The Cloud X ไทยประกันชีวิต

ใครจะไปเชื่อว่าจะมีค่ายมวยอยู่ที่หน้าบ้านบนพื้นที่เล็กๆ ในหมู่บ้านของอำเภอเมืองยาง จังหวัดนครราชสีมา ที่แสนห่างไกล ซึ่งก่อตั้งขึ้นจากน้ำพักน้ำแรงของสองสามีภรรยา มะลิ-แฟรนเชส วัฒนะยา และ ธนิต วัฒนะยา ที่แม้จะต่างชาติต่างภาษา แต่ทั้งคู่ก็หลงใหลในศิลปะการต่อสู้แม่ไม้มวยไทย และได้พบรักกันโดยมีมวยไทยเป็นสื่อ เพราะพวกเขาต่างเชื่อในสิ่งเดียวกัน 

มะลิ วัฒนะยา สาวแคนาดาผู้ฝึกให้เด็กในพื้นที่ห่างไกลเข้าถึงชีวิตที่ดีกว่าด้วยมวยไทย, ค่ายมวย ว.วัฒนะ

“การชกมวยไม่ใช่ชีวิต แต่มวยไทยเป็นทั้งชีวิต” 

การชกมวยโดยเฉพาะมวยไทย อาจเป็นกีฬาที่ใครหลายต่อหลายคนคิดว่าเป็นกีฬาที่อันตราย เพราะจะต้องเจ็บตัวอยู่บ่อยครั้ง แต่นั่นไม่ใช่ในความคิดของมะลิ เธอบอกกับเราว่า “มวยไทยไม่อันตรายหรอก ถ้าเราซ้อมเต็มที่ สิ่งที่อันตรายกว่าคือความจน ความจนอันตรายที่สุด” 

เพื่อมอบโอกาสและความฝันให้เด็กๆ ที่ลำบากและยากจนได้มีอนาคตที่ดีกว่าที่เป็น ค่ายมวยเล็กๆ ที่ยิ่งใหญ่อย่างค่ายมวย ว.วัฒนะ จึงถือกำเนิดขึ้น

มะลิ วัฒนะยา สาวแคนาดาผู้ฝึกให้เด็กในพื้นที่ห่างไกลเข้าถึงชีวิตที่ดีกว่าด้วยมวยไทย, ค่ายมวย ว.วัฒนะ

01

คลุกวงใน

เริ่มต้นการสนทนาเราก็แอบประหลาดใจมากที่มะลิ วัฒนะยา พูดโต้ตอบกับเราเป็นภาษาไทยสำเนียงอีสานได้อย่างฉะฉานและชัดถ้อยชัดคำ ไม่รอช้า เราเลยให้เธอเริ่มต้นเล่าการเดินทางของเธอให้พวกเราฟัง 

มะลิ วัฒนะยา หรือชื่อเดิมแฟรนเชส เธอเกิดในหมู่บ้านเล็กๆ ที่ประเทศแคนาดา เธอเป็นลูกคนสุดท้องจากพี่น้องทั้งหมด 4 คน เธอใช้ชีวิตอย่างธรรมดาที่สุด เพราะแม่เธอเองก็เป็นเพียงแม่บ้าน ส่วนพ่อก็เป็นคนดูแลหมู่บ้าน ไม่ได้มีเงินเดือนมากมายอะไร “แม่เขาก็อายุเยอะ ส่วนพี่น้องคนอื่นๆ ก็โตกันหมดแล้ว แม่เองเขาก็เหนื่อยจากการทำงาน ถึงเวลาเขาก็ปล่อยเรา” ทำให้เธอต้องตัดสินใจเลือกทางเดินชีวิตของตัวเธอเองตั้งแต่นั้นมา

มะลิ วัฒนะยา สาวแคนาดาผู้ฝึกให้เด็กในพื้นที่ห่างไกลเข้าถึงชีวิตที่ดีกว่าด้วยมวยไทย, ค่ายมวย ว.วัฒนะ

นี่เองอาจเป็นช่วงเวลาสำคัญที่การเป็นนักมวยของเธอเริ่มปรากฏชัดขึ้น “จริงๆ เราไม่ได้เก่งกีฬาอะไรเลยสักอย่าง ร่างกายเราก็ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เรารู้แค่ว่าเราชอบการต่อสู้ แต่ว่าเราไม่ได้ชอบเล่นกีฬา มีแค่การต่อสู้เท่านั้นที่เราจริงจังกับมัน พอเราอายุสิบสี่ เราก็ไปสมัครชกมวยเอง เพราะตอนนั้นดูหนังเรื่อง Rocky แล้วเราชอบมาก เลยอยากไปเรียนต่อยมวยสากล แต่ในตอนนั้นแถวบ้านไม่มีค่ายมวยสากลเลย มีแต่ค่ายมวยไทยอยู่ที่อีกหมู่บ้านหนึ่ง ซึ่งเจ้าของค่ายเป็นฝรั่งที่เคยมาเรียนมวยที่ไทย เราก็เลยเริ่มต้นบนสังเวียนมวยไทยตั้งแต่นั้น”

พอชกไปชกมา อาจารย์ทรงกับอาจารย์สุชาติที่เปิดค่ายมวยอยู่ที่แคนาดาตอนนั้นก็เห็นแววมะลิ และบอกกับเธอว่าถ้าเธอไปที่ประเทศไทย เธอพัฒนาได้มากกว่านี้อีก นั่นจึงเป็นเหตุผลที่เธอซื้อตั๋วเที่ยวเดียวและเดินทางมายังประเทศไทยด้วยตัวคนเดียวตั้งแต่อายุ 19 ปี

มะลิ วัฒนะยา สาวแคนาดาผู้ฝึกให้เด็กในพื้นที่ห่างไกลเข้าถึงชีวิตที่ดีกว่าด้วยมวยไทย, ค่ายมวย ว.วัฒนะ

ที่แรกที่เธอเดินทางมาถึงคือค่ายมวยแถวสุขุมวิท 93 หากตัดสลับภาพเป็นอีกฉากหนึ่ง หนทางอีกสายของสามีของเธออย่างบุ๋ม-ธนิต วัฒนะยา ก็กำลังดำเนินอยู่เป็นคู่ขนานเช่นกัน บุ๋มเป็นนักกีฬาที่ไม่ว่าจะหยิบจับหรือเล่นกีฬาอะไรก็เก่งไปหมดเสียทุกอย่าง ซึ่งล้วนเป็นผลมาจากความเพียรพยายามทั้งสิ้น 

“สมัยเราเกิดและโตที่โคราช เราเคยชกมวยอยู่ไม่กี่ครั้งเอง แล้วก็ไม่ได้ชกเป็นจริงเป็นจังอะไร เพราะตอนนั้นไม่มีค่ายมวยเลย หลังปลดทหารเราก็ตามพี่ชายไปทำงานโรงงานที่กรุงเทพฯ บังเอิญว่าไปเจอคนในหมู่บ้านเป็นเทรนเนอร์อยู่ที่ค่ายมวยแถวสุขุมวิท 93 แกก็เลยชวนเราไปซ้อมเพื่อออกกำลังกาย เราไม่ได้ตั้งใจจะไปชกจริงจังอะไรหรอก เพราะตอนนั้นเราก็อายุเยอะแล้ว ไปๆ มาๆ มีอยู่วันหนึ่งเราถอดเสื้อเพื่อซ้อมเตะกระสอบ พี่ไก่เจ้าของค่ายแกมาเห็น เขาเห็นเราหน่วยก้านดี น่าจะเป็นนักมวยได้ เลยพาไปทำงานทำกระจกอะลูมิเนียม แล้วก็ช่วยเขาซ้อมมวยด้วยอีกทาง”

และแล้วเส้นทางของทั้งคู่ก็ได้มาพบและบรรจบกันที่นี่เอง “อาทิตย์แรกที่มะลิได้เจอพี่บุ๋มอยู่ที่ค่ายมวยก็ปิ๊งกันเลย ผ่านไปหกถึงเจ็ดเดือนเราก็แต่งงานกัน นับจนถึงตอนนี้ เราอยู่ด้วยกันมาสิบสี่ปีแล้ว” 

อาจเพราะการมาจากต่างถิ่นฐานบ้านเกิด ทำให้มะลิต้องปรับตัวและเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ที่เธออาจไม่เคยเจอมาก่อน

“ตอนมะลิมาประเทศไทยครั้งแรก เหมือนเราจะทำอะไรผิดไปเสียหมด ยังไม่รู้ว่าห้ามเดินข้ามอาหารนะ มีครั้งหนึ่งเคยไปแตะหัวพี่เขา แต่เราไม่รู้นี่ว่าทำไม่ได้ ช่วงแรกๆ เราก็ทำผิดไปแบบนี้อยู่ แล้วแรกๆ มะลิก็เชื่ออาจารย์ดำมาก เพราะแกเป็นครูสอนมวยที่เก่งมาก แถมยังเป็นพ่อสื่อให้เรากับพี่บุ๋มตอนเจอกันที่ค่ายมวยสุขุมวิทด้วย ตอนนั้นเราตามแกไปทุกที่เลย แกบอกว่ากินข้าวต้องกินเผ็ดๆ เราก็กินเผ็ดตาม กินปลาร้าตามแกมาตั้งแต่นั้น” 

มะลิ วัฒนะยา สาวแคนาดาผู้ฝึกให้เด็กในพื้นที่ห่างไกลเข้าถึงชีวิตที่ดีกว่าด้วยมวยไทย, ค่ายมวย ว.วัฒนะ

แต่การเติบโตมาจากต่างที่ต่างวัฒนธรรม ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคเลยสำหรับความรักของมะลิและบุ๋ม

“จากนั้นเราก็เรียนรู้มาเรื่อยๆ เราพูดภาษาไทยได้ เราเข้าใจวัฒนธรรมไทยมากขึ้น แล้วเรากับพี่บุ๋มก็ไม่เคยมีปัญหาอะไรเลย อาจเป็นเพราะทั้งเราและพี่เขาโตมาด้วยกัน เราแต่งงานกันตอนมะลิอายุยี่สิบ จากนั้นเราก็เรียนรู้ไปพร้อมๆ กัน เราต่างคนต่างเคยไปอยู่บ้านของกันและกัน ทำให้เราเข้าใจกันมากขึ้น เลยคิดว่าไม่มีอะไรเป็นอุปสรรคสำหรับชีวิตของเราทั้งคู่เลย เหมือนเราเรียนรู้กันและกันอยู่เสมอ”

และพวกเขามีความรักในสิ่งเดียวกัน นั่นก็คือมวยไทย

02

ออกอาวุธ

“มีอยู่ไฟลต์หนึ่ง เรามีโอกาสได้ไปต่อยแชมป์มวยสากลตอนที่ยังอยู่ต่างประเทศ ทั้งที่เราไม่เคยซ้อมมวยสากลเลย ตอนนั้นกรรมการตัดสินว่าเราแพ้ แต่ทุกคนลงความเห็นว่าเราชนะหมด ไม่รู้ว่าเราชนะจริงหรือเปล่านะ เพราะตอนแรกทุกคนบอกว่ามะลิจะโดนน็อก แต่ว่าผลมันดันออกมาสูสี แต่เราก็ไม่ได้สนใจอะไร เรารู้แค่ว่าเราสนุก เราต่อยแบบมันๆ เลย สำหรับเราการชกมวยมันคือแบบนั้น” 

เธอลองเปรียบเทียบเส้นทางการชกมวยที่ต่างประเทศกับไทยให้เราฟัง เธอบอกเราว่าบรรยากาศต่างกันมาก 

“ตอนที่อยู่ต่างประเทศ ครูสอนเขาจะตื่นเต้นจริงจังมาก การชกแต่ละครั้งเป็นเรื่องใหญ่ เขาจะตั้งความหวังกับมะลิเยอะ เราก็เลยกดดัน ตอนนั้นเราชกมวยในหมู่บ้าน พอจบยกหนึ่งก็อยากจะบอกเขาว่าเราไม่ไหวแล้ว แต่มันพูดไม่ออก 

“สำหรับครูสอนมวยที่ไทย เขาไม่ได้จริงจังมาก เหมือนเขาคิดว่าการชกมวยเป็นเรื่องธรรมดา แต่พูดถึงการชกมวย มันก็เป็นเรื่องเล็กนะ อย่างที่อีสานทุกคนก็ชก ขนาดแม่นักมวยคนหนึ่งมีลูกสามคนแล้ว แฟนเขาที่เป็นหัวหน้าค่ายบังคับให้ไปชก เขาไม่ได้ซ้อมอะไรเลย แต่เขาก็ชกได้ ที่อีสานเราไปชกมวยเหมือนเราไปทำบุญ เหมือนกินกาแฟ มันง่ายอย่างนั้นเลย”

และเพราะเธอผ่านการชกมากว่า 50 ไฟลต์ หลายคนอาจเคยเห็นหน้าค่าตาเธอจากการเป็นนักมวยบนสังเวียนอยู่บ้าง แต่เธอบอกปัดกับเราว่า การเป็นนักมวยไม่ใช่สิ่งที่เธอคิดไว้ตั้งแต่แรก 

มะลิ วัฒนะยา สาวแคนาดาผู้ฝึกให้เด็กในพื้นที่ห่างไกลเข้าถึงชีวิตที่ดีกว่าด้วยมวยไทย, ค่ายมวย ว.วัฒนะ

“จริงๆ เราไม่ได้คิดว่าจะชกมวยเป็นอาชีพนะ เรารู้แค่ว่าถ้ามาชกมวยในประเทศไทย เราจะพอมีเงินใช้แค่นั้น เพราะสมัยเราชกมวยอยู่ที่ต่างประเทศ ก็ไม่ค่อยมีรายได้ แล้วก็หารายการชกยาก เราเลยวางแผนว่าจะลองสู้ชีวิตที่ประเทศไทยดูสักปีหนึ่ง ลองดูว่าเราจะไปได้ไกลขนาดไหน เหมือนเราชกมวยเพื่อสานฝันตัวเองมากกว่า เราอยากเป็นแชมป์ได้ถ้วยบ้างเท่านั้นเอง เพราะอย่างเวลาเราไปต่อยถ่ายทอดสดที่สนามหลวงสมัยก่อน เราได้เงินค่าตัวแค่พันห้า แค่ค่าแท็กซี่ไปกลับก็เจ็ดร้อยบาทแล้ว เลยรู้ว่าถ้าจะให้ยึดเป็นอาชีพเลยคงเป็นไปไม่ได้”

ตลอดหลายปีทั้งคู่ก็เดินทางไปๆ มาๆ ระหว่างไทยกับแคนาดา แต่ท้ายที่สุดแล้วพวกเขาก็เลือกกลับมาอยู่ที่นี่ เหตุผลหนึ่งเป็นเพราะบุ๋มต้องกลับมาดูแลพ่อที่โคราช

“พอมาอยู่นี่ปีหนึ่ง มะลิก็กลับไปเรียนต่อที่แคนาดาให้จบ พอมะลิเรียนจบ พี่บุ๋มเขาก็เป็นห่วงพ่อ เราเลยตัดสินว่าจะกลับมาทำอะไรสักอย่างที่โคราช แรกๆ มะลิก็ช่วยพ่อแม่พี่บุ๋มเขาขายแตงโม ขายข้าวโพด ทำนาไปได้วันละไม่กี่ร้อยบาท พอเรามาใช้ชีวิตอยู่ในหมู่บ้านแถวนี้ เราก็เห็นอะไรๆ มากขึ้น”

คุณมะลิบอกกับเราทั้งน้ำตาว่า ครั้งแรกที่เห็นเด็กๆ ในหมู่บ้านก็รู้สึกสงสาร เพราะพวกเขาไม่มีโอกาสได้เรียน และหลายคนต้องไปข้องเกี่ยวกับสุราและยาเสพติด 

“เหมือนเราเห็นคนทิ้งขยะเกลื่อนกลาด เรามีทางเลือกสองทาง เราจะเดินผ่านมันไหม ถ้าเราเดินผ่าน เราผิดเท่าคนทิ้งนะ หรือว่าเราจะเก็บ แล้วถ้าเราเก็บ เราก็ต้องทิ้งให้ถูกที่ ไม่ใช่เอาไปทิ้งมั่วๆ วันที่เราเดินผ่านแล้วเห็นเด็กติดเหล้าติดยา เรารับไม่ได้เลย เราก็ต้องช่วยแก้ปัญหา เราต้องทำอะไรสักอย่าง”

ด้วยเหตุนี้เอง ทำให้การมาอยู่ของเธอจึงเป็นจุดเริ่มต้นของค่ายมวยเพื่อเด็กๆ

มะลิ วัฒนะยา สาวแคนาดาผู้ฝึกให้เด็กในพื้นที่ห่างไกลเข้าถึงชีวิตที่ดีกว่าด้วยมวยไทย, ค่ายมวย ว.วัฒนะ

03

เปิดสังเวียน

“พี่บุ๋มบอกมะลิว่า ตอนเขาเกิดมา เขาไม่มีอะไรเลย คล้ายกับเด็กในหมู่บ้านบางคน ที่เกิดมาเห็นสิ่งแวดล้อมที่ไม่ค่อยดีและลำบาก เขาเลยอยากเปิดค่ายมวยเพื่อช่วยเด็กๆ เพราะเวลาเราเดินผ่าน เราก็เห็นว่าเด็กๆ กินเหล้ากันแล้ว ไปซื้อเหล้าไปซื้อบุหรี่เองได้แล้ว 

“แล้วเด็กๆ ส่วนใหญ่ก็อยู่กับปู่ย่าที่แก่มาก ดูแลเด็กน้อยไม่ไหว คนที่มีกำลังเขาก็ไม่อยู่ เพราะออกไปหางานทำที่อื่นกันหมด แล้วเด็กที่เกิดมาในสิ่งแวดล้อมที่ไม่ดี ไม่มีแบบอย่างที่ดีให้เขาเห็น เขาก็เลยไม่เห็นทางออกว่าจะทำอะไรได้” จากที่บุ๋มเคยบอกเล่า และสิ่งที่มะลิได้เห็นด้วยตัวเอง เลยทำให้พวกเขามีความคิดอยากเปิดค่ายมวยขึ้น

“ต่อมามะลิได้ไปสอนภาษาอังกฤษอยู่ที่พุทไธสง แล้วตอนนั้นเองอาจารย์ดำที่สอนมวยเราที่กรุงเทพฯ แกก็กลับมาอยู่บ้านที่โคราช วันหนึ่งแกก็ให้มะลิกับพี่บุ๋มไปซ้อมมวยที่หน้าบ้าน เพราะคิดว่าเรายังชกมวยกันได้อยู่ ซ้อมกันในเต็นท์เฉยๆ เลยนะ ไม่มีอุปกรณ์อะไรเลย มีแต่เป้าให้เตะ ปรากฏว่าซ้อมไปซ้อมมา ก็มีเด็กๆ มากันเอง เพราะเขาได้ยินเสียงเราซ้อม 

มะลิ วัฒนะยา สาวแคนาดาผู้ฝึกให้เด็กในพื้นที่ห่างไกลเข้าถึงชีวิตที่ดีกว่าด้วยมวยไทย, ค่ายมวย ว.วัฒนะ
มะลิ วัฒนะยา สาวแคนาดาผู้ฝึกให้เด็กในพื้นที่ห่างไกลเข้าถึงชีวิตที่ดีกว่าด้วยมวยไทย, ค่ายมวย ว.วัฒนะ

“ตอนนั้นมะลิก็ถามพี่บุ๋มว่า ยังอยากทำค่ายมวยอยู่ไหม เพราะเด็กที่อยู่ที่นี่มีเยอะนะ พี่บุ๋มก็บอกว่า ทำ เราก็เลยหาเงินมาซื้อกระสอบทรายแขวนกับต้นไม้ให้เด็กๆ ได้ซ้อมกัน เด็กก็ไม่ไปไหนนะ อยู่ซ้อมกับเราทุกวัน แต่ว่าตอนนี้ค่ายเรามีเด็กที่มาจากในหมู่บ้านแค่คนเดียว ส่วนเด็กคนอื่นๆ เป็นเด็กแถวพุทไธสงที่เราไปรับไปส่งไปโรงเรียน ไปค่ายมวย และกลับบ้านทุกวัน เพราะคนในหมู่บ้านเขาไม่ค่อยสนใจที่เราทำ ไม่ค่อยสนับสนุน เหมือนเขาไม่เห็นด้วย”

ถึงแม้จะมีคนไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่พวกเขาทำ มะลิก็ยังยืนยันจะทำค่ายมวยให้เกิดขึ้นจนได้ และไม่นานก็มีผู้สนับสนุนใจดีที่ทำให้เกิดเป็นค่ายมวยที่เป็นหลักเป็นฐานมากขึ้น

“แรกๆ เราซ้อมกันแบบไม่มีอะไรเลย อาจารย์ดำเขาแค่เอาไม้มาเสียบดินให้เด็กๆ เตะข้ามไป จากนั้นแกก็ถ่ายลงเฟซบุ๊ก แล้วดันมีคนดูเป็นล้าน พอมีคนเห็นเขาก็เลยอยากช่วย แล้วก็มีฝรั่งช่วยเปิด GoFundMe ให้ เพื่อให้คนช่วยกันบริจาคเงินช่วยเหลือ เราถึงมีค่ายมวยให้เด็กๆ ได้ซ้อมกัน จนถึงตอนนี้ค่าใช้จ่ายส่วนมากของค่ายมีคนช่วยค่ะ ค่าเทอม ค่าขนม ค่ารักษาพยาบาล ตอนนี้มีผู้สนับสนุนทำให้เราพออยู่ได้” 

พอได้เวลาที่สังเวียนเริ่มเปิด เราก็ได้ยินเสียงกระสอบทรายดังปักๆ เสียงเด็กๆ เจี๊ยวจ๊าว และกลิ่นน้ำมันมวย บอกเป็นสัญญาณให้เรารู้ว่าที่นี่คือค่ายมวยที่เธอพูดถึง ค่ายมวยที่ไม่ได้สร้างเพื่อตัวเธอเอง แต่เพราะอยากช่วยเด็กๆ ด้วยใจจริง

มะลิ วัฒนะยา สาวแคนาดาผู้ฝึกให้เด็กในพื้นที่ห่างไกลเข้าถึงชีวิตที่ดีกว่าด้วยมวยไทย, ค่ายมวย ว.วัฒนะ

04

เด็กไม้มวยไทย

ท่ามกลางรอยยิ้มและเสียงหัวเราะของเด็กๆ เบื้องลึกเบื้องหลังของพวกเขาคือความจริงอันหนักอึ้ง ที่พวกเขาต้องแบกรับเอาไว้ มะลิบอกเราว่า เด็กๆ ในค่ายมวยบางคนก็เป็นเด็กกำพร้า ต้องอยู่กับป้าไม่ก็ยาย บางคนไม่ได้อยู่กับพ่อแม่นานหลายสิบปี ไม่ก็มีสภาพครอบครัวที่ลำบากมาก เป้าหมายหนึ่งของการสร้างค่ายมวยแห่งนี้ จึงไม่ใช่แค่เด็กๆ จะได้มีร่างกายที่แข็งแรง แต่ยังมีจิตใจที่มีภูมิคุ้มกันที่ดีอีกด้วย

“สมัยที่เราสร้างค่ายมวยแรกๆ เรามีเด็กในค่ายประมาณยี่สิบคนได้ ตอนนี้ก็ยังมีประมาณยี่สิบคน คือคนเก่ากับเด็กที่เข้ามาแล้วก็ออกไป ส่วนนักมวยที่อยู่ในค่ายตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้มีแค่คนเดียว เพราะเด็กบางคนเขาก็ไม่ชอบชกมวยค่ะ”

มะลิ วัฒนะยา สาวแคนาดาผู้ฝึกให้เด็กในพื้นที่ห่างไกลเข้าถึงชีวิตที่ดีกว่าด้วยมวยไทย, ค่ายมวย ว.วัฒนะ

บุ๋มบอกว่าเข้าใจ เพราะเด็กก็คือเด็ก “เด็กอะเนอะ บางคนเข้ามาแรกๆ เขาก็คงอยากลอง แต่เพราะกีฬามวยเป็นกีฬาที่ซ้อมหนัก บางทีซ้อมไปๆ พออยากชกก็ต้องซ้อมหนักขึ้น แล้วพอเข้ามาค่ายมวยของเราก็ต้องมีระเบียบวินัยด้วย เด็กที่ไม่มีระเบียบวินัยเขาก็อยู่ไม่ได้ เลยต้องออกไป ส่วนเด็กบางคนเขามาซ้อมเพราะแค่อยากออกกำลังกายเฉยๆ ก็มี แค่มีใจอยากมาซ้อมเราก็ให้มา” 

กิจวัตรที่พวกเขาต้องซ้อมกันเป็นประจำก่อนซ้อมทุกวันคือการวิ่ง 

“อันดับแรกเราจะให้วิ่งรอบหนึ่งไม่ให้หยุด แล้วแต่จะวิ่งช้าขนาดไหนก็ได้ มีเด็กคนหนึ่งอ้วนมาก เราเลยให้เขามาอยู่ที่นี่เพื่อลดน้ำหนัก เขาวิ่งไม่หยุดเลยวันละห้ากิโล แม้จะวิ่งกลางแดดร้อนๆ ถึงเขาจะวิ่งช้าแต่เขาไม่หยุด แค่นี้เราก็ภูมิใจนะ 

“ส่วนมากเราจะดูมวยอาชีพมากกว่า เพราะว่าเขามีรายการต้องขึ้นชก เด็กน้อยๆ เราก็จะให้วิ่ง เตะกระสอบ แล้วก็เล่นกล้ามท้อง มีดันพื้น พอทำของตัวเองเสร็จก็ต้องมาช่วยรุ่นพี่ ช่วยตักน้ำ ทำความสะอาดค่ายก่อนซ้อม เราให้เด็กทำหมด แต่พอซ้อมเสร็จ ถ้าเขาจะไปวิ่งเล่นเราก็ปล่อยไป ยิ่งถ้าจะมานอนกินอยู่ที่บ้านกับมะลิก็มีระเบียบมากขึ้นอีก เราต้องเก็บโทรศัพท์เด็กทุกคืน ก่อนจะได้คืนต้องทำการบ้าน เวลากินข้าวก็ต้องกินผัก อย่างเบียร์ลูกอาจารย์ดำ มาวันแรกเขาไม่เคยกินผัก พอมาที่นี่เขากินผักเป็นแล้ว เพราะเราอยากให้เด็กๆ ทานอาหารให้ครบ จะได้มีกำลังไปชก” 

เหตุผลที่พวกเขาต้องมีกฎระเบียบมากมายก็เพื่อตัวเด็กๆ เอง อีกส่วนหนึ่งก็เพราะต้องเห็นใจผู้สนับสนุนที่ช่วยบริจาคด้วย

มะลิ วัฒนะยา สาวแคนาดาผู้ฝึกให้เด็กในพื้นที่ห่างไกลเข้าถึงชีวิตที่ดีกว่าด้วยมวยไทย, ค่ายมวย ว.วัฒนะ

“เรามีผู้สนับสนุนที่ต้องเห็นใจเขานำ เขาไม่ได้อยากสนับสนุนเด็กที่ขี้เกียจเรียนหรือข้องเกี่ยวกับยาเสพติด จะมาอยู่นี่เลยต้องมีกฎ มีระเบียบเยอะ เพราะว่าเราก็ต้องเห็นใจผู้สนับสนุนด้วย แต่เด็กบางคนเขาไม่เอาเลย พอเขาโดนเก็บโทรศัพท์ตอนกลางคืน เขาก็เลยไปเอง เราก็ปล่อยเด็กไปนะ เพราะเราเองไม่ได้มีรายได้จากการทำค่ายมวย เราทำงานเหนื่อย แต่ไม่เคยคิดจะเอาอะไรจากพวกเขา”

การเก็บเงินเองก็เป็นอีกหนึ่งบทเรียนที่มะลิมักจะสอนเด็กๆ อยู่เสมอด้วย

“สิ่งที่เราจะสอนนักมวยก็คือต้องเก็บเงินนะ เวลาจะซื้ออะไรก็ต้องซื้อของที่มีประโยชน์ อีกอย่างถ้านักมวยไม่มีอะไรเก็บเป็นของเขาเองเลย เขาก็ไม่มีกำลังใจชก อย่างเจ้าแปดที่มาอยู่กับเราตลอด เราให้เขาเอาเงินไปซื้อโทรศัพท์ เพราะเขาไม่เคยไปเที่ยวกับเพื่อนเลย เขาต้องมีอะไรสักอย่างที่จะทำให้เขาภูมิใจในตัวเอง แล้วเขาก็เอาเงินซื้อเครื่องซักผ้าให้ป้าด้วย เพราะป้าเป็นคนดูแลเขา 

“และอีกอย่างหนึ่งคือต้องเอาตัวเองให้รอดก่อน ถ้าตัวเองไม่แข็งแรงแล้วจะไปช่วยคนอื่นได้อย่างไร เพราะอาจารย์ทรงเขาเคยสอนมะลิว่า เวลาทำงานมาได้ผลไม้มาห้าลูก ไม่ใช่ให้ครอบครัวไปหมด เราจะไม่เหลืออะไรกิน แล้วเราก็จะอดตาย เขาบอกว่าให้เราแบ่งให้ครอบครัวสักสองลูก กินเองสักสองลูก ที่เหลือก็เก็บไว้ 

“มีเด็กคนหนึ่งไปชกมวยได้เงินมา พอพ่อแม่เขารู้ พ่อแม่เขาก็อยากได้ค่าตัวทุกบาททุกสตางค์เลย แต่พ่อแม่ไม่ได้ส่งเขาไปโรงเรียน ไม่ได้ออกค่าอะไรให้เด็กเลย แล้วจะเอาเงินที่เขาหามาได้ไปหมดอีก มะลิเลยไม่ยอม พ่อเขาก็เลยเอาออกจากค่าย แต่ตอนพ่อเขามาพาออกไป เด็กร้องไห้ไม่อยากไป เด็กอยากอยู่กับมะลิ

“บางทีเราก็รู้สึกโมโหนะ เวลาเขาบอกว่ามะลิจะเอาอะไรจากเด็ก มันไม่ใช่เลย เวลาได้เงินมาจากการชกหรือมาจากสปอนเซอร์ มะลิก็จะทำบัญชีเอาไว้หมด เก็บเอาไว้ให้เขา มะลิไม่เคยทำเพื่อตัวเองเลย แล้วเราก็ออกเงินเองด้วยเวลาเด็กขาดเหลืออะไร แต่ไปบอกเขาก็ไม่ได้ ถึงจะอธิบายไปเขาก็คงไม่เข้าใจ” 

มะลิ วัฒนะยา สาวแคนาดาผู้ฝึกให้เด็กในพื้นที่ห่างไกลเข้าถึงชีวิตที่ดีกว่าด้วยมวยไทย, ค่ายมวย ว.วัฒนะ

05

สานฝันผ่านสังเวียน

หลายคนบอกว่าเธอเอาชีวิตมาทิ้งเปล่าๆ แต่เธอส่ายหน้าและบอกว่าไม่เลย เพราะเธอเต็มใจและยินดีที่จะอยู่ตรงนี้เพื่อสนับสนุนเด็กๆ และแม้ช่วงวิกฤต COVID-19 จะส่งกระทบต่อค่ายมวยก็ตาม แต่เธอก็ยังคงประคับประคองให้ค่ายมวยยังคงอยู่ได้

“รายได้บางส่วนก็มีมะลิกับพี่บุ๋มช่วยกันหามาเพื่อจุนเจือค่ายมวย อย่างตอนนี้มะลิก็รับทำงานซับไตเติ้ลไปด้วยในช่วงที่ติดโควิด ส่วนพี่บุ๋มไปสอนมวยที่ต่างประเทศไม่ได้ เราก็จัดสอนมวยออนไลน์ แล้วมะลิเป็นผู้จัดการให้เขาไปด้วย ทำทุกอย่างเองคนเดียว ทั้งดูแลเรื่องเว็บไซต์ โปรโมตลงโซเชียลมีเดีย หรือเวลาสื่อมวลชนมาติดต่อ มะลิก็จะจัดการเองทั้งหมด 

“ส่วนค่ายอื่น เขาต้องปิดตัวลงแล้วส่งเด็กๆ กลับบ้าน ค่ายมวยที่โดนยุบก็มีเยอะอยู่ เพราะถ้าไม่ยุบก็อยู่ไม่ไหว แต่ค่ายมวยของเรายังพออยู่ได้ แล้วมะลิก็ให้เด็กอยู่กับเราที่นี่ เพราะที่บ้านเด็กบางคนก็ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ มีคนติดเหล้าติดยาให้เขาเห็นเป็นตัวอย่าง เราเลยให้เขาเข้าค่ายต่อเพราะว่ากลัวว่าเขาจะหลุด ถึงเราไม่มีสปอนเซอร์ก็ไม่เป็นไร เราก็จะให้กำลังใจเด็กทุกวัน ไม่ให้เขาท้อ”

หากถามต่อว่าทำไมทั้งคู่ถึงเปิดค่ายมวยมาได้จนถึงทุกวันนี้ ก็เห็นคำตอบได้จากใบหน้าอันเปี่ยมสุขของบุ๋ม

“ตัวเราเองได้ส่งเสริมเขา ได้เห็นเด็กๆ ซ้อมมวยเราก็มีความสุข เพราะตอนเด็กๆ ผมชอบเล่นกีฬามาก แต่มันหาโอกาสยากมากที่จะได้ซ้อม ได้ชกแบบมีอุปกรณ์อย่างจริงจัง เอาเข้าจริงลำพังตัวผมคนเดียว ถ้าจะให้สนับสนุนเด็กทุกคนที่นี่ ผมเองก็คงไม่มีปัญญาเหมือนกัน โชคดีที่มีคนสนับสนุน มีคนคอยช่วยเหลือ อีกอย่างผมมีความสุขมากเวลาได้อยู่กับเด็กๆ ถึงแม้ว่าเวลาอยู่กับคนเยอะๆ แล้วปัญหามันจะแยะก็ตาม แต่ถ้ามีปัญหาแล้วมันจะมีความสุข ผมก็โอเค”

และทางฝั่งของมะลิก็บอกเราว่า เธอมาทำตรงนี้ก็เพราะอยากเห็นเด็กๆ เรียนจบ และมีอนาคตที่ดี

“มะลิอยากเห็นเด็กจบอย่างน้อยก็มอหกค่ะ เราไม่ได้คิดว่าเด็กจะต้องเป็นแชมป์มวย หรือต้องรวยอะไรเลย หลังจากจบชั้นมอหกอาจจะไม่ชกมวยก็แล้วแต่ อย่างตอนนี้สิบหมื่น เขามีรายได้จากยูทูป เพราะเขาทำวิดีโอสอนใส่ฟันยาง คลิปเขามีคนดูตั้งสองล้านคนแล้ว เราอยากให้เขาได้ทำอะไรอย่างที่เขาอยากทำ หรือถ้าจะเอาเงินไปเปิดร้านชาไข่มุกหลังจากเรียนจบก็ได้ เพราะนักมวยบางคนเขาเห็นจากร้านตรงข้ามโรงเรียนว่ามีเด็กไปกินเยอะ รายได้ดี เขาก็อยากทำ เราก็ยินดีนะ เพราะเราแค่อยากให้เด็กๆ ได้มีชีวิตเป็นอิสระ เลี้ยงตัวเองต่อไปได้เท่านั้นเอง”

และเมื่อถามถึงชีวิตของเธอและครอบครัวในอนาคต เธอบอกว่า แผนการในตอนนี้ยังไม่แน่ไม่นอน แต่ที่แน่ๆ คือพวกเขาจะไม่ทิ้งเด็กๆ ไปเด็ดขาด

“ตอนนี้เด็กที่อยากมาอยู่กับเราก็มีมาเรื่อยๆ เราเองก็ต้องส่งเด็กให้เรียนจบมอหกไปเรื่อยๆ แบบนี้ก่อน ส่วนลูกสาว เราอาจจะให้ไปเรียนอยู่ที่ต่างประเทศ แต่ตอนนี้ยังไม่มีอะไรแน่นอน เพราะเด็กๆ ก็ยังอยู่นี่ เราจะทิ้งพวกเขาไปก็ไม่ได้หรอก

มะลิ วัฒนะยา สาวแคนาดาผู้ฝึกให้เด็กในพื้นที่ห่างไกลเข้าถึงชีวิตที่ดีกว่าด้วยมวยไทย, ค่ายมวย ว.วัฒนะ

“อีกอย่างก็อยากให้นักมวยที่อีสานยืนได้ด้วยตัวเอง เราสองคนก็เลยคิดว่าอยากจะสร้างค่ายมวยใหม่ ย้ายที่มาอยู่แถวๆ พุทไธสง เราอยากสร้างบ้านให้นักมวยอยู่ เพราะตอนนี้เรามีเด็กที่ต้องดูแลเยอะพอสมควร อยากให้นักมวยเรียนหนังสือใกล้ๆ ด้วย 

“อีกทางหนึ่งถ้าเรามีที่พอ เราก็จะสร้างเป็นห้องเล็กๆ ให้ฝรั่งหรือคนที่สนใจมาอยู่เพื่อให้เขามาเรียนมวยได้ด้วย เราอยากให้คนมาที่ภาคอีสานบ้าง เพราะที่นี่เรามีผ้าไหมทอ มีวัดสวยๆ อาหารอร่อยๆ มากมาย ถือเป็นการช่วยดูแลเศรษฐกิจของหมู่บ้าน อยากให้มันครอบคลุมทุกอย่างและอยู่ได้อย่างยั่งยืน จากนั้นเราก็จะนำเงินที่คนจ่ายค่าเรียน มาจ่ายเงินให้เทรนเนอร์ส่วนหนึ่ง อีกส่วนเราก็จะแบ่งให้เด็กๆ ไปโรงเรียน เราไม่ได้อยากทำเป็นธุรกิจนะ เอาแค่พอได้ค่าน้ำค่าไฟ ให้พวกเราอยู่กันได้ก็พอ

“ตอนนี้เราเลยเปิด GoFundMe กันอีกครั้งเพื่อระดมทุนสร้างบ้านและทำค่ายใหม่ให้เด็กๆ ให้ได้ เราคิดว่าถ้าได้เงินบริจาคสักประมาณสองล้านห้าแสนบาทก็น่าจะทำได้ เพราะตอนนี้ค่าที่มันก็มีราคา ส่วนบ้านเราก็ต้องสร้างหลังใหญ่ๆ ด้วย เพราะเราต้องอยู่กันหลายคนจริงๆ อีกอย่างเราอยากให้มันครบวงจร เลยคิดว่าจะปลูกสวน ปลูกผัก เลี้ยงไก่เอาไว้เก็บไข่ด้วย เราจะได้ลดค่าใช้จ่ายไปด้วยอีกทางหนึ่ง ดังนั้นความฝันของเราตอนนี้ ก็คือเราอยากทำตรงนี้ให้สำเร็จให้ได้ค่ะ” 

ไม่ว่าจะเป็นบนสังเวียนมวยหรือสังเวียนชีวิต มะลิ วัฒนะยา ก็ยังคงต้องต่อสู้อยู่ตลอด ทั้งหมดนี้ก็เพียงเพื่อสานต่อความหวังและความฝันให้กับเด็กๆ ได้เชื่อว่ายังมีอนาคตที่สดใสรอพวกเขาอยู่

มะลิ วัฒนะยา สาวแคนาดาผู้ฝึกให้เด็กในพื้นที่ห่างไกลเข้าถึงชีวิตที่ดีกว่าด้วยมวยไทย, ค่ายมวย ว.วัฒนะ

Writer

ฉัตรชนก ชโลธรพิเศษ

ฉัตรชนก ชโลธรพิเศษ

ชาวนนทบุเรี่ยน ชอบเขียน และกำลังฝึกเขียนอย่างพากเพียร มีความหวังจะได้เป็นเซียน ในเรื่องขีดๆ เขียนๆ สักวันหนึ่ง

Photographer

Avatar

อิสรีย์ อรุณประเสริฐ

จบ Film Production ด้าน Producing & Production Design แต่ชอบถ่ายภาพและออกแบบงานกราฟิกเป็นงานอดิเรก มีครัว การเดินทาง และ Ambient Music เป็นตัวช่วยประโลมจิตใจจากวันที่เหนื่อยล้า

Larger than Life

แรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต จากพลังเล็กๆ สู่การสร้างคุณค่าที่ยิ่งใหญ่ให้โลกใบนี้

6 พฤศจิกายน 2563
4 K

The Cloud X ไทยประกันชีวิต

Taboo หรือเรื่องต้องห้าม อาจรวมไปถึงการห้ามถาม ห้ามอยากรู้ ห้ามสงสัย แต่หารู้ไม่ว่ามนุษย์เกิดมาพร้อมการตั้งคำถามตั้งแต่เรายังเป็นเด็ก และเพื่อชวนกันมาตั้งคำถามในสิ่งที่เด็กๆ นึกสงสัยให้มีคำตอบ รวงทัพพ์ แก้วแกมจันทร์ จึงจัดตั้งเว็บไซต์ในชื่อ ‘หิ่งห้อยน้อย’ ขึ้น เสมือนเป็นกลุ่มลับสำหรับเด็กๆ ขี้สงสัยโดยเฉพาะ

กลุ่มหิ่งห้อยน้อย สถานที่คุยเรื่องลับฉบับเด็กๆ ในวันที่เทคโลยีคือสะพานสู่การเรียนรู้, รวงทัพพ์ แก้วแกมจันทร์, www.hinghoynoy.com

ตอนยังเป็นเด็ก รวงทัพพ์บอกว่าเธอสงสัยต่อสิ่งที่ผู้ใหญ่ไม่อาจหาคำตอบให้กับเธอได้ และนั่นกลับกลายเป็นความกลัวในวัยเด็กที่เธอต้องเผชิญ จากคำถามที่ไม่เคยได้รับคำตอบ อย่างเช่นเรื่องของความตาย 

“เราเคยอ่านหนังสือเล่มหนึ่งเกี่ยวกับเด็กที่เสียแม่ไป เราไม่เข้าใจว่าทำไมเด็กคนนั้นถึงอยากนอนมากกว่าตื่น เพราะว่าเขาอยากหนีความจริงไงคะ ความจริงบางอย่างถ้ามันไม่ได้ถูกอธิบายเหตุผล มันก็จะยาก แล้วจะกลายเป็นปมที่ใหญ่ขึ้น เราก็เลยเพิ่งมาเข้าใจว่าทำไมเราถึงกลัวมากในวันที่เสียพ่อไป เพราะเราไม่รู้ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป

“คนส่วนใหญ่เชื่อว่าเด็กไม่สามารถจะรับรู้อะไร ไม่เชื่อว่าเด็กคือคนที่รับรู้ หรือทำความเข้าใจกับอะไรได้ ทั้งกับเรื่องความสูญเสียหรือว่าเรื่องที่ซับซ้อน แต่ที่จริงแล้วไม่ใช่เลย”

ในวันที่เทคโลยีไม่ใช่กำแพงข้อจำกัดด้านเพศและวัย แต่กลายเป็นสะพานเพื่อสร้างการเรียนรู้ให้มนุษยชาติ การค้นหาคำตอบให้คำถามของเด็กเยาวชน อาจไม่ได้ตั้งต้นจากแหล่งๆ เดิมอีกต่อไป แต่มีประตูสู่โลกกว้างมากมายเปิดกว้างรออยู่ 

ดังนั้นหิ่งห้อยน้อย จึงเป็นพื้นที่แห่งการตั้งคำถามและหาคำตอบ ไปจนถึงแลกเปลี่ยนเรียนรู้ รวมถึงแสดงออกทางความคิดเห็นต่อเรื่องอ่อนไหวในสังคมได้อย่างตรงไปตรงมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเพศศึกษา การคุกคามทางเพศ ท้องไม่พร้อม อนามัยเจริญพันธุ์ การหย่าร้าง การกลั่นแกล้งรังแก ความหลากหลายทางเพศ ไปจนถึงความตาย เพื่อให้เกิดการเรียนรู้และการสร้างความคิดแบบ Critical Thinking ให้เยาวชน

“ทำไมมันถึงจะพูดไม่ได้ล่ะ ทำไมเราถึงหาคำตอบไม่ได้ เราก็เลยต้องทำสื่อแล้วกันที่จะช่วยให้เขา เอ๊ะ อ๋อ ให้สิ่งที่เขาตั้งคำถามกับมัน”

กลุ่มหิ่งห้อยน้อย สถานที่คุยเรื่องลับฉบับเด็กๆ ในวันที่เทคโลยีคือสะพานสู่การเรียนรู้, รวงทัพพ์ แก้วแกมจันทร์, www.hinghoynoy.com

01

หิ่งห้อยถือกำเนิด

“รวงเป็นเด็กต่างจังหวัดค่ะ เป็นเด็กจังหวัดนครศรีธรรมราช พ่อกับแม่เป็นครู แล้วเขาก็คงจะเห็นระบบการศึกษาว่าการศึกษามันมีหลากหลายมาก เขาอ่านหนังสือการเลี้ยงลูกแบบญี่ปุ่นตั้งแต่สมัยนู้นแล้ว เราก็เลยเป็นเด็กที่ทำทุกอย่างได้แล้วไปโรงเรียน” เธอเริ่มต้นเล่าเรื่องราวชีวิตของเธอตั้งแต่ต้น 

“เราชอบอ่านหนังสือ และที่บ้านจะพาไปร้านหนังสือทุกๆ เดือน เราเองก็ชอบอยู่ในห้องสมุด เป็นหนอนหนังสือเลย ได้อ่านหนังสือพวก หลายชีวิต ของคึกฤทธิ์ ปราโมช หรืออะไรแปลกๆ ตั้งแต่ประถม พอมัธยมก็อ่านงานของ อัลแบร์ กามูว์ แบบหนักๆ แล้ว เราก็เลยไม่ค่อยอินกับระบบโรงเรียนมาก เป็นเด็กที่ค่อนข้างประหลาดเหมือนกัน”

เธอบอกกับเราว่า เธอเป็นเด็กที่ครูมักจะมองว่าเป็นเด็กดื้อ

“ครูเขาพูดกับเราไม่ดีและคุกคามเราด้วย ทุกครั้งที่เราเข้าห้องเรียน เราจะถูกด่า เขาเคยพูดกับเราว่า พฤติกรรมแบบนี้คือพ่อแม่ไม่สั่งสอน เราก็จะยิ่งเจ็บ แต่สำหรับมุมเรา พ่อแม่เราเขาสอนดี แต่ที่เราเป็นแบบนี้เพราะเราเป็นเอง จากนั้นเราก็เลยไม่ไปโรงเรียนเลยสามเดือน แม่ก็คงเห็นแหละว่าเราไม่ค่อยโอเค ระหว่างสามเดือนนั้นเราก็ไปห้องสมุด ไปพิพิธภัณฑ์ ไปวัด ไปดูต้นไม้ แล้วมันก็ทำให้เรารู้สึกว่าเราต้องเชื่อมั่นในตัวของเรา ว่าเราไม่ได้เกเร จนพี่ชายเข้าไปที่โรงเรียนแล้วก็ดูว่ามันเกิดอะไรกับน้อง พอพี่เขาเห็นความรุนแรงแบบนั้นจริง เขาก็เลยให้เราย้ายโรงเรียน ซึ่งตามหลักอำนาจนิยม เราจะเห็นว่าครูหรือผู้ใหญ่กดขี่เรามากแค่ไหน” หลังจากนั้นเธอจึงไม่เชื่อมั่นในการเรียนในโรงเรียนอีก

จากนั้นเธอก็เริ่มมีคำถามกับตัวเอง 

“แล้วเราเป็นคนที่แอบชอบผู้หญิงด้วย แล้วก็แอบชอบผู้ชายด้วย มันก็เกิดคำถามว่า ‘แล้วเราเป็นอะไรวะ’ แล้วยุคนั้นมันไม่ได้มีอะไรที่จะบอกเราได้เลย ในสังคมจะบอกว่ามีแค่กะเทย มีทอม ก็มีแค่นั้นอะ แล้วเราเป็นอะไรล่ะ เราไม่เข้าใจในสิ่งที่เราเป็น เราก็เลยเข้าไปในหาข้อมูลเองตามเว็บไซต์ต่างๆ สมัยนั้น”

และเป็นอีกครั้งที่เธอพบกับเหตุการณ์ที่ทำให้เธอตั้งคำถามสำคัญกับตัวเอง แต่เช่นเคยที่คำถามไม่เคยได้รับคำตอบสร้างปมความเจ็บปวดทางจิตใจกับเธอมาจนถึงปัจจุบัน

“ตอนเราอายุสิบสอง พ่อเราเสีย คืนนั้นทุกคนไปโรงพยาบาลกันหมด ส่วนเราไปในเช้าวันที่พ่อกำลังจะเสียแล้ว ผู้ใหญ่คนอื่นไม่ให้เราออกไปข้างนอก แล้วจะให้เราทำยังไงล่ะ ในเมื่อพ่อเราตาย แล้วเราก็เห็นว่าเราต้องย้ายบ้านนะ แล้วก็เห็นคนมาจีบแม่เรา เราเห็นความเปลี่ยนแปลงเยอะมาก ซึ่งผู้ใหญ่ไม่กล้าพูดเลยว่าเกิดอะไรขึ้น แล้วเราต้องใส่ชุดดำร้อยวัน เหมือนต้องอยู่กับความทุกข์หรือสีดำในแบบที่เขาบอก เราก็สงสัยว่ามันจะเปลี่ยนไปในด้านไหน เด็กอายุสิบสองมันไม่เหมือนเด็กอายุห้าขวบ ในเรื่องของการรับรู้ทางความตาย แต่ผู้ใหญ่คนไทยก็ชอบบอกว่า เขาขึ้นสวรรค์ หรือว่า เดี๋ยวเขาก็กลับมา ซึ่งมันเจ็บปวดมาก เราก็รู้แล้วแหละว่าพ่อตาย แต่ว่าเราจะทำความเข้าใจยังไงว่ามันจะต้องก้าวต่อไปนะ” 

และเพราะการที่เธอชอบอ่านหนังสือยากๆ ตั้งแต่ยังเป็นเด็ก ทำให้เธอเริ่มเข้าใจว่าเธอเองก็ทำหนังสือได้ เพื่อที่จะสื่อสารเรื่องราวที่ผู้ใหญ่มักไม่พูดกันโดยตรง อย่างเรื่องของความตายหรือความเจ็บป่วยทางด้านจิตใจ

“เพราะบางครั้งคำพูดของผู้ใหญ่ เขาก็มีเรื่องที่ไม่พูดตรงไปตรงมา มันไม่ชัด ทำให้เราสงสัยว่ามันคืออะไรกันแน่ เราก็เลยอยากเป็นนักเขียนหนังสือเด็กตั้งแต่ตอนนั้น” 

กลุ่มหิ่งห้อยน้อย สถานที่คุยเรื่องลับฉบับเด็กๆ ในวันที่เทคโลยีคือสะพานสู่การเรียนรู้, รวงทัพพ์ แก้วแกมจันทร์, www.hinghoynoy.com

02

หิ่งห้อยสร้างสรรค์

เมื่อรวงทัพพ์เรียนจบจากสาขาวรรณกรรมสำหรับเด็ก เธอได้มีโอกาสไปทำงานตามสำนักพิมพ์ มูลนิธิต่างๆ และเห็นว่ามีหลายประเด็นที่ไม่เคยได้รับการพูดถึง

 “พอเวลาเราเจอเด็กในพื้นที่จริง แล้วเด็กบอกว่าเด็กถูกล่วงละเมิด ความรู้หรือข้อมูลที่มันปิด มันไม่พอที่จะช่วยเขาเลย ปกติสื่อจะเสนอแค่สิ่งที่เขาอยากให้เห็น แต่ว่ามันมีอะไรอีกมากที่ไม่ได้พูดออกไป อย่างตอนนี้มีสื่อทางเลือกเยอะมาก ที่ทำให้คนตั้งคำถามว่าชีวิตเราเป็นแบบนี้จริงไหม แต่เราเห็นว่ามันไม่มีพื้นที่ให้เด็กได้รู้ข้อมูลพวกนี้เลย

“อีกอย่างคือที่ไทยไม่มีหนังสือที่พูดถึงความตายมากกับเด็กๆ ทั้งที่ในต่างประเทศ เราเห็นว่าเขามีสื่อในรูปแบบของนิทานเด็กที่อธิบายเกี่ยวข้องกับโรคมะเร็ง นี่เกี่ยวข้องกับประจำเดือนนะ หรือถ้าที่อินเดียจะมี Do and Don’t ด้วยซ้ำ แต่ที่ไทยเหมือนเราทำให้เรื่องพวกนี้เป็นสิ่งที่ทุกคนห้ามพูด แล้วไปหาความรู้เอาเอง ซึ่งมันผิดมาก 

 “ตอนเราทำงานมูลนิธิในส่วนของการพัฒนาหนังสือเด็ก เวลาเราลงพื้นที่ เราก็จะเห็นเด็กที่ครอบครัวแตกแยก แล้วไม่มีใครลงไปคุยกับเขาเลย เรื่องเพศ เรื่องทำแท้งปลอดภัย เรื่องที่เกี่ยวกับสิทธิของเขาโดยตรง เราเลยรู้สึกว่า เราจะทำงานแบบนี้ ในระบบที่มันไม่มีสื่อแบบนี้ได้หรอ ก็เลยสอบชิงทุนไปเรียนที่อินเดีย ซึ่งเป็นการเรียนหนึ่งปีที่ไม่มีวุฒินะ เป็นการเรียนเพื่อเรียนอย่างเดียว

“คนก่อตั้งคือ ซาเบรีย เทนเบอร์เกน ผู้หญิงตาบอดผู้ก่อตั้งโรงเรียนให้เด็กตาบอดที่ธิเบต เป็นหนึ่งในผู้เข้าชิงรางวัลโนเบล ผู้หญิงคนนี้เป็นเมนเทอร์ของเรา แล้วเขาก็เข้าใจความซับซ้อนของเราด้วย เพราะเขาเป็น Queer เราเพิ่งไปเข้าใจตอนนั้นเองว่าเราเป็น Queer ตอนที่เราต้องติ๊กว่าเราเป็นเพศอะไร มันก็จะมีหญิง ชาย แล้วก็อื่นๆ ใช่ไหมคะ โรงเรียนก็จะมีแพลตฟอร์มให้เราเลือก เห้ย เราเป็นอื่นๆ ได้ด้วย”

เธอเล่าถึงตอนที่เธอสัมผัสถึงปัญหาผ่านสังคมต่างประเทศในอีกมุมที่น่าสนใจ 

กลุ่มหิ่งห้อยน้อย สถานที่คุยเรื่องลับฉบับเด็กๆ ในวันที่เทคโลยีคือสะพานสู่การเรียนรู้, รวงทัพพ์ แก้วแกมจันทร์, www.hinghoynoy.com

“ก่อนหน้าที่เราจะไปอินเดีย เราได้ไปยูกันดา โปแลนด์ เยอรมนี เพราะว่าเราเจอเพื่อนบางคนที่เขาพาเราไปทางนั้น เราก็เลยได้เห็นโลกที่กว้างขึ้น อย่างตอนที่เราไปเยอรมนีช่วงที่มีผู้ลี้ภัยหนีสงครามมา ช่วงนั้นเราเห็นว่าเขามีนิทรรศการเกี่ยวกับผู้ลี้ภัยในห้องสมุดเด็ก ซึ่งมันเป็นประเด็นที่เราไม่พูด เช่นเรื่องชาวโรฮีนจา เราจะไม่พูด เราจะไม่สนใจ แต่ที่นั่นเขาพูด

“หรืออย่างโปแลนด์ ที่เราเห็นคือเขาค่อนข้าง Conservative มาก แต่ว่าคนออกมาพูดเรื่องการทำแท้งปลอดภัยกันทั้งเมือง ทั้งผู้หญิง ผู้ชาย คนแก่ พูดกันทั้งเมือง เห้ย มันก็พูดได้นี่หว่า หรือที่ยูกันดา เขามีโรงเรียนทางเลือกให้คนที่ไม่ได้มีเงินแต่ว่ามีความตั้งใจมาเรียน ก็คล้ายๆ กับที่เราไปเรียนที่อินเดีย คนมีลูกเขาก็นั่งอุ้มลูกไปด้วย นั่งเรียนคอมพิวเตอร์ไปด้วย แล้วมีโปรเจกต์ ทำยังไงให้มีน้ำหรือให้มีพื้นที่ที่ซ่อมรถได้ยี่สิบสี่ชั่วโมง เพราะมันไม่มีน้ำหรือที่ซ่อมรถได้ในที่ทุรกันดาร ซึ่งมันน่าสนใจมาก 

“แล้วพอเราได้ไปเรียน เราก็เห็นปัญหาที่อินเดียเยอะมาก ทั้งเรื่องที่เกี่ยวกับสิทธิ เกี่ยวกับเพศ มันก็เลยเป็นการเขย่าเราอีกรอบ 

 “เราไม่ต้องอยู่ในระบบการเรียนแบบเดิมอีกแล้วพอเราไปเรียนที่อินเดีย ตอนนั้นเราเลือกเรียนทางด้านศิลปะ เพราะว่าเรามาจากการเขียนและการทำหนังสือเด็ก มันก็พัฒนาเราไป จากตอนแรกที่เราคิดว่าจะทำหนังสือเด็กตอนเรียนจบแต่เราก็เปลี่ยนใจ เพราะว่าลักษณะการเสพสื่อของเด็กเปลี่ยนไป การเข้าถึงที่เป็นอิสระและเป็นออนไลน์มากขึ้น เราเลยคิดกลับมาสร้างสื่อเพื่อเด็กในรูปแบบออนไลน์ดีกว่า”

03

หิ่งห้อยน้อยคลับ

หิ่งห้อยน้อยจึงปรากฏตัวขึ้น ในฐานะของเว็บไซต์และเพจเฟซบุ๊กที่เปิดพื้นที่ให้เด็กๆ ได้มาพูดคุยกัน และเมื่อเราถามถึงเหตุผลว่าทำไมจะต้องเป็นหิ่งห้อย รวงทัพพ์ก็บอกกับเราว่า

“จริงๆ หิ่งห้อยเป็นเหมือนความลับบางอย่างที่เด็กสงสัย เราคิดว่าหลายคนก็อาจจะชอบมัน แล้วมันก็เป็นเพื่อนของเราได้ในเวลาที่มืดมาก หิ่งห้อยเชื่อมโยงกับเด็กมาก เพราะในความเชื่อของเรา เราคิดว่าเด็กจะเติบโตได้ในสิ่งแวดล้อมที่ดีเท่านั้น หิ่งห้อยก็เหมือนกัน จะเติบโตได้ในดินดี น้ำดี อากาศดี อีกอย่างมันไม่ได้สว่างตลอด มีตอนที่มันมืดด้วย ก็เลยเลือกใช้หิ่งห้อยแทนความสงสัยของเด็กๆ ด้วย

“ที่ไทยไม่มีเว็บไซต์ให้เด็กนะ แล้วเราก็รู้แหละว่าเว็บไซต์จะไม่ได้ฮิตมาก แต่ว่าเว็บไซต์ของเราพิเศษตรงที่เด็กเข้ามาแล้วสามารถไปตั้งแอคเคาต์นิรนาม เพื่อถามเรื่องที่เขาสนใจได้

“การออกแบบก็คือชื่อว่าหิ่งห้อยน้อยคลับ เป็นภาพต้นไม้ที่เกาะกลางน้ำ ซึ่งเป็นเหมือนสัญลักษณ์ว่าจะไม่มีใครตามเขาเข้าไปได้ เราจะพูดอะไรก็ได้ แล้วพวกเขาก็อยู่ด้วยกันในนั้นได้ ต่อมาก็จะมีหอประกายข่าว เป็นพื้นที่บอกข่าวว่ามันมีอะไรเกิดขึ้นบ้างในเชิงเรื่องต้องห้ามต่างๆ อย่างเรื่องเพศหรือเรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง แล้วก็จะมีพื้นที่บอร์ดรวมให้เขามาคุยกัน ส่วนที่อธิบายเกี่ยวกับเราว่าเราทำงานอะไร แล้วก็ในส่วนของมีนโยบายด้วย”

หากถามว่าแล้วในประเด็นต้องห้ามทั้งหลาย มีเรื่องอะไรบ้างที่เด็กๆ สนใจ เราก็พบคำตอบ 

กลุ่มหิ่งห้อยน้อย สถานที่คุยเรื่องลับฉบับเด็กๆ ในวันที่เทคโลยีคือสะพานสู่การเรียนรู้, รวงทัพพ์ แก้วแกมจันทร์, www.hinghoynoy.com
กลุ่มหิ่งห้อยน้อย สถานที่คุยเรื่องลับฉบับเด็กๆ ในวันที่เทคโลยีคือสะพานสู่การเรียนรู้, รวงทัพพ์ แก้วแกมจันทร์, www.hinghoynoy.com

“เรื่องที่เด็กเขาสนใจเยอะที่สุดคือเรื่องการบูลลี่ นอกจากนี้ก็มีเรื่องเพศ เรื่องประจำเดือนด้วย ซึ่งเรื่องเหล่านี้มันไม่ใช่การส่งเสริมเรื่องจริยธรรมอะไร เพียงแต่เรามองว่ามันเป็นเรื่องธรรมชาติมากที่ควรพูดถึงได้

“เราเลยพยายามจะสร้างให้สื่อของเรา เพื่อใช้อธิบายแทนคำพูดที่เราจะพูดไปตรงๆ อย่างเช่นเราทำเพลงที่พูดถึงคุณพ่อเลี้ยงเดี่ยว ที่ต้องรับมือกับลูกที่เมนส์มาครั้งแรก คือเราก็จะเข้าไปแทนใจของผู้ปกครองด้วย แล้วก็แทนใจของเด็กด้วย หลายคนก็บอกว่าดูแล้วร้องไห้นะ เพราะว่าตอนเด็กๆ เขาอยู่กับพ่อที่เลิกกับแม่ แล้วตอนที่เขาเมนส์มา เขาก็ไม่กล้าบอกพ่อ มันก็เหมือนไปโดนใจคนบางกลุ่ม”

“บางคนเป็นซึมเศร้าที่กำลังรักษาอยู่แต่ไม่รู้ว่าจะคุยกับใคร เขาก็มาคุยกับเรา บางทีก็ตลกมาก ทำการบ้านเลขไม่ถูกเขาก็มาให้เราช่วย หรือว่ามีปัญหาเรื่องเพื่อน เรื่องท้องไม่พร้อม ถ้าเรามีแพลตฟอร์มอื่นที่เราส่งต่อ เราก็จะส่งต่อไปให้เขาดูแลต่อ” 

ด้วยการพัฒนาสื่อจากหนังสือเล่มสู่แอนิเมชันและเพลงเกี่ยวกับประเด็นที่เด็กๆ สงสัย ก็จำเป็นต้องทุ่มทั้งเวลาและกำลัง

กลุ่มหิ่งห้อยน้อย สถานที่คุยเรื่องลับฉบับเด็กๆ ในวันที่เทคโลยีคือสะพานสู่การเรียนรู้, รวงทัพพ์ แก้วแกมจันทร์, www.hinghoynoy.com
กลุ่มหิ่งห้อยน้อย สถานที่คุยเรื่องลับฉบับเด็กๆ ในวันที่เทคโลยีคือสะพานสู่การเรียนรู้, รวงทัพพ์ แก้วแกมจันทร์

“เราเพิ่งทำงานได้ปีกว่าๆ เอง แล้วเราทำงานคนเดียวค่ะ เปิดเว็บไซต์ คิดรูปแบบ ทำเองหมด ถ้าเรามีแหล่งทุน หรือว่ามีบุคลากรที่เข้าใจในงานนี้ มันก็จะไปเร็วกว่านี้ แต่ว่าเนื่องจากเวลาด้วย แล้วก็ COVID-19 ด้วย ทำให้เรายังไม่ได้โปรโมต และยังไปคุยกับเด็กๆ ที่โรงเรียนไม่ได้ว่าเว็บไซต์เราใช้งานยังไง ตอนนี้ในเฟซบุ๊กเลยได้รับการตอบรับจากเด็กเป็นส่วนมาก ก็น่าสนใจที่เด็กเลือกจะมาคุยกับเราในข้อความจริงๆ ดังนั้นการทำงานที่เราทำอยู่จะไม่เหมือนงานเด็กนะ มันเป็นงานสิทธิและงานสื่อที่เอามารวมกันมากกว่า”

“เราเรียกตัวเองว่าเป็น Artivist นะ เราคือศิลปินที่ใช้ศิลปะมาเพื่อทำงานเชิง Action ที่จะช่วยเหลือเด็กๆ ในเรื่องสิทธิ มันอธิบายความเป็นเราได้ดีกว่าการบอกว่าเราเป็นนักกิจกรรม เพราะนักกิจกรรมอาจจะต้องพูดเร็วๆ 

ถ้าเทียบกับพริก 5 สี เธอบอกว่าหิ่งห้อยน้อยจะเป็นพริกสีม่วงที่ต่างจากพริกสีอื่นๆ

“Kanthari แปลว่าพริกขี้หนูที่มันเผ็ดร้อน มีห้าสี สีเขียว สีเหลือง สีส้ม สีแดง แล้วก็สีม่วง เราเป็นสีม่วง เป็นคันธารีที่ทำงานศิลปะ เราจะเป็นสีประหลาดๆ ขึ้นมาให้มันต่างจากสีพริกทั่วไป งานที่เราทำก็เลยเป็นงานศิลปะ เป็นเพลง แอนิเมชัน ที่ใช้เวลาหน่อย ใช้ความร่วมมือของศิลปินมาทำ”

นอกจากการขับเคลื่อนบนแพลตฟอร์มออนไลน์แล้ว เธอยังลงพื้นที่เพื่อไปช่วยเหลือเด็กๆ ในพื้นที่จริงอีกด้วย 

“ช่วง COVID-19 ที่เราก็ลงพื้นที่ เราพยายามขยายเรื่องผ้าอนามัย เพราะว่ามันจำเป็นจริงๆ ถ้าไม่ทำ คนที่ได้รับผลกระทบก็จะไม่ได้รับการช่วยเหลือ อย่างเรื่องถุงยังชีพหลายใบก็ไม่ได้ใส่ผ้าอนามัยใช่ไหมคะ เราก็เลยลงพื้นที่ให้เห็นเลยว่า ถ้าเขาไม่มีผ้าอนามัย เขาไปเอาข้าวแจกไม่ได้นะ

“อย่างเราเจอเคสในคลองเตย ที่เขาออกไปเอาข้าวตามจุดแจกไม่ได้ เพราะว่าเขาเมนส์มาแล้วเขาไม่มีผ้าอนามัย ซึ่งถ้าเราถามหลายคนในช่วงนั้น เขาก็จะบอกว่าเขาใช้ทิชชู ใช้กระดาษแทนผ้าอนามัย คือเขาไม่มีจริงๆ เพราะช่วง COVID-19 เป็นช่วงที่ล็อกดาวน์ หลายคนไม่มีงานทำ เราก็เลยขอรับบริจาคผ้าอนามัย เพื่อเปลี่ยนความคิดเขาว่ามันจำเป็นนะ ซึ่งตอนนี้ก็ยังมีคนส่งมาและเราก็ยังขอรับอยู่ พอเราได้รับมาเราก็จะส่งต่อ ให้กลุ่มผู้หญิงบริการ หรือว่ากลุ่มเด็กที่ต้องการต่อไป 

กลุ่มหิ่งห้อยน้อย สถานที่คุยเรื่องลับฉบับเด็กๆ ในวันที่เทคโลยีคือสะพานสู่การเรียนรู้, รวงทัพพ์ แก้วแกมจันทร์

“แล้วก็มีเรื่องเพศในม็อบ เราร่วมกับผู้หญิงปลดแอกเพื่อขยายเรื่องนี้ เพราะเรารู้สึกว่าที่เด็กออกมาเรียกร้อง คือเรื่องที่เด็กอยากจะพูด มีเด็กคนหนึ่งเขามาบอกว่าเขาเป็นเกย์ แล้วเขาโดนครูผู้ชายจับก้น แต่พอเขาไปบอก ผอ. เขาก็บอกว่าเขารู้แล้ว แต่ไม่ทำอะไร ไม่สนใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น นั่นเลยเป็นสาเหตุที่เขาออกมาเคลื่อนไหว นี่คือความจริงของเด็กที่พูดไม่ได้

“เพราะว่าหลายคนอาจไม่เข้าใจว่า สิทธิเด็กคือสิทธิมนุษยชน แล้วไม่เข้าใจว่าเด็กที่ลุกขึ้นมาเรียกร้องคือนักกิจกรรมเด็ก กฎหมายไทยไม่ได้ปกป้องหรือไม่ได้ทำงานลงมาถึงนักกิจกรรมเด็ก” 

“ในส่วนที่เราช่วยได้ คือเราช่วยทำเป็นงานศิลปะให้ได้ แต่ถ้าเราพูดแบบตรงๆ เลย เด็กจะมีความรู้สึกว่าถูกคุกคาม เราเลยทำยังไงให้สันติมากที่สุด ซึ่งงานนี้ก็ต้องคุยกับนักสันติวิธี ว่าจะทำยังไงให้ศิลปินผลิตผลงานที่ไม่ผลิตซ้ำความรุนแรง เพราะว่าภาพบางภาพที่อยู่ในช่วงนี้มันก็รุนแรงมาก แล้วมันก็จะสร้างความบอบช้ำทางจิตใจซ้ำกับเด็กอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งยากและท้าทายมาก” 

04

หิ่งห้อยกับเรื่องต้องห้าม

“เพราะว่าความจริงมันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่เราต้องเผชิญ หลายคนอาจบอกว่าเด็กเป็นสิ่งที่บริสุทธิ์ แต่พอเราโตมาแล้วเราจะรู้สึกว่าเราไม่ได้บริสุทธิ์หรอก เราเรียนรู้เยอะมากด้วยศักยภาพของเราเอง แล้วอีกอย่างคือมนุษย์เกิดมาด้วยความสงสัยอยู่แล้ว ความจริงจึงเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ ที่เราจะต้องสงสัยได้ เราก็คิดว่าเราอยากทำให้เขาได้รู้ บางทีก็ความจริงนั้นอาจจะเจ็บบ้าง แต่มันก็คือความจริง” 

หลายครั้งเรื่องต้องห้ามพูดถึง ส่วนหนึ่งคือเรื่องที่เรากลัวเมื่อต้องพูด

“จริงๆ เด็กๆ ไม่ได้กลัวนะคะ แต่เขาถูกหล่อหลอมให้กลัวมากกว่า อย่างหลานสาวเนี่ยเขาฟันน้ำนมจะหลุด นี่คือความเจ็บปวดทางด้านร่างกายนะ แล้วบ้านเรามีแต่ให้โยนฟันขึ้นไปข้างบน แต่มันก็ไม่ได้มีเหตุผลอะไรที่จะทำให้เด็กรู้สึกผ่อนคลายได้เลย ซึ่งมันเป็นเรื่องธรรมชาติที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เราก็เลยเขียนนิทานกลอนอันหนึ่งให้เขาถอนฟันเองได้ บอกเขาว่ามันจะเจ็บแป๊บเดียว แล้วฟันมันก็จะงอกขึ้นมาใหม่นะ

“ทุกครั้งพอเขาถอนฟันเอง เขาก็จะเก็บใส่กล่อง แล้วเขาบอกว่าหนูอยากเป็นหมอฟัน เรารู้สึกดีที่มันเกิดขึ้น เพราะเราเห็นว่าเขาไม่กลัวกับความเจ็บปวดที่มันต้องเกิด” 

กลุ่มหิ่งห้อยน้อย สถานที่คุยเรื่องลับฉบับเด็กๆ ในวันที่เทคโลยีคือสะพานสู่การเรียนรู้, รวงทัพพ์ แก้วแกมจันทร์

“เราควรคุยกันค่ะ เพราะว่าเรามาจากยุคที่ไม่เหมือนกัน มันมีหนังสือที่น่าสนใจเรื่อง Walden Pond ของเฮนรี เดวิด ธอโร (Henry David Thoreau) พูดประมาณว่า คุณเป็นผู้ใหญ่ คุณบอกไม่ได้หรอกว่าสิ่งนี้มันจะถูกและดีด้วยวิธีการนี้เสมอไป เพราะเรามาจากฐานยุคหรือฐานของประสบการณ์ที่ไม่เหมือนกันเลย เราสอนกันไม่ได้ สิ่งที่คุณทำได้คือการที่คุณคอยซัพพอร์ตเขา 

“เราเลยอยากเป็นคนซัพพอร์ตเด็ก แต่เราจะไม่บอกว่านี่คือถูก นี่คือผิด เราพูดไม่ได้ เพราะเขาเลือกเองได้ เขาคิดเองได้ คุณก็คิดเองได้ ทุกคนคิดเองได้ ของที่อยู่ในหัว ใครจะมาบงการไม่ได้เลย แต่ตอนนี้ เหมือนคนเรากำลังเจาะดูในหัว ว่า เห้ย นี่ผิดนะ เอาความคิดมาตัดสินกัน”

กลุ่มหิ่งห้อยน้อย สถานที่คุยเรื่องลับฉบับเด็กๆ ในวันที่เทคโลยีคือสะพานสู่การเรียนรู้, รวงทัพพ์ แก้วแกมจันทร์
กลุ่มหิ่งห้อยน้อย สถานที่คุยเรื่องลับฉบับเด็กๆ ในวันที่เทคโลยีคือสะพานสู่การเรียนรู้, รวงทัพพ์ แก้วแกมจันทร์

05

หิ่งห้อยในอนาคต

เมื่อพูดถึงโปรเจกต์ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตต่อไปของหิ่งห้อยน้อย

“เรากำลังมีโปรเจกต์หนึ่งที่น่าจะออกช่วงวันเด็กปีหน้าค่ะ เราอยากทำงานอาร์ตจากเรื่องราวของเด็กๆ ที่พูดถึงความทุกข์ของเด็กไทยประมาณสามสิบภาพ บนแพลตฟอร์มออนไลน์ที่เรามี แล้วก็จะจัดนิทรรศการจริงให้มันอยู่ในชีวิตประจำวันได้ นี่คือสิ่งที่เราจะทำต่อไป”

การได้พบปะกับหิ่งห้อยน้อยตัวเป็นๆ ในปัจจุบัน เธอก็บอกว่าเห็นความเปลี่ยนแปลงของเด็กๆ หลายคนที่กล้าออกมาตั้งคำถามกันมากขึ้น

“เราไม่ได้จะบอกว่าเด็กเดี๋ยวนี้เก่งขึ้นนะ เราคิดว่าเด็กจริงๆ เป็นแบบนี้ แต่เราต่างหากที่ไม่ถูกทำให้พัฒนาต่อยอดไป เหมือนถูกกดไว้ ไม่ถูกสอนให้ตั้งคำถาม เราเห็นความแตกต่างเลยนะเวลาเข้าไปในโรงเรียนในเมือง เด็กจะไม่กล้าพูด ไม่มียกมือเลย ถ้าเราไปโรงเรียนการศึกษาทางเลือก เราจะพบว่าเขาแย่งกันพูดเลย ถามกันไม่หยุด”

นี่จึงเป็นเหตุผลที่อยากให้เด็กๆ เริ่มต้นตั้งคำถาม

กลุ่มหิ่งห้อยน้อย สถานที่คุยเรื่องลับฉบับเด็กๆ ในวันที่เทคโลยีคือสะพานสู่การเรียนรู้, รวงทัพพ์ แก้วแกมจันทร์

“อยากให้เขาเริ่มตั้งคำถามค่ะ อาจจะเริ่มกับชีวิตตัวเองก่อนก็ได้ ว่าอยากได้อะไร หรือถ้าไม่อยากได้อะไรก็ปฏิเสธได้ แล้วก็หาความสุขให้กับตัวเอง ข้างในเรามันถามอยู่ตลอดเวลา มันไม่กลัวที่จะถาม หาคำตอบให้ตัวเอง เรื่องที่พูดไม่ได้อย่างตรงไปตรงมา”

“สังคมตอนนี้เราว่าก็เริ่มเห็นอะไรที่เป็นทิศทางของการตั้งคำถามมากขึ้น แล้วก็มีการเขย่ากันเยอะ ดังนั้นมันจะมีการสั่นมาก สังคมที่เราอยากเห็นคือสังคมที่มีพื้นที่ให้กับทุกคน ให้ทุกคนได้เป็นตัวของตัวเองได้ ได้มีความภูมิใจ ว่าสิ่งที่ตัวเองคิดและเชื่อจะมีพื้นที่ให้เขาแน่นอน ทั้งในการแสดงความคิดหรือการดำเนินชีวิต เราก็อยากเป็นสื่อทางเลือกหนึ่ง 

“ตอนนี้เราว่าถ้าผู้ใหญ่คิดว่าเด็กเป็นส่วนหนึ่งของประชาชน เราเชื่อว่าผู้ใหญ่ก็ได้พลังเยอะนะที่จะพัฒนาประเทศนี้ ทุกคนก็ทำงานกันอยู่ เด็กเองก็กำลังทำงานของเขาอยู่เหมือนกัน” เธอบอกเราทิ้งท้ายก่อนที่บทสนทนาจะจบลง

Writer

ฉัตรชนก ชโลธรพิเศษ

ฉัตรชนก ชโลธรพิเศษ

ชาวนนทบุเรี่ยน ชอบเขียน และกำลังฝึกเขียนอย่างพากเพียร มีความหวังจะได้เป็นเซียน ในเรื่องขีดๆ เขียนๆ สักวันหนึ่ง

Photographer

Avatar

อิสรีย์ อรุณประเสริฐ

จบ Film Production ด้าน Producing & Production Design แต่ชอบถ่ายภาพและออกแบบงานกราฟิกเป็นงานอดิเรก มีครัว การเดินทาง และ Ambient Music เป็นตัวช่วยประโลมจิตใจจากวันที่เหนื่อยล้า

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load