The Cloud X ไทยประกันชีวิต

ใครจะไปเชื่อว่าจะมีค่ายมวยอยู่ที่หน้าบ้านบนพื้นที่เล็กๆ ในหมู่บ้านของอำเภอเมืองยาง จังหวัดนครราชสีมา ที่แสนห่างไกล ซึ่งก่อตั้งขึ้นจากน้ำพักน้ำแรงของสองสามีภรรยา มะลิ-แฟรนเชส วัฒนะยา และ ธนิต วัฒนะยา ที่แม้จะต่างชาติต่างภาษา แต่ทั้งคู่ก็หลงใหลในศิลปะการต่อสู้แม่ไม้มวยไทย และได้พบรักกันโดยมีมวยไทยเป็นสื่อ เพราะพวกเขาต่างเชื่อในสิ่งเดียวกัน 

มะลิ วัฒนะยา สาวแคนาดาผู้ฝึกให้เด็กในพื้นที่ห่างไกลเข้าถึงชีวิตที่ดีกว่าด้วยมวยไทย, ค่ายมวย ว.วัฒนะ

“การชกมวยไม่ใช่ชีวิต แต่มวยไทยเป็นทั้งชีวิต” 

การชกมวยโดยเฉพาะมวยไทย อาจเป็นกีฬาที่ใครหลายต่อหลายคนคิดว่าเป็นกีฬาที่อันตราย เพราะจะต้องเจ็บตัวอยู่บ่อยครั้ง แต่นั่นไม่ใช่ในความคิดของมะลิ เธอบอกกับเราว่า “มวยไทยไม่อันตรายหรอก ถ้าเราซ้อมเต็มที่ สิ่งที่อันตรายกว่าคือความจน ความจนอันตรายที่สุด” 

เพื่อมอบโอกาสและความฝันให้เด็กๆ ที่ลำบากและยากจนได้มีอนาคตที่ดีกว่าที่เป็น ค่ายมวยเล็กๆ ที่ยิ่งใหญ่อย่างค่ายมวย ว.วัฒนะ จึงถือกำเนิดขึ้น

มะลิ วัฒนะยา สาวแคนาดาผู้ฝึกให้เด็กในพื้นที่ห่างไกลเข้าถึงชีวิตที่ดีกว่าด้วยมวยไทย, ค่ายมวย ว.วัฒนะ

01

คลุกวงใน

เริ่มต้นการสนทนาเราก็แอบประหลาดใจมากที่มะลิ วัฒนะยา พูดโต้ตอบกับเราเป็นภาษาไทยสำเนียงอีสานได้อย่างฉะฉานและชัดถ้อยชัดคำ ไม่รอช้า เราเลยให้เธอเริ่มต้นเล่าการเดินทางของเธอให้พวกเราฟัง 

มะลิ วัฒนะยา หรือชื่อเดิมแฟรนเชส เธอเกิดในหมู่บ้านเล็กๆ ที่ประเทศแคนาดา เธอเป็นลูกคนสุดท้องจากพี่น้องทั้งหมด 4 คน เธอใช้ชีวิตอย่างธรรมดาที่สุด เพราะแม่เธอเองก็เป็นเพียงแม่บ้าน ส่วนพ่อก็เป็นคนดูแลหมู่บ้าน ไม่ได้มีเงินเดือนมากมายอะไร “แม่เขาก็อายุเยอะ ส่วนพี่น้องคนอื่นๆ ก็โตกันหมดแล้ว แม่เองเขาก็เหนื่อยจากการทำงาน ถึงเวลาเขาก็ปล่อยเรา” ทำให้เธอต้องตัดสินใจเลือกทางเดินชีวิตของตัวเธอเองตั้งแต่นั้นมา

มะลิ วัฒนะยา สาวแคนาดาผู้ฝึกให้เด็กในพื้นที่ห่างไกลเข้าถึงชีวิตที่ดีกว่าด้วยมวยไทย, ค่ายมวย ว.วัฒนะ

นี่เองอาจเป็นช่วงเวลาสำคัญที่การเป็นนักมวยของเธอเริ่มปรากฏชัดขึ้น “จริงๆ เราไม่ได้เก่งกีฬาอะไรเลยสักอย่าง ร่างกายเราก็ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เรารู้แค่ว่าเราชอบการต่อสู้ แต่ว่าเราไม่ได้ชอบเล่นกีฬา มีแค่การต่อสู้เท่านั้นที่เราจริงจังกับมัน พอเราอายุสิบสี่ เราก็ไปสมัครชกมวยเอง เพราะตอนนั้นดูหนังเรื่อง Rocky แล้วเราชอบมาก เลยอยากไปเรียนต่อยมวยสากล แต่ในตอนนั้นแถวบ้านไม่มีค่ายมวยสากลเลย มีแต่ค่ายมวยไทยอยู่ที่อีกหมู่บ้านหนึ่ง ซึ่งเจ้าของค่ายเป็นฝรั่งที่เคยมาเรียนมวยที่ไทย เราก็เลยเริ่มต้นบนสังเวียนมวยไทยตั้งแต่นั้น”

พอชกไปชกมา อาจารย์ทรงกับอาจารย์สุชาติที่เปิดค่ายมวยอยู่ที่แคนาดาตอนนั้นก็เห็นแววมะลิ และบอกกับเธอว่าถ้าเธอไปที่ประเทศไทย เธอพัฒนาได้มากกว่านี้อีก นั่นจึงเป็นเหตุผลที่เธอซื้อตั๋วเที่ยวเดียวและเดินทางมายังประเทศไทยด้วยตัวคนเดียวตั้งแต่อายุ 19 ปี

มะลิ วัฒนะยา สาวแคนาดาผู้ฝึกให้เด็กในพื้นที่ห่างไกลเข้าถึงชีวิตที่ดีกว่าด้วยมวยไทย, ค่ายมวย ว.วัฒนะ

ที่แรกที่เธอเดินทางมาถึงคือค่ายมวยแถวสุขุมวิท 93 หากตัดสลับภาพเป็นอีกฉากหนึ่ง หนทางอีกสายของสามีของเธออย่างบุ๋ม-ธนิต วัฒนะยา ก็กำลังดำเนินอยู่เป็นคู่ขนานเช่นกัน บุ๋มเป็นนักกีฬาที่ไม่ว่าจะหยิบจับหรือเล่นกีฬาอะไรก็เก่งไปหมดเสียทุกอย่าง ซึ่งล้วนเป็นผลมาจากความเพียรพยายามทั้งสิ้น 

“สมัยเราเกิดและโตที่โคราช เราเคยชกมวยอยู่ไม่กี่ครั้งเอง แล้วก็ไม่ได้ชกเป็นจริงเป็นจังอะไร เพราะตอนนั้นไม่มีค่ายมวยเลย หลังปลดทหารเราก็ตามพี่ชายไปทำงานโรงงานที่กรุงเทพฯ บังเอิญว่าไปเจอคนในหมู่บ้านเป็นเทรนเนอร์อยู่ที่ค่ายมวยแถวสุขุมวิท 93 แกก็เลยชวนเราไปซ้อมเพื่อออกกำลังกาย เราไม่ได้ตั้งใจจะไปชกจริงจังอะไรหรอก เพราะตอนนั้นเราก็อายุเยอะแล้ว ไปๆ มาๆ มีอยู่วันหนึ่งเราถอดเสื้อเพื่อซ้อมเตะกระสอบ พี่ไก่เจ้าของค่ายแกมาเห็น เขาเห็นเราหน่วยก้านดี น่าจะเป็นนักมวยได้ เลยพาไปทำงานทำกระจกอะลูมิเนียม แล้วก็ช่วยเขาซ้อมมวยด้วยอีกทาง”

และแล้วเส้นทางของทั้งคู่ก็ได้มาพบและบรรจบกันที่นี่เอง “อาทิตย์แรกที่มะลิได้เจอพี่บุ๋มอยู่ที่ค่ายมวยก็ปิ๊งกันเลย ผ่านไปหกถึงเจ็ดเดือนเราก็แต่งงานกัน นับจนถึงตอนนี้ เราอยู่ด้วยกันมาสิบสี่ปีแล้ว” 

อาจเพราะการมาจากต่างถิ่นฐานบ้านเกิด ทำให้มะลิต้องปรับตัวและเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ที่เธออาจไม่เคยเจอมาก่อน

“ตอนมะลิมาประเทศไทยครั้งแรก เหมือนเราจะทำอะไรผิดไปเสียหมด ยังไม่รู้ว่าห้ามเดินข้ามอาหารนะ มีครั้งหนึ่งเคยไปแตะหัวพี่เขา แต่เราไม่รู้นี่ว่าทำไม่ได้ ช่วงแรกๆ เราก็ทำผิดไปแบบนี้อยู่ แล้วแรกๆ มะลิก็เชื่ออาจารย์ดำมาก เพราะแกเป็นครูสอนมวยที่เก่งมาก แถมยังเป็นพ่อสื่อให้เรากับพี่บุ๋มตอนเจอกันที่ค่ายมวยสุขุมวิทด้วย ตอนนั้นเราตามแกไปทุกที่เลย แกบอกว่ากินข้าวต้องกินเผ็ดๆ เราก็กินเผ็ดตาม กินปลาร้าตามแกมาตั้งแต่นั้น” 

มะลิ วัฒนะยา สาวแคนาดาผู้ฝึกให้เด็กในพื้นที่ห่างไกลเข้าถึงชีวิตที่ดีกว่าด้วยมวยไทย, ค่ายมวย ว.วัฒนะ

แต่การเติบโตมาจากต่างที่ต่างวัฒนธรรม ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคเลยสำหรับความรักของมะลิและบุ๋ม

“จากนั้นเราก็เรียนรู้มาเรื่อยๆ เราพูดภาษาไทยได้ เราเข้าใจวัฒนธรรมไทยมากขึ้น แล้วเรากับพี่บุ๋มก็ไม่เคยมีปัญหาอะไรเลย อาจเป็นเพราะทั้งเราและพี่เขาโตมาด้วยกัน เราแต่งงานกันตอนมะลิอายุยี่สิบ จากนั้นเราก็เรียนรู้ไปพร้อมๆ กัน เราต่างคนต่างเคยไปอยู่บ้านของกันและกัน ทำให้เราเข้าใจกันมากขึ้น เลยคิดว่าไม่มีอะไรเป็นอุปสรรคสำหรับชีวิตของเราทั้งคู่เลย เหมือนเราเรียนรู้กันและกันอยู่เสมอ”

และพวกเขามีความรักในสิ่งเดียวกัน นั่นก็คือมวยไทย

02

ออกอาวุธ

“มีอยู่ไฟลต์หนึ่ง เรามีโอกาสได้ไปต่อยแชมป์มวยสากลตอนที่ยังอยู่ต่างประเทศ ทั้งที่เราไม่เคยซ้อมมวยสากลเลย ตอนนั้นกรรมการตัดสินว่าเราแพ้ แต่ทุกคนลงความเห็นว่าเราชนะหมด ไม่รู้ว่าเราชนะจริงหรือเปล่านะ เพราะตอนแรกทุกคนบอกว่ามะลิจะโดนน็อก แต่ว่าผลมันดันออกมาสูสี แต่เราก็ไม่ได้สนใจอะไร เรารู้แค่ว่าเราสนุก เราต่อยแบบมันๆ เลย สำหรับเราการชกมวยมันคือแบบนั้น” 

เธอลองเปรียบเทียบเส้นทางการชกมวยที่ต่างประเทศกับไทยให้เราฟัง เธอบอกเราว่าบรรยากาศต่างกันมาก 

“ตอนที่อยู่ต่างประเทศ ครูสอนเขาจะตื่นเต้นจริงจังมาก การชกแต่ละครั้งเป็นเรื่องใหญ่ เขาจะตั้งความหวังกับมะลิเยอะ เราก็เลยกดดัน ตอนนั้นเราชกมวยในหมู่บ้าน พอจบยกหนึ่งก็อยากจะบอกเขาว่าเราไม่ไหวแล้ว แต่มันพูดไม่ออก 

“สำหรับครูสอนมวยที่ไทย เขาไม่ได้จริงจังมาก เหมือนเขาคิดว่าการชกมวยเป็นเรื่องธรรมดา แต่พูดถึงการชกมวย มันก็เป็นเรื่องเล็กนะ อย่างที่อีสานทุกคนก็ชก ขนาดแม่นักมวยคนหนึ่งมีลูกสามคนแล้ว แฟนเขาที่เป็นหัวหน้าค่ายบังคับให้ไปชก เขาไม่ได้ซ้อมอะไรเลย แต่เขาก็ชกได้ ที่อีสานเราไปชกมวยเหมือนเราไปทำบุญ เหมือนกินกาแฟ มันง่ายอย่างนั้นเลย”

และเพราะเธอผ่านการชกมากว่า 50 ไฟลต์ หลายคนอาจเคยเห็นหน้าค่าตาเธอจากการเป็นนักมวยบนสังเวียนอยู่บ้าง แต่เธอบอกปัดกับเราว่า การเป็นนักมวยไม่ใช่สิ่งที่เธอคิดไว้ตั้งแต่แรก 

มะลิ วัฒนะยา สาวแคนาดาผู้ฝึกให้เด็กในพื้นที่ห่างไกลเข้าถึงชีวิตที่ดีกว่าด้วยมวยไทย, ค่ายมวย ว.วัฒนะ

“จริงๆ เราไม่ได้คิดว่าจะชกมวยเป็นอาชีพนะ เรารู้แค่ว่าถ้ามาชกมวยในประเทศไทย เราจะพอมีเงินใช้แค่นั้น เพราะสมัยเราชกมวยอยู่ที่ต่างประเทศ ก็ไม่ค่อยมีรายได้ แล้วก็หารายการชกยาก เราเลยวางแผนว่าจะลองสู้ชีวิตที่ประเทศไทยดูสักปีหนึ่ง ลองดูว่าเราจะไปได้ไกลขนาดไหน เหมือนเราชกมวยเพื่อสานฝันตัวเองมากกว่า เราอยากเป็นแชมป์ได้ถ้วยบ้างเท่านั้นเอง เพราะอย่างเวลาเราไปต่อยถ่ายทอดสดที่สนามหลวงสมัยก่อน เราได้เงินค่าตัวแค่พันห้า แค่ค่าแท็กซี่ไปกลับก็เจ็ดร้อยบาทแล้ว เลยรู้ว่าถ้าจะให้ยึดเป็นอาชีพเลยคงเป็นไปไม่ได้”

ตลอดหลายปีทั้งคู่ก็เดินทางไปๆ มาๆ ระหว่างไทยกับแคนาดา แต่ท้ายที่สุดแล้วพวกเขาก็เลือกกลับมาอยู่ที่นี่ เหตุผลหนึ่งเป็นเพราะบุ๋มต้องกลับมาดูแลพ่อที่โคราช

“พอมาอยู่นี่ปีหนึ่ง มะลิก็กลับไปเรียนต่อที่แคนาดาให้จบ พอมะลิเรียนจบ พี่บุ๋มเขาก็เป็นห่วงพ่อ เราเลยตัดสินว่าจะกลับมาทำอะไรสักอย่างที่โคราช แรกๆ มะลิก็ช่วยพ่อแม่พี่บุ๋มเขาขายแตงโม ขายข้าวโพด ทำนาไปได้วันละไม่กี่ร้อยบาท พอเรามาใช้ชีวิตอยู่ในหมู่บ้านแถวนี้ เราก็เห็นอะไรๆ มากขึ้น”

คุณมะลิบอกกับเราทั้งน้ำตาว่า ครั้งแรกที่เห็นเด็กๆ ในหมู่บ้านก็รู้สึกสงสาร เพราะพวกเขาไม่มีโอกาสได้เรียน และหลายคนต้องไปข้องเกี่ยวกับสุราและยาเสพติด 

“เหมือนเราเห็นคนทิ้งขยะเกลื่อนกลาด เรามีทางเลือกสองทาง เราจะเดินผ่านมันไหม ถ้าเราเดินผ่าน เราผิดเท่าคนทิ้งนะ หรือว่าเราจะเก็บ แล้วถ้าเราเก็บ เราก็ต้องทิ้งให้ถูกที่ ไม่ใช่เอาไปทิ้งมั่วๆ วันที่เราเดินผ่านแล้วเห็นเด็กติดเหล้าติดยา เรารับไม่ได้เลย เราก็ต้องช่วยแก้ปัญหา เราต้องทำอะไรสักอย่าง”

ด้วยเหตุนี้เอง ทำให้การมาอยู่ของเธอจึงเป็นจุดเริ่มต้นของค่ายมวยเพื่อเด็กๆ

มะลิ วัฒนะยา สาวแคนาดาผู้ฝึกให้เด็กในพื้นที่ห่างไกลเข้าถึงชีวิตที่ดีกว่าด้วยมวยไทย, ค่ายมวย ว.วัฒนะ

03

เปิดสังเวียน

“พี่บุ๋มบอกมะลิว่า ตอนเขาเกิดมา เขาไม่มีอะไรเลย คล้ายกับเด็กในหมู่บ้านบางคน ที่เกิดมาเห็นสิ่งแวดล้อมที่ไม่ค่อยดีและลำบาก เขาเลยอยากเปิดค่ายมวยเพื่อช่วยเด็กๆ เพราะเวลาเราเดินผ่าน เราก็เห็นว่าเด็กๆ กินเหล้ากันแล้ว ไปซื้อเหล้าไปซื้อบุหรี่เองได้แล้ว 

“แล้วเด็กๆ ส่วนใหญ่ก็อยู่กับปู่ย่าที่แก่มาก ดูแลเด็กน้อยไม่ไหว คนที่มีกำลังเขาก็ไม่อยู่ เพราะออกไปหางานทำที่อื่นกันหมด แล้วเด็กที่เกิดมาในสิ่งแวดล้อมที่ไม่ดี ไม่มีแบบอย่างที่ดีให้เขาเห็น เขาก็เลยไม่เห็นทางออกว่าจะทำอะไรได้” จากที่บุ๋มเคยบอกเล่า และสิ่งที่มะลิได้เห็นด้วยตัวเอง เลยทำให้พวกเขามีความคิดอยากเปิดค่ายมวยขึ้น

“ต่อมามะลิได้ไปสอนภาษาอังกฤษอยู่ที่พุทไธสง แล้วตอนนั้นเองอาจารย์ดำที่สอนมวยเราที่กรุงเทพฯ แกก็กลับมาอยู่บ้านที่โคราช วันหนึ่งแกก็ให้มะลิกับพี่บุ๋มไปซ้อมมวยที่หน้าบ้าน เพราะคิดว่าเรายังชกมวยกันได้อยู่ ซ้อมกันในเต็นท์เฉยๆ เลยนะ ไม่มีอุปกรณ์อะไรเลย มีแต่เป้าให้เตะ ปรากฏว่าซ้อมไปซ้อมมา ก็มีเด็กๆ มากันเอง เพราะเขาได้ยินเสียงเราซ้อม 

มะลิ วัฒนะยา สาวแคนาดาผู้ฝึกให้เด็กในพื้นที่ห่างไกลเข้าถึงชีวิตที่ดีกว่าด้วยมวยไทย, ค่ายมวย ว.วัฒนะ
มะลิ วัฒนะยา สาวแคนาดาผู้ฝึกให้เด็กในพื้นที่ห่างไกลเข้าถึงชีวิตที่ดีกว่าด้วยมวยไทย, ค่ายมวย ว.วัฒนะ

“ตอนนั้นมะลิก็ถามพี่บุ๋มว่า ยังอยากทำค่ายมวยอยู่ไหม เพราะเด็กที่อยู่ที่นี่มีเยอะนะ พี่บุ๋มก็บอกว่า ทำ เราก็เลยหาเงินมาซื้อกระสอบทรายแขวนกับต้นไม้ให้เด็กๆ ได้ซ้อมกัน เด็กก็ไม่ไปไหนนะ อยู่ซ้อมกับเราทุกวัน แต่ว่าตอนนี้ค่ายเรามีเด็กที่มาจากในหมู่บ้านแค่คนเดียว ส่วนเด็กคนอื่นๆ เป็นเด็กแถวพุทไธสงที่เราไปรับไปส่งไปโรงเรียน ไปค่ายมวย และกลับบ้านทุกวัน เพราะคนในหมู่บ้านเขาไม่ค่อยสนใจที่เราทำ ไม่ค่อยสนับสนุน เหมือนเขาไม่เห็นด้วย”

ถึงแม้จะมีคนไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่พวกเขาทำ มะลิก็ยังยืนยันจะทำค่ายมวยให้เกิดขึ้นจนได้ และไม่นานก็มีผู้สนับสนุนใจดีที่ทำให้เกิดเป็นค่ายมวยที่เป็นหลักเป็นฐานมากขึ้น

“แรกๆ เราซ้อมกันแบบไม่มีอะไรเลย อาจารย์ดำเขาแค่เอาไม้มาเสียบดินให้เด็กๆ เตะข้ามไป จากนั้นแกก็ถ่ายลงเฟซบุ๊ก แล้วดันมีคนดูเป็นล้าน พอมีคนเห็นเขาก็เลยอยากช่วย แล้วก็มีฝรั่งช่วยเปิด GoFundMe ให้ เพื่อให้คนช่วยกันบริจาคเงินช่วยเหลือ เราถึงมีค่ายมวยให้เด็กๆ ได้ซ้อมกัน จนถึงตอนนี้ค่าใช้จ่ายส่วนมากของค่ายมีคนช่วยค่ะ ค่าเทอม ค่าขนม ค่ารักษาพยาบาล ตอนนี้มีผู้สนับสนุนทำให้เราพออยู่ได้” 

พอได้เวลาที่สังเวียนเริ่มเปิด เราก็ได้ยินเสียงกระสอบทรายดังปักๆ เสียงเด็กๆ เจี๊ยวจ๊าว และกลิ่นน้ำมันมวย บอกเป็นสัญญาณให้เรารู้ว่าที่นี่คือค่ายมวยที่เธอพูดถึง ค่ายมวยที่ไม่ได้สร้างเพื่อตัวเธอเอง แต่เพราะอยากช่วยเด็กๆ ด้วยใจจริง

มะลิ วัฒนะยา สาวแคนาดาผู้ฝึกให้เด็กในพื้นที่ห่างไกลเข้าถึงชีวิตที่ดีกว่าด้วยมวยไทย, ค่ายมวย ว.วัฒนะ

04

เด็กไม้มวยไทย

ท่ามกลางรอยยิ้มและเสียงหัวเราะของเด็กๆ เบื้องลึกเบื้องหลังของพวกเขาคือความจริงอันหนักอึ้ง ที่พวกเขาต้องแบกรับเอาไว้ มะลิบอกเราว่า เด็กๆ ในค่ายมวยบางคนก็เป็นเด็กกำพร้า ต้องอยู่กับป้าไม่ก็ยาย บางคนไม่ได้อยู่กับพ่อแม่นานหลายสิบปี ไม่ก็มีสภาพครอบครัวที่ลำบากมาก เป้าหมายหนึ่งของการสร้างค่ายมวยแห่งนี้ จึงไม่ใช่แค่เด็กๆ จะได้มีร่างกายที่แข็งแรง แต่ยังมีจิตใจที่มีภูมิคุ้มกันที่ดีอีกด้วย

“สมัยที่เราสร้างค่ายมวยแรกๆ เรามีเด็กในค่ายประมาณยี่สิบคนได้ ตอนนี้ก็ยังมีประมาณยี่สิบคน คือคนเก่ากับเด็กที่เข้ามาแล้วก็ออกไป ส่วนนักมวยที่อยู่ในค่ายตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้มีแค่คนเดียว เพราะเด็กบางคนเขาก็ไม่ชอบชกมวยค่ะ”

มะลิ วัฒนะยา สาวแคนาดาผู้ฝึกให้เด็กในพื้นที่ห่างไกลเข้าถึงชีวิตที่ดีกว่าด้วยมวยไทย, ค่ายมวย ว.วัฒนะ

บุ๋มบอกว่าเข้าใจ เพราะเด็กก็คือเด็ก “เด็กอะเนอะ บางคนเข้ามาแรกๆ เขาก็คงอยากลอง แต่เพราะกีฬามวยเป็นกีฬาที่ซ้อมหนัก บางทีซ้อมไปๆ พออยากชกก็ต้องซ้อมหนักขึ้น แล้วพอเข้ามาค่ายมวยของเราก็ต้องมีระเบียบวินัยด้วย เด็กที่ไม่มีระเบียบวินัยเขาก็อยู่ไม่ได้ เลยต้องออกไป ส่วนเด็กบางคนเขามาซ้อมเพราะแค่อยากออกกำลังกายเฉยๆ ก็มี แค่มีใจอยากมาซ้อมเราก็ให้มา” 

กิจวัตรที่พวกเขาต้องซ้อมกันเป็นประจำก่อนซ้อมทุกวันคือการวิ่ง 

“อันดับแรกเราจะให้วิ่งรอบหนึ่งไม่ให้หยุด แล้วแต่จะวิ่งช้าขนาดไหนก็ได้ มีเด็กคนหนึ่งอ้วนมาก เราเลยให้เขามาอยู่ที่นี่เพื่อลดน้ำหนัก เขาวิ่งไม่หยุดเลยวันละห้ากิโล แม้จะวิ่งกลางแดดร้อนๆ ถึงเขาจะวิ่งช้าแต่เขาไม่หยุด แค่นี้เราก็ภูมิใจนะ 

“ส่วนมากเราจะดูมวยอาชีพมากกว่า เพราะว่าเขามีรายการต้องขึ้นชก เด็กน้อยๆ เราก็จะให้วิ่ง เตะกระสอบ แล้วก็เล่นกล้ามท้อง มีดันพื้น พอทำของตัวเองเสร็จก็ต้องมาช่วยรุ่นพี่ ช่วยตักน้ำ ทำความสะอาดค่ายก่อนซ้อม เราให้เด็กทำหมด แต่พอซ้อมเสร็จ ถ้าเขาจะไปวิ่งเล่นเราก็ปล่อยไป ยิ่งถ้าจะมานอนกินอยู่ที่บ้านกับมะลิก็มีระเบียบมากขึ้นอีก เราต้องเก็บโทรศัพท์เด็กทุกคืน ก่อนจะได้คืนต้องทำการบ้าน เวลากินข้าวก็ต้องกินผัก อย่างเบียร์ลูกอาจารย์ดำ มาวันแรกเขาไม่เคยกินผัก พอมาที่นี่เขากินผักเป็นแล้ว เพราะเราอยากให้เด็กๆ ทานอาหารให้ครบ จะได้มีกำลังไปชก” 

เหตุผลที่พวกเขาต้องมีกฎระเบียบมากมายก็เพื่อตัวเด็กๆ เอง อีกส่วนหนึ่งก็เพราะต้องเห็นใจผู้สนับสนุนที่ช่วยบริจาคด้วย

มะลิ วัฒนะยา สาวแคนาดาผู้ฝึกให้เด็กในพื้นที่ห่างไกลเข้าถึงชีวิตที่ดีกว่าด้วยมวยไทย, ค่ายมวย ว.วัฒนะ

“เรามีผู้สนับสนุนที่ต้องเห็นใจเขานำ เขาไม่ได้อยากสนับสนุนเด็กที่ขี้เกียจเรียนหรือข้องเกี่ยวกับยาเสพติด จะมาอยู่นี่เลยต้องมีกฎ มีระเบียบเยอะ เพราะว่าเราก็ต้องเห็นใจผู้สนับสนุนด้วย แต่เด็กบางคนเขาไม่เอาเลย พอเขาโดนเก็บโทรศัพท์ตอนกลางคืน เขาก็เลยไปเอง เราก็ปล่อยเด็กไปนะ เพราะเราเองไม่ได้มีรายได้จากการทำค่ายมวย เราทำงานเหนื่อย แต่ไม่เคยคิดจะเอาอะไรจากพวกเขา”

การเก็บเงินเองก็เป็นอีกหนึ่งบทเรียนที่มะลิมักจะสอนเด็กๆ อยู่เสมอด้วย

“สิ่งที่เราจะสอนนักมวยก็คือต้องเก็บเงินนะ เวลาจะซื้ออะไรก็ต้องซื้อของที่มีประโยชน์ อีกอย่างถ้านักมวยไม่มีอะไรเก็บเป็นของเขาเองเลย เขาก็ไม่มีกำลังใจชก อย่างเจ้าแปดที่มาอยู่กับเราตลอด เราให้เขาเอาเงินไปซื้อโทรศัพท์ เพราะเขาไม่เคยไปเที่ยวกับเพื่อนเลย เขาต้องมีอะไรสักอย่างที่จะทำให้เขาภูมิใจในตัวเอง แล้วเขาก็เอาเงินซื้อเครื่องซักผ้าให้ป้าด้วย เพราะป้าเป็นคนดูแลเขา 

“และอีกอย่างหนึ่งคือต้องเอาตัวเองให้รอดก่อน ถ้าตัวเองไม่แข็งแรงแล้วจะไปช่วยคนอื่นได้อย่างไร เพราะอาจารย์ทรงเขาเคยสอนมะลิว่า เวลาทำงานมาได้ผลไม้มาห้าลูก ไม่ใช่ให้ครอบครัวไปหมด เราจะไม่เหลืออะไรกิน แล้วเราก็จะอดตาย เขาบอกว่าให้เราแบ่งให้ครอบครัวสักสองลูก กินเองสักสองลูก ที่เหลือก็เก็บไว้ 

“มีเด็กคนหนึ่งไปชกมวยได้เงินมา พอพ่อแม่เขารู้ พ่อแม่เขาก็อยากได้ค่าตัวทุกบาททุกสตางค์เลย แต่พ่อแม่ไม่ได้ส่งเขาไปโรงเรียน ไม่ได้ออกค่าอะไรให้เด็กเลย แล้วจะเอาเงินที่เขาหามาได้ไปหมดอีก มะลิเลยไม่ยอม พ่อเขาก็เลยเอาออกจากค่าย แต่ตอนพ่อเขามาพาออกไป เด็กร้องไห้ไม่อยากไป เด็กอยากอยู่กับมะลิ

“บางทีเราก็รู้สึกโมโหนะ เวลาเขาบอกว่ามะลิจะเอาอะไรจากเด็ก มันไม่ใช่เลย เวลาได้เงินมาจากการชกหรือมาจากสปอนเซอร์ มะลิก็จะทำบัญชีเอาไว้หมด เก็บเอาไว้ให้เขา มะลิไม่เคยทำเพื่อตัวเองเลย แล้วเราก็ออกเงินเองด้วยเวลาเด็กขาดเหลืออะไร แต่ไปบอกเขาก็ไม่ได้ ถึงจะอธิบายไปเขาก็คงไม่เข้าใจ” 

มะลิ วัฒนะยา สาวแคนาดาผู้ฝึกให้เด็กในพื้นที่ห่างไกลเข้าถึงชีวิตที่ดีกว่าด้วยมวยไทย, ค่ายมวย ว.วัฒนะ

05

สานฝันผ่านสังเวียน

หลายคนบอกว่าเธอเอาชีวิตมาทิ้งเปล่าๆ แต่เธอส่ายหน้าและบอกว่าไม่เลย เพราะเธอเต็มใจและยินดีที่จะอยู่ตรงนี้เพื่อสนับสนุนเด็กๆ และแม้ช่วงวิกฤต COVID-19 จะส่งกระทบต่อค่ายมวยก็ตาม แต่เธอก็ยังคงประคับประคองให้ค่ายมวยยังคงอยู่ได้

“รายได้บางส่วนก็มีมะลิกับพี่บุ๋มช่วยกันหามาเพื่อจุนเจือค่ายมวย อย่างตอนนี้มะลิก็รับทำงานซับไตเติ้ลไปด้วยในช่วงที่ติดโควิด ส่วนพี่บุ๋มไปสอนมวยที่ต่างประเทศไม่ได้ เราก็จัดสอนมวยออนไลน์ แล้วมะลิเป็นผู้จัดการให้เขาไปด้วย ทำทุกอย่างเองคนเดียว ทั้งดูแลเรื่องเว็บไซต์ โปรโมตลงโซเชียลมีเดีย หรือเวลาสื่อมวลชนมาติดต่อ มะลิก็จะจัดการเองทั้งหมด 

“ส่วนค่ายอื่น เขาต้องปิดตัวลงแล้วส่งเด็กๆ กลับบ้าน ค่ายมวยที่โดนยุบก็มีเยอะอยู่ เพราะถ้าไม่ยุบก็อยู่ไม่ไหว แต่ค่ายมวยของเรายังพออยู่ได้ แล้วมะลิก็ให้เด็กอยู่กับเราที่นี่ เพราะที่บ้านเด็กบางคนก็ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ มีคนติดเหล้าติดยาให้เขาเห็นเป็นตัวอย่าง เราเลยให้เขาเข้าค่ายต่อเพราะว่ากลัวว่าเขาจะหลุด ถึงเราไม่มีสปอนเซอร์ก็ไม่เป็นไร เราก็จะให้กำลังใจเด็กทุกวัน ไม่ให้เขาท้อ”

หากถามต่อว่าทำไมทั้งคู่ถึงเปิดค่ายมวยมาได้จนถึงทุกวันนี้ ก็เห็นคำตอบได้จากใบหน้าอันเปี่ยมสุขของบุ๋ม

“ตัวเราเองได้ส่งเสริมเขา ได้เห็นเด็กๆ ซ้อมมวยเราก็มีความสุข เพราะตอนเด็กๆ ผมชอบเล่นกีฬามาก แต่มันหาโอกาสยากมากที่จะได้ซ้อม ได้ชกแบบมีอุปกรณ์อย่างจริงจัง เอาเข้าจริงลำพังตัวผมคนเดียว ถ้าจะให้สนับสนุนเด็กทุกคนที่นี่ ผมเองก็คงไม่มีปัญญาเหมือนกัน โชคดีที่มีคนสนับสนุน มีคนคอยช่วยเหลือ อีกอย่างผมมีความสุขมากเวลาได้อยู่กับเด็กๆ ถึงแม้ว่าเวลาอยู่กับคนเยอะๆ แล้วปัญหามันจะแยะก็ตาม แต่ถ้ามีปัญหาแล้วมันจะมีความสุข ผมก็โอเค”

และทางฝั่งของมะลิก็บอกเราว่า เธอมาทำตรงนี้ก็เพราะอยากเห็นเด็กๆ เรียนจบ และมีอนาคตที่ดี

“มะลิอยากเห็นเด็กจบอย่างน้อยก็มอหกค่ะ เราไม่ได้คิดว่าเด็กจะต้องเป็นแชมป์มวย หรือต้องรวยอะไรเลย หลังจากจบชั้นมอหกอาจจะไม่ชกมวยก็แล้วแต่ อย่างตอนนี้สิบหมื่น เขามีรายได้จากยูทูป เพราะเขาทำวิดีโอสอนใส่ฟันยาง คลิปเขามีคนดูตั้งสองล้านคนแล้ว เราอยากให้เขาได้ทำอะไรอย่างที่เขาอยากทำ หรือถ้าจะเอาเงินไปเปิดร้านชาไข่มุกหลังจากเรียนจบก็ได้ เพราะนักมวยบางคนเขาเห็นจากร้านตรงข้ามโรงเรียนว่ามีเด็กไปกินเยอะ รายได้ดี เขาก็อยากทำ เราก็ยินดีนะ เพราะเราแค่อยากให้เด็กๆ ได้มีชีวิตเป็นอิสระ เลี้ยงตัวเองต่อไปได้เท่านั้นเอง”

และเมื่อถามถึงชีวิตของเธอและครอบครัวในอนาคต เธอบอกว่า แผนการในตอนนี้ยังไม่แน่ไม่นอน แต่ที่แน่ๆ คือพวกเขาจะไม่ทิ้งเด็กๆ ไปเด็ดขาด

“ตอนนี้เด็กที่อยากมาอยู่กับเราก็มีมาเรื่อยๆ เราเองก็ต้องส่งเด็กให้เรียนจบมอหกไปเรื่อยๆ แบบนี้ก่อน ส่วนลูกสาว เราอาจจะให้ไปเรียนอยู่ที่ต่างประเทศ แต่ตอนนี้ยังไม่มีอะไรแน่นอน เพราะเด็กๆ ก็ยังอยู่นี่ เราจะทิ้งพวกเขาไปก็ไม่ได้หรอก

มะลิ วัฒนะยา สาวแคนาดาผู้ฝึกให้เด็กในพื้นที่ห่างไกลเข้าถึงชีวิตที่ดีกว่าด้วยมวยไทย, ค่ายมวย ว.วัฒนะ

“อีกอย่างก็อยากให้นักมวยที่อีสานยืนได้ด้วยตัวเอง เราสองคนก็เลยคิดว่าอยากจะสร้างค่ายมวยใหม่ ย้ายที่มาอยู่แถวๆ พุทไธสง เราอยากสร้างบ้านให้นักมวยอยู่ เพราะตอนนี้เรามีเด็กที่ต้องดูแลเยอะพอสมควร อยากให้นักมวยเรียนหนังสือใกล้ๆ ด้วย 

“อีกทางหนึ่งถ้าเรามีที่พอ เราก็จะสร้างเป็นห้องเล็กๆ ให้ฝรั่งหรือคนที่สนใจมาอยู่เพื่อให้เขามาเรียนมวยได้ด้วย เราอยากให้คนมาที่ภาคอีสานบ้าง เพราะที่นี่เรามีผ้าไหมทอ มีวัดสวยๆ อาหารอร่อยๆ มากมาย ถือเป็นการช่วยดูแลเศรษฐกิจของหมู่บ้าน อยากให้มันครอบคลุมทุกอย่างและอยู่ได้อย่างยั่งยืน จากนั้นเราก็จะนำเงินที่คนจ่ายค่าเรียน มาจ่ายเงินให้เทรนเนอร์ส่วนหนึ่ง อีกส่วนเราก็จะแบ่งให้เด็กๆ ไปโรงเรียน เราไม่ได้อยากทำเป็นธุรกิจนะ เอาแค่พอได้ค่าน้ำค่าไฟ ให้พวกเราอยู่กันได้ก็พอ

“ตอนนี้เราเลยเปิด GoFundMe กันอีกครั้งเพื่อระดมทุนสร้างบ้านและทำค่ายใหม่ให้เด็กๆ ให้ได้ เราคิดว่าถ้าได้เงินบริจาคสักประมาณสองล้านห้าแสนบาทก็น่าจะทำได้ เพราะตอนนี้ค่าที่มันก็มีราคา ส่วนบ้านเราก็ต้องสร้างหลังใหญ่ๆ ด้วย เพราะเราต้องอยู่กันหลายคนจริงๆ อีกอย่างเราอยากให้มันครบวงจร เลยคิดว่าจะปลูกสวน ปลูกผัก เลี้ยงไก่เอาไว้เก็บไข่ด้วย เราจะได้ลดค่าใช้จ่ายไปด้วยอีกทางหนึ่ง ดังนั้นความฝันของเราตอนนี้ ก็คือเราอยากทำตรงนี้ให้สำเร็จให้ได้ค่ะ” 

ไม่ว่าจะเป็นบนสังเวียนมวยหรือสังเวียนชีวิต มะลิ วัฒนะยา ก็ยังคงต้องต่อสู้อยู่ตลอด ทั้งหมดนี้ก็เพียงเพื่อสานต่อความหวังและความฝันให้กับเด็กๆ ได้เชื่อว่ายังมีอนาคตที่สดใสรอพวกเขาอยู่

มะลิ วัฒนะยา สาวแคนาดาผู้ฝึกให้เด็กในพื้นที่ห่างไกลเข้าถึงชีวิตที่ดีกว่าด้วยมวยไทย, ค่ายมวย ว.วัฒนะ

Writer

ฉัตรชนก ชโลธรพิเศษ

ฉัตรชนก ชโลธรพิเศษ

ชาวนนทบุเรี่ยน ชอบเขียน และกำลังฝึกเขียนอย่างพากเพียร มีความหวังจะได้เป็นเซียน ในเรื่องขีดๆ เขียนๆ สักวันหนึ่ง

Photographer

Avatar

อิสรีย์ อรุณประเสริฐ

จบ Film Production ด้าน Producing & Production Design แต่ชอบถ่ายภาพและออกแบบงานกราฟิกเป็นงานอดิเรก มีครัว การเดินทาง และ Ambient Music เป็นตัวช่วยประโลมจิตใจจากวันที่เหนื่อยล้า

Larger than Life

แรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต จากพลังเล็กๆ สู่การสร้างคุณค่าที่ยิ่งใหญ่ให้โลกใบนี้

The Cloud x ไทยประกันชีวิต
Larger than Life แรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต จากพลังเล็กๆ สู่การสร้างคุณค่าที่ยิ่งใหญ่ให้โลกใบนี้

ครูยศ เหล่าอัน คือนักปลูกต้นไม้

ตลอดเวลา 30 ปีที่ผ่านมา ชายคนนี้ปลูกต้นไม้ไปแล้วมากกว่า 1 ล้านต้นทั่วประเทศ

เขาชวนทุกคนปลูกต้นไม้ ด้วยวิธีที่แปลกประหลาด เรียบง่าย และได้ผลจริง แต่ใช่ว่าทุกคนจะยอมรับวิธีนี้ตั้งแต่ได้ฟังครั้งแรก

จะน่าเหลือเชื่อไปไหมหากฉันบอกว่า ใต้รากสาขาลึกลงไปในผืนดิน ต้นไม้ของครูยศ มีเถ้าอัฐิของผู้ล่วงลับถูกฝังอยู่ด้วย

แต่สุดท้ายต้นไม้จำนวน 1 ล้านต้น คงบอกได้ว่าสิ่งที่เขาทำ ส่งต่อไปสู่ผู้คนในสังคมได้ไกลขนาดไหน

เมื่อแรกเริ่ม ครูยศถูกมองว่าบ้าที่คิดจะทำ ‘โครงการปลูกต้นไม้ด้วยเถ้ากระดูก’ ด้วยความเชื่อต่อพิธีกรรมที่มีมาอย่างยาวนาน จนถึงความกลัวต่อวิญญาณผีสาง ทำให้แนวคิดของเขาถูกต่อต้านจากชาวบ้านทันที

ครูยศ เหล่าอัน

เจตนาดีของครูยศ คือต้องการเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้ชุมชน ส่งเสริมให้คนปลูกและดูแลต้นไม้ ที่สำคัญคือช่วยลดปัญหาขยะมลพิษในแหล่งน้ำจากการลอยอังคาร

ครูยศจึงลงมือทำ แม้จะถูกต่อต้าน ทำเพื่อพิสูจน์ว่าแนวคิดของเขาไม่ใช่เรื่องพิเรนทร์ที่เป็นไปไม่ได้

เขาเริ่มปลูกต้นไม้บนที่ดินสาธารณะรกร้างว่างเปล่า จากสิบเป็นร้อย เป็นพัน เป็นหมื่น เป็นแสนต้น พิสูจน์จนชาวบ้านค่อยๆ ซึมซับและเข้าใจ ด้วยผลลัพธ์ที่สัมผัสได้อย่างอากาศบริสุทธิ์และร่มเงาไม้ใหญ่

จากเสียงต่อต้าน กลายเป็นความเชื่อถือและศรัทธาที่ขยายจากหมู่บ้านเล็กๆ ออกไปไกล เถ้าอัฐิจำนวนมากมายถูกส่งมาจากทุกสารทิศ เพื่อให้ครูยศนำไปปลูกต้นไม้

ครูยศ เหล่าอัน

ชีวิตคือการเดินทาง และการเดินทางที่ใช้เวลาชั่วชีวิตคือการมุ่งหน้ากลับไปสู่สภาวะแท้จริง สภาวะที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับธรรมชาติ” ครูยศกล่าวขึ้นขณะพาฉันเดินฝ่าดงไม้ลึกเข้าไป

ที่นี่คือวัดป่าโรจธรรม จังหวัดขอนแก่น สองข้างทางเรียงรายไปด้วยต้นไม้ที่อุดมสมบูรณ์อย่างสวนป่า ใต้รากสาขาของต้นไม้ทุกต้นมีเถ้ากระดูกมนุษย์ ชิ้นส่วนแห่งชีวิตที่ถูกคืนกลับสู่ผืนดิน ให้เป็นสภาวะแท้จริงที่เป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ 

“ทุกชีวิตเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป แต่เราสามารถสร้างประโยชน์เป็นบุญกุศลให้โลกใบนี้ได้ แม้สิ้นชีวิตไปแล้วก็ตาม ต้นไม้ที่เจริญงอกงามจากเถ้าถ่านอัฐิจะคงอยู่ต่อไป เพื่อผลิตออกซิเจน มอบความชุ่มชื้น และแผ่กิ่งก้านสาขาอย่างเมตตา เป็นที่พักพิงอาศัยแก่เพื่อนร่วมโลก” ครูยศเอ่ยขึ้น

ต้นไม้แห่งความศรัทธาได้ถูกปลูกขึ้นในใจของผู้คน และจะผลิดอกออกผลไปอีกแสนนาน

01

ที่มาของความเชื่อ

ทางพุทธศาสนา เมื่อมนุษย์สิ้นลมหายใจร่างกายจะถูกนำไปประกอบพิธีฌาปนกิจด้วยการเผา จนสุดท้ายเหลือเพียงเถ้าถ่านอัฐิที่จะถูกนำไปลอยอังคารในแม่น้ำหรือมหาสมุทร เพื่อส่งดวงวิญญาณของผู้วายชนม์ไปสู่ภพภูมิที่ดี 

เมื่อ 30 ปีที่แล้ว ครูยศเห็นชาวบ้านนำอัฐิของเหล่าผู้ล่วงลับไปลอยอังคารในแม่น้ำชีที่แห้งขอดในฤดูแล้ง ผ้าขาว หม้อ ไห ถุงปุ๋ย ติดอยู่ตามเกาะแก่งแม่น้ำ แม้แต่อัฐิยังถูกโปรยลงบนพื้นดินแตกระแหงที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นลำน้ำ นอกจากจะเป็นภาพที่น่าสลดใจแล้ว ภาชนะและข้าวของที่ติดอยู่ในพื้นที่ธรรมชาติเหล่านั้นยังเป็นมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม 

“เริ่มจากความเมตตาและสงสาร เมื่อเห็นอัฐิของผู้วายชนม์ถูกนำไปกองทิ้งไว้ตามแหล่งน้ำที่แห้งขอดช่วงฤดูแล้ง เพราะเถ้าถ่านเหล่านั้นก็คือคน แทนที่ผู้วายชนม์จะได้ไปเกิดดีมีสุข กลับมาถูกมองในแง่ไม่ดีงาม”

หลังเฝ้าสังเกตสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่หลายปี ครูยศจึงเกิดความคิดว่า ในเมื่อแก่นแท้ของการลอยอังคารคือการกลับคืนสู่ธรรมชาติผ่านสายน้ำของมนุษย์คนหนึ่ง การกลับคืนสู่ธรรมชาติผ่านธาตุชนิดอื่นอย่าง ‘ดิน’ ก็ถือเป็นการเข้าถึงแก่นแท้นี้ไม่ต่างกัน

โครงการปลูกต้นไม้ด้วยเถ้ากระดูก ของชุมชนอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ จึงถือกำเนิดขึ้น 

“ถ้าเรานำอัฐิเหล่านั้นไปผสมกับดินเป็นส่วนหนึ่งของการปลูกต้นไม้ คืนร่างกายมนุษย์กลับคืนสู่แผ่นดิน คืนชีวิตกลับสู่ธรรมชาติ น่าจะเป็นบุญกุศลมากกว่ามาทิ้งไว้เช่นนั้น ซึ่งก็เหมือนกับคืนสู่น้ำในการลอยอังคารตามความเชื่อดั้งเดิมของศาสนาพุทธ” 

แนวคิดการนำเถ้ากระดูกมาปลูกต้นไม้ของครูยศ ถูกต่อต้านจากคนในชุมชนทันที เพราะแม้จะมีเจตนาดี แต่ด้วยความเชื่อต่อพิธีกรรมที่มีมาอย่างยาวนาน จนถึงความกลัวต่อวิญญาณผีสาง ทำให้แนวคิดดังกล่าวดูแหวกแนวไปมากสำหรับคนเมื่อ 30 ปีก่อน

“ผมเลยเริ่มจากการลงมือทำเลย ทำให้ชาวบ้านดู พิสูจน์ให้เขาเห็น” ครูยศเล่า 

วัดตามชนบทสมัยนั้นมีทั้งวัดที่มีเมรุเผาศพและวัดที่ไม่มีฌาปนสถานจึงใช้เพียงกองฟอนแบบโบราณ กองฟอนคือการเอาไม้เนื้อแข็งมาสุมรวมกันเป็นทรงสี่เหลี่ยมคล้ายคอกหมูเพื่อวางหีบศพแล้วเผา เมื่อเผาเสร็จก็จะมีเถ้าถ่านอัฐิหลงเหลืออยู่ในบริเวณ

ครูยศ เหล่าอัน

“ผมก็ไปเก็บเถ้ากระดูกแถวเมรุบ้าง กองฟอนบ้าง มาปลูกต้นไม้บนที่ดินสาธารณะรกร้างว่างเปล่าตามหมู่บ้าน โดยเฉพาะวัดและบริเวณรอบๆ อย่างป่าช้าเก่า ซึ่งมีพื้นที่ว่างสามารถปลูกต้นไม้ได้ ผมก็จะขออนุญาตเจ้าอาวาสวัดก่อนเข้าไปปลูกทุกครั้ง โดยเน้นพืชสมุนไพรและไม้ยืนต้น จากสิบเป็นร้อย เป็นพัน เป็นหมื่น เป็นแสนต้น

02

พลังแห่งศรัทธา

“ชาวบ้านค่อยๆ ซึมซับและเข้าใจจากผลลัพธ์ที่เราทำ เห็นความร่มรื่น สัมผัสอากาศบริสุทธิ์ จากต้นไม้ที่ปลูกไว้ตามพื้นที่ว่างไม่ได้ใช้ประโยชน์ของชุมชน จากที่ชาวบ้านมองว่าครูยศนี่บ้า (หัวเราะ) เขาก็เริ่มให้ความเชื่อถือและเล่ากันปากต่อปาก จากบ้านสู่บ้านเพื่อนำอัฐิมาบริจาค บ้านไหนอยู่ใกล้ก็หอบมาให้ ส่วนคนอยู่ไกลก็ติดต่อทางจดหมาย ส่งอัฐิเป็นพัสดุไปรษณีย์มา

“ตอนที่แม่ผมถึงแก่ความตาย ผมนำอัฐิของแม่มาผสมดินปลูกต้นไม้บนที่นาของตัวเอง เขียนป้ายชื่อแม่อย่างดี ระบุวันเกิดวันตาย และปักไว้ข้างๆ ต้นไม้ที่งอกเงยขึ้นจากเถ้ากระดูกของท่าน ต้นไม้ของแม่โตวันโตคืนให้ร่มเงาลูกหลานในอาณาบริเวณบ้าน” 

ครูยศ เหล่าอัน

โครงการปลูกต้นไม้ปลูกป่าด้วยเถ้ากระดูกเริ่มเป็นที่รู้จัก จากแค่ในตำบลก็ขยายไปยังต่างจังหวัด ครูยศได้รับการติดต่อจากชาวบ้านและผู้นำชุมชนจำนวนมากที่ศรัทธาและสนใจอยากร่วมโครงการ 

“ผมสนับสนุนให้คนปลูกต้นไม้บนที่ดินของตัวเอง ตามหัวไร่ปลายนาที่บรรพบุรุษหาที่ดินที่ดอนไว้ให้ คุณมีกินมีใช่ทุกวันนี้เพราะพ่อแม่ให้ คุณกล้าไหมที่จะปลูกต้นไม้ให้ท่าน ถ้ากล้าผมจะไปทำพิธีปลูกให้ แต่ถ้าไม่กล้า อยากบริจาคอัฐิก็ส่งมา ผมจะปลูกให้ บางหมู่บ้านเก็บเถ้าถ่านอัฐิผู้วายชนม์ไว้เป็นร้อยห่อ รอผมและคณะไปทำพิธีปลูกให้ ซึ่งพิธีก็เรียบง่ายมาก ไม่สิ้นเปลืองเลย” ครูยศกล่าวพร้อมรอยยิ้ม

03

ป่าในวัดป่า

ที่ดินทั้ง 20 ไร่ ของวัดป่าโรจนธรรมแห่งนี้เป็นพื้นที่ไร่นาเดิมของชาวบ้านที่บริจาคให้โครงการมาทำวัดป่า แบ่งการใช้งานเป็นอาสนสถานและที่พักสงฆ์ประมาณ 5 ไร่ ที่เหลือปลูกต้นไม้ และขุดบึงเพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้รดต้นไม้ในฤดูแล้ง ที่นี่ไม่ใช้น้ำประปาใช้น้ำจากบ่อดินธรรมชาติ ไม่มีไฟฟ้า และการบิณฑบาตทุกเช้าจะต้องเดินเท้าเข้าหมู่บ้านเล็กๆ ที่อยู่ห่างออกไป 5 กิโลเมตร 

ไม่มีป้ายหรือกำแพงวัด ถ้าใครบังเอิญขับรถหลงจากทางหลวงลึกเข้ามา คงคาดไม่ถึงว่าที่นี่คือวัด และเป็นวัดที่ทำหน้าที่เสมือนโอเอซิสให้ร่มเงาและเก็บกักความชุ่มชื้นมหาศาลเอาไว้ บนพื้นที่เกษตรกรรมขนาดมหึมาสุดลูกหูลูกตาที่แทบไม่มีไม้ยืนต้นอยู่เลย

ครูยศ เหล่าอัน

ครูยศพาฉันเดินสำรวจสวนป่าในบริเวณวัด ยิ่งลึกยิ่งร่มรื่น เรือนยอดของไม้พะยูงจำนวนนับพันต้นทำหน้าที่เป็นหลังคาธรรมชาติกันเปลวแดดร้อนเปรี้ยง เศษใบและกิ่งไม้ที่ร่วงหล่นทับถมกันช่วยกักเก็บความชุ่มชื้นไว้ในผืนดิน เป็นที่อยู่อาศัยให้สรรพสัตว์ร่วมโลก

“ต้นพะยูงพวกนี้ เพิ่งปลูกไปเมื่อไม่นาน อายุราว 4 – 5 ปี” ครูยศอธิบายต่อถึงวิธีคัดเลือกสายพันธุ์ต้นไม้ที่จะนำมาเข้าร่วมโครงการ ว่าต้องเป็นพันธุ์พืชพื้นถิ่นดั้งเดิมที่เป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศมาตั้งแต่โบราณ พื้นที่จะถูกกับดินฟ้าอากาศ ทางภาคอีสานมีพวกประดู่ ยางนา ไม้แดง เพียงเมล็ดได้รับความชุ่มชื้นก็จะแตกหน่อเติบโตอย่างแข็งแรงโดยธรรมชาติ เพราะอุณหภูมิและปัจจัยต่างๆ พอเหมาะกับพันธุ์พืชนั้นๆ 

“ถ้ามีการระบุสายพันธุ์ไว้ในพินัยกรรมของผู้วายชนม์ ผมก็จะปลูกให้ตามความประสงค์นั้น บางคนพูดไว้ก่อนตาย ชีวิตผมได้ดิบได้ดีเพราะทุเรียน ปลูกต้นทุเรียนด้วยเถ้ากระดูกผมนะ หรือบางคนอยากได้ต้นพะยูง เพราะจะได้ช่วยพยุงชีวิตของลูกหลานให้มั่นคง

“ที่สำคัญคือ เราต้องการให้มีระบบนิเวศ มีต้นไม้หลากหลายชนิดปลูกแซมกันอยู่ในพื้นที่เดียว เพราะมันจะทำให้พวกนก หนู ปู แมลง มดแดง หรือนก มาพึ่งพิงอาศัย”

04

คืนสู่สามัญ

วันนี้จะมีพิธีปลูกต้นไม้ด้วยเถ้าถ่านอัฐิจากผู้วายชนม์จำนวน 13 ท่าน

“เราจะเริ่มด้วยการทำพิธีกรรมทางศาสนาก่อน เป็นพิธีที่เรียบง่ายทว่าสำคัญและศักดิ์สิทธิ์เพื่อให้เกียรติผู้วายชนม์

เริ่มด้วยนิมนต์พระบังสกุล อนิจจา วต สังขารา อุปปาทวยธัมมิโน อุปปัชชิตวา นิรุชชันติ เตสัง วูปสโม สุโข พระสงฆ์ก็จะไปยืนพิจารณา สักวันไม่ว่าอาตมาหรือโยมก็ต้องมีสภาพนี้เหมือนกัน

จากนั้นถวายจัตุปัจจัยให้พระภิกขุสงฆ์ ก่อนจะเข้าสู่พิธีปลูกต้นไม้ พระสงฆ์รูปไหนอยากร่วมปลูกด้วย ก็เชิญจับจอบจับเสียมลงแปลงสวนป่าพร้อมญาติโยมได้เลย” ครูยศกล่าวยิ้มๆ

ในการปลูกต้นไม้ ครูยศจะขุดหลุมขนาดกว้าง 50 ลึก 50 เซนติเมตร ใส่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก และจอกแหนที่เก็บขึ้นมาจากแอ่งน้ำธรรมชาติ มารองก้นหลุมเอาไว้ ไม่ต้องใช้สารเคมีใดๆ จากนั้นนำเถ้าถ่านอัฐิผู้วายชนม์ผสมเข้ากับวัตถุดิบธรรมชาติที่ใช้รองก้นหลุมเหล่านั้น พร้อมอธิษฐานจิต   

ครูยศ เหล่าอัน
ครูยศ เหล่าอัน

“ขอให้ท่านผู้บริจาคสรีระร่างกาย เถ้าถ่านอัฐินี้ จงไปเกิดดีมีสุขในสัมปรายภพเบื้องหน้า บุตรหลานของท่านเบื้องหลังก็ขอให้มีความสุขความเจริญเช่นกัน บัดนี้ชมรมอนุรักษ์และคณะทั้งหลายจะปลูกต้นไม้เป็นเกียรติ เป็นอนุสรณ์ให้กับท่าน”

เมื่ออธิษฐานจบก็ลงมือปลูกด้วยกระบวนอย่างการปลูกต้นไม้ทั่วไป ญาติโยมและพระสงฆ์ร่วมไม้ร่วมมือกันเอากล้าไม้ลงหลุมที่จัดเตรียมเอาไว้ กลบดินให้แน่น เป็นอันเสร็จพิธี

ครูยศ เหล่าอัน

ในเถ้ากระดูกประกอบไปด้วย ธาตุไนโตรเจน โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส แคลเซียม แมกนีเซียม ซึ่งช่วยกระตุ้นให้ต้นไม้แตกรากได้ดี ช่วยเร่งการออกดอกผล นอกจากนี้ เถ้ากระดูกมีความเป็นด่างเล็กน้อย ทำให้เมื่อผสมลงในดินที่เป็นกรดจะช่วยปรับปรุงคุณภาพของดิน

ลูกหลานผู้วายชนม์ท่านไหนอยากปักป้ายระบุชื่อ วันเกิด วันตาย อายุ ไว้ข้างต้นไม้ ก็สามารถทำได้เพื่อเป็นอนุสรณ์ระลึกถึงผู้ล่วงลับ แต่ก็มีจำนวนไม่น้อยที่ไม่ต้องการระบุชื่อ ปล่อยให้เถ้าถ่านอัฐิได้ผสมผสานไปเป็นส่วนหนึ่งของดิน อย่างการเป็นส่วนหนึ่งของน้ำในพิธีลอยอังคาร

ครูยศ เหล่าอัน

“ไม่ว่าจะเป็นคนชาติไหน นับถือศาสนาอะไร ก็สามารถบริจาคเถ้าถ่านอัฐิมาปลูกต้นไม้ได้ มีชาวต่างชาติจำนวนมากทั้งชาวยุโรป ชาวอเมริกัน ที่ไม่ได้นับถือศาสนาพุทธเข้าร่วมโครงการนี้ บางท่านอยู่เมืองไทย มีภรรยาเป็นคนไทย เขาก็บอกไว้ก่อนเสียชีวิตเลยว่าถ้าเขาเป็นอะไรไปไม่ต้องส่งร่างกลับประเทศเขานะ ให้เอาเถ้ากระดูกไปปลูกต้นไม้แทน

“ช่วงขวบปีแรกของการปลูกเราอาจจะต้องรดน้ำดูแลกล้าไม้ แต่เมื่อพ้น 5 ปีแรกไปแล้วต้นไม้จะดูแลเรา ผลิตออกซิเจน ปรับสภาพอากาศ ดูแลระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อม พวกเราจะอาศัยพึ่งใบบุญของป่านี้ไปอีกชั่วลูกชั่วหลาน

“ถ้าคุณมีโอกาสกลับมาที่วัดป่านี้ในอีก 2 – 3 ปีข้างหน้า ต้นไม้อายุน้อยที่เห็นอยู่นี้จะเติบโตเป็นไม้ใหญ่เขียวชอุ่มยิ่งกว่าเดิม อาณาบริเวณของวัดป่าจะร่มรื่นรมณียาเหมือนกับในสมัยพุทธกาล”

05

ปลูกต้นไม้ในใจคน

“ผมเป็นเด็กวัด ได้ซึมซับความรู้ทางพระพุทธศาสนาตั้งแต่เด็ก วัดสมัยโบราณจะมีความร่มรื่น ไม่ได้มีอาคารสิ่งก่อสร้างมากอย่างในปัจจุบัน ผู้คนเข้าไปแล้วจะรู้สึกร่มเย็น สามารถปลดเปลื้องความทุกข์ได้ เราจึงอยากให้โครงการปลูกต้นไม้ปลูกป่าด้วยเถ้ากระดูกนี้ได้ไปสร้างความร่มรื่นให้หลายๆ วัดเป็นรมณียสถาน เพื่อถวายพระพุทธเจ้าผู้ประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานในผืนป่า”

ครูยศเป็นคนที่มีแนวคิดอนุรักษ์มาตั้งแต่เด็ก ตอนอายุ 12 ปี สมัยเป็นเด็กวัดที่วัดโพธิ์ชัย จังหวัดมหาสารคาม มีคหบดีผู้มีอันจะกิน นำหน่อพระศรีมหาโพธิ์จากประเทศอินเดียมาทอดกฐินให้วัด แต่ก็ไม่มีคนปลูก จนเวลาผ่านไปหลายเดือน ในที่สุดครูยศจึงตัดสินใจที่จะปลูกหน่อพระศรีมหาโพธิ์เอง โดยตั้งอธิษฐานจิตว่า “หากข้าพเจ้าจะมีบุญวาสนาได้พึ่งพาอาศัยพระพุทธศาสนา ขอให้ต้นโพธิ์ที่ข้าพเจ้าปลูกจงเจริญงอกงามสืบไป”

50 ปีต่อมา ต้นโพธิ์ดังกล่าวยังคงอยู่และเติบโตแผ่กิ่งก้านสาขา ใครไปใครมาก็ต้องไปพึ่งร่มเงา ครูยศจึงเป็นคนรักต้นไม้มานับจากนั้น

เมื่อเติบโตขึ้น ครูยศตระเวณปลูกต้นไม้ตามป่าสาธารณประโยชน์ ที่ดินรกร้าง ในหลายจังหวัดทางภาคอีสาน หลังจบวิทยาลัยครู วิชาเอกเกษตรกรรม ครูยศก็มารับราชการครู นอกจากปลูกฝังเรื่องธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้เด็กๆ แล้ว ยังได้นำคณะนักเรียนและครูร่วมกันเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้ชุมชน โดยเน้นปลูกต้นไม้ในวัด ป่าช้า โรงเรียน และที่ดินสาธารณะรกร้างตามหมู่บ้าน และส่งเสริมให้ชาวบ้านปลูกสวนป่าในพื้นที่ตนเอง

“ผมอึดอัดมาก เวลาเห็นบางหน่วยงานจัดงานปลูกต้นไม้เอาหน้าแบบสักงับ สักงับเป็นภาษาอีสานแปลว่า ขุดหลุมตื้นๆ ซึ่งตรงกับการกระทำของหน่วยงานเหล่านั้น คือเอาต้นไม้ลงดินโดยไม่ตระเตรียมหลุม ไม่ใส่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมักที่จะเป็นสารอายุให้ต้นไม้ แค่เอารากลง ถ่ายภาพ แล้วก็จากไปตลอดกาล

“ผมเสียดายงบประมาณราชการที่มาสูญเสียให้กับความฉาบฉวยเหล่านี้ปีละหลายล้านบาท

ผมจึงไปอาสาออกแบบการปลูกต้นไม้ ให้คำแนะนำการทำสวนป่า สวนสาธารณะประโยชน์กับองค์การบริหารส่วนต่างๆ ทั่วประเทศ ผมไม่รอให้ใครมาเปลี่ยน ผมลงมือทำเดี๋ยวนั้น เพื่อหวังว่าสิ่งเล็กๆ ที่ทำจะช่วยประเทศ ช่วยโลกได้

“ชมรมอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมีคณะทำงานหลัก 15 คน ตั้งแต่พระภิกษุสงฆ์ไปจนถึงนักเรียนนักศึกษา และเรามีสมาชิกชมรม 1 พันกว่าคนทั่วประเทศ ผมปลูกฝังและกระจายงานออกไป เพราะผมทำอยู่คนเดียว รู้อยู่คนเดียว วันหนึ่งผมตายขึ้นมา โครงการนี้ก็จะไม่ได้ไปต่อ ซึ่งนั่นคือความไม่ยั่งยืน” ครูยศกล่าว

06

กุศโลบายเพื่อวันพรุ่งนี้

ตลอด 30 ปีที่ผ่านมา โครงการนี้ปลูกต้นไม้ด้วยเถ้ากระดูกไปแล้ว 1,030,047 ต้น มีการลงทะเบียนใส่หมายเลขไว้อย่างเป็นระบบ สามารถตรวจสอบได้

“ปลูกต้นไม้ใช้เวลาไม่กี่ปีก็ได้เก็บผลกิน แต่การเปลี่ยนแนวคิดเพื่อปลูกต้นไม้ในใจคนนั้นใช้เวลาและความอดทนอย่างมหาศาล ถามว่าเหนื่อยไหม เหนื่อย แต่ท้อไม่ได้ เพราะได้ตั้งปณิธานที่จะคืนบุญคุณให้แผ่นดิน คืนความอุดมสมบูรณ์ คืนพื้นที่สีเขียวให้ผืนป่าจนกว่าชีวิตจะหาไม่ เมื่อถึงวันนั้นก็เอาเถ้าถ่านจากร่างกายผมมาเป็นปุ๋ยต้นไม้”

อีกหนึ่งปัญหาที่ครูยศให้ความสำคัญคือ ปัญหาขยะในผืนป่า “คนทุกวันนี้มักง่าย เอาป่ามาเป็นที่ทิ้งขยะ บางคนเข้ามาท่องเที่ยว บางคนเข้ามาเก็บผลผลิตจากป่าไปประทังชีวิต ใช้ประโยชน์จากธรรมชาติแต่กลับทิ้งภาระมลพิษไว้เบื้องหลัง”

ชมรมอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจึงร่วมกับภาครัฐ ภาคประชาชน และองค์กรเอกชนหลายแห่ง จัดทำโครงการเก็บขยะออกจากป่า คืนเทวดาให้ต้นไม้ ซึ่งเป็นการชวนอาสาสมัครเข้าไปช่วยกันเก็บขยะสิ่งแปลกปลอมออกจากผืนป่า

“ป่าเป็นแหล่งผลิตต้นน้ำและออกซิเจน เมื่อป่าสะอาด คนก็ได้รับผลผลิตบริสุทธิ์ไปด้วย ในอีกแง่ ซึ่งจะมองเป็นกุศโลบายก็ได้ คือเมื่อป่าสะอาด เทพบุตร เทพธิดา เจ้าป่าเจ้าเขา จะได้ความร่มเย็นและได้พลังในการปกปักรักษาป่าดังเดิม

เมื่อเดือนที่ผ่านมา ป่าชุมชนภูกระแต จังหวัดมหาสารคาม กลายเป็นป่าปลอดขยะแห่งแรกของประเทศไทย ทั้งที่แต่ก่อนเป็นที่ทิ้งขยะ มีขยะสะสมที่คนเอามาทิ้งไว้เป็นร้อยๆ ตัน หลังจากช่วยกันกำจัดขยะออกจากป่าจนหมด

เราก็เอาโครงการปลูกต้นไม้ปลูกป่าด้วยเถ้ากระดูกเข้าไปเพิ่มปริมาณต้นไม้ เท่านั้นแหละ ไม่มีใครกล้านำขยะมาทิ้งอีกเลย เพราะกลัวสิ่งที่ดูแลรักษาต้นไม้อยู่ครูยศทิ้งท้ายพร้อมรอยยิ้ม

Writer

Avatar

มิ่งขวัญ รัตนคช

อดีต Urban Designer ผู้รักการเดินทางสำรวจโลกกว้าง สนใจงานออกแบบเชิงพฤติกรรมมนุษย์ และยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ เชื่อว่าทุกการเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นจากน้ำหยดเล็กที่ไหลมารวมกัน

Photographer

Avatar

รักอิสระ มุกดาม่วง

เป็นคนจังหวัดอุดรธานี-ถิ่นภาคอีสาน โดยกำเนิด รักอิสระเคยดร็อปเรียนตอนมัธยมแล้วไปเป็นเด็กล้างจานที่ร้านอาหารไทยในอเมริกา 1 ปี ชอบเดินทางท่องเที่ยว ถ่ายรูป และสนใจภาพเชิงสารคดีเป็นพิเศษ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load