นภพัฒน์จักษ์ อัตตนนท์ เป็นบรรณาธิการบริหารสำนักข่าว เป็นบรรณาธิการข่าว เป็นผู้ประกาศข่าว เป็นนักข่าว เป็นพิธีกร เป็นนักเขียน และเป็นคนดังในโลกออนไลน์

เขาเรียนจบ BBA จากธรรมศาสตร์ เริ่มต้นเป็นนักข่าวที่เนชั่นแชนแนล ทำอยู่ 6 ปี ก็ลาไปเรียนต่อปริญญาโทด้าน International Journalism ที่ City, University of London กลับมาไม่นาน เขาก็รับตำแหน่งเป็นบรรณาธิการบริหาร Workpoint News สำนักข่าวออนไลน์ของเวิร์คพอยท์ (ไม่ใช่ข่าวในช่องเวิร์คพอยท์)

ผมขอจบประวัติของเขาแบบสั้นที่สุดแค่นี้

นภพัฒน์จักษ์ อัตตนนท์  บ.ก. Workpoint News สำนักข่าวออนไลน์ที่สร้างแบรนด์บนความเชื่อมั่น

“ตัวผมไม่ได้สำคัญขนาดนั้น” นภพัฒน์จักษ์พูดประโยคนี้หลายต่อหลายครั้งในบทสัมภาษณ์นี้ เขามองว่า ถ้าจะให้ความสำคัญกับคนข่าว อย่าดูที่ตัวเขา แต่ให้ดูที่งานเขา

สำหรับคนที่ชอบตัวเลข

เพจของ Workpoint News มีคนตามอยู่ 4 ล้านคน

มีคลิปล้านวิวทุกเดือน แต่ละปีมีคลิปยอดวิวเกิน 5 ล้านวิว ราว 10 – 20 คลิป

มีคนคลิกอ่านข่าวในเว็บไซต์เดือนละ 5 – 10 ล้านวิว

มียอด Engagement เฉลี่ยต่อโพสต์ติด Top 5 ของสำนักข่าวด้วยกัน

คลิป ผู้นำฉลาดชาติพ้นภัย กรณีศึกษาไต้หวัน มีคนแชร์ 2 แสนแชร์ และคลิป อธิบายไวรัสอู่ฮั่นใน 5 นาที ก็มีคนแชร์ในจำนวนใกล้ๆ กัน

สำหรับคนที่ชอบการบรรยาย

Workpoint News คือสำนักข่าวที่มีอะไรใหม่ๆ มาให้สังคมชื่นชมอยู่บ่อยๆ ล่าสุดคือ หน้าเว็บที่รายงานสถานการณ์ COVID-19 แบบครบถ้วน (เขาบอกว่า ตอนแรกจะมีเนื้อหามากกว่านี้ แต่มันน่าจะทำให้คนตื่นตระหนกและส่งผลเสียมากกว่า ก็เลยตัดออก) 

ก่อนหน้านั้นก็มีหน้าเว็บรายงานผลโหวตนายก ซึ่งทำออกมาเป็นสกอร์บอร์ดแบบเรียลไทม์ คืนนั้นมีคนคลิกเข้ามาดูตามผลที่นี่พร้อมกันนับแสนคน

ก่อนหน้านั้นมีเว็บรายงานผลเลือกตั้ง ซึ่งหลายคนยกให้เป็นเว็บที่ใช้งานง่ายและสวยที่สุด 

ข่าวของ Workpoint News ไม่ใส่สีตีไข่ ไม่ใส่อารมณ์ในพาดหัว ไม่เกาะกระแสแบบเลยเถิด

นำเสนอข่าวให้มันเป็นข่าว ว่ากันด้วยข้อเท็จจริง ดึงดูดให้อ่านด้วยความสำคัญของเนื้อหาในข่าว

อ่านแล้วรู้สึกว่า กำลังอ่านข่าว ไม่ได้อ่านบทความที่คนเขียนชังหรือเชียร์ใคร

เป็นหนึ่งในความหวัง ในวันที่คนเริ่มสิ้นหวังกับการทำข่าว

นภพัฒน์จักษ์ อัตตนนท์ คือผู้อยู่เบื้องหลังเว็บข่าวที่น่าสนใจนี้

นภพัฒน์จักษ์ อัตตนนท์  บ.ก. Workpoint News สำนักข่าวออนไลน์ที่สร้างแบรนด์บนความเชื่อมั่น

เวิร์คพอยท์นิวส์วางตัวกับข่าวสถานการณ์เร่งด่วนยังไง

ถ้าคนมีความสงสัยอะไรให้มาจบที่เรา ยกตัวอย่างตอนไฟไหม้เซ็นทรัลเวิลด์ ในเน็ตมีข้อมูลโน่นนี่ มีคนโพสต์คลิป เราเอาคลิปเขามาลงแค่คลิปเดียวเพื่อบอกว่านี่คือบรรยากาศไฟไหม้ คนจะได้ระวังตัว เราจะไม่ดูดมาเจ็ดคลิปแล้วทำเจ็ดโพสต์ ที่สำคัญถึงจุดหนึ่งเราต้องสรุปให้ได้นะว่า มีผู้เสียชีวิตเท่านี้ ตำรวจบอกว่าสาเหตุเกิดจากอะไร ให้คนมองมาที่เราแล้วรู้ว่าสถานการณ์เป็นแบบนี้ แต่ละคนจะไปปรับชีวิตตัวเองยังไงก็ว่ากันไป

เรื่องผู้บริหารวง BNK48 ให้อีกวงมาใช้โรงละคร เราก็สรุปให้ทั้งหมด ไม่ได้อยู่ข้างไหน ไม่มีความเห็นของเราอยู่นั้น ความเห็นเราไม่ได้มีค่าขนาดนั้น สังคมคาดหวังให้เราทำหน้าที่สรุป ตรวจสอบ เราทำแค่นี้ เขาอ่านแล้วจะคิดอะไรก็เรื่องของเขา ผมไม่เคยบอกน้องให้ทำข่าวแล้วขยี้เลย สังคมไม่ได้ต้องการสิ่งนั้นจากเรา

แต่ความดราม่าก็จะนำมาซึ่งตัวเลขมากมายนะ

เราเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องทำเรื่องดราม่า ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคนเขาดราม่าเรื่อง BNK48 เราก็ต้องทำ แต่อย่างน้อยเราต้องไม่ไปสุมไฟเพิ่ม เราทำหน้าที่ฉายภาพให้คนดูเห็นว่าเป็นแบบนี้ ตัวละครแต่ละตัวทำอะไร แต่เราต้องไม่ไปเป็นตัวละครในเรื่อง

เรื่องที่คนแชร์เยอะที่สุดในรอบปีของเราไม่ใช่เรื่องดราม่านะ เดี๋ยวผมเปิดให้ดู อันดับหนึ่ง ‘ชายเดี่ยวสู้ชีวิต พิซซ่าเวียดนาม’ ยอดแปดล้านกว่าวิว เป็นเรื่องแรงบันดาลใจ อันดับสอง ‘สานฝันลุงน้อย เก็บเงินทั้งชีวิตคว้าใบปริญญา’ แรงบันดาลใจ อันดับสาม ‘ผู้นำฉลาดชาติพ้นภัย กรณีศึกษาไต้หวัน’ ความรู้ อันดับสี่ ‘เข้าใจไวรัสอู่ฮั่นในห้านาที’ ความรู้ อันดับห้า ‘เทพเจ้าสายฟ้าบริจาคหนึ่งล้านช่วยดับไฟป่าออสเตรเลีย’ นี่ก็แรงบันดาลใจ เป็นเทรนดิ้ง

อย่าไปคิดว่าคนสนใจแต่ดราม่า คนพร้อมจะงับความรู้ งับเรื่องดีๆ มันมีความหวังอยู่จริงๆ สามสี่ปีหลังบรรยากาศรวมๆ ในวงการสื่อไทยเปลี่ยนไปแล้ว เราให้คุณค่ากับเนื้อหาที่มีประโยชน์เยอะขึ้น พอทำแบบนั้นสปอนเซอร์ก็เข้ามา ภาครัฐก็เข้ามา เพราะเขามองออกว่าอะไรเป็นอะไร

คุณเลือกทำข่าวที่คนสนใจก่อนเป็นอันดับแรกใช่ไหม

ส่วนหนึ่งก็ใช่ ถ้าเลือกได้เราก็อยากทำแบบ BBC มีผู้สื่อข่าวสายสุขภาพ การเงิน รถยนต์ แต่เราต้องทำงานให้สมดุลกับรายจ่ายของเราก่อน การมาทำข่าวออนไลน์ทำให้รู้ว่า แต่ละวันคนไทยสนใจข่าวไม่เกินสามสี่เรื่อง ภาษาอังกฤษมีคำว่า Don’t hate the player, hate the game. ในเมื่อระบบมันเป็นแบบนั้น ถ้าทำเรื่องที่คนไม่สนใจเลย คนก็ไม่ดูเลยจริงๆ ยกเว้นจะทำได้มีพลังจริงๆ ซึ่งเราก็ทำอยู่นะ สูตรของผมคือ ทำข่าวอยู่บนสามแกน

หนึ่ง Public Interest เรื่องที่ยังไงก็ต้องทำ การเมือง ประชุมสภา โควิด-19 สอง Trending เรื่องที่คนสนใจ ช่วงนี้ดีตรงเรื่องสำคัญกับเรื่องที่คนอยากรู้เป็นเรื่องเดียวกันเลยทำงานสนุก บางช่วงคนสนหวยสามสิบล้านซึ่งมันไม่ได้สำคัญกับชีวิตประชาชนทุกคนขนาดนั้น ก็จะน่าเบื่อหน่อย สาม Branding เรื่องที่บอกว่าตัวตนเราเป็นแบบไหน เราก็แบ่งทีมไปทำข่าวในสามแกนนี้

ตัวอย่างข่าวประเภทแบรนดิ้งคือ

อธิบายง่ายที่สุด ข่าวอะไรที่กระทบกับคนชอบดูหม่ำ เท่ง โหน่ง เราทำข่าวนั้น มันคือข่าวที่กระทบชีวิตของประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศนั่นแหละ

เราถ่ายทอดสดทุกครั้งที่มีประชุมสภา เพราะเรายึดโยงกับเรื่องนโยบาย เป็นสิ่งสำคัญกับปากท้องประชาชน ถ้ามีข่าวดราม่า สักสองทุ่มเราจะสรุปข่าวยาวๆ ให้อ่านทีเดียวจบ ตัวอย่างที่เห็นภาพชัดคือ เราเคยทำสกู๊ปข่าวเรื่องยาชุด มีแชร์ไปแสนแปดหมื่นแชร์ เรื่องยาชุดมันไม่ใช่เรื่องของคนออนไลน์ยุคใหม่อยู่แล้ว แต่คุณลุงคุณป้าเขายังกินกัน คนก็แชร์แล้วแท็กคุณลุงคุณป้าให้มาอ่านแล้วบอกว่าเลิกกินได้แล้วนะ เราขอแค่หนึ่งเปอร์เซ็นต์ของคนแชร์เลิกกินยาชุด พันแปดร้อยคน เราก็โอเคแล้วนะ

นภพัฒน์จักษ์ อัตตนนท์  บ.ก. Workpoint News สำนักข่าวออนไลน์ที่สร้างแบรนด์บนความเชื่อมั่น

คุณเคยบอกว่า ถ้าเป็นสำนักข่าวแล้วทำแต่ข่าวป๊อป ก็ไปขายป๊อปคอร์นเถอะ การทำแต่ข่าวป๊อปไม่ดีตรงไหน

ถ้าข่าวป๊อป คือกระแสสังคมไปทางไหนเราก็เกาะๆ เขาไป เราต้องระวังที่จะไม่เป็นอย่างนั้น ไม่ใช่ว่าสังคมรักคนนี้เราก็เกาะไปด้วย ดูเทรนด์แล้วตามไปด้วย ไปไล่ดูกระแสสังคมเรื่องการเมืองของไทยได้เลย ห้าปีก่อนนกหวีด กปปส. คือกระแสป๊อป ผ่านมาห้าปีกลายเป็นว่าบางคนมีรูปต้องรีบลบทิ้ง ผมยกตัวอย่างให้เห็นภาพเฉยๆ นะ

ความนิยมชมชอบเปลี่ยนไปตลอด เวลาผ่านไปคุณตอบตัวเองได้ไหมว่าสกู๊ปข่าวที่ทำเมื่อหกเจ็ดปีก่อน คุณทำไปทำไม ทำเพราะกระแสสังคมหรือเปล่า เรื่องนี้สำคัญมาก ตอน กปปส. ผมก็ทำข่าวนะ แต่ผมคิดว่าไม่มีชิ้นไหนที่รายงานแบบไม่มีหลักการ รายงานไปเพื่อเกาะความนิยม การทำตัวติดเทรนด์ไปเรื่อยๆ ไม่ใช่หน้าที่ของนักข่าว ครั้งหนึ่งโลกส่วนใหญ่หรือกระแสป๊อปเชื่อว่าโลกแบน คุณจะทำข่าวตามนั้นโดยไม่อ้างอิงหลักวิทยาศาสตร์ก็ได้ แต่ถ้าพิสูจน์ได้แล้วว่าโลกกลม นักข่าวก็ควรทำหน้าที่บอกทุกคนว่าโลกกลม

นักข่าวไม่ใช่คนเก่งที่สุด เราไม่เก่งเรื่องอะไรเลย เรารู้แค่เสาหลักอยู่ตรงนั้น ถ้าพายุความนิยมพัดไปอีกด้าน เราต้องยังอยู่กับเสาหลักนะ ไม่ใช่ไปอยู่กับพายุ ถ้าสื่อถูกพัดไปกับพายุสังคมก็จะพังไปกันหมด

เคยเผลอชกตามเสียงเชียร์ไหม ทำข่าวแล้วชาวเน็ตรุมถล่มกันมัน ก็อยากทำข่าวมาโยนให้เขาด่าอีก

ผมกล้าบอกว่าเราไม่เคยทำอะไรตามเสียงเชียร์ ยกเว้นแต่คนสนใจอะไร เราอาจจะวิ่งไปตรงนั้นด้วย อย่างมงคลกิตติ์ที่คนพูดถึงกัน เราต้องให้น้ำหนักหรือเปล่า แต่เมื่อคนพูดถึงกันทั้งบ้านทั้งเมือง เราก็เอาเรื่องนั้นมานำเสนอแบบเรา คนอาจจะด่าว่าเกาะตามกระแส แต่ในกระแสนั้นเราพยายามชี้ว่า คนควรมองเรื่องนี้สิ อย่าหลงประเด็น อย่าด่าเลอะเทอะ เรื่องผีน้อยเกาหลี คนก็ด่า แต่เรามองว่าเขามีสิทธิ์ตามสมควรที่เขาจะมีหรือเปล่า เราระวังเรื่องนี้มาก

แต่บางเรื่องที่กระแสแรงมาก ถ้าว่ายทวนน้ำตอนนี้กูตาย ก็รอก่อน เช่นเรื่องค่าแท็กซี่ Editorial Judgement (การตัดสินใจของบรรณาธิการ) ที่คุยกันในทีมคือ ค่าแท็กซี่ไทยราคาถูกมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่น เราอยากทำเรื่องนี้ พอรายงานไปโพล่งๆ โดยลืมคิดว่าคนรู้สึกกับแท็กซี่ยังไง คนก็ด่า บริการแบบนี้ยังจะไปขึ้นราคาให้มันอีกเหรอ มันเป็นบทเรียนว่า จะนำเสนออะไรเราต้องมีวิธีการ ต้องสนใจทั้งข้อเท็จจริงและการสื่อการกับสาธารณะด้วย

มีข่าวที่รู้ว่าพูดแล้วจะโดนสังคมด่า แต่ก็ต้องยอมโดนด่าไหม

โรฮีนจา เราเชื่อใน Global Value เราไม่ได้พูดว่าให้รับโรฮีนจาด้วยซ้ำ แค่บอกให้เห็นว่าชีวิตเขาเป็นยังไง เรารู้ว่าทำไปแล้วลำบากแน่ ลำบากเจ้านายด้วย มีคนคอมเมนต์บอกให้คุณปัญญา (ปัญญา นิรันดร์กุล) เอาไปเลี้ยงสักห้าสิบคนสิ (หัวเราะ) เราทำสามตอนติด นวดจนคนชิน สามปีที่ผ่านมาเราคราฟต์เมสเสจได้เก่งขึ้น เริ่มรู้ว่าเรื่องไหนควรปล่อยวันไหน เวลาไหน ผู้อ่านเราก็เริ่มเดาทางได้มากขึ้น ถ้าปล่อยเรื่องโรฮีนจาตอนนี้คงไม่โดนเท่าสามปีก่อนแล้ว

นภพัฒน์จักษ์ อัตตนนท์  บ.ก. Workpoint News สำนักข่าวออนไลน์ที่สร้างแบรนด์บนความเชื่อมั่น

คุณลบข่าวของตัวเองบ้างไหม

ลบ ที่พลาดก็มี ทีมผมมีสิบกว่าคน บางทีเราก็ไม่ได้ดูครบถ้วนทุกข่าว ตามตำราแล้วเราไม่ควรต้องกังวลเรื่องนี้นะ งานจบก็คือจบ ผมพยายามบอกน้องๆ ว่า การโพสต์คือเราตัดสินใจแล้ว กลั่นกรองแล้วว่ามีครบทุกด้าน ไม่ว่าจะมองจากมุมไหนสิ่งที่เรานำเสนอก็ไม่ผิด ข้อมูลอาจจะไม่ครบถ้วน แต่ไม่ผิด เป็นงานที่ยึดโยงอยู่กับความจริง ถ้าเราทำสิ่งนี้ ต่อให้คนด่า เราก็ตอบได้ว่าทำเพราะอะไร

ในรอบสามปีที่ผ่านมา เราลบน้อยลงมาก รอบคอบขึ้นเยอะ ผมพยายามบอกทีมว่า ใจเย็นๆ อย่าตกหลุมพราง Engagement มันมีผลจริงๆ นะ ลงช้ากว่ากันห้านาทียอดแชร์จากหกพันเหลือหกร้อย ยอดแชร์ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องเงินทองของนักข่าว แต่บางทีเขาก็คิดว่าเป็นผลงาน ถ้าทำงานไปสักสองวันแล้วไม่มีข่าวที่คนแชร์เลย ฉันจะมีตัวตนไปทำไม

ในยุคที่ชาวเน็ตกลายเป็นนักข่าว แล้วนักข่าวต่างจากชาวเน็ตยังไง

นักข่าวต้อง Verify (ตรวจสอบ) ความรู้ และต้องมี Editorial Judgement ซึ่งมันสำคัญมาก เช่น มีคนโพสต์เฟซบุ๊กว่าฉันกลับมาจากต่างประเทศแล้วทะลุสนามบินเข้ามาได้เลย ผมบอกกับทีมว่า เราไม่ได้แข่งกันทำข่าวจี๊ดจ๊าด ยิ่งช่วงโควิด-19 ด้วย เราต้องชนะกันที่ความมีวุฒิภาวะ สิ่งหนึ่งที่คุณต้องคำนึงไว้เสมอคือ คุณต้องสื่อสารข้อเท็จจริง คุณต้องตรวจสอบก่อนลง 

นภพัฒน์จักษ์ อัตตนนท์  บ.ก. Workpoint News สำนักข่าวออนไลน์ที่สร้างแบรนด์บนความเชื่อมั่น

ตรวจสอบยังไง

หลักง่ายๆ ตรวจสอบสองฝั่ง กรณีนี้คือ การท่าฯ เราก็โทรไป การท่าฯ บอกว่าผมจะฟ้องเพราะมันเป็น Fake News เราก็รู้สึกว่ามันแปลกๆ แล้ว สุดท้ายก็ใช้วิธีลงจากข้อมูลฝั่งการท่าฯ แล้วใส่ไปนิดหนึ่งว่า จากกรณีที่มีคนโพสต์ว่าแบบนี้ ซึ่งเราไม่ได้บอกว่าเป็นเรื่องจริงนะ มันเป็นการบิดวิธีนำเสนอข่าวที่ทุกสำนักทำกันอยู่แล้ว นี่คือการทำงานที่ผ่านกระบวนการซึ่งแสดงว่าคุณพอจะมี Editorial Value ให้สังคมบ้าง ไม่งั้นทุกคนก็จะตั้งคำถามว่า มีนักข่าวไปทำไม

เคสป้าที่ล้มที่สนามบินก็เหมือนกัน เราไม่ควรก๊อปเฟซบุ๊กเขามาลงเลย ถ้ามีคนเห็นป้าคนหนึ่งล้มที่สนามบินแล้วโพสต์ว่าเป็นโควิด-19 หรือเปล่า เขาไม่ผิดนะ ในฐานะประชาชนเขามีสิทธิ์โพสต์ได้ แต่ผมบอกน้องว่า ถ้าแกเอาโพสต์นั้นมาทำเป็นข่าวแล้วถามว่า โควิด-19 หรือเปล่า แล้วทำแค่นั้น ไม่มีกระบวนการตรวจสอบเลย วันหนึ่งแกจะตกงานแน่ๆ เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่แกทำเหมือนคนอื่น แกจะเริ่มหมดค่าแล้ว อย่าทำในสิ่งที่คนอื่นทำ เราต้องอยู่ข้างหน้าหนึ่งก้าวเสมอ นักข่าวต่างจากคนทั่วไปตรงเรามีสมุดที่มีเบอร์ติดต่อหน่วยงานภาครัฐทุกที่ พอโทรไปแล้วบอกว่าจากเวิร์คพอยท์นิวส์แล้วเขาตอบไง มันไม่ได้ยากขนาดนั้น เราต้องทำหน้าที่ตรวจสอบข่าวนี้ให้สังคม

แต่ถ้าก๊อปมาลงเลย ทั้งเร็ว ทั้งดราม่า ยอดน่าจะเยอะนะ คุณไม่เสียดายหรือ

Engagement มันจะแปลงเป็นเงินได้เท่าไหร่เชียว เมื่อเทียบกับมูลค่าของแบรนด์ที่เสียไป

มูลค่าแบรนด์ของเวิร์คพอยท์นิวส์ตั้งอยู่บนอะไร

ความเชื่อมั่น ถ้าคนมาจบที่เวิร์คพอยท์นิวส์เราจะมีความสุข สมมติวันนี้คนสับสนว่าพระจะสวดมนต์ไล่โควิดหรือไม่สวด เวิร์คพอยท์บอกไม่สวดแล้วคนเชื่อ เวลามีดราม่าอะไรสักอย่างแล้วมีคนเอาข่าวเราไปแปะแล้วบอกว่า เวิร์คพอยท์บอกว่างี้ แสดงว่าเราได้ความเชื่อมั่นจากประชาชน เว็บที่เราทำเรื่องโควิด-19 LINE ก็มาขอเป็นพาร์ตเนอร์ แสดงว่าเขาเชื่อมั่นในเรา

ผมพูดว่า Engagement ไม่สำคัญ ไม่ได้แปลว่ามันไม่ใช่หนึ่งใน KPI นะ แค่คุณอย่าไปหลงกับสิ่งนั้น ยอดก็สำคัญ ถ้าทำข่าวคุณภาพด้วยยอดดีด้วยก็ยิ่งฟิน

สำนักข่าวออนไลน์อันดับหนึ่ง ควรจะวัดจากอะไร

(คิดนาน) ผมไม่เคยคิดเลย คนข่าวจริงๆ ไม่มีใครมานั่งคิดเรื่องนี้นะ (หัวเราะ) BBC ก็ไม่เคยบอกว่าฉันชนะ Channel 4 หรือชนะ Washington Post, The New York Times ในโรงเรียนนักข่าว ไม่เคยมีสักคลาสที่สอนว่า คุณจะเป็นเบอร์หนึ่งเมื่อถึงจุดนี้ เขาสอนแต่วิธีตรวจสอบความถูกต้อง การทำข่าวช่วงวิกฤต จรรยาบรรณ ถ้ามีตัวเลขบางอย่างที่พอจะเป็นดัชนีให้เรากดดันก็คือรายได้ เพราะเราต้องเลี้ยงลูกน้อง ต้องซื้อคอมดีๆ ให้ลูกน้องเขียนข่าว

โลโก้ของสำนักข่าวควรจะเป็นแค่ตราประทับว่า คุณอ่านข่าวนี้ได้นะ คุณเชื่อใจได้นะ สิ่งที่สำคัญสุดคือเนื้อหาที่จะบอกคนว่าต้องทำอย่างไรต่อ มันสำคัญกว่าชื่อสำนักข่าว

เราควรทำข่าวเพื่อคนอ่านได้ประโยชน์ ไม่ใช่เพื่อให้สำนักข่าวได้ประโยชน์

ใช่ สำหรับผมนะ เราต้องทำเพื่ออิมแพ็คสังคม สิ่งนี้มันโยงกับการเลือกเด็กมาทำงานด้วย คุณมีแพสชันอะไรสักอย่างหรือเปล่า น้องทีมผมคนหนึ่งบอกว่า เขาใกล้ชิดกับแรงงานเยอะ เขาเลยอยากทำเนื้อหาที่ทำให้ชีวิตแรงงานดีขึ้น อย่างน้อยเขาก็มีเป้าหมายบางอย่าง ถ้าหนูทำข่าวแรงงานแล้วปีหน้าเขาเปลี่ยนกฎหมายตรงนี้ได้หนูก็มีความสุข อีกคนทำเรื่องเด็กเยอะมาก เขาผลักดันจนเด็กไปหาจิตแพทย์ได้โดยไม่ต้องมีลายเซ็นของผู้ปกครอง

เราหวังจะให้เขียนข่าวเสร็จปุ๊บมีการแก้รัฐธรรมนูญเลยมันยาก เด็กทุกคนก็รู้ แต่อย่างน้อยเรามีสิ่งนั้นเป็นเป้าหมาย มันไม่ใช่เรื่องการเป็นอันดับหนึ่ง แต่เป็นเรื่องคุณค่าที่สร้างให้คนที่อยู่รอบๆ ตัวเรา ทำให้เด็กๆ ในทีมสิบกว่าคนเห็นว่า เขาสร้างอิมแพ็คกับสังคมได้ แค่นี่มันก็ชื่นใจ ได้ความสุขเป็นรางวัลแล้ว นักข่าวเงินเดือนไม่ได้เยอะหรอก นี่คือคุณค่าในงานของพวกเรา

นภพัฒน์จักษ์ อัตตนนท์  บ.ก. Workpoint News สำนักข่าวออนไลน์ที่สร้างแบรนด์บนความเชื่อมั่น

คุณเชื่อว่านักข่าวเปลี่ยนโลกได้

เปลี่ยนโลกน่ะยาก เมื่อก่อนผมก็เคยคิด แต่ทำมานานๆ ก็เลิกคิดไปแล้ว ทุกวันนี้ผมคิดถึงตัวเราเองนี่แหละ คุณรู้สึกว่างานที่ทำมีคุณค่ากับชีวิตคุณก็พอ จะได้ไม่ต้องไปเครียดมาก ถ้าเขาตั้งเป้าว่าต้องแก้รัฐธรรมนูญให้ได้ ทำข่าวไปแล้วมีคนกดไลก์สิบคน คนอ่านน้อยมาก ก็หงุดหงิดอีก อย่าไปคิดแบบนั้น เราทำข่าวเพื่อให้รู้ว่า วันนี้ฉันตื่นมาแล้วยังอยู่ในทางที่ฉันอยากไป ถ้าสุดท้ายเปลี่ยนโลกได้ก็ดี

คุณค่าของนักข่าวในวันนี้คืออะไร

คนจะได้หันหัวถูกทางมั้ง เมืองไทยมีวิกฤตเรื่องการสื่อสารมาก คนงงว่าต้องหันหน้าไปทางไหน เราไม่ได้บอกว่าเราทำถูกหรือเพอร์เฟกต์ แต่สิ่งที่เราทำมีเหตุผล มีที่มาที่ไป เราหวังดีต่อสังคม เราพยายามขยับบทสนทนาในสังคมออกไปไม่มากก็น้อย ถ้าคนสนใจเรื่องลิง เราก็ทำข่าวคนลพบุรีเป็นทุกข์กับภาวะนี้ยังไง ในขณะที่ชั่วโมงนี้ทุกคนในห้องหันหน้าไปที่เรื่องนี้ นักข่าวคือคนชี้ให้เห็นว่า จากภาพใหญ่คุณมองตรงนี้สิ ตรงนี้น่าจะแก้ได้ไหม เป็นสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่ค่อยๆ ขยับกันไปได้

การเขียนข่าวของคุณมีน้ำเสียง มีฝักมีฝ่ายไหม

จุดนี้เวิร์คพอยท์นิวส์ไม่ได้สนับสนุนพรรคการเมืองไหน ไม่มีทุนจากพรรคไหนมาหนุน เรามีเส้นแบ่งเรื่องความสัมพันธ์ที่ชัดเจนว่า ฉันเป็นนักข่าว เธอเป็นนักการเมือง ถ้าฉันอยู่ในจุดที่นั่งเขียนข่าว ฉันต้องตรวจสอบเธอ บางพรรคมีเพื่อนผมไปเป็นกรรมการบริหารพรรคเต็มเลย แต่ถ้ามีอะไรต้องตรวจสอบก็ต้องตรวจสอบ ต้องทำให้นักการเมืองอยู่ในสถานะที่ตรวจสอบได้ เราต้องทำหน้าที่เป็นกระจก เราจะดีใจถ้านักการเมืองมาให้สัมภาษณ์รายการเราด้วยความรู้สึกกลัว กูโดนแน่ๆ หรือถ้าใครทำอะไรไม่ดีสักอย่างแล้วรู้สึกว่าเดี๋ยวเวิร์คพอยท์นิวส์มันเล่นกูแน่ๆ ถือว่าเราทำสำเร็จ

ต่อให้ทุกอย่างในสังคมเละไปหมดแล้ว เราก็ยังบอกน้องว่าเราจะไปทำข่าวเลือกข้างเชียร์พรรคนั้นพรรคนี้ไม่ได้

ถ้าน้องบอกว่า ภาพเขามันชัดมากเลยนะพี่

เราก็จะบอกว่า ศีลธรรมหรือหลักคุณค่าของวิชาชีพของคุณก็สำคัญนะ ในเมื่อคุณไม่ชอบหน่วยงานอิสระบางแห่งเพราะเขาทำผิดจรรยาบรรณ แต่คุณกลับยอมทำผิดจรรยาบรรณด้วยการไปด่าเขาน่ะ ไม่ได้นะ วิชาชีพของเราต้องคงอยู่สิ ถ้าวันหนึ่งก่อนตายสังคมไทยดีขึ้น คุณก็ตายตาหลับ เรื่องน้ำเสียงในข่าวมันมีแหละว่า แซะ ขยี้ หรือกวนตีนอยู่ แต่ต้องตอบตัวเองให้ได้ว่า เราไม่ได้ทำเพราะจะช่วยใคร หรือเกลียดใคร

คุณรู้จักผู้หลักผู้ใหญ่ของประเทศนี้มากมาย พอเขียนข่าววิจารณ์เขา ไม่กลัวมองหน้ากันไม่ติดหรือ

ไม่กลัวนะ การเขียนข่าวถึงนักการเมืองไม่ใช่การเขียนด่าเขา มันเป็นเรื่องของประชาชน เรื่องข้อผิดพลาดของเขา บางทีเขาก็ออกนโยบายมาดีแล้วแต่ในทางปฏิบัติทำไม่ได้ หรือเรามองเรื่องนี้ต่างจากเขา เขียนไปแล้วเขาจะนำพาหรือไม่นำพาก็แล้วแต่เขา ผมทำข่าวมาสิบปี ไปเจอนักการเมืองใหญ่ๆ มาแล้วทุกคน ผมกล้ามองตาเขาแล้วพูดว่า ผมไม่ได้หวังร้ายกับเขา เราทำเพื่อประโยชน์กับสังคม เราไม่ได้ตื่นมาทำข่าวด่าคุณเพราะเกลียดคุณนะ

ถ้าคุณอ่านแล้วไม่เห็นด้วย ข้อมูลผิด ก็มาคุยกันได้ ผมไม่กลัวเลยว่าเขาจะเกลียดผม พูดตรงๆ ว่าไม่มีใครสำคัญกับผมขนาดนั้น จนผมยอมเอาวิชาชีพผม เอาแบรนด์สำนักข่าวที่สร้างมาไปแลก ไม่มีจริงๆ ถึงเราจะเกลียดนักการเมืองคนนี้มากขนาดไหน เขาก็ไม่สำคัญขนาดนั้น แต่ถ้าเป็นเรื่องนโยบายที่ทำให้ชีวิตคนดีขึ้น เรายอมทุ่มทุกอย่างเพื่อให้มีอิมแพ็คให้มากที่สุด

เรามีหน้าที่ตั้งคำถามกับนักการเมือง ไม่ใช่ถามแต่สิ่งที่เขาอยากพูด ไม่งั้นจะมีเราไปทำไม เขาก็เฟซบุ๊กไลฟ์ก็ได้ พอมีหลักแบบนี้มันก็จะไปได้ทุกที่

ข่าวที่คุณภูมิใจที่สุด

เว็บโควิด-19 ก็ภูมิใจนะ มันจับต้องไม่ได้หรอกว่าใครจะให้รางวัล แต่คนก็ยังแชร์อยู่เรื่อยๆ รู้สึกว่าคนยังเชื่อมั่นเรา เรายังทำหน้าที่ให้ความรู้คน ให้เขามีภูมิต้านทานทั้งไวรัสและข่าวสาร แต่สิ่งที่ภูมิใจมากๆ ในวันนี้คือ น้องๆ นักข่าว มีน้องคนหนึ่งเรียนจบก็มาอยู่กับเรา ปีหนึ่งก็ได้ไปทำงานที่บีบีซีไทย อีกคนกำลังสมัครทุนเดียวกับผมไปอังกฤษ เห็นน้องได้รับเลือกให้ไปทำข่าวสำคัญๆ ต่างๆ กลับมาได้ชิ้นงาน น้องมีความสุข ได้โตขึ้น สิ่งนี้ภูมิใจกว่างานอีก

นภพัฒน์จักษ์ อัตตนนท์  บ.ก. Workpoint News สำนักข่าวออนไลน์ที่สร้างแบรนด์บนความเชื่อมั่น
นภพัฒน์จักษ์ อัตตนนท์  บ.ก. Workpoint News สำนักข่าวออนไลน์ที่สร้างแบรนด์บนความเชื่อมั่น

ภูมิใจทั้งที่กำลังจะเสียทีมงานฝีมือดี

ถ้าเสียด้วยเหตุผลที่ดี ผมโอเคมาก คือเราไม่ได้สำคัญขนาดนั้น เมื่อเทียบกับโอกาสในชีวิตคนคนหนึ่ง เขาจะมีโอกาสได้เจออะไรมากมาย แล้วกลับมาทำอะไรดีๆ ทุกวันนี้พอเราเปลี่ยนจากนักข่าวมาเป็น บ.ก. มันเหนื่อยขึ้นเยอะมาก แต่ก็ภูมิใจจริงๆ

ในฐานะ บ.ก. อะไรคือสิ่งที่คุณจะไม่มีวันทำแน่ๆ

อะไรที่ผิดศีลธรรมทางวิชาชีพ เมื่อกี้พูดเรื่องนักการเมืองไปแล้ว นักการเมืองยังง่ายกว่านักธุรกิจ ยิ่งประเทศไทยมีธุรกิจใหญ่สนับสนุนสื่ออยู่ไม่กี่เจ้า เรื่องพวกนี้ก็สำคัญ พอถึงจุดหนึ่งเราต้องต้องร่วมโต๊ะกินข้าว ต้องผูกสัมพันธ์กัน เราก็ต้องรักษาเส้นแบ่งนี้ให้ดี

อย่างเช่นมีข่าวขององค์กรหนึ่งที่ทำงานใกล้กับบริษัทเรามากๆ พอเขามีข่าว เราก็ต้องเขียนในฐานะที่เราเป็นนักข่าว นี่คือสิ่งที่คนคาดหวังจากเรา เป็นสิ่งที่เราถูกฝึกมา ถ้ามันทำให้ใครไม่พอใจ ผมก็จะบอกว่าผมไม่ได้ทำอะไรผิด ผมแค่รายงานตามข้อเท็จจริง แต่สิ่งที่ผมรายงานไปอาจจะมีคนไม่ชอบ หรือไปกระทบใคร มันไม่ใช่ความผิดของผม มันต้องมีการตบตีกัน มันต้องมีการยืนหยัดว่า ผมให้ไม่ได้ ผมให้ไม่ได้ ผมให้ไม่ได้ เราไม่ได้ต่อสู้เพื่อเรื่องที่งี่เง่านะ ผมทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวม เนื้อหาทั้งหมดที่อยู่ภายใต้การดูแลของผมจะมีหลักตรงนี้อยู่

มีผู้ใหญ่โทรมาเคลียร์บ่อยแค่ไหน

สัปดาห์ละครั้งเป็นอย่างน้อย จะฟ้องก็มี ก็ปล่อยให้เป็นเรื่องทางกฎหมาย เรารวบรวมมาจากตรงนี้นะ ไม่ได้กล่าวหาเขาลอยๆ เมื่อวานเพจสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติโพสต์เรื่องสวดมนต์โควิด เราก็เอามาเขียนข่าว ปรากฏว่าคนโพสต์เป็นน้องๆ แต่ผู้ใหญ่ของเขาบอกว่าเขาไม่ได้มีเจตนา อย่าทำให้สำนักสงฆ์เสียหายเลย ขอให้เราลบ เราจะลบได้ยังไง ก็เราไม่ได้ทำอะไรผิด

มันเป็นเรื่องเล็กน้อยๆ ก็จริงนะ แต่มันคือศักดิ์ศรีของเราที่สำคัญมากในการปกป้องทีมเรา ถ้าเราบอกว่าได้เลยครับพี่ เดี๋ยวเราปรับให้ตามใจทุกอย่าง ทีมงานก็จะเสียกำลังใจกันหมด เราเลยไม่ลบ แต่เขียนสรุปให้ว่าข้อเท็จจริงเป็นยังไง ส่งไปให้เขาดู เขาก็โอเคขอบคุณเรา ก็ต้องคุยกันจะเข้าใจมุมเขามุมเรามากขึ้น เราไม่ได้อยู่ในจุดที่เอาใจทุกคนได้จริงๆ บางคนก็โทรมาบอกว่า เล่นแรงไปแล้วนะ เราเปลี่ยนไปเล่นเรื่องอื่นก่อนก็ได้ เดี๋ยวค่อยกลับมาเล่นใหม่ (หัวเราะ)

โดนคนใหญ่คนโตโทรมาด่าทำให้หงอลงไหม

พอทำงานไปสักพักมันไม่ใช่เรื่องกล้าหรือไม่กล้าแล้ว เราเป็นนักข่าวอยู่ในประเทศไทยซึ่งนักข่าวถึงขนาดติดคุกหรือต้องลี้ภัยได้เลย ผมกล้าพูดกับทุกคนว่า ผมไม่ได้มีจรรยาบรรณหรือศักดิ์ศรีสูงส่งขนาดจะต่อสู้จนวันที่ถูกจับเข้าคุก ถ้าเราอยู่นอกคุกเราก็ยังมีคุณค่าบางอย่าง วันหนึ่งเรารู้แล้วว่าข่าวมาแบบนี้ต้องบิดแบบนี้ เพราะมันพูดตรงๆ ไม่ได้ เราอ้อมแต่คนยังเก็ตอยู่ ก็เรียนรู้ไป

นภพัฒน์จักษ์ อัตตนนท์  บ.ก. Workpoint News สำนักข่าวออนไลน์ที่สร้างแบรนด์บนความเชื่อมั่น

รายการเวิร์คพอยท์ทูเดย์ตอบโจทย์อะไรในการทำข่าวของคุณ

ช่องเวิร์คพอยท์ไม่มีข่าวตอนค่ำ เจ้านาย (ชลากรณ์ ปัญญาโฉม) เลยอยากให้มีรายการข่าวแบบออนไลน์ ซึ่งเรามีแพลตฟอร์ม มีสายตาของคนที่พร้อมจะมองมาอยู่แล้ว เราก็เลือกสิ่งที่เป็นประโยชน์กับคนมาเสนอ ด้วยปรัชญาการทำข่าวเดิมของเรา จากที่มีอาวุธแค่ข่าวเว็บ กราฟิก วิดีโอสั้น ก็เพิ่มรายการ มันทำให้เราได้แอคทีฟทุกวัน ต้องคิดหาคนมาสัมภาษณ์ทุกวัน

เบรกแรกเล่าข่าว ส่วนสัมภาษณ์ก็เลือกได้ว่าจะมีหรือไม่มี ซึ่งเป็นข้อดีของออนไลน์ ความยาวของรายการครึ่งชั่วโมงก็ได้ ชั่วโมงหนึ่งก็ได้ สี่ชั่วโมงก็ได้ แล้วแต่เหตุการณ์ของแต่ละวันเลย ถ้าวันนี้ไม่มีข่าวก็ทำยี่สิบนาทีแล้วให้น้องกลับไปพักผ่อน พรุ่งนี้ถ้ามีข่าวใหญ่จะได้มีแรงมาทำกัน เราจะทำข่าวใหญ่ของวันนั้น ถ้าวันนี้มีเรื่องปิดประเทศก็เดาได้ว่าจะสัมภาษณ์คนที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ ผมจัดก็ได้ไม่จัดก็ได้ เพราะผมไม่ใช่คนดัง เขาไม่ได้เปิดดูเพราะผมอยู่แล้ว (หัวเราะ)

มองรายการ คุยข่าว สัมภาษณ์ข่าวในช่องหลัก เป็นคู่แข่งไหม

ไม่เลย เอาตัวเองให้รอดก็เหนื่อยแล้วนะ ไม่มีเวลาจะแข่งอะไร สิ่งนี้สำคัญมาก บอกน้องว่า อย่าคิดว่าเราต้องแข่งนะ ไม่งั้นอาจพลาดได้ เห็นเขาทำข่าวนั้นแล้วมียอดแชร์เยอะก็เอาบ้าง Editorial Judgement ของคุณสำคัญกว่าการแข่งขันนะ ผมไม่เคยคิดว่าแข่งกับใคร 

เรื่องของเราไม่สำคัญหรอก ในประเทศนี้มีอะไรให้คิดอีกเยอะแยะ ไม่ใช่คิดแค่กูจะเอาชนะมึง คนป่วยโควิด-19 เป็นพันคนพ่อแม่พี่น้องเราทั้งนั้น จะมาปวดหัวเรื่องกูเรตติ้งเท่าไหร่ กูเท่กว่าใคร มันใช่หรือเปล่า สิ่งที่ต้องทำคือ รีบไปศึกษามา เอาข้อมูลมาตัดเป็นสกู๊ปให้คนดูเยอะที่สุด เขาจะได้ป้องกันตัวเองมากที่สุด สิ่งนี้สำคัญกว่าหรือเปล่า

อยากสร้างคาแรกเตอร์ผู้ประกาศให้คนจดจำไหม

สมัยผมอยู่ที่เนชั่น พี่ติ่ง (สมภพ รัตนวลี) โปรดิวเซอร์ผมสอนว่า มีภาพข่าวกลุ่มคนเสื้อแดงเผารถ ผู้ประกาศคนหนึ่งเล่าข่าวว่า “คุณผู้ชมดูสิครับ แม่งชั่ว ดูมันเผา” อีกคนเล่าว่า “นี่คือภาพบรรยากาศที่ราชประสงค์วันนั้นครับ” คุณทำหน้าที่รายงานให้คนรับข่าวแล้วตัดสินเอง เรื่องพวกนี้สำคัญกว่าเรื่องตัวคุณเยอะ คุณไม่ได้สำคัญขนาดที่จะเอาเรื่องความเป็นความตายของคนมาดึงความนิยมของตัวเอง

เรตติ้งรายการข่าวทางโทรทัศน์เกือบทั้งหมดมาจากตัวผู้ประกาศ ถ้าคุณไม่สร้างคาแรกเตอร์ให้ตัวเอง แล้วเรตติ้งรายการเวิร์คพอยท์ทูเดย์จะมาจากไหน

เจ้านายให้มาครับ (หัวเราะ) แพลตฟอร์มเราใหญ่มาก เพจ Workpoint Entertainment มีคนตามอยู่ 15 ล้านคน ย้ำอีกรอบว่าผมโชคดีมากที่แพลตฟอร์มเราใหญ่ เลยไม่จำเป็นต้องดิ้นรนสร้างตัวตน ทำข่าวให้หวือหวา คนก็ยังดูเรา ถ้าจะพูดเรื่อง Persona ของผู้ประกาศข่าว มันใช้ตำราเดียวกับทุกคนไม่ได้ 

ยุคผมเด็กทุกคนอยากเป็นแบบคุณสรยุทธ (สรยุทธ สุทัศนะจินดา) ทุกคนฝึกเล่าข่าวแบบนั้น น้ำเสียงมาเลย ทั้งที่อายุเพิ่งยี่สิบห้า เสียงไม่มีทางเหมือนคนอายุสามสิบห้าได้ ผมไม่ได้บอกว่าการอยากเป็นแบบคุณสรยุทธดีหรือไม่ดีนะ คุณเป็นแบบเขาไม่ได้ แต่สิ่งที่ทุกคนทำได้ก็คือ ทำข่าวที่มีประโยชน์ แล้วไปหาทักษะของตัวเองว่าเก่งด้านไหน การเล่าข่าวแบบเพจ Poetry of Bitch หรือในทีมผมก็มีแบบพี่วิศรุต (วิศรุต สินพงศพร) เพจวิเคราะห์บอลจริงจัง ก็ไม่ใช่ทักษะแบบคุณสรยุทธเลย แต่สร้างอิมแพ็คได้

ถ้าพูดเรื่องการเป็นผู้ประกาศแล้วบุคลิกต้องหวือหวา ก็จะมี คุณสุทธิชัย (สุทธิชัย หยุ่น), คุณสรยุทธ, คุณกนก (กนก รัตน์วงศ์สกุล), คุณจั๊ด (ธีมะ กาญจนไพริน), คุณพุทธ (พุทธ อภิวรรณ) หมดแล้ว ในรอบสามสิบปีนี้มีอยู่ห้าคน พ้นจากห้าคนนี้แปลว่าอะไร อดทำข่าวเหรอ ก็ไม่ควรนะ ผมก็เป็นคนที่ไม่ใช่ห้าคนนั้น ผมทำข่าวออกหน้าจอมาสิบปีแล้วก็ไม่ดัง คนก็ไม่สนใจ เดินไปไหนก็ไม่มีใครทัก ถ้าไม่มีพรสวรรค์ที่จะเป็นคนที่กล้องรัก คุณก็ต้องดิ้นรนหาทางส่งสารในแบบของคุณให้ได้ ต้องขวนขวายเอาความรู้ ทักษะ ไปหาข้อมูลใหม่ๆ มาเล่าให้คนฟังก็โอเค

คุณไม่สร้างตัวตนในข่าว ทำตัวโลว์โปรไฟล์ ไม่อยากเป็น บ.ก. ข่าวดังๆ เหรอ

ไม่รู้จะดังไปทำไม (หัวเราะ)

นภพัฒน์จักษ์ อัตตนนท์  บ.ก. Workpoint News สำนักข่าวออนไลน์ที่สร้างแบรนด์บนความเชื่อมั่น

คนหนุ่มกับชื่อเสียงการยอมรับเป็นของคู่กันไม่ใช่หรือ

The Cloud มาสัมภาษณ์ผม ก็ได้รับการยอมรับแล้ว (หัวเราะ) ผมยอมรับว่าผมไม่ดังนะ เราไม่ควรเอาความดังมานำชีวิต ผมไม่ปฏิเสธว่าดังแล้วจะดี ถ้าดังก็คงทำอะไรได้อิมแพ็คมากขึ้น แต่มันไม่ควรเอามาเป็นแก่นของชีวิต เป็นสิ่งแรกที่ต้องแสวงหา มันยังมีอีกหลายอย่างที่ต้องทำ

ถ้าสังคมไทยให้คุณค่ากับคนที่ควรได้รับมัน เราคงรู้สึกดีกว่านี้ ผมไม่ได้พูดให้ตัวเองนะ แต่มีบางคนที่เขาคู่ควรกับการได้รับเกียรติ ในขณะที่บางคนไม่คู่ควรแต่คนก็ยังไปให้เกียรติ ไปให้พื้นที่กับคนแบบนี้ แต่เราก็ทำอะไรไม่ได้ ก็หวังว่าก่อนตาย เราจะเห็นนักข่าวที่มีคุณภาพได้รับเชิญให้ไปรับรางวัลหรือเป็นที่รู้จักกันทั้งสังคมแบบนักวิทยาศาสตร์ดังๆ

ความดังในยุคนี้ถือว่ามีมูลค่าไม่น้อยนะ คุณมองในมุมนี้บ้างไหม

ถ้าตอบแบบตรงไปตรงมาก็คือ บริษัทดูแลผมดีพอจนผมไม่กระหายตรงนั้นเพิ่มแล้ว ถ้ามีการจัดอันดับแล้วผมไม่ติดหนึ่งในสิบหนุ่มฮอตผมก็นอนหลับนะ ไม่เป็นไรเลย (หัวเราะ) น้องในทีมผมเงินเดือนก็ไม่ได้เยอะ เราใช้งานเขาตั้งเยอะ แล้วเขาต้องโอนเงินก้อนใหญ่ให้พ่อ ผมนอนไม่หลับกับเรื่องพวกนี้มากกว่า ความดังมันเป็นเรื่องมายาคติมาก เอาแรงไปคิดเรื่องอื่นที่น่าคิดดีกว่า พอถึงวันเสาร์ผมก็ได้อยู่กับเพื่อน ได้หัวเราะเฮฮา มันเป็นความอบอุ่นที่มีความหมายมากกว่าชื่อเสียงอะไรก็ไม่รู้

อะไรทำให้อยากเป็นนักข่าว

ตอนไป AFS ที่อเมริกา มี 9/11 ช่วงนั้นนอกจากพนักงานดับเพลิงแล้ว นักข่าวก็เป็นอีกอาชีพที่คนชื่นชมมาก นักข่าวอย่าง แดน ราเธอร์ (Dan Rather) หรือ ทอม โบรคอว์ (Tom Brokaw) เขารายงานข่าวยาวมาก โฮสต์ผมบอกว่า ดูสิ ฉันไปนอนแล้วตื่นมาเขายังรายงานข่าวอยู่เลย เราออกไปกินข้าว กลับมาเขาก็ยังรายงานข่าว เขาไม่ได้นอนมายี่สิบชั่วโมงแล้ว อาชีพนี้ก็เริ่มเข้ามาอยู่ในหัวผม ตอนนั้นได้ทำหนังสือพิมพ์ของโรงเรียนที่อเมริกา ก็ได้ฝึกเขียน

พอกลับมาเรียนมหาวิทยาลัย เราเป็นเด็กต่างจังหวัดที่ได้มาอยู่ในสังคมเด็กอินเตอร์ ถ้าใช้ภาษาตอนนี้ก็คือมีความเหลื่อมล้ำสูงมาก พอคุยเรื่องการเมือง เพื่อนบอกว่า มึงเป็นบ้าอะไร กูไม่ได้บ้า แต่เรื่องนี้สำคัญต่อชีวิตคนตั้งเยอะ พวกมึงไม่สนใจเอง เราสนใจการเมือง ทักษะก็พอได้ น้ำเสียงพอได้ เคยเล่นละครเวที การแสดงก็พอได้ อยู่หน้าจอไม่เคอะเขิน ภาษาอังกฤษก็ชอบ อ่านข่าวต่างประเทศอยู่แล้ว ก็อยากเป็นนักข่าวมากๆ

มากแค่ไหน

ผมเรียนจบมาหนึ่งปีโดยไม่มีเงินเดือน เพื่อรอที่จะเป็นนักข่าวเท่านั้น ผมจบ BBA มา เพื่อนบางคนไปทำบริษัทใหญ่ๆ ได้เงินเดือนสามหมื่น บางคนได้เจ็ดหมื่น แต่เรายอมไม่มีเงินเดือนปีหนึ่งเพื่อรอที่จะได้เป็นนักข่าวสักที่ ที่ไหนก็ได้ จนได้มาเป็นที่เนชั่น ผมใช้เวลาหกปีที่เนชั่นโดยไม่คิดเรื่องอื่นเลย คนอื่นอาจจะคิดเรื่องอายุน้อยร้อยล้าน แต่ผมคิดแค่จะพิสูจน์ว่าสิ่งนี้สำคัญกับสังคม

สิ่งไหน

การต้องพูดเรื่องการเมือง เรื่องสังคม ห้าหกปีแรกผมทำงานด้วยความโกรธเกลียดสิ่งที่เราไม่ชอบ สิ่งที่เราเคยเจอมา มันเป็นพลังงานผลักดันหลังของเราเลย พอทำมาสักพักก็พบว่า การเป็นนักข่าวทำให้ได้ไปเรียนทุนไปเรียนต่อที่อังกฤษด้วย ทั้งที่จบมาด้วยเกรดสองจุดห้า ได้ไปเปิดหูเปิดตา กลับมาก็ยิ่งเห็นประโยชน์ของอาชีพนี้ ก็ทำมายาวเลย

ตอนไปเรียนต่อที่อังกฤษ ได้เรียนรู้อะไรบ้าง

อย่างแรก ผมถ่อมตัวขึ้นเยอะมาก คนที่เรียนด้วยกันเขาเก่งมาก แต่ทำตัวปกติมาก ทุกเช้าผมตื่นมาฟัง BBC Global News Podcast ทุกวัน คนจัดชื่อ ไมเคิล บริสโตว์ (Michael Bristow) ผมนั่งตรงข้ามเขาตอนฝึกงาน รู้เลยว่าเขาอ่านอะไรบ้างกว่าจะมาเขียนข่าวหนึ่งชิ้น ตกเย็นเขาทำอะไร เสาร์อาทิตย์ก็ยังไป Frontline Club (ชมรมนักข่าว)

ที่ต่างประเทศการเป็นนักข่าวคือเส้นทางทั้งชีวิต แต่ที่ไทยมันจะแปลกๆ ปีแรกเป็นนักข่าว ปีที่สองได้เริ่มเปิดหน้า (ได้ออกกล้อง) ปีที่สี่กลายเป็นผู้ประกาศข่าว มันไม่มีโอกาสไปทำโน่นทำนี่เยอะๆ ตอนอยู่ลอนดอนผมได้เรียนรู้โน่นนี่เยอะมาก เมื่อก่อนเราเห็นว่าขอบสระอยู่ตรงนี้เอง แต่ตอนนี้โอ้โห มันคือมหาสมุทรที่ไม่มีทางว่ายไปถึงเลยนี่หว่า ดังนั้น จงเรียนรู้ไปเถอะ

นภพัฒน์จักษ์ อัตตนนท์ บ.ก. Workpoint News สำนักข่าวออนไลน์ที่สร้างแบรนด์บนความเชื่อมั่น

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

ชาดก, มุทรา, พัทธสีมา, อุททุกเขปสีมา, พระอภิธรรมปิฎก ฯลฯ

ศัพท์เทคนิคภาษาบาลีที่เรี่ยรายอยู่บรรทัดบนนี้ อย่าว่าแต่ฝรั่งต่างชาติจะแปลไม่ออก คนไทยอย่างเรา ๆ ท่าน ๆ ที่เจ้าหน้าที่อำเภอระบุคำว่า ‘พุทธ’ ไว้ในบัตรประชาชนก็ยังงงตึ้บ หากมิเคยบวชเรียนหรืออยู่ใกล้วัดแล้วไซร้ คนทั่วไปที่ไหนจะเข้าใจความหมายของคำเหล่านี้ได้ถ่องแท้

แต่ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ ว่าผู้ที่ชวน The Cloud คุยเรื่องนี้กลับเป็นฝรั่งที่พูดไทยชัดแจ๋ว ค้นคว้าเรื่องทางพุทธศาสนาแบบไทย ๆ จนเป็นพหูสูตที่หาตัวจับได้ยากคนหนึ่ง

เล่าอย่างนี้ ก็อย่าเพิ่งคิดว่า ดร.แอนโธนี โลเวนไฮม์ เออร์วิน (Dr.Anthony Lovenheim Irwin) ที่เรากำลังพูดถึงเป็นลูกครึ่งไทย

เขาเป็นชาวอเมริกันเชื้อสายยิวจากนิวยอร์ก ใช้ชีวิตอยู่ในตระกูลที่นับถือศาสนายูดาห์ตามประสาชาวยิว กระทั่งย่างเข้าวัยหนุ่ม จึงค้นพบความสุขจากศาสนาของพระพุทธองค์ ซึ่งความสุขที่ได้รับนั้นแตกโตเป็นความหลงใหล เมื่อเขาได้ลองมาอาศัยอยู่ที่เชียงรายในฐานะครูสอนเด็กออทิสติก

เพราะความหลงใหลในคติความเชื่อของคนไทย แอนโธนีบินลัดฟ้ากลับไปเรียนต่อในระดับปริญญาโทและเอกที่บ้านเกิด เลือกทำวิจัยเรื่องศาสนาพุทธในไทย นำมาซึ่งคำนำหน้า ‘ดร.’ ที่ได้จากการลงพื้นที่ศึกษาวัดในอำเภอเมืองเชียงรายถึง 164 แห่ง

ก่อนไปเจาะลึกแง่มุมต่าง ๆ ของหนุ่มฝรั่งที่ได้ชื่อว่าเป็นขาประจำในงานทอดกฐินและพิธียกช่อฟ้า เคยบวชเรียนเป็นพระ เคยอู้กำเมืองกับไทลื้อเก่งกว่าภาษาไทยกลาง รู้จักทุกวัดในเมืองพญามังรายทรงสร้าง จนคนในท้องที่เชื่อว่าอดีตชาติเขาเคยเป็นชาวเวียงเจียงฮาย… ขอส่งไม้ต่อให้แอนโธนีได้บรรยายเรื่องราวชีวิต แง่คิด และมุมมองที่เขามีต่อบวรพุทธศาสนาด้วยภาษาไทยชัดเจนประหนึ่งคนไทยแท้แต่กำเนิด

01
ลูกยิวนิวยอร์ก

Anthony Irwin ชาวอเมริกันผู้เชี่ยวชาญศาสนาพุทธในไทย รักเชียงรายเหมือนบ้าน จนชาวบ้านเชื่อว่าเป็นคนเชียงรายกลับมาเกิด
Photo : Krit Upra

ผมเกิด ค.ศ. 1982 ที่เมืองโรเชสเตอร์ (Rochester) มลรัฐนิวยอร์ก เป็นเมืองที่ไม่ใหญ่มาก ใหญ่กลาง ๆ มีคนอยู่ประมาณ 1 ล้านคน พ่อผมเป็นศิลปิน แม่ก็เป็นศิลปินเหมือนกัน พ่อเป็นคนวาดรูปแบบ Abstract ส่วนแม่ทำศิลปะแบบผ้า (Textile Artist) ทำเสื้อผ้า ชีวิตผมก็เป็นชาวยิว 100 เปอร์เซ็นต์ พ่อ แม่ บรรพบุรุษทุกคนเป็นชาวยิว เกิดมามีชีวิตแบบเด็กชาวยิวธรรมดา ๆ ที่ประเทศสหรัฐฯ

เมื่อนั้นมีผู้ลี้ภัยจากประเทศรัสเซียที่ยังเป็นสหภาพโซเวียตเยอะ สหภาพโซเวียตหรือ U.S.S.R. ไม่ค่อยชอบชาวยิว บอกว่าถ้าเป็นชาวยิวก็ออกไปจากประเทศได้เลย เราไม่แคร์ ชาวยิวเลยลี้ภัยออกจากรัสเซียแล้วมาอาศัยอยู่ที่เมืองโรเชสเตอร์เยอะ แม่ผมนำครอบครัวเราไปช่วยผู้ลี้ภัยที่มาจากรัสเซีย เราไปช่วยพวกเขาสร้างบ้าน พวกเขาไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับสหรัฐอเมริกา สังคม กฎหมาย หรือทำงานได้ยังไง ครอบครัวเราก็จะเป็นคนคอยดูแลผู้ลี้ภัยยิวจากรัสเซีย

แต่เราไม่ค่อยเข้าไปยุ่งเรื่องศาสนา พ่อแม่ผมเป็นฮิปปี้ เป็นศิลปิน ชอบปาร์ตี้ ชอบกัญชาด้วย พ่อผมสูบกัญชาทุกวันเลย (หัวเราะ) เมื่อคิดถึงชีวิตในปัจจุบันแล้วมองกลับไปเห็นอดีต ผมก็ไม่รู้ว่าทำไมพ่อแม่ถึงส่งผมไปเรียนที่โรงเรียนของชาวยิว

ผมมีพี่น้องรวมเป็น 3 คน มีพี่ชายคนหนึ่ง น้องสาวคนหนึ่ง แต่ผมเป็นคนเดียวที่ไปเรียนที่อนุบาลของศาสนายิว เขาสอนเรื่องศาสนา ทั้งที่ที่บ้านไม่เคร่งครัดเลย ทำนิด ๆ หน่อย ๆ แต่เพราะไปเรียนที่อนุบาลนั้น ก็คิดว่ามันเป็นสาเหตุที่ช่วงนี้ผมสนใจเรื่องศาสนา

ที่โรงเรียนเขาก็สอนศาสนายิว สอนภาษายิว สอนพระคัมภีร์ไบเบิล พี่ชายผมเกิดมาก่อนผม 3 ปีครึ่ง เมื่ออายุครบ 13 ชาวยิวเราจะมีพิธีกรรม Bar Mitzvah สำหรับผู้ชาย และ Bat Mitzvah ถ้าเป็นผู้หญิง จนเมื่อผมอายุได้ 10 ขวบ พี่ชายผมก็ได้ Bar Mitzvah ครอบครัวเราเลยเริ่มสนใจศาสนา

02
ครอบครัวคนแปลก

จริง ๆ ผมมีความรู้สึกว่าครอบครัวเราเป็นคนแปลก ๆ 

ครอบครัวผมเป็นชาวยิว หลังออกจากโรงเรียนอนุบาลสอนศาสนานั้น ผมก็ไปเรียนโรงเรียนรัฐ (Public School) ในโรงเรียนรัฐที่ผมไปเรียน ครอบครัวเราเป็นครอบครัวยิวครอบครัวเดียว ทั่วบริเวณไม่มีคนอื่น ผมรู้สึกว่าทำไมครอบครัวเราเป็นกลุ่มผิดปกติ พ่อแม่เป็นฮิปปี้ พ่อแม่ของเพื่อนก็ไม่ใช่ฮิปปี้เลย เขาทำงานกันที่บริษัท Kodak เป็นโรงงานทำกล้องและหนัง เป็นคนทั่วไป ผมเลยรู้สึกว่าเราเป็นคนแปลกมาก รู้สึกอึดอัดเมื่อไปเรียน ไม่ค่อยสบายใจ

ตอนผมเรียนมัธยมศึกษา ในโรงเรียนมัธยมแห่งนั้นมีกลุ่มนีโอนาซี (Neo-Nazi) ที่เป็นพวกเหยียดเชื้อชาติ เป็นวัยรุ่นที่เขาชอบสิ่งที่แรง ๆ บางคนแต่งชุด ติดตราสวัสติกะของนาซีด้วย เขาก็มองว่าผมแปลก แล้วผมไม่ใช่คนที่ชอบสู้กับคนอื่น ผมเลยไม่บอกใครว่าเป็นชาวยิว เพราะผมกลัว โรงเรียนเรามีคนผิวดำด้วย นีโอนาซีก็ไม่ชอบ แต่ผมผิวขาว เขาก็ดูไม่ออก 

แล้วอีกอย่างที่แปลก ครอบครัวเราไม่ค่อยได้สนใจเรื่องศาสนาเยอะก็จริง แต่หลังจากพี่ชายผมได้ Bar Mitzvah พ่อของผมเขาก็เริ่มบ้าศาสนา บ้าคือไม่เคร่งครัด แต่ว่าเขาอ่านเยอะ อ่านเรื่องแนวอาคมในศาสนายูดาห์ (Jewish mysticism) เขาเริ่มวาดรูปในศาสนายิว คล้าย ๆ กับพระอภิธรรมของพุทธ

พ่อวาดรูปสิ่งที่ลึกซึ้งในศาสนา ศาสนายูดาห์อธิบายว่าดวงวิญญาณคืออะไร พ่อผมก็วาดรูปเกี่ยวกับเรื่องนั้น ผมจำได้ว่าผมมองดูพ่อวาดรูปเรื่องศาสนายิว คิดว่านั่นคืออีกรากหนึ่งในชีวิตที่ทำให้ผมสนใจพุทธศิลป์ ศาสนศิลป์ เพราะตอนนั้นผมไม่ค่อยชอบศาสนามาก แต่ชอบสิ่งที่พ่อทำ ชอบสิ่งที่พ่อวาด

03
ค้นพบพุทธศาสนา

Anthony Irwin ชาวอเมริกันผู้เชี่ยวชาญศาสนาพุทธในไทย รักเชียงรายเหมือนบ้าน จนชาวบ้านเชื่อว่าเป็นคนเชียงรายกลับมาเกิด

ศาสนาเป็นสิ่งที่อธิบายว่ามนุษย์จะเป็นอะไร ชีวิตของเราสร้างอะไร แล้วก็สาเหตุที่เราทำอะไร ผมคิดว่าถ้าเรามาดูที่ศาสนา เราก็จะเข้าใจมากขึ้น แล้วก็คิดว่ารากของความคิดของผมก็อยู่ในนั้น

สหรัฐอเมริกาก็มีคนสนใจศาสนาพุทธเยอะ ในประวัติศาสตร์ ศาสนาพุทธในสหรัฐฯ ก็มีหลายสาย เพราะมีคนเอเชียอพยพมาปลูกบ้านที่นี่ มีวัดอะไร ส่วนมากผมไม่ค่อยได้รู้จัก 

ผมรู้จักพุทธในสหรัฐฯ ครั้งแรกจาก The Poets กวีคนแรกคือ Allen Ginsberg อีกคนคือ Jack Kerouac เป็นกลุ่ม Beat Poets ผมชอบมากเมื่อตอนเป็นเด็ก ตั้งแต่อายุประมาณ 12 ปี พ่อแม่มีหนังสือกวีในบ้านเรา ผมชอบอ่านหนังสือแต่เด็ก ชอบว่าทำไมเขาไปค้นอะไรบ้า ๆ บอ ๆ แล้วยังสนใจเรื่องธรรมะ

เมื่อผมเป็นวัยรุ่น ผมชอบเรียนเกี่ยวกับศาสนาพุทธ ตอนอายุประมาณ 18 – 19 ปี ผมไปสถานที่หนึ่ง ไม่ไกลจากบ้านที่นิวยอร์ก มีสถูปของชาวญี่ปุ่น เรียกว่า Peace Pagoda เป็นสถูปเจดีย์ของคณะพระสงฆ์ญี่ปุ่นแนวนิกายเซน พวกท่านชอบทำ Peace Walk เดินทางเพื่อความสงบของโลก ไปสร้างสถูป สร้างเจดีย์ทั่วโลก ผมไปเห็นว่าเป็นพระเจดีย์ใหญ่มาก อยู่ในป่าเลย สวยมาก เลยชอบมาก 

ไปที่นู่นแล้วก็สงบใจ ไปเที่ยวเฉย ๆ ไม่ได้ถวายอะไร เพราะผมไม่รู้ แต่ทีนี้เห็นว่ามีภิกษุณีรูปหนึ่งตัวเล็กมากชื่อ ภิกษุณีจุนซาน เป็นชาวญี่ปุ่น ท่านขุดดินอยู่ ผมก็ไปคุยกับท่าน ถามว่าผมช่วยได้มั้ย เพราะว่าผมสงสารที่ท่านตัวเล็ก แต่ต้องลงไปขุดดินทำงานหนัก ท่านก็บอกว่า “เอ๊ะ มาถามยังงี้เหรอ ใจดี” ท่านว่าส่วนมากคนสหรัฐฯ ไม่ได้ถามว่าช่วยได้ไหม เพราะว่าเป็นสังคมขี้เกียจมาก (หัวเราะ) 

ผมไปกับกลุ่มเพื่อนฮิปปี้ที่มาด้วยกัน ไปช่วยจุนซานขุดดินทำงาน สักพักเพื่อนผมก็เบื่อ เขาบอกว่าอยากออกแล้ว แต่ผมไม่เอา ยังอยากพักอยู่ที่นู่น แต่เพื่อนผมบอกให้ไป ผมก็ต้องไป แต่หวังว่าวันหน้าผมจะกลับมา ตอนนั้นผมอายุ 18 ปี ตอนนี้ผม 40 แล้ว ผมยังกลับไปที่นู่นบ่อย ๆ ถ้ามีอะไรให้ช่วย ผมก็ช่วยทำความสะอาด ช่วยขุดดิน

04
เฮลโล ไทยแลนด์

หลังจบปริญญาตรี พี่ชายผมเขาอาศัยอยู่ที่เมืองไทย เขาไปกรุงเทพฯ เพื่อทำบริษัท ทำธุรกิจอยู่ที่กรุงเทพฯ แล้วตอนนั้นผมทำงานสอนเด็กออทิสติก ผมไม่รู้จะทำอะไรดี เพราะคิดว่าน่าจะไปเรียนต่อ พี่ชายเขาก็มาชวนผมไปอาศัยกับเขาที่กรุงเทพฯ

ผมอายุราว 24 ปีในตอนนั้น จบปริญญาตรีมาปีนึง ทำงานอีกปีนึงในโรงเรียนสอนเด็กพิเศษ เป็นการศึกษาแบบ Special Education คือไม่ใช่เด็กพิการ แต่เป็นเด็กนักเรียนที่มีความบกพร่อง บางคนเป็นออทิสติก บางคนโมโหง่าย บางคนเขาเรียนได้โอเค แต่โฟกัสไม่ได้ ช่วงที่เรียนปริญญาตรี ผมก็ทำงานกับเด็กกลุ่มนี้มาตั้งแต่อายุ 18 ทำมาทุกปี ทำงานมาเยอะ

ผมไปเมืองไทยเพราะคิดว่าที่สหรัฐฯ ไม่ค่อยมีอะไรที่น่าสนใจสำหรับตัวผม แล้วผมอยากทำอะไรต่อ เพราะไม่ใช่วัยรุ่นแล้ว เป็นหนุ่มแล้ว ก็ฮึดฮัดอยากจะทำอะไร

Anthony Irwin ชาวอเมริกันผู้เชี่ยวชาญศาสนาพุทธในไทย รักเชียงรายเหมือนบ้าน จนชาวบ้านเชื่อว่าเป็นคนเชียงรายกลับมาเกิด

ไปเมืองไทยปี 2006 ไปเหมือนกับคนโง่มาก ผมไม่ได้เตรียมอะไร ไม่ได้อ่านหนังสือสักเล่มเกี่ยวกับเมืองไทย ผมไม่รู้ว่าไทยแลนด์คือที่ไหน ก็ไปเพื่อทำงาน ผมเรียนวิชาเพื่อสอน TESOL (สอนภาษาอังกฤษให้ผู้เรียนที่ใช้ภาษาต่างชาติ) คิดว่าจะไปหางานสอนภาษาอังกฤษ ผมสอนเป็น แต่ไม่รู้เรื่องอะไรของไทยเลย แต่ผมก็ไม่ค่อยเครียดเพราะมีพี่ชายอยู่ เขาคงอธิบายถึงทุกสิ่งทุกอย่างให้ผม

ผมไปถึงกรุงเทพฯ ตอนนั้นวันที่ 1 กันยายน ค.ศ. 2006 แล้วต่อมาเกิดอะไรจำได้ไหม? มีรัฐประหารครับ (หัวเราะ) ผมไม่รู้อะไร พี่ชายที่อยู่เมืองไทยก่อนแล้วก็บอกว่าที่นี่ดีมาก ไม่มีปัญหา สงบมาก แต่หลังจากผมอยู่ได้ 1 – 2 สัปดาห์ ก็มีรัฐประหารเลย มีปืนใหญ่ มีรถถัง

ผมเคยคิดว่าไม่ชอบกรุงเทพฯ เลย อยู่ไม่ได้ ไม่น่าอยู่ แต่ช่วงนี้ผมชอบมาก ไปกรุงเทพฯ ก็สนุก แต่ตอนนั้นผมไม่รู้ภาษาไทย ก็ไม่รู้อะไร ไม่ชอบ

05
ชีวิตใหม่ในเชียงราย

ทีนี้พี่ชายกับแม่ผมเคยเที่ยวเชียงราย ผมก็เลยมาเชียงราย ตัดสินใจว่าจะไม่สอนที่กรุงเทพฯ

ตอนนั้นประมาณเดือนตุลาคม ค.ศ. 2006 ผมมาถึงเชียงราย ชอบจังหวัดนี้มาก ผมเช่ามอเตอร์ไซค์ขี่รอบเมือง พิมพ์เรซูเม่เพื่อหาโรงเรียนสอน ไปโรงเรียนหลายแห่งเพื่อเสนอตัวเอง ถามเขาว่ามีงานทำไหม ผมสอนหนังสือเป็น จากนั้นผมก็ไปที่โรงเรียนหลักสูตรมอนเตสเซอรีแห่งหนึ่ง ชื่อโรงเรียนปิติศึกษา เป็นโรงเรียนอนุบาลกับประถมศึกษา

Anthony Irwin ชาวอเมริกันผู้เชี่ยวชาญศาสนาพุทธในไทย รักเชียงรายเหมือนบ้าน จนชาวบ้านเชื่อว่าเป็นคนเชียงรายกลับมาเกิด

ที่จริงโรงเรียนนั้นมีฝรั่งสอนภาษาอังกฤษอยู่แล้ว เขาบอกว่าไม่มีตำแหน่งว่างนะ เพราะมีคนแล้ว ผมจำได้ว่าผมนั่งคุยกับผู้อำนวยการโรงเรียนนั้น เขาอ่านเรซูเม่ผมแล้วจำได้ชัดเจนว่าผมเคยทำงานกับกลุ่มเด็กออทิสติก เขาก็ถามว่า “เคยสอนเด็กออทิสติกมาใช่ไหม?” ผมตอบว่าใช่ เคยหลายปี แล้วผมก็เล่าเรื่องให้เขาฟัง พอดีผู้อำนวยการโรงเรียนเขาก็มีลูกชายเป็นออทิสติก ทุกวันเขาไปเรียนที่โรงเรียนนั้น ช่วงอายุประมาณ 8 ขวบ ไม่มีใครที่สอนจริง ๆ เพราะเชียงรายสมัยนั้นยังค่อยมีใครที่ดูแลเด็กที่มีพัฒนาการช้า

ผู้อำนวยการเขาให้ผมทำงานที่นู่น มีนักเรียนออทิสติก 2 คนมาให้ผมดูแล เพราะครูที่ดูแลเขาทำคนเดียวไม่ไหว แล้วก็ให้สอนวิชาพลศึกษาด้วย แต่ผมเป็นคนอ้วน ไม่ใช่นักกีฬา ผมก็รับปากว่า “โอเค ได้”

ตลกมาก เพราะครูที่สอนพละน่าจะเป็นคนที่แข็งแรง หุ่นดีมากใช่มั้ย แต่ผมเป็นคนอ้วนแล้วก็เป็นฮิปปี้ แต่หลังจากนั้นผมก็ได้อยู่เชียงราย 1 ปี

การสอนเด็กออทิสติกทำให้ผมชอบศาสนาพุทธที่เชียงราย แล้วก็เริ่มสนใจ เพราะว่าทุกวันศุกร์ เราพาเด็กออกทิสติก 2 คนนั้นไปเที่ยวเชียงราย แต่เชียงรายไม่รู้ไปเที่ยวไหน ก็ต้องไปวัด มีโอกาสได้ไปวัดเยอะ แล้วก็ได้เห็นพระ เห็นแม่ชีที่มีน้ำใจมากต่อเด็ก ๆ ออทิสติก

วัดใกล้ ๆ บ้านแอนโธนีชื่อวัดพระธาตุดอยเขาควายแก้ว อยู่ในอำเภอเมือง เป็นวัดเก่า จริง ๆ เป็นโบราณสถาน บนดอยมีพระธาตุ ผมก็พาเด็ก ๆ ขึ้นไป มีแม่ชีคนหนึ่งแก่มากแล้ว ท่านมีขนม ผมเห็นท่านพูดไม่ค่อยเยอะนัก แต่ท่านเอาขนมจากมือตัวเองให้เด็กออทิสติกกิน ผมเห็นสิ่งนี้เป็นเรื่องมหัศจรรย์ เป็นสิ่งเล็ก ๆ ที่เปลี่ยนชีวิตของแอนโธนี

06
ปริญญาโทที่วิสคอนซิน

สมัยที่เรียนปริญญาตรี ผมยังสนใจศาสนาฮินดูด้วย เพราะผมชอบวรรณกรรมจากประเทศอินเดีย เช่นของ Salman Rushdie เคยมีความคิดว่าหลังจากปริญญาตรีจบ เราไปเรียนปริญญาโทเกี่ยวกับศาสนาฮินดูดีกว่า ส่วนศาสนาพุทธไม่เคยคิดจะเรียน

แต่พอมาสอนที่เชียงราย ผมอยากรู้มากขึ้นเกี่ยวกับศาสนาพุทธในเมืองไทย และส่วนมากในเชียงราย พยายามหาหนังสือเกี่ยวกับประวัติศาสตร์เชียงราย เกี่ยวกับศาสนาพุทธในเชียงราย แต่หาไม่เจอ มีน้อยมาก หายากมาก ข้อมูลเกี่ยวกับเชียงรายในเชิงวิชาการส่วนมากก็จะเกี่ยวกับชนเผ่า โรคเอดส์ เกษตรกรรม หรือไม่ก็เรื่องคอมมิวนิสต์ วัฒนธรรม ศาสนา ประวัติศาสตร์ไม่ค่อยมี ตอนนี้ผมก็เขียนหนังสือเกี่ยวกับศาสนาพุทธในเชียงรายอยู่

Anthony Irwin ชาวอเมริกันผู้เชี่ยวชาญศาสนาพุทธในไทย รักเชียงรายเหมือนบ้าน จนชาวบ้านเชื่อว่าเป็นคนเชียงรายกลับมาเกิด

ปี 2007 ผมตัดสินใจว่าจะหาที่เรียนปริญญาโทเกี่ยวกับไทยศึกษา พระพุทธศาสนาศึกษา เพื่อหาข้อมูลเกี่ยวกับเชียงราย เพราะผมคิดว่าถ้าฟังไทยออก พูดไทยเป็น ผมจะหาข้อมูลได้เยอะ

หลังจากนั้นผมกลับสหรัฐฯ ไปเข้าเรียนปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-แมดิสัน (Wisconsin-Madison) จริง ๆ ผมไปเรียนที่นั่นเหมือนไปเมืองไทยครั้งแรก ผมไม่เคยรู้ว่าที่นี่มีอะไร รู้แต่ว่าที่มหาวิทยาลัยวิสคอนซินมีอาจารย์คนหนึ่งสอนเกี่ยวกับพุทธศาสนาเถรวาท ชื่อ Professor Charles Hallisey ผมส่งอีเมลหาเขา เล่าเรื่องความคิดของผม เขาตอบมาว่าวิสคอนซินเป็นที่ที่ดี แต่ว่าอาจารย์จะย้ายไปสอนที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดแทนแล้ว

สิ่งที่ดีของมหาวิทยาลัยวิสคอนซินคือเขาสอนภาษาไทย แล้วยังมีวิชาเกี่ยวกับศาสนาพุทธ แล้วก็ไทยศึกษาด้วย ตอนนั้นปี 2008 ผมเริ่มเรียนที่ Center for Southeast Asian Studies เป็นคณะเอเชียอาคเนย์ศึกษา เรียนเกี่ยวกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยเฉพาะ มีอาจารย์ที่เป็นคนดัง ๆ ในเรื่องไทยศึกษา เช่น ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.ธงชัย วินิจจะกุล ที่สอนอยู่คณะประวัติศาสตร์ ผมก็ได้ไปเรียนกับท่าน อีกคนคือ Professor Kathleen Bowie เป็นนักมานุษยวิทยาที่สำคัญมากในสายไทยศึกษา

อีกสิ่งที่สำคัญมาก คือที่แมดิสันมีนักศึกษาไทยที่มาเรียนปริญญาโทกับปริญญาเอกด้วย พวกเขาเป็นเพื่อนสนิทของผม เราช่วยกันเรียน เขาสอนภาษาไทย สอนเก่งด้วย เราจึงเป็นเพื่อนที่สนิทกัน 

ที่จริงสหรัฐฯ มีมหาวิทยาลัยเยอะ สถาบันที่มีชื่อกว่าแมดิสันก็มีถมไป อย่างมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด มหาวิทยาลัยเยล มหาวิทยาลัยคอร์แนล แต่ว่ามหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-แมดิสันนี่ดีที่สุดสำหรับนักศึกษาชาวไทยแน่นอน ไปถามใครว่าจะเรียนเกี่ยวกับประเทศไทยในสหรัฐฯ เขาก็จะแนะนำให้มาเรียนที่นี่ ไปเรียนเกี่ยวกับเมืองไทยที่อื่นได้ แต่สู้ที่แมดิสันไม่ได้ มหาวิทยาลัยอื่นอาจจะมีหน้าตากว่า แต่ถ้าพูดถึงเนื้อหาด้านไทยศึกษา จะอย่างไรก็สู้ที่นี่ไม่ได้

07
เรียนไทยกลาง ติดไทลื้อ

ที่แมดิสัน ผมเรียนปริญญาโทกับเรียนภาษา เรื่องภาษา เมื่อผมอยู่เชียงรายไม่ได้เรียนภาษาไทยเป็นประจำ แต่ว่าฝึกพูด เป็นคนที่ชอบพูด มีเพื่อนเยอะ แล้วก็ทำงานกับคนไทย

ตอนอยู่ที่เชียงราย ผมเช่าบ้านอยู่ บ้านของผมอยู่ในบริเวณสวนลิ้นจี่ มีคนดูแลสวน ดูแลสถานที่ เป็นชาวไทลื้อ 2 คน เป็นผัวเมียกัน ผมได้คุยกับพวกเขาเยอะ เรียกว่าเขาทั้งคู่เป็นพ่อแม่บุญธรรมของแอนโธนีที่เมืองไทย

ที่ผ่านมาผมไม่ได้เรียนภาษาไทยจริงจัง แค่พูดได้ แล้วผมยังเป็นนักดนตรีตั้งแต่เด็ก ทำให้ผมเป็นคนหูดี ผมฟังแล้วก็พูดได้ ผมได้สำเนียงเพราะเป็นนักดนตรี ฟังอะไรก็พูดตามได้ แต่อ่านไม่ออก

ไปเริ่มเรียนที่มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน ผมเริ่มเรียนภาษาไทยชั้นที่ 2 ปีแรกไม่ต้อง เพราะว่าพูดได้แล้วนิดหน่อย แล้วผมก็มาเจอปัญหา คือปีแรกเป็นปีที่เรียนตัวสะกดภาษาไทย แต่ผมไม่เคยเรียน ผมเลยเริ่มเรียนในปีที่ 2 พูดเป็นแต่อ่านไม่ออก เขียนไม่เป็น ผมก็ต้องขยันมากเพื่อเรียนตัวสะกดไทย ใช้เวลาประมาณแค่ 2 – 3 อาทิตย์ก็รู้ตัวสะกดไทย

แต่ปัญหาที่ใหญ่กว่าคือผมเป็น Dyslexic คนที่สลับตัวสะกด บกพร่องในการอ่าน ดีที่ไม่หนักเท่าไหร่ ยังไงก็ตาม การสะกดภาษาไทยเป็นเรื่องยากมากสำหรับผม

ที่ตลกคือผมเริ่มเรียนภาษาไทยในห้องเรียนที่แมดิสันเป็นภาษาไทยกลาง แต่ผมไม่ค่อยรู้ภาษากลางเพราะอยู่เชียงราย รู้แต่ภาษาเมืองซึ่งก็คือภาษาเหนือที่คนภาคกลางเรียก ทุกคืนผมก็นั่งล้อมวงกินข้าวกับพ่อแม่บุญธรรมของผม เขาพูดแต่ไทลื้อ ไม่พูดคำเมือง 

พอไปนั่งเรียนภาษาพูดบางคำของผมแปลกมาก ๆ อาจารย์ที่รักที่แมดิสันชื่อ อาจารย์กรรณิการ์ ท่านก็ว่าทำไมผมพูดแบบนี้ 

แม่บุญธรรมผม ถ้ากินอะไรที่เผ็ด เขาจะพูดเป็นไทลื้อว่า ‘เส็ด’ อาหารเส็ดมาก ผมบอกว่า “ผมชอบอาหารเส็ด” อาจารย์เขาก็งงว่าอาหารเส็ดคืออะไร มีอีกหลายคำเลย

08
พุทธไทยสมัยรัชกาลที่ 4 – 5

วิทยานิพนธ์ปริญญาโทของผมมีชื่อว่า ‘Imagining Boundaries: Sīmā Space, Lineage Trails, and Trans-Regional Theravada Orthodoxy’

Imagining Boundaries ก็คือจินตนาการสมมติ ที่ใช้คำว่า ‘สมมติ’ ก็เพราะผมพูดถึงเรื่องสมมติธรรม แล้วก็การสมมติเกี่ยวกับเรื่องพัทธสีมา คือเขตแดนที่ให้พระภิกษุทำสังฆกรรม รวมถึงเรื่องพัทธสีมาในประวัติศาสตร์พุทธนิกายเถรวาท ความสัมพันธ์ระหว่างลังกากับพม่าและสยาม พูดถึงพัทธสีมา กฎการกำหนดพัทธสีมา การผูกพัทธสีมา ทุกอย่างเลย 

ส่วนมากจะพูดถึง พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 สมัยที่ทรงผนวชและทรงสถาปนาธรรมยุติกนิกายขึ้นมา ในงานของผมยังพูดถึงเรื่องพัทธสีมาในวัดของกรุงเทพฯ ผมเขียนถึงวัดราชาธิวาสราชวรวิหาร เขียนลึกมากเพราะผมสนใจเรื่องสถานที่ที่มีอิทธิพลต่อสิ่งที่มนุษย์ทำ

Anthony Irwin ชาวอเมริกันผู้เชี่ยวชาญศาสนาพุทธในไทย รักเชียงรายเหมือนบ้าน จนชาวบ้านเชื่อว่าเป็นคนเชียงรายกลับมาเกิด

เวลาพูดเรื่องนิกายธรรมยุตที่รัชกาลที่ 4 ทรงสร้างขึ้นให้พระสงฆ์มีวินัยเคร่งครัด อาจารย์ฝรั่งจะชอบพูดกันว่า พระองค์ท่านเป็นเพื่อนกับชาวยุโรป ชาวยุโรปมีสมองเชิงวิทยาศาสตร์ ใช้หลักเหตุผล พวกเขาจะชอบเขียนกันแบบนี้ แต่ผมอ่านประวัติศาสตร์แล้วคิดว่าไม่น่าใช่ ในวัฒนธรรม ในประวัติศาสตร์ของท่านน่าจะมีอย่างอื่นอีกที่เป็นแรงบันดาลใจให้ท่านทรงสร้างนิกายใหม่ขึ้นมา

แล้วผมคิดว่าคนเขียนข้อมูลเหล่านี้น่าจะเป็นชาวตะวันตก ชาวอังกฤษ ชาวฝรั่งเศส เพราะงั้นผมอ่านแล้วก็เลยรู้สึกไม่ค่อยดี เหมือนเหยียดเชื้อชาติหน่อย ๆ เพราะว่าให้พลังให้อำนาจกับยุโรปทั้งหมด แล้วไม่อยากรู้ ไม่อยากมองเห็นว่าทวีปเอเชียมีความคิดเรื่องตรรกะเหตุผลอยู่แล้ว ผมเขียนเกี่ยวกับเรื่องพัทธสีมา เพราะเป็นเรื่องเกี่ยวกับกฎพุทธศาสนาที่ชาวตะวันตกไม่ค่อยรับรู้ พระองค์ทรงฉลาดมาก ถ้ารู้เกี่ยวกับจุดเริ่มต้นของธรรมยุติกนิกาย รัชกาลที่ 4 ท่านตรัสว่าพัทธสีมาที่เราใช้บวชพระมันผิดหลักพุทธศาสนา ในลังกา พม่า สยาม พูดเรื่องนี้กันเยอะมาก ท่านทำให้ระบบการผูกพัทธสีมามันเปลี่ยน ก็เป็นเรื่องวุ่นวายหน่อยเพราะต้องรู้พระวินัยเยอะ

นอกจากรัชกาลที่ 4 ผมก็สนใจเรื่องสมัยรัชกาลที่ 5 ด้วย สนใจสิ่งที่ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงทำ และสิ่งที่ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส พระอนุชาของ ร.5 ทำด้วย

พระอุโบสถวัดราชาธิวาสออกแบบโดย สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ เป็นทรงเขมร แต่การออกแบบและบูรณะพระอุโบสถนี้เป็นพระราชดำริของรัชกาลที่ 5 เอง ที่โปรดเกล้าฯ ให้ออกแบบเป็นสถาปัตยกรรมเขมรก็เพราะว่าเมื่อนั้น รัชกาลที่ 5 ทรงมีพระราชประสงค์จะสื่อว่ากรุงรัตนโกสินทร์เรา ราชวงศ์จักรีเรา อยู่ในสายรับวัฒนธรรมเขมร เพื่อให้ได้เป็นศิวิไลซ์ อาจารย์ธงชัยเขียนเรื่องนี้ว่าการเป็นศิวิไลซ์นั้นสำคัญมาก รัชกาลที่ 5 ทรงสื่อสารว่าสยามก็เป็นชาติศิวิไลซ์เหมือนกัน แล้วก็ใช้ศิลปะเขมรเพื่อแสดงออกถึงความเป็นศิวิไลซ์ของสยาม แล้วก็เป็นย้อนยุคด้วย 

ข้างในพระอุโบสถก็มีจิตรกรรมฝาผนังเกี่ยวกับพระเวสสันดร เป็นมหาชาติ แต่ว่าคนที่วาดภาพเป็นชาวอิตาเลียน เป็นภาพ Perspective นี่เป็นสิ่งสำคัญมากที่สุดที่ผมเขียนคือเรื่องนี้ Perspective เป็นของที่ออกมาจากยุโรปเลย สุโขทัยไม่มี อยุธยาไม่มี สมัยรัชกาลที่ 4 เริ่มมีบ้างแต่มีน้อย แต่รัชกาลที่ 5 กับเจ้าชายนริศฯ ทรงใช้ภาพ Perspective เพื่อสื่อสารว่าเราก็เป็นศิวิไลซ์เหมือนในวัฒนธรรมยุโรป

แล้วถ้ามองไปในภาพวาดนั้นน่ะ มันเป็นมหาชาติ เรื่องของพระเวสสันดรใช่ไหม แต่สิ่งที่อยู่หลังเป็นวัดวังในกรุงเทพฯ เป็นวังในปัจจุบัน เพราะฉะนั้น Landscape ที่จิตรกรเขาเขียนก็คือกรุงเทพฯ ปัจจุบันในตอนนั้น อันนี้อาจจะเป็นสิ่งที่ผมคิดเอาเอง คือใช้สถานที่ที่มีพลังในการเมือง ศาสนา แล้วก็ในความหวังของคนที่สร้างอำนาจ (ยิ้ม)

ผมเขียนงานชิ้นนี้จบมาได้ 10 ปีแล้ว แต่ผมยังตื่นเต้นอยู่ สนุก ถ้ามีโอกาสก็ไปวัดราชาธิวาสน่าจะดีนะครับ

09
แฟนพันธุ์แท้วัดในเชียงราย

นั่นคือปริญญาโท ส่วนปริญญาเอกผมทำเรื่องการสร้างพุทธศาสนาในเมืองเชียงราย ชื่อเต็ม ๆ ว่า ‘Building Buddhism in Chiang Rai, Thailand: Construction as Religion’

ที่อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย มีวัด 200 กว่าแห่ง ประมาณ 208 – 210 ไม่แน่ใจครับ แต่นั่นเฉพาะวัด แล้วก็ยังมีสำนักสงฆ์ อาราม ศูนย์แม่ชี ที่ผมหาเจอมีมากกว่า 200 ผมไปมาแล้ว 164 วัดทั่วเชียงราย ไปเก็บข้อมูลทำปริญญานิพนธ์ ยังเหลืออีกประมาณ 40 กว่าวัดที่ต้องไปต่อ (หัวเราะ)

Anthony Irwin ชาวอเมริกันผู้เชี่ยวชาญศาสนาพุทธในไทย รักเชียงรายเหมือนบ้าน จนชาวบ้านเชื่อว่าเป็นคนเชียงรายกลับมาเกิด

เวลาไปก็ไปคนเดียวเลย ออกจากบ้าน ขี่มอเตอร์ไซค์ไป สนุก 

ผมจำได้ว่าผมจะออกจากบ้านแต่เช้า แล้วไปหาวัดจนถึงตอนเย็น บางวันต้องไปวัดประมาณ 10 แห่ง ไปเยอะ แล้วไปที่ที่แบบ… อันนี้จริง ๆ แล้วมันอยู่ในอำเภอเมืองทั้งหมดใช่มั้ย แต่บางที่มันดูไกลมาก เป็นวัดบ้านนอกมากเลย

Anthony Irwin ชาวอเมริกันผู้เชี่ยวชาญศาสนาพุทธในไทย รักเชียงรายเหมือนบ้าน จนชาวบ้านเชื่อว่าเป็นคนเชียงรายกลับมาเกิด

การขับมอเตอร์ไซค์ไปหาเป็นเรื่องสนุกมาก ผมไม่รู้ว่าจะเจออะไรรออยู่ แต่ว่าสิ่งที่ผมได้เจอก็น่าสนใจทั้งนั้น เช่น ศิลปะ พุทธศิลป์แบบแปลก ๆ มาก พุทธศิลป์แบบชาวบ้านเลย บางชิ้นมีแค่ชิ้นเดียวในโลก พระพุทธรูปแบบนี้มีแค่องค์เดียวในโลก แบบที่ชาวบ้านสร้างกันเอง ไม่ใช่พระพุทธรูปที่ไปเจอในพิพิธภัณฑ์ ตามอินเทอร์เน็ต หรือในหนังสือ ต้องมาที่นี่สด ๆ เพื่อเจอ บางทีก็ได้เจอช่างคนที่สร้างเลย

วัดที่สำคัญมากที่สุดในชีวิตของแอนโธนีก็คือวัดพระธาตุเขาควายแก้ว เพราะว่าบ้านของผมที่เชียงรายอยู่ใกล้วัดนี้ แล้ววัดนี้ยังมีเรื่องเล่าว่า พระโคตมพุทธเจ้าเคยเสด็จไป แล้วในอนาคตพระศรีอาริยเมตไตรยก็จะเสด็จไปด้วย 

นอกจากนี้ ที่นี่มีตำนาน ‘แมงสี่หูห้าตา’ ที่กินถ่านไฟกับอุจจาระเป็นทองคำด้วย ผมไปเจอรูปแมงสี่หูห้าตาครั้งแรกปี 2006 ยังรู้สึกแปลก ๆ คืออะไร แล้วก็สนใจแมงสี่หูห้าตามากในตอนนั้น เพราะเป็นสิ่งที่ผมไม่เคยเจอเลย ผมไม่รู้ว่านี่เป็นศาสนาพุทธได้ยังไง แล้วเจ้าอาวาสที่นู่นชื่อ พระครูบาสนอง ท่านเขียนเรื่องตำนานแมงสี่หูห้าตาลงในกระดาษ ตอนไปเรียนภาษาไทยกับอาจารย์กรรณิการ์ ผมยังเอากระดาษแผ่นนั้นไปให้อาจารย์ดูแล้วบอกว่าอยากแปลเป็นภาษาอังกฤษ

วิทยานิพนธ์ปริญญาโทที่ผมทำเรื่องศาสนาพุทธและประวัติศาสตร์ไทย ผมคิดว่าต้องเข้าใจสมัยรัชกาลที่ 4 และรัชกาลที่ 5 ก่อน จึงจะเข้าใจเชียงรายในปัจจุบันได้ ปริญญาเอกผมถึงค่อยมาทำเรื่องวัดในเชียงรายจริงจัง อยากเข้าใจตำนานแมงสี่หูห้าตา แปลตำนานแมงสี่หูห้าตาเอง

 ถ้าตั้งโจทย์ว่าพรุ่งนี้แอนโธนีจะเสียชีวิต ให้เลือกวัดหนึ่งวัดที่จะไปก่อนจะเสียชีวิต ผมจะเลือกวัดพระธาตุดอยเขาควายแก้ว

10
ฝรั่งเข้าวัด

เวลาชาวบ้านเขาเห็นแอนโธนีไปที่วัดของพวกเขา ผมก็ไม่รู้ว่าเขารู้สึกยังไง เพราะผมไม่ใช่เขา แต่ว่าหลายคนเขาก็ดีใจ ผมจะอธิบายว่า 164 วัดที่เชียงรายที่ผมไปเก็บข้อมูล ถ่ายรูปนี่นู่นนั่น เก็บประวัติศาสตร์ มีอยู่วัดเดียวที่เจ้าอาวาสบอกว่าออกไป ไม่เอา มีแค่วัดเดียว ทำไมไม่รู้ แต่ผมก็ไม่โกรธเขา เพราะว่าเป็นวัดของเขา ผมเข้าใจ แต่มีน้อยมาก มีแค่วัดนั้นวัดเดียว

Anthony Irwin ชาวอเมริกันผู้เชี่ยวชาญศาสนาพุทธในไทย รักเชียงรายเหมือนบ้าน จนชาวบ้านเชื่อว่าเป็นคนเชียงรายกลับมาเกิด

สิ่งที่ยากที่สุดสำหรับชาวบ้าน คือเขาไม่ค่อยเข้าใจว่าแอนโธนีสนใจวัดเขาทำไม ส่วนมากเขาคิดว่าไปเพราะสนใจพระธรรม อยากรู้วิธีการตรัสรู้ (หัวเราะ) แล้วผมเริ่มถามคำถาม เขาจะบอกให้ไปคุยกับพระดีกว่า ไปถามพระ ถามท่านเจ้าอาวาสดีกว่า สาเหตุเพราะเขากลัวว่าจะพูดอะไรผิด หรือไม่มีข้อมูลที่ผมกำลังหา เพราะเขาคิดว่าผมหาข้อมูลเกี่ยวกับพระธรรม การฝึกสมาธิ พระอภิธรรม หรืออะไรแบบนั้นน่ะ

แต่สิ่งที่ผมสนใจจริง ๆ ก็คือชีวิตของเขา ชีวิตของชาวบ้าน ชีวิตของชาวพุทธ เขาทำอะไรในวันธรรมดาหรือวันไม่ธรรมดา แล้วก็พระพุทธศาสนามามีอิทธิพลในชีวิตเขาได้ยังไง และเขาร่วมสร้างศาสนาพุทธในชีวิตธรรมดา ที่ผมเห็น ศาสนาพุทธไม่ใช่เป็นสิ่งที่ออกจากข้างบนก็ลงมาถึงชาวบ้าน ผมเห็นว่าเมื่อไปวัดหลายวัด ศาสนาพุทธ แล้วเราพูดว่าศาสนาทุกศาสนาก็ได้ เป็นสิ่งที่เราสร้างด้วยกันกับชุมชน ผู้มีศรัทธา เป็นสิ่งที่เราสร้างด้วยกัน

เมื่อผมไปวัดที่มีการก่อสร้างหรือมีพิธีกรรมการก่อสร้าง เช่น ยกช่อฟ้าหรือกฐิน หลายครั้งชาวบ้านมักบอกว่าในอดีตแอนโธนีน่าจะเกิดมาในหมู่บ้านเรา เป็นเหตุที่กลับมาใหม่ นั่นมีอิทธิผลกับผมมาก ผมฟังจริง ผมไม่ได้พูดว่า “ไม่” เพราะผมไม่รู้ เป็นสิ่งที่สะท้อนความเชื่อของชาวบ้านส่วนมากที่เชียงราย

Anthony Irwin ชาวอเมริกันผู้เชี่ยวชาญศาสนาพุทธในไทย รักเชียงรายเหมือนบ้าน จนชาวบ้านเชื่อว่าเป็นคนเชียงรายกลับมาเกิด

เชียงรายมีวัดร้างเยอะ คนเชื่อว่าถ้าเราบูรณะวัดร้างนี้ สาเหตุก็คือในอดีตชาติเราเป็นคนสร้างวัดนี้ แล้วก็เกิดมาเพื่อดูแล เป็นความเชื่อของชาวบ้านและของพระด้วย เขาบอกว่าฝรั่งนี่นั่งเครื่องบินมานาน เดินทางไกล เพื่อมาหาวัดที่ไม่สำคัญในหมู่บ้านเรา วัดเล็กหรือวัดที่อยู่ในป่า ซึ่งหลายคนในเชียงรายก็ไม่รู้ว่าที่นี่มีวัดอยู่ 

หลายคนบอกว่าในอดีตแอนโธนีน่าจะเกิดที่นี่ แล้วในอนาคตก็จะเกิดมาในหมู่บ้านนี้ด้วย มีพูดถึงเรื่องอดีตแล้วก็เรื่องอนาคต เป็นสิ่งสำคัญมาก คนจะสร้างความคิดเกี่ยวกับเรื่องเวลาด้วยกับสถานที่ เหมือนกับ Time-Space Continuum 

11
สร้างพุทธสถาน = สร้างพุทธศาสนา

เมื่อผมทำวิจัยปริญญาเอก มีเรื่องที่ไม่เข้าใจ ก็มีคนอธิบายว่าเพราะว่าต้องคิดถึงเรื่องวัดร้าง ซึ่งเชียงรายสู้กับพม่าจึงเป็นเมืองร้างอยู่ประมาณ 40 ปี จาก พ.ศ. 1804 – 1844 จังหวัดนี้ก็เลยมีวัดร้างอยู่หลายวัด วัดใหม่ประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์สร้างครอบวัดร้าง บางวัดก็ยังร้างมาจนถึงปัจจุบัน

เรื่องการสร้างศาสนสถานนั้น ศาสนาไหน ๆ ก็พูดถึงได้ ไม่ต้องอยู่ในศาสนาพุทธอย่างเดียว ผมเห็นว่าเป็นเรื่องมนุษย์ที่ทำเยอะ การก่อสร้างเป็นสิ่งสำคัญมาก ถ้าไม่ใช่เกี่ยวกับศาสนา ถ้าเกี่ยวกับการก่อสร้าง การก่อสร้างเป็นสิ่งสำคัญที่มนุษย์ทำ แล้วเราสร้างความหมายเมื่อเราสร้างโลก

Anthony Irwin ชาวอเมริกันผู้เชี่ยวชาญศาสนาพุทธในไทย รักเชียงรายเหมือนบ้าน จนชาวบ้านเชื่อว่าเป็นคนเชียงรายกลับมาเกิด
Anthony Irwin ชาวอเมริกันผู้เชี่ยวชาญศาสนาพุทธในไทย รักเชียงรายเหมือนบ้าน จนชาวบ้านเชื่อว่าเป็นคนเชียงรายกลับมาเกิด

การก่อสร้างศาสนสถานเป็นการก่อสร้างศาสนา เป็นทฤษฎีช่วยให้คนมีประตูเข้าสู่ชีวิตของนักศาสนา ไม่ว่าชาวคริสต์ ชาวยิว ชาวอิสลาม ชาวซิกข์ ชาวพุทธ ชาวฮินดู ทุกคนทุกศาสนาก็สร้าง การสร้างเป็นสิ่งที่มนุษย์ทำ เป็นทฤษฎีที่เราใช้ได้อยู่ ไม่ต้องเกี่ยวกับเมืองไทยหรือศาสนาพุทธ นั่นเป็นสิ่งที่ผมพยายามเขียน เพราะว่าอยากเขียนสิ่งที่คนอื่นก็จะใช้ได้ ไม่ต้องเกี่ยวกับเมืองไทยหรือศาสนาพุทธอย่างเดียว

2 ปีที่แล้วผมได้ Post Doc เป็นงานหลังจบปริญญาเอก เป็นนักวิจัยหลังปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยคอร์แนล อยู่ในคณะมนุษยศึกษา มีอาจารย์หลายคนที่ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเมืองไทยและพระพุทธศาสนา แต่สิ่งที่เขาชอบเกี่ยวกับเรื่องที่ผมเขียนเป็นวิธีการคิดเกี่ยวกับ Methodology of thinking about religion through how things are built and constructed ซึ่งเป็นทฤษฎีที่ผมเขียนครับ

12
อยากเรียน ‘จาก’ เมืองไทย

ผมอยากจะสร้างทฤษฎีจากชีวิตของคนที่ผมได้ไปเรียนกับเขา ที่ไปทำวิจัยที่นู่น โดยไม่เอาทฤษฎีข้างนอกมาเพื่ออธิบายชีวิตคนไทย ชีวิตของคนไทยชาวพุทธภาคเหนือช่วยให้ผมมีทฤษฎีเพื่อส่งต่อให้คนอื่นใช้เมื่อเขาเหล่านั้นคิดถึงศาสนาอื่นหรือที่อื่น เราเรียกว่าเรียน ‘จาก’ ไม่ใช่เรียน ‘เกี่ยวกับ’

ผมไม่อยากเรียนเกี่ยวกับเมืองไทย ผมอยากเรียน ‘จาก’ เมืองไทย ไม่ใช่ ‘เกี่ยวกับ’

ผมไม่ได้เรียน ‘เกี่ยวกับ’ ศาสนาพุทธ แต่ผมเรียน ‘จาก’ แล้วก็เรียนด้วยกัน ‘กับ’ คนไทย เพราะว่าผมไม่ใช่คนที่รู้ทุกสิ่งทุกอย่างโดยเอาทฤษฎีจากข้างนอกมาอธิบาย

Anthony Irwin ชาวอเมริกันผู้เชี่ยวชาญศาสนาพุทธในไทย รักเชียงรายเหมือนบ้าน จนชาวบ้านเชื่อว่าเป็นคนเชียงรายกลับมาเกิด

คนไทยกำลังสอนแอนโธนีว่าโลกนี้คืออะไร เพราะก่อนมาเมืองไทยผมไม่รู้จักโลกนี้เลย แต่คนไทยสอนแอนโธนีมาตลอดว่าโลกนี้คืออะไร ไม่ใช่แอนโธนีรู้ว่าโลกนี้คืออะไรก็ลงมาอธิบายกับคนไทย 

ที่ผ่านมา ผมใช้ทฤษฎีนี้ตลอด ถ้าผมมีโอกาสปรึกษากับพระราชาคณะองค์ที่มีสมณศักดิ์สูง ๆ จนถึงชาวบ้าน คนรับจ้าง คนก่ออิฐ หรือกวาดวัด ก็คิดว่าทุกคนมีอะไรที่สอนแอนโธนีได้ ประสบการณ์ของช่างก่อสร้าง แรงงาน เขามีอะไรสอนแอนโธนีเยอะอยู่ เหมือนกับพระสงฆ์รูปสำคัญ ๆ ในมหาเถรสมาคม ทุกคนมีประสบการณ์ที่มีคุณค่าอยู่เท่า ๆ กัน

13
เตรียมศึกษาเรื่องใหม่

ผมเริ่มวิจัยวิชาใหม่ ที่ผมทำนิดหนึ่งเมื่อทำวิจัยสำหรับปริญญาเอก เกี่ยวกับพระฤาษีดาบสตนหนึ่งที่เชียงราย พระดาบสชื่อ หลวงพ่อดาบส สุมโน ท่านน่าสนใจมาก ท่านมีอาศรมไผ่มรกตที่เชียงราย ใกล้ ๆ ไร่บุญรอด ท่านเป็นช่างก่อสร้าง ช่างทำรูปหลายอย่าง ทำด้วยอิฐและหิน เป็นช่างหินแต่ไม่ได้แกะหรือก่อหิน ท่านขุดถ้ำออกจากดินเลย 

ผมสนใจการขุดถ้ำเพราะว่าสนใจถ้ำอยู่แล้ว เชียงรายมีถ้ำธรรมชาติเยอะและมีชื่อเสียง อย่างถ้ำนางนอนของทีมหมูป่านั่นน่ะ ซึ่งถ้ำเป็นสิ่งที่สำคัญมากในพระพุทธศาสนาตั้งแต่ยุคพุทธกาล การขุดถ้ำเป็นสิ่งที่ชาวพุทธทำมานาน ทำที่อินเดีย ที่จีน แต่ว่าพวกนั้นเป็นอดีตกาลโบราณมาแล้ว ส่วนถ้ำหลวงพ่อดาบส สุมโน ท่านขุดถ้ำในอาศรมไผ่มรกตประมาณ 40 ปีที่แล้ว ผมสนใจเรื่องนี้ อยากรู้แนวคิดท่าน แล้วถ้าอยากรู้เกี่ยวกับถ้ำก็ต้องไปถามคนที่เชียงราย มีเรื่องหลายเรื่องเกี่ยวกับท่านที่น่าสนใจ ต้องไปถามเอง แล้วจะรู้ว่าแอนโธนีสนใจเรื่องนี้ทำไม

14
แอนโธนีนับถือศาสนาอะไร?

Anthony Irwin ชาวอเมริกันผู้เชี่ยวชาญศาสนาพุทธในไทย รักเชียงรายเหมือนบ้าน จนชาวบ้านเชื่อว่าเป็นคนเชียงรายกลับมาเกิด

การนับถือคืออะไร? ผมทำหลายอย่างที่คนนับถือพุทธทำ เช่น ผมไปวัด 164 วัด กราบพระประธานทุกที่ แล้วก็ถวายปัจจัยต่าง ๆ อย่างนี้เรียกว่านับถือมั้ย? แม้ผมจะเป็นชาวยิวในสายเลือด แต่ว่าผมโชคดีที่ได้โอกาสทำสิ่งที่คนนับถือพุทธทำ

ถ้านับถือคือต้องสร้างชีวิตทั้งหมดเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา ผมก็ไม่ แต่ผมได้รับสิ่งที่ดีมากมายจากศาสนาพุทธครับ

15
อยากบอกชาวไทยที่นับถือพุทธ

ผมไม่มีอำนาจจะบังคับหรือบอกให้ใครทำอะไร นอกจากให้พวกคุณดูแลคนอื่น

อยากให้ทุกคนมีการดูแลซึ่งกันและกัน แค่นั้นเอง ง่าย ๆ แล้วไม่ใช่แค่กับชาวพุทธอย่างเดียว ชาวมุสลิม ชาวคริสต์ ชาวเขา ก็อยากให้ดูแลกันไว้ ร่วมมือสามัคคีกันดูแลคนรอบข้าง เพราะต่อให้ศาสนาทุกศาสนาแตกสลายไปจากโลกนี้ แต่ว่าทุกคนดูแลกัน ก็จะทำให้โลกดีได้ นี่เป็นสิ่งที่สำคัญมาก และผมเชื่อว่าศาสนาเป็นหนทางที่จะให้เราไปถึงสิ่งที่ดีกว่าปัจจุบันนี้ได้ครับ

Anthony Irwin ชาวอเมริกันผู้เชี่ยวชาญศาสนาพุทธในไทย รักเชียงรายเหมือนบ้าน จนชาวบ้านเชื่อว่าเป็นคนเชียงรายกลับมาเกิด

ภาพ : Krit Upra และ Anthony Lovenheim Irwin

Writer

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

ชอบอ่านเขียนตั้งแต่จำความได้ สนใจวิชาสังคมศึกษาตั้งแต่จบอนุบาล ใฝ่รู้ประวัติศาสตร์ตั้งแต่อยู่ประถม หัดแต่งนวนิยายตั้งแต่เรียนมัธยม เขียนงานสารพัดด้วยนามปากกา “แพทริก เหล่า” ตั้งแต่เข้ามหา’ลัย

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load