The Cloud x ซันไลต์

นอกจากอาชีพการงานที่ต้องทำทุกวันแล้ว เราเชื่อว่าทุกคนมีสิ่งที่อยากทำแต่ไม่มีเวลาเริ่มต้นสักที หลายคนอยากฝึกทำอาหาร หัดทำขนม และฝึกทักษะใหม่ๆ เพื่อค้นหาแพสชันในตัวเอง แต่ด้วยภาระหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบในแต่ละวัน ทำให้หาโอกาสหรือลงมือทำสิ่งใหม่ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

The Cloud Studio คือการเล่าเรื่องด้วยการสร้างประสบการณ์ผ่านลงมือทำผ่านเวิร์กช็อปที่น่าเรียนรู้หลายอย่าง สร้างประสบการณ์ที่มากกว่าอ่านผ่านจากตัวหนังสือ ครั้งนี้ The Cloud Studio 02 : หวานนวล เราร่วมกับซันไลต์เปิดสตูดิโออีกครั้ง เพื่อชวนผู้อ่านมาลงมือทำขนมไทยแบบง่ายๆ ไม่ต้องเร่งรีบกับ หวานนวล สตูดิโอ สอนโดย พี่นวล-พาฝัน ศุภวานิช เจ้าของสตูดิโอสอนทำขนมไทยผู้ไม่เคยหลงลืมความฝันแม้มีภารกิจอื่นๆ ไม่ว่าจะอยู่ในบทบาทของเจ้าของสำนักพิมพ์วงกลม บรรณาธิการ คนทำงานอาสาสมัคร หรือนักเดินทาง ก็ยังสามารถจัดสรรเวลามาทำขนมได้เสมอ

วิธีทำสังขยา วิธีทำสังขยา

สำหรับคนที่รักขนมไทย โดยเฉพาะคนที่หลงใหลในรสชาติหอมละมุนของสังขยาเป็นพิเศษ อยากลองลงมือทำขนมด้วยตัวเองสักครั้งแต่ยังไม่มีโอกาสหรือยังหาเวลาไม่ได้สักที วันนี้พี่นวลจะมาแชร์ประสบการณ์การทำขนมไทยแบบง่ายๆ ที่ทำเองได้ที่บ้าน ซึ่งรับรองว่าจบหลักสูตรนี้ไปคุณจะมีวิชาสังขยาติดตัวไปให้คนรอบข้างติดใจอย่างแน่นอน

พบกันหน้าซึ้ง

สังขยาเป็นขนมที่อยู่คู่กับปากท้องของคนไทยมานาน ไม่ว่าคุณจะเป็นคนในเจเนอเรชันไหนก็ต้องเคยกินสังขยากันทั้งนั้น สังขยาเป็นขนมที่ทำกินได้หลายรูปแบบ ไม่ว่าจะกินกับข้าวเหนียวมูน ใส่ไส้ผลไม้ เช่น ทุเรียน ขนุน ฟักทอง หรือจะทำสังขยาครีมไข่จิ้มกับขนมปังเนื้อนุ่ม ก็กินเพลินได้เหมือนกัน

สิ่งที่ทำให้เรามาพบกันในวันนี้คือสังขยา ไม่ว่าแต่ละคนจะมีความผูกพันกับสังขยาอย่างไร แต่สิ่งที่เรามีร่วมกันคือความตั้งใจอยากทำขนมอร่อยๆ ให้ใครสักคนได้ชิม

วิธีทำสังขยา

ก่อนจะเริ่มลงมือทำ พี่นวลเล่าให้ฟังว่า “ความทรงจำวัยเด็กของพี่ชีวิตเติบโตขึ้นในครัว ตั้งแต่จำความได้ที่บ้านมักจะมีคุณแม่ ญาติๆ และเพื่อนบ้าน มาล้อมวงทำขนมและทำอาหารด้วยกันอยู่บ่อยครั้ง เพราะฝีมือการทำอาหารของคุณแม่อร่อยจนใครๆ ก็ติดใจ และมีสังขยาเป็นเมนูหนึ่งที่คุณแม่ทำแล้วถูกปากถูกใจทุกๆ คน”

ตั้งแต่จำความได้พี่นวลจึงได้เรียนรู้สูตรขนม สูตรอาหาร และซึมซับเคล็ดลับต่างๆ จากคุณแม่มาโดยตลอด ปัจจุบันนอกจากทำขนมอร่อยๆ ให้กับคนรอบข้างกิน พี่นวลยังจัดสรรเวลามาจัดเวิร์กช็อปให้กับเพื่อนๆ น้องๆ ที่สนใจได้เรียนรู้กัน แม้ว่าจะงานยุ่งและเดินทางบ่อยมากแค่ไหน แต่พี่นวลเชื่อว่าหากเรามีสิ่งที่ชอบเราก็จะหาเวลามาทำสิ่งนั้นได้ เพราะการทำขนมไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่คิด โดยเฉพาะขนมไทยที่ใครๆ ก็คิดว่ามีขั้นตอนมากมาย แต่ความจริงแล้วถ้าเรารู้จักส่วนประกอบและฝึกฝนบ่อยๆ ก็พัฒนาฝีมือให้ดีได้แน่นอน 

วิธีทำสังขยา

สังขยาเป็นขนมที่ทำด้วยตัวเองได้ง่ายๆ ดัดแปลงสูตรได้หลากหลายตามรสนิยมของคนทำ ถ้าเรารู้วิธีทำและมีความคิดสร้างสรรค์ในการทำขนมก็สามารถเพิ่มมูลค่าและเพิ่มความสนุกให้กับเมนูขนมไทยได้ สังขยาที่เราจะมาลองทำกันในวันนี้จึงมี 3 สูตรด้วยกัน คือสังขยาใบเตย สังขยาขนุน และสังขยาไข่

สังขยาใบเตย

เราเริ่มกันที่สังขยาใบเตย เมนูที่พี่นวลบอกว่าง่ายที่สุดในบรรดาสังขยาทั้งสามสูตร และสามารถฝึกทำให้เป็นของเด็ดประจำตัวแต่ละคนได้เลย

สังขยาในความทรงจำของแต่ละคนมีรสชาติและหน้าตาไม่เหมือนกัน เพราะแต่ละที่ก็มีสูตรที่แตกต่างกันไป บางคนเคยกินสังขยาสีส้มที่ไม่มีส่วนผสมของใบเตย บางคนเคยกินแบบที่ใส่นมสดแทนกะทิ แต่สูตรที่เราจะมาเรียนกับพี่นวลในวันนี้คือสังขยาใบเตยที่มีเนื้อเนียน ไม่จับเป็นก้อน แต่ก็ไม่ถึงกับเหลวเป็นน้ำ ที่สำคัญคือ มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ของใบเตยคั้นสดอบอวลไปทั้งห้อง ไม่ใช่แค่เขียวเพราะการเติมสี

วิธีทำสังขยา

ส่วนผสม

  • ไข่เป็ด 2 ฟอง
  • น้ำตาลทราย ½ ถ้วยตวง (100 กรัม)
  • กะทิคั้นข้น 1 ถ้วยตวง
  • น้ำใบเตยเข้มข้น ½ ถ้วยตวง

ขั้นตอนการทำ

  1. ตอกไข่เป็ด 2 ฟองลงในถ้วยเล็กก่อน เพื่อดูคุณภาพของไข่ว่าสดใหม่หรือเปล่า และเทลงในภาชนะส่วนผสม
  2. เติมน้ำตาลทราย 100 กรัม จะได้ความหวานปกติ (สามารถปรับเพิ่มลดได้ตามใจชอบ)
  3. เติมกะทิคั้นสดที่เตรียมไว้ 1 ถ้วยตวง
  4. ใส่น้ำใบเตยเข้มข้น ½ ถ้วยตวง
  5. ละลายส่วนผสมทุกอย่างเข้าด้วยกัน และนำเข้าเครื่องปั่นเพื่อให้น้ำตาลละลาย แต่ไม่ต้องปั่นนานเพราะสังขยาไม่ได้ต้องการความฟู
  6. ใช้ตะแกรงตาถี่หรือผ้าขาวกรองเพื่อให้สังขยาของเราได้เนื้อที่ละเอียดมากขึ้น ถ้ากรองไม่ดีและยังมีไข่ขาวปะปนอยู่จะทำให้เนื้อสังขยาไม่เนียน
  7. ตั้งหม้อบนเตา ใส่น้ำ 1/3 ของหม้อ และเปิดไฟอ่อนๆ สำหรับเคี่ยวสังขยา
  8. นำสังขยาใส่หม้อเพื่อเคี่ยว ขั้นตอนนี้สำคัญมากเพราะต้องอาศัยทั้งความใจเย็นและความอดทน ต้องระวังไม่ให้ไฟแรงเกินไป เคี่ยวไปเรื่อยๆ ประมาณ 10 นาที อย่าให้เดือดจนเกินไปจนสังขยาฟูเป็นไข่ตุ๋นหรือแข็งเป็นก้อน และไม่จำเป็นต้องคนไปทางเดียวกัน
  9. พอสังขยาเริ่มสุกแล้วสีจะเปลี่ยนไปเป็นสีเขียวอ่อนสวยงาม เนื้อมีความหนืดพอดี มีความเงาของกะทิ ดูเนียนละเอียด และมีกลิ่นหอมของใบเตยคั้นสดฟุ้งไปทั่วห้อง
  10. ได้ที่แล้วตักใส่ภาชนะ รอให้สังขยาเย็นและเซ็ตตัว เนื้อสังขยาจะค่อยๆ ข้นและหนืดด้วยตัวเอง ไม่ต้องเติมแป้งหรือผสมอะไรเพิ่มเติม ถ้าได้ที่แล้วก็ใช้ขนมปังจิ้มเพื่อลิ้มรสฝีมือตัวเองได้เลย

วิธีทำสังขยา วิธีทำสังขยา

เคล็ดลับเพิ่มความอร่อยให้สังขยาใบเตย

วิธีทำสังขยา

  • ใช้หัวกะทิที่คั้นโดยไม่ใส่น้ำเลย จะได้กะทิที่มีความเข้มข้นมากๆ เพื่อเพิ่มความหอมหวาน และไม่ใช้นมสด ซึ่งที่บ้านพี่นวลมักจะซื้อมะพร้าวจากทับสะแกมาขูดและคั้นเองที่บ้าน เพื่อให้ได้วัตถุดิบที่สดใหม่และเข้มข้นตามที่ต้องการ แต่ถ้าใครไม่สะดวกทำเองทุกขั้นตอน พี่นวลแนะนำให้หาร้านกะทิในตลาดสดที่ดูสะอาดและคั้นสดให้ได้
  • ไม่ผสมแป้งเพื่อเพิ่มความเข้มข้นให้กับเนื้อสัมผัสของสังขยา ถ้าส่วนผสมที่ใส่ไปลงตัวและเคี่ยวจนได้ที่สังขยาจะหนืดด้วยตัวเอง
  • ถ้าอยากกินขนมหวานได้นานๆ โดยไม่กระทบสุขภาพ แนะนำให้ใส่น้ำตาลแต่พอดี เพราะขนมหวานที่อร่อยไม่จำเป็นต้องหวานมากเสมอไป หวานน้อยก็อร่อยได้เช่นกัน
  • การเลือกไข่เป็ด พี่นวลพยายามเลือกจากฟาร์มที่เลี้ยงเป็ดตามธรรมชาติเพื่อให้ได้ไข่ที่ดีต่อร่างกาย จะได้ไข่ลูกเล็กบ้าง ใหญ่บ้าง ก็ไม่เป็นไร ค่อยๆ กะตวงส่วนผสมให้พอดี (สามารถใช้ไข่ไก่แทนได้หรือผสมกันทั้งสองไข่ก็ได้ ไม่มีข้อจำกัดที่ตายตัวในการทำสังขยา แต่พี่นวลเลือกใช้ไข่เป็ดเพราะชอบเนื้อสัมผัสของไข่เป็ดมากกว่า)
  • วิธีเลือกใบเตย ให้เลือกก้านที่สีเขียวเข้มและแก่จัด เพื่อให้เวลามาคั้นจะได้ทั้งสีที่เข้มและกลิ่นหอมมากเป็นพิเศษ
  • วิธีทำน้ำใบเตยคือนำก้านใบเตยส่วนนอกสุดมาหั่นและตัดเป็นชิ้นเล็ก ผสมน้ำเปล่านิดหน่อยแล้วใส่ในเครื่องปั่น เสร็จแล้วนำผ้าขาวมากรองกากใบเตยออก จะได้น้ำใบเตยสูตรเข้มข้นสีสวย
  • ถ้าไม่อยากได้สีเขียวของใบเตยก็ไม่ต้องใช้น้ำใบเตยคั้นสด สามารถใช้ผงชาไทยชงเข้มข้นผสมในอัตราส่วนที่เท่ากับน้ำใบเตยเพื่อให้สีส้มได้ หรือถ้าอยากได้สีม่วงก็ใช้ดอกอัญชันคั้นสดผสมได้เช่นกัน

วิธีทำสังขยา

สังขยาขนุนและสังขยาไข่

ก่อนจะเริ่มทำพี่นวลอยากให้ทุกคนได้รู้รสชาติของขนมที่ตัวเองกำลังจะทำกันก่อน จึงมีสังขยาขนุนและสังขยาไข่พร้อมข้าวเหนียวมูนอร่อยๆ มาให้ทุกคนได้ชิมกันก่อน สังขยาขนุนเป็นอีกหนึ่งเมนูประจำบ้านของพี่นวลที่ต้องทำในหน้าร้อน เพราะช่วงนี้ขนุนจะดกมากเป็นพิเศษ

เมื่อชิมสังขยาขนุนแล้วจะพบว่านอกจากเนื้อขนุนสีเหลืองสดที่อยู่ด้านบนยังมีส่วนผสมอื่นให้เคี้ยวด้วย หลายคนเดาว่าเป็นเผือก เพราะมีรสมันๆ กรุบกรอบ เคี้ยวง่าย แต่จริงๆ แล้วสังขยาขนุนสูตรของพี่นวลใช้เม็ดขนุนต้มเป็นไส้ข้างในเพื่อให้ได้ใช้ประโยชน์จากขนุนมากที่สุด

วิธีทำสังขยา

ส่วนผสมสังขยาขนุน

  • ไข่เป็ด 5 ฟอง
  • หัวกะทิ 2 ถ้วย / ½ ถุง
  • น้ำตาลมะพร้าว 250 กรัม / 65 กรัม
  • น้ำตาลทราย 100 กรัม / 25 กรัม
  • เม็ดขนุนต้มสุกหั่นเป็นชิ้นเล็ก 5 – 6 เม็ด
  • เนื้อขนุนหั่น (ปริมาณตามความชอบ)

ขั้นตอนการทำ

  1. หั่นเนื้อขนุนและเม็ดขนุนต้มที่เตรียมไว้ สังขยาขนุน 1 ถาดเล็กใช้เม็ดขนุนประมาณ 5 – 6 เม็ด
  2. ตอกไข่เป็ด 1 ฟองลงในชาม เติมน้ำตาลทรายและน้ำตาลมะพร้าว ผสมให้เข้ากัน
  3. นำใบเตยสดลงไปขยำเพื่อดับกลิ่นคาวของไข่ ขยำจนน้ำตาลละลายและส่วนผสมทุกอย่างรวมเป็นเนื้อเดียวกัน
  4. เติมหัวกะทิลงไป และใช้ใบเตยสดขยำต่ออีกนิดให้ส่วนผสมทุกอย่างรวมเป็นเนื้อเดียวกัน
  5. กรองส่วนผสมในตะแกรงหรือผ้าขาวแล้วเทใส่ถาด
  6. เติมเนื้อขนุนและเม็ดขนุนที่หั่นไว้ตามใจชอบ
  7. นำไปนึ่งในซึ้งประมาณ 20 – 30 นาที

เคล็ดลับเพิ่มความอร่อยให้สังขยาขนุน

วิธีทำสังขยา

  • น้ำตาลที่เห็นกันในท้องตลาดมีทั้งน้ำตาลมะพร้าวและน้ำตาลโตนด เหตุผลที่พี่นวลเลือกใช้น้ำตาลมะพร้าว 100 เปอร์เซ็นต์เพราะรสชาติไม่หวานมาก มีรสชาติมันๆ และมีกลิ่นหอม แต่ที่เห็นขายกันส่วนใหญ่เป็นน้ำตาลมะพร้าวที่ผสมน้ำตาลทรายแล้ว ต้องเลือกดูดีๆ ก่อนนำมาใช้ วิธีเลือกคือต้องคุยกับแม่ค้าและเลือกชิมจนกว่าจะเจอความหวานที่ถูกใจ ซึ่งสัดส่วนที่พี่นวลนำมาผสมเองคือใช้น้ำตาลมะพร้าว 70 เปอร์เซ็นต์ผสมกับน้ำตาลทราย 30 เปอร์เซ็นต์
  • วิธีการหั่นขนุนและเม็ดขนุน สามารถหั่นได้ตามใจชอบ แต่ถ้าหั่นชิ้นใหญ่เกินไปจะทำให้เนื้อสังขยาไม่เกาะตัวกัน ควรหั่นชิ้นเล็กพอดีคำ และถ้าใส่เม็ดขนุนมากเกินไปจะทำให้สังขยาไม่มีความหวาน
  • ขนุนที่เลือกมาใส่ในสังขยาในวันนี้เป็นพันธุ์ทองประเสริฐ เนื้อขนุนจะบาง แต่มีกลิ่นหอมมาก ส่วนเม็ดขนุนที่นำมาใช้ควรเลือกเม็ดที่แก่ ถ้าในลูกเดียวกันมีไม่พอก็เอามาจากลูกอื่นได้

วิธีทำสังขยา

ส่วนผสมสังขยาไข่

  • ไข่ 2 ฟอง
  • น้ำตาลมะพร้าว 2 ช้อนโต๊ะ
  • หัวกะทิ ¾ ถ้วย

สังขยาไข่

  1. ตอกไข่เป็ด 2 ฟองลงในชาม
  2. เติมน้ำตาลมะพร้าว 2 ช้อนโต๊ะ เพื่อรสชาติที่หวานมันเข้มข้น
  3. นำใบเตยสดลงไปขยำเพื่อดับกลิ่นคาวของไข่
  4. เติมหัวกะทิข้นๆ ¾ ถ้วย (ถ้าใส่มากเกินไปจะทำให้สังขยานิ่ม)
  5. นำใบเตยสดลงไปขยำต่อ
  6. กรองส่วนผสมในตะแกรงหรือผ้าขาวแล้วเทลงแม่พิมพ์
  7. นำไปนึ่งในซึ้งประมาณ 20 – 30 นาที

เคล็ดลับเพิ่มความอร่อยให้สังขยาไข่

  • สังขยาถ้าจะให้สวยต้อง ‘แตกหน้ายักษ์’ หมายความว่าต้องใช้ไฟแรงเพื่อให้หน้าสังขยามีรอยยู่ย่นบนผิวหน้า
  • สังขยาไข่ไม่ต้องเติมน้ำตาลทรายเพื่อเพิ่มความหวาน เพราะความหวานจากน้ำตาลมะพร้าวก็เพียงพอแล้ว และถ้ากินกับข้าวเหนียวมูน ในการมูนข้าวก็เติมน้ำตาลทรายมาแล้วเช่นกัน เมื่อทำสังขยาไข่ที่ไม่หวานมากจะได้รสชาติที่เข้ากันได้พอดี

วิธีทำสังขยา

หลังจากเรียนครบจบหลักสูตรสังขยาทั้งสามสูตรกันแล้ว เพื่อไม่ให้เสียเวลารอสังขยาในซึ้งสุก ทุกคนได้ผลัดกันนำภาชนะที่ใช้ทำขนมในวันนี้ไปล้างด้วยซันไลต์แทนการจ่ายค่าเล่าเรียน และเตรียมจัดเตรียมจานสำหรับชิมสังขยาของตัวเอง ใครที่ล้างเสร็จไวก็ยังมีเวลาเหลือมาช่วยเพื่อนๆ ทำขนมต่อจะได้รอชิมไปพร้อมๆ กัน ส่วนใครที่มีปัญหาสังขยาไม่ได้ดั่งใจก็แก้ไขกันไปจนกว่าจะได้ที่ นอกจากกลิ่นสังขยาไข่ที่อบอวลไปทั่วห้องตอนนี้ บรรยากาศความช่วยเหลือของมิตรรักแฟนสังขยาก็ดูอบอุ่นไม่แพ้กัน

วิธีทำสังขยา วิธีทำสังขยา

นอกจากสังขยาที่ทุกคนทำในวันนี้จะทำด้วยความรักและความตั้งใจแล้ว เรายังมีของขวัญพิเศษที่ทำจากใจกลับไปเป็นของที่ระลึกเช่นเดียวกัน ผู้เข้าร่วมกิจกรรมทุกคนจะได้จานพิเศษคนละ 1 ใบที่พิมพ์ชื่อตัวเองเอาไว้ไปใช้ใส่สังขยา

สำหรับคนรักสังขยาและรักขนมไทยที่อ่านมาถึงตรงนี้ ได้สูตรสังขยาแสนอร่อยและเรียนรู้วิธีทำกับพี่นวลกันไปแล้วก็อย่าลืมหาเวลามาลองทำสิ่งที่ตัวเองรักกันด้วยนะ

วิธีทำสังขยา

เวิร์คชอปนี้เป็นส่วนหนึ่งของความตั้งใจของซันไลต์ที่มุ่งมั่นอยากสร้างแรงบันดาลใจให้ทุกคนเริ่มทำสิ่งที่รัก เพราะซันไลต์ไม่ได้แค่มุ่งมั่นที่จะเป็นน้ำยาล้างจานที่มีประสิทธิภาพเท่านั้น แต่ยังอยากเป็นผู้ช่วยคนสำคัญในห้องครัวที่จะทำให้เรื่องงานบ้านไม่เป็นเรื่องน่ากังวลใจอีกต่อไป ติดตามเรื่องราวการเริ่มทำในสิ่งที่รักของซันไลต์ต่อได้ ที่นี่

Writer

ธนาวดี แทนเพชร

ครีเอทีฟประจำ The Cloud ชอบใช้หลายทักษะในเวลาเดียวกัน จึงพ่วงตำแหน่งนักเขียนมาด้วยเป็นบางครั้ง ออกกองตามฤดูกาล จัดทริปและเดินทางเป็นงานอดิเรก

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

The Cloud Studio

กิจกรรมชวนผู้อ่านเปลี่ยนเวลาว่างมาเวิร์กช็อปสนุกๆ และได้ความรู้ไปด้วย

The Cloud x KBank Live

คุณเคยได้กลิ่นแล้วนึกถึงใครสักคนไหม 

กลิ่นแสดงความรู้สึกและความทรงจำ ในบรรดาประสาทสัมผัสทั้งห้าของมนุษย์ ประสาทรับกลิ่นพุ่งไปที่สมอง ส่วนรับความรู้สึกอย่างว่องไวเฉียบพลัน กลิ่นไม่ได้แค่ทำให้เกิดภาพ เกิดความรู้สึก แต่กลิ่นยังเป็นสัญชาตญาณแรกของมนุษย์ตั้งแต่แรกเกิด ขณะทารกยังไม่ลืมตาก็จำกลิ่นของแม่ตัวเองได้ นอกจากนี้ กลิ่นยังช่วยเรื่องสัญชาตญาณการเอาตัวรอดของมนุษย์ เช่นการได้กลิ่นควันไฟ กลิ่นอาหารบูด ช่วยให้หลีกเลี่ยงอันตรายรอบตัวได้ 

นอกจากนั้น กลิ่นยังเป็นสิ่งที่ช่วยสร้างบุคลิกของคน เพราะมนุษย์สามารถ Wear หรือตกแต่งร่างกายด้วยน้ำหอมได้เหมือนกับการใส่เสื้อผ้า 

กลิ่นสำคัญขนาดนี้ The Cloud และ KBank Live เลยชวนผู้ร่วมกิจกรรมมาเปิดจมูกเรียนรู้กลิ่น และลงมือออกแบบกลิ่นน้ำหอมของตัวเองใน The Cloud Studio 04 : Scent Designer โดยมี ก้อย-ชลิดา คุณาลัย Scent Designer มืออาชีพที่ดีไซน์กลิ่นให้สินค้าสารพัดอย่างมากว่า 20 ปี นับรวมตั้งแต่ผลิตภัณฑ์ซักผ้าทั่วภาคพื้นเอเชีย ไปจนถึงอาหาร สถานที่ และกิจกรรมหลากหลาย มาถ่ายทอดวิชาให้เราเรียนรู้และทำตามได้ง่ายๆ

01

ศาสตร์กลิ่นหอม

‘Perfume’ มาจากคำภาษาละติน ‘per fumare’ ที่แปลว่า ‘To smoke through’

ในสมัยโบราณ เมื่อนักบวชต้องการบูชาและติดต่อกับเทพเจ้าที่อยู่เบื้องบนจะใช้วิธีจุดกำยาน ต่อมาชนชั้นสูงและขุนนางเริ่มใช้กลิ่นหอมในโอกาสต่างๆ เช่น การเฉลิมฉลอง ยั่วยวนเพศตรงข้าม จนการใช้กลิ่นแพร่หลายกระจายสู่คนทั่วไป และกลายเป็นสิ่งที่เราใช้กันทุกวันในที่สุด

02

ส่วนผสมน้ำหอม

ส่วนผสมน้ำหอมแบ่งเป็น 2 ประเภทตามแหล่งที่มา คือ 

  1. Natural คือกลิ่นที่สกัดจากธรรมชาติ ทั้งส่วนประกอบของพืช อย่างใบ ดอก เปลือก แก่น ราก ยางไม้ เมล็ด ไปจนถึงส่วนประกอบของสัตว์ เช่นอำพันทะเลหรือขี้วาฬหัวทุย รวมถึง Civet สารสกัดจากต่อมใต้ผิวหนังของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เพื่อทำให้น้ำหอมกลิ่นติดทนนาน กลิ่นเหล่านี้มีราคาสูงและไม่คงที่ เนื่องจากสิ่งมีชีวิตเปลี่ยนแปลงไปตามฤดูกาลและสิ่งแวดล้อม คุณภาพจึงเปลี่ยนแปลงตลอด
  2. Syntatic กลิ่นสังเคราะห์ คือกลิ่นที่มนุษย์แต่งขึ้นเพื่อเลียนแบบกลิ่นธรรมชาติ ไปจนถึงกลิ่นที่ผสมใหม่เอง เช่น กลิ่นสดชื่น กลิ่นทะเล กลิ่นแดด ราคาถูกกว่า ผลิตได้ในปริมาณมากและกลิ่นคงที่ จึงเป็นที่นิยมในการผลิตน้ำหอม

03

โครงสร้างน้ำหอม

Fragrance Pyramid หรือพีระมิดของน้ำหอม เป็นโครงสร้างที่ทำให้เราเข้าใจง่ายๆ ว่ากลิ่นที่เราดมจะเปลี่ยนแปลงไปตามเวลา 

Top / Head Note กลิ่นระเหยเร็ว เป็นกลิ่นหอมที่จะอยู่ติดผิวเพียง 15 นาทีแรก แล้วค่อยๆ จางหายไป โมเลกุลเบา เล็ก มักเป็นกลิ่นกลุ่ม Citrus และ Aromatic

Middle / Heart Note คือกลิ่นที่คงอยู่ในลำดับต่อมา มักเป็นกลิ่นกลุ่ม Floral Green Fruity และ Spice

Base / Bottom Note เป็นกลิ่นที่อยู่ติดทนนานที่สุด อาจเป็นหลายชั่วโมงหรือทั้งวัน โมเลกุลหนัก มักเป็นกลิ่นกลุ่ม Wood และ Balsamic

เข้าคลาส Scent Designer เรียนวิชาความหอมและลงมือออกแบบกลิ่นประจำตัว
เข้าคลาส Scent Designer เรียนวิชาความหอมและลงมือออกแบบกลิ่นประจำตัว

สัดส่วนของ Base Note, Top Note หรือว่า Middle Note ขึ้นอยู่กับประเภทของเครื่องหอม เช่น น้ำยาปรับผ้านุ่มต้องมีกลิ่นที่ติดทนนาน ทำให้ต้องมี Base Note เยอะที่สุด พีระมิดน้ำหอมก็จะเป็นทรงพีระมิดฐานใหญ่ ขณะที่น้ำยาล้างจาน กลิ่นต้องฟุ้งออกมาตอนขณะล้างจาน แต่ต้องหายไปในทันทีหลังล้างเสร็จ ทำให้ต้องมี Base Note ที่น้อย พีระมิดน้ำหอมจะเป็นทรงพีระมิดหัวคว่ำ

04

ประเภทน้ำหอม

น้ำหอมกลิ่นเดียวกันอาจมีหลายราคา ขึ้นอยู่กับระดับความเข้มข้นของหัวน้ำหอม แบ่งออกเป็นประเภทต่างๆ ดังนี้

  • Parfume คือน้ำหอมที่มีปริมาณหัวน้ำหอมมากถึง 20 – 30 เปอร์เซ็นต์ กลิ่นน้ำหอมจะอยู่ได้นานถึง 6 – 8 ชั่วโมง มีราคาที่สูง
  • Eau de Parfum คือน้ำหอมที่มีปริมาณหัวน้ำหอม 15 – 20 เปอร์เซ็นต์ กลิ่นน้ำหอมจะอยู่ได้นานถึง 4 – 5 ชั่วโมง
  • Eau de Toilette คือน้ำหอมที่มีปริมาณหัวน้ำหอม 5 – 15 เปอร์เซ็นต์ กลิ่นน้ำหอมจะติดประมาณ 2 – 3 ชั่วโมง
  • Eau de Cologne คือน้ำหอมที่มีปริมาณหัวน้ำหอม 2 – 4 เปอร์เซ็นต์ กลิ่นน้ำหอมจะติดประมาณ 2 ชั่วโมง
  • Eau de Fraiche คือน้ำหอมที่มีปริมาณน้ำหอม 1 – 3 เปอร์เซ็นต์ และกลิ่นน้ำหอมจะติดเพียงครู่เดียวหลังฉีดเท่านั้น

05

ศัพท์น้ำหอม

ก่อนลงมือทำน้ำหอม นี่คือคำศัพท์เกี่ยวกับกลิ่นที่น่ารู้จักไว้

Anosmia

ภาวะเสียการรับกลิ่น คือไม่ได้กลิ่นใดๆ เลย

Character

ลักษณะของกลิ่น

Layering

การฉีดน้ำหอมหลายกลิ่นบนตัว ผสมเข้าด้วยกัน ให้กลิ่นหอมบนตัวซับซ้อนน่าสนใจมากขึ้น

Longevity

ระยะการติดทนของน้ำหอม

Sillage

กลิ่นที่อบอวล ล่องลอยอยู่ในอากาศ

06

วิธีสกัดน้ำหอม

การสกัดหัวน้ำหอมขึ้นอยู่กับวัตถุดิบที่ใช้ แบ่งเป็นประเภทต่างๆ 

Enfleurage 

การดึงกลิ่นออกมาจากธรรมชาติ วางดอกไม้บนไขมันไร้กลิ่น ให้ไขมันดูดซับกลิ่นหอมออกจากดอกไม้จนอิ่มตัว แล้วเอาไปสกัดโดยใช้แอลกอฮอล์ ออกมาเป็น Absolute 

Expression 

การบีบ ทำเองได้ง่าย มักใช้กับพวกผลไม้ตระกูลส้ม ที่มีทั้งผิว ทั้งน้ำ ออกมาเป็น Essential Oil

Stream Distillation

การใช้ไอน้ำในการดึงกลิ่นออกมาส่วนใหญ่จะใช้กับดอกกุหลาบ ลาเวนเดอร์ ด้วยการเอาไปอบไอน้ำแล้วกลั่นออกมาเป็นกลิ่นหอมๆ

Scent Designer

Solvent Extraction

การดึงกลิ่นหอมโดยใช้ Solvent ซึ่งเป็นตัวทำละลาย ใช้กับพวกที่เป็นของแข็ง อาทิ เปลือกไม้ โดยการเอาไปแช่ไว้ใน Solvent แล้วค่อยเอามาสกัดทีหลัง

Tincture and Resinoid 

การสกัดกลิ่นที่มาจากสัตว์อย่างขี้วาฬ นำมาใส่ในแอลกอฮอล์และทำให้ระเหิด

Headspace Technology

การใช้เทคโนโลยีสร้างกลิ่น โดยใส่อุปกรณ์บันทึกกลิ่นในครอบแก้ว แล้วนำไปครอบดอกไม้ต้นไม้เพื่อจับกลิ่น จากนั้นจึงนำกลิ่นที่ได้มาแยกแยะเพื่อสังเคราะห์กลิ่นเลียนแบบ วิธีนี้ไม่จำเป็นต้องฆ่าพืชเพื่อให้ได้วัตถุดิบ 

07

กลิ่นตระกูลต่างๆ

ประเภทกลิ่นต่างๆ เปรียบเหมือนโน้ตดนตรีที่ต้องผสมผสานเป็นบทเพลงให้ลงตัว โดยจำแนกออกเป็นกลุ่มต่างๆ ดังนี้ 

08

วิธีการทำน้ำหอม

อุปกรณ์

  • หัวน้ำหอมแบบต่างๆ 
  • บีกเกอร์
  • ขวดแก้วรูปชมพู่
  • แท่งแก้วสำหรับคน
  • แท่งไม้สำหรับเสียบกระดาษ
  • แถบกระดาษทดสอบกลิ่น (Smelling Stripe)
  • แท่งหยดกลิ่น (Dropper) 
  • แอลกอฮอล์
  • กระดาษ
  • ดินสอ / ปากกา
  • ขวดสเปรย์ขนาด 30 มล.
เข้าคลาส Scent Designer เรียนวิชาความหอมและลงมือออกแบบกลิ่นประจำตัว

วิธีทำ

  1. กำหนดโจทย์น้ำหอมที่ต้องการเป็นคำ เช่น อบอุ่น สดชื่น เคร่งขรึม เหมือนขนม ฯลฯ แล้วตีความจากคำว่าควรใช้กลิ่นอะไร 
  2. เลือกกลิ่นที่ต้องการให้มีทั้ง 3 ส่วนของพีระมิด มี Top Notes, Middle Notes และ Base Notes แล้วจดไว้
  3. ทดสอบกลิ่นหัวน้ำหอมด้วยการใช้แท่งหยดกลิ่นหยดลงหัวน้ำหอมบนแถบกระดาษ ลองดมดู
  4. นำกระดาษกลิ่นที่เลือกมารวมกัน ถ้าอยากให้กลิ่นไหนชัดเจน เอาไว้ด้านหน้า กลิ่นไหนควรจาง เอาไว้ด้านหลัง ลองดมจนถูกใจ
  5. จดบันทึกส่วนผสมและปริมาณที่ต้องการ
  6. ทดลองหยดกลิ่นที่เลือกในขวดชมพู่ กลิ่นที่ต้องการให้ชัดเจน หยดเยอะกว่ากลิ่นอื่น จนได้ทั้งหมด 10 หยด ใช้แท่งแก้วคนให้เข้ากัน 
  7. แก้ไขสัดส่วนกลิ่นที่เลือกไว้ให้ถูกใจ จากนั้นเพิ่มปริมาณหัวน้ำหอมตามสัดส่วนให้ได้ 30 หยด คนให้เข้ากัน
  8. เทหัวน้ำหอมในบีกเกอร์ และผสมแอลกอฮอล์ 30 มล. คนให้เข้ากัน 
  9. เทน้ำหอมใส่ขวดสเปรย์ เป็นอันเสร็จ จะตั้งชื่อน้ำหอมกลิ่นของเราก็ได้นะ
เข้าคลาส Scent Designer เรียนวิชาความหอมและลงมือออกแบบกลิ่นประจำตัว
เข้าคลาส Scent Designer เรียนวิชาความหอมและลงมือออกแบบกลิ่นประจำตัว

ติดตามข่าวกิจกรรมอื่นๆ หลังจากนี้ของ The Cloud และ KBank Live ได้ที่ เพจเฟซบุ๊ก The Cloud และ อินสตาแกรม @kbanklive

Writer

นิธิตา เอกปฐมศักดิ์

นักคิดนักเขียนมือสมัครเล่น ผู้สนใจงานคราฟต์ ต้นไม้และการออกแบบเป็นพิเศษ แต่สนใจหมูสามชั้นย่างเป็นพิเศษใส่ไข่

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load