The Cloud x ซันไลต์

นอกจากอาชีพการงานที่ต้องทำทุกวันแล้ว เราเชื่อว่าทุกคนมีสิ่งที่อยากทำแต่ไม่มีเวลาเริ่มต้นสักที หลายคนอยากฝึกทำอาหาร หัดทำขนม และฝึกทักษะใหม่ๆ เพื่อค้นหาแพสชันในตัวเอง แต่ด้วยภาระหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบในแต่ละวัน ทำให้หาโอกาสหรือลงมือทำสิ่งใหม่ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

The Cloud Studio คือการเล่าเรื่องด้วยการสร้างประสบการณ์ผ่านลงมือทำผ่านเวิร์กช็อปที่น่าเรียนรู้หลายอย่าง สร้างประสบการณ์ที่มากกว่าอ่านผ่านจากตัวหนังสือ ครั้งนี้ The Cloud Studio 02 : หวานนวล เราร่วมกับซันไลต์เปิดสตูดิโออีกครั้ง เพื่อชวนผู้อ่านมาลงมือทำขนมไทยแบบง่ายๆ ไม่ต้องเร่งรีบกับ หวานนวล สตูดิโอ สอนโดย พี่นวล-พาฝัน ศุภวานิช เจ้าของสตูดิโอสอนทำขนมไทยผู้ไม่เคยหลงลืมความฝันแม้มีภารกิจอื่นๆ ไม่ว่าจะอยู่ในบทบาทของเจ้าของสำนักพิมพ์วงกลม บรรณาธิการ คนทำงานอาสาสมัคร หรือนักเดินทาง ก็ยังสามารถจัดสรรเวลามาทำขนมได้เสมอ

วิธีทำสังขยา วิธีทำสังขยา

สำหรับคนที่รักขนมไทย โดยเฉพาะคนที่หลงใหลในรสชาติหอมละมุนของสังขยาเป็นพิเศษ อยากลองลงมือทำขนมด้วยตัวเองสักครั้งแต่ยังไม่มีโอกาสหรือยังหาเวลาไม่ได้สักที วันนี้พี่นวลจะมาแชร์ประสบการณ์การทำขนมไทยแบบง่ายๆ ที่ทำเองได้ที่บ้าน ซึ่งรับรองว่าจบหลักสูตรนี้ไปคุณจะมีวิชาสังขยาติดตัวไปให้คนรอบข้างติดใจอย่างแน่นอน

พบกันหน้าซึ้ง

สังขยาเป็นขนมที่อยู่คู่กับปากท้องของคนไทยมานาน ไม่ว่าคุณจะเป็นคนในเจเนอเรชันไหนก็ต้องเคยกินสังขยากันทั้งนั้น สังขยาเป็นขนมที่ทำกินได้หลายรูปแบบ ไม่ว่าจะกินกับข้าวเหนียวมูน ใส่ไส้ผลไม้ เช่น ทุเรียน ขนุน ฟักทอง หรือจะทำสังขยาครีมไข่จิ้มกับขนมปังเนื้อนุ่ม ก็กินเพลินได้เหมือนกัน

สิ่งที่ทำให้เรามาพบกันในวันนี้คือสังขยา ไม่ว่าแต่ละคนจะมีความผูกพันกับสังขยาอย่างไร แต่สิ่งที่เรามีร่วมกันคือความตั้งใจอยากทำขนมอร่อยๆ ให้ใครสักคนได้ชิม

วิธีทำสังขยา

ก่อนจะเริ่มลงมือทำ พี่นวลเล่าให้ฟังว่า “ความทรงจำวัยเด็กของพี่ชีวิตเติบโตขึ้นในครัว ตั้งแต่จำความได้ที่บ้านมักจะมีคุณแม่ ญาติๆ และเพื่อนบ้าน มาล้อมวงทำขนมและทำอาหารด้วยกันอยู่บ่อยครั้ง เพราะฝีมือการทำอาหารของคุณแม่อร่อยจนใครๆ ก็ติดใจ และมีสังขยาเป็นเมนูหนึ่งที่คุณแม่ทำแล้วถูกปากถูกใจทุกๆ คน”

ตั้งแต่จำความได้พี่นวลจึงได้เรียนรู้สูตรขนม สูตรอาหาร และซึมซับเคล็ดลับต่างๆ จากคุณแม่มาโดยตลอด ปัจจุบันนอกจากทำขนมอร่อยๆ ให้กับคนรอบข้างกิน พี่นวลยังจัดสรรเวลามาจัดเวิร์กช็อปให้กับเพื่อนๆ น้องๆ ที่สนใจได้เรียนรู้กัน แม้ว่าจะงานยุ่งและเดินทางบ่อยมากแค่ไหน แต่พี่นวลเชื่อว่าหากเรามีสิ่งที่ชอบเราก็จะหาเวลามาทำสิ่งนั้นได้ เพราะการทำขนมไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่คิด โดยเฉพาะขนมไทยที่ใครๆ ก็คิดว่ามีขั้นตอนมากมาย แต่ความจริงแล้วถ้าเรารู้จักส่วนประกอบและฝึกฝนบ่อยๆ ก็พัฒนาฝีมือให้ดีได้แน่นอน 

วิธีทำสังขยา

สังขยาเป็นขนมที่ทำด้วยตัวเองได้ง่ายๆ ดัดแปลงสูตรได้หลากหลายตามรสนิยมของคนทำ ถ้าเรารู้วิธีทำและมีความคิดสร้างสรรค์ในการทำขนมก็สามารถเพิ่มมูลค่าและเพิ่มความสนุกให้กับเมนูขนมไทยได้ สังขยาที่เราจะมาลองทำกันในวันนี้จึงมี 3 สูตรด้วยกัน คือสังขยาใบเตย สังขยาขนุน และสังขยาไข่

สังขยาใบเตย

เราเริ่มกันที่สังขยาใบเตย เมนูที่พี่นวลบอกว่าง่ายที่สุดในบรรดาสังขยาทั้งสามสูตร และสามารถฝึกทำให้เป็นของเด็ดประจำตัวแต่ละคนได้เลย

สังขยาในความทรงจำของแต่ละคนมีรสชาติและหน้าตาไม่เหมือนกัน เพราะแต่ละที่ก็มีสูตรที่แตกต่างกันไป บางคนเคยกินสังขยาสีส้มที่ไม่มีส่วนผสมของใบเตย บางคนเคยกินแบบที่ใส่นมสดแทนกะทิ แต่สูตรที่เราจะมาเรียนกับพี่นวลในวันนี้คือสังขยาใบเตยที่มีเนื้อเนียน ไม่จับเป็นก้อน แต่ก็ไม่ถึงกับเหลวเป็นน้ำ ที่สำคัญคือ มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ของใบเตยคั้นสดอบอวลไปทั้งห้อง ไม่ใช่แค่เขียวเพราะการเติมสี

วิธีทำสังขยา

ส่วนผสม

  • ไข่เป็ด 2 ฟอง
  • น้ำตาลทราย ½ ถ้วยตวง (100 กรัม)
  • กะทิคั้นข้น 1 ถ้วยตวง
  • น้ำใบเตยเข้มข้น ½ ถ้วยตวง

ขั้นตอนการทำ

  1. ตอกไข่เป็ด 2 ฟองลงในถ้วยเล็กก่อน เพื่อดูคุณภาพของไข่ว่าสดใหม่หรือเปล่า และเทลงในภาชนะส่วนผสม
  2. เติมน้ำตาลทราย 100 กรัม จะได้ความหวานปกติ (สามารถปรับเพิ่มลดได้ตามใจชอบ)
  3. เติมกะทิคั้นสดที่เตรียมไว้ 1 ถ้วยตวง
  4. ใส่น้ำใบเตยเข้มข้น ½ ถ้วยตวง
  5. ละลายส่วนผสมทุกอย่างเข้าด้วยกัน และนำเข้าเครื่องปั่นเพื่อให้น้ำตาลละลาย แต่ไม่ต้องปั่นนานเพราะสังขยาไม่ได้ต้องการความฟู
  6. ใช้ตะแกรงตาถี่หรือผ้าขาวกรองเพื่อให้สังขยาของเราได้เนื้อที่ละเอียดมากขึ้น ถ้ากรองไม่ดีและยังมีไข่ขาวปะปนอยู่จะทำให้เนื้อสังขยาไม่เนียน
  7. ตั้งหม้อบนเตา ใส่น้ำ 1/3 ของหม้อ และเปิดไฟอ่อนๆ สำหรับเคี่ยวสังขยา
  8. นำสังขยาใส่หม้อเพื่อเคี่ยว ขั้นตอนนี้สำคัญมากเพราะต้องอาศัยทั้งความใจเย็นและความอดทน ต้องระวังไม่ให้ไฟแรงเกินไป เคี่ยวไปเรื่อยๆ ประมาณ 10 นาที อย่าให้เดือดจนเกินไปจนสังขยาฟูเป็นไข่ตุ๋นหรือแข็งเป็นก้อน และไม่จำเป็นต้องคนไปทางเดียวกัน
  9. พอสังขยาเริ่มสุกแล้วสีจะเปลี่ยนไปเป็นสีเขียวอ่อนสวยงาม เนื้อมีความหนืดพอดี มีความเงาของกะทิ ดูเนียนละเอียด และมีกลิ่นหอมของใบเตยคั้นสดฟุ้งไปทั่วห้อง
  10. ได้ที่แล้วตักใส่ภาชนะ รอให้สังขยาเย็นและเซ็ตตัว เนื้อสังขยาจะค่อยๆ ข้นและหนืดด้วยตัวเอง ไม่ต้องเติมแป้งหรือผสมอะไรเพิ่มเติม ถ้าได้ที่แล้วก็ใช้ขนมปังจิ้มเพื่อลิ้มรสฝีมือตัวเองได้เลย

วิธีทำสังขยา วิธีทำสังขยา

เคล็ดลับเพิ่มความอร่อยให้สังขยาใบเตย

วิธีทำสังขยา

  • ใช้หัวกะทิที่คั้นโดยไม่ใส่น้ำเลย จะได้กะทิที่มีความเข้มข้นมากๆ เพื่อเพิ่มความหอมหวาน และไม่ใช้นมสด ซึ่งที่บ้านพี่นวลมักจะซื้อมะพร้าวจากทับสะแกมาขูดและคั้นเองที่บ้าน เพื่อให้ได้วัตถุดิบที่สดใหม่และเข้มข้นตามที่ต้องการ แต่ถ้าใครไม่สะดวกทำเองทุกขั้นตอน พี่นวลแนะนำให้หาร้านกะทิในตลาดสดที่ดูสะอาดและคั้นสดให้ได้
  • ไม่ผสมแป้งเพื่อเพิ่มความเข้มข้นให้กับเนื้อสัมผัสของสังขยา ถ้าส่วนผสมที่ใส่ไปลงตัวและเคี่ยวจนได้ที่สังขยาจะหนืดด้วยตัวเอง
  • ถ้าอยากกินขนมหวานได้นานๆ โดยไม่กระทบสุขภาพ แนะนำให้ใส่น้ำตาลแต่พอดี เพราะขนมหวานที่อร่อยไม่จำเป็นต้องหวานมากเสมอไป หวานน้อยก็อร่อยได้เช่นกัน
  • การเลือกไข่เป็ด พี่นวลพยายามเลือกจากฟาร์มที่เลี้ยงเป็ดตามธรรมชาติเพื่อให้ได้ไข่ที่ดีต่อร่างกาย จะได้ไข่ลูกเล็กบ้าง ใหญ่บ้าง ก็ไม่เป็นไร ค่อยๆ กะตวงส่วนผสมให้พอดี (สามารถใช้ไข่ไก่แทนได้หรือผสมกันทั้งสองไข่ก็ได้ ไม่มีข้อจำกัดที่ตายตัวในการทำสังขยา แต่พี่นวลเลือกใช้ไข่เป็ดเพราะชอบเนื้อสัมผัสของไข่เป็ดมากกว่า)
  • วิธีเลือกใบเตย ให้เลือกก้านที่สีเขียวเข้มและแก่จัด เพื่อให้เวลามาคั้นจะได้ทั้งสีที่เข้มและกลิ่นหอมมากเป็นพิเศษ
  • วิธีทำน้ำใบเตยคือนำก้านใบเตยส่วนนอกสุดมาหั่นและตัดเป็นชิ้นเล็ก ผสมน้ำเปล่านิดหน่อยแล้วใส่ในเครื่องปั่น เสร็จแล้วนำผ้าขาวมากรองกากใบเตยออก จะได้น้ำใบเตยสูตรเข้มข้นสีสวย
  • ถ้าไม่อยากได้สีเขียวของใบเตยก็ไม่ต้องใช้น้ำใบเตยคั้นสด สามารถใช้ผงชาไทยชงเข้มข้นผสมในอัตราส่วนที่เท่ากับน้ำใบเตยเพื่อให้สีส้มได้ หรือถ้าอยากได้สีม่วงก็ใช้ดอกอัญชันคั้นสดผสมได้เช่นกัน

วิธีทำสังขยา

สังขยาขนุนและสังขยาไข่

ก่อนจะเริ่มทำพี่นวลอยากให้ทุกคนได้รู้รสชาติของขนมที่ตัวเองกำลังจะทำกันก่อน จึงมีสังขยาขนุนและสังขยาไข่พร้อมข้าวเหนียวมูนอร่อยๆ มาให้ทุกคนได้ชิมกันก่อน สังขยาขนุนเป็นอีกหนึ่งเมนูประจำบ้านของพี่นวลที่ต้องทำในหน้าร้อน เพราะช่วงนี้ขนุนจะดกมากเป็นพิเศษ

เมื่อชิมสังขยาขนุนแล้วจะพบว่านอกจากเนื้อขนุนสีเหลืองสดที่อยู่ด้านบนยังมีส่วนผสมอื่นให้เคี้ยวด้วย หลายคนเดาว่าเป็นเผือก เพราะมีรสมันๆ กรุบกรอบ เคี้ยวง่าย แต่จริงๆ แล้วสังขยาขนุนสูตรของพี่นวลใช้เม็ดขนุนต้มเป็นไส้ข้างในเพื่อให้ได้ใช้ประโยชน์จากขนุนมากที่สุด

วิธีทำสังขยา

ส่วนผสมสังขยาขนุน

  • ไข่เป็ด 5 ฟอง
  • หัวกะทิ 2 ถ้วย / ½ ถุง
  • น้ำตาลมะพร้าว 250 กรัม / 65 กรัม
  • น้ำตาลทราย 100 กรัม / 25 กรัม
  • เม็ดขนุนต้มสุกหั่นเป็นชิ้นเล็ก 5 – 6 เม็ด
  • เนื้อขนุนหั่น (ปริมาณตามความชอบ)

ขั้นตอนการทำ

  1. หั่นเนื้อขนุนและเม็ดขนุนต้มที่เตรียมไว้ สังขยาขนุน 1 ถาดเล็กใช้เม็ดขนุนประมาณ 5 – 6 เม็ด
  2. ตอกไข่เป็ด 1 ฟองลงในชาม เติมน้ำตาลทรายและน้ำตาลมะพร้าว ผสมให้เข้ากัน
  3. นำใบเตยสดลงไปขยำเพื่อดับกลิ่นคาวของไข่ ขยำจนน้ำตาลละลายและส่วนผสมทุกอย่างรวมเป็นเนื้อเดียวกัน
  4. เติมหัวกะทิลงไป และใช้ใบเตยสดขยำต่ออีกนิดให้ส่วนผสมทุกอย่างรวมเป็นเนื้อเดียวกัน
  5. กรองส่วนผสมในตะแกรงหรือผ้าขาวแล้วเทใส่ถาด
  6. เติมเนื้อขนุนและเม็ดขนุนที่หั่นไว้ตามใจชอบ
  7. นำไปนึ่งในซึ้งประมาณ 20 – 30 นาที

เคล็ดลับเพิ่มความอร่อยให้สังขยาขนุน

วิธีทำสังขยา

  • น้ำตาลที่เห็นกันในท้องตลาดมีทั้งน้ำตาลมะพร้าวและน้ำตาลโตนด เหตุผลที่พี่นวลเลือกใช้น้ำตาลมะพร้าว 100 เปอร์เซ็นต์เพราะรสชาติไม่หวานมาก มีรสชาติมันๆ และมีกลิ่นหอม แต่ที่เห็นขายกันส่วนใหญ่เป็นน้ำตาลมะพร้าวที่ผสมน้ำตาลทรายแล้ว ต้องเลือกดูดีๆ ก่อนนำมาใช้ วิธีเลือกคือต้องคุยกับแม่ค้าและเลือกชิมจนกว่าจะเจอความหวานที่ถูกใจ ซึ่งสัดส่วนที่พี่นวลนำมาผสมเองคือใช้น้ำตาลมะพร้าว 70 เปอร์เซ็นต์ผสมกับน้ำตาลทราย 30 เปอร์เซ็นต์
  • วิธีการหั่นขนุนและเม็ดขนุน สามารถหั่นได้ตามใจชอบ แต่ถ้าหั่นชิ้นใหญ่เกินไปจะทำให้เนื้อสังขยาไม่เกาะตัวกัน ควรหั่นชิ้นเล็กพอดีคำ และถ้าใส่เม็ดขนุนมากเกินไปจะทำให้สังขยาไม่มีความหวาน
  • ขนุนที่เลือกมาใส่ในสังขยาในวันนี้เป็นพันธุ์ทองประเสริฐ เนื้อขนุนจะบาง แต่มีกลิ่นหอมมาก ส่วนเม็ดขนุนที่นำมาใช้ควรเลือกเม็ดที่แก่ ถ้าในลูกเดียวกันมีไม่พอก็เอามาจากลูกอื่นได้

วิธีทำสังขยา

ส่วนผสมสังขยาไข่

  • ไข่ 2 ฟอง
  • น้ำตาลมะพร้าว 2 ช้อนโต๊ะ
  • หัวกะทิ ¾ ถ้วย

สังขยาไข่

  1. ตอกไข่เป็ด 2 ฟองลงในชาม
  2. เติมน้ำตาลมะพร้าว 2 ช้อนโต๊ะ เพื่อรสชาติที่หวานมันเข้มข้น
  3. นำใบเตยสดลงไปขยำเพื่อดับกลิ่นคาวของไข่
  4. เติมหัวกะทิข้นๆ ¾ ถ้วย (ถ้าใส่มากเกินไปจะทำให้สังขยานิ่ม)
  5. นำใบเตยสดลงไปขยำต่อ
  6. กรองส่วนผสมในตะแกรงหรือผ้าขาวแล้วเทลงแม่พิมพ์
  7. นำไปนึ่งในซึ้งประมาณ 20 – 30 นาที

เคล็ดลับเพิ่มความอร่อยให้สังขยาไข่

  • สังขยาถ้าจะให้สวยต้อง ‘แตกหน้ายักษ์’ หมายความว่าต้องใช้ไฟแรงเพื่อให้หน้าสังขยามีรอยยู่ย่นบนผิวหน้า
  • สังขยาไข่ไม่ต้องเติมน้ำตาลทรายเพื่อเพิ่มความหวาน เพราะความหวานจากน้ำตาลมะพร้าวก็เพียงพอแล้ว และถ้ากินกับข้าวเหนียวมูน ในการมูนข้าวก็เติมน้ำตาลทรายมาแล้วเช่นกัน เมื่อทำสังขยาไข่ที่ไม่หวานมากจะได้รสชาติที่เข้ากันได้พอดี

วิธีทำสังขยา

หลังจากเรียนครบจบหลักสูตรสังขยาทั้งสามสูตรกันแล้ว เพื่อไม่ให้เสียเวลารอสังขยาในซึ้งสุก ทุกคนได้ผลัดกันนำภาชนะที่ใช้ทำขนมในวันนี้ไปล้างด้วยซันไลต์แทนการจ่ายค่าเล่าเรียน และเตรียมจัดเตรียมจานสำหรับชิมสังขยาของตัวเอง ใครที่ล้างเสร็จไวก็ยังมีเวลาเหลือมาช่วยเพื่อนๆ ทำขนมต่อจะได้รอชิมไปพร้อมๆ กัน ส่วนใครที่มีปัญหาสังขยาไม่ได้ดั่งใจก็แก้ไขกันไปจนกว่าจะได้ที่ นอกจากกลิ่นสังขยาไข่ที่อบอวลไปทั่วห้องตอนนี้ บรรยากาศความช่วยเหลือของมิตรรักแฟนสังขยาก็ดูอบอุ่นไม่แพ้กัน

วิธีทำสังขยา วิธีทำสังขยา

นอกจากสังขยาที่ทุกคนทำในวันนี้จะทำด้วยความรักและความตั้งใจแล้ว เรายังมีของขวัญพิเศษที่ทำจากใจกลับไปเป็นของที่ระลึกเช่นเดียวกัน ผู้เข้าร่วมกิจกรรมทุกคนจะได้จานพิเศษคนละ 1 ใบที่พิมพ์ชื่อตัวเองเอาไว้ไปใช้ใส่สังขยา

สำหรับคนรักสังขยาและรักขนมไทยที่อ่านมาถึงตรงนี้ ได้สูตรสังขยาแสนอร่อยและเรียนรู้วิธีทำกับพี่นวลกันไปแล้วก็อย่าลืมหาเวลามาลองทำสิ่งที่ตัวเองรักกันด้วยนะ

วิธีทำสังขยา

เวิร์คชอปนี้เป็นส่วนหนึ่งของความตั้งใจของซันไลต์ที่มุ่งมั่นอยากสร้างแรงบันดาลใจให้ทุกคนเริ่มทำสิ่งที่รัก เพราะซันไลต์ไม่ได้แค่มุ่งมั่นที่จะเป็นน้ำยาล้างจานที่มีประสิทธิภาพเท่านั้น แต่ยังอยากเป็นผู้ช่วยคนสำคัญในห้องครัวที่จะทำให้เรื่องงานบ้านไม่เป็นเรื่องน่ากังวลใจอีกต่อไป ติดตามเรื่องราวการเริ่มทำในสิ่งที่รักของซันไลต์ต่อได้ ที่นี่

Writer

ธนาวดี แทนเพชร

ครีเอทีฟประจำ The Cloud ชอบใช้หลายทักษะในเวลาเดียวกัน จึงพ่วงตำแหน่งนักเขียนมาด้วยเป็นบางครั้ง ออกกองตามฤดูกาล จัดทริปและเดินทางเป็นงานอดิเรก

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

The Cloud Studio

กิจกรรมชวนผู้อ่านเปลี่ยนเวลาว่างมาเวิร์กช็อปสนุกๆ และได้ความรู้ไปด้วย

ถ้าคุณเป็นคนรักดอกไม้ ลองหลับตาแล้วนึกตามดูว่า คุณเคยมีดอกไม้ที่ได้รับจากคนสำคัญ ดอกไม้ที่เต็มไปด้วยความทรงจำ หรือดอกไม้ที่น่ารักจนอยากเก็บมันไว้นานๆ บ้างไหม?

เชื่อว่าเกินครึ่งของผู้อ่านคงมีบ้าง ไม่มากก็น้อย

แล้วจะดีไหมถ้าเราสามารถเก็บดอกไม้ที่รักในวันนี้ ให้อยู่เป็นเพื่อนสนิทไปอีกหลายสิบปีข้างหน้าได้

งานนี้ The Cloud ร่วมกับภาควิชาเภสัชพฤกษศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และอุทยานธรรมชาติวิทยาสิรีรุกขชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล จัดกิจกรรมสนุกๆ อย่าง The Cloud Studio 05 : Herbarium ที่ช่วยกระชับมิตรคนรักดอกไม้ให้รักดอกไม้กว่าที่เคย โดยมี อ.ดร.ภญ. เบญญากาญจน์ พงศ์กิจวิทูร หรือ อาจารย์เตย อาจารย์ประจำภาควิชาเภสัชพฤกษศาสตร์ มาเป็นวิทยากรพาทุกท่านสร้างพิพิธภัณฑ์พืชขนาดย่อมอายุยืน ในกิจกรรม ‘ทำแผงอัดพรรณไม้’ ที่หยิบดอกไม้สีสันสดใสมาทำงานศิลปะส่วนตัวที่โชว์ความหลากหลายทางชีวภาพของพืชได้ เท่านั้นยังไม่พอ ยังมีกิจกรรมตกแต่งโปสการ์ดโดยใช้สีธรรมชาติจากดอกไม้ กินเมนูรสเลิศจากดอกไม้และพืชสมุนไพร ชงชาเบญจเกสรชุ่มชื้นหัวใจ บอกเคล็ด (ไม่) ลับทำกระเจี๊ยบโซดาดับกระหาย เข้าห้องนิทรรศการสมุนไพรภูมิปัญญาไทยสู่สากล และปิดท้ายด้วยการ นั่ง เดิน ชม เพิ่มพูนความรู้ในสวนสมุนไพรของอุทยานธรรมชาติวิทยาสิรีรุกขชาติ

ศาสตร์ศิลป์บนตัวดอก

ก่อนไปเรียนวิธีทำแผงอัดพรรณไม้ หรือ Herbarium Specimen ที่ช่วยให้ดอกไม้ตัวน้อย มีอายุไม่น้อยตามขนาดได้ ผศ.ดร.ภก. ภานุพงษ์ พงษ์ชีวิน หรืออาจารย์ป๋อม ผู้ช่วยศาสตราจารย์ภาควิชาเภสัชพฤกษศาสตร์ ขออุ่นเครื่อง แชร์ความรู้ เพิ่มพูนความเข้าใจให้ทุกคนรู้จักสิ่งนี้มากขึ้น

Herbarium หรือ พิพิธภัณฑ์พืช เป็นสถานที่เก็บข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการศึกษาด้านพฤกษศาสตร์ เต็มไปด้วยความหลากหลายทางชีวภาพของพืช ที่มี Herbarium Specimen หรือ ตัวอย่างพรรณไม้แห้งถูกจัดเก็บอยู่เป็นจำนวนมาก

ทำไมต้องพรรณไม้แห้ง เก็บมันให้อยู่สดๆ ไม่ได้เหรอ? (รู้นะ ว่าสงสัย)

อาจารย์ป๋อมอธิบายว่า สวนพฤกษศาสตร์คิว (Kew Gardens) ประเทศอังกฤษ เป็น Herbarium ที่ใหญ่ที่สุดในโลก และมีจำนวนตัวอย่างพรรณไม้กว่า 7 ล้านชิ้น รวมไปถึง Herbarium ของทางมหาวิทยาลัยมหิดล ที่มีตัวอย่างพรรณพืชอยู่ 2 หมื่นกว่าชิ้น จำนวนที่มากมายขนาดนี้ หากไม่ทำให้แห้งและแบน จะจัดเก็บได้ยาก การจัดเก็บในรูปแบบนี้นอกจากสะดวกแล้ว ยังช่วยยืดอายุพรรณไม้ให้อยู่ได้นานหลายร้อยปีอีกด้วย!

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อเพราะอาจารย์ป๋อมแอบกระซิบกับเราว่า ตนเคยทำวิจัยตัวอย่างพรรณพืชที่มีอายุประมาณ 300 กว่าปีมาแล้ว

“ถ้าเราเอาดอกไม้วางไว้บนโต๊ะ ผ่านไปอาทิตย์นึงมันก็จะเหี่ยวและร่วงได้ แต่ Herbarium Specimen หรือตัวอย่างพรรณไม้แห้ง ไม่มีปัญหาแบบนั้น เพราะตอนที่มันสดๆ อยู่ เราจะทำการบีบให้มันแบนก่อน หลังจากนั้นเอาเข้าตู้อบหรือตากแดด พอแห้งก็อยู่ได้นานเพราะมันไม่ชื้น เชื้อราก็ไม่มี” อาจารย์ป๋อมเสริม

การจัดเก็บพืชใน Herbarium นั้น อาจารย์ป๋อมบอกว่าช่างคล้ายกับห้องสมุดซะเหลือเกิน เพราะห้องสมุดมักจัดหมวดหมู่ชัดเจนว่า ถ้าเป็นหนังสือเล่มนี้จะวางอยู่ที่ตู้นี้ ชั้นนี้ ตำแหน่งนี้ ซึ่งง่ายต่อการไปหยิบมาใช้ Herbarium ก็เช่นกัน ที่หากเอามาวางคละกันก็ยากต่อการจัดการ และไม่รู้สักทีว่าต้นที่เราจะศึกษาอยู่ตรงไหนกันแน่

สำหรับการจัดหมวดหมู่พืชใน Herbarium ส่วนใหญ่เป็นหน้าที่ของนักอนุกรมวิธาน (Taxonomists) ที่จับพืชทุกต้นแยกเป็นกลุ่มๆ โดยแบ่งเป็น วงศ์ (Family) สกุล (Genus) และ ชนิด (Species) 

เพื่อลดความสับสนให้ผู้อ่าน อาจารย์ป๋อมยกตัวอย่างให้เห็นภาพง่ายๆ ด้วยการเปรียบ ‘วงศ์’ แทนจังหวัด ซึ่ง 1 จังหวัดจะถูกแบ่งย่อยออกเป็นอำเภอนั่นคือ ‘สกุล’ และ 1 อำเภอ แบ่งย่อยออกไปอีกเป็นตำบลที่แทนด้วย ‘ชนิด’

ที่นี้หากใครจะไปศึกษาค้นคว้า แค่หาว่าพืชที่สนใจอยู่ในจังหวัดไหน อำเภอไหน ตำบลไหน จะง่ายขึ้นเยอะเลยแหละ

การอัดพรรณไม้นอกจากจะให้ความรู้กับผู้ศึกษาได้แล้ว ยังสามารถให้ความรื่นรมย์และทำเป็นงานอดิเรกได้ เพราะถ้าย้อนกลับไปในสมัยจักรวรรดิบริติช (British Empire) ประเทศอังกฤษ กิจกรรมการทับดอกไม้ หรือ การอัดพรรณไม้ (ที่เรากำลังจะเริ่มทำในอีกสักครู่) ถือเป็นกิจกรรมยามว่างของสตรีชนชั้นสูงที่นำดอกไม้สีสันสวยงามมาอัดให้แบน และนำไปใส่ในสมุดหรือทำเป็นโปสการ์ดให้คนรัก

ดอกไม้บนแผงอัด

หากตอนนี้กังวลว่าจะยาก ขอให้จินตนาการถึงภาพฉากในหนังโรแมนติกที่นางเอกเก็บดอกไม้ที่พระเอกให้ไว้ในสมุดจนแบนราบ นั่นแหละทฤษฎีเดียวกัน!

สิ่งที่ต้องเตรียม

  1. กระดานไม้อัด ขนาด A4 2 ชิ้น 
  2. กระดาษลูกฟูก  2 แผ่น
  3. กระดาษหนังสือพิมพ์ 2 ชิ้น
  4. กรรไกร
  5. เชือก
  6. ดอกไม้สดหลากชนิด 
  7. กระดาษสำหรับจดบันทึก
  8. เทปกาว

ขั้นตอนการทำ

  1. วางกระดานไม้อัด 1 แผ่น ไว้บนโต๊ะ เพื่อเป็นฐานสำหรับการอัด
  2. นำกระดาษลูกฟูกวางทับลงบนกระดานไม้อัดเพื่อเป็นชั้นระบายอากาศ
  3. ตัดกระดาษหนังสือพิมพ์ให้ไม่เกินกระดานอัดและกระดาษลูกฟูกที่เตรียมไว้ และทับลงบนกระดาษลูกฟูกเพื่อเป็นชั้นรองดอกไม้
  4. นำดอกไม้สดที่เตรียมมาวางบนกระดาษหนังสือพิมพ์ตามใจชอบ หากดอกไหนยาวเกินแผ่นกระดาษหนังสือพิมพ์ให้หักก้านดอกไม้เป็นตัวอักษร M U หรือ N 
  5. วางกระดาษหนังสือพิมพ์ขนาดเท่าเดิมลงบนดอกไม้อย่างเบามือ เพื่อไม่ให้เกิดการเคลื่อนที่ของดอกไม้ที่จัดไว้แล้ว
  6. นำกระดาษลูกฟูกวางทับลงบนกระดานไม้อัดเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันความชื้น
  7. วางกระดานไม้อัดทับลงอีก 1 แผ่น เพื่อเพิ่มแรงกดทับ
  8. ผูกเชือกให้แน่น
  9. นำไปตากแดดร้อนๆ 3 – 7 วัน เพื่อให้ดอกแห้งสนิท
  10. จัดดอกไม้ที่แห้งแล้วบนกระดาษ จดบันทึกตามใจชอบ และติดด้วยเทปกาว
  11. เพื่อเพิ่มมูลค่าให้งานศิลปะชิ้นนี้ อาจระบุชื่อวิทยาศาสตร์ ชื่อภาษาอังกฤษ ชื่อภาษาไทย วงศ์ สถานที่ที่เก็บดอกไม้ ชื่อผู้ทำ วันที่ทำ และข้อมูลอื่นๆ ที่อยากบรรยาย เช่น สิ่งที่เปลี่ยนแปลงหลังจากที่ดอกไม้แห้งแล้ว ทั้งรูป ทรง กลิ่น สี ไว้มุมด้านซ้ายของกระดาษ เป็นอันเสร็จ!

ทริคเล็กๆ เพิ่มความดีงาม

  1. ดอกไม้ที่นำมาควรเป็นดอกไม้สดที่ตัดมาจากลำต้น ไม่ควรเลือกดอกที่ตกลงพื้น เพราะยิ่งสดจะยิ่งอยู่ได้นาน
  2. หากเป็นไม้ล้มลุก ต้องเก็บทั้งราก ใบ และดอก มาให้ครบ เพื่อให้ถูกต้องตามหลักพฤกษศาสตร์
  3. ควรเลือกดอกไม้หลากหลายชนิดเพื่อความสวยงามของงาน และควรเลือกที่มีสีสด เพราะเมื่อนำมาอัดให้แห้ง สีจะคงอยู่ได้นาน เช่น หญ้าลิ้นเป็ด ประทัดจีน หรือไฮเดรนเยีย 
  4. พยายามอัดดอกไม้ให้แบนที่สุด ด้วยการเลือกพรรณที่มีความหนาเท่ากันๆ หากไม่เท่าจะไม่สมดุลและไม่มีประสิทธิภาพได้

ระบายดอกบนโปสการ์ด

สำหรับใครที่ยังไม่จุใจ ยังอยากทำงานศิลปะต่อ เตรียมพู่กันให้พร้อม แล้วไปใช้สีจากดอกไม้ธรรมชาติมาระบายความสุขลงบนโปรการ์ด ในคลาสของ บุญญาณี ศรีโพธิ์ช้าง หรือคุณนะโม นักวิชาการช่างศิลป์ อุทยานธรรมชาติวิทยาสิรีรุกขชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล ที่นำดอกไม้ในสวนมาสกัดเป็นสีน้ำ ทั้งกรรณิการ์แทนสีเหลือง อัญชันแทนสีน้ำเงิน และแก่นฝางแทนสีแดง แถมยังนำดอกไม้แห้งจากการทำ Herbarium Specimen ที่สอนไปข้างต้น มาตกแต่งเสริมความสนุกให้โปสการ์ด มีทั้งหางนกยูงไทย หางนกยูงฝรั่ง อินทนิลน้ำ ดอกเข็มใหญ่ และดอกเข็มเล็ก 

สิ่งที่ต้องเตรียม

  1. สีที่สกัดจากดอกไม้
  2. พู่กัน
  3. ดอกไม้แห้ง
  4. ฟอร์เซป 
  5. กาวใส
  6. โปสการ์ดของตัวเอง
  7. แสตมป์

ขั้นตอนการทำ

  1. นำดอกไม้มาต้มกับน้ำเพื่อให้เกิดสีจากธรรมชาติ
  2. ใช้พู่กันจุ่มสีและระบายสีบนโปสการ์ดตามใจชอบ (ไม่ควรผสมน้ำเพิ่ม เพราะสีที่ได้จะจางลงกว่าเดิม)
  3. ใช้ฟอร์เซปคีบดอกไม้ จุ่มกาวเล็กน้อย และแปะลงบนโปรการ์ดตามที่ต้องการ (สามารถใช้นิ้วแตะกาวแล้วมาแตะดอกไม้ได้)
  4. ติดแสตมป์ลายที่ชอบ พร้อมส่งหาคนที่คุณรัก

พักกินดอก ก้าน ใบ 

หลังจากใช้เวลาไปกับงานศิลปะมาพักใหญ่ ทีมนักวิทยาศาสตร์ชำนาญการของภาควิชาเภสัชพฤกษศาสตร์ก็ใจดี ขออาสาสวมบทแม่ครัว ควงตะหลิวทำเมนูออร์แกนิกที่มีส่วนผสมของดอกไม้และพืชสมุนไพรภายในอุทยานให้เรากิน

เมนูแรก ‘แกงส้มผักรวม’ ที่มีดอกแค ไชเท้า กวางตุ้ง และผักกาดขาว 

เมนูที่สอง ‘น้ำพริกกะปิ’ ที่มีกระเทียมและพริกซึ่งเป็นยารสเผ็ดร้อน ออกฤทธิ์ช่วยขับลมและกระตุ้นการเจริญอาหาร ยิ่งกินคู่กับชะอมชุบไข่และผักลวกที่มีฤทธิ์เป็นยารสจืด ทั้งดอกขจร ดอกสโน ยอดแค ผักบุ้งไทย ผักปลัง ถั่วพลู และแตงกวา ยิ่งได้ความอร่อยแถมเสริมสร้างกากใยให้ร่างกายได้อีก

ปิดท้ายด้วยคุณประโยชน์ของมื้ออาหารในวันนี้ด้วย เมนู ‘ดอกไม้ทอด’ ที่ประกอบไปด้วย ดอกขจร ดอกอัญชัน สโน ผักปลัง แครอท และกระเจี๊ยบมอญ ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ

“ถ้าทุกคนกินสมุนไพรที่ให้ประโยชน์ต่อร่างกายตั้งแต่แรก เราจะไม่ต้องไปหาสมุนไพรอะไรมาต้มยากินเลย” ทีมแม่ครัวกล่าว

เบญจเกสร

ชาดอกไม้ไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก 

ต้องขอปรบมือให้คนสมัยก่อนที่คิดค้น ‘ชาเบญจเกสร’ หรือชาเกสรทั้ง 5 ขึ้นมา เพราะนอกจากจะช่วยให้ผ่อนคลายจากกลิ่นของพวกมันได้แล้ว ยังแก้กระหายน้ำ แก้วิงเวียน และชุ่มชื้นหัวใจไปตามๆ กัน

วันนี้อาจารย์เตยจึงไม่พลาดพาทุกท่านมาทำความรู้จักกับชาเบญจเกสร ที่ประกอบด้วยเกสรทั้ง 5 ได้แก่ พิกุล บุนนาค สารภี มะลิ และ เกสรบัวหลวง ซึ่งการที่ชาในตำหรับไทยมีส่วนประกอบของดอกไม้เยอะ ทำให้ได้กลิ่นหอมผ่อนคลายจากน้ำยาหอมระเหยในดอกไม้ และยังมีสารสำคัญอย่าง ฟลาโวนอยด์และสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยบำรุงร่างกายอีกด้วย

สำหรับวิธีการชงชา เราสามารถทำเองได้ง่ายๆ แค่มีกาชงชาและเกสรแห้งของดอกไม้ทั้ง 5 โดยเริ่มจากการหยิบดอกไม้ชนิดละหนึ่งหยิบมือ (สามารถเพิ่มหรือลดได้ตามความชอบของกลิ่น) ใส่ในกา เทน้ำร้อน ดันดอกไม้ให้ไปอยู่ข้างล่าง ทิ้งไว้ 3 – 5 นาที และรอดอกไม้บาน ก็สามารถดื่มได้เลยง่ายๆ ยิ่งกินคู่กับขนมกลีบลำดวนหอมๆ แล้วล่ะก็ บอกเลยว่า ละมุนมาก

ปล. ถ้าอยากเพิ่มความสนุก ลองเอาชาเบญจเกสรชงคู่กับชาเขียวเซนฉะดู จะได้กลิ่นหอมหวานที่ต่างจากเดิมไปอีก

กระเจี๊ยบซ่าดับกระหาย

มาถึงเมนูดับร้อนที่ทั้งเย็น สดชื่น ซาบซ่า และเข้ากับอากาศบ้านเราตอนนี้สุดๆ กับเมนู ‘กระเจี๊ยบแดงโซดา’ รสเปรี้ยวชุ่มคอ ที่มีส่วนช่วยลดอาการแก้ไอ ลดการเกิดนิ่ว แถมเป็นยาระบายได้ด้วย 

คนสมัยก่อนจะนำกระเจี๊ยบแดงมาบดละเอียดจนเป็นผงและชงดื่มร้อนๆ กัน แต่ในสมัยนี้นิยมนำมาทำเป็นเครื่องดื่มเย็นๆ ดับกระหายแทน ซึ่งคนส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดกันว่าส่วนประกอบของกระเจี๊ยบแดงที่เอามาทำเป็นเครื่องดื่มนั้นน่าจะมาจากดอก แต่ความจริงแล้วกลับไม่ใช่ เพราะมันคือ ‘กลีบเลี้ยง’ ที่ให้รสเปรี้ยวและมีสารต้านอนุมูลอิสระต่างหาก

ส่วนผสม

  1. กระเจี๊ยบแดงสดหรือแห้ง 20 กลีบ
  2. น้ำเปล่า 300 มิลลิลิตร
  3. น้ำตาลทราย 4 ช้อนกลาง
  4. น้ำโซดา 1 ขวด
  5. น้ำแข็ง

วิธีทำน้ำกระเจี๊ยบโซดา

  1. นำกระเจี๊ยบแห้งล้างน้ำให้สะอาดใส่ลงหม้อ เติมน้ำ 300 มิลลิลิตร แช่ทิ้งไว้ 1 คืน
  2. นำมาตั้งไฟ รอให้น้ำเดือดแล้วต้มต่ออีก 20 นาที
  3. เติมน้ำตาลทราย ปรุงรสตามใจชอบ
  4. ตั้งไว้ให้เย็นในอุณหภูมิปกติ หรือนำไปแช่เย็นเพิ่มความสดชื่นก็ได้เหมือนกัน
  5. เมื่อต้องการจะดื่มให้ใส่น้ำแข็งลงในแก้ว
  6. เติมน้ำกระเจี๊ยบลงไปประมาณครึ่งแก้ว
  7. เทน้ำโซดาไปอีกครึ่งแก้วเพื่อให้ได้รสชาติที่บาลานซ์ แถมได้สีสวยงามสไตล์อิตาเลียนโซดาด้วยนะ
  8. วางกระเจี๊ยบสดหรือแห้งบนผิวน้ำเพิ่มความสวยงาม ก็ยกดื่มได้เลย

ความรู้รอบสวน

ก่อนปิดกิจกรรม อาจารย์เตยก็ไม่ลืมพาเราเดินชมห้องนิทรรศการสมุนไพรภูมิปัญญาไทยสู่สากล เพื่อทำความรู้จักความดีงามของรสยาทั้ง 10 และปิดท้ายด้วยการนั่งรถรางชมสวนสมุนไพรอุทยานธรรมชาติวิทยาสิรีรุกขชาติที่มีวิทยากรให้ความรู้ตลอดทาง แถมได้ลงเดิน เด็ด ชิม สมุนไพรชื่อแปลกในสวนที่รับรองความสะอาด ปลอดภัย ด้วยหลัก ‘การออกแบบเพื่อมวลชน’ (Universal Design) เป็นตัวรับประกัน ถ้าอยากรู้ว่าที่นี่มีอะไรน่าสนใจบ้าง ขอชวนทุกท่านอ่านต่อในบทความ ‘อุทยานธรรมชาติแห่งใหญ่ที่สอนวิชาสมุนไพรไทยหายากด้วยแนวคิด Universal Design’ กันได้เลย

Writer

พัชญ์สิตา ไพบูลย์ศิริ

นัก (ชอบ) เขียนบ้ากล้องที่ชอบถ่ายรูปตัวเองเป็นพิเศษ เสพติดเสียงธรรมชาติ กลิ่นฝน และสีเลือดฝาดบนใบหน้า ที่ใช้เวลาเขียนงานไปพร้อมๆ กับติ่งอปป้าอย่างใจเย็น

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load