The Cloud X ไทยประกันชีวิต

ใครจะไปเชื่อว่าจะมีค่ายมวยอยู่ที่หน้าบ้านบนพื้นที่เล็กๆ ในหมู่บ้านของอำเภอเมืองยาง จังหวัดนครราชสีมา ที่แสนห่างไกล ซึ่งก่อตั้งขึ้นจากน้ำพักน้ำแรงของสองสามีภรรยา มะลิ-แฟรนเชส วัฒนะยา และ ธนิต วัฒนะยา ที่แม้จะต่างชาติต่างภาษา แต่ทั้งคู่ก็หลงใหลในศิลปะการต่อสู้แม่ไม้มวยไทย และได้พบรักกันโดยมีมวยไทยเป็นสื่อ เพราะพวกเขาต่างเชื่อในสิ่งเดียวกัน 

มะลิ วัฒนะยา สาวแคนาดาผู้ฝึกให้เด็กในพื้นที่ห่างไกลเข้าถึงชีวิตที่ดีกว่าด้วยมวยไทย, ค่ายมวย ว.วัฒนะ

“การชกมวยไม่ใช่ชีวิต แต่มวยไทยเป็นทั้งชีวิต” 

การชกมวยโดยเฉพาะมวยไทย อาจเป็นกีฬาที่ใครหลายต่อหลายคนคิดว่าเป็นกีฬาที่อันตราย เพราะจะต้องเจ็บตัวอยู่บ่อยครั้ง แต่นั่นไม่ใช่ในความคิดของมะลิ เธอบอกกับเราว่า “มวยไทยไม่อันตรายหรอก ถ้าเราซ้อมเต็มที่ สิ่งที่อันตรายกว่าคือความจน ความจนอันตรายที่สุด” 

เพื่อมอบโอกาสและความฝันให้เด็กๆ ที่ลำบากและยากจนได้มีอนาคตที่ดีกว่าที่เป็น ค่ายมวยเล็กๆ ที่ยิ่งใหญ่อย่างค่ายมวย ว.วัฒนะ จึงถือกำเนิดขึ้น

มะลิ วัฒนะยา สาวแคนาดาผู้ฝึกให้เด็กในพื้นที่ห่างไกลเข้าถึงชีวิตที่ดีกว่าด้วยมวยไทย, ค่ายมวย ว.วัฒนะ

01

คลุกวงใน

เริ่มต้นการสนทนาเราก็แอบประหลาดใจมากที่มะลิ วัฒนะยา พูดโต้ตอบกับเราเป็นภาษาไทยสำเนียงอีสานได้อย่างฉะฉานและชัดถ้อยชัดคำ ไม่รอช้า เราเลยให้เธอเริ่มต้นเล่าการเดินทางของเธอให้พวกเราฟัง 

มะลิ วัฒนะยา หรือชื่อเดิมแฟรนเชส เธอเกิดในหมู่บ้านเล็กๆ ที่ประเทศแคนาดา เธอเป็นลูกคนสุดท้องจากพี่น้องทั้งหมด 4 คน เธอใช้ชีวิตอย่างธรรมดาที่สุด เพราะแม่เธอเองก็เป็นเพียงแม่บ้าน ส่วนพ่อก็เป็นคนดูแลหมู่บ้าน ไม่ได้มีเงินเดือนมากมายอะไร “แม่เขาก็อายุเยอะ ส่วนพี่น้องคนอื่นๆ ก็โตกันหมดแล้ว แม่เองเขาก็เหนื่อยจากการทำงาน ถึงเวลาเขาก็ปล่อยเรา” ทำให้เธอต้องตัดสินใจเลือกทางเดินชีวิตของตัวเธอเองตั้งแต่นั้นมา

มะลิ วัฒนะยา สาวแคนาดาผู้ฝึกให้เด็กในพื้นที่ห่างไกลเข้าถึงชีวิตที่ดีกว่าด้วยมวยไทย, ค่ายมวย ว.วัฒนะ

นี่เองอาจเป็นช่วงเวลาสำคัญที่การเป็นนักมวยของเธอเริ่มปรากฏชัดขึ้น “จริงๆ เราไม่ได้เก่งกีฬาอะไรเลยสักอย่าง ร่างกายเราก็ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เรารู้แค่ว่าเราชอบการต่อสู้ แต่ว่าเราไม่ได้ชอบเล่นกีฬา มีแค่การต่อสู้เท่านั้นที่เราจริงจังกับมัน พอเราอายุสิบสี่ เราก็ไปสมัครชกมวยเอง เพราะตอนนั้นดูหนังเรื่อง Rocky แล้วเราชอบมาก เลยอยากไปเรียนต่อยมวยสากล แต่ในตอนนั้นแถวบ้านไม่มีค่ายมวยสากลเลย มีแต่ค่ายมวยไทยอยู่ที่อีกหมู่บ้านหนึ่ง ซึ่งเจ้าของค่ายเป็นฝรั่งที่เคยมาเรียนมวยที่ไทย เราก็เลยเริ่มต้นบนสังเวียนมวยไทยตั้งแต่นั้น”

พอชกไปชกมา อาจารย์ทรงกับอาจารย์สุชาติที่เปิดค่ายมวยอยู่ที่แคนาดาตอนนั้นก็เห็นแววมะลิ และบอกกับเธอว่าถ้าเธอไปที่ประเทศไทย เธอพัฒนาได้มากกว่านี้อีก นั่นจึงเป็นเหตุผลที่เธอซื้อตั๋วเที่ยวเดียวและเดินทางมายังประเทศไทยด้วยตัวคนเดียวตั้งแต่อายุ 19 ปี

มะลิ วัฒนะยา สาวแคนาดาผู้ฝึกให้เด็กในพื้นที่ห่างไกลเข้าถึงชีวิตที่ดีกว่าด้วยมวยไทย, ค่ายมวย ว.วัฒนะ

ที่แรกที่เธอเดินทางมาถึงคือค่ายมวยแถวสุขุมวิท 93 หากตัดสลับภาพเป็นอีกฉากหนึ่ง หนทางอีกสายของสามีของเธออย่างบุ๋ม-ธนิต วัฒนะยา ก็กำลังดำเนินอยู่เป็นคู่ขนานเช่นกัน บุ๋มเป็นนักกีฬาที่ไม่ว่าจะหยิบจับหรือเล่นกีฬาอะไรก็เก่งไปหมดเสียทุกอย่าง ซึ่งล้วนเป็นผลมาจากความเพียรพยายามทั้งสิ้น 

“สมัยเราเกิดและโตที่โคราช เราเคยชกมวยอยู่ไม่กี่ครั้งเอง แล้วก็ไม่ได้ชกเป็นจริงเป็นจังอะไร เพราะตอนนั้นไม่มีค่ายมวยเลย หลังปลดทหารเราก็ตามพี่ชายไปทำงานโรงงานที่กรุงเทพฯ บังเอิญว่าไปเจอคนในหมู่บ้านเป็นเทรนเนอร์อยู่ที่ค่ายมวยแถวสุขุมวิท 93 แกก็เลยชวนเราไปซ้อมเพื่อออกกำลังกาย เราไม่ได้ตั้งใจจะไปชกจริงจังอะไรหรอก เพราะตอนนั้นเราก็อายุเยอะแล้ว ไปๆ มาๆ มีอยู่วันหนึ่งเราถอดเสื้อเพื่อซ้อมเตะกระสอบ พี่ไก่เจ้าของค่ายแกมาเห็น เขาเห็นเราหน่วยก้านดี น่าจะเป็นนักมวยได้ เลยพาไปทำงานทำกระจกอะลูมิเนียม แล้วก็ช่วยเขาซ้อมมวยด้วยอีกทาง”

และแล้วเส้นทางของทั้งคู่ก็ได้มาพบและบรรจบกันที่นี่เอง “อาทิตย์แรกที่มะลิได้เจอพี่บุ๋มอยู่ที่ค่ายมวยก็ปิ๊งกันเลย ผ่านไปหกถึงเจ็ดเดือนเราก็แต่งงานกัน นับจนถึงตอนนี้ เราอยู่ด้วยกันมาสิบสี่ปีแล้ว” 

อาจเพราะการมาจากต่างถิ่นฐานบ้านเกิด ทำให้มะลิต้องปรับตัวและเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ที่เธออาจไม่เคยเจอมาก่อน

“ตอนมะลิมาประเทศไทยครั้งแรก เหมือนเราจะทำอะไรผิดไปเสียหมด ยังไม่รู้ว่าห้ามเดินข้ามอาหารนะ มีครั้งหนึ่งเคยไปแตะหัวพี่เขา แต่เราไม่รู้นี่ว่าทำไม่ได้ ช่วงแรกๆ เราก็ทำผิดไปแบบนี้อยู่ แล้วแรกๆ มะลิก็เชื่ออาจารย์ดำมาก เพราะแกเป็นครูสอนมวยที่เก่งมาก แถมยังเป็นพ่อสื่อให้เรากับพี่บุ๋มตอนเจอกันที่ค่ายมวยสุขุมวิทด้วย ตอนนั้นเราตามแกไปทุกที่เลย แกบอกว่ากินข้าวต้องกินเผ็ดๆ เราก็กินเผ็ดตาม กินปลาร้าตามแกมาตั้งแต่นั้น” 

มะลิ วัฒนะยา สาวแคนาดาผู้ฝึกให้เด็กในพื้นที่ห่างไกลเข้าถึงชีวิตที่ดีกว่าด้วยมวยไทย, ค่ายมวย ว.วัฒนะ

แต่การเติบโตมาจากต่างที่ต่างวัฒนธรรม ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคเลยสำหรับความรักของมะลิและบุ๋ม

“จากนั้นเราก็เรียนรู้มาเรื่อยๆ เราพูดภาษาไทยได้ เราเข้าใจวัฒนธรรมไทยมากขึ้น แล้วเรากับพี่บุ๋มก็ไม่เคยมีปัญหาอะไรเลย อาจเป็นเพราะทั้งเราและพี่เขาโตมาด้วยกัน เราแต่งงานกันตอนมะลิอายุยี่สิบ จากนั้นเราก็เรียนรู้ไปพร้อมๆ กัน เราต่างคนต่างเคยไปอยู่บ้านของกันและกัน ทำให้เราเข้าใจกันมากขึ้น เลยคิดว่าไม่มีอะไรเป็นอุปสรรคสำหรับชีวิตของเราทั้งคู่เลย เหมือนเราเรียนรู้กันและกันอยู่เสมอ”

และพวกเขามีความรักในสิ่งเดียวกัน นั่นก็คือมวยไทย

02

ออกอาวุธ

“มีอยู่ไฟลต์หนึ่ง เรามีโอกาสได้ไปต่อยแชมป์มวยสากลตอนที่ยังอยู่ต่างประเทศ ทั้งที่เราไม่เคยซ้อมมวยสากลเลย ตอนนั้นกรรมการตัดสินว่าเราแพ้ แต่ทุกคนลงความเห็นว่าเราชนะหมด ไม่รู้ว่าเราชนะจริงหรือเปล่านะ เพราะตอนแรกทุกคนบอกว่ามะลิจะโดนน็อก แต่ว่าผลมันดันออกมาสูสี แต่เราก็ไม่ได้สนใจอะไร เรารู้แค่ว่าเราสนุก เราต่อยแบบมันๆ เลย สำหรับเราการชกมวยมันคือแบบนั้น” 

เธอลองเปรียบเทียบเส้นทางการชกมวยที่ต่างประเทศกับไทยให้เราฟัง เธอบอกเราว่าบรรยากาศต่างกันมาก 

“ตอนที่อยู่ต่างประเทศ ครูสอนเขาจะตื่นเต้นจริงจังมาก การชกแต่ละครั้งเป็นเรื่องใหญ่ เขาจะตั้งความหวังกับมะลิเยอะ เราก็เลยกดดัน ตอนนั้นเราชกมวยในหมู่บ้าน พอจบยกหนึ่งก็อยากจะบอกเขาว่าเราไม่ไหวแล้ว แต่มันพูดไม่ออก 

“สำหรับครูสอนมวยที่ไทย เขาไม่ได้จริงจังมาก เหมือนเขาคิดว่าการชกมวยเป็นเรื่องธรรมดา แต่พูดถึงการชกมวย มันก็เป็นเรื่องเล็กนะ อย่างที่อีสานทุกคนก็ชก ขนาดแม่นักมวยคนหนึ่งมีลูกสามคนแล้ว แฟนเขาที่เป็นหัวหน้าค่ายบังคับให้ไปชก เขาไม่ได้ซ้อมอะไรเลย แต่เขาก็ชกได้ ที่อีสานเราไปชกมวยเหมือนเราไปทำบุญ เหมือนกินกาแฟ มันง่ายอย่างนั้นเลย”

และเพราะเธอผ่านการชกมากว่า 50 ไฟลต์ หลายคนอาจเคยเห็นหน้าค่าตาเธอจากการเป็นนักมวยบนสังเวียนอยู่บ้าง แต่เธอบอกปัดกับเราว่า การเป็นนักมวยไม่ใช่สิ่งที่เธอคิดไว้ตั้งแต่แรก 

มะลิ วัฒนะยา สาวแคนาดาผู้ฝึกให้เด็กในพื้นที่ห่างไกลเข้าถึงชีวิตที่ดีกว่าด้วยมวยไทย, ค่ายมวย ว.วัฒนะ

“จริงๆ เราไม่ได้คิดว่าจะชกมวยเป็นอาชีพนะ เรารู้แค่ว่าถ้ามาชกมวยในประเทศไทย เราจะพอมีเงินใช้แค่นั้น เพราะสมัยเราชกมวยอยู่ที่ต่างประเทศ ก็ไม่ค่อยมีรายได้ แล้วก็หารายการชกยาก เราเลยวางแผนว่าจะลองสู้ชีวิตที่ประเทศไทยดูสักปีหนึ่ง ลองดูว่าเราจะไปได้ไกลขนาดไหน เหมือนเราชกมวยเพื่อสานฝันตัวเองมากกว่า เราอยากเป็นแชมป์ได้ถ้วยบ้างเท่านั้นเอง เพราะอย่างเวลาเราไปต่อยถ่ายทอดสดที่สนามหลวงสมัยก่อน เราได้เงินค่าตัวแค่พันห้า แค่ค่าแท็กซี่ไปกลับก็เจ็ดร้อยบาทแล้ว เลยรู้ว่าถ้าจะให้ยึดเป็นอาชีพเลยคงเป็นไปไม่ได้”

ตลอดหลายปีทั้งคู่ก็เดินทางไปๆ มาๆ ระหว่างไทยกับแคนาดา แต่ท้ายที่สุดแล้วพวกเขาก็เลือกกลับมาอยู่ที่นี่ เหตุผลหนึ่งเป็นเพราะบุ๋มต้องกลับมาดูแลพ่อที่โคราช

“พอมาอยู่นี่ปีหนึ่ง มะลิก็กลับไปเรียนต่อที่แคนาดาให้จบ พอมะลิเรียนจบ พี่บุ๋มเขาก็เป็นห่วงพ่อ เราเลยตัดสินว่าจะกลับมาทำอะไรสักอย่างที่โคราช แรกๆ มะลิก็ช่วยพ่อแม่พี่บุ๋มเขาขายแตงโม ขายข้าวโพด ทำนาไปได้วันละไม่กี่ร้อยบาท พอเรามาใช้ชีวิตอยู่ในหมู่บ้านแถวนี้ เราก็เห็นอะไรๆ มากขึ้น”

คุณมะลิบอกกับเราทั้งน้ำตาว่า ครั้งแรกที่เห็นเด็กๆ ในหมู่บ้านก็รู้สึกสงสาร เพราะพวกเขาไม่มีโอกาสได้เรียน และหลายคนต้องไปข้องเกี่ยวกับสุราและยาเสพติด 

“เหมือนเราเห็นคนทิ้งขยะเกลื่อนกลาด เรามีทางเลือกสองทาง เราจะเดินผ่านมันไหม ถ้าเราเดินผ่าน เราผิดเท่าคนทิ้งนะ หรือว่าเราจะเก็บ แล้วถ้าเราเก็บ เราก็ต้องทิ้งให้ถูกที่ ไม่ใช่เอาไปทิ้งมั่วๆ วันที่เราเดินผ่านแล้วเห็นเด็กติดเหล้าติดยา เรารับไม่ได้เลย เราก็ต้องช่วยแก้ปัญหา เราต้องทำอะไรสักอย่าง”

ด้วยเหตุนี้เอง ทำให้การมาอยู่ของเธอจึงเป็นจุดเริ่มต้นของค่ายมวยเพื่อเด็กๆ

มะลิ วัฒนะยา สาวแคนาดาผู้ฝึกให้เด็กในพื้นที่ห่างไกลเข้าถึงชีวิตที่ดีกว่าด้วยมวยไทย, ค่ายมวย ว.วัฒนะ

03

เปิดสังเวียน

“พี่บุ๋มบอกมะลิว่า ตอนเขาเกิดมา เขาไม่มีอะไรเลย คล้ายกับเด็กในหมู่บ้านบางคน ที่เกิดมาเห็นสิ่งแวดล้อมที่ไม่ค่อยดีและลำบาก เขาเลยอยากเปิดค่ายมวยเพื่อช่วยเด็กๆ เพราะเวลาเราเดินผ่าน เราก็เห็นว่าเด็กๆ กินเหล้ากันแล้ว ไปซื้อเหล้าไปซื้อบุหรี่เองได้แล้ว 

“แล้วเด็กๆ ส่วนใหญ่ก็อยู่กับปู่ย่าที่แก่มาก ดูแลเด็กน้อยไม่ไหว คนที่มีกำลังเขาก็ไม่อยู่ เพราะออกไปหางานทำที่อื่นกันหมด แล้วเด็กที่เกิดมาในสิ่งแวดล้อมที่ไม่ดี ไม่มีแบบอย่างที่ดีให้เขาเห็น เขาก็เลยไม่เห็นทางออกว่าจะทำอะไรได้” จากที่บุ๋มเคยบอกเล่า และสิ่งที่มะลิได้เห็นด้วยตัวเอง เลยทำให้พวกเขามีความคิดอยากเปิดค่ายมวยขึ้น

“ต่อมามะลิได้ไปสอนภาษาอังกฤษอยู่ที่พุทไธสง แล้วตอนนั้นเองอาจารย์ดำที่สอนมวยเราที่กรุงเทพฯ แกก็กลับมาอยู่บ้านที่โคราช วันหนึ่งแกก็ให้มะลิกับพี่บุ๋มไปซ้อมมวยที่หน้าบ้าน เพราะคิดว่าเรายังชกมวยกันได้อยู่ ซ้อมกันในเต็นท์เฉยๆ เลยนะ ไม่มีอุปกรณ์อะไรเลย มีแต่เป้าให้เตะ ปรากฏว่าซ้อมไปซ้อมมา ก็มีเด็กๆ มากันเอง เพราะเขาได้ยินเสียงเราซ้อม 

มะลิ วัฒนะยา สาวแคนาดาผู้ฝึกให้เด็กในพื้นที่ห่างไกลเข้าถึงชีวิตที่ดีกว่าด้วยมวยไทย, ค่ายมวย ว.วัฒนะ
มะลิ วัฒนะยา สาวแคนาดาผู้ฝึกให้เด็กในพื้นที่ห่างไกลเข้าถึงชีวิตที่ดีกว่าด้วยมวยไทย, ค่ายมวย ว.วัฒนะ

“ตอนนั้นมะลิก็ถามพี่บุ๋มว่า ยังอยากทำค่ายมวยอยู่ไหม เพราะเด็กที่อยู่ที่นี่มีเยอะนะ พี่บุ๋มก็บอกว่า ทำ เราก็เลยหาเงินมาซื้อกระสอบทรายแขวนกับต้นไม้ให้เด็กๆ ได้ซ้อมกัน เด็กก็ไม่ไปไหนนะ อยู่ซ้อมกับเราทุกวัน แต่ว่าตอนนี้ค่ายเรามีเด็กที่มาจากในหมู่บ้านแค่คนเดียว ส่วนเด็กคนอื่นๆ เป็นเด็กแถวพุทไธสงที่เราไปรับไปส่งไปโรงเรียน ไปค่ายมวย และกลับบ้านทุกวัน เพราะคนในหมู่บ้านเขาไม่ค่อยสนใจที่เราทำ ไม่ค่อยสนับสนุน เหมือนเขาไม่เห็นด้วย”

ถึงแม้จะมีคนไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่พวกเขาทำ มะลิก็ยังยืนยันจะทำค่ายมวยให้เกิดขึ้นจนได้ และไม่นานก็มีผู้สนับสนุนใจดีที่ทำให้เกิดเป็นค่ายมวยที่เป็นหลักเป็นฐานมากขึ้น

“แรกๆ เราซ้อมกันแบบไม่มีอะไรเลย อาจารย์ดำเขาแค่เอาไม้มาเสียบดินให้เด็กๆ เตะข้ามไป จากนั้นแกก็ถ่ายลงเฟซบุ๊ก แล้วดันมีคนดูเป็นล้าน พอมีคนเห็นเขาก็เลยอยากช่วย แล้วก็มีฝรั่งช่วยเปิด GoFundMe ให้ เพื่อให้คนช่วยกันบริจาคเงินช่วยเหลือ เราถึงมีค่ายมวยให้เด็กๆ ได้ซ้อมกัน จนถึงตอนนี้ค่าใช้จ่ายส่วนมากของค่ายมีคนช่วยค่ะ ค่าเทอม ค่าขนม ค่ารักษาพยาบาล ตอนนี้มีผู้สนับสนุนทำให้เราพออยู่ได้” 

พอได้เวลาที่สังเวียนเริ่มเปิด เราก็ได้ยินเสียงกระสอบทรายดังปักๆ เสียงเด็กๆ เจี๊ยวจ๊าว และกลิ่นน้ำมันมวย บอกเป็นสัญญาณให้เรารู้ว่าที่นี่คือค่ายมวยที่เธอพูดถึง ค่ายมวยที่ไม่ได้สร้างเพื่อตัวเธอเอง แต่เพราะอยากช่วยเด็กๆ ด้วยใจจริง

มะลิ วัฒนะยา สาวแคนาดาผู้ฝึกให้เด็กในพื้นที่ห่างไกลเข้าถึงชีวิตที่ดีกว่าด้วยมวยไทย, ค่ายมวย ว.วัฒนะ

04

เด็กไม้มวยไทย

ท่ามกลางรอยยิ้มและเสียงหัวเราะของเด็กๆ เบื้องลึกเบื้องหลังของพวกเขาคือความจริงอันหนักอึ้ง ที่พวกเขาต้องแบกรับเอาไว้ มะลิบอกเราว่า เด็กๆ ในค่ายมวยบางคนก็เป็นเด็กกำพร้า ต้องอยู่กับป้าไม่ก็ยาย บางคนไม่ได้อยู่กับพ่อแม่นานหลายสิบปี ไม่ก็มีสภาพครอบครัวที่ลำบากมาก เป้าหมายหนึ่งของการสร้างค่ายมวยแห่งนี้ จึงไม่ใช่แค่เด็กๆ จะได้มีร่างกายที่แข็งแรง แต่ยังมีจิตใจที่มีภูมิคุ้มกันที่ดีอีกด้วย

“สมัยที่เราสร้างค่ายมวยแรกๆ เรามีเด็กในค่ายประมาณยี่สิบคนได้ ตอนนี้ก็ยังมีประมาณยี่สิบคน คือคนเก่ากับเด็กที่เข้ามาแล้วก็ออกไป ส่วนนักมวยที่อยู่ในค่ายตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้มีแค่คนเดียว เพราะเด็กบางคนเขาก็ไม่ชอบชกมวยค่ะ”

มะลิ วัฒนะยา สาวแคนาดาผู้ฝึกให้เด็กในพื้นที่ห่างไกลเข้าถึงชีวิตที่ดีกว่าด้วยมวยไทย, ค่ายมวย ว.วัฒนะ

บุ๋มบอกว่าเข้าใจ เพราะเด็กก็คือเด็ก “เด็กอะเนอะ บางคนเข้ามาแรกๆ เขาก็คงอยากลอง แต่เพราะกีฬามวยเป็นกีฬาที่ซ้อมหนัก บางทีซ้อมไปๆ พออยากชกก็ต้องซ้อมหนักขึ้น แล้วพอเข้ามาค่ายมวยของเราก็ต้องมีระเบียบวินัยด้วย เด็กที่ไม่มีระเบียบวินัยเขาก็อยู่ไม่ได้ เลยต้องออกไป ส่วนเด็กบางคนเขามาซ้อมเพราะแค่อยากออกกำลังกายเฉยๆ ก็มี แค่มีใจอยากมาซ้อมเราก็ให้มา” 

กิจวัตรที่พวกเขาต้องซ้อมกันเป็นประจำก่อนซ้อมทุกวันคือการวิ่ง 

“อันดับแรกเราจะให้วิ่งรอบหนึ่งไม่ให้หยุด แล้วแต่จะวิ่งช้าขนาดไหนก็ได้ มีเด็กคนหนึ่งอ้วนมาก เราเลยให้เขามาอยู่ที่นี่เพื่อลดน้ำหนัก เขาวิ่งไม่หยุดเลยวันละห้ากิโล แม้จะวิ่งกลางแดดร้อนๆ ถึงเขาจะวิ่งช้าแต่เขาไม่หยุด แค่นี้เราก็ภูมิใจนะ 

“ส่วนมากเราจะดูมวยอาชีพมากกว่า เพราะว่าเขามีรายการต้องขึ้นชก เด็กน้อยๆ เราก็จะให้วิ่ง เตะกระสอบ แล้วก็เล่นกล้ามท้อง มีดันพื้น พอทำของตัวเองเสร็จก็ต้องมาช่วยรุ่นพี่ ช่วยตักน้ำ ทำความสะอาดค่ายก่อนซ้อม เราให้เด็กทำหมด แต่พอซ้อมเสร็จ ถ้าเขาจะไปวิ่งเล่นเราก็ปล่อยไป ยิ่งถ้าจะมานอนกินอยู่ที่บ้านกับมะลิก็มีระเบียบมากขึ้นอีก เราต้องเก็บโทรศัพท์เด็กทุกคืน ก่อนจะได้คืนต้องทำการบ้าน เวลากินข้าวก็ต้องกินผัก อย่างเบียร์ลูกอาจารย์ดำ มาวันแรกเขาไม่เคยกินผัก พอมาที่นี่เขากินผักเป็นแล้ว เพราะเราอยากให้เด็กๆ ทานอาหารให้ครบ จะได้มีกำลังไปชก” 

เหตุผลที่พวกเขาต้องมีกฎระเบียบมากมายก็เพื่อตัวเด็กๆ เอง อีกส่วนหนึ่งก็เพราะต้องเห็นใจผู้สนับสนุนที่ช่วยบริจาคด้วย

มะลิ วัฒนะยา สาวแคนาดาผู้ฝึกให้เด็กในพื้นที่ห่างไกลเข้าถึงชีวิตที่ดีกว่าด้วยมวยไทย, ค่ายมวย ว.วัฒนะ

“เรามีผู้สนับสนุนที่ต้องเห็นใจเขานำ เขาไม่ได้อยากสนับสนุนเด็กที่ขี้เกียจเรียนหรือข้องเกี่ยวกับยาเสพติด จะมาอยู่นี่เลยต้องมีกฎ มีระเบียบเยอะ เพราะว่าเราก็ต้องเห็นใจผู้สนับสนุนด้วย แต่เด็กบางคนเขาไม่เอาเลย พอเขาโดนเก็บโทรศัพท์ตอนกลางคืน เขาก็เลยไปเอง เราก็ปล่อยเด็กไปนะ เพราะเราเองไม่ได้มีรายได้จากการทำค่ายมวย เราทำงานเหนื่อย แต่ไม่เคยคิดจะเอาอะไรจากพวกเขา”

การเก็บเงินเองก็เป็นอีกหนึ่งบทเรียนที่มะลิมักจะสอนเด็กๆ อยู่เสมอด้วย

“สิ่งที่เราจะสอนนักมวยก็คือต้องเก็บเงินนะ เวลาจะซื้ออะไรก็ต้องซื้อของที่มีประโยชน์ อีกอย่างถ้านักมวยไม่มีอะไรเก็บเป็นของเขาเองเลย เขาก็ไม่มีกำลังใจชก อย่างเจ้าแปดที่มาอยู่กับเราตลอด เราให้เขาเอาเงินไปซื้อโทรศัพท์ เพราะเขาไม่เคยไปเที่ยวกับเพื่อนเลย เขาต้องมีอะไรสักอย่างที่จะทำให้เขาภูมิใจในตัวเอง แล้วเขาก็เอาเงินซื้อเครื่องซักผ้าให้ป้าด้วย เพราะป้าเป็นคนดูแลเขา 

“และอีกอย่างหนึ่งคือต้องเอาตัวเองให้รอดก่อน ถ้าตัวเองไม่แข็งแรงแล้วจะไปช่วยคนอื่นได้อย่างไร เพราะอาจารย์ทรงเขาเคยสอนมะลิว่า เวลาทำงานมาได้ผลไม้มาห้าลูก ไม่ใช่ให้ครอบครัวไปหมด เราจะไม่เหลืออะไรกิน แล้วเราก็จะอดตาย เขาบอกว่าให้เราแบ่งให้ครอบครัวสักสองลูก กินเองสักสองลูก ที่เหลือก็เก็บไว้ 

“มีเด็กคนหนึ่งไปชกมวยได้เงินมา พอพ่อแม่เขารู้ พ่อแม่เขาก็อยากได้ค่าตัวทุกบาททุกสตางค์เลย แต่พ่อแม่ไม่ได้ส่งเขาไปโรงเรียน ไม่ได้ออกค่าอะไรให้เด็กเลย แล้วจะเอาเงินที่เขาหามาได้ไปหมดอีก มะลิเลยไม่ยอม พ่อเขาก็เลยเอาออกจากค่าย แต่ตอนพ่อเขามาพาออกไป เด็กร้องไห้ไม่อยากไป เด็กอยากอยู่กับมะลิ

“บางทีเราก็รู้สึกโมโหนะ เวลาเขาบอกว่ามะลิจะเอาอะไรจากเด็ก มันไม่ใช่เลย เวลาได้เงินมาจากการชกหรือมาจากสปอนเซอร์ มะลิก็จะทำบัญชีเอาไว้หมด เก็บเอาไว้ให้เขา มะลิไม่เคยทำเพื่อตัวเองเลย แล้วเราก็ออกเงินเองด้วยเวลาเด็กขาดเหลืออะไร แต่ไปบอกเขาก็ไม่ได้ ถึงจะอธิบายไปเขาก็คงไม่เข้าใจ” 

มะลิ วัฒนะยา สาวแคนาดาผู้ฝึกให้เด็กในพื้นที่ห่างไกลเข้าถึงชีวิตที่ดีกว่าด้วยมวยไทย, ค่ายมวย ว.วัฒนะ

05

สานฝันผ่านสังเวียน

หลายคนบอกว่าเธอเอาชีวิตมาทิ้งเปล่าๆ แต่เธอส่ายหน้าและบอกว่าไม่เลย เพราะเธอเต็มใจและยินดีที่จะอยู่ตรงนี้เพื่อสนับสนุนเด็กๆ และแม้ช่วงวิกฤต COVID-19 จะส่งกระทบต่อค่ายมวยก็ตาม แต่เธอก็ยังคงประคับประคองให้ค่ายมวยยังคงอยู่ได้

“รายได้บางส่วนก็มีมะลิกับพี่บุ๋มช่วยกันหามาเพื่อจุนเจือค่ายมวย อย่างตอนนี้มะลิก็รับทำงานซับไตเติ้ลไปด้วยในช่วงที่ติดโควิด ส่วนพี่บุ๋มไปสอนมวยที่ต่างประเทศไม่ได้ เราก็จัดสอนมวยออนไลน์ แล้วมะลิเป็นผู้จัดการให้เขาไปด้วย ทำทุกอย่างเองคนเดียว ทั้งดูแลเรื่องเว็บไซต์ โปรโมตลงโซเชียลมีเดีย หรือเวลาสื่อมวลชนมาติดต่อ มะลิก็จะจัดการเองทั้งหมด 

“ส่วนค่ายอื่น เขาต้องปิดตัวลงแล้วส่งเด็กๆ กลับบ้าน ค่ายมวยที่โดนยุบก็มีเยอะอยู่ เพราะถ้าไม่ยุบก็อยู่ไม่ไหว แต่ค่ายมวยของเรายังพออยู่ได้ แล้วมะลิก็ให้เด็กอยู่กับเราที่นี่ เพราะที่บ้านเด็กบางคนก็ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ มีคนติดเหล้าติดยาให้เขาเห็นเป็นตัวอย่าง เราเลยให้เขาเข้าค่ายต่อเพราะว่ากลัวว่าเขาจะหลุด ถึงเราไม่มีสปอนเซอร์ก็ไม่เป็นไร เราก็จะให้กำลังใจเด็กทุกวัน ไม่ให้เขาท้อ”

หากถามต่อว่าทำไมทั้งคู่ถึงเปิดค่ายมวยมาได้จนถึงทุกวันนี้ ก็เห็นคำตอบได้จากใบหน้าอันเปี่ยมสุขของบุ๋ม

“ตัวเราเองได้ส่งเสริมเขา ได้เห็นเด็กๆ ซ้อมมวยเราก็มีความสุข เพราะตอนเด็กๆ ผมชอบเล่นกีฬามาก แต่มันหาโอกาสยากมากที่จะได้ซ้อม ได้ชกแบบมีอุปกรณ์อย่างจริงจัง เอาเข้าจริงลำพังตัวผมคนเดียว ถ้าจะให้สนับสนุนเด็กทุกคนที่นี่ ผมเองก็คงไม่มีปัญญาเหมือนกัน โชคดีที่มีคนสนับสนุน มีคนคอยช่วยเหลือ อีกอย่างผมมีความสุขมากเวลาได้อยู่กับเด็กๆ ถึงแม้ว่าเวลาอยู่กับคนเยอะๆ แล้วปัญหามันจะแยะก็ตาม แต่ถ้ามีปัญหาแล้วมันจะมีความสุข ผมก็โอเค”

และทางฝั่งของมะลิก็บอกเราว่า เธอมาทำตรงนี้ก็เพราะอยากเห็นเด็กๆ เรียนจบ และมีอนาคตที่ดี

“มะลิอยากเห็นเด็กจบอย่างน้อยก็มอหกค่ะ เราไม่ได้คิดว่าเด็กจะต้องเป็นแชมป์มวย หรือต้องรวยอะไรเลย หลังจากจบชั้นมอหกอาจจะไม่ชกมวยก็แล้วแต่ อย่างตอนนี้สิบหมื่น เขามีรายได้จากยูทูป เพราะเขาทำวิดีโอสอนใส่ฟันยาง คลิปเขามีคนดูตั้งสองล้านคนแล้ว เราอยากให้เขาได้ทำอะไรอย่างที่เขาอยากทำ หรือถ้าจะเอาเงินไปเปิดร้านชาไข่มุกหลังจากเรียนจบก็ได้ เพราะนักมวยบางคนเขาเห็นจากร้านตรงข้ามโรงเรียนว่ามีเด็กไปกินเยอะ รายได้ดี เขาก็อยากทำ เราก็ยินดีนะ เพราะเราแค่อยากให้เด็กๆ ได้มีชีวิตเป็นอิสระ เลี้ยงตัวเองต่อไปได้เท่านั้นเอง”

และเมื่อถามถึงชีวิตของเธอและครอบครัวในอนาคต เธอบอกว่า แผนการในตอนนี้ยังไม่แน่ไม่นอน แต่ที่แน่ๆ คือพวกเขาจะไม่ทิ้งเด็กๆ ไปเด็ดขาด

“ตอนนี้เด็กที่อยากมาอยู่กับเราก็มีมาเรื่อยๆ เราเองก็ต้องส่งเด็กให้เรียนจบมอหกไปเรื่อยๆ แบบนี้ก่อน ส่วนลูกสาว เราอาจจะให้ไปเรียนอยู่ที่ต่างประเทศ แต่ตอนนี้ยังไม่มีอะไรแน่นอน เพราะเด็กๆ ก็ยังอยู่นี่ เราจะทิ้งพวกเขาไปก็ไม่ได้หรอก

มะลิ วัฒนะยา สาวแคนาดาผู้ฝึกให้เด็กในพื้นที่ห่างไกลเข้าถึงชีวิตที่ดีกว่าด้วยมวยไทย, ค่ายมวย ว.วัฒนะ

“อีกอย่างก็อยากให้นักมวยที่อีสานยืนได้ด้วยตัวเอง เราสองคนก็เลยคิดว่าอยากจะสร้างค่ายมวยใหม่ ย้ายที่มาอยู่แถวๆ พุทไธสง เราอยากสร้างบ้านให้นักมวยอยู่ เพราะตอนนี้เรามีเด็กที่ต้องดูแลเยอะพอสมควร อยากให้นักมวยเรียนหนังสือใกล้ๆ ด้วย 

“อีกทางหนึ่งถ้าเรามีที่พอ เราก็จะสร้างเป็นห้องเล็กๆ ให้ฝรั่งหรือคนที่สนใจมาอยู่เพื่อให้เขามาเรียนมวยได้ด้วย เราอยากให้คนมาที่ภาคอีสานบ้าง เพราะที่นี่เรามีผ้าไหมทอ มีวัดสวยๆ อาหารอร่อยๆ มากมาย ถือเป็นการช่วยดูแลเศรษฐกิจของหมู่บ้าน อยากให้มันครอบคลุมทุกอย่างและอยู่ได้อย่างยั่งยืน จากนั้นเราก็จะนำเงินที่คนจ่ายค่าเรียน มาจ่ายเงินให้เทรนเนอร์ส่วนหนึ่ง อีกส่วนเราก็จะแบ่งให้เด็กๆ ไปโรงเรียน เราไม่ได้อยากทำเป็นธุรกิจนะ เอาแค่พอได้ค่าน้ำค่าไฟ ให้พวกเราอยู่กันได้ก็พอ

“ตอนนี้เราเลยเปิด GoFundMe กันอีกครั้งเพื่อระดมทุนสร้างบ้านและทำค่ายใหม่ให้เด็กๆ ให้ได้ เราคิดว่าถ้าได้เงินบริจาคสักประมาณสองล้านห้าแสนบาทก็น่าจะทำได้ เพราะตอนนี้ค่าที่มันก็มีราคา ส่วนบ้านเราก็ต้องสร้างหลังใหญ่ๆ ด้วย เพราะเราต้องอยู่กันหลายคนจริงๆ อีกอย่างเราอยากให้มันครบวงจร เลยคิดว่าจะปลูกสวน ปลูกผัก เลี้ยงไก่เอาไว้เก็บไข่ด้วย เราจะได้ลดค่าใช้จ่ายไปด้วยอีกทางหนึ่ง ดังนั้นความฝันของเราตอนนี้ ก็คือเราอยากทำตรงนี้ให้สำเร็จให้ได้ค่ะ” 

ไม่ว่าจะเป็นบนสังเวียนมวยหรือสังเวียนชีวิต มะลิ วัฒนะยา ก็ยังคงต้องต่อสู้อยู่ตลอด ทั้งหมดนี้ก็เพียงเพื่อสานต่อความหวังและความฝันให้กับเด็กๆ ได้เชื่อว่ายังมีอนาคตที่สดใสรอพวกเขาอยู่

มะลิ วัฒนะยา สาวแคนาดาผู้ฝึกให้เด็กในพื้นที่ห่างไกลเข้าถึงชีวิตที่ดีกว่าด้วยมวยไทย, ค่ายมวย ว.วัฒนะ

Writer

ฉัตรชนก ชโลธรพิเศษ

ฉัตรชนก ชโลธรพิเศษ

ชาวนนทบุเรี่ยน ชอบเขียน และกำลังฝึกเขียนอย่างพากเพียร มีความหวังจะได้เป็นเซียน ในเรื่องขีดๆ เขียนๆ สักวันหนึ่ง

Photographer

Avatar

อิสรีย์ อรุณประเสริฐ

จบ Film Production ด้าน Producing & Production Design แต่ชอบถ่ายภาพและออกแบบงานกราฟิกเป็นงานอดิเรก มีครัว การเดินทาง และ Ambient Music เป็นตัวช่วยประโลมจิตใจจากวันที่เหนื่อยล้า

Larger than Life

แรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต จากพลังเล็กๆ สู่การสร้างคุณค่าที่ยิ่งใหญ่ให้โลกใบนี้

20 พฤศจิกายน 2563
13 K

The Cloud X ไทยประกันชีวิต

คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ตึกสูงกลางเมืองย่านอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ในซอยโยธี เป็นโรงเรียนทันตแพทย์เก่าแก่ของไทย ปลุกปั้นทันตแพทย์เก่งๆ ทำงานในสังคมไทยมาตั้งแต่ พ.ศ. 2517

บรรยากาศโดยรวมในอาคารค่อนข้างแปลกตา ถ้าเทียบกับสถานโรงพยาบาลรัฐอื่นๆ ที่นี่มีความโมเดิร์น ตกแต่งโทนสีขาวสบายตาไม่อึดอัด เต็มไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย มีเครื่องไม้เครื่องมือที่ทันสมัยมาก เพื่อรองรับการทำงานของอาจารย์ การเรียนของเหล่านักศึกษาทันตแพทย์ และรองรับคนไข้ในงานทันตกรรมทุกด้าน

วันนี้เรากดลิฟต์ขึ้นชั้น 9 มายังคลินิกประดิษฐ์ใบหน้าขากรรไกร คุยกับ ผศ. ดร. ทพ.ณัฐดนัย โชติประเสริฐ อาจารย์ผู้ควบคุมคลินิกประดิษฐ์ใบหน้าขากรรไกร โครงการอะไหล่มนุษย์ อะไหล่ชีวิต

อะไหล่มนุษย์ ภารกิจประดิษฐ์อวัยวะเทียมโดยหมอฟัน เติมเต็มชีวิตผู้ป่วยด้อยโอกาสนับหมื่น, มหาวิทยาลัยมหิดล

เพื่อทำความรู้จักกับภาควิชาทันตกรรมประดิษฐ์แห่งเดียวในไทย ที่มีหลักสูตรการทำอวัยวะเทียมอย่างเป็นทางการ (Maxillofacial Prosthesis Service) ทำการรักษาและเติมเต็มอวัยวะให้กับผู้ป่วยที่มีความพิการทางใบหน้าและขากรรไกร เพื่อให้พวกเขาดำเนินชีวิตในสังคมได้ตามปกติ

คุณหมอณัฐดนัยอธิบายกับเราในเบื้องต้นว่า ผู้ป่วยมีความพิการบริเวณใบหน้าและขากรรไกรมีอยู่ 2 ประเภทใหญ่ๆ 

หนึ่ง คือพิการแต่กำเนิด เช่น ผู้ป่วยปากแหว่งเพดานโหว่ หรือเด็กที่มีใบหูพิการ 

และสอง ผู้ป่วยที่พิการหลังกำเนิด ผู้ที่เป็นโรคเนื้องอกชนิดต่างๆ ผู้ป่วยมะเร็งบนใบหน้า แพทย์ต้องผ่าตัดอวัยวะบางส่วนบนใบหน้าพวกเขาออกไป ทำให้ใบหน้าไม่สมบูรณ์เหมือนเดิม การรักษาโดยวิธีศัลยกรรมตกแต่งไม่สามารถแก้ไขปัญหาผู้ป่วยใบหน้าพิการทุกราย คนไข้เหล่านั้นจึงถูกส่งต่อมาให้ทีมแพทย์ที่คลินิกประดิษฐ์ใบหน้าขากรรไกร มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นคนรักษาต่อ

วันนี้เรามาทำความรู้จักศาสตร์วิชาการแพทย์ที่ยังมีคนรู้จักน้อยมากๆ ในบ้านเรา

อะไหล่มนุษย์ ภารกิจประดิษฐ์อวัยวะเทียมโดยหมอฟัน เติมเต็มชีวิตผู้ป่วยด้อยโอกาสนับหมื่น, มหาวิทยาลัยมหิดล

01

เริ่มจากความตั้งใจที่อยากให้คนไข้มีกำลังใจใช้ชีวิต

คลินิกประดิษฐ์ใบหน้าขากรรไกรแห่งนี้เกิดขึ้นได้จากความตั้งใจของ ศาสตราจารย์คลินิกเกียรติคุณทันตแพทย์เบ็ญจพจน์ ยศเนืองนิตย์ อดีตหัวหน้าภาคทันตกรรมประดิษฐ์ ที่อยากช่วยคนไข้ไม่รู้สึกกลัวการใช้ชีวิตในสังคม

ย้อนกลับไปเมื่อราว 40 ปีที่แล้ว คุณหมอเบญจพจน์ได้เดินทางไปศึกษาต่อสาขาประดิษฐ์ใบหน้าขากรรไกรที่ประเทศอเมริกา เมื่อกลับมายังประเทศไทย ท่านก็เริ่มรับคนไข้เข้ามารักษา ทำอวัยวะเทียมเพื่อเติมเต็มอวัยวะบนใบหน้า ตอนนั้นยังทำงานภายใต้คลินิกทำฟันปลอม

“คนไข้กลุ่มแรกๆ คือคนไข้กลุ่มมะเร็งใบหน้าที่ต้องตัดโพรงจมูกและตัดขากรรไกรออก หมอก็จะส่งให้ทันตแพทย์มาใส่ฟันปลอม คนไข้ที่ถูกตัดใบหน้าออกไปมาก สมัยก่อนหมอศัลยกรรมตกแต่งเขาก็จะเอาเนื้อส่วนก้นมาแปะ ซึ่งมันก็จะไม่ได้เป็นรูปร่างลักษณะของใบหน้า เป็นก้อนเนื้อมาแปะไว้เฉยๆ ซึ่งถ้าพูดในแง่ของฟังก์ชันก็ใช้งานได้ กลืนน้ำได้ ไม่สำลัก แต่ว่าเรื่องความสวยงามไม่ได้ คนไข้กลุ่มนี้จึงไม่กล้าออกไปข้างนอกหรืออยู่ในสังคม

“อาจารย์หมอเบญจพจน์ตระหนักถึงคุณภาพชีวิตของคนไข้เหล่านี้ เลยพยายามผลักดันงานแบบนี้มากขึ้น สมัยแรกๆ เราทำเฉพาะฟันปลอม คนไข้กลืนไม่ได้ก็มาทำเพดานปากให้เคี้ยวอาหารได้บ้าง ใส่ฟันปลอมได้บ้าง พออาจารย์เบญจพจน์กลับมาจากอเมริกาก็ขยายงานเพิ่มขึ้น เป็นทำใบหูเทียม ใบหน้าเทียม ดวงตาเทียม และทำเบ้าตาเทียม” คุณหมอณัฐดนัยเล่าถึงจุดเริ่มต้นเมื่อหลายสิบปีก่อนให้ฟัง

อะไหล่มนุษย์ ภารกิจประดิษฐ์อวัยวะเทียมโดยหมอฟัน เติมเต็มชีวิตผู้ป่วยด้อยโอกาสนับหมื่น, มหาวิทยาลัยมหิดล
อะไหล่มนุษย์ ภารกิจประดิษฐ์อวัยวะเทียมโดยหมอฟัน เติมเต็มชีวิตผู้ป่วยด้อยโอกาสนับหมื่น, มหาวิทยาลัยมหิดล

ศาสตร์การทำอวัยวะเทียมมีมานานแล้วที่ประเทศอังกฤษและอเมริกา มีสาขาอาชีพที่เรียกว่า Anaplastologist เป็นวิชาชีพทางการแพทย์ที่สรรค์สร้างอวัยวะเทียมอย่างสมจริง ผู้ที่จะทำอาชีพนี้ได้ต้องร่ำเรียนเป็นเวลา 4 ปี เมื่อจบออกมาก็ทำงานร่วมกับแพทย์ในโรงพยาบาล แต่ในประเทศไทยยังไม่มีคณะและวิชาชีพนี้อย่างเป็นทางการ แต่ผู้ที่ทำงานได้ใกล้เคียงที่สุดก็คือทันตแพทย์ สาขาทันตกรรมประดิษฐ์ เนื่องจากหมอทันตกรรมประดิษฐ์ต้องทำฟันปลอมหรือทำรากฟันเทียมอยู่แล้ว เป็นงานที่ต้องใช้ความเก่งทั้งศาสตร์และศิลป์

เมื่อคุณหมอเบญจพจน์รับรักษาคนไข้อยู่ได้สักระยะหนึ่ง จำนวนคนไข้ก็มากขึ้นเรื่อยๆ เกินกว่าที่กำลังหมอคนเดียวจะจัดการไหว จึงตัดสินใจรับอาจารย์มาเพิ่ม หนึ่งในนั้นคือ รศ. ทพ. หม่อมหลวงธีรธวัช ศรีธวัช ผู้เป็นหัวหน้าโครงการในปัจจุบัน พร้อมเปิดเป็นหลักสูตรแห่งแรกและแห่งเดียวในไทย สอนนักศึกษาทันตแพทย์ที่สนใจมาเรียนเฉพาะทางด้านนี้ตั้งแต่ พ.ศ. 2547 

“เราเปิดหลักสูตรครั้งแรกตอน พ.ศ. 2547 แต่ตอนนั้นยังเป็น Advanced Clinic เป็นคลินิกรวมที่หลายแผนกใช้ร่วมกัน ยังไม่มีคลินิกประดิษฐ์ใบหน้าขากรรไกรตามผังโรงพยาบาล เป็นแค่หน่วยประดิษฐ์ใบหน้าขากรรไกรเท่านั้น จนงานของเราเป็นที่รับรู้ของสังคมและของหมอจากโรงพยาบาลต่างๆ ที่ Refer คนไข้มาเยอะ ทางคณะเลยตั้งเป็นคลินิกอย่างที่เห็นทุกวันนี้ เป็นคลินิกหนึ่งในคณะทันตแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งมหาวิทยาลัยอื่นหรือโรงพยาบาลอื่นไม่มีคลินิกนี้

“มันเป็นศาสตร์ที่คนไทยไม่รู้จักเลย แล้วก็มีแพทย์ที่ทำได้น้อย ตอนนี้เราก็มีคุณหมออาสาสมัคร ซึ่งจะเป็นคุณหมอจัดฟัน คุณหมอรักษารากฟัน คุณหมออุดฟัน คุณหมอรักษาโรคเหงือก และคุณหมอตา หมอเหล่านี้เข้ามาช่วยโดยไม่ได้รับเงินสักบาท อันนี้ผมก็ต้องให้คณะทำหนังสือขอบคุณทุกปี” หมอณัฐดนัยเล่า ก่อนขอตัวไปตรวจคนไข้สักพักหนึ่ง

อะไหล่มนุษย์ ภารกิจประดิษฐ์อวัยวะเทียมโดยหมอฟัน เติมเต็มชีวิตผู้ป่วยด้อยโอกาสนับหมื่น, มหาวิทยาลัยมหิดล

02

รักษาร่างกายและรักษาใจ

คลินิกประดิษฐ์ใบหน้าขากรรไกรรับรักษาคนไข้มาแล้วนับหมื่นเคส ทีมแพทย์เจอทั้งเคสง่ายไปจนถึงเคสที่ยากมาก เช่น คุณป้าผู้ป่วยมะเร็งบนใบหน้าที่ต้องผ่านการผ่าตัด จนสูญเสียอวัยวะบนใบหน้าไปเกินครึ่ง

“ผมกับอาจารย์หม่อมดูแลเคสนั้น เป็นเคสใหญ่มากของเรา จนทีมต้องคิดกันหนักเลยว่าจะเริ่มยังไงดี หนึ่งคือจะยึดใบหน้าเขายังไง ใบหน้าเป็นโพรงจนเห็นอวัยวะข้างใน มีการเจาะเต็มไปหมดเลยครับ คนไข้ถ่ายรูปยังไม่มองกล้องเลย ประโยคแรกที่คุยกัน เขาบอกว่าคุณหมอมาช่วยชีวิตเขาทำไม เขาอยากตาย

“พอเราเจอแบบนี้ก็คิดหนักเลยว่าจะช่วยคนไข้อย่างไรดี คนไข้จะกลืนอาหารยังไงเพราะเขาไม่มีเพดานปาก ไม่มีอะไรเลย กว่าจะทำออกมาได้สำเร็จใช้เวลานานเหมือนกัน เราก็พิมพ์แบบใบหน้าเทียมที่เราทำมา มีฟันปลอม มีเพดานปาก มีอวัยวะใบหน้าทั้งหมด 

“อาจารย์หม่อมบอกเราว่า เคสนี้ใหญ่มาก สมัยอยู่อเมริกาก็ไม่เคยเจอ เรารักษาคุณป้าจนลูกสาวสนิทกับพวกผู้ช่วย ลูกสาวบอกว่า ตอนแรกคุณแม่ไม่ยอมไปไหน ไม่ยอมออกจากบ้านเลย ไม่กล้าส่องกระจก ในบ้านห้ามมีอะไรที่จะให้เห็นตัวเอง 

“ปรากฏว่าพอได้ใบหน้าไปแล้ว คุณป้าก็ออกไปไหนมาไหน คุณป้าไปตลาด ไปเที่ยวข้างนอกบ้าน และทุกครั้งที่มาเช็กอุปกรณ์ที่โรงพยาบาล ป้าจะไปสอยมะม่วงมาแจกหมอๆ ลูกสาวก็บอกว่าเขาเห็นความเปลี่ยนไปของคุณแม่เขา คุณแม่เขามีกำลังใจที่จะอยู่มากขึ้น แต่ก็นั่นแหละ ด้วยความที่เป็นมะเร็ง พออยู่ไปอีกประมาณสี่ปี มะเร็งมันกินเข้าไปถึงฐานสมอง แล้วก็ทะลุเข้าไปในสมอง” 

อะไหล่มนุษย์ ภารกิจประดิษฐ์อวัยวะเทียมโดยหมอฟัน เติมเต็มชีวิตผู้ป่วยด้อยโอกาสนับหมื่น, มหาวิทยาลัยมหิดล
อะไหล่มนุษย์ ภารกิจประดิษฐ์อวัยวะเทียมโดยหมอฟัน เติมเต็มชีวิตผู้ป่วยด้อยโอกาสนับหมื่น, มหาวิทยาลัยมหิดล

คุณหมอณัฐดนัยเล่าให้เราฟังถึงอีกเคสที่เก็บไว้สอนนักเรียนแพทย์ เป็นคุณลุงคนหนึ่งที่เจ็บปวดจากโรคมะเร็งใบหน้า เข้ามารับการรักษากับทีมคุณหมอตั้งแต่ พ.ศ. 2544

“ค่ารักษาคุณลุงประมาณล้านบาท เพราะต้องใส่จมูกเทียม สร้างเพดานปากขึ้นมาใหม่ และใส่ตัวรากเทียมยาวขึ้นไปยึดถึงกระดูกด้านในใบหน้า โดยปกติรากเทียมจะยึดแค่เหงือกกับกระดูกขากรรไกร แต่เคสนี้กระดูกขากรรไกรไม่เหลือแล้ว เลยต้องไปยึดขึ้นไปถึงกระดูกแถวโหนกแก้ม เป็นเคสที่เรามีหมอจากต่างประเทศมาทำ Life Surgery ที่แผนกศัลยศาสตร์ช่องปาก ทำ VDO Conference ได้รับความร่วมมือจากหลายๆ ภาคส่วน

“ตอนหลังมะเร็งมันขึ้นตา ก็ต้องผ่าตาออกข้างหนึ่ง เข้ามาทำอวัยวะเพิ่ม ค่ารักษาคุณลุงจริงๆ เป็นล้าน แต่คุณลุงไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพราะที่บ้านยากจน ขอสังคมสงเคราะห์จากทางคณะ ก็เป็นอีกหนึ่งเคสตำนาน คุณลุงออกรายการทีวีด้วย แกบอกว่าแกอยากมาให้ความรู้กับคนที่เจอเรื่องแบบเดียวกัน” คุณหมอเล่าพร้อมเปิดภาพการรักษาบางส่วนให้เราดู

อย่างหนึ่งที่เราเห็นชัด คือที่แห่งนี้เป็นที่รักษาทั้งร่างกายและจิตใจ ช่วยให้ผู้ป่วยรับความกระทบกระเทือนทางจิตใจลดลงหลังจากสูญเสียอวัยวะนั้นไป จนผู้ที่ได้มารับการรักษา ก็อยากถ่ายทอดเรื่องราวดีๆ แบบนี้กับผู้อื่นในสังคมด้วย

อะไหล่มนุษย์ ภารกิจประดิษฐ์อวัยวะเทียมโดยหมอฟัน เติมเต็มชีวิตผู้ป่วยด้อยโอกาสนับหมื่น, มหาวิทยาลัยมหิดล

03

มุ่งมั่นต่อไปอย่างสุดกำลัง

คุณหมอณัฐดนัยพาเราไปดูอุปกรณ์ทางการแพทย์อันทันสมัยที่คลินิกมี รวมถึงวิธีการรักษาคนไข้จริงๆ ของทีมแพทย์ที่นี่ 

เช้าวันนี้มีคนไข้เข้ามาไม่เยอะนัก พวกเขากำลังนั่งรอคิวบริเวณโถงตรงกลาง อีกด้านหนึ่งเป็นห้องแล็บผลิตอวัยวะเทียม มีเจ้าหน้าที่ช่างทันตกรรมประจำการ คอยทำหน้าที่ผลิตอวัยวะเทียมตามคำสั่งของเหล่าคุณหมอทุกวัน

ผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาจากที่นี่ส่วนใหญ่เป็นผู้ที่ด้อยโอกาสทางสังคม ยิ่งได้รับความพิการบนใบหน้า ก็ทำให้ไม่กล้าออกไปทำงานหรือใช้ชีวิตอีก เหล่าทีมแพทย์ที่คลินิกประดิษฐ์ใบหน้าขากรรไกรจึงมุ่งมั่นรักษาผู้ป่วยอย่างสุดกำลัง 

“ห้าหกปีหลังมานี้บุคลากรเราน้อย ทีมเราก็ทำได้แค่ตั้งรับ อย่างคนไข้ดวงตาเทียมมีคิวอยู่ในสต๊อกหกร้อยกว่าคน เรามีแพลนเปิดคลินิกนอกเวลา ให้คุณหมอนักศึกษาที่เรียนไปกลับมาช่วยทำ จะเริ่มเปิดเดือนหน้าในวันที่ 1 ธันวาคม ส่วนอีกหนึ่งแพลนที่ว่าจะทำ คือเป็นโครงการทำดวงตาเทียมสำเร็จรูป คิดว่าถ้าเราทำเอง ต้นทุนจะถูกลงมากๆ เพราะไม่ต้องไปซื้อจากต่างประเทศเหมือนที่เป็นอยู่

“ผมคุยกับอาจารย์หม่อมมานานแล้วล่ะ หวังอยากให้ทันตแพทย์ดูแลคนไข้กลุ่มนี้ได้ คือบรรจุลงไปในหลักสูตรทันตแพทย์เลย แต่ว่ามันก็ยากถ้าไปปรับหลักสูตรทันตแพทยศาสตร์บัณฑิต ผมก็มองว่าเป็นไปได้ไหม ถ้าให้หมอที่ไปอยู่ตามโรงพยาบาลชุมชนต่างๆ มาพัฒนาความรู้ ความสามารถ แล้วรักษาคนไข้ในที่นั่นได้เลย เพราะมีคุณหมอที่อยู่ตามชุมชนเจอคนไข้แบบนี้แล้วไม่รู้จะทำยังไง ถ้าเราเอาเข้าไปเป็นนโยบายของกระทรวงได้ เราจะมีหมอที่ทำสิ่งนี้ได้เยอะขึ้น แต่ถ้าบทความนี้ออกไปแล้วมีคุณหมอที่สนใจอยากช่วยคนไข้กลุ่มนี้ ผมยินดีมากครับ”

อะไหล่มนุษย์ ภารกิจประดิษฐ์อวัยวะเทียมโดยหมอฟัน เติมเต็มชีวิตผู้ป่วยด้อยโอกาสนับหมื่น, มหาวิทยาลัยมหิดล

Writer

Avatar

นิภัทรา นาคสิงห์

ตื่นเช้า ดื่มอเมริกาโน เลี้ยงปลากัด นัดเจอเพื่อนบ่อย แถมยังชอบวง ADOY กับ Catfish and the bottlemen สนุกดี

Photographer

Avatar

นินทร์ นรินทรกุล ณ อยุธยา

นินทร์ชอบถ่ายรูปมาตั้งแต่เด็ก พ่อแม่ซื้อฟิล์มให้ไม่ยั้ง ตื่นเต้นกับเสียงชัตเตอร์เสมอต้นเสมอปลาย เพื่อนชอบชวนไปทะเล ไม่ใช่เพราะนินทร์น่าคบเพียงอย่างเดียวแน่นอน :)

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load