน Tokyo Art Book Fair พอดี ก็เดินดุ่มเข้าไปดู ได้หนังสือแปลกน่าสนใจมาอีก ยังมีหนังสือที่ติดต่อสั่งจากร้านหรือสำนักพิมพ์โปรดที่อังกฤษ อียิปต์ และอินเดีย หนังสือที่พี่ๆ เลือกมาเราดูแล้วตื่นเต้นหนักมาก เพราะแทบไม่เคยเห็นทั้งเนื้อหา การจัดวางออกแบบรูปเล่ม ภาพประกอบ ไม่ว่าจะเป็นตำราอาหาร นวนิยาย หนังสือเด็ก สมุดภาพของนักวาดภาพประกอบพื้นถิ่นทั่วโลก หนังสือทำมือ หนังสือภาพถ่าย (แบบ Signed Copy ที่มีลายเซ็นช่างภาพก็มี) หนังสือเกี่ยวกับศิลปะ ฯลฯ ที่ล้วนแล้วทำให้เรารู้จักความเป็นเมืองแต่ละเมืองได้ดีในเชิงลึกกว่าไกด์บุ๊ก

ฝั่งตรงข้ามกับห้องที่เต็มไปด้วยหนังสือแปลกละลานตา คือห้องรวมงานหัตถกรรมทำใจละลาย งานคราฟต์ที่ทำให้เราได้กลิ่นอายจิตวิญญาณทางวัฒนธรรมท้องถิ่นเช่นเดียวกับหนังสือ ผ้ากันเปื้อนจากโมร็อกโก ตู้บรรจุผ้าปักพื้นถิ่นต่างๆ หน้ากากกัวเตมาลา รูปภาพจากอิหร่าน ผ้าปูโต๊ะเปรู งานจักสานของไทย หมอนเอธิโอเปีย และมุมจำหน่ายโปสต์การ์ดผลงานภาพถ่ายฝีมือพี่ณัฐ พี่ก้อย ที่จะทยอยคัดสรรมาพิมพ์ 

“ร้านนี้ตั้งใจว่าอยากให้คนเข้ามาแล้วได้ Essence ของสถานที่แปลกๆ มีแต่หนังสือภาษาอังกฤษเท่านั้น อยากให้คนได้ความรู้สึกผจญภัย คิดแพลนไว้หลายอย่าง ใจอยากจัดสัปดาห์นี้โมร็อกโก อีกสัปดาห์ก็อีกประเทศ แนะนำหนังสนุกๆ นักเขียน ข้าวของ และอาจจะมีบุ๊กคลับด้วย อยากให้คนที่มาร้านเอนจอยสิ่งที่เรานำเสนอ”

‘World at The Corner’ เป็นร้านหนังสือในเรือนเก่าอายุราว 120 ปี รุ่นเดียวกับบ้านพี่ณัฐ พี่ก้อย ซึ่งอยู่ไม่ไกลกัน “ร้านคือบ้านเลขที่ 1 เห็นมาตั้งแต่เด็ก คุณป้าเจ้าของบ้านเป็นเพื่อนคุณแม่ เดินผ่านแวะทักกันตลอด สมัยก่อนบ้านไม่ได้มีสีสันแบบนี้ เคยมีพรรคการเมืองมาเช่าและซ่อมแซมเพื่อทำเป็นศูนย์บัญชาการเขตของพรรค เขาซ่อมดี ยกข้างล่างเรือนใส่เหล็กไว้ที่พื้น ทาสีขาวสวย แต่หลังจากนั้นกลายเป็นมีสีสันสารพัดสี มีบาร์มาเช่า 2 – 3 บาร์ และร้านอาหารเวียดนาม ผู้เช่าบางรายทาสีน้ำมัน ทาทับโฟมดำอัดเข้าไป เทปสองหน้าอีก ตอนปรับปรุงบ้านเราจ้างคนมาใช้น้ำมันค่อยๆ ลอกออก แต่ก็ไม่ได้” 

ด้านในบ้านจึงเต็มไปด้วยห้องหลากสีสันที่เรากลับคิดว่าไปกันได้ ทำให้นึกถึงวัฒนธรรมพื้นเมืองจากหลายดินแดนที่พี่ทั้งสองรักพอดี โดยเฉพาะเม็กซิโกที่เต็มไปด้วยสีสันจัดจ้าน ตามมุมห้องมีแม่พระกัวดาลูเป (Goddess Guadalupe) ที่พี่ก้อยได้มาจากเม็กซิโกในวันที่ 12 ธันวาคม ซึ่งเป็นวันเฉลิมฉลอง The Day of the Virgin of Guadalupe ซึ่งพี่ก้อย พี่ณัฐ อยู่ที่นั่นพอดี ในตู้บริเวณพื้นที่ต้อนรับส่วนกลางมีงานหัตถกรรมวันหยุดสำคัญ Day of the Dead ในเม็กซิโก ที่คนในครอบครัวมารวมตัวกันรำลึกถึงญาติพี่น้องเพื่อนฝูงผู้จากไปแบบไม่เศร้าโศก แต่เฉลิมฉลองสนุกสนานมีสีสัน

ภาพหัวกะโหลกที่ใช้ในงานก็ดูมีอารมณ์ขันสนุกซ่า ของตกแต่งรูปแบบต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับ Day of the Dead ก็เช่นกัน วัตถุบรรจุเรื่องราวทางวัฒนธรรม ประเพณี ความเชื่อ จากดินแดนต่างๆ มีให้สังเกตชมอย่างเพลิดเพลินในร้านหนังสือบรรยากาศอบอุ่นมากเสน่ห์ ที่ดึงโลกมาไว้ที่หัวมุมถนนในตรอกเล็กๆ แถบมหรรณพ พื้นที่ประกอบด้วยความสุขของคนรักหนังสือและการเดินทาง เปิดรับให้เหล่านักอ่านนักท่องโลกได้เข้ามาสัมผัสเลือกซื้อหนังสือและวัตถุเปี่ยมความหมายทางวัฒนธรรม งานฝีมือ จากดินแดนห่างไกลในวันศุกร์ที่ 12 กรกฎาคม 2562 

World at The Corner Bookshop บ้านเลขที่ 1 ซอยมหรรณพ 1 ร้านเปิดทำการเฉพาะศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ เวลา 10.00 – 19.00 น. รายละเอียดเพิ่มเติมสอบถามได้ที่ World at the corner

Writer

พลอย จริยะเวช

เจ้าแม่ไลฟ์สไตล์และ Concept Designer มากความสามารถชื่อดัง ซึ่งเป็นทั้งนักเขียน Artist Writer นักแปล คอลัมนิสต์ และนักวาดมืออาชีพ ผู้มีผลงานออกแบบวางจำหน่ายในงานแฟร์ของตกแต่งที่ดีที่สุดในโลก

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

บ้านเพื่อน

พลอย จริยะเวช พาไปรู้จักคนสร้างผลงานน่าตื่นเต้นแบบเป็นกันเองเหมือนไปเที่ยวบ้านเพื่อน

ในฐานะคนทำงานออกแบบแนวคิด เราคิดว่าตัวเองสร้างคอนเซปต์เพื่อสินค้าบริการใดๆ ในแต่ละโปรเจกต์ที่ผ่านมาได้เป๊ะมาก โดยให้ความสำคัญกับการสร้างแกนที่ยั่งยืน ขอสารภาพว่าคิดแบบหลงตนว่า มีใครสร้างคอนเซปต์ได้แน่นกว่าฉันอีกไหมนี่

จนวันหนึ่งเพื่อนรัก อินทุกานต์ คชเสนี สิริสันต์ อดีตบรรณาธิการนิตยสาร Martha Stewart แนะนำให้เรารู้จักเพื่อนเก่าของเธอ ซึ่งบังเอิญมาบูรณะปรับเปลี่ยนอาคารเก่าบนถนนทรงวาดให้เป็นพื้นที่สำหรับใช้ประโยชน์ใหม่ในเวลาเดียวกันโดยไม่ได้นัดหมาย

เมื่อเราได้พบเพื่อนเก่าของอินครั้งแรก นั่งคุยกันไป 6 ชั่วโมง ครั้งต่อมาอีก 2 ชั่วโมงครึ่ง ทำให้พบว่าที่ตนเคยคิดว่าสร้างคอนเซปต์ได้โคตรแน่นนั้น มีคนแน่นกว่า

02

F.V ย่อมาจาก Fruit และ Vegetable

F.V เป็นพื้นที่ประหลาด เต็มไปด้วยรายละเอียดซ่อนกลซ้อนอยู่หลายชั้นที่ดึงไปโยงแนวคิดหลักคือ ‘ไม่มีใครเอา’ ‘ไม่เป็นที่ต้องการ’

ดูผ่านๆ เอฟวีคือร้านที่มีบรรยากาศแนวร้านน้ำชาแบบดั้งเดิมในย่านเยาวราช ถ้าคุณกำลังมองหากาแฟ ชาต่างชาติ น้ำผลไม้อินเตอร์โคลด์เพรสสกัดเย็น หรือเกล็ดน้ำแข็งไสใส่ความหวานตามความนิยม คุณจะไม่พบเครื่องดื่มของหวานยอดฮิตเหล่านี้ แต่จะได้เจอเครื่องดื่มซึ่งทางเอฟวีตั้งใจคิดขึ้นมาใหม่ เป็นเครื่องดื่มของว่างสัญชาติไทย บ้านๆ พื้นๆ สมคำว่า ‘พื้นบ้าน’ ขนานแท้ก็ว่าได้ ใช้วัตถุดิบที่เก็บจากพื้นดินท้องถิ่นทั่วไทยเท่านั้น แถมยังเป็นพืชที่ขึ้นรกอยู่หลังบ้านชาวบ้านผู้ทำการเกษตร แถบคันนา ร่องสวน และพืชที่เกิดมาเพื่อถูกกำจัด-วัชพืช

วันแรกที่เรานัดกับ โอภาส จันทร์คำ ผู้ออกแบบแนวคิดและสร้างเอฟวี เราได้จิบชาหอมรสดีมากที่ไม่อยากเชื่อว่าทำจากต้นไมยราบ วัชพืชแสนคุ้นเคย พลางนั่งมองไปรอบๆ อย่างเพลิน ดูงานศิลปะหลากแนวบนผนังทั้งของศิลปินต่างชาติและไทย แหงนขึ้นไปยิ่งตื่นเต้นเมื่อเห็นเรือนชาวบ้านแบบอีสานสะท้อนอยู่บนเพดานกรุวัสดุส่องเงา

F.V คาเฟ่

ด้านหน้าร้าน ผนังด้านหนึ่งเต็มไปด้วยภาพเขียนกลิ่นอายจีนและญี่ปุ่น ผลงานของ อาจารย์ประสงค์ ลือเมือง บริเวณประตูทางเข้ามีรูปปั้นสัมฤทธิ์นูนต่ำท่านพุทธทาสและพระบรมฉายาลักษณ์ของรัชกาลที่ 9

วัตถุแต่ละชิ้นที่คนแต่ละคนเลือกมาไว้ในชีวิตย่อมมีความสัมพันธ์กับอัตลักษณ์ของเขา สิ่งที่เราเห็นในเอฟวีย่อมแสดงส่วนหนึ่งของความเป็นโอภาสเช่นกัน

“ผมสนใจเกษตรกรรม ผมชอบธรรมชาติตั้งแต่เด็ก” โอภาสใช้ชีวิตอยู่ต่างแดนมานาน มุมมองของคนไกลมองกลับมาเมืองไทยน่าสนใจอยู่ “ผมคิดง่ายๆ มองง่ายๆ อย่างเรื่องกล้วย ผมว่ากล้วยไทยอร่อยสุด ข้าวก็อร่อย อยู่ลอนดอน ถ้าคุณไม่มีตังค์ก็ไม่มีกิน ไม่เหมือนเมืองไทย อุดมสมบูรณ์มาก ต่อให้ไม่มีตังค์ก็นอนหลับยิ้มได้ ของกินอร่อย มีคุณภาพ เก็บยอดกระถินริมรั้ว คุณภาพที่ไม่เกี่ยวกับเงินมันแยะไปหมด”

เอฟวี เยาวราช

โอภาสตั้งคำถามว่า “คนที่อยู่ในพื้นที่หลงลืมสิ่งเหล่านี้ไปหรือเปล่า หรือเกิดจากค่านิยม คนเราชอบกินผลไม้ที่มีผิวสวย และคิดว่าถ้ารสไม่หวาน คือไม่ดี” รสธรรมชาติของผลไม้ในท้องถิ่นหลายชนิดเริ่มสูญหายไปเพราะเป็นรสที่คนไม่นิยม

“แตงไทยหายากกว่าเมล่อนญี่ปุ่น ถั่วแระไทยสีเหลือง คิดอยากทานก็หายากขึ้นทุกวัน ชาวสวนเลิกปลูกเพราะไม่ได้ราคา หันมาปลูกถั่วแระเขียวตามตลาดต้องการ เราถูกแทรกแซงด้วยวัฒนธรรมญี่ปุ่นเกินไปหรือเปล่า วันหนึ่งผมควรเอาถั่วแระเหลืองไปบุกญี่ปุ่นไหมครับ” โอภาสหัวเราะ

เขาสนใจพืชผลไทยที่เข้าข่ายใกล้สูญพันธุ์ พืชเดิมๆ ดีๆ ที่เคยมีอยู่ แต่หายไปเพราะคนหันไปหลงรักและเห่อของใหม่อย่างผลไม้ต่างแดนหรือที่เกิดจากการดัดแปลงพันธุกรรม ผลไม้ใหม่ๆ ตามความนิยมใหม่ๆ รสหวานดังใจ กินสะดวก องุ่นไม่มีเมล็ด สตรอว์เบอร์รี่เผือก

เอฟวี เยาวราช

โอภาสไม่สนใจผลไม้ต่างชาติหรือพืชผักพันธุ์ดัดแปลง ไม่สนใจของป่าหายาก แต่ใจเต้นแรงกับพืชผลไทยท้องถิ่นที่ขึ้นเองง่ายๆ ตามธรรมชาติ ตามฤดูกาล รสชาติอาจไม่หวานแหลม หรือหอมฟุ้งจัดจ้านตามความนิยม คนเลิกปลูก รวมทั้งวัชพืชที่งอกงามให้ผู้ต้องกำจัดปวดหัว

ด้วยความสนใจอย่างจริงจังนี้ โอภาสจึงตั้งทีมค้นคว้าวิจัยขึ้นมา มอบหมายให้น้องๆ พนักงานประจำของบริษัท OBK Studio ลงพื้นที่ไปคลุกคลีวงการเกษตร 3 สาว 1 หนุ่ม ใหม่ กิ่ง สิ และวง คือ 4 แรงหลักในทีม

ใหม่เป็นตัวแทนเล่าให้เราฟังว่า โอภาสสนใจเรื่องวิถีความเป็นอยู่ของไทยแบบพื้นบ้าน รวมถึงพืชในท้องถิ่นที่ขึ้นเองตามธรรมชาติ จึงส่งทีมไปพูดคุย ศึกษา แลกเปลี่ยนคำแนะนำกับเกษตรกรรายย่อยในแต่ละพื้นที่ เพื่อนำพืชผลเหล่านั้นมาต่อยอดและรักษามันไว้

เอฟวี เยาวราช

“เราเสาะหาอาจารย์ นักวิชาการ นักวิจัย จากมหาวิทยาลัยต่างๆ เพื่อติดต่อไปขอข้อมูลความรู้ โชคดีได้พบพี่ใหญ่ที่เกษียณแล้วจากกรมวิชาการเกษตร เชี่ยวชาญเรื่องวัชพืช งานหลักที่พี่ใหญ่ทำมาตลอดคืออยู่ในกรม ทำลายวัชพืชที่รบกวนพืชผลของเกษตรกร แต่พี่ใหญ่กลับชอบวัชพืชหลายตัว และเห็นว่ามีประโยชน์ เอามาปลูกไว้ในบ้าน” 

ทีมเอฟวีใช้เวลาศึกษาเรื่องนี้นาน 2 ปี พร้อมกับลงพื้นที่ไปทำความรู้จักกับเกษตรกรรายย่อยที่ไม่ได้ปลูกเฉพาะพืชเศรษฐกิจตามตลาดนิยม และใส่ใจผูกมิตรกับเครือข่ายชุมชน ผู้คนที่ปลูกพืชผักอยู่หลังบ้าน

“เราไปเยี่ยมดูหลังบ้านแต่ละหลัง คุณป้าคะ นี่ขายได้นะคะ หนูอยากได้ ขณะเดียวกันเราก็ได้ความรู้จากคุณป้าที่มาแนะนำว่าที่บ้านป้ามีใบนี้ เอาไปทำอะไรได้บ้าง ต้มกินได้นะ เราก็หยิบกลับมาศึกษาทดลอง

“โชคดีได้ไปเจอคุณป้าที่ทำเกษตรกรรมตามแนวทางรัชกาลที่ 9 เดิมป้าเคยใช้ยาฆ่าแมลง ใช้สารเคมี วันหนึ่งสามีคุณป้าตาเกือบบอดเพราะฤทธิ์ยาสะสม คุณป้าเลยหันมาทำเกษตรอินทรีย์ตามแนวทางพระราชดำริเกษตรพอเพียงจนปลดหนี้ได้ คุณป้าศรัทธามาก เลยคิดว่าจะช่วยชาวบ้านโดยผันตัวเองเป็นวิทยากรให้ความรู้เรื่องนี้ สร้างเครือข่ายในชุมชน

เอฟวี เยาวราช
เอฟวี เยาวราช

“ตอนเราติดต่อไปทีแรก คุณป้าก็อารมณ์กลัวว่าเราจะมาแบบนายทุนกว้านซื้อ ต้องค่อยๆ คุยจนสนิทใจกัน เป็นเพื่อนกัน จนคุณป้าชวนเราไปที่สวนและชวนให้ไปพบเครือข่าย ให้ใหม่พูดออกไมค์สวัสดีทุกคนและแจ้งว่าเราสนใจวัชพืชหรือพืชที่ขึ้นหลังบ้านอะไรบ้าง ไมยราบขอให้เก็บแบบนี้ ทางคุณป้าก็สอนเราด้วย เราเดินไปดูตามบ้านว่าคุณป้าแต่ละคนปลูกอะไร” มะยม ส้มจี๊ด ไมยราบ ต้อยติ่ง คือพืชหลักที่ทีมเอฟวีได้จากเครือข่ายคุณป่าแถบนครปฐมไม่ไกลจากกรุงเทพฯ

“เราใช้เวลากับการวิจัยในห้องแล็บเยอะ และให้อาจารย์ที่บางมดมาทำเครื่องโอโซนล้างสารเคมีในผัก วัชพืช พืชต่างๆ ที่เก็บมาต้องส่งตรวจก่อน จากนั้นก็ลองคั้นชิมสดๆ ดูว่าตัวไหนเป็นไปได้ที่จะพัฒนาเป็นเครื่องดื่มต่อ รีเสิร์ชมา 50 กว่าตัว กินได้จริงไม่กี่ตัว ที่เหลือยังดื่มไม่ได้ รสชาติแปลกเกินสำหรับผู้บริโภค ต้องทดลองอีก และยังมีอีกหลายร้อยกว่าสายพันธุ์ที่ต้องค้นคว้า”

ทีมเอฟวีและเหล่าคณาจารย์ใช้ความรู้ทั้งทางวิทยาศาสตร์และโภชนาการ ศึกษาว่าพืชแต่ละชนิดมีคุณประโยชน์อย่างไร สามารถผสมกับผลไม้ใดแล้วยิ่งให้ผลดี ช่วยขับรส ตัดรสกัน เติมน้ำผึ้งสัดส่วนเท่าไรจึงได้รสอร่อย ดื่มปริมาณเท่าใดจึงจะเกิดประโยชน์ต่อร่างกาย สัดส่วนการดื่มกินควรมากน้อยแค่ไหนเราจึงจะรับวิตามินได้พอดี ดื่มแล้วควรช่วยให้ร่างกายสดชื่นพอเหมาะและปริมาณน้ำตาลไม่แยะไปจนทำร้ายร่างกาย มุ่งสร้างเครื่องดื่มที่ใช้ผักผลไม้ที่ไม่มีใครต้องการ ทั้งที่มันมากคุณค่าทางธรรมชาติ ปลอดภัยไร้สารเคมี ราคาไม่เวอร์ สามารถดื่มได้ในชีวิตประจำวันปกติ โดยใช้เทคโนโลยีมาช่วยสนับสนุน

เอฟวี เยาวราช

ฤดูกาลต้นฝนนี้ ที่เอฟวีมีน้ำลองกอง น้ำมังคุด เสิร์ฟมาอย่างสดชื่นเย็นเจี๊ยบ น้ำผลไม้และน้ำวัชพืชแต่ละชนิดถูกแช่ในตู้เย็น ตั้งอุณหภูมิต่างกัน เรายังได้ชิมผลไม้พันธุ์ไทยชื่อไม่คุ้นเพราะไม่ปรากฏโฉมมานานอย่างมะม่วงมันขุนศรี ที่กินอร่อยแบบสด ทางเอฟวีก็จะเสิร์ฟสด น้ำตะขบจากลูกตะขบสุกคาต้นที่เก็บยากเพราะกิ่งก้านอ่อน เวลาสุกต้องแย่งกับนกและกระรอก

ส้มจุกจากอำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา ที่ทีมเอฟวีไปเจอคุณลุงผู้ปลูกส้มจุกอินทรีย์มาหลายสิบปี ส้มพันธุ์นี้ปลูกยาก กว่าจะออกลูกยิ่งยากกว่า เพราะคุณลุงไม่ใช้สารเคมีเร่ง เวลาผ่านไป 1 ปีหลังจากที่พบปะพูดคุยกัน คุณลุงถึงโทรมาแจ้งข่าวว่าส้มจุกออกลูกแล้วและเก็บมาให้ชิมได้เพียง 5 กิโล

ทีมงานยังไปเจอเกษตรกรปลูกลางสาดที่อุตรดิตถ์ เดิมลางสาดเป็นพืชท้องถิ่น ต่อมาคนบริโภคน้อยลงเพราะมียาง ลางสาดเริ่มสูญหายไปอย่างน่าเสียดายทั้งที่มันเหมาะกับดินที่อุตรดิตถ์มาก ลางสาดอินทรีย์ขึ้นเองได้โดยไม่ต้องใช้ยา ปลอดสาร แต่คนในพื้นที่หันไปปลูกทุเรียนหลงลับแลแทนเพราะเป็นที่ต้องการของตลาดและได้ราคากว่า ทีมเอฟวีเข้าไปช่วยสนับสนุนการนำลางสาดมาขาย

เอฟวี เยาวราช
F.V เยาวราช

โอภาสเล่าว่า นอกจากวัชพืช ยังมีการศึกษาเพิ่มเติมในเรื่องของการทำนมจากเมล็ดธัญพืชและถั่วพื้นถิ่นไทยใกล้สูญพันธุ์ตระกูลถั่วแระและถั่วมะแฮะ ส่วนกล้วยหักมุก มะละกอ ถูกนำมาใช้ทำขนมไทยที่หายหน้าไปนานอย่างขนมมะละกอสานรังแตน (ใช้มะละกอห่าม)

ทีมครัวที่นี่ถูกส่งไปเรียนกับ อาจารย์ศรีสมร คงพันธุ์ ขนมโสมนัสหรือเมอแรงก์แบบไทยสูตรเอฟวีอร่อยถูกปากจนเราต้องซื้อกลับบ้าน ยังมีสำปันนี ข้าวตู กล้วยกวน ขนมผิง ขนมโสมนัส ตะลิงปลิงแช่อิ่ม มะกรูดเชื่อม ข้าวแต๋นกรอบกินกับแยมมะเฟือง และของว่างอร่อยหลากหลาย ข้าวเกรียบถั่วดำทานคู่กับน้ำพริกผัดแบบโบราณ ยำหัวปลี ยำส้มโอ กระทงทอง เมี่ยงคำ แกล้มชาไมยราบร้อนๆ ไปกันได้ดีมาก

ถ้าอยากชิมผลไม้สดและเครื่องดื่มเย็น น่าลองน้ำส้มโชกุน น้ำขมิ้นอ้อย น้ำฝรั่งบ้าน ฯลฯ ทุกอย่างมีรสชาติสดชื่นตามธรรมชาติ กินแล้วเรารู้สึกถึงความสะอ้านในรสที่ไม่มีหวานเจี๊ยบหรือหวานแหลมเด้งเด่นขึ้นมา นึกถึงผลไม้ที่เคยเก็บกินจากต้นในบ้านปู่ย่าสมัยเด็ก

02

เพื่ออนาคตที่แข็งแรง : Healthy Future

โอภาสสร้างเอฟวีจากแนวคิดหลักคือ การศึกษาหาประโยชน์และหยิบของหมดความนิยม สิ่งที่กำลังสูญพันธุ์ สูญหาย ถูกทอดทิ้ง ที่ส่วนหนึ่งเกิดเพราะค่านิยมเกี่ยวกับรสชาติ วัฒนธรรมการอยู่กิน และยังมีเรื่องราวของเจเนอเรชันมาเกี่ยวข้องด้วย เราคิดว่าโอภาสสนใจเรื่องอนาคตที่แข็งแรง (Healthy Future) ด้วยการหลอมรวมเรื่องราวของธรรมชาติ พืชพันธุ์ ของประจำท้องถิ่นที่ใกล้สูญหาย สิ่งดีมีคุณค่าเคยเกิดขึ้นในวันเก่าก่อนเข้าด้วยกัน

เขาวิเคราะห์ให้เราฟังว่าผู้คนสมัยนี้ส่วนใหญ่อยู่ในวัฒนธรรม What’s Next? ให้ความสนใจแต่สิ่งใหม่ๆ โลกที่มีแต่การอัพเดตวัตถุรุ่นล่าสุดมาเรื่อยๆ ทำให้มีของเก่าตกรุ่นถูกโยนทิ้งกลายเป็นขยะมากมาย วัฒนธรรมที่ทำให้คนไม่สนใจย้อนกลับไปดู เรียนรู้ สิ่งดีมีคุณค่าที่มีอยู่และเคยเกิดขึ้น ทั้งที่สิ่งนั้นเป็นส่วนหนึ่งของรากฐานทางวัฒนธรรมที่สร้างความแตกต่างให้แต่ละชุมชนที่รวมกันเป็นชาติ

“แอนะล็อกกลายเป็นดิจิทัล การสื่อสารมีการเปลี่ยนแปลง โลกแคบลง ทุกอย่างถูกอีดิตทิ้งง่ายมาก ยุคนี้มี 4 เจเนอเรชัน หนึ่ง รุ่นคุณยายผมยังมีชีวิตอยู่อายุใกล้ 100 ปีแล้ว สอง รุ่นคุณแม่ผม สาม รุ่นผม และสี่ รุ่นหลานผม เจเนอเรชันที่ 3 – 4 บางทีไม่สนใจอะไรที่มีคุณค่ามีประโยชน์มากมายในเจเนอเรชันที่ 1 – 2 เลย สนใจของใหม่เท่านั้น ถ้าเป็นแบบนี้แล้วอะไรจะเกิดขึ้น

“เงินกลายเป็นเป้าหมายสูงสุด ทุกคนโตมาเพื่อสิ่งนี้สิ่งเดียว คนเชื่อมต่อเงินกับความสุข ของหลายอย่างที่มีคุณค่า เกิดความเสื่อมในอัตราสูงและอาจจะตายไปพร้อมกับเจเนอเรชัน 1 – 2 ผมสนใจสิ่งที่จะสูญหายไปนี้ วัฒนธรรมขณะนี้คือ What’s next? และการอัพเกรด โลกต้องการแต่อะไรใหม่ๆ ค่านิยมและกระแสทำให้หลายสิ่งหลายอย่างสูญพันธุ์” โอภาสมองว่าอนาคตที่สุขภาพดีน่าจะเป็นส่วนผสมวัฒนธรรมในอดีตคู่ไปกับธรรมชาติ และนวัตกรรมใหม่ๆ ของอนาคต

03

การสมรสของสองเรือน : The Unwanted Building & The Discarded House

ในเอฟวี ไม่มีใครรู้ว่าเรานั่งอยู่ในบรรยากาศการแต่งงานของชายเยาวราชอายุ 90 กับหญิงอีสานอายุ 60 

กระทั่งการออกแบบจัดวางสถาปัตยกรรมจากถิ่นไทยแดนไกลที่เข้ามาเป็นโครงสร้างหนึ่งในร้านเอฟวี อาคารปูนเก่าแบบดั้งเดิมอายุใกล้ร้อยปี โอภาสก็ยังเกาะยึดคอนเซปต์หลัก ‘ไม่มีใครเอา’ อย่างแน่น แรง และลึกมาก

โอภาสบอกว่าเขาเป็นคนประเภท ‘Jack of all trades’ (ถ้าเต็มๆ คือต้องต่อด้วย ‘Master of None’) 

“ผมสนใจทุกอย่างแต่ไม่เก่งสักอย่าง ถ่ายภาพ จิตรกรรม” เขาจบศิลปกรรม Graphic Communication และการกำกับภาพยนตร์ เคยทำงานที่นิวยอร์ก เคยเป็นช่างภาพให้กับนิตยสารไทยหลายฉบับ มีธุรกิจอยู่ที่ประเทศอังกฤษ OUK Studio (Opas in UK) เกี่ยวข้องกับศิลปะ ความคิด ภาพยนตร์ มาเกือบ 30 ปีแล้ว และมีสาขาที่กรุงเทพฯ OBK Studio (Opas in Bangkok) มาประมาณ 8 ปี ดูแลคอนเซปต์แบรนดิ้ง เนื้อหาสื่อต่างๆ สร้างงานภาพลักษณ์องค์กรให้ลูกค้าในไทย

หลังจบปริญญาโท ก่อนเริ่มทำงาน โอภาสได้บวชที่วัดชลประทานฯ 

“เด็กๆ คุณแม่ส่งหนังสือท่านพุทธทาสภิกขุเป็นภาษาอังกฤษให้อ่าน คุณพ่อบอกว่าทุกศาสนาดีหมด ศึกษาให้หมด การบวชตอนอายุ 25 ทำให้ผมเรียนรู้หลายอย่าง เปลี่ยนชีวิต เข้าใจอะไรหลายอย่างหลายเรื่อง คำสอนท่านพุทธทาสสอนผมเรื่องความสมดุล รัชกาลที่ 9 ทรงสอนเรื่องการอยู่อย่างมีความสุข”

F.V เยาวราช

เราคิดว่าความสนใจหลากหลาย ซับซ้อน ลงลึก ของโอภาสถูกดึงมาใช้ได้อย่างกลมกลืน น่าจะเป็นเพราะแนวคิดหลักในการดำเนินชีวิตผนวกกับอาชีพการงานที่ต้องรู้เท่าทันกระแส แนวโน้มความนิยมต่างๆ ในโลก เพื่อประมวลรวม วิเคราะห์ ปรับใช้ให้กับลูกค้าธุรกิจต่างๆ ได้อย่างแม่นยำและเกิดประสิทธิผลสูงสุด หนึ่งในความสนใจและการทำงานที่หลากหลาย ทำให้โอภาสได้ไปถ่ายหนังสารคดีเกี่ยวกับสถาปัตยกรรมไทยอีสานและลงพื้นที่ไปมุกดาหาร

“ช่วงทำพล็อตหนังผมได้ออกต่างจังหวัด ศึกษาสถาปัตยกรรมไทย ทำไมมันตายหายไป อย่างบ้านเรือนอีสาน ผมสนใจบ้านชาวบ้าน การคิดองศาจั่วเพื่อให้น้ำไหล ไม่รั่ว มันน่าสนใจ” แต่น่าเสียดายที่เรือนแบบดั้งเดิมที่สร้างขึ้นด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่นฝีมือช่างในชุมชนกลับตายหายไปพร้อมคนสร้างซึ่งเป็นคนในรุ่นหนึ่งและรุ่นสอง 

“ผมทำ Road Trip ไปอีสาน จังหวัดมุกดาหาร ริมโขง มีหมู่บ้านอยู่ร้อยกว่าครัวเรือน ไปเจอคุณลุงแสงเพชร เป็นช่างไม้สร้างบ้านในชุมชนมาตั้งแต่อายุ 16 บ้านหลังแรกแกสร้างด้วยขวานเล่มเดียว ตะปูไม่มีเลย พอสร้างได้สัก 30 หลัง ลุงแสงเพชรเริ่มมีสตางค์ซื้อสิ่ว ค้อน เครื่องไสไม้”

ถ้าคุณเปิดประตูเข้าไปในร้านเอฟวี จะเจอเรือนแบบอีสานนี้ตระหง่านอยู่ด้านบน ด้านหน้าบริเวณทางเข้า เรือนนี้เป็นหนึ่งใน 20 หลังแรกที่คุณลุงแสงเพชรสร้าง ไม่มีตะปู ใช้เทคนิคขัดยึดแบบดั้งเดิม ประกอบด้วยเสา 14 ต้น ตอนที่โอภาสไปเจอ เรือนอยู่ในสภาพทรุดโทรมมากเพราะเจ้าของเสียชีวิตไปแล้ว 8 ปี บ้านถูกปล่อยพังทิ้งร้างอยู่ คุณลุงแสงเพชรถามว่าอยากซื้อไหม เดี๋ยวจะไปถามญาติเจ้าของบ้านให้ เพราะไม่มีใครอยู่แล้ว

F.V เยาวราช
F.V คาเฟ่

“ผมเลยซื้อมา ก็ขอธูปคุณลุงมาจุดเพื่อไหว้บ้าน บอกกล่าวว่าวันนี้เป็นวันพิเศษ มีการเปลี่ยนมือเจ้าของ ไม่ต้องเป็นห่วง เพราะเราไม่ได้จะซื้อเพื่อรื้อขายเป็นเศษไม้ แต่เราจะบูรณะและคงให้สวยเหมือนเดิม ให้ปลอดภัยจากสภาพอากาศที่ทำให้บ้านทรุดโทรมลง

“เขาบอกขาย 10,000 บาท ผมจำได้ว่ามีเงินติดตัว 7,000 บาท ก็ไปขอยืมเงินทีมงานมาจนครบ” คุณลุงแสงเพชรช่วยจัดการเรื่องรื้อถอนให้อย่างมีความสุขที่มีคนเห็นค่าเรือนที่แกสร้าง แต่คุณลุงอายุมากแล้ว ไม่สามารถเดินทางมาประกอบใหม่ให้ที่กรุงเทพฯ ได้ คุณลุงแนะนำช่างรุ่นหนุ่มมากฝีมือที่คุ้นเคยกับแกดีมาประกอบให้แทน

“ผมได้เรือนนี้มา ก็คิดว่าเป็นผู้หญิงไทยอีสานจากมุกดาหาร อายุราว 60 ปี ผมเลยทำหนังเรื่องงานแต่งงานของเรือนนี้ ทำไมมาอยู่ในตึกปูนนี้-ที่ผมมองว่าเป็นชาวไทยจีนเยาวราชอายุราว 80 – 90 ปี”

โอภาสนำเรือนอีสานมาตั้งคร่อมช่องโค้งปูน ซุ้มโค้งที่สูงขึ้นไปชั้นสอง ถ้าเราเดินไปด้านในสุดของร้านเอฟวี จะพบบันไดไม้เดินนำพาไปสู่ชั้นบน เจอเรือนไม้มุกดาหาร มีจุดที่สาวอีสานวางตัวคร่อมลงบนส่วนโค้งของปูนพอดี ตรงนี้โอภาสบอกว่านี่เป็นอวัยวะเพศชายของหนุ่มเจ้าของตึก เจ้าบ่าวเยาวราช ส่วนเรือนอีสานของเจ้าสาวผนังพังหมดแล้ว ต้องทำผนังขึ้นมาใหม่ โอภาสตั้งใจให้เป็นผนังแบบขัดแตะลายขุบแบบดั้งเดิม ฝีมือคุณลุงสุดยอดช่างอีกท่านในมุกดาหารเช่นกัน

F.V คาเฟ่

“ผมถามลุงแสงเพชรว่าใครทำผนังขัดแตะลายขุบเก่งสุด ก็ตามไปจนเจอคุณลุงคนนี้ อายุเกือบ 80 แกบอกว่าไม่ได้ทำมา 30 ปีแล้ว ไม่มีใครจ้าง ลุงดูดีใจมาก แต่ผมต้องรอแกอยู่นาน 7 เดือน มันเป็นงานฝีมือ คุณลุงต้องเข้าไปตัดไผ่ที่เหมาะสม แช่ไว้ในแม่น้ำ ตากแดด ก่อนเอามาสาน รมควันกันมอดกันปลวก” ทุกคนที่ขึ้นมาบนเรือนนี้แวบแรกน่าจะรู้สึกชวนฝันเหมือนเราเพราะมันมีแสงเรืองรองนุ่มตาสวยฟุ้งๆ ราวกับแสงธรรมชาติทะลุลอดผนังขัดแตะออกมา

F.V คาเฟ่

“ผมเอาผนังสานมาประกบเป็นแซนด์วิช ใส่ไฟ LED เข้าไปข้างใน ทำให้เหมือนแดดลอดเข้ามาในเรือน” ด้านหนึ่งของผนังปูนที่โอภาสปล่อยไว้แบบเดิมกรุด้วยวัสดุสะท้อนเงา ถ้ามองจากข้างล่างแหงนขึ้นมาจะเห็นเรือนนี้และภาพวาดสีน้ำมันขนาดใหญ่เกี่ยวกับบรรยากาศวันสงกรานต์ที่มุกดาหาร ผลงานของศิลปินอีสาน ไมตรี ภาระหอม

เรือนมุกดาหารที่ถูกปล่อยทิ้งร้างพังโทรม มาแต่งงานอย่างมีสุขกับหนุ่มใหญ่ไทย-จีนเยาวราชซึ่งไม่มีใครเอาเช่นกัน โอภาสเดินหาพื้นที่สำหรับเอฟวีอยู่นานหลายเดือน 

“ผมต้องการอยู่ในเมืองเก่า ทรงวาดเป็นถนนอายุ 110 ปี รัชกาลที่ 5 ทรงวาดถนนนี้ขึ้น คู่ขนานกับเยาวราช เจริญกรุง ทรงให้ตัดถนนยาว 1.1 กิโลเมตร ในอดีตถนนนี้ขายผลไม้สด แห้ง ยาจีน เมล็ดพืชการเกษตร ส่งออกไปที่ฝั่งโน้นของแม่น้ำ ถนนติดแม่น้ำ ตึกฝั่งแม่น้ำสูง 3 ชั้น ฝั่งนี้ (ที่ตั้งร้านเอฟวี) 2 ชั้น มีปูนปั้นแบบอิตาเลียนให้เห็นตามด้านหน้าตึก ถ้าลองสังเกตดูเป็นรูปผลไม้เต็มไปหมด ผมปักหลักว่าจะเอาตรงนี้ก็เดินมาเจอร้านปิดอยู่ มีป้ายขาย เดินเข้ามาเน่ามาก ถ้าอยู่ชั่วโมงหนึ่งคงเป็นโรคอะไรสักอย่าง มีนกพิราบ หนูตาย เพดานไฟไหม้ น้ำรั่ว”

F.V คาเฟ่
F.V คาเฟ่

แต่ข้าวของงานศิลปะที่จัดวางอยู่ในโครงสร้างการสมรสของสองคู่รัก Unwanted นั้น เป็นของซึ่งเป็นที่ต้องการของผู้คนโดยเฉพาะคนรักศิลปะและงานออกแบบ เฟอร์นิเจอร์ เครื่องเรือนเครื่องใช้ต่างๆ เป็นงานมีดีไซน์มาสเตอร์พีซจากหลากหลายยุค 

“มันช่วยให้เห็นความ Unwanted ชัดขึ้นด้วย เป็นของที่ผมมีอยู่แล้ว แทนที่จะเก็บไว้ในโกดัง อยากให้คนสนใจว่าทำไมเอาของ Wanted มาไว้ที่นี่ Unwanted อย่างเดียวอาจจะไปไม่รอด ของที่อยู่ในโกดังของผมมาเป็นสิบๆ ปีมันก็เป็นความรู้ เดี๋ยวจะเขียนความเป็นมาของงานดีไซน์แต่ละชิ้นไว้ให้คนอ่าน ของพวกนี้เป็นของนอกกาย พังได้ หายได้ แชร์ได้ เป็นของที่ได้มาในช่วงชีวิตที่ชอบของแบบนี้”

F.V คาเฟ่

สำหรับชีวิตช่วงนี้ เราว่าโอภาสสนใจงานฝีมือที่ใกล้สูญหายไปเป็นพิเศษ อย่างตี่จู้เอี๊ยะ ศาลจีนแบบเก่า ที่เอฟวีก็เป็นฝีมือช่างที่ทำตี่จู้เอี๊ยะในเยาวราชเจ้าแรกในประเทศไทย ป้ายร้าน F.V ก็เช่นกัน ฝีมือช่างเก่าแก่ในชุมชน ทำจากไม้สัก แกะมือลงทองนานกว่า 3 เดือน

“งานฝีมือที่ทำกันมา 70 – 80 ปี ผมไม่ต่อราคาเลย บอกเขาว่าอยากได้ไม้สัก ช่างแกะอยู่ 3 เดือน คนทำบอกนานๆ ได้แกะไม้ที สมัยนี้ปกติทำแต่ป้ายเรซิ่น” โอภาสจึงมีโครงการจะทำหนังเรื่องงานฝีมือของนายช่างแบบดั้งเดิม เกิดการสานต่อไปอีก

นอกจากเป็นสถานที่บริการเครื่องดื่ม ของว่างแล้ว ทางเอฟวีจะจัดให้มีกิจกรรมเดือนละครั้ง 

“เชิญคนมาพูด ชาวสวน ศิลปิน ว่าจะเชิญ อาจารย์ประสงค์ ลือเมือง มีดนตรี คุณพ่อของน้องพนักงานบริษัทชื่อ คุณบิ๋ม อังศวานนท์ คุณพ่อเขาเล่นเบส สุดยอดมาก ก็จะเชิญมาเล่น กิจกรรมอะไรที่เราคิดว่ามีประโยชน์ เปิดตัวหนังสือ ฯลฯ” และแน่นอนจะมีการฉายหนังเกี่ยวกับบ้านว่าด้วยการแต่งงานของเรือนอีสานและตึกปูนทรงวาดที่โอภาสกำลังจะตัดให้เสร็จ

ภายในร้านยังมีผลิตภัณฑ์คัดสรรของรุ่นน้อง (เจเนอเรชัน 4) ผู้มีฝีมือในการทำเครื่องหนัง กระเป๋าหนัง นวมชกมวย เบาะมอเตอร์ไซค์ เสื้อเชิ้ต มาวางจำหน่ายในร้านด้วย

6 ชั่วโมงที่พูดคุยกันเราเห็นมีทั้งศิลปินหนุ่มวัยรุ่น 20s เจ้าของภาพวาดเท่เร้าใจ และเชฟมาแรงเจ้าของร้านซูชิมีเอกลักษณ์ในย่านตลาดน้อย แวะเวียนมาพบปะพูดคุยเยี่ยมเยือนโอภาสไม่ขาดสาย บางทีนั่งคุยกันอยู่ดีๆ เขาก็โดดผลุงออกไปหาโต๊ะใกล้ๆ ที่มีแขกวัยรุ่นอายุราว 20 ต้นๆ นั่งอยู่ 3 คน ส่งขนมอร่อยที่ทำจากผลไม้กวนให้ชิม และชวนให้แขกเจเนอเรชัน 4 ชมภาพเขียนบนผนัง “นี่ รู้มั้ย ภาพวาดนี่คือฉากอัญเชิญพระแก้วมรกตเข้ากรุงรัตนโกสินทร์…”

เพื่อนรักของเราคือ อินทุกานต์ และ คุณโอ๊ต-อาทิตย์ สิริสันต์ สามีมัณฑนากรมือหนึ่ง ตามมาสมทบในชั่วโมงท้ายๆ ของการสนทนา (แน่นอนว่าเราจะพาไปเที่ยวบ้านที่ทั้งคู่เข้ามาบูรณะตึกถัดไปไม่ไกลจากเอฟวีแน่นอน ให้อินพาไปรู้จักกับทรงวาด ภาค Wanted มุมน่าเดินเล่น ของดีซุกซ่อนในตรอก และคุยเรื่องที่ทั้งคู่ลงมือปรับแปลงตึกเก่าให้เป็นที่พักแรม) เรายังขอให้อินช่วยกล่อมเพื่อนเก่าเผยโฉมด้วย

“ผมว่าร้านนี้มีประโยชน์ เจ้าของไม่มีประโยชน์ ไหนขอเหตุผลที่มันเข้าท่าหน่อยว่าทำไมต้องมีรูปผมลงด้วย ถ้าคุณกูเกิล จะไม่เจอข้อมูลและรูปผม”

ข้อนี้เรายืนยันว่าจริง ภาพที่ปรากฏในบทสัมภาษณ์ตามสื่อต่างๆ คือน้องชายของโอภาส เขามีน้องชาย 2 คน ทำงานด้านการออกแบบ หนึ่งในนั้นเป็นคนออกแบบแก้วเครื่องดื่มที่ใช้ที่ร้าน มันมีหน้าตาแปลก ไม่เคยพบที่ไหน ฐานที่เราจับแก้วมาจากขวดใช้แล้วเหลือทิ้ง เอามาตัดและหลอมรวมเป็นส่วนฐานแก้ว เรากับอินช่วยกันกล่อมโอภาสกันไปเรื่อยๆ

“ผมไม่ชอบ งานที่บริษัทผมก็ไม่เอาลงในเว็บไซต์ ใครเขาอยากให้ผมไปทำงานให้ เขาก็ตามหาตัวผมจนเจอเองแหละ ผมทำงานก็เพื่อให้งานมันสำเร็จ ผมไม่ออกสื่อ ผมใช้หลักการนี้ดำเนินชีวิต”

แต่คอลัมน์บ้านเพื่อน ปกติทุกครั้งต้องมีรูปเจ้าของบ้านที่เราไปคุยนะคะ นี่คือเหตุผลที่เราได้ภาพชายผู้ที่บอกว่าตนเข้าข่ายส่วนต้นของสำนวนที่ว่า Jack of all Trades ขณะยืนตั้งเสาเอกร้านเอฟวีมา สำหรับเรา คำต่อท้ายปกติของสำนวนนี้ ใช้กับโอภาส จันทร์คำไม่ได้ เขาไม่ใช่ Master of None แต่คือ Master of Concept

F.V คาเฟ่

เอฟวี F.V

เลขที่ 827 ถนนทรงวาด เยาวราช

โทร : 0818660533

เปิด-ปิด : วันจันทร์-อาทิตย์ เวลา 10.00 – 19.00 น.

IG : @FV_BKK

Writer

พลอย จริยะเวช

เจ้าแม่ไลฟ์สไตล์และ Concept Designer มากความสามารถชื่อดัง ซึ่งเป็นทั้งนักเขียน Artist Writer นักแปล คอลัมนิสต์ และนักวาดมืออาชีพ ผู้มีผลงานออกแบบวางจำหน่ายในงานแฟร์ของตกแต่งที่ดีที่สุดในโลก

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load