กิ๊ฟเว่น-พิมพ์พิศา ทองหล่อ และ น็อต-วชิร ทองหล่อ สองคู่รักนักวิ่งเทรลที่ใช้เวลาว่างส่วนใหญ่กับต้นไม้และผืนป่า ท่ามกลางธรรมชาติที่หล่อหลอมตัวตนของทั้งคู่ขึ้นมา บันดาลใจให้น็อตหยิบจับวัสดุอย่างไม้มาเล่าเรื่องราวผ่านแบรนด์ If I were a carpenter. ส่วนกิ๊ฟเว่นเลือกบอกเล่าเสน่ห์ในการวิ่งเทรลผ่าน Wood and Mountain

Wood and Mountain เสื้อผ้าบาติกสีธรรมชาติ จ.เชียงใหม่ แรงบันดาลใจจากป่าและการวิ่งเทรล

เชียงใหม่คือจุดหมายปลายทางที่ทั้งคู่เลือกหลังจากแต่งงานกันได้ไม่นาน ธรรมชาติ การผจญภัย และความเบื่อหน่ายเมืองกรุง ผลักดันให้ทั้งคู่มาเริ่มต้นชีวิตครอบครัวที่นี่ เมื่อทุกอย่างเริ่มเข้าที่เข้าทาง น็อตตัดสินใจทำ Cabin เพื่อสร้างอาคารจากไม้เก่าที่เขาชื่นชอบไว้ที่อำเภอแม่ริม เป็นที่ทำงานและที่พักสำหรับแขก ขณะที่กิ๊ฟเว่นเริ่มหลงใหลมนตร์เสน่ห์ของงานคราฟต์และสร้างแบรนด์ขึ้นมา โดยผสมผสานสองสิ่งที่เธอรักเข้าด้วยกัน คือแฟชั่นและการวิ่งเทรล

“เราเป็นคนชอบของวินเทจ ชอบแต่งตัว ชอบไปเดินจตุจักร ไปหาพวกเสื้อวินเทจ เนื่องจากมันเป็นเสื้อเก่า บางตัวก็ขาด มีรูบ้าง แต่เราก็ชอบ เพราะมันไม่สมบูรณ์แบบ เป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของเขา อีกอย่างของวินเทจมันต้องใช้เวลา มันไม่เร็ว มันต้องรอ เราชอบอะไรที่มีกระบวนการ อย่างงานคราฟต์ก็เป็นหนึ่งในนั้น” กิ๊ฟเว่นเล่า

Wood and Mountain เสื้อผ้าบาติกสีธรรมชาติ จ.เชียงใหม่ แรงบันดาลใจจากป่าและการวิ่งเทรล

เมื่อถึงวันที่ได้ไปวิ่งเทรลในป่า หนึ่งในกิจวัตรที่ทำเป็นปกติคือการแวะถ่ายรูปดอกไม้ พื้นผิว และความงามต่างๆ ผืนป่าแต่ละพื้นที่ให้มานั้นแตกต่างกัน ใบไม้บางใบที่ถูกแมลงกัดแทะ หรือผิดแผกไปจากปกติด้วยเหตุบางอย่าง กลายเป็นความงามเฉพาะตัว ก่อเป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบลวดลายผ้าของ Wood and Mountain

“ลายผ้าของเราส่วนมากได้มาจากการท่องเที่ยว การออกไปข้างนอก การวิ่งเทรล อย่างลาย Foster ได้มาจากการวิ่งขึ้นดอยสุเทพทางวัดผาลาด เป็นเปลือกของต้นไม้ เราเห็นว่ามันแปลกดี เราชอบ เราได้แรงบันดาลใจจากมัน บางอย่างเห็นแล้วเซอร์ไพรส์ มันว้าว คือเข้าป่าแล้วไม่ได้มีแค่สีน้ำตาลกับเขียว มันมีเขียวแบบเหลือบๆ ด้วยนะ 

“เราเลยออกแบบลายที่เป็นซิกเนเจอร์ของเรา แต่ด้วยเทคนิคบาติกทำมือ แต่ละตัวเลยไม่เหมือนกัน” กิ๊ฟเว่นอธิบายถึงลายเสื้อตัวที่เธอสวมใส่ ซึ่งเป็นเชิ้ตแขนสั้นและกางเกงขาสั้นสีเขียว บนลวดลายของผืนป่าดอยสุเทพ

Wood and Mountain เสื้อผ้าบาติกสีธรรมชาติ จ.เชียงใหม่ แรงบันดาลใจจากป่าและการวิ่งเทรล

Slow Life, Slow Fashion

หลังจากใช้เวลาในเชียงใหม่มาไม่นาน กิ๊ฟเว่นพบว่าตัวเองเริ่มหลงใหลงานคราฟต์มากขึ้นเรื่อยๆ 

ยิ่งเป็นงานประเภทเสื้อผ้า ยิ่งตรงกับความชอบส่วนตัว หลายครั้งหลายคราที่เธอพบว่าตัวเองอยู่ในวงสนทนาของงานคราฟต์ และซึมซับเข้าสู่ตัวเองมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว ความสงสัยใคร่รู้จึงเป็นนิสัยติดตัวเธอเสมอมา

“เราชอบงานที่มีกระบวนการ มีระยะเวลา มีคุณค่าในตัวของมัน เราชอบเสื้อผ้า แล้วก็อยากทำเสื้อผ้าแบบที่เราอยากใส่ เราเลยชอบถาม อยากรู้ว่าเขาย้อมผ้ายังไง ทำลวดลายยังไง เวลาเจองาน OTOP ก็ชอบไปถามเขาว่าทำที่ไหน หนูไปหาได้ไหม เราอยากรู้ไปหมดเลย เกี่ยวกับการย้อมผ้า การทำลายผ้าในแบบที่เราอยากใส่ คือเรายังไม่ได้คิดเรื่องทำแบรนด์ตั้งแต่ตอนแรกนะ ตั้งใจทำใส่เองก่อน ทำอะไรที่เราอยากใส่ อยากได้แบบนี้ อยากใส่แบบนี้”

สาวเมืองกรุงจับคู่งานคราฟต์กับการวิ่งเทรลสู่แบรนด์เสื้อผ้า Slow Fashion โดยช่างฝีมือในเชียงใหม่

ความตั้งใจในครั้งนั้นทำให้เธอตามหาช่างย้อมและเย็บผ้า ในที่สุดก็ได้เสื้อผ้าในแบบที่คิดไว้ หลังจากสวมใส่ก็ได้รับคำชื่นชมจากคนรอบตัว กลายเป็นสิ่งที่ผลักดันให้กิ๊ฟเว่นตัดสินใจสร้างแบรนด์ขึ้นมา โดยมุ่งเน้น Slow Fashion

“Fast Fashion มีคนทำเยอะมาก และเราเป็นคนที่ไม่อยากทำอะไรเหมือนใคร อีกอย่างเราแคร์ธรรมชาติค่อนข้างมาก ถ้าอะไรที่ช่วยลดขยะได้ เราทำอยู่แล้ว ไม่มีแบรนด์เราก็ทำอยู่แล้ว มันเริ่มจากเราเป็นตัวของตัวเอง ไม่ใช่สิ่งที่ถูกคิดขึ้นมา มันเป็นสิ่งที่เราเป็นอยู่แล้ว 

“ตอนหลังก็มาย้อนคิดเหมือนกันนะ การทำแบรนด์ก็ยากเหมือนกันนะ ต้องคิดอะไรมากมาย แต่พอมาลองทำเอง พบว่าเราถนัดสร้างแบรนด์ที่สอดคล้องกับนิสัยของเรา เลยง่ายขึ้น”

สาวเมืองกรุงจับคู่งานคราฟต์กับการวิ่งเทรลสู่แบรนด์เสื้อผ้า Slow Fashion โดยช่างฝีมือในเชียงใหม่
สาวเมืองกรุงจับคู่งานคราฟต์กับการวิ่งเทรลสู่แบรนด์เสื้อผ้า Slow Fashion โดยช่างฝีมือในเชียงใหม่

แฟชั่นที่ช้าแต่ชัวร์ของ Wood and Mountain จึงเกิดจากการที่ช่างฝีมือค่อยๆ บรรจงสร้างสรรค์ชิ้นงานลงบนผืนผ้าสีขาว เกิดความงดงามที่มีเพียงหนึ่งเดียว ซึ่งแตกต่างจากระบบอุตสาหกรรมผลิตเสื้อผ้าอย่างสิ้นเชิง 

“มันต่างจากผ้าพิมพ์ แบบนั้นไม่ตื่นเต้น เรารู้อยู่แล้วว่าจะออกมาแบบไหน ลายจะมาเป๊ะๆ แต่พอเป็นงานทำมือแล้วหยิบมาดูทีละตัว มันรู้สึกดีนะ ตัวนี้เขียวเข้มจัง ตัวนี้สีอ่อนดีจัง มันมีลักษณะเฉพาะอยู่ในเสื้อผ้าทุกตัว”

ลวดลายจากผืนป่าและการเดินทาง

สาวเมืองกรุงจับคู่งานคราฟต์กับการวิ่งเทรลสู่แบรนด์เสื้อผ้า Slow Fashion โดยช่างฝีมือในเชียงใหม่

ผลิตภัณฑ์ของ Wood and Mountain มีทั้งเสื้อเชิ้ตแขนสั้นกับกางเกงขาสั้นเข้าชุด บางทีก็เป็นชุดนอนที่ใส่เดินเล่น ชมสวน เที่ยวน้ำตก เที่ยวทะเล หรือจะใส่ในชีวิตประจำวันก็ได้ เสื้อผ้าของเธอไม่จำกัดเพศ และเหมาะกับการผจญภัย ด้วยผ้าเนื้อดีที่กิ๊ฟเว่นคัดสรรสิ่งที่ดีที่สุดมาใช้ ส่วนลวดลายก็เกิดจากแรงบันดาลใจจากการท่องไปในที่ต่างๆ

“ตอนนี้มีสองคอลเลกชัน คือ Night Up North ได้แรงบันดาลใจจากแม่ริม และ Gratitude Journal คือ Enjoy a little thing in life อย่างเช่น แค่ตื่นมา มีกาแฟร้อนๆ เราแฮปปี้แล้ว เพราะตอนที่ออกคอลเลกชันนี้ โควิด-19 หนักมาก เราเลยมองหาความสนุกเล็กๆ น้อยๆ รอบตัวเรา และเราจะรับเอาแรงบันดาลใจจากสถานที่ที่ไปมาใช้ในการทำงานด้วย 

“อย่างเราไปภูเขา ก็จะมีชื่อลายอินทนนท์ เราไปแล้วรู้สึกว่าอินทนนท์มันเขียวแบบนี้แหละ ส่วนลายที่ชื่อแม่ริม ก็เขียวแบบแม่ริม ในมุมมองของเรา เราอยากนำเสนอเชียงใหม่ออกไป เพราะรู้สึกว่าเชียงใหม่ให้พลังแก่เรา”

สาวเมืองกรุงจับคู่งานคราฟต์กับการวิ่งเทรลสู่แบรนด์เสื้อผ้า Slow Fashion โดยช่างฝีมือในเชียงใหม่

ส่วนเทคนิคการย้อมผ้าจะใช้การมัดย้อมและบาติกเป็นหลัก โดยใช้ Free Hand ร่วมด้วย เพื่อให้ได้อารมณ์และความรู้สึกที่แตกต่างจากการกั้นสีโดยปกติ ในการทำงานกับช่างฝีมือ กิ๊ฟเว่นจะเป็นคนออกแบบลายผ้าเองทั้งหมด ก่อนถ่ายทอดให้ช่างมากฝีมือในเชียงใหม่ สร้างสรรค์งานผ้าให้ออกมาตามแบบฉบับของ Wood and Mountain

“เราอยากทำให้ออกมาดี ใส่แล้วไม่เบื่อ ใส่ได้ในทุกที่ เลยเลือกผ้าที่ใส่สบาย ใช้ได้นาน และใช้ได้ทุกวัน”

ทางร่วมของนักออกแบบและช่างฝีมือท้องถิ่น

ด้วยความที่เป็นคนถนัดคิด ถนัดการออกแบบ กิ๊ฟเว่นจึงเลือกทำในสิ่งที่ตนเองถนัดที่สุด ส่วนทางด้านการผลิต เธอเลือกใช้ช่างฝีมือในพื้นที่ที่มีประสบการณ์มาอย่างยาวนาน เพื่อให้ได้งานที่มีคุณภาพที่สุด

“เราเริ่มจากถามตรงนั้น ตรงนี้ จากนั้นป้าๆ ก็ส่งต่อกันไป เขาก็จะแนะนำให้เราต่ออีก ตอนนี้มีทีมงานทั้งหมดห้าหกคน ตอนที่เราลงพื้นที่เพื่อไปให้คุณป้าทำลวดลายใหม่ๆ เราก็จะไปหาหัวหน้าของกลุ่ม เมื่อได้ลายที่พอใจ ทางหัวหน้ากลุ่มก็จะเอางานไปกระจายกันเอง เลยทำงานร่วมกันได้อย่างไม่มีปัญหาเรื่องช่องว่างระหว่างวัยเลย”

ในขณะเดียวกัน การทำ Slow Fashion ของเธอยังทำให้ปัญหาเรื่องงานเร่งหมดไป เมื่อเลือกที่จะผลิตอย่างช้าๆ ด้วยความความประณีต ผ้าแต่ละผืนของ Wood and Mountain จึงเต็มไปด้วยคุณภาพและคุณค่า

สาวเมืองกรุงจับคู่งานคราฟต์กับการวิ่งเทรลสู่แบรนด์เสื้อผ้า Slow Fashion โดยช่างฝีมือในเชียงใหม่
สาวเมืองกรุงจับคู่งานคราฟต์กับการวิ่งเทรลสู่แบรนด์เสื้อผ้า Slow Fashion โดยช่างฝีมือในเชียงใหม่

“แต่ละคอลเลกชันเราจะทำไม่เยอะ ทำเท่าที่ช่างทำไหว เป็น Small Production ทำในจำนวนที่เรามีความสุข ช่างก็แฮปปี้ ไม่ต้องไปเร่งเขามาก แล้วมันก็ก่อให้เกิดพลัง พลังในเสื้อผ้า และพลังในทุกๆ สิ่ง”

เมื่อกิ๊ฟเว่นเลือกสร้างสมดุลระหว่างการทำงานที่ไม่มากจนเกินไป และได้ใช้ชีวิตในแบบที่ต้องการ ทำให้ทุกวันนี้ เจ้าของแบรนด์กลายเป็น Personal Trainer ช่วยคนออกกำลังกาย และยังคงหยิบรองเท้าวิ่งเข้าป่าอยู่เป็นประจำ

“เรายังคงออกเดินทางและรับเอาความรู้สึกดีๆ จากธรรมชาติ เพื่อมาใช้ในงานของเรา เมื่อสิ่งที่ตั้งใจทำลงไปนั้นมีผลตอบรับที่ดี มีคนซื้อ นั่นเท่ากับเราได้ช่วยชุมชนด้วยเช่นกัน มันทำให้เรากล้าที่จะคิดต่อยอดไปเรื่อยๆ”

เส้นทางบนผืนผ้าและอนาคตของ Wood and Mountain

หลังจากเข้าปีที่ 2 ของการทำแบรนด์ กิ๊ฟเว่นเรียนรู้สิ่งใหม่หลายอย่าง จากการอยากทำเสื้อผ้าใส่เองในวันนั้น กลายเป็นแบรนด์ที่แข็งแกร่งและอยู่ในใจของลูกค้าในวันนี้ ทั้งยังเปิดประสบการณ์การขายให้กับกิ๊ฟเว่นด้วย

“เราไม่เคยขายของมาก่อนเลย พอได้มาขายจึงรู้ว่าคนเรานั้นมีความต้องการแตกต่างกันเยอะมาก เราใจเย็นลง ความอดทนมีเยอะมากขึ้น เวลาคุยกับเพื่อนๆ ก็คุยเรื่องงานคราฟต์กัน เพื่อนชอบถามว่าทำไมไปวิ่งเทรลบ่อยจัง 

“เราก็บอกว่า เราวิ่งแล้วได้งานกลับมานะ อีกอย่างเวลาไปวิ่งแล้วสดชื่น รู้สึกว่าคิดงานออก มันไม่ต้องเร่งรีบ เราจะมีเวลาแวะถ่ายรูปกับดอกไม้ กับต้นไม้ ใบไม้สวยๆ แล้วเราก็ได้พลังที่จะส่งต่อไปให้ทุกๆ คน” 

พลังที่เธอพูดถึงกลายเป็นลายผ้าที่ได้แรงบันดาลใจจากป่า ช่างฝีมือท้องถิ่นช่วยทำให้การออกแบบของเธอกลายเป็นรูปธรรม และท้ายที่สุด สิ่งที่กิ๊ฟเว่นและทีมงานช่วยกันสรรค์สร้างก็ไปอยู่บนเรือนร่างของผู้คนนับสิบ นับร้อย

สาวเมืองกรุงจับคู่งานคราฟต์กับการวิ่งเทรลสู่แบรนด์เสื้อผ้า Slow Fashion โดยช่างฝีมือในเชียงใหม่

“เราภูมิใจนะ บางครั้งลูกค้าถ่ายรูปมาให้ดู บางคนพยายามครีเอตท่าทางต่างๆ ทำให้เราภูมิใจที่เห็นงานของเราไปอยู่บนร่างกายของผู้คน เราแฮปปี้ที่เขาใส่เสื้อผ้าเรา บางคนใส่บ่อยๆ ใส่ซ้ำๆ เราว่ามันมีพลังผ่านลายผ้าที่เราออกแบบ ถึงวันนี้ เราถือว่าใหม่บนเส้นทางนี้ จากนี้ไปก็จะพัฒนาไปเรื่อยๆ มีผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ออกมา ตอนนี้ที่วางแผนไว้จะเป็นชุดเครื่องนอน หมอน ผ้าปูที่นอน และจะเอาไปใช้ที่ Cabin เพื่อเชื่อมกับงานที่คุณน็อตทำไว้ด้วย”

ก่อนจะจากกัน เราถามกิ๊ฟเว่นถึงมุมมองในอนาคตของวงการงานคราฟต์ไทยว่าควรจะไปยังไงต่อ และทางรอดที่ยั่งยืนในมุมมองของเธอเป็นอย่างไรบ้าง คำตอบของเธอฟังดูเรียบง่ายแต่น่าสนใจ

“เราถือว่าเราเป็นน้องเล็กในวงการคราฟต์ คงตอบได้แค่มุมเล็กๆ ของเรา เราเชื่อว่าทุกคนมีพลังคราฟต์อยู่ในตัว ถ้าอยากทำสิ่งไหน ก็อยากให้ทดลองทำเลย แล้วจะมีผลลัพธ์บางอย่างออกมาอย่างแน่นอน ถ้าขับเคลื่อนในวงของเรา ทุกครั้งที่หมุนวงล้อเล็กๆ ของเรา วงการนี้ก็จะหมุนไปพร้อมกัน” เธอพูดด้วยแววตามุ่งมั่น

รองเท้าวิ่งยังคงถูกใช้งานเป็นปกติ รอยสึกจากวันเวลา ยิ่งย้ำเตือนถึงความมุ่งมั่นและเอาจริงเอาจังในการวิ่งเทรลของกิ๊ฟเว่นและน็อต รวมถึงการชักชวนเพื่อนฝูงให้ออกเดินทางอยู่เสมอ บนเส้นทางที่มีมากกว่าต้นไม้และภูเขา เส้นทางที่มีสีสันมากกว่าเขียวและน้ำตาล เป็นเส้นทางที่ล้อไปกับชีวิตของทั้งคู่ ที่อยากชวนทุกคนเปิดประสบการณ์ไปด้วยกัน

“ถ้าโควิด-19 ซาลงบ้าง อยากชวนให้ไปท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ไปดู ไปสังเกตธรรมชาติ ไปขึ้นเขา ไปลำบากบ้าง แล้วพอถึงยอดเขา คุณจะเห็นความงาม จะได้ประสบการณ์บางอย่างกลับมา เราบอกไม่ถูก ต้องไปสัมผัสเอง 

“เพราะสำหรับเรา การวิ่งเทรลคือการทำสมาธิอย่างหนึ่ง” เธอจบบทสนทนาด้วยรอยยิ้ม

สาวเมืองกรุงจับคู่งานคราฟต์กับการวิ่งเทรลสู่แบรนด์เสื้อผ้า Slow Fashion โดยช่างฝีมือในเชียงใหม่

หากอยากอ่านบทความนี้ให้ได้อรรถรสของผืนป่า ลองเปิดเพลงใน Spotify ของ Wood and Mountain ซึ่งมีเพลย์ลิสต์ชื่อ Cabin Time ประกอบการอ่าน กดฟังได้ที่นี่ www.woodandmountain.com/music

ติดตามเรื่องราวและสนับสนุน Wood and Mountain Studio ได้ที่

Shop_unformed 251/1 โครงการซีนสเปซ ชั้น 2 ซอยทองหล่อ 13 แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ 

ES Phuket 8 ถนนรัษฎา ตำบลตลาดเหนือ อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต 

เว็บไซต์ : www.woodandmountain.com

Facebook : Wood and Mountain

Instagram : @woodandmountainstudio

Writer

ศุภชัย กองประชุม

นักเย็บสมุดที่ใช้ชีวิตรายรอบไปด้วยสมุด หนังสือ ดนตรี กาแฟ สหาย และบทสนทนา ภายใต้อ้อมกอดของยอดดอยเชียงใหม่

Photographer

มงคลชัย ไชยวงค์

ออกเดินทาง เพื่อเข้าใจความเป็นมนุษย์ ผ่านวิถีชาติพันธุ์ ผู้หลงรักความเป็นวัฒนธรรมต่างถิ่น

Creative Local

ตัวอย่างการใช้ไอเดียสร้างสรรค์ต่อยอดของดีของชุมชน

“โอฮาโย โกะไซมัส!” (อรุณสวัสดิ์ค่ะ!)

“อะริกะโต for coming!” (ขอบคุณที่มานะคะ!)

ประโยคที่ออกจากใจ อย่างไรก็ต้องส่งถึงผู้รับแน่นอน

เราทักทายในฐานะแฟนคลับแดนอาทิตย์อุทัยที่พูดญี่ปุ่นแทบจะไม่ได้

โชคดีที่แขก ซึ่งแท้จริงแล้วเป็นประธานบริษัทจากเกียวโตทั้ง 3 คน ยิ้มรับอย่างสดใสพร้อมโค้งให้เราอย่างสุภาพ

ครั้งนี้ The Cloud ซ้อมเปิดประเทศด้วยการเปิดบ้านต้อนรับทูตวัฒนธรรมผู้มาส่งต่อความเป็นญี่ปุ่นผ่านผลิตภัณฑ์ดั้งเดิม 3 ชิ้นจาก 3 บริษัท บอกเลยว่าประวัติศาสตร์ยาวนาน งานคราฟต์ไม่ธรรมดา คุณภาพคือที่หนึ่ง และความตั้งใจส่งต่อวัฒนธรรมไปทั่วโลกคือเป้าหมายที่ไม่ไกลเกินเอื้อม

ชา โคมไฟ กระดาษ : งานคราฟต์ดั้งเดิมโดยช่างเกียวโตที่อยากส่งต่อวัฒนธรรมญี่ปุ่นไปทั่วโลก

ทาสุคุ อิโนะอุเอะ คือประธานบริษัทชาเขียว ROKUBEI ที่ก่อตั้งมาจากธุรกิจครอบครัวอายุ 2 ศตวรรษ ทำให้สินค้าของพวกเขามีคุณภาพล้นแก้ว คนดื่มสุขกาย เกษตรกรท้องถิ่นสบายใจ คนญี่ปุ่นชงได้ คนต่างชาติชงไม่เป็นก็มีแบบ Shake ไว้บริการ

ซาโอริ นิชิคาวา เธอคือประธานบริษัทกระดาษ NISHIKAWA PAPER ผู้รับช่วงต่อมาจากคุณปู่ที่เริ่มธุรกิจมาตั้งแต่เมื่อร้อยปีก่อน สมุดทุกเล่มผลิตจากกระดาษคุณภาพดีของประเทศ โดยช่างฝีมือดั้งเดิมที่คงความละเอียดละออไว้ตั้งแต่ปก เนื้อกระดาษ ยันสันที่บรรจงเย็บด้วยมือ

ซาชิโกะ ทันโนะ ทายาทรุ่นสองของบริษัทโคมไฟ YAHIRO DENKI ผู้นำแสงสว่างสู่บ้านของชาวญี่ปุ่นมานานกว่า 50 ปี พวกเขายกระดับแสงไฟให้มาพร้อมความงาม โดยซึมซับวัฒนธรรมญี่ปุ่นเอาไว้อย่างเต็มเปี่ยมผ่านวัสดุ การออกแบบ และงานฝีมือ เพื่อให้โคมไฟทุกชิ้นเป็นงานคราฟต์ที่มีเพียงชิ้นเดียวบนโลก

 แค่ฟังน้ำจิ้มตอนที่พวกเขาแนะนำตัวก็ใจสั่น สั่นเพราะความอยากได้ปนความอยากรู้ 

ทั้ง 3 บริษัทมาจากเกียวโต เมืองวัฒนธรรมที่เก่าแก่และคละคลุ้งด้วยกลิ่นอายของประวัติศาสตร์ แต่กว่าธุรกิจดั้งเดิมเหล่านี้จะก่อร่างสร้างตัวมาเป็นบริษัทในปัจจุบัน เรื่องราวของพวกเขาเป็นอย่างไรบ้าง

เราขอทานวุ้นแปลภาษาเพื่อพากายทิพย์ของทุกท่านไปเยือนญี่ปุ่นให้หายคิดถึงกันเลย อิตะดะคิมัส~

YAHIRO DENKI

สำนักโคมไฟ

ยกระดับแสงสว่างในเรือนให้มาเยือนพร้อมความงาม

ครอบครัวของ ซาชิโกะ ทันโนะ เริ่มต้นธุรกิจส่งต่อแสงสว่าง YAHIRO DENKI ที่เมืองฮิงะชิโอซะกะมายาวนานกว่า 54 ปี นับตั้งแต่ปี 1968 โดยเธอรับช่วงต่อมาจาก โคจิ ทันโนะ ผู้เป็นพ่อ

ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเพื่อยกระดับโคมไฟงานคราฟต์ให้เป็นสินค้าส่งออกทั่วโลก โดยทันโนะหันมาให้ความสำคัญเรื่องการออกแบบและความสวยงามมากขึ้น นอกเหนือจากประโยชน์ใช้สอยและความปลอดภัยที่คุณพ่อของเธอสร้างมาตรฐานเอาไว้อยู่แล้ว

ทาสุคุ อิโนะอุเอะ คือประธานบริษัทชาเขียว ROKUBE, ซาโอริ นิชิคาวา เธอคือประธานบริษัทกระดาษ NISHIKAWA PAPER, ซาชิโกะ ทันโนะ ทายาทรุ่นสองของบริษัทโคมไฟ YAHIRO DENKI
ชา โคมไฟ กระดาษ : งานคราฟต์ดั้งเดิมโดยช่างเกียวโตที่อยากส่งต่อวัฒนธรรมญี่ปุ่นไปทั่วโลก

“ยุคหนึ่งมีงานเข้ามาน้อยลง ฉันจึงอาสาเป็นคนไปหาลูกค้า โดยเริ่มตระหนักถึงเรื่องการออกแบบ

“รุ่นแรกเริ่มต้นจากการทำโคมไฟธรรมดา เช่น ติดตั้งไฟในโรงงาน แต่รุ่นของฉันใช้โคมไฟในการประดับตกแต่ง เรายังมีช่างฝีมือทั้งงานไม้ งานผ้า งานแก้ว งานไฟ งานเชื่อม ซึ่งเป็นช่างดั้งเดิม ถามว่าดั้งเดิมขนาดไหน บางคนอยู่มาก่อนฉันเกิด พวกเขาเลี้ยงฉันมาตั้งแต่เด็กเลย (หัวเราะ) จนตอนนี้ฉันบริหารบริษัทได้แล้ว”

โคมไฟของทางร้านเป็นงานสั่งผลิต มีนักออกแบบทั้งชาวญี่ปุ่นและชาวต่างชาติร่วมกันสร้างสรรค์พลังไฟและงานศิลป์ให้เหมาะสมแก่สถานที่ ไม่ว่าจะเป็นโรงแรม โรงอาบน้ำ ร้านอาหาร ภัตตาคาร ห้องสมุด คลับบาร์ พื้นที่ส่วนตัว หรือพื้นที่สาธารณะ ซึ่งสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปอีกอย่างคือมีลูกค้าต่างชาติเยอะกว่าเดิม

ทันโนะเชื่อว่า ของดีต้องมีที่ให้แสดงออกและเผยแพร่ให้คนรับรู้ ไม่ใช่แค่ความสามารถอันโดดเด่น แต่ยังรวมถึงวัสดุที่เป็นของดีของประเทศ และความพิถีพิถันที่ถือเป็นเอกลักษณ์และวัฒนธรรมของชาวญี่ปุ่นด้วย

“เราอยากสื่อสารเรื่องวัสดุและศิลปะ ไม่ว่าจะเป็นโคมไฟคิริโกะ โคมไฟโจจิ โคมไฟคุมิโกะ ทำจากกระดาษ แก้ว ไม้ ไม้ไผ่ หรือผ้า ผลงานทั้งหมดถูกส่งไปตั้งแต่ฮอกไกโดถึงโอกินาว่าด้วยฝีมือของสมาชิกเพียง 24 คนในบริษัทที่มีตั้งแต่หนุ่มสาวจนถึงวัยชรา

“วัถุดิบของญี่ปุ่นดีทั้งนั้นเลย แต่คนในประเทศไม่ได้เห็นความสำคัญมากนัก คนที่สนใจกลับเป็นชาวต่างชาติ เพราะฉะนั้นเลยอยากสื่อสารให้รับรู้” ทันโนะเล่า

ชา โคมไฟ กระดาษ : งานคราฟต์ดั้งเดิมโดยช่างเกียวโตที่อยากส่งต่อวัฒนธรรมญี่ปุ่นไปทั่วโลก
ชา โคมไฟ กระดาษ : งานคราฟต์ดั้งเดิมโดยช่างเกียวโตที่อยากส่งต่อวัฒนธรรมญี่ปุ่นไปทั่วโลก
ภาพ : YAHIRO DENKI

เธอเสริมว่า เอกลักษณ์ของคนญี่ปุ่นคือความใส่ใจ เพราะฉะนั้นเธอจึงใส่ใจทุกขั้นตอน ทุกอย่างถูกทำให้เป็นจริงโดยช่างฝีมือตัวจริง ซึ่งทำให้โคมไฟมีคุณภาพระดับโลก 

“ระยะเวลา 50 ปีที่พวกเขาทำงานมาทำให้ฉันไม่ต้องกังวลเรื่องรูปร่างหรือการเชื่อมเหล็กแม้แต่น้อย มันเนี้ยบและปลอดภัยตามมาตรฐาน Product Safety of Electrical Appliances and Materials (PSE)”

ทันโนะบอกเคล็ดลับอีกอย่างว่า เธอไม่เคยมองคนในบริษัทเป็นพนักงาน เพราะพวกเขาคือหุ้นส่วนทางธุรกิจคนสำคัญที่ช่วยสร้างทีมเวิร์กให้เกิดขึ้น โดยคติของเธอคือ ทุกคนจะต้องมีความสุขทั้งในระดับร่างกายและจิตวิญญาณ ตั้งแต่ผลิตงานจนถึงส่งมอบงาน ซึ่งต้องถึงอย่างปลอดภัย สะอาด ตรงเวลา เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกคุ้มค่าที่ใช้บริการ ส่วนคนทำก็ภาคภูมิใจ

ชา โคมไฟ กระดาษ : งานคราฟต์ดั้งเดิมโดยช่างเกียวโตที่อยากส่งต่อวัฒนธรรมญี่ปุ่นไปทั่วโลก
ภาพ : YAHIRO DENKI

“นำเสนอความเป็นญี่ปุ่นลงไปในผลงาน คือเรื่องความละเอียดอ่อน พิถีพิถัน และคุณภาพ เช็กทุกขั้นตอน แต่สุดท้ายคนที่เช็กและ QC ได้ดีที่สุดคือลูกค้า”

เมื่อพูดถึงเรื่องวัสดุ ทันโนะยกตัวอย่างสินค้าซีรีส์ใหม่ที่บริษัทภูมิใจนำเสนอในชื่อว่า GOLDBLU Lamp ซึ่งมี ‘แผ่นทอง’ ที่พบได้ในประเทศญี่ปุ่นเท่านั้นเป็นองค์ประกอบสำคัญ

“แผ่นทองนี้เบาและบาง ซึ่งบางเป็นพิเศษกว่าที่อื่น พบแค่ที่เมืองคานาซาวะ จังหวัดอิชิคาวา เมื่อนำไปส่องไฟจะไม่ได้แสงสีทอง แต่ได้เป็นแสงสีเงิน”

ชา โคมไฟ กระดาษ : งานคราฟต์ดั้งเดิมโดยช่างเกียวโตที่อยากส่งต่อวัฒนธรรมญี่ปุ่นไปทั่วโลก

เราลองสัมผัสโคมไฟนั้นดู ภายนอกเป็นแก้ว แต่ภายในคือวัสดุล้ำค่า ทันโนะบอกว่า คนทำแผ่นทองต้องเป็นช่างฝีมือที่เชี่ยวชาญเท่านั้น นอกจากนี้ เหตุผลที่เลือกวัสดุใหม่มานำเสนอก็เป็นเรื่องของประวัติศาสตร์ประเทศและการเผยแพร่วัฒนธรรม เธออยากให้ช่างทุกคนรู้ว่า ผลงานของพวกเขาได้บินลัดฟ้ามาโชว์ที่ต่างประเทศแล้ว และฝีมือของพวกเขาจะถูกโจษจัน ไม่ใช่ถูกลืมไปตามยุคสมัย

“โคมไฟทุกอันมีเพียงชิ้นเดียวบนโลก เพราะเป็นสินค้าที่ทำด้วยมือทั้งหมด เราอยากให้บ้านของทุกคนมีบรรยากาศที่ดี ไม่ว่าจะเป็นสไตล์ญี่ปุ่นหรือไม่ มันคือการทำให้ศิลปะและงานแขนงนี้ยังคงอยู่”

ทันโนะทิ้งท้ายว่า หากใครอยากลองเปิดประสบการณ์เวิร์กชอปทำโคมไฟคุมิโกะ ก็สามารถไปเยือนโชว์รูมของเธอได้ในเดือนตุลาคมปีหน้า ทุกคนยินดีต้อนรับ!

ชา โคมไฟ กระดาษ : งานคราฟต์ดั้งเดิมโดยช่างเกียวโตที่อยากส่งต่อวัฒนธรรมญี่ปุ่นไปทั่วโลก
ภาพ : YAHIRO DENKI
ชา โคมไฟ กระดาษ : งานคราฟต์ดั้งเดิมโดยช่างเกียวโตที่อยากส่งต่อวัฒนธรรมญี่ปุ่นไปทั่วโลก

YAHIRO DENKI

Website : http://yahirodenki.com/ 

Facebook : https://www.facebook.com/yahirodenki.co.jp 

NISHIKAWA PAPER

สำนักกระดาษ 

สมุดทำมือดั้งเดิมโดยช่างฝีมือหัตถาเทพ

กระดาษสีขาวและช่างมือทอง คือสิ่งที่ทุกท่านจะได้พบเมื่อมาเยือนบริษัท NISHIKAWA PAPER ธุรกิจเก่าแก่ของครอบครัวนิชิคาวาที่คัดสรรกระดาษคุณภาพเยี่ยมของประเทศ มาเปลี่ยนเป็นสมุดทำมือแบบดั้งเดิมที่มีเอกลักษณ์คือ ‘ทำเองทุกขั้นตอน’ และคุณก็ฝากตัวเป็นลูกศิษย์ของเหล่าปรมาจารย์ได้

“ตั้งแต่รุ่นคุณปู่ก็ทำงานเกี่ยวกับกระดาษมาประมาณร้อยกว่าปี ช่วงปลายของยุคไทโชเริ่มมีการผลิตกระดาษ ต่อมาช่วงปี 1960 เราใช้ชื่อ NISHIKAWA PAPER ส่วนบริษัทก่อตั้งมา 48 ปี นับตั้งแต่ปี 1975” ซาโอริ นิชิคาวา ทายาทของบริษัทเริ่มเล่า

ทาสุคุ อิโนะอุเอะ คือประธานบริษัทชาเขียว ROKUBE, ซาโอริ นิชิคาวา เธอคือประธานบริษัทกระดาษ NISHIKAWA PAPER, ซาชิโกะ ทันโนะ ทายาทรุ่นสองของบริษัทโคมไฟ YAHIRO DENKI
ชา โคมไฟ กระดาษ : งานคราฟต์ดั้งเดิมโดยช่างเกียวโตที่อยากส่งต่อวัฒนธรรมญี่ปุ่นไปทั่วโลก

เยื่อไม้ผ่านนานากรรมวิธีออกมาเป็นแผ่นสีขาวบาง หากปล่อยไว้ก็คงเป็นเพียงกระดาษวาดภาพหรือของตกแต่งธรรมดา แต่ครอบครัวนิชิคาวามองเห็นคุณค่าที่มากกว่านั้น พวกเขาจึงแต่งองค์ทรงเครื่องให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์สมุดจด สมุดสะสมตราประทับ บานพับ ไปจนถึงกล่องอเนกประสงค์ และสินค้าสั่งผลิตอื่น ๆ มีการเพิ่มสีสันและลวดลายให้ดึงดูดคนรุ่นใหม่ แต่ยังคงไว้ซึ่งความพิถีพิถันทุกรายละเอียด ตั้งแต่การทากาว จนถึงการเข้าเล่มด้วยเส้นด้าย

ธุรกิจกระดาษก้าวผ่านกาลเวลาที่รุ่งเรืองจนถึงวันที่เริ่มร่วงโรย แต่ใบไม้ก็ยังไม่เคยหมดต้น นิชิคาวาและแขกในออฟฟิศของเราเห็นพ้องต้องกันว่า ชาวญี่ปุ่นยังให้ความสำคัญกับการใช้สมุดจด ทำให้สินค้ายังเป็นที่ต้องการ เพียงแต่รูปแบบอาจเปลี่ยนไปตามออเดอร์ 

ส่วนสมุดสไตล์ดั้งเดิมบนโต๊ะเป็นสิ่งที่เรารู้สึกแปลกตา

เจ้าของบริษัทกางสมุดออกมาราวกับกางบานพับ หน้าปกสีสันสดใสถูกแปะลงบนกระดาษแข็งอีกทีเพื่อความคงทน เนื้อกระดาษสีขาวภายในทั้งหนาและลื่น รองรับได้ตั้งแต่ดินสอจนถึงน้ำหมึกของพู่กัน

เธอชี้ให้เราดูช่องว่างระหว่างหน้ากระดาษที่ใช้นิ้วสอดเข้าไปได้ ด้านในเนื้อกระดาษหยาบแต่นุ่ม ดูไม่เหมาะกับการเขียนด้วยพู่กัน เพราะน้ำหมึกคงแผ่กระจายจนอ่านไม่ออก 

สมุดดั้งเดิมของญี่ปุ่นเป็นการใช้กระดาษ 1 แผ่น ซึ่งมีขนาดใหญ่เป็น 2 เท่าของหน้าปก พับครึ่ง ให้เหลือขนาดเท่าสมุด โดยนำพื้นผิวที่เรียบและลื่นไว้ด้านนอก ส่วนผิวที่ไม่ได้ใช้เอาไว้ด้านใน จากนั้นจึงนำมาต่อกันด้วยกาวเป็นรูปแบบบานพับ เท่านี้ก็จะได้กระดาษที่หนาตามสไตล์ดั้งเดิม แถมยังไม่เห็นรอยกาวแม้แต่น้อย

คุยงานคราฟต์กับ 3 สำนักดั้งเดิมแห่งเมืองเกียวโต ที่อยากส่งต่อความพิถีพิถันและวัฒนธรรมญี่ปุ่นผ่านชา โคมไฟ และกระดาษ
คุยงานคราฟต์กับ 3 สำนักดั้งเดิมแห่งเมืองเกียวโต ที่อยากส่งต่อความพิถีพิถันและวัฒนธรรมญี่ปุ่นผ่านชา โคมไฟ และกระดาษ

“เดี๋ยวนี้ยังมีคนมาสั่งผลิตอยู่ เพราะใช้เป็นสมุดสะสมตราประทับเวลาไปศาลเจ้า ปั๊มตราลงไปไม่ทะลุ เขียนด้วยพู่กันก็ไม่ซึม ทนทานและสวยงาม เป็นของที่ขาดไม่ได้ เพราะเชื่อมโยงกับวัฒนธรรมของเรา

“สมุดเหล่านี้คือความมั่นใจและความภูมิใจ จริง ๆ กระดาษมีหลากหลายแบบมากกว่าที่ใครคิด เรานำสิ่งเหล่านั้นมาสร้างเป็นผลิตภัณฑ์ด้วยสองมือของช่างเก่าแก่ แนวคิดของเราคือการส่งความสุขและคุณภาพของกระดาษญี่ปุ่นผ่านผลงานอย่างจริงใจ” เธออธิบาย

ธุรกิจแปรรูปกระดาษนิชิคาวาขึ้นชื่อเรื่องความพิถีพิถัน ตั้งแต่ต้นทางจนถึงกระบวนการสุดท้าย

“กระดาษผลิตจากต้นไม้หลายพันธุ์ ทั้งต้นโคโสะ ต้นมิสึมาตะ และต้นกัมปิ ซึ่งอย่างหลังเป็นไม้ราคาแพงที่ตอบโจทย์คนเขียนพู่กัน ในอดีตเวลาเขียนวรรณคดีหรือบทกลอนจะเขียนตัวเล็กมาก ถ้ากระดาษไม่ดี รอยพู่กันที่เขียนจะแตก ดังนั้น กระดาษที่เหมาะสมจึงเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่มองข้ามไม่ได้

“เราใส่ใจเรื่องนี้มาก ทุกครั้งก่อนจะนำกระดาษตัวใหม่ออกขาย ต้องใช้พู่กันไปลองเขียนก่อนเพื่อเช็กว่าลายเส้นแตกไหม ถ้าแตกก็ไม่ขาย” ประธานบริษัทย้ำกับเรา

คุยงานคราฟต์กับ 3 สำนักดั้งเดิมแห่งเมืองเกียวโต ที่อยากส่งต่อความพิถีพิถันและวัฒนธรรมญี่ปุ่นผ่านชา โคมไฟ และกระดาษ
คุยงานคราฟต์กับ 3 สำนักดั้งเดิมแห่งเมืองเกียวโต ที่อยากส่งต่อความพิถีพิถันและวัฒนธรรมญี่ปุ่นผ่านชา โคมไฟ และกระดาษ
คุยงานคราฟต์กับ 3 สำนักดั้งเดิมแห่งเมืองเกียวโต ที่อยากส่งต่อความพิถีพิถันและวัฒนธรรมญี่ปุ่นผ่านชา โคมไฟ และกระดาษ
ภาพ : NISHIKAWA PAPER

การยกระดับสินค้าเก่าแก่ไม่ใช่เพียงการพัฒนาคุณภาพ แต่การบริการเองก็ต้องไม่หยุดอยู่กับที่ 

ในปี 2023 เมื่อญี่ปุ่นเปิดประเทศ บริษัทของเธอจะเปิดกิจกรรมเวิร์กชอปอย่างเป็นทางการตั้งแต่เดือนเมษายนเป็นต้นไป เพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวและแบ่งปันวัฒนธรรมที่ตกทอดมากว่า 1 ศตวรรษ

“เรามีช่างฝีมือผู้เชี่ยวชาญในบริษัทประมาณ 20 คน ซึี่งฝีมือสุดยอด ผลิตได้สูงสุด 1,500 เล่ม ทำด้วยมือนะคะ มีแค่บางขั้นตอนที่ใช้เครื่องทุ่นแรง เช่น ตอนกดกระดาษ เพราะถ้าจับด้วยมือบ่อย ๆ อาจทำให้เสียหาย หากท่านไหนสนใจสามารถติดต่อมาที่บริษัท มาเยี่ยมโรงงานได้

“ช่างฝีมือของเราพร้อมสอนให้ทุกท่านออกแบบและลองทำสมุดของตัวเอง ท่านจะได้รู้จักประวัติของเรา เห็นการผลิตจริง แต่ที่เยี่ยมที่สุดคือการได้ลงมือทำเอง แล้วสมุดเล่มนั้นก็จะมีเพียงเล่มเดียวบนโลกและเป็นของคุณ” 

นิชิคาวาทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงที่บ่งบอกถึงความรักที่มอบให้กับสิ่งที่ทำ

การปูทางครั้งใหม่นี้เกิดขึ้นเพื่อให้ทั่วโลกรู้ว่า ‘นี่คือกระดาษที่ดีที่ควรค่าแก่การถูกใช้งาน’

พูดแล้วก็อยากได้มาครอบครองตามคำเรียกร้องสักเล่ม

ชา โคมไฟ กระดาษ : งานคราฟต์ดั้งเดิมโดยช่างเกียวโตที่อยากส่งต่อวัฒนธรรมญี่ปุ่นไปทั่วโลก
ภาพ : NISHIKAWA PAPER

NISHIKAWA PAPER

Website : http://nishikawashigyo.com/ 

Instagram : https://www.youtube.com/channel/UCBIFaD3OJ5amyxJvkvg-0SQ

ROKUBEI TEA

สำนักชาเขียว 

จงรักษาคุณภาพเสมือน ‘การดื่มชามีได้แค่ครั้งเดียว’

เมืองอุจิ ไม่ได้มีเพียงวัดเบียวโดอินให้ท่องเที่ยว แต่ยังเป็นบ้านเกิดของ ‘ชาอุจิ’ อันลือลั่น 

ใต้ท้องฟ้าสีครามสดใส คือไร่สีเขียวที่เติบโตพร้อมประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่ไม่ว่าจะบ้านไหนก็ขาดการชงชาไปไม่ได้ 

ครอบครัวของ ทาสุคุ อิโนะอุเอะ จึงไม่เคยหยุดพัฒนาเครื่องดื่มชนิดนี้ตราบจนถึงปัจจุบัน

ส่วนตัวเราคิดว่า หากปล่อยให้ของดีกลายเป็นเพียงผลิตภัณฑ์ธรรมดาที่โลกไม่รู้จักก็คงน่าเสียดาย

ทาสุคุ อิโนะอุเอะ คือประธานบริษัทชาเขียว ROKUBE, ซาโอริ นิชิคาวา เธอคือประธานบริษัทกระดาษ NISHIKAWA PAPER, ซาชิโกะ ทันโนะ ทายาทรุ่นสองของบริษัทโคมไฟ YAHIRO DENKI
คุยงานคราฟต์กับ 3 สำนักดั้งเดิมแห่งเมืองเกียวโต ที่อยากส่งต่อความพิถีพิถันและวัฒนธรรมญี่ปุ่นผ่านชา โคมไฟ และกระดาษ

ROKUBEI ไม่ได้เน้นชาเพียงชนิดเดียว หากแต่รวบรวมสุดยอดชามาจากทั่วประเทศ เพื่อจำหน่ายและแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์มากมาย ไม่ว่าจะเป็นมัทฉะ เซนฉะ เกียวคุโระ โฮจิฉะ เก็นไมฉะ มัทฉะคาปูชิโน มัทฉะลาเต้ โฮจิฉะคาปูชิโน หรือโฮจิฉะลาเต้ ภายใต้การออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคแบบดั้งเดิม แบบ Shake (เขย่าดื่ม) แบบถุงชง และแบบซอง

นอกจากนี้ยังมีการต่อยอดสินค้า จำหน่ายเป็นขนมหวานที่ผลิตจากชาคุณภาพ ทั้งคุกกี้และช็อกโกแลต รวมถึงอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่แก้ว ถ้วย ชาม กาน้ำ เครื่องปั้นดินเผาคิโยมิซุยากิ (Kiyomizuyaki) โทโคยาเมะยากิ (Tokonameyaki) และฮาซามิยากิ (Hasamiyaki) ซึ่งทุกอย่างถือเป็นสิ่งสำคัญในการยกระดับประสบการณ์การดื่มชาให้กับทุกคน

“เรามีร้านอยู่ใกล้วัด Daitokuji ในเกียวโต เป็นธุรกิจของครอบครัว ขายผลิตภัณฑ์คุณภาพ ปลอดสารพิษ แม้ตัวบริษัทเพิ่งเปิดมาเพียง 6 ปี แต่ครอบครัวของผมทำมาตั้งแต่ปี 1818 เลยมั่นใจว่าประสบการณ์มากกว่า 200 ปี ย่อมทำให้คุณภาพยอดเยี่ยมแน่นอน

“ปัจจุบัน ภารกิจของเราคือการส่งชาญี่ปุ่นไปทั่วโลก” ทาสุคุ อิโนะอุเอะ เล่าอย่างภูมิใจ

บริษัทของเขามีหลักการประจำใจคือ ‘Ichigo Ichie’ (一期一会) เป็นสุภาษิตโบราณ หมายความว่า ‘พบกันครั้งเดียว’ เพราะฉะนั้น ต้องทำทุกอย่างให้ดีที่สุด ซึ่งนำไปปรับใช้กับการต้อนรับแขกและการทำงานอื่น ๆ ได้ ยกตัวอย่าง พิธีชงชา ที่ไม่ว่าจะเป็นผู้ชงหรือผู้ดื่มก็ต้องมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้แก่กัน โดยอิโนะอุเอะถือว่า หลักการนี้เป็นวัฒนธรรมและจุดเด่นของบริษัทไม่ต่างจากสินค้า

คุยงานคราฟต์กับ 3 สำนักดั้งเดิมแห่งเมืองเกียวโต ที่อยากส่งต่อความพิถีพิถันและวัฒนธรรมญี่ปุ่นผ่านชา โคมไฟ และกระดาษ
ภาพ : ROKUBEI TEA

“ชาญี่ปุ่นมีประวัติศาสตร์ยาวนาน เดิมทีมาจากจีนเมื่อเกือบ 2,000 ปีก่อน ยุคแรกเริ่มถือเป็นเครื่องดื่มที่ไม่ใช่ใครก็กินได้ ต้องอยู่ในวงศ์ชั้นสูง แต่พอเวลาผ่านไปก็เริ่มแพร่หลาย 

“มันมีรสอูมามิในตัว มีสารแอลธีอะนีน (L-Theanine) ที่ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายตามธรรมชาติ และมีสารแคทีชิน (Catechin) ที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ผมดื่มแล้วรู้สึกแข็งแรง” เขารีวิวประโยชน์ พร้อมแจกสินค้าสีเขียวและน้ำตาลสดใสให้ถึงมือ

วงการนักดื่มเติบโตไม่หยุดจนชากลายเป็นสินค้าส่งออกสำคัญที่มีปลายทางไปไกลถึงอเมริกา นอกจากแต่ละสายพันธุ์จะให้รสชาติอันเป็นเอกลักษ์ ดินแต่ละพื้นที่ยังมอบรสชาติที่แตกต่างเช่นเดียวกับไวน์ที่ได้จากองุ่นคนละแปลง

ROKUBEI คัดเลือกชาออร์แกนิก ปลอดสารพิษชั้นดีจากเกษตรกรท้องถิ่นทั่วประเทศโดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง พวกเขาเดินทางไปถึงไร่ เพื่อคัดเลือกและตรวจสอบคุณภาพให้เป็นไปตามมาตรฐานของ Japan Organic and Natural Foods Association (JONA) USDA Organic และ European Union organic

“เรามองว่าเกษตรกรเป็นเพื่อนร่วมงานคนสำคัญ การไปเยือนถึงไร่ทำให้พวกเขาได้รับรายได้โดยตรง ถือเป็นการสร้างอาชีพ สร้างความภูมิใจ และสร้างกำลังใจให้ผู้ผลิต

“หลังจากได้วัตถุดิบมา เป็นหน้าที่ของพวกเราที่จะออกแบบและหาวิธีส่งต่อไปทั่วโลก เพราะเราคิดว่าเราไม่ได้แค่ส่งชา แต่เราส่งออกวัฒนธรรมอันงดงาม 

“ผมมีจัด Tea Tour เพื่อต่อยอดอุตสาหกรรมการผลิตให้เป็นที่ท่องเที่ยว จัดสัมมนาแลกเปลี่ยนความรู้ในหลายด้าน เช่น ชงชาอย่างไรให้อร่อย นอกจากนี้ยังนำเสนอเรื่องศิลปะและลายเส้นโบราณเอาไว้บนถุง”

เราเห็นกบโวยวาย กระต่ายถือกิ่งไม้ไล่หวดลิงจ๋อที่พกหมวกเหมือนชาวไร่ 

เรื่องราวของเหล่าสรรพสัตว์ที่เลียนแบบท่าทางมนุษย์ เรียกว่า Chōjū-jinbutsu-giga เป็นภาพวาดบนม้วนกระดาษเก่าแก่ของญี่ปุ่น คาดว่าวาดขึ้นช่วงกลางศตวรรษที่ 12 เดิมเป็นของวัดโคซังจิ ในเกียวโต ส่วนในปัจจุบันถือเป็นสมบัติชาติ ถูกเก็บรักษาเอาไว้ในพิพิธภัณฑ์แห่งชาติเกียวโตและโตเกียว

อิโนะอุเอะ เลือกภาพโบราณเหล่านี้มาใช้บนบรรจุภัณฑ์ เพื่อสื่อถึงประวัติศาสตร์และศิลปะที่ควรค่าแก่การเผยแพร่ เช่นเดียวกับธุรกิจครอบครัวที่ทายาทรุ่นใหม่มีวิสัยทัศน์กว้างไกลกว่าเก่า

ปัจจุบัน ชาไม่ใช่แค่เครื่องดื่มเพิ่มความอบอุ่นหรือเอาไว้ต้อนรับแขก แต่เป็นทั้งพืชเศรษฐกิจ เอกลักษณ์ของชาติ และของกำนัลที่ส่งต่อวัฒนธรรมอันงดงามของพวกเขา

คุยงานคราฟต์กับ 3 สำนักดั้งเดิมแห่งเมืองเกียวโต ที่อยากส่งต่อความพิถีพิถันและวัฒนธรรมญี่ปุ่นผ่านชา โคมไฟ และกระดาษ

ROKUBEI TEA

Website : https://rokubei-tea.com/en

Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCBIFaD3OJ5amyxJvkvg-0SQ 

ก่อนจบการสนทนาอย่างเป็นทางการ แขกผู้มีเกียรติทั้งสามได้ส่งมอบของที่ระลึกให้เราเพื่อเป็นการเชื้อเชิญไปเที่ยวประเทศของพวกเขา โดยทุกคนมีเป้าหมายเดียวกันคือ อยากให้คนไทยได้สัมผัสและรู้จักความเป็นญี่ปุ่นที่ลึกซึ้งกว่าเก่า ไม่ว่าจะผ่านการเวิร์กชอปสมุดทำมือ ทำโคมไฟคุมิโกะ หรือลองเข้าพิธีชงชา ทั้งหมดคือการส่งต่อวัฒนธรรมอันมีค่าที่เขารักและไม่อยากให้หายไป

“โดโมะ อาริกาโตโกไซมัส” (ขอบคุณเป็นอย่างยิ่ง)

“มาตะ ไอมะโช” (แล้วพบกันใหม่)

เราบอกลาเจ้าของภาษาที่โค้งให้อย่างพร้อมเพรียง แล้วพบกันที่ประเทศญี่ปุ่น!

ทาสุคุ อิโนะอุเอะ คือประธานบริษัทชาเขียว ROKUBE, ซาโอริ นิชิคาวา เธอคือประธานบริษัทกระดาษ NISHIKAWA PAPER, ซาชิโกะ ทันโนะ ทายาทรุ่นสองของบริษัทโคมไฟ YAHIRO DENKI

Writer

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load