กิ๊ฟเว่น-พิมพ์พิศา ทองหล่อ และ น็อต-วชิร ทองหล่อ สองคู่รักนักวิ่งเทรลที่ใช้เวลาว่างส่วนใหญ่กับต้นไม้และผืนป่า ท่ามกลางธรรมชาติที่หล่อหลอมตัวตนของทั้งคู่ขึ้นมา บันดาลใจให้น็อตหยิบจับวัสดุอย่างไม้มาเล่าเรื่องราวผ่านแบรนด์ If I were a carpenter. ส่วนกิ๊ฟเว่นเลือกบอกเล่าเสน่ห์ในการวิ่งเทรลผ่าน Wood and Mountain

Wood and Mountain เสื้อผ้าบาติกสีธรรมชาติ จ.เชียงใหม่ แรงบันดาลใจจากป่าและการวิ่งเทรล

เชียงใหม่คือจุดหมายปลายทางที่ทั้งคู่เลือกหลังจากแต่งงานกันได้ไม่นาน ธรรมชาติ การผจญภัย และความเบื่อหน่ายเมืองกรุง ผลักดันให้ทั้งคู่มาเริ่มต้นชีวิตครอบครัวที่นี่ เมื่อทุกอย่างเริ่มเข้าที่เข้าทาง น็อตตัดสินใจทำ Cabin เพื่อสร้างอาคารจากไม้เก่าที่เขาชื่นชอบไว้ที่อำเภอแม่ริม เป็นที่ทำงานและที่พักสำหรับแขก ขณะที่กิ๊ฟเว่นเริ่มหลงใหลมนตร์เสน่ห์ของงานคราฟต์และสร้างแบรนด์ขึ้นมา โดยผสมผสานสองสิ่งที่เธอรักเข้าด้วยกัน คือแฟชั่นและการวิ่งเทรล

“เราเป็นคนชอบของวินเทจ ชอบแต่งตัว ชอบไปเดินจตุจักร ไปหาพวกเสื้อวินเทจ เนื่องจากมันเป็นเสื้อเก่า บางตัวก็ขาด มีรูบ้าง แต่เราก็ชอบ เพราะมันไม่สมบูรณ์แบบ เป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของเขา อีกอย่างของวินเทจมันต้องใช้เวลา มันไม่เร็ว มันต้องรอ เราชอบอะไรที่มีกระบวนการ อย่างงานคราฟต์ก็เป็นหนึ่งในนั้น” กิ๊ฟเว่นเล่า

Wood and Mountain เสื้อผ้าบาติกสีธรรมชาติ จ.เชียงใหม่ แรงบันดาลใจจากป่าและการวิ่งเทรล

เมื่อถึงวันที่ได้ไปวิ่งเทรลในป่า หนึ่งในกิจวัตรที่ทำเป็นปกติคือการแวะถ่ายรูปดอกไม้ พื้นผิว และความงามต่างๆ ผืนป่าแต่ละพื้นที่ให้มานั้นแตกต่างกัน ใบไม้บางใบที่ถูกแมลงกัดแทะ หรือผิดแผกไปจากปกติด้วยเหตุบางอย่าง กลายเป็นความงามเฉพาะตัว ก่อเป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบลวดลายผ้าของ Wood and Mountain

“ลายผ้าของเราส่วนมากได้มาจากการท่องเที่ยว การออกไปข้างนอก การวิ่งเทรล อย่างลาย Foster ได้มาจากการวิ่งขึ้นดอยสุเทพทางวัดผาลาด เป็นเปลือกของต้นไม้ เราเห็นว่ามันแปลกดี เราชอบ เราได้แรงบันดาลใจจากมัน บางอย่างเห็นแล้วเซอร์ไพรส์ มันว้าว คือเข้าป่าแล้วไม่ได้มีแค่สีน้ำตาลกับเขียว มันมีเขียวแบบเหลือบๆ ด้วยนะ 

“เราเลยออกแบบลายที่เป็นซิกเนเจอร์ของเรา แต่ด้วยเทคนิคบาติกทำมือ แต่ละตัวเลยไม่เหมือนกัน” กิ๊ฟเว่นอธิบายถึงลายเสื้อตัวที่เธอสวมใส่ ซึ่งเป็นเชิ้ตแขนสั้นและกางเกงขาสั้นสีเขียว บนลวดลายของผืนป่าดอยสุเทพ

Wood and Mountain เสื้อผ้าบาติกสีธรรมชาติ จ.เชียงใหม่ แรงบันดาลใจจากป่าและการวิ่งเทรล

Slow Life, Slow Fashion

หลังจากใช้เวลาในเชียงใหม่มาไม่นาน กิ๊ฟเว่นพบว่าตัวเองเริ่มหลงใหลงานคราฟต์มากขึ้นเรื่อยๆ 

ยิ่งเป็นงานประเภทเสื้อผ้า ยิ่งตรงกับความชอบส่วนตัว หลายครั้งหลายคราที่เธอพบว่าตัวเองอยู่ในวงสนทนาของงานคราฟต์ และซึมซับเข้าสู่ตัวเองมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว ความสงสัยใคร่รู้จึงเป็นนิสัยติดตัวเธอเสมอมา

“เราชอบงานที่มีกระบวนการ มีระยะเวลา มีคุณค่าในตัวของมัน เราชอบเสื้อผ้า แล้วก็อยากทำเสื้อผ้าแบบที่เราอยากใส่ เราเลยชอบถาม อยากรู้ว่าเขาย้อมผ้ายังไง ทำลวดลายยังไง เวลาเจองาน OTOP ก็ชอบไปถามเขาว่าทำที่ไหน หนูไปหาได้ไหม เราอยากรู้ไปหมดเลย เกี่ยวกับการย้อมผ้า การทำลายผ้าในแบบที่เราอยากใส่ คือเรายังไม่ได้คิดเรื่องทำแบรนด์ตั้งแต่ตอนแรกนะ ตั้งใจทำใส่เองก่อน ทำอะไรที่เราอยากใส่ อยากได้แบบนี้ อยากใส่แบบนี้”

สาวเมืองกรุงจับคู่งานคราฟต์กับการวิ่งเทรลสู่แบรนด์เสื้อผ้า Slow Fashion โดยช่างฝีมือในเชียงใหม่

ความตั้งใจในครั้งนั้นทำให้เธอตามหาช่างย้อมและเย็บผ้า ในที่สุดก็ได้เสื้อผ้าในแบบที่คิดไว้ หลังจากสวมใส่ก็ได้รับคำชื่นชมจากคนรอบตัว กลายเป็นสิ่งที่ผลักดันให้กิ๊ฟเว่นตัดสินใจสร้างแบรนด์ขึ้นมา โดยมุ่งเน้น Slow Fashion

“Fast Fashion มีคนทำเยอะมาก และเราเป็นคนที่ไม่อยากทำอะไรเหมือนใคร อีกอย่างเราแคร์ธรรมชาติค่อนข้างมาก ถ้าอะไรที่ช่วยลดขยะได้ เราทำอยู่แล้ว ไม่มีแบรนด์เราก็ทำอยู่แล้ว มันเริ่มจากเราเป็นตัวของตัวเอง ไม่ใช่สิ่งที่ถูกคิดขึ้นมา มันเป็นสิ่งที่เราเป็นอยู่แล้ว 

“ตอนหลังก็มาย้อนคิดเหมือนกันนะ การทำแบรนด์ก็ยากเหมือนกันนะ ต้องคิดอะไรมากมาย แต่พอมาลองทำเอง พบว่าเราถนัดสร้างแบรนด์ที่สอดคล้องกับนิสัยของเรา เลยง่ายขึ้น”

สาวเมืองกรุงจับคู่งานคราฟต์กับการวิ่งเทรลสู่แบรนด์เสื้อผ้า Slow Fashion โดยช่างฝีมือในเชียงใหม่
สาวเมืองกรุงจับคู่งานคราฟต์กับการวิ่งเทรลสู่แบรนด์เสื้อผ้า Slow Fashion โดยช่างฝีมือในเชียงใหม่

แฟชั่นที่ช้าแต่ชัวร์ของ Wood and Mountain จึงเกิดจากการที่ช่างฝีมือค่อยๆ บรรจงสร้างสรรค์ชิ้นงานลงบนผืนผ้าสีขาว เกิดความงดงามที่มีเพียงหนึ่งเดียว ซึ่งแตกต่างจากระบบอุตสาหกรรมผลิตเสื้อผ้าอย่างสิ้นเชิง 

“มันต่างจากผ้าพิมพ์ แบบนั้นไม่ตื่นเต้น เรารู้อยู่แล้วว่าจะออกมาแบบไหน ลายจะมาเป๊ะๆ แต่พอเป็นงานทำมือแล้วหยิบมาดูทีละตัว มันรู้สึกดีนะ ตัวนี้เขียวเข้มจัง ตัวนี้สีอ่อนดีจัง มันมีลักษณะเฉพาะอยู่ในเสื้อผ้าทุกตัว”

ลวดลายจากผืนป่าและการเดินทาง

สาวเมืองกรุงจับคู่งานคราฟต์กับการวิ่งเทรลสู่แบรนด์เสื้อผ้า Slow Fashion โดยช่างฝีมือในเชียงใหม่

ผลิตภัณฑ์ของ Wood and Mountain มีทั้งเสื้อเชิ้ตแขนสั้นกับกางเกงขาสั้นเข้าชุด บางทีก็เป็นชุดนอนที่ใส่เดินเล่น ชมสวน เที่ยวน้ำตก เที่ยวทะเล หรือจะใส่ในชีวิตประจำวันก็ได้ เสื้อผ้าของเธอไม่จำกัดเพศ และเหมาะกับการผจญภัย ด้วยผ้าเนื้อดีที่กิ๊ฟเว่นคัดสรรสิ่งที่ดีที่สุดมาใช้ ส่วนลวดลายก็เกิดจากแรงบันดาลใจจากการท่องไปในที่ต่างๆ

“ตอนนี้มีสองคอลเลกชัน คือ Night Up North ได้แรงบันดาลใจจากแม่ริม และ Gratitude Journal คือ Enjoy a little thing in life อย่างเช่น แค่ตื่นมา มีกาแฟร้อนๆ เราแฮปปี้แล้ว เพราะตอนที่ออกคอลเลกชันนี้ โควิด-19 หนักมาก เราเลยมองหาความสนุกเล็กๆ น้อยๆ รอบตัวเรา และเราจะรับเอาแรงบันดาลใจจากสถานที่ที่ไปมาใช้ในการทำงานด้วย 

“อย่างเราไปภูเขา ก็จะมีชื่อลายอินทนนท์ เราไปแล้วรู้สึกว่าอินทนนท์มันเขียวแบบนี้แหละ ส่วนลายที่ชื่อแม่ริม ก็เขียวแบบแม่ริม ในมุมมองของเรา เราอยากนำเสนอเชียงใหม่ออกไป เพราะรู้สึกว่าเชียงใหม่ให้พลังแก่เรา”

สาวเมืองกรุงจับคู่งานคราฟต์กับการวิ่งเทรลสู่แบรนด์เสื้อผ้า Slow Fashion โดยช่างฝีมือในเชียงใหม่

ส่วนเทคนิคการย้อมผ้าจะใช้การมัดย้อมและบาติกเป็นหลัก โดยใช้ Free Hand ร่วมด้วย เพื่อให้ได้อารมณ์และความรู้สึกที่แตกต่างจากการกั้นสีโดยปกติ ในการทำงานกับช่างฝีมือ กิ๊ฟเว่นจะเป็นคนออกแบบลายผ้าเองทั้งหมด ก่อนถ่ายทอดให้ช่างมากฝีมือในเชียงใหม่ สร้างสรรค์งานผ้าให้ออกมาตามแบบฉบับของ Wood and Mountain

“เราอยากทำให้ออกมาดี ใส่แล้วไม่เบื่อ ใส่ได้ในทุกที่ เลยเลือกผ้าที่ใส่สบาย ใช้ได้นาน และใช้ได้ทุกวัน”

ทางร่วมของนักออกแบบและช่างฝีมือท้องถิ่น

ด้วยความที่เป็นคนถนัดคิด ถนัดการออกแบบ กิ๊ฟเว่นจึงเลือกทำในสิ่งที่ตนเองถนัดที่สุด ส่วนทางด้านการผลิต เธอเลือกใช้ช่างฝีมือในพื้นที่ที่มีประสบการณ์มาอย่างยาวนาน เพื่อให้ได้งานที่มีคุณภาพที่สุด

“เราเริ่มจากถามตรงนั้น ตรงนี้ จากนั้นป้าๆ ก็ส่งต่อกันไป เขาก็จะแนะนำให้เราต่ออีก ตอนนี้มีทีมงานทั้งหมดห้าหกคน ตอนที่เราลงพื้นที่เพื่อไปให้คุณป้าทำลวดลายใหม่ๆ เราก็จะไปหาหัวหน้าของกลุ่ม เมื่อได้ลายที่พอใจ ทางหัวหน้ากลุ่มก็จะเอางานไปกระจายกันเอง เลยทำงานร่วมกันได้อย่างไม่มีปัญหาเรื่องช่องว่างระหว่างวัยเลย”

ในขณะเดียวกัน การทำ Slow Fashion ของเธอยังทำให้ปัญหาเรื่องงานเร่งหมดไป เมื่อเลือกที่จะผลิตอย่างช้าๆ ด้วยความความประณีต ผ้าแต่ละผืนของ Wood and Mountain จึงเต็มไปด้วยคุณภาพและคุณค่า

สาวเมืองกรุงจับคู่งานคราฟต์กับการวิ่งเทรลสู่แบรนด์เสื้อผ้า Slow Fashion โดยช่างฝีมือในเชียงใหม่
สาวเมืองกรุงจับคู่งานคราฟต์กับการวิ่งเทรลสู่แบรนด์เสื้อผ้า Slow Fashion โดยช่างฝีมือในเชียงใหม่

“แต่ละคอลเลกชันเราจะทำไม่เยอะ ทำเท่าที่ช่างทำไหว เป็น Small Production ทำในจำนวนที่เรามีความสุข ช่างก็แฮปปี้ ไม่ต้องไปเร่งเขามาก แล้วมันก็ก่อให้เกิดพลัง พลังในเสื้อผ้า และพลังในทุกๆ สิ่ง”

เมื่อกิ๊ฟเว่นเลือกสร้างสมดุลระหว่างการทำงานที่ไม่มากจนเกินไป และได้ใช้ชีวิตในแบบที่ต้องการ ทำให้ทุกวันนี้ เจ้าของแบรนด์กลายเป็น Personal Trainer ช่วยคนออกกำลังกาย และยังคงหยิบรองเท้าวิ่งเข้าป่าอยู่เป็นประจำ

“เรายังคงออกเดินทางและรับเอาความรู้สึกดีๆ จากธรรมชาติ เพื่อมาใช้ในงานของเรา เมื่อสิ่งที่ตั้งใจทำลงไปนั้นมีผลตอบรับที่ดี มีคนซื้อ นั่นเท่ากับเราได้ช่วยชุมชนด้วยเช่นกัน มันทำให้เรากล้าที่จะคิดต่อยอดไปเรื่อยๆ”

เส้นทางบนผืนผ้าและอนาคตของ Wood and Mountain

หลังจากเข้าปีที่ 2 ของการทำแบรนด์ กิ๊ฟเว่นเรียนรู้สิ่งใหม่หลายอย่าง จากการอยากทำเสื้อผ้าใส่เองในวันนั้น กลายเป็นแบรนด์ที่แข็งแกร่งและอยู่ในใจของลูกค้าในวันนี้ ทั้งยังเปิดประสบการณ์การขายให้กับกิ๊ฟเว่นด้วย

“เราไม่เคยขายของมาก่อนเลย พอได้มาขายจึงรู้ว่าคนเรานั้นมีความต้องการแตกต่างกันเยอะมาก เราใจเย็นลง ความอดทนมีเยอะมากขึ้น เวลาคุยกับเพื่อนๆ ก็คุยเรื่องงานคราฟต์กัน เพื่อนชอบถามว่าทำไมไปวิ่งเทรลบ่อยจัง 

“เราก็บอกว่า เราวิ่งแล้วได้งานกลับมานะ อีกอย่างเวลาไปวิ่งแล้วสดชื่น รู้สึกว่าคิดงานออก มันไม่ต้องเร่งรีบ เราจะมีเวลาแวะถ่ายรูปกับดอกไม้ กับต้นไม้ ใบไม้สวยๆ แล้วเราก็ได้พลังที่จะส่งต่อไปให้ทุกๆ คน” 

พลังที่เธอพูดถึงกลายเป็นลายผ้าที่ได้แรงบันดาลใจจากป่า ช่างฝีมือท้องถิ่นช่วยทำให้การออกแบบของเธอกลายเป็นรูปธรรม และท้ายที่สุด สิ่งที่กิ๊ฟเว่นและทีมงานช่วยกันสรรค์สร้างก็ไปอยู่บนเรือนร่างของผู้คนนับสิบ นับร้อย

สาวเมืองกรุงจับคู่งานคราฟต์กับการวิ่งเทรลสู่แบรนด์เสื้อผ้า Slow Fashion โดยช่างฝีมือในเชียงใหม่

“เราภูมิใจนะ บางครั้งลูกค้าถ่ายรูปมาให้ดู บางคนพยายามครีเอตท่าทางต่างๆ ทำให้เราภูมิใจที่เห็นงานของเราไปอยู่บนร่างกายของผู้คน เราแฮปปี้ที่เขาใส่เสื้อผ้าเรา บางคนใส่บ่อยๆ ใส่ซ้ำๆ เราว่ามันมีพลังผ่านลายผ้าที่เราออกแบบ ถึงวันนี้ เราถือว่าใหม่บนเส้นทางนี้ จากนี้ไปก็จะพัฒนาไปเรื่อยๆ มีผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ออกมา ตอนนี้ที่วางแผนไว้จะเป็นชุดเครื่องนอน หมอน ผ้าปูที่นอน และจะเอาไปใช้ที่ Cabin เพื่อเชื่อมกับงานที่คุณน็อตทำไว้ด้วย”

ก่อนจะจากกัน เราถามกิ๊ฟเว่นถึงมุมมองในอนาคตของวงการงานคราฟต์ไทยว่าควรจะไปยังไงต่อ และทางรอดที่ยั่งยืนในมุมมองของเธอเป็นอย่างไรบ้าง คำตอบของเธอฟังดูเรียบง่ายแต่น่าสนใจ

“เราถือว่าเราเป็นน้องเล็กในวงการคราฟต์ คงตอบได้แค่มุมเล็กๆ ของเรา เราเชื่อว่าทุกคนมีพลังคราฟต์อยู่ในตัว ถ้าอยากทำสิ่งไหน ก็อยากให้ทดลองทำเลย แล้วจะมีผลลัพธ์บางอย่างออกมาอย่างแน่นอน ถ้าขับเคลื่อนในวงของเรา ทุกครั้งที่หมุนวงล้อเล็กๆ ของเรา วงการนี้ก็จะหมุนไปพร้อมกัน” เธอพูดด้วยแววตามุ่งมั่น

รองเท้าวิ่งยังคงถูกใช้งานเป็นปกติ รอยสึกจากวันเวลา ยิ่งย้ำเตือนถึงความมุ่งมั่นและเอาจริงเอาจังในการวิ่งเทรลของกิ๊ฟเว่นและน็อต รวมถึงการชักชวนเพื่อนฝูงให้ออกเดินทางอยู่เสมอ บนเส้นทางที่มีมากกว่าต้นไม้และภูเขา เส้นทางที่มีสีสันมากกว่าเขียวและน้ำตาล เป็นเส้นทางที่ล้อไปกับชีวิตของทั้งคู่ ที่อยากชวนทุกคนเปิดประสบการณ์ไปด้วยกัน

“ถ้าโควิด-19 ซาลงบ้าง อยากชวนให้ไปท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ไปดู ไปสังเกตธรรมชาติ ไปขึ้นเขา ไปลำบากบ้าง แล้วพอถึงยอดเขา คุณจะเห็นความงาม จะได้ประสบการณ์บางอย่างกลับมา เราบอกไม่ถูก ต้องไปสัมผัสเอง 

“เพราะสำหรับเรา การวิ่งเทรลคือการทำสมาธิอย่างหนึ่ง” เธอจบบทสนทนาด้วยรอยยิ้ม

สาวเมืองกรุงจับคู่งานคราฟต์กับการวิ่งเทรลสู่แบรนด์เสื้อผ้า Slow Fashion โดยช่างฝีมือในเชียงใหม่

หากอยากอ่านบทความนี้ให้ได้อรรถรสของผืนป่า ลองเปิดเพลงใน Spotify ของ Wood and Mountain ซึ่งมีเพลย์ลิสต์ชื่อ Cabin Time ประกอบการอ่าน กดฟังได้ที่นี่ www.woodandmountain.com/music

ติดตามเรื่องราวและสนับสนุน Wood and Mountain Studio ได้ที่

Shop_unformed 251/1 โครงการซีนสเปซ ชั้น 2 ซอยทองหล่อ 13 แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ 

ES Phuket 8 ถนนรัษฎา ตำบลตลาดเหนือ อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต 

เว็บไซต์ : www.woodandmountain.com

Facebook : Wood and Mountain

Instagram : @woodandmountainstudio

Writer

ศุภชัย กองประชุม

นักเย็บสมุดที่ใช้ชีวิตรายรอบไปด้วยสมุด หนังสือ ดนตรี กาแฟ สหาย และบทสนทนา ภายใต้อ้อมกอดของยอดดอยเชียงใหม่

Photographer

มงคลชัย ไชยวงค์

ออกเดินทาง เพื่อเข้าใจความเป็นมนุษย์ ผ่านวิถีชาติพันธุ์ ผู้หลงรักความเป็นวัฒนธรรมต่างถิ่น

Creative Local

ตัวอย่างการใช้ไอเดียสร้างสรรค์ต่อยอดของดีของชุมชน

ปกติเราแนะนำสินค้าหัตถกรรมทั่วไทยไปมากมายในคอลัมน์ Creative Local แต่วันนี้พบว่ากิจการบางอย่างที่ไม่ได้ทำโปรดักต์สำเร็จพร้อมวางขาย กลับมีบทบาทหน้าที่สำคัญในการขับเคลื่อนงานคราฟต์ไทยไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน ธุรกิจงานคราฟต์นี้ชื่อ Wisdomative เกิดจากคนรักผ้าและงานคราฟต์ไทย 3 คน

ต้า-ศักดิ์สิทธิ์ ภัทรประกฤต ผู้ร่วมก่อตั้งแบรนด์ SE ชื่อ GoWentGone ที่ปรึกษาเรื่องการสร้างแบรนด์ และกระบวนกรรับจัดกิจกรรมงานพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชน

ปอ-สาธิมา ฐากูระสมพงษ์ ผู้ก่อตั้งแบรนด์ AatMann วิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้านการย้อมครามและสีธรรมชาติ 

อิม-อวิกา สมัครสมาน นักออกแบบผ้า ศิลปิน Textile Art ผู้เชี่ยวชาญการใช้กี่เฟรมหรือกี่พกพา วิทยากรสอนทอผ้า และเจ้าของเพจ นวลนิล 

เป็นเวลากว่า 3 ปีที่สามสหายรับหน้าที่เป็นลมใต้ปีกผู้ประกอบการที่อยากได้วัสดุท้องถิ่น ช่วยเหลือชุมชนให้พัฒนาองค์ความรู้และมีรายได้สม่ำเสมอ และยังคิดแนวทางรับโครงการภาครัฐมาสร้างผลลัพธ์ที่ยั่งยืนและคุ้มค่างบประมาณ

ใต้ความสวยงามของงานแฮนด์เมด สถานการณ์งานหัตถกรรมไทยเป็นอย่างไร สมาคมคนรักผ้าที่ทำหน้าที่สื่อกลางให้หลากผู้เล่นในวงการงานคราฟต์ทำงานอะไรบ้าง ทำอย่างไร และจะพาอนาคตหัตถกรรมไทยไปทางไหนต่อ พวกเขาพร้อมจะแถลงไขให้ฟังทุกประเด็นแบบเต็มๆ เน้นๆ

Wisdomative สมาคมค้าผ้าและงานคราฟต์ ที่ฝึกสอน คัดสรร และเป็นตัวกลางขายวัสดุทั่วไทย

รวมพลคนรักผ้า 

“เราเดินทางทั่วประเทศ แล้วเห็นว่างานหัตถกรรมไทยมีอะไรเท่ๆ เยอะมาก แต่ว่าไม่ได้ถูกจัดการดีพอให้สู้กับคนอื่นได้ เราอยากทำงานให้ครบลูป คือเริ่มตั้งแต่เข้าไปพัฒนางานร่วมกันชุมชน แล้วสื่อสารงานเขาออกมาสู่โลกภายนอก” ต้าเกริ่นเรื่อง

ความหลงใหลในผ้าและงานคราฟต์ไทย ประกอบกับการงานส่วนตัวของแต่ละคน ทำให้ต้า ปอ และอิม โคจรมาพบกันอยู่บ่อยๆ ตามงานต่างๆ เช่น ต้าจัดกิจกรรม โดยให้อิมเป็นดีไซเนอร์ประจำโครงการ ปอเป็นวิทยากร ดูแลการย้อมสี โดยสื่อสารกับทั้งชุมชนผู้ผลิตและคนเมืองที่เป็นลูกค้า สหายคนรักผ้าทั้งสามมองเห็นปัญหาเดิมๆ ที่งานหัตถกรรมไทยมี และรู้ว่าความเชี่ยวชาญของแต่ละฝ่ายน่าจะบรรเทาปัญหา รวมถึงต่อยอดธุรกิจที่เป็นประโยชน์ต่อหลายฝ่ายได้

“เราเคยผ่านประสบการณ์การทำมาค้าขายประเภท Finishing Product แล้วรู้สึกเหนื่อยมากอะ ทำไมต้องสต็อกของเยอะขนาดนี้ ทั้งๆ ที่เราถนัดเรื่องการพัฒนา Material สนุกกับการชวนแม่ๆ ทำของลักษณะนี้ เราเชื่อว่าการพัฒนา Material จากชุมชนมาให้ผู้ประกอบการเอาไปผลิตโปรดักต์ต่อ เป็นช่องว่างของตลาดที่ไม่มีคนมาทำ” ต้าเล่าประสบการณ์ตรง เพื่อนๆ ที่ต่างมีแบรนด์ของตัวเองพยักหน้าหงึกหงัก

“งานทำให้พวกเราได้มาเจอกันและมองเห็นทิศทางเดียวกันว่า พอรับงานหลวงมาแล้ว ทุกหน่วยงานระบุว่า สุดท้ายต้องมีโปรดักต์ออกมาเป็นชิ้นงาน และมันมักจบโปรเจกต์แค่งบประมาณของปีนั้นๆ แล้วถามว่าชุมชนคิดต่อได้มั้ย ถามว่าชุมชนสร้างโปรดักต์อื่นๆ ตามศักยภาพ ตามทักษะเดิมที่มีอยู่ได้มั้ย ในเมื่อให้เขาทำตามภาพจำหนึ่งสองสามมาตลอด” ปออธิบายโจทย์เดิมๆ ที่ดีไซเนอร์ที่ทำงานร่วมกับชุมชนเจอมาตลอด 

“เราอยากให้ชุมชนเดินหน้าต่ออย่างยั่งยืน เลยคิดว่าต้องทำกระบวนการทำงานร่วมกับชุมชน ไม่เอาสินค้าแบบเดิม มองใหม่ ย้อนกระบวนการทั้งหมดเลย คุณจะทำอะไร ทักษะเดิมคุณมีอะไร นี่คือต้องมานั่งคิดประชุมกับชุมชน สุดท้ายปลายทางต้องทำยังไงถึงจะได้ผลลัพธ์ที่ดี ให้ชุมชนทำงานดีๆ เองต่อได้” 

“โชคดีที่เรามีชุมชนต้นแบบที่มีศักยภาพเยอะมาก และพร้อมใจทดลองทำงานไปกับเรา” 

Wisdomative สมาคมค้าผ้าและงานคราฟต์ ที่ฝึกสอน คัดสรร และเป็นตัวกลางขายวัสดุทั่วไทย

ชุมชนที่ว่าคือบ้านกกบก อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย บ้านใกล้เรือนเคียงกลุ่มที่ทอผ้าให้ Folkcharm จุดเด่นของที่นี่คือการปลูกฝ้ายเอง ปั่นฝ้ายเองด้วยมือ ทำทุกขั้นตอนเส้นใยเองแบบ 100 เปอร์เซ็นต์ ทั้งเส้นยืน เส้นพุ่ง สีย้อมผ้าธรรมชาติก็ได้มาจากต้นไม้และป่าประจำหมู่บ้าน โดยไม่ไปรับซื้อวัสดุจากภายนอกเลย ต่างจากหลายที่ที่ซื้อเส้นฝ้ายจากโรงงานบ้าง หรือซื้อวัตถุดิบย้อมผ้าจากที่อื่นหรือสีเคมีบ้าง 

ทั้งที่คุณสมบัติรักษ์โลก ใช้วัสดุ Hyperlocal ลด Carbon Footprint ขนาดนี้ ตอนที่ทั้งสามไปค้นพบบ้านกกบก แม่ๆ ทอแค่ผ้าสีพื้น ผ้าพันคอ หรือย่ามลายง่ายๆ ราคาไม่กี่ร้อยบาท สามสหายจึงตั้งธงว่า จะทำให้ชุมชนเห็นศักยภาพตัวเอง รู้ตัวว่าพวกเขาเจ๋งเกินกว่าจะทำอะไรธรรมดา แต่สามารถทำสิ่งต่างๆ ที่ซับซ้อนและสร้างรายได้ที่มากขึ้นได้ 

Wisdomative สมาคมค้าผ้าและงานคราฟต์ ที่ฝึกสอน คัดสรร และเป็นตัวกลางขายวัสดุทั่วไทย

เข็นฝ้ายขึ้นภูเขา

“เราออกแบบสิ่งที่เรียกว่า Wisdomative Canvas ขึ้นมา เป็นกระบวนการทำงานกับชุมชน ใครอยากผลิตงานร่วมกับชุมชนก็ทำตามขั้นตอนนี้ แล้วผลิตงานของตัวเองขึ้นมาได้เลย” ต้าเสริมด้วยข้อความที่น่าจะทำให้ผู้ประกอบการไทยตาลุกวาว 

“เราต้องประเมินชุมชนว่าเขามีศักยภาพพอมั้ย เขาทำอาชีพอะไรอะไร ว่างตอนไหนบ้าง ติดต่อยากมั้ย แล้วถ้าเขารู้สึกไม่จอย ทำไปสักสามสี่รอบก็พัง ซึ่งถ้าเอากระบวนการไปจับก่อน แทนที่จะพุ่งเข้าไปเลย มันจะลดเงินและปัญหาไปได้เยอะมาก”

เขายกตัวอย่างกระบวนการทำงานกับชุมชน ด้วยการหยิบแฟ้มและตัวอย่างผ้าขึ้นมาให้ดูทีละเวอร์ชัน จากผ้าพื้นธรรมดา พวกเขามอบเกมใหม่ให้แม่ๆ แข่งขันเข็นฝ้าย (ปั่นฝ้าย) ให้ได้ไซส์เล็กที่สุด ไปจนถึงเข็นเบาๆ จนเส้นฝ้ายใหญ่ที่สุด กิจกรรมนี้ทำให้ชุมชนเห็นความเป็นไปได้ใหม่ๆ นอกจากวิธีการและความงามแบบเดิมที่คุ้นชิน ส่วนผลผลิตที่ออกมาก็มีผิวสัมผัสที่ร่วมสมัย มีลูกเล่นน่าสนใจมากขึ้น ฝ้ายเส้นใหญ่นุ่มทอฟูๆ ไม่แน่นดังเดิม ให้ความรู้สึกอบอุ่นและหรูหราคล้ายขนแกะ 

Wisdomative สมาคมค้าผ้าและงานคราฟต์ ที่ฝึกสอน คัดสรร และเป็นตัวกลางขายวัสดุทั่วไทย
Wisdomative สมาคมค้าผ้าและงานคราฟต์ ที่ฝึกสอน คัดสรร และเป็นตัวกลางขายวัสดุทั่วไทย

ได้วัสดุแล้วก็ถึงเวลาทอ ต่อมาเป็นหน้าที่ของอิมผู้เป็นนักออกแบบสื่อสารกับชุมชน ปกติเธอใช้กี่เฟรมหรือกี่พกพาเล็กๆ เป็นตัวช่วยคลี่คลายลวดลายยากๆ ในคอมพิวเตอร์ เป็นลายที่แม่ๆ เข้าใจได้ ดังนั้นเวิร์กชอปนี้ แทนที่ช่างทอต้องลงมือทอผ้าผืนใหญ่ที่ไม่คุ้นเคย ก็ทดลองสนุกกับการทอจับลายนั้นนี้มาชนกัน เช่น ขิด ยกลาย หรือลองเทคนิคใหม่ในกี่เล็กๆ ก่อนได้ ไม่เปลืองทั้งเวลาและทรัพยากร ผลลัพธ์ที่ออกมาดูดีน่าใช้มาก (จนอยากซื้อบัดเดี๋ยวนั้น) อิมย้ำว่าสิ่งที่เห็นทั้งหมดนี้เป็นการบ้านที่แม่ๆ คิดส่งมาตามโจทย์เอง เธอไม่ได้ออกแบบลายให้หรือจับมือสอน

“เราเชื่อว่าทักษะเดิมที่แน่นหนาของเขา มันจะทำให้เขาทำงานได้อย่างมีความสุขความสบายใจ มีความคุ้นเคยอะไรบางอย่างดั้งเดิมอยู่ในสมองเขาอยู่แล้ว” ปอเสริม

“ถ้าเราไปเริ่มจากการถอดลายมาจากชุมชน จะงอแง แต่ว่าเราเริ่มให้เขานับหนึ่งใหม่จากวัสดุก่อน แล้วค่อยเอาเรื่องนี้มาใส่ทีหลัง เราเลยได้สิ่งที่เขาอยากโชว์จริงๆ แล้วเราเห็นเลยว่าโอกาสมันเยอะมาก นับถือเขาเลย มีลายสวยๆ ประหลาดๆ จากไหนไม่รู้เกิดขึ้นจากวิธีการทอ บางลายนี่เมืองนอกมาก Chanel มากเลย เราก็เลือกดูว่าจากลายพวกนี้ เราจะแกะลาย ถอดโครงสร้างไปสร้างงานออกแบบต่อได้ยังไง แล้วก็ให้โจทย์แม่ไปทอ ตื่นเต้นทุกครั้งที่เห็นผ้า” ต้าหัวเราะสนุก

 กลุ่มนักออกแบบผู้เข้าใจทั้งดีไซเนอร์และชุมชน สร้างสื่อกลางให้การทำงานคราฟต์ไทยง่ายขึ้นสำหรับทุกคน
 กลุ่มนักออกแบบผู้เข้าใจทั้งดีไซเนอร์และชุมชน สร้างสื่อกลางให้การทำงานคราฟต์ไทยง่ายขึ้นสำหรับทุกคน

มาถึงช่วงสีสัน ตกเป็นหน้าที่ปอที่ควบคุมดูแลการย้อมสี ซึ่งในชุมชนใช้สีธรรมชาติกันอยู่อยู่แล้ว เช่น คราม ใบเอ็นหม่อน ประดู่ สะตี มะเกลือ แต่ปัญหาที่พบคือทุกครั้งที่ย้อมใหม่ ค่าเฉดสีจะเพี้ยนออกไปด้วยปัจจัยต่างๆ เช่น บางฤดูกาลไม่มีวัตถุดิบ ใส่ใบไม้ไม่เท่าเดิม เปลี่ยนปี๊บต้มใหม่ ฯลฯ ผู้เชี่ยวชาญด้านการย้อมจึงจัดการตกลงสัดส่วนตวงวัดให้ชัดเจน ถึงขั้นซื้อหม้อก๋วยเตี๋ยวสเตนเลสให้ใหม่ เพื่อเคาะสูตรสีย้อมร้อนให้เป๊ะใกล้เคียงกันมากที่สุด เพราะ Wisdomative คือกลุ่มขายผ้า จึงจริงจังกับการส่งมอบงานลูกค้าให้ได้สีเหมือนเดิม จนพูดกับลูกค้าได้เต็มปากเต็มคำว่าสีจะไม่เพี้ยนเกิน 10 – 20 เปอร์เซ็นต์ 

สมาคมค้าผ้า

ต้าหยิบผ้าลายพร้อมขายแสนน่ารักขึ้นมาวางทีละผืน เขาบอกว่าจะออกลายใหม่ๆ ทุกปี โดยคิดชื่อใหม่ๆ เติมจริตจะก้านให้ผ้าแต่ละม้วนมีเสน่ห์พื้นบ้าน ตัวอย่างเช่น

 กลุ่มนักออกแบบผู้เข้าใจทั้งดีไซเนอร์และชุมชน สร้างสื่อกลางให้การทำงานคราฟต์ไทยง่ายขึ้นสำหรับทุกคน

ลายกาบกล้วย หน้าตาคล้ายๆ ลำต้นกล้วยที่โดนตัด

 กลุ่มนักออกแบบผู้เข้าใจทั้งดีไซเนอร์และชุมชน สร้างสื่อกลางให้การทำงานคราฟต์ไทยง่ายขึ้นสำหรับทุกคน

ลายก้างปลากระเดิด หรือ Kraderdingbone มาจากลายก้างปลาภาษาฝรั่งที่เรียก Herringbone พอเป็นของอีสานเลยเปลี่ยนพันธุ์ปลาเสียหน่อย เหตุผลคือปลากระเดิดหรือปลากระดี่ เอามาทำปลาร้าอร่อยที่สุด 

 กลุ่มนักออกแบบผู้เข้าใจทั้งดีไซเนอร์และชุมชน สร้างสื่อกลางให้การทำงานคราฟต์ไทยง่ายขึ้นสำหรับทุกคน

ลายลูกฟูกจ่อย คือ ลายลูกฟูกผอมๆ 

 กลุ่มนักออกแบบผู้เข้าใจทั้งดีไซเนอร์และชุมชน สร้างสื่อกลางให้การทำงานคราฟต์ไทยง่ายขึ้นสำหรับทุกคน

ลายสอยจุด หรือ Soyadot มาจากลายจุด Polka Dot เนื่องจาก Polka เป็นเพลงเต้นพื้นบ้านของยุโรป พอมาถึงอีสานจึงกลายร่างเป็นเพลงสอย ซึ่งลายนี้ทอยากมาก หมดแล้วหมดเลย (ผู้เขียนสอยมาครอบครองแล้วเรียบร้อย) 

 กลุ่มนักออกแบบผู้เข้าใจทั้งดีไซเนอร์และชุมชน สร้างสื่อกลางให้การทำงานคราฟต์ไทยง่ายขึ้นสำหรับทุกคน

ลายลายตารางแดนอีสาน หรือ Isan Tartan เป็นลายสก็อตกลิ่นอายลูกทุ่งจี๊ดจ๊าด

 กลุ่มนักออกแบบผู้เข้าใจทั้งดีไซเนอร์และชุมชน สร้างสื่อกลางให้การทำงานคราฟต์ไทยง่ายขึ้นสำหรับทุกคน

คอลเลกชันสีดำอุมา หรือ Super Eco Black เกิดจากการย้อมมะเกลือ หม่อน และคราม ได้ผ้าฝ้ายลายสีดำสุดเท่ที่ผิวสัมผัสนุ่ม ไม่แข็งกระด้างเหมือนย้อมมะเกลือล้วน ใช้ง่าย เอามาทำผลิตภัณฑ์ร่วมสมัยได้แยะ

 กลุ่มนักออกแบบผู้เข้าใจทั้งดีไซเนอร์และชุมชน สร้างสื่อกลางให้การทำงานคราฟต์ไทยง่ายขึ้นสำหรับทุกคน

คอลเลกชันขจิต (Kà-Jìt) มาจากรากศัพท์ของคำว่า ขิด วิธีทอผ้าในชาติพันธุ์ไทยลาว ในสมัยก่อนใช้ในการทำของสูง เช่น การทำหน้าหมอน หรือใช้เป็นเครื่องประกอบในพิธีกรรมทางศาสนา เป็นโจทย์ให้แม่ๆ ลองย้อม ทอลายผืนผ้าขิดอย่างอิสระ ลวดลายบนล่างซ้ายขวาไม่ซ้ำกัน โดยขจิต 1 ผืน ใช้เวลาทำ 190 ชั่วโมง ทุกชิ้นจะถูกทำเพียงครั้งเดียวเท่านั้น โดยจะมีทั้งหมด 15 ผืน แต่ละผืนเรียงนัมเบอร์ไว้ไม่ต่างจากงานศิลปะ เพราะ Wisdomative เชื่อว่าผลงานเหล่านี้มาจากศิลปิน บอกเลยว่าน่ารักน่าเอ็นดูชุบชูใจมาก 

กาลเวลาพิสูจน์ใจ

เห็นมีผ้าน่ารักเยอะแยะขนาดนี้ ช่างหลักๆ จากบ้านกกบกที่ทำงานให้มีแค่ 5 – 6 คน เท่านั้น ได้แก่ แม่แดง ยายชุม ยายเขียว ป้าเอ๊ด ป้าแอ๊ว และยายปราง จากตอนแรกที่แม่ๆ 10 – 20 คนมานั่งกันเต็มลาน ยิ่งไปเวิร์กชอปแต่ละครั้ง สมาชิกก็ลดน้อยลงไปตามลำดับ แต่ชาว Wisdomative ก็ทำงานร่วมแรงร่วมใจทำงานที่วังสะพุงมากว่า 3 ปี

“เหมือนเราต้องทำกระบวนการพิสูจน์ใจกันเล็กน้อยด้วยไงว่าเราจะทำแบบนี้นะ มันไม่ใช่ปุ๊บปั๊บ สั่งงานแล้วเราซื้อเลยนะ เพราะฉะนั้นเนี่ยใครไหวอยู่ต่อ ใครไม่ไหวกลับบ้านได้ ไม่ว่า” ปอเอ่ยอย่างใจเย็น “เราเข้าใจ บางคนคิดว่าทำไมต้องมานั่งเหนื่อยเรียน เขาคิดว่าฉันทอผ้าเป็นแล้ว ดังนั้นก็ตอบมาสิว่าจะให้ทำอะไร แต่เราไม่ได้แบบต้องการแบบนั้นไง ถึงจะต้องมีอะไรเยอะๆ แยะๆ”

ต้าอธิบายเสริมว่าความเคยชินของชุมชนทอผ้า คือดีไซเนอร์จะมาลงพื้นที่แค่ครั้งสองครั้ง สั่งงานและจ่ายเงิน การออกจากรูปแบบเดิมไม่ใช่สิ่งที่ทุกชุมชนต้องการเสมอไป

ในขณะที่ Wisdomative พูดคุยและฝึกสอน ดูแลค่าแรง ให้ค่าต้นทุนวัตถุดิบ ให้ค่าทอต่างๆ นานาเสร็จสรรพ รวมถึงเปิดเผยต้นทุนและความรับผิดชอบจากฝั่งนักออกแบบ ให้เข้าใจตรงกันว่าควรทำของราคาเท่าไหร่ แล้วการขายเอากำไรนั้นทำได้จริงและยั่งยืนหรือเปล่า เพราะชาวค้าผ้าต้องนำผ้านั้นไปขายเป็นวัสดุทำสินค้าต่ออีกทอด ราคาจึงต้องสมเหตุสมผล ให้ลูกค้าซื้อไปผลิตสินค้าได้โดยไม่เหนื่อยจนเกินไป 

 กลุ่มนักออกแบบผู้เข้าใจทั้งดีไซเนอร์และชุมชน สร้างสื่อกลางให้การทำงานคราฟต์ไทยง่ายขึ้นสำหรับทุกคน
 กลุ่มนักออกแบบผู้เข้าใจทั้งดีไซเนอร์และชุมชน สร้างสื่อกลางให้การทำงานคราฟต์ไทยง่ายขึ้นสำหรับทุกคน
ภาพ : Wisdomative

“ทำงานมาเรื่อยๆ มันค่อยๆ เผยให้เห็นว่าต้องมีอะไรทำต่อ มีอะไรทำเพิ่มอีก ได้งานที่มีฝีมือ ได้ลวดลายสีสันใหม่ๆ พิสูจน์ว่ากระบวนการ Wisdomative Canvas ที่เราออกแบบมามันสำเร็จได้ แล้วมันสามารถเดินตามได้จริงๆ” 

“แล้วก็ได้ใจคนด้วยเนอะ” ปอเอ่ยต่อด้วยรอยยิ้ม

ของแถมชื่นใจที่ได้มาจากกระบวนการ คือการลดความขัดแย้งเดิมที่ชุมชนบ้านกกบกเคยมี ให้สมาชิกเดินหน้าทำงานต่อร่วมกันได้ 

จากหมู่บ้านแรก Wisdomative ขยายผลสู่ชุมชนถัดๆ ไป อีกชุมชนที่ชาว Wisdomative กำลังทำงานด้วยคือบ้านนาหนองบง ในอำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย เช่นกัน โดยร่วมงานกับ แม่รจน์-ระนอง กองแสน แม่หญิงอาวุโสแห่งชุมชนที่เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงต่อสู้คัดค้านเหมืองทองคำมานับสิบปี และใช้กระบวนการทอผ้าฝ้ายต่อสู้ ปัจจุบันต้าแอบกระซิบว่ากำลังซุ่มทำงานกับแม่รจน์เรื่องทอผ้ายีนส์ ยั่วล้อกับประวัติศาสตร์ผ้าแข็งทนทานที่เคยเป็นยูนิฟอร์มประจำชาวโรงงานและคนงานเหมือง แค่ลงมือทอก็เป็นการประท้วงที่ทรงพลังและเสียงดัง (แค่ฟังก็ขนลุกซู่ อยากสั่งพรีออเดอร์ล่วงหน้ามานุ่งสนับสนุน) 

คลายปัญหาภาครัฐ 

 กลุ่มนักออกแบบผู้เข้าใจทั้งดีไซเนอร์และชุมชน สร้างสื่อกลางให้การทำงานคราฟต์ไทยง่ายขึ้นสำหรับทุกคน

“ความฝันของเราคือทำให้หน่วยงานรัฐเอา Wisdomative Canvas ไปใช้ เราไม่ได้ขายด้วยนะ ให้เลย กำลังหาวิธีให้คนเอาไปใช้ในวงกว้างอยู่ เพราะว่าเราทำงานกับหน่วยงานรัฐมาพอสมควร เราก็รู้สึกว่ามันแก้เกณฑ์ได้นะ ไม่ต้องทำงานแค่ตอบ TOR ซึ่งบางครั้งไม่เข้าใจชุมชนเลย เราน่าจะทำอะไรที่สร้างสรรค์ได้กว่านั้น บางงานนึกย้อนไปก็เสียดายตังค์แทน ถ้ามันไม่ได้เพิ่มศักยภาพหรือทักษะชุมชนก็ไม่เกิดประโยชน์” ต้าเจาะประเด็นจัดสรรงบประมาณอย่างจริงจัง 

“ถ้ามองว่าการลงพื้นที่ชุมชนเป็นเรื่องยาก Wisdomative Canvas ช่วยได้ คือมันไม่ต้องใช้ระยะเวลายาวนานมากนัก แต่สำเร็จเห็นผลได้ไว ด้วยการที่เราทำความเข้าใจไปทีละขั้นๆ มันจะแก้ปัญหาได้เยอะมาก เพราะเราสามคนไปทุกชุมชนทั่วประเทศไทยไม่ได้ แต่หน่วยงานที่สนิทชิดเชื้อก็จะไปอยู่ตลอด มีงบในมือด้วย คนเหล่านั้นเหมาะสำหรับทำงานกับชุมชนมากกว่าเราอีก ถ้าเขาเอาไปใช้ ยิ่งดีกว่าเราใช้อีก

“แค่ชุมชนเดียวยังเกิดอะไรเยอะมาก สุดท้ายเราเลยได้ชื่อภาษาไทยของงานนี้ว่า ‘ภารกิจสร้างภูมิปัญญาใหม่’ เพราะสิ่งที่เราทำคือเข้าไปจัดการภูมิปัญญาทั้งหมดเลย ว่าทำอะไรกันอยู่ ทำอะไรกันได้ ใช้อะไรกันอยู่ แล้วไปคลี่คลาย ไปดึง ถอด ขยายแบบออก เพื่อให้เห็นว่ามันเป็นอย่างอื่นไปได้อีกมั้ย เราเลยได้ลายใหม่ๆ ได้แบบผ้าใหม่ๆ ได้สีใหม่ๆ ในชุมชน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ตัวชุมชนเองก็มีวิธีการพัฒนาต่อ มันเป็นกระบวนการทางภูมิปัญญาที่งอกงามและควรจะเกิดขึ้น ไม่ใช่ทำเรื่องเดิมๆ ซ้ำๆ” 

 กลุ่มนักออกแบบผู้เข้าใจทั้งดีไซเนอร์และชุมชน สร้างสื่อกลางให้การทำงานคราฟต์ไทยง่ายขึ้นสำหรับทุกคน
 กลุ่มนักออกแบบผู้เข้าใจทั้งดีไซเนอร์และชุมชน สร้างสื่อกลางให้การทำงานคราฟต์ไทยง่ายขึ้นสำหรับทุกคน

ชาว Wisdomative ยกตัวอย่างเรื่องงานพัฒนาผ้าครามที่สกลนคร ทีมงานเข้าไปคุยกับชุมชน แล้วพบว่าพวกเขาไม่ได้อยากตัดเย็บกระเป๋า Tablet ตามใบงาน ไม่มีใครถนัดเย็บจักร ใจความคือ แม่ๆ อยากอยู่บ้านทอผ้าอย่างเดียว เรื่องการขายให้ลูกหลานดูแล ก็เลยเอา Wisdomative Canvas เข้าไปจับ โดยเปลี่ยนแนวจากการทำมัดหมี่ทางเส้นพุ่ง ซึ่งจะทำให้ได้ลายเล็กๆ สั้นๆ สำหรับผ้าซิ่น กลายเป็นทอมัดหมี่ทางเส้นยืนที่ได้ลายใหญ่ขึ้น เทคนิคที่พิเศษขึ้น ทอได้ไวขึ้น เหมาะกับการนำไปใช้ในงานอินทีเรีย

หลังจากผ่านขั้นตอนเรียนรู้ปรับตัวไปสักพัก แม่ๆ รู้สึกว่าล็อตแรกไม่สวยพอ อยากเอาชนะให้ได้ เลยไปคิดวิธีดัดแปลงเครื่องมือด้วยตัวเองจนได้งานที่ทั้งสองฝ่ายพอใจ โครงการภาครัฐอื่นๆ ที่ติดต่อเข้ามาก็รีเควสต์มัดหมี่ทางยืนบ้างเหมือนกัน เพราะเห็นศักยภาพที่ผ้ามัดหมี่ทางยืนจะมีที่ทางในงานดีไซน์อื่นๆ 

นอกจากนี้ยังมีงานมัดหมี่ทางพุ่งที่ชุมชนขอมา ว่าอยากเรียนรู้ลายที่นำไปปรับใช้กับสินค้าอื่นได้หลากหลาย สมาคมนี้ก็ลองปรับลายกราฟิกให้ร่วมสมัยขึ้น

 กลุ่มนักออกแบบผู้เข้าใจทั้งดีไซเนอร์และชุมชน สร้างสื่อกลางให้การทำงานคราฟต์ไทยง่ายขึ้นสำหรับทุกคน
 กลุ่มนักออกแบบผู้เข้าใจทั้งดีไซเนอร์และชุมชน สร้างสื่อกลางให้การทำงานคราฟต์ไทยง่ายขึ้นสำหรับทุกคน

พ่อค้าคนกลาง

ขอบเขตการรับดูแลของ Wisdomative ครบวงจร ลูกค้าจะเป็นภาครัฐก็ได้ เอกชนก็ได้ ต้องการค้นคว้าพัฒนาวัสดุ หรือออกแบบสินค้าสำเร็จเลยก็พอเป็นไปได้เหมือนกัน

เดิมทีกลุ่มลูกค้าที่ซื้อผ้าไทยมักซื้อไปตัดเสื้อผ้า ดังนั้นความต้องการซื้อผ้าเต็มที่จึงมักมีไม่เกิน 2 – 5 เมตร/ชุด 

ผลของการนำตัวอย่างม้วนผ้าไปออกร้าน ทำให้ชาว Wisdomative มั่นใจว่ามาถูกทาง เพราะมีลูกค้าดีไซเนอร์หลายสาขา โดยเฉพาะอินทีเรียมาจับเนื้อผ้าสอบถาม แค่ผ้าบุโซฟาก็เริ่มขั้นต่ำที่ 8 เมตร ม้วนผ้าที่แม่ๆ ตั้งใจทอจึงขายออกได้ทีละล็อตใหญ่ ไม่ใช่เพราะก่อนหน้านี้ดีไซเนอร์ไทยไม่สนใจผ้าทอของชาวบ้าน แต่ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นสื่อสารทำงานด้วยอย่างไรต่างหาก

“สิ่งที่ Wisdommative ทำ คือการแปลภาษาระหว่างคนที่ทำงานหัตถกรรมกับคนที่ต้องการงานหัตถกรรม เพราะมีคนที่ไม่เข้าใจว่าแม่ๆ มีกระบวนการทำงานของชุมชนยังไง มีระบบระเบียบทางสังคมยังไง เพราะเราทำงานกับชุมชนเยอะมาก เราเข้าใจว่ามันมีวิธีที่จะพูดกันรู้เรื่อง ว่าอะไรหมายถึงอะไร มันมีคำศัพท์เฉพาะทางที่ทำให้สองฝ่ายเข้าใจกันได้ ถ้าโยนออเดอร์ไปอย่างเดียว แม่หายไปเดือนนึง แล้วกลับมา อ๋อ ทำบ่ได้ค่ะ แบบนี้ดีไซเนอร์ก็เข็ด แม่ๆ ก็ขาดโอกาส ทั้งที่บางอย่างพลิกนิดเดียวก็ทำได้แล้ว ถ้าเข้าใจต้นตอปัญหาแล้วมันแก้ได้ง่ายมาก” 

 กลุ่มนักออกแบบผู้เข้าใจทั้งดีไซเนอร์และชุมชน สร้างสื่อกลางให้การทำงานคราฟต์ไทยง่ายขึ้นสำหรับทุกคน
 กลุ่มนักออกแบบผู้เข้าใจทั้งดีไซเนอร์และชุมชน สร้างสื่อกลางให้การทำงานคราฟต์ไทยง่ายขึ้นสำหรับทุกคน

ต้าเล่าว่าหัตถกรรมเป็นรายได้เสริมของชุมชน เพราะวิถีหัตกรรมนั้นอิงแอบแนบพิงเกษตรกรรมอย่างแนบแน่น

“ถ้าเกิดเขาไม่ทำนา เขาก็ทอผ้าไม่ได้ ไม่ใช่ว่าจะเปลี่ยนที่นามาปลูกฝ้าย มันมากเกินความพอเหมาะพอดีของเขา ถ้าเราเข้าใจการทำงานของเราก็จะลื่น ช่วงสองเดือนที่ผ่านมา ใครมาสั่งงานเราก็บอกเลยว่ารอหนึ่งถึงสองเดือนเป็นอย่างต่ำนะ เพระว่าช่วงนี้เข้าหน้านา แม่จะวุ่นกับนามาก งานเรามันขี้หมูขี้หมาไปเลย เพราะว่านาเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับเขา แล้วปลายเดือนหน้าจะเข้าหน้าเกี่ยว จะสั่งอะไรก็ต้องรอเหมือนกัน เพราะว่าข้าวมันไม่รอ

“เราต้องแจ้งลูกค้าล่วงหน้า เพราะหัวใจสำคัญที่สุดก็คือความสะดวกสบายในการทำงานของชุมชน เราจะไม่ไปกดดัน บีบคั้นให้ต้องหยุดงานอื่น แล้วมาทำงานให้เรา มันไม่ใช่เรื่อง อีกอย่างเราไม่มีเงินซัพพอร์ตเขาขนาดนั้น” ปอเสริม

“งานหัตถกรรมไม่ใช่ลักษณะของใครคนใดคนหนึ่งในครอบครัว พูดง่ายๆ สีย้อมจากพืช สามีเป็นคนไปเก็บให้ภรรยา การตัดไม้ถางโพรงไปเก็บวัตถุดิบก็คุณสามี คนดัดแปลงกี่ทอผ้าก็คุณสามี ดังนั้น เราจะไม่เปลี่ยนวิถีชีวิตเขา แต่ละคนรับงานได้แค่นี้ต่อปีก็เท่านี้” 

วิธีแก้ปัญหาดีมานด์มากของพวกเขามี 2 วิธี คือ เพิ่มชุมชนใหม่ กระจายรายได้ให้ชุมชนอื่น หรืออีกวิธีการที่เกิดเองตามธรรมชาติ คือเมื่อมีรายได้เสริมสม่ำเสมอ คนรุ่นใหม่ๆ จะเข้ามาเรียนรู้สืบทอดเอง

ลูกค้าที่เข้าอกเข้าใจและอุดหนุน Wisdomative มีหลากหลาย เช่น แบรนด์จักสานและกระเป๋าน่ารักจากอีสานอย่าง Thor ก็ซื้อผ้าไปทำกระเป๋าสะพายของผู้หญิง แบรนด์เสื้อผ้าบาติกจากแพร่ Kanz by Thaitor ก็อุดหนุนผ้าทำชุดไปเดินแฟชั่นโชว์ที่ออสเตรีย นอกจากนี้ยังมีลูกค้าอินทีเรียจากเชียงใหม่ ไปจนถึงแบรนด์ปลอกคอสุนัขที่ขนานนามผ้าของ Wisdomative ว่า ‘จิม ทอมป์สัน แห่งวงการสินค้าสัตว์เลี้ยง’ 

 กลุ่มนักออกแบบผู้เข้าใจทั้งดีไซเนอร์และชุมชน สร้างสื่อกลางให้การทำงานคราฟต์ไทยง่ายขึ้นสำหรับทุกคน

“ช่วงเวลาที่ผ่านมา เราไปเจอชุมชนเยอะมากที่ทำงานตั้งแต่จักสาน ทอผ้า งานไม้ เซรามิก งานปัก จนมีคลังของ แค่บอกมาว่าอยากได้อะไร เรารู้ว่าใครทำได้ แล้วมันก็จะพาเราลามไปถึงเรื่องอื่นๆ เช่น งานจักสาน เราก็ลามไปถึงหวาย ถึงได้รู้ว่าทั้งๆ ที่ประเทศไทยใช้งานหวายเยอะมาก แต่ต้องซื้อมาจากเพื่อนบ้าน เกิดอะไรขึ้น

“หวายที่บ้านเราใช้ทั้งหมดนำเข้าจากลาวและอินโดนีเซีย เพราะหวายที่เราใช้สานเป็นประเภทเดียวกับที่เราตัดหน่อกิน คนนิยมปลูกกิน แต่ต้นใหญ่ๆ ยาวๆ ที่คุณภาพดีอยู่ในป่าเอามาใช้งานไม่ได้ เป็นพืชต้องห้าม ทั้งที่หวายเป็นไม้ที่ทิ้งยอด ต้องอาศัยไม้อื่นช่วยให้ได้ต้นโตๆ ปลูกแบบพืชไร่ไม่ได้” ต้าเล่าเรื่องการลงลึกเกาะติดวัสดุ ที่พาเขาไปค้นพบความจริงที่ไม่น่าโสภานัก

“เราก็ไปตามหาว่าที่ไหนมีหวาย ปรากฏว่ามีที่เชียงใหม่ มีป่าหวายอยู่หลังบ้านชุมชน แต่ตัดมาขายไม่ได้ ชุมชนก็ขาดทักษะสานหวายด้วย เสียดายมาก คือมันมีความต้องการเยอะมาก แต่เป็นความไม่สัมพันธ์กันระหว่างวัสดุกับกฎหมายไทย ที่ไม่มองเป็นเรื่องเดียวกัน ตอนนี้ก็ประสานกับหน่วยงานที่รับผิดชอบ ให้เขาลองปลูกดู แล้วค่อยมาดูกันว่าอีกกี่ปี” ปอสรุปเรื่องหวาย

งานของ Wisdomative เริ่มไปไกลจากม้วนผ้าขึ้นเรื่อยๆ เช่น งานพัฒนาวัสดุเสมือนสตูดิโอออกแบบให้ลูกค้าฮ่องกง ซึ่งสั่งทำผ้าอุ้มเด็ก ผ้าทอมือนี้ต้องผ่านการทดสอบความแข็งแรงให้ได้ ล่าสุดพวกเขาใช้เส้นพุ่งไทย แต่ว่าใช้เส้นยืนจากอังกฤษ ทอแล้วได้คุณสมบัติหนานุ่ม ยืดหยุ่นมาก ไปจนถึงวิจัยเรื่องการนำหางม้ามาทอเป็นแผ่นเส้นใยหรูหราสำหรับเป็นวอลเปเปอร์บุผนังห้อง

 กลุ่มนักออกแบบผู้เข้าใจทั้งดีไซเนอร์และชุมชน สร้างสื่อกลางให้การทำงานคราฟต์ไทยง่ายขึ้นสำหรับทุกคน
 กลุ่มนักออกแบบผู้เข้าใจทั้งดีไซเนอร์และชุมชน สร้างสื่อกลางให้การทำงานคราฟต์ไทยง่ายขึ้นสำหรับทุกคน

พวกเขายังมีโปรเจกต์ทำพร็อพโรงแรมที่เชียงใหม่ ก้าวออกจากผ้าไปสู่เครื่องมือเครื่องใช้ทั้งหลายแหล่ เริ่มจากโรงแรมติดต่อมาซื้อผ้า คุยไปคุยมาถึงรู้ว่า Wisdomative จัดให้ได้ เลยกลายเป็นเบาะและหมอนปักลายเก๋สำหรับทุกห้องในโรงแรมและสารพัดสิ่งคราฟต์

 กลุ่มนักออกแบบผู้เข้าใจทั้งดีไซเนอร์และชุมชน สร้างสื่อกลางให้การทำงานคราฟต์ไทยง่ายขึ้นสำหรับทุกคน
 กลุ่มนักออกแบบผู้เข้าใจทั้งดีไซเนอร์และชุมชน สร้างสื่อกลางให้การทำงานคราฟต์ไทยง่ายขึ้นสำหรับทุกคน
 กลุ่มนักออกแบบผู้เข้าใจทั้งดีไซเนอร์และชุมชน สร้างสื่อกลางให้การทำงานคราฟต์ไทยง่ายขึ้นสำหรับทุกคน

ความสนุกยังไม่หมด ต้าหยิบแจกันดินเผาใบสวยจากเกาะเกร็ดมาให้ดู พร้อมเฉลยว่าในชุมชนหัตถกรรมเซรามิก ช่างไม่รู้ว่าดินของตัวเองมาจากไหน เพราะว่าแหล่งที่ตัวเองใช้หมดไปแล้วตั้งแต่รุ่นพ่อ ทำให้ควบคุมคุณภาพของวัตถุดิบไม่ได้ ชาว Wisdomative คลุกคลีทำงานจนได้งานดินเผาแบบโบราณชุด 𝗡𝗢 𝗟𝗔𝗡𝗗 𝗠𝗔𝗡 ถอดการแกะลายไทยออก แต่เชื่อมโยงเรื่องราวของชาวเกาะเกร็ดที่มีเชื้อสายมอญสู่ประเทศพม่า งานชุดนี้จึงปันรายได้ส่วนหนึ่งไปบริจาคให้กับองค์กรที่สามารถเข้าไปช่วยเหลือผู้ที่ลำบากจากเหตุการณ์ในรัฐยะไข่ พม่า ได้โดยตรง ทั้งยังช่วยสนับสนุนผลผลิตจากเกษตรกรไทยทั้งสวนมะพร้าว โดยใช้ใยมะพร้าวมาแทนที่การยัดบับเบิ้ลหนาๆ กระดาษจากใยกล้วยแทนที่การห่อพลาสติกกันรอย จนไปถึงลังไม้ที่ทำหน้าที่เป็นแพ็กเกจส่งไปถึงมือผู้รับอย่างปลอดภัย ทำจากไม้เหลือใช้ในธุรกิจขนส่ง

“คอนเซ็ปต์เราแน่นมาก คิดมาให้มันแข็งแรงตั้งแต่ต้น แล้วก็ในกระบวนการค้าขาย เราว่าเราจัดการได้เพราะว่าเรามีวิธีการในการนำเสนอ อันนั้นก็เป็นส่วนสำคัญมาก ถ้าหน่วยงานทำแค่ของปลายทางออกมาแต่ไม่พาไปสู่การพรีเซนต์มันก็จะไปได้ไม่ไกลอยู่ดี” 

ยุคหัตถกรรมตอนปลาย

เรื่องสำคัญอีกอย่างที่ Wisdomative ตั้งใจเล่า คือการสื่อสารให้โลกรู้ว่าตอนนี้เราอยู่ในยุคหัตถกรรมตอนปลาย คือคนทำงานคราฟต์กำลังจะหมดไป การแก้ปัญหาคือต้องทำความเข้าใจว่าตลาดต้องการอะไร แล้วทำงานตอบโจทย์ตลาด 

“ถ้าทำงานแล้วไม่รู้ว่าจะขายของให้ใคร ก็เปลี่ยนเถอะ ไม่ได้ให้เลิกนะ ให้เปลี่ยน ถ้าไม่มีคนใส่ซิ่นเดินตลาดอีกต่อไปจะทำยังไงต่อ เราก็ต้องหาตลาดใหม่ หาวิธีการใหม่ๆ ในการทำงาน อีกอย่างคือกระบวนการทำงานหัตถกรรมบางอย่าง เครื่องไม้เครื่องมือ แม้กระทั่งวิธีการ มันยากที่คนรุ่นใหม่จะมาสนใจทำหลังขดหลังแข็ง เราก็ต้องแก้วิธีการทำงานบางอย่างให้ง่ายขึ้น ทำงานได้ไวขึ้น โดยช้อนบางอย่างมาเล่นต่อ ต้องกล้าที่จะคลี่คลาย และมีกระบวนการที่คลี่คลายความเชื่อ ค่านิยมในชุมชนด้วย” ต้าเอ่ย

“ถ้าทำจนเหนื่อย จนท้อ ไม่อยากทำต่อ เพราะฉะนั้นเราจะทำยังไงที่จะไม่ต้องแช่แข็งมันไว้ ให้คนต่อๆ ไปยังคงมีทักษะนั้น โดยไม่ต้องเต็มร้อยก็ได้” อิมเสริม

“สิ่งที่เราแก้ในกระบวนการเลยไม่ใช่เรื่องโปรดักต์ มันกระโดดเข้าไปที่เครื่องไม้เครื่องมือด้วย ถ้าแก้ปัญหาตรงนี้ได้ การทำงานง่ายขึ้น คนรุ่นหลังทำได้ งานออกมาดี ทุกอย่างก็ลงตัว” ปอแจมบ้าง

 กลุ่มนักออกแบบผู้เข้าใจทั้งดีไซเนอร์และชุมชน สร้างสื่อกลางให้การทำงานคราฟต์ไทยง่ายขึ้นสำหรับทุกคน
 กลุ่มนักออกแบบผู้เข้าใจทั้งดีไซเนอร์และชุมชน สร้างสื่อกลางให้การทำงานคราฟต์ไทยง่ายขึ้นสำหรับทุกคน

แล้วถ้าใช้เครื่องไม้เครื่องมือช่วยมากขึ้น อะไรคือเส้นแบ่งระหว่างงานแฮนด์เมดกับงานอุตสาหกรรมล่ะ ชาว Wisdomative มองหน้ากัน ต้าตัดสินใจตอบ

“ต่อให้เราทำกี่ให้ทำงานง่ายขึ้น ทำงานได้ไวขึ้น แต่มันต้องมีคนควบคุม คนเหล่านั้นต้องผ่านการการ Practice อะไรบางอย่าง งานหัตถกรรมเกิดมาจากการที่คนฝึกฝนจนมีทักษะงานบางอย่าง กระบวนการนี้มันคือหัตถกรรม พี่ๆ ที่เย็บจักรอยู่รังสิตก็ทำงานหัตถกรรม 

“ปีที่แล้วเราทำเก้าอี้ออกมาตัวหนึ่งมาตั้งในงาน Chiang Mai Design Week ซึ่งเป็นงาน Laser Cut แล้วเราตั้งคำถามว่ามันคราฟต์ไหม เราป้อนทุกอย่างเข้าไปในคอมพิวเตอร์ให้ตัดออกมา ซึ่งก็ต้องตีความไงว่าความคราฟต์อยู่ที่ตรงไหน สำหรับเราคนที่ควบคุมเครื่องจักรก็คือ Crafter คนหนึ่ง” กระบวนกรกล่าวอย่างจริงจัง

“อย่าไปกลัวเส้นแบ่งว่าจะต้องไม่เป็นอุตสาหกรรม ต้องหาสมดุลให้อยู่ได้ บางทีลูกค้าอยากใช้งานแบบสมบุกสมบันจริงๆ แต่เขาก็ยังคงอยากใช้เส้นใยแบบธรรมชาติที่คนทำเอง ตัดเอง ยังคงใช้สีธรรมชาติ แต่ถ้าความแข็งแรงไม่ได้ ก็ต้องพึ่งอุตสาหกรรมอยู่ดี เพื่อให้มันไปเติบโตในอีกสายหนึ่งให้ได้ค่ะ” อิมอธิบายจากประสบการณ์ตรง 

“ปัจจุบันงานคราฟต์มีราคา แต่เราต้องเข้าใจว่ามันไม่ได้แพงแบบไร้เหตุผล มันแพงด้วยวิธีการทำที่ยาก แค่ชุมชนหัตถกรรมไทยเยอะมากไม่รู้ตัวว่ากำลังทำสิ่งที่พิเศษ แค่ไปหยิบมาเล่า เราว่ามันต่อเนื่องไปได้อีก มันสร้างผลพวงให้กับตัวเขาเอง ให้กับสังคม ให้กับสิ่งที่เขาทำอยู่ได้อีกเยอะมาก” ต้าเอ่ยอย่างเชื่อมั่น ขณะที่ปอเอ่ยปากตบท้าย

“ความต้องการงานหัตถกรรมของกลุ่มลูกค้าหลากหลาย จากที่เราเคยมองเห็นว่าเป็นกลุ่มคนทั่วไปที่เอามาใช้งานเสื้อผ้า กลายเป็นว่าที่จริงแล้วทุกคนต้องการหัตถกรรม ในเมื่อเราถึงยุคหัตถกรรมตอนปลายแล้ว แต่ความต้องการลูกค้าเป็นแบบนี้ แล้วทำยังไงถึงจะทำให้หัตถกรรมมันยาวกว่านี้ ยาวต่อไปเรื่อยๆ เพื่อไปตอบรับความต้องการของลูกค้าที่ใช้คำว่าไม่มีที่สิ้นสุดได้เลย” 

 กลุ่มนักออกแบบผู้เข้าใจทั้งดีไซเนอร์และชุมชน สร้างสื่อกลางให้การทำงานคราฟต์ไทยง่ายขึ้นสำหรับทุกคน

Wisdomative

Website : wisdomative.com

Facebook : www.facebook.com/wisdomativeth

Instagram : www.instagram.com/wisdomative

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load