เคยสงสัยไหมว่า ถ้าพื้น ผนัง หรือหลังคา ในห้องที่เราใช้อาศัย ไม่ได้อยู่ในตำแหน่งที่มันเป็น หรือไม่ได้เป็นห้องสี่เหลี่ยมและประกอบด้วยเฟอร์นิเจอร์แบบที่เราเข้าใจกัน ห้องแบบนั้นจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร

วรปรัชญ์ ศุภเมธีวรกุล นักออกแบบภายใน ก็เป็นหนึ่งในคนที่สงสัยเช่นนั้น แต่ที่สำคัญคือ เขาได้คลี่คลายข้อสงสัยของเขาสู่งานออกแบบกึ่งศิลปะภาพ 3 มิติ ที่ได้พาให้เขาเปลี่ยนจากอาชีพอินทีเรียดีไซเนอร์ สู่การเป็นศิลปินภาพ 3 มิติหรือ 3D Artist เต็มตัว

WORA_WORK อินทีเรียดีไซเนอร์ผู้แหวกขนบงานออกแบบภายในด้วยภาพ 3 มิติและแอนิเมชัน

ด้วยรู้สึกว่าข้อจำกัดของการทำงานอินทีเรียมีค่อนข้างเยอะ ทั้งความต้องการของลูกค้า งบประมาณ หรือเรื่องอื่นใดที่ทำงานดีไซน์ออกมาอย่างต้องการไม่ได้ ทำให้เขาอึดอัด และผลักให้เขาได้คิด ทดลองทำอะไรใหม่ๆ มากกว่าที่ทำอยู่ โดยบรรดาผลงานที่เป็นจุดตั้งต้นของเขา ถูกแสดงในโซเชียมีเดียในนาม WORA_WORK

ระยะเวลาร่วม 3 ปีของการฝึกฝนฝีมือการออกแบบและการทำภาพ 3 มิติ ได้เปิดโลกการทำงานออกแบบในมิติใหม่ให้กับวรปรัชญ์อย่างกว้างไกล นอกจากการออกแบบภายในอย่างที่เขาไม่เคยคิดมาก่อน

WORA_WORK อินทีเรียดีไซเนอร์ผู้แหวกขนบงานออกแบบภายในด้วยภาพ 3 มิติและแอนิเมชัน

‘ห้อง’ ทดลอง

ผลงาน WORA_WORK ชุดแรกของวรปรัชญ์ เผยแพร่ทางอินสตาแกรมเมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. 2563 เป็นภาพ 3 มิติผสมแอนิเมชัน ด้วยแนวคิดการสร้างโลกสมมติของงานออกแบบภายใน ผสมผสานกับดีไซน์ของเครื่องเล่นเกมที่นิยมในท้องตลาดอย่างเครื่อง Nintendo Switch เครื่อง Play Station และ Xbox

WORA_WORK อินทีเรียดีไซเนอร์ผู้แหวกขนบงานออกแบบภายในด้วยภาพ 3 มิติและแอนิเมชัน

หากแต่ผลงานชุดนี้ก็ไม่ใช่ผลงานชุดแรกสุดในการทดลองแหวกขนบของเขาเสียทีเดียว ย้อนกลับไปเมื่อราวเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2562 ขณะที่วรปรัชญ์ยังทำงานประจำในฐานะอินทีเรียดีไซเนอร์ เขาและเพื่อนอีก 3 คน (เกษศิริ นิติพิสานนท์, ศุภณัฐ เหม่งเวหา, ภทรกร เกตุสมบูรณ์) จากคณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ได้ร่วมกันสร้างผลงานออกแบบห้องนอนในจินตนาการออกมาเป็นชุดภาพ 3 มิติกึ่งงานออกแบบภายในออกมาหลายต่อหลายชุด ในชื่อ what_the_bed

WORA_WORK อินทีเรียดีไซเนอร์ผู้แหวกขนบงานออกแบบภายในด้วยภาพ 3 มิติและแอนิเมชัน

“มันเกิดจากที่เราไปทำงานออฟฟิศแล้วไม่ค่อยได้ดีไซน์อะไรแปลกใหม่ ก็เลยอยากระบายสิ่งที่อยากดีไซน์ออกมาในงานที่เราทำเอง เหมือนเวลาเราอยากพักผ่อนแล้วไปเล่นเกม เลยลองทำมันขึ้นมาดูว่าโอเคไหม” เจ้าของเพจเล่าย้อนถึงจุดเริ่มต้น 

วรปรัชญ์เล่าต่อว่า เขาแบ่งเวลาที่เหลือหลังทำงานประจำในแต่ละวันซึ่งมีไม่มาก มาทำงานออกแบบที่ตัวเองชอบคล้ายเป็นงานอดิเรก โดยใช้โปรแกรมแจกฟรีแบบ Open Source อย่าง Blender เป็นเครื่องมือในการสร้างสรรค์ผลงานที่ต่อยอดความสนใจจากการทำงานออกแบบภายใน สู่การเรียนรู้การปั้นโมเดล 3 มิติในขั้นสูงขึ้นไป จนถึงการทำภาพเคลื่อนไหว ซึ่งน่าสนใจอย่างยิ่งเมื่อนำมาใช้ผสมกับแนวคิดในเชิงอินทีเรียดีไซน์

WORA_WORK อินทีเรียดีไซเนอร์ผู้แหวกขนบงานออกแบบภายในด้วยภาพ 3 มิติและแอนิเมชัน

“เราเป็นคนชอบมองอะไรไปเรื่อยแล้วจินตนาการ ว่าถ้าเกิดสิ่งนี้ขึ้น มันจะเป็นยังไงต่อ ถ้าพูดถึงเก้าอี้ ก็จะรู้สึกว่าทำไมเก้าอี้มันเป็นต้องอย่างนี้ ทำไมมันไม่เป็นอย่างอื่น หรือจริงๆ ถ้ามันเป็นอีกแบบหนึ่งก็อาจจะโอเคหรือเปล่า เพราะฉะนั้น เราว่าการทำงานภาพสามมิติ ทำให้จินตนาการของเราเกิดออกมาเป็นภาพได้

“เราว่าแอนิเมชันมันเข้าถึงความรู้สึกของคนดูได้มากกว่า ใส่เสียง ใส่จังหวะของการเคลื่อนไหว ซึ่งทำให้สื่อสารงานดีไซน์ของเราออกมาได้มากกว่าการเป็นภาพนิ่ง หรือวิธีปกติที่อินทีเรียดีไซเนอร์ใช้ ” นักทดลองเล่าสิ่งที่เขาคิด ก่อนลงมือทำให้เกิดขึ้นจริง โดยศึกษาเองจากยูทูบ

WORA_WORK อินทีเรียดีไซเนอร์ผู้แหวกขนบงานออกแบบภายในด้วยภาพ 3 มิติและแอนิเมชัน

‘ห้อง’ แสดงงาน

ตั้งแต่บรรดายอดมนุษย์ Marvel ไปจนถึงเจ้าหญิง Disney เอกลักษณ์ตัวละครทั้งหลายเหล่านี้ วรปรัญช์นำมาผสมกับแนวคิดการออกแบบภายใน และสร้างสรรค์เป็นชุดผลงานภาพห้องนอนแบบ Isometric (ภาพ 3 มิติที่มีมุมเอียง 30 องศาเท่ากันทั้ง 2 ด้าน และขนาดความยาวของภาพทุกด้านจะมีขนาดเท่างานจริง) ในเพจ what_the_bed จนเมื่อเดินทางมาถึงจุดหนึ่ง เขาตัดสินใจเปิดพื้นที่ของตัวเองในนาม WORA_WORK เพื่อเผยแพร่งานภาพ 3 มิติที่หลากหลายขึ้น และปรับเปลี่ยนตามแนวทางที่เขาชอบมากขึ้น

WORA_WORK อินทีเรียดีไซเนอร์ผู้แหวกขนบงานออกแบบภายในด้วยภาพ 3 มิติและแอนิเมชัน

อย่างไรก็ตาม จุดร่วมของพื้นที่ทั้งสองนั้นอยู่ที่การออกแบบอินทีเรียดีไซน์ซึ่งดูสนุก อยากให้ทุกคนเข้าถึงได้ โดยหยิบเอาเรื่องราวในวัฒนธรรมป๊อปหรือเรื่องราวรอบตัว มาเล่าผ่านศิลปะกึ่งงานออกแบบภายใน และในขณะเดียวกันก็เปิดพื้นที่จินตนาการให้กว้างออกไปจากการออกแบบภายในทั่วไป 

“เราว่าจริงๆ แล้วอินทีเรียเป็นอย่างอื่นที่มันดูง่ายขึ้นได้ และรู้สึกว่ามันเป็นงานเชิงกราฟิก หรือเป็นงานที่ทำให้คนเห็นไอเดียอะไรใหม่ๆ กับอินทีเรียมากขึ้น นอกจากอินทีเรียแบบโมเดิร์น แบบอินดัสเทรียล หรือชื่อเรียกสไตล์ต่างๆ”

งานตั้งแต่ what_the_bed จนถึง WORA_WORK ของวรปรัชญ์ จึงมีสีสัน มีชีวิตชีวา แบบที่คงไม่ได้เห็นบ่อยๆ ในโลกรอบตัว มากไปกว่านั้น คือองค์ประกอบของพื้น ผนัง หลังคา รวมถึงเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ที่เขานำมาตีความใหม่ โดยจับมายืดขยาย เชื่อมต่อ ซ้อนชั้น หรือจัดวางในตำแหน่งที่ไม่อาจเกิดขึ้นได้ในความเป็นจริงหากเราอาศัยอยู่ มากกว่าการสร้างความประหลาดใจ พื้นที่ที่วรปรัชญ์ดีไซน์ขึ้นนั้นชวนให้ผู้ชมใคร่ครวญถึงสิ่งที่เราคิดว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดา อาจมีความเป็นไปได้ใหม่ๆ ซ่อนอยู่

“ปกติงานอินทีเรียจะออกแบบให้อยู่ได้จริง ใช้ได้จริง มีแปลน มีการเขียนแบบเกิดขึ้น ทุกอย่างมันจึงค่อนข้างตายตัว พื้นมีอยู่ไม่กี่แบบ หรือว่าดีไซน์ต่างๆ มีสไตล์ชัด ตามยุค ตามคนชอบ เราเลยออกแบบอะไรที่หลุดกรอบมากไปไม่ได้ เพจนี้เลยทำให้เราได้สำรวจทักษะกับการเรียนรู้อะไรหลายๆ อย่าง เช่น ต้องทำแอนิเมชันอย่างไรถึงจะสวย

“มันรู้สึกดีมาก เหมือนได้ตั้งเป้าหมายอันหนึ่ง เราบอกว่า เออ เดี๋ยวคราวนี้เราจะลองทำแอนิเมชันดู แล้วก็ไปพยายามหาตามยูทูบว่าต้องศึกษามันยังไง หรือใช้เครื่องมือยังไงบ้าง” เขาอธิบายก่อนเสริมว่า การได้เรียนรู้ ได้ทักษะอะไรใหม่ๆ เป็นอีกเป้าหมายในการทำเพจนี้

WORA_WORK อินทีเรียดีไซเนอร์ผู้แหวกขนบงานออกแบบภายในด้วยภาพ 3 มิติและแอนิเมชัน

ออกนอก ‘ห้อง’

เมื่องานอดิเรกถูกทำอย่างต่อเนื่อง โซเชียลมีเดียของ WORA_WORK จึงนำมาซึ่งการทำงานภาพ 3 มิติที่จริงจังขึ้นเรื่อยๆ

วรปรัชญ์เล่าว่า ระหว่างที่สร้างสรรค์งานตามใจชอบลงเพจอยู่หลายเดือน เขาก็ตัดสินใจออกมาประกอบอาชีพอิสระเพื่อทำงานออกแบบภาพ 3 มิติอย่างจริงจังขึ้น และเมื่อเริ่มมีผู้เห็นผลงานมากขึ้น เขาก็เริ่มได้รับงานผลิตภาพ 3 มิติที่ส่วนใหญ่ผู้ว่าจ้างเป็นชาวต่างชาติ จนในปัจจุบันนี้กำลังสนุกกับการได้ทำสิ่งที่ชอบหลากหลายรูปแบบ ในฐานะศิลปินภาพ 3 มิติ

ทุกวันนี้งานสำคัญๆ ที่เขาได้รับส่วนใหญ่มีจุดเริ่มต้นมาจากการเผยแพร่งานในโซเชียลมีเดีย ซึ่งในฐานะนักออกแบบภาพ 3 มิติ เขาเคยได้รับโจทย์ทั้งการปั้นโมเดลสินค้าสำหรับงานโฆษณา สร้างภาพ 3 มิติเพื่อส่งไปใช้ร่วมกับงานกราฟิกดีไซน์ ทำแอนิเมชันขนาดสั้น ทำภาพเคลื่อนไหวสำหรับนำไปใช้ร่วมกับงานคอนเสิร์ต รวมถึงงานที่ได้ใช้ทักษะนักออกแบบภายใน อย่างการออกแบบห้องในจินตนาการของศิลปินให้กับแฟนคลับผู้ชื่นชอบ

โดยงานสำคัญที่เขาเล่าว่าเพิ่งได้โอกาสเมื่อไม่นานมานี้ คือการร่วมงานกับทีมพัฒนาเกม Earthshine มีผลงานเกมแนวสร้างอาณาจักรที่เป็นที่รู้จักอย่าง Kingdoms Reborn ซึ่งวรปรัชญ์เล่าว่า เขาได้ใช้ทักษะด้านการออกแบบสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งแตกต่างจากตอนทำอินทีเรียดีไซน์อย่างสิ้นเชิง

WORA_WORK อินทีเรียดีไซเนอร์ผู้แหวกขนบงานออกแบบภายในด้วยภาพ 3 มิติและแอนิเมชัน

“เราต้องมาเริ่มศึกษาใหม่ว่าบ้านแต่ละยุคมันเป็นยังไง เพราะในตัวเกมมีตั้งแต่ยุคก่อบ้านด้วยฟาง ซึ่งเป็นงานที่อินทีเรียทั่วไปไม่เคยทำแน่ๆ รวมถึงลักษณะของสัดส่วนที่ไม่ต้องเป๊ะ แต่ต้องคิดถึงเรื่องการรับรู้ทางภาพมากขึ้น คนเห็นแล้วต้องรู้เลยว่า ตึกนี้มีฟังก์ชันอะไร เป็นยุคไหน”

สำหรับวรปรัชญ์ การได้เรียนรู้สิ่งใหม่อยู่เสมอดูจะเป็นสิ่งที่ท้าทายที่สุดสำหรับเขา เพราะนอกจากการดูแลพื้นที่ WORA_WORK และการทำงานภาพ 3 มิติที่ตอนนี้กลายเป็นงานหลัก เขาก็เพิ่งได้รับทุนรัฐบาลญี่ปุ่น (Monbukagakusho : MEXT) ไปศึกษาต่อระดับปริญญาโทด้าน Industrial Design ที่มหาวิทยาลัยอิวาเตะ ประเทศญี่ปุ่น

“เราอยากไปลองอะไรที่แปลกไป เพราะดีไซน์ในแต่ละสาขามีแนวความคิดแตกต่างกันในเชิงลึก เผลอๆ เราอาจนำเอามาต่อยอดในงานสามมิติได้ด้วย” เขาทิ้งท้าย

ไม่แน่ว่า ต่อจากนี้เราอาจได้เห็นงานออกแบบอุตสาหกรรมที่เจ๋งมากๆ จากเขาก็เป็นได้

WORA_WORK อินทีเรียดีไซเนอร์ผู้แหวกขนบงานออกแบบภายในด้วยภาพ 3 มิติและแอนิเมชัน

ขอบคุณสถานที่ : Flo Furniture Sukhumvit 36

Writer

Avatar

กรกฎ หลอดคำ

เขียนเรื่องบ้านและงานออกแบบเป็นงานประจำ สนใจเรื่องราวทางสังคมและวัฒนธรรมในงานสถาปัตยกรรมเป็นพิเศษ

Photographer

Avatar

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

Page Maker

คุยกับเหล่านักทำเพจน่าสนใจในโลกออนไลน์

“ช่วงกักตัวโควิดมันไม่มีอะไรทำ ผมก็เลยทำเพจครับ”

“ส่วนผมหมอเจตชวนมาทำครับ (หัวเราะ)”

ประโยคแรกเป็นของ หมอเจต-นพ.เจตพัฒน์ ทวีโภคา ส่วนประโยคที่สองเป็นของ หมอบี-นพ.อุดมศักดิ์ ตั้งชัยสุริยา ที่พูดกันอย่างติดตลกเมื่อเราถามถึงจุดเริ่มต้นของ ‘ห้องฉุกเฉินต้องรู้’ เพจให้ความรู้เกี่ยวกับการแพทย์ฉุกเฉิน ครอบคลุมตั้งแต่เคล็ดลับสามัญประจำบ้านที่คนทั่วไปนำไปใช้ปฐมพยาบาลเบื้องต้น ไปจนถึงความรู้ระดับเจาะลึก ซึ่งเป็นประโยชน์ในการปฏิบัติหน้าที่ของบุคลากรทางการแพทย์

‘ห้องฉุกเฉินต้องรู้’ เพจให้ความรู้ทางการแพทย์แบบฟรี ๆ ที่อยากให้ทุกชีวิตรอดตาย
‘ห้องฉุกเฉินต้องรู้’ เพจให้ความรู้ทางการแพทย์แบบฟรี ๆ ที่อยากให้ทุกชีวิตรอดตาย

นอกจากร่ายยาวให้ข้อมูลครบถ้วนประหนึ่งนั่งฟังแพทย์ในห้องตรวจ อีกจุดน่าสนใจอยู่ตรงภาพประกอบ ซึ่งหมอเจตลงมือวาดด้วยตัวเองทั้งหมด และหลังจากบทสนทนายามดึกระหว่างเรากับนายแพทย์หนุ่มทั้งสองจบลง ก็พบอีกประเด็นสำคัญที่อยากชวนทุกท่านอ่าน

ทั้งหมอบีและหมอเจตเห็นตรงและยืนยันหนักแน่นว่า จุดประสงค์ในการจัดสรรเวลามารังสรรค์คอนเทนต์ให้แฟนเพจติดตาม ก้าวข้ามการให้ความรู้หรือให้ใคร ๆ มานับหน้าถือตาว่าเป็นนายแพทย์ผู้เสียสละ แต่พวกเขาอยากให้สิ่งนี้มีส่วนให้คนตระหนักและกล้าเข้าใกล้ศาสตร์การแพทย์ฉุกเฉิน มีมุมมองที่ดีต่อแผนก ER รวมถึงฝันที่ยิ่งใหญ่ ว่าคอนเทนต์กู้ชีพมากมายที่พวกเขาตั้งใจเผยแพร่ออกไป อาจมีส่วนช่วยรักษาชีวิตคนใกล้ตัวเอาไว้ได้ 

ซักประวัติ

“ประเทศเรามีชุดความคิดที่ว่า ต้องเป็นคนรวยเท่านั้นถึงจะได้เรียนหมอ” 

หมอเจตเริ่มต้นบทสนทนาด้วยการพาเราย้อนไปถึงอุดมการณ์ในวันที่ตัดสินใจเปิดเพจ เพราะชุดความคิดของสังคมที่มองว่าหากอยากอยู่ในแวดวงการแพทย์ คุณต้องมีต้นทุนที่ดี ครอบครัวต้องพร้อมสนับสนุน หรือแม้แต่เรียนจบแล้ว อยากเข้าร่วมประชุมวิชาการเพื่อยกระดับความรู้ให้ตัวเองสักครั้ง พวกเขาต้องเสียค่าใช้จ่ายถูกสุดหลักพัน หรืออาจบานปลายไปถึงหลักหมื่น ซึ่งสำหรับหมอที่มีเงินเดือนหลักแสนอาจไม่เป็นปัญหา แต่เมื่อลองนึกถึงพยาบาลหรือเหล่ากู้ภัย ซึ่งจำเป็นต้องเข้าถึงความรู้เหล่านี้ไม่แพ้กัน ก็ดูจะเหนือบ่ากว่าแรงใครหลายคนไม่อยู่ไม่น้อย

“มันถึงเวลาที่เราต้องคืนอะไรให้กับสังคมบ้าง” ซึ่งสิ่งนั้นปรากฏผลลัพธ์เป็นเพจห้องฉุกเฉินต้องรู้ รวบรวมประสบการณ์และความเชี่ยวชาญที่ทั้งหมอเจตและหมอบีสั่งสมมา เพื่อให้ ‘ทุกคน’ ไม่ว่าจะอยู่ในสายงานการแพทย์หรือบุคคลทั่วไปที่อาจต้องเผชิญเหตุไม่คาดฝัน เข้ามาเก็บเกี่ยวและนำไปปรับใช้ได้โดยไม่เสียสตางค์สักบาท 

นอกจากนี้ แนวทางในการตั้งชื่อเพจของพวกเขาก็น่าสนใจไม่แพ้อุดมการณ์ข้างต้น เพราะทั้งสองตั้งใจตั้งให้สั้น กระชับ ชัดเจน จนออกมาเป็น ‘ห้องฉุกเฉิน + ต้องรู้’ เพื่อกลับไปตอบโจทย์เดิมอีกว่า ทุกคนควรรู้สิ่งนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 

พบแพทย์

ข้อมูล ณ วันที่ 26 มกราคม 2566 ห้องฉุกเฉินต้องรู้มีผู้ติดตาม 168,883 คน แต่ละโพสต์มีแฟนเพจมาแสดงความคิดเห็น ถกเถียง และรีเควสขอความรู้เรื่องอาการใหม่ ๆ แบบเรียกได้ว่าคึกคักไม่แพ้เพจให้ความบันเทิง ซึ่งผู้คนที่กดติดตามมีหลากหลาย ทั้งบุคลากรทางการแพทย์แทบทุกสาขาและคนทั่วไปหลายช่วงวัย 

หมอเจตเล่าว่าในช่วงเริ่มต้น พวกเขาไม่ได้วางกลุ่มเป้าหมายหลักไว้ให้เป็นเช่นนี้ แต่ตั้งใจให้นักศึกษาแพทย์ พยาบาล กู้ภัย และผู้คนในสายงานที่เกี่ยวกับความเป็นความตาย มาติดตามไว้เพิ่มพูนความรู้ในการทำงาน เนื้อหาและภาษาในช่วงแรก ๆ จึงหนักหน่วงและเต็มไปด้วยศัพท์เฉพาะที่คนในวงการเข้าใจร่วมกัน 

สำลักควันไฟ หมดสติ อย่าเชื่อเครื่องวัดออกซิเจน ระวังพิษก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ . ไฟไหม้โรงงาน คนไข้สำลักควันหมดสติ…

Posted by ห้องฉุกเฉินต้องรู้ on Wednesday, 10 August 2022

เมื่อเวลาผ่านล่วงเลยเข้าปีที่ 3 กลับกลายเป็นว่ามีคนทั่วไปให้ความสนใจมากขึ้น ประกอบกับได้หมอบีผู้เชี่ยวชาญด้านการให้ความรู้สำหรับประชาชนเข้ามาร่วมแรงร่วมใจ เนื้อหาและภาษาในเพจจึงปรับให้เป็นเคสที่เข้าถึงคนทั่วไปมากขึ้น และมีการหยิบยกโรคภัยไข้เจ็บที่สังคมกำลังสนใจ บ้างก็เป็นเคสที่มีคนขอให้ช่วยอธิบายซ้ำอีกครั้ง คล้าย ๆ กับการส่งบ้าน

แล้วมีจุดไหนที่ทำให้รู้สึกว่าการทำเพจนี้ประสบความสำเร็จแล้ว – เราถาม

“มีคนส่งข้อความมาว่า เขาเป็นคุณแม่ วันหนึ่งลูกเขาเกิดอาการชัก แล้วเขาเคยติดตามในเพจ เขาเลยปฐมพยาบาลให้ลูกก่อนนำส่งโรงพยาบาล แล้วลูกก็รอดชีวิต นั่นคือหนึ่งในเหตุการณ์ที่ทำให้พวกเราคิดว่า ประสบความสำเร็จในการทำเพจแล้วครับ”

‘ห้องฉุกเฉินต้องรู้’ เพจให้ความรู้ทางการแพทย์แบบฟรี ๆ ที่อยากให้ทุกชีวิตรอดตาย

ณ นาทีแห่งความเป็นความตายของแม่ลูกคู่นั้นคงเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและตกใจ แต่โพสต์โพสต์หนึ่งจากเพจห้องฉุกเฉินต้องรู้กลับผุดขึ้นมา และพาให้เธอนำวิธีที่นำเสนอในเพจไปกู้ชีพ จนรักษาลูกชายเอาไว้ได้…

นอกจากเนื้อหาสดใหม่อิงกระแสกับโรคภัยไข้เจ็บที่สังคมกำลังสนใจ ภาพวาดประกอบสื่อความชัดเจน ภาษาในการนำเสนอที่อ่านง่าย เข้าถึงได้ทุกคน อีกสิ่งที่นายแพทย์ทั้งสองให้ความสำคัญมากที่สุด คือ ความถูกต้องของข้อมูล นั่นก็เพราะพวกเขาไม่ได้เป็นแค่ครีเอเตอร์ แต่ยังเป็นบุคลากรทางการแพทย์ผู้ตั้งใจส่งต่อองค์ความรู้ที่มีไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้ ดังนั้น ทุกข้อมูลที่เขาสื่อสารออกไปจึงต้องแม่นยำ ห้ามผิดพลาด 

“เพจที่เราทำเกี่ยวกับความเป็นความตาย ไม่ใช่ดูเพื่อความบันเทิง เพจนี้แหละจะป้องกันคุณในยามที่คุณเดือดร้อน” หมอเจตย้ำ

‘ห้องฉุกเฉินต้องรู้’ เพจให้ความรู้ทางการแพทย์แบบฟรี ๆ ที่อยากให้ทุกชีวิตรอดตาย
‘ห้องฉุกเฉินต้องรู้’ เพจให้ความรู้ทางการแพทย์แบบฟรี ๆ ที่อยากให้ทุกชีวิตรอดตาย

X-RAY

มาถึงหลายคนที่สงสัย หมอดูเป็นอาชีพที่ตารางงานรัดตัว แล้วหมอเจตกับหมอบีเอาเวลาไหนมาจัดสรรลงคอนเทนต์ได้ทุกวัน คุณหมอทั้งสองปรึกษากันสักครู่ แล้วให้คำตอบว่า “คำแรกคือแพสชัน คำที่สองคือการบริหารเวลา”

แพสชันที่ว่า มาจากอุดมการณ์ที่ไม่อยากให้ความรู้ถูกจำกัดด้วยทุนนิยม

และอีกคำหนึ่งคือ การบริหารเวลา หมอเจตบอกเราว่า คือสิ่งที่หมอฉุกเฉินเชี่ยวชาญเป็นอันดับต้น ๆ เพราะหากทำงานล่าช้าหรือจัดลำดับความสำคัญผิดพลาดเพียงนิด นั่นหมายถึงชีวิตของคนไข้ 

ทั้งสองแบ่งหน้าที่ในการดูแลเพจร่วมกัน โดยหมอบีดูแลเรื่องเนื้อหา ตั้งแต่คัดเลือก ค้นคว้าข้อมูล หาตัวอย่างประกอบ หรือติดต่อผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่าง ๆ เพื่อรีเช็กข้อมูลและชวนมาพูดคุยให้ได้องค์ความรู้ที่กว้างขวางขึ้น รวมถึงหมอบียังทำหน้าที่แอดมิน ตอบกลับความคิดเห็นและข้อความจากบรรดาแฟนเพจอีกด้วย 

เย็บปากยังไงไม่ให้เบี้ยว…หาขอบปากให้เจอครับ ตรงนั้นเรียกว่า “เวอ-มิ-เลี่ยน”…

Posted by ห้องฉุกเฉินต้องรู้ on Monday, 22 August 2022

ส่วนหมอเจต นายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทั้งศาสตร์และศิลป์ เขาตั้งใจวาดภาพประกอบโพสต์ทั้งหมดให้เป็นศิลปะแบบ Pop Art โดยยังคงเก็บรายละเอียดที่เทียบเคียงกับหลักกายวิภาคศาสตร์เอาไว้ถ้วน แต่ก็ลดทอนความรุนแรงของบาดแผลหรือความเหวอะหวะให้อยู่ในระดับที่คนทั่วไปรับชมได้โดยไม่ต้องปิดตาหนี 

‘ห้องฉุกเฉินต้องรู้’ เพจให้ความรู้ทางการแพทย์แบบฟรี ๆ ที่อยากให้ทุกชีวิตรอดตาย

“วิธีการคือ เราจะคุยกันตลอดว่าตอนนี้มีเรื่องอะไรน่าสนใจ มีข่าวแบบนี้ คนน่าจะอยากรู้ข้อมูลการปฐมพยาบาลเคสนี้ หรือบางทีก็เริ่มจากหมอเจตส่งรูปที่วาดมาก่อน แล้วผมก็โอเค เข้าใจแล้วว่าเขาอยากสื่ออะไร มีเรื่องไหนที่ต้องเขียนชี้แจง ต้องหาข้อมูลเพิ่มเติม หรือต้องชวนใครมาคุยด้วยกัน จากนั้นก็ลุยเลย เพราะทั้งหมดเราทำอยู่ภายใต้กรอบเดียวกัน นั่นคือศาสตร์การแพทย์ฉุกเฉิน” หมอบี หมอสายวิชาการเล่าวิธีทำงานกับหมอสายติสต์อย่างหมอเจตให้ฟัง 

นอกจากทำหน้าที่แบ่งปันความรู้แบบอัดแน่นที่ย่อยให้เข้าถึงง่ายแล้ว ห้องฉุกเฉินต้องรู้ ยังเคยทำหน้าที่เป็นห้องฉุกเฉินยามจำเป็นให้กับผู้ป่วยและทีมกู้ภัยมาแล้ว คุณหมอทั้งสองยกตัวอย่างเหตุการณ์ให้เราฟังว่า มีคนส่งคลิปเข้ามาให้พวกเขาช่วยประเมินอาการเบื้องต้น ทั้งคนในบ้านหายใจผิดปกติ มีอาการชัก เพราะไม่รู้ว่าต้องรับมืออย่างไร ต้องไปโรงพยาบาลไหม หรือควรแจ้งหน่วยงานไหนต่อ หรือข้อความจากพนักงานกู้ภัย ที่ส่งเข้ามาถามว่า สิ่งที่พวกเขาปฐมพยาบาลให้ผู้ป่วยไปถูกต้องหรือเปล่า

คำถามจากแฟนเพจข้างต้น สะท้อนความเป็นจริงในสังคม 2 ประการ

หนึ่ง ความรู้เบื้องต้นในการปฐมพยาบาลยังคงห่างไกลจากความรู้ความเข้าใจของคนในสังคม พวกเรายังขาดแหล่งเข้าถึงข้อมูลอันเกี่ยวข้องโดยตรงกับความเป็นความตาย ทั้งต่อตนเองและคนรอบข้าง 

สอง โชคดีที่ห้องฉุกเฉินต้องรู้ มีอยู่เพื่อพยายามขจัดปัญหานั้น

‘ห้องฉุกเฉินต้องรู้’ เพจให้ความรู้ทางการแพทย์แบบฟรี ๆ ที่อยากให้ทุกชีวิตรอดตาย

วินิจฉัย 

ถึงแม้ว่าตอนนี้แพทย์ฉุกเฉินจะเป็นสาขาที่ปรากฏตามสื่อต่าง ๆ มากขึ้น องค์ความรู้ด้านการปฐมพยาบาลได้รับการเผยแพร่มากขึ้น แต่จากมุมมองของหมอเจตและหมอบีผู้คลุกคลีอยู่ในวงการ พวกเขาบอกว่า คนทั่วไปยังเข้าใจและก้าวข้ามสถานการณ์ฉุกเฉินได้ไม่มากเท่าที่ควร 

ด้วยเหตุนี้ ทั้งสองคนจึงตั้งใจใช้เพจห้องฉุกเฉินต้องรู้ เป็นประตูไปสู่ประชาชน เช่นเดียวกับที่แพทย์บางคนขึ้นเขาลงห้วย ขับรถขึ้นดอยด้วยงบของตัวเองไปสอนชาวบ้านเรื่องการปฐมพยาบาล สอนทำ CPR แก้อาการอาหารติดคอ ชัก แมลงสัตว์กัดต่อย ปั๊มหัวใจ ไฟฟ้าดูด จมน้ำ ฯลฯ 

“เพื่อนผมบอกว่า เพจของเราทำให้หมอฉุกเฉินมีบทบาทโดดเด่นมากขึ้น อย่างตอนเหตุโศกนาฏกรรมที่อิแทวอน ประเทศเกาหลีใต้ ถ้าเป็นในสมัยก่อน หลังเกิดเหตุการณ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะออกมาให้ข้อมูล แต่ข้อมูลนั้นก็อาจจะออกแนววิเคราะห์เจาะลึก เป็นแนววิชาการหนัก ๆ เข้าถึงยาก แต่ตอนนี้เพจเราเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ออกมาพูดเรื่องนี้ได้ทันทีในฐานะหมอฉุกเฉินคนหนึ่ง รวมไปถึงในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้วยเช่นกัน ที่สำคัญ เราสามารถย่อยข้อมูลให้เข้าใจง่ายขึ้น คนที่ติดตามนำไปใช้ได้จริงมากขึ้น 

ในคลิป #อิแทวอน…

Posted by ห้องฉุกเฉินต้องรู้ on Sunday, 30 October 2022

“เมื่อ 5 ปีที่แล้ว ผมเคยไปออกหน่วยสอนคนไข้เรื่องการปั๊มหัวใจ คนไข้บอก ป้าไม่ปั๊มได้ไหม ป้าทำไม่เป็นหรอก แต่หลังจากเหตุการณ์ที่อิแทวอน ซึ่งเราออกมาเล่าวิธีแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไว้อย่างละเอียด ก็รู้สึกว่าคนตระหนักและให้ความสนใจกับสิ่งนี้มากขึ้น มีถามเข้ามาว่าให้ปั๊มมือเดียวหรือ 2 มือดี ต้องเป่าปากไหม ถ้าเป่าปากแล้วจะเป็นโควิดไหม คำถามเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า ประชาชนมีความตระหนักระดับหนึ่งแล้ว ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าดีใจมาก ๆ” หมอเจตกล่าว

ใบรับรองแพทย์

เวลาล่วงเลยจบพลบค่ำ ก่อนจากกัน เราถามถึงเป้าหมายไกล ๆ ที่นายแพทย์ทั้งสองใฝ่ฝันจะไปให้ถึง หมอเจตจึงยกคำพูดของ แอนดี วอร์ฮอล ขึ้นว่า “Art is anything that you can take away with” หรือ ศิลปะคือสิ่งที่คุณสามารถเอาไปด้วยได้ – คุยกันเรื่องวิทย์อยู่ดี ๆ ไหงยกคำคมของศิลปินคนดังขึ้นมาซะได้ 

“ทุกอย่างคือศิลปะที่คุณถือเอาไปได้ครับ ทั้งภาพของเรา เนื้อหาในเพจเรา หรือทุก ๆ ข้อมูลที่เราตั้งใจถ่ายทอดเอาไว้ ไม่ว่าอะไรจากศิลปะ คุณพกพามันใส่สมองเอาไว้ได้ แล้วจะหยิบมาใช้เมื่อไหร่ก็ได้เช่นกัน นั่นคือความตั้งใจของผม

“คุณอยากรู้ว่าเส้นเลือดในสมองแตกไหม คุณดูภาพศิลปะของผม ถ้าวันหนึ่งที่คุณปากเบี้ยว คุณจะนึกถึงศิลปะของผมที่คุณเอาไปด้วยผ่านการจดจำ” หมอหัวใจศิลป์กล่าว 

และสำหรับหมอบี ความคาดหวังของเขาไม่ได้อยู่ที่จำนวนผู้ติดตามที่จะเพิ่มขึ้นหรือลดลง หากแต่เป็นการคงมาตรฐานในทุก ๆ คอนเทนต์ที่นำเสนอ ทั้งในด้านความถูกต้อง ครบถ้วน แม่นยำ เป็นประโยชน์ และเขายังหวังเป็นอย่างยิ่งว่า เนื้อหาเหล่านั้นจะช่วยชีวิตของใครสักคนได้ในที่สุด

ที่สำคัญ ทั้งสองยังยืนยันหนักแน่นว่า พวกเขาเชื่อมั่นว่าการเข้าถึงความรู้ไม่จำเป็นต้องเสียเงิน และเพจห้องฉุกเฉินต้องรู้ของเขาจะยังคงยึดอุดมการณ์นี้ จนกว่าจะถึงวันที่แม้แต่เด็กอนุบาลก็ทำ CPR เป็น

Facebook : ห้องฉุกเฉินต้องรู้

YouTube : ห้องฉุกเฉิน ต้องรู้

Writer

Avatar

พัทธนันท์ สวนมะลิ

เด็กกรุงเทพฯ ผู้เป็น Sneakerhead และ Cinephile ที่หอบเสื่อผืนหมอนใบมาเรียนเชียงใหม่ แล้วสุดท้ายก็กลับไปตายรังที่กรุงเทพฯ

Photographer

ธนาธิป อดิเรกเกียรติ

ธนาธิป อดิเรกเกียรติ

ช่างภาพรักความสงบ กำลังพยายามค้นหาความสุขให้กับตัวเอง ผู้หลงใหลระหว่างบรรทัดของบทกวี

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load