มีวัดลับวัดหนึ่งที่มีความพิเศษอยู่หลายประการ กล่าวคือ พระอุโบสถสร้างขึ้นบนตำแหน่งอันทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์และถือว่าเป็นมงคลยิ่ง เป็นวัดที่ประดิษฐานองค์พระประธานในลักษณะที่ไม่เหมือนวัดไหนๆ จนอาจกล่าวได้ว่ามีวัดนี้เพียงวัดเดียวในโลก มีศิลป์สถาปัตย์ทั้งไทย จีน ฝรั่ง ผสมผสานกันอย่างลงตัวและงดงามยิ่ง เป็นวัดที่ปราศจากภิกษุสงฆ์จำพรรษามากว่าหนึ่งร้อยปีแล้ว และวัดนั้นมีนามว่า ‘วัดวงศมูลวิหาร’

หากเอ่ยนามวัดวงศมูลฯ ผมเชื่อว่าน้อยคนนักจะมีโอกาสได้ไปเยือนหรือแม้แต่เคยได้ยินชื่อ เดิมทีวัดนี้สร้างขึ้นเพื่อเป็น ‘วัดในวัง’ แต่เมื่อเวลาผ่านไป ก็กลับกลายมาเป็น ‘วัดในกรม’ ไปเสีย วัดวงศมูลฯ จึงกลายเป็นวัดลับที่หลบเร้นอยู่ในพื้นที่สงวนอยู่เสมอ ผมคิดว่าถึงเวลาแล้วที่เราน่าจะไปทอดน่องท่องวัดนี้แบบเจาะลึกกันเสียที เพื่อจะได้เรียนรู้และร่วมภูมิใจไปกับมรดกสำคัญของชาติแห่งนี้

พาเดินทอดน่องท่อง วัดวงศมูลวิหาร วัดที่สร้างบนที่ดินซึ่งเคยเป็น ‘จวน’ ของรัชกาลที่ 1
พาเดินทอดน่องท่อง วัดวงศมูลวิหาร วัดที่สร้างบนที่ดินซึ่งเคยเป็น ‘จวน’ ของรัชกาลที่ 1

วัดในวัง

วัดวงศมูลฯ เดิมสะกดว่า ‘วัดวงษมูล’ ทั้งยังมีปรากฏในเอกสารโบราณที่เรียกนามวัดนี้ว่า ‘วัดทรงประมูล’ อีกด้วย เป็นวัดที่สร้างขึ้นบนพื้นที่อันเคยเป็นที่ประทับของ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 เมื่อครั้งยังเป็นสามัญชน ดำรงตำแหน่งสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก อันเป็นตำแหน่งสูงสุดของกองทัพในสมัยกรุงสมัยธนบุรี โดยเราเรียกขานพื้นที่นี้ว่าพระนิเวศน์เดิม

เมื่อเสด็จขึ้นครองราชย์และย้ายไปประทับ ณ พระบรมมหาราชวังเป็นการถาวรแล้ว รัชกาลที่ 1 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระราชโอรสพระองค์สำคัญเสด็จมาประทับที่พระนิเวศน์เดิม ได้แก่ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร และสมเด็จพระเจ้ายาลูกเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงเสนานุรักษ์

 ต่อมาเมื่อสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทรได้เสด็จขึ้นครองราชย์เป็นพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 แล้ว ได้พระราชทานอุปาราชาภิเษกสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมหลวงเสนานุรักษ์ขึ้นเป็นสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาเสนานุรักษ์ และโปรดเกล้าฯ ให้ย้ายจากพระนิเวศน์เดิมไปประทับที่พระราชวังบวรสถานมงคลแทน

สมเด็จพระบวรราชเจ้าฯ จึงทรงแบ่งพื้นที่พระนิเวศน์เดิมเพื่อพระราชทานพระราชโอรส หนึ่งในนั้นคือพระเจ้าราชวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประยงค์ กรมขุนธิเบศร์บวร พระราชโอรสพระองค์ใหญ่

ต่อมาประมาณ พ.ศ. 2394 ในช่วงตันรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 พระเจ้าราชวรวงศ์เธอ กรมขุนธิเบศร์บวร ได้ทรงยกที่วังประมาณ 5 ไร่เพื่อสร้างวัดวงศมูลฯ โดยตำแหน่งพระอุโบสถนั้น สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นตรงที่ตั้งของจวนหลวงเดิมที่รัชกาลที่ 1 เคยประทับมาก่อน ด้วยถือว่าเป็นตำแหน่งมงคลยิ่ง และในขณะนั้นไม่ปรากฏจวนหลวงเดิมให้เห็นอีกต่อไป เพราะรัชกาลที่ 1 โปรดเกล้าฯ ให้รื้อและชะลอไปปลูกเป็นหอพระไตรปิฎกที่วัดระฆังโฆษิตารามมาตั้งแต่สมัยกรุงธนบุรี

การก่อสร้างวัดวงศมูลฯ ดำเนินต่อมาอีก 6 ปี จน พ.ศ. 2400 พระราชวรวงศ์เธอ กรมขุนธิเบศร์บวรก็ประชวรหนักและสิ้นพระชนม์ลง โดยการก่อสร้างยังคงค้างอยู่ รัชกาลที่ 4 จึงโปรดเกล้าฯ ให้พระราชวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้ายุคันธร กรมหมื่นอนันตการฤทธิ์ พระราชโอรสพระองค์เล็กในสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาเสนานุรักษ์ทรงเป็นแม่กองทำการก่อสร้างต่อจนแล้วเสร็จ และพระราชทานนามวัดนี้ว่าวัดวงศมูลวิหาร

พาเดินทอดน่องท่อง วัดวงศมูลวิหาร วัดที่สร้างบนที่ดินซึ่งเคยเป็น ‘จวน’ ของรัชกาลที่ 1

คำว่าวงศมูลนั้นหมายถึงต้นวงศ์ สันนิษฐานว่าเหตุที่พระราชทานนามเช่นนี้ก็ด้วยทรงตระหนักว่าพระเจ้าราชวรวงศ์เธอ กรมขุนธิเบศร์บวรตั้งพระทัยที่จะทรงสร้างวัดแห่งนี้เพื่อเป็นวัดประจำตระกูลและถวายเป็นพระกุศลแด่พระบิดา ซึ่งก็คือสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาเสนานุรักษ์นั่นเอง

วัดในกรม

เมื่อถึงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 วัดวงศมูลฯ ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อ พ.ศ.2418 และมีพระสงฆ์จำพรรษาเรื่อยมา โดยมีสถานะเป็นพระอารามหลวง ปรากฏหลักฐานการเสด็จพระราชดำเนินพระราชทานผ้าพระกฐินของรัชกาลที่ 5 ด้วยพระองค์เอง เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2422 และยังคงได้รับพระราชทานกฐินหลวงและเทียนพรรษาเป็นประจำทุกปี

พาเดินทอดน่องท่อง วัดวงศมูลวิหาร วัดที่สร้างบนที่ดินซึ่งเคยเป็น ‘จวน’ ของรัชกาลที่ 1

ในช่วง พ.ศ. 2420 – 2430 รัชกาลที่ 5 ทรงรวบทหารเรือทุกสังกัดและจัดตั้งขึ้นเป็นกรมทหารเรือ ได้พระราชทานพื้นที่พระนิเวศน์เดิมให้สร้างเป็นที่ว่าการกรมทหารเรือ ต่อมาเมื่อภารกิจของกรมทหารเรือขยายตัวมากขึ้น ก็ได้พระราชทานพื้นที่เพิ่มเติมเพื่อสร้างกรมอู่ทหารเรือ รวมทั้งหน่วยงานสำคัญอื่นๆ จึงทำให้วัดวงศมูลฯ กลายมาเป็นวัดในกรมไปแทน เพราะถูกโอบล้อมด้วยหน่วยงานต่างๆ ของกองทัพเรือทั้ง 3 ด้าน

เมื่อถึงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงมีลายพระหัตถ์ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตยุบเลิกวัดวงศมูลฯ เพราะพิจารณาแล้วว่าไม่อาจพัฒนาให้เจริญขึ้นได้อีกด้วยข้อจำกัดทางพื้นที่ ได้มีลายพระหัตถ์ลงวันที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2459 ประทานเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี (สนั่น เทพหัสดิน ณ อยุธยา) เสนาบดีกระทรวงธรรมการในขณะนั้น ระบุใจความสำคัญว่า

“ฉันขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตถอนพระสงฆ์จากวัดวงศมูลวิหารไปสมทบวัดอื่น ไม่ตั้งอีกต่อไป มอบวัดนั้นให้กระทรวงทหารเรือรักษา แต่ให้คงเป็นสมบัติของพระพุทธศาสนาอยู่อย่างเดิม เสนาสนะอันจะรื้อทิ้งไปปลูกวัดอื่นได้ จักย้ายไป ที่รื้อไม่ได้ กระทรวงทหารเรือจักอาศัยใช้สอยได้อยู่ ดังที่เคยเป็นมาแล้ว ส่วนพระอุโบสถจะอาศัยเป็นที่ไหว้พระสวดมนต์ แลทำพิธีในการพระศาสนาของพวกทหารเรือได้อยู่” 

ทั้งนี้ รัชกาลที่ 6 ได้พระราชทานพระบรมราชานุญาตตามพระดำริของสมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ และตั้งแต่ พ.ศ. 2459 เป็นต้นมาก็ไม่ปรากฏชื่อวัดวงศมูลวิหารในบัญชีกฐินพระราชทานอีก 

พาเดินทอดน่องท่อง วัดวงศมูลวิหาร วัดที่สร้างบนที่ดินซึ่งเคยเป็น ‘จวน’ ของรัชกาลที่ 1

ตลอดเวลากว่าร้อยปี แม้วัดวงศมูลฯ จะปราศจากภิกษุสงฆ์จำพรรษา แต่ยังคงเป็นศาสนสถานสำคัญที่กองทัพเรือร่วมใจดูแล บำรุงรักษาให้อยู่ในสภาพสวยงาม และเป็นปูชนียสถานสำคัญที่กองทัพเรือใช้ประกอบพิธีเพื่อสร้างศรัทธา ขวัญและกำลังใจกับข้าราชการทหารเรือทุกนายรวมทั้งประชาชนในท้องถิ่น และพื้นที่พระนิเวศน์เดิมแทบทั้งหมดได้กลายมาเป็นที่ตั้งของกองเรือลำน้ำ กรมพลาธิการทหารเรือ และกรมอู่ทหารเรือ ซึ่งหน้าที่ต่อและซ่อมเรือสำคัญๆ ของราชนาวีและของชาติ รวมทั้งเรือพระราชพิธีทั้งหมดด้วย

ที่นี่ที่เดียว

พาเดินทอดน่องท่อง วัดวงศมูลวิหาร วัดที่สร้างบนที่ดินซึ่งเคยเป็น ‘จวน’ ของรัชกาลที่ 1
พาเดินทอดน่องท่อง วัดวงศมูลวิหาร วัดที่สร้างบนที่ดินซึ่งเคยเป็น ‘จวน’ ของรัชกาลที่ 1

จุดเด่นที่ผมอยากเชิญชวนทุกท่านให้รีบไปชมกันก่อน คือการประดิษฐานองค์พระประธานที่แตกต่างจากวัดอื่นๆ จนผมกล้าฟันธงว่าเป็นหนึ่งเดียวในโลก

โดยปกติ พระอุโบสถจะวางอาคารด้านยาวตามแกนทิศตะวันออก-ตก ซึ่งพระประธานก็จะหันพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก ในกรณีนี้คือการหันพระพักตร์ไปทางแม่น้ำเจ้าพระยา ตามธรรมเนียมปฏิบัติของวัดริมน้ำ แต่สำหรับพระประธานที่วัดนี้ กลับหันพระพักตร์ไปทางทิศเหนือ และหันข้างให้แม่น้ำเจ้าพระยาแทน

ตอนแรกนั้นพระประธานหันพระพักตร์ไปทิศตะวันออกตามปกติ แต่พระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นธิเบศร์บวร ทรงมีพระอาการประชวรบ่อยๆ ไม่ทรงหายขาดเสียที ทรงสันนิษฐานว่าอาจจะเป็นด้วยเหตุที่พระประธานหันพระพักตร์มายังตำหนักประทับ ซึ่งปลูกขวางอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาก็เป็นได้ จึงโปรดฯ ให้ย้ายพระประธานมาไว้ในตำแหน่งปัจจุบัน และดัดแปลงประตูทางเข้าพระอุโบสถให้เป็นไปตามการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว

องค์พระประธานหน้าตักกว้าง 2.6 เมตร ประดิษฐานบนฐานชุกชีรูปแบบเรียบง่ายมีนามว่า ‘พระพุทธวงศมูลมิ่งมงคล’ ซึ่งเป็นนามประทานมาจากสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปรินายก (ปัจจุบันโปรดเกล้าฯ สถาปนาขึ้นเป็น สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณสังวร) โดยเป็นพระพุทธรูปแบบปางมารวิชัย ศิลปะแบบรัตนโกสินทร์รัชกาลที่ 3 มีลักษณะพิเศษคือพระพักตร์แบบ ‘หน้าหุ่น’ ไม่แสดงอารมณ์ใดๆ บนพระเศียรมีพระอุษณีษะ (มวยผม) และพระรัศมีรูปเปลวไฟ ผ้าทาบบ่าเป็นแถบใหญ่แบบพระพุทธรูปในสมัยรัชกาลที่ 1 และ 2 ส่วนจีวรเรียบไม่มีรอยย่น

ไทย จีน ฝรั่ง 

พาเดินทอดน่องท่อง วัดวงศมูลวิหาร วัดที่สร้างบนที่ดินซึ่งเคยเป็น ‘จวน’ ของรัชกาลที่ 1

จากองค์พระประธาน คราวนี้เรามาค่อยๆ ไล่ชมงานศิลป์สถาปัตย์ที่ผสมผสานทั้งไทย จีน ฝรั่ง อันสะท้อนพระราชนิยมในช่วงต้นแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งทำให้วัดนี้มีความพิเศษไปพร้อมๆ กันนะครับ

เริ่มด้วยตัวพระอุโบสถที่อาจกล่าวได้ว่า พระอุโบสถวัดวงศมูลฯ เป็นสถาปัตยกรรมแบบรัชกาลที่ 4 โดยแท้จริง ผังอาคารเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดยาว 5 ห้อง ( 5 ช่วงเสา) มีระเบียงรอบ 4 ด้าน หลังคาทรงจั่วซ้อน 2 ชั้น 3 ตับ หน้าจั่ว ช่อฟ้า ใบระกา เป็นไม้ปิดทองประดับกระจก ส่วนหน้าบันไม้จำหลักเป็นลายกระจังใบเทศ 

พาเดินทอดน่องท่อง วัดวงศมูลวิหาร วัดที่สร้างบนที่ดินซึ่งเคยเป็น ‘จวน’ ของรัชกาลที่ 1

เสาระเบียงรอบพระอุโบสถ เป็นเสาสี่เหลี่ยมเรียบ ไม่ปรากฏบัวหัวเสา บัวฐานเสา และคันทวยประดับแต่อย่างใด ส่วนพนักระเบียงกรุกระเบื้องปรุสีเขียวหลายแบบหลายลาย อันเป็นพระราชนิยมมาตั้งแต่ครั้งรัชกาลที่ 3 นอกจากนี้ยังมีศิลารูปสิงโตจีนรายรอบพระอุโบสถจำนวน 30 ตัว โดยศิลาเช่นนี้เรียกว่าอับเฉา ซึ่งใช้บรรจุถ่วงน้ำหนักใต้ท้องสำเภาที่นำสินค้าเข้าจากจีน ความที่สินค้าส่วนมากมีน้ำหนักเบา เช่น ผ้าแพร ผ้าไหม ไข่มุก แร่ทอง แร่เงิน จึงต้องถ่วงสำเภาด้วยศิลาไว้ไม่ให้โคลง บางครั้งจึงเรียกว่าอับเฉาสำเภา การตกแต่งวัดด้วยศิลาอับเฉาเช่นนี้เริ่มขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 2 และเฟื่องฟูมากในสมัยรัชกาลที่ 3 

พาเดินทอดน่องท่อง วัดวงศมูลวิหาร วัดที่สร้างบนที่ดินซึ่งเคยเป็น ‘จวน’ ของรัชกาลที่ 1

การตกแต่งบานประตูหน้าต่างพระอุโบสถด้านนอกเป็นลายรดน้ำแบบลายก้านแย่งพุ่มข้าวบิณฑ์หน้าสิงห์ ซุ้มประตูหน้าต่างภายนอกประดับลวดลายปูนปั้นที่เรียกว่าซุ้มทรงอย่างเทศ (มาจากคำว่าอย่างต่างประเทศ) โดยซุ้มประตูและหน้าต่างทั่วไปผูกลายด้วยดอกไม้และใบไม้อย่างฝรั่ง ดูคล้ายกรอบรูปเขียนแบบยุโรป สิ่งพิเศษที่ควรสังเกต ก็คือซุ้มประตูทางเข้าด้านทิศเหนือที่จะมีการใช้ลวดลายดอกพุดตาน (ดอกโบตั๋น) ซึ่งแตกต่างจากซุ้มอื่นๆ โดยสันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในคราวหลังเมื่อต้องแปลงอาคารให้รับกับการย้ายองค์ประธานให้มาอยู่ในตำแหน่งปัจจุบัน

พาเดินทอดน่องท่อง วัดวงศมูลวิหาร วัดที่สร้างบนที่ดินซึ่งเคยเป็น ‘จวน’ ของรัชกาลที่ 1
พาเดินทอดน่องท่อง วัดวงศมูลวิหาร วัดที่สร้างบนที่ดินซึ่งเคยเป็น ‘จวน’ ของรัชกาลที่ 1

จุดสังเกตสำคัญอีกจุดคือตรงกึ่งกลางซุ้มเหนือช่องประตูที่ทำเป็นรูป ‘ครุฑยุดนาคหน้าเสี้ยว’ อันปรากฏลักษณะของตัวครุฑที่ยืนเอี้ยวตัวแบบไม่สมมาตร ซึ่งบางตำราสันนิษฐานว่าเป็นตราประจำพระองค์ของสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาเสนานุรักษ์ กรมพระราชวังบวรในรัชกาลที่ 2 พระบิดาของพระเจ้าราชวรวงศ์เธอ กรมขุนธิเบศร์บวร ผู้โปรดฯ ให้สร้างพระอุโบสถนี้

พาเดินทอดน่องท่อง วัดวงศมูลวิหาร วัดที่สร้างบนที่ดินซึ่งเคยเป็น ‘จวน’ ของรัชกาลที่ 1

เมื่อสำรวจศิลปกรรมรอบๆ พระอุโบสถแล้ว ผมขอชวนให้กลับเข้าไปด้านในอีกครั้ง เพราะยังมีสิ่งพิเศษที่ห้ามพลาด นั่นคือทางฝั่งขวาและซ้ายขององค์พระประธาน มีซุ้มหินอ่อนศิลปะแบบโกธิก (Gothic) ข้างละหนึ่งซุ้ม ซุ้มฝั่งขวาประดิษฐานพระพุทธรูปยืนปางห้ามญาติ (ความสูง 152 ซม.) และซุ้มฝั่งซ้ายประดิษฐานพระพุทธรูปยืนปางห้ามพระแก่นจันทร์ (ความสูง 86 ซม.) โดยทั้งสององค์เป็นศิลปะแบบรัตนโกสินทร์สมัยรัชกาลที่ 5 สังเกตได้จากพระพุทธรูปครองจีวรแบบห่มคลุมและมีรอยยับย่นเสมือนจริง ทั้งรูปแบบขององค์พระและซุ้มหินอ่อนสร้างขึ้นในช่วงเวลาที่ศิลปะแบบผสมผสานระหว่างไทยและตะวันตกกำลังอยู่ในพระราชนิยม ซึ่งยังปรากฏให้เห็นจากสถาปัตยกรรมร่วมสมัยอีกหลายแห่ง เช่น อนุสาวรีย์หลายองค์ที่สุสานหลวง วัดราชบพิธฯ เป็นต้น

พระอุโบสถวัดวงศมูลวิหารนั้นมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์และมีคุณค่าทางศิลปกรรมเป็นอย่างยิ่ง ใน พ.ศ. 2545 กรมศิลปากรจึงได้ดำเนินการสำรวจและประกาศขึ้นทะเบียนให้เป็นโบราณสถานของชาติ ตามประกาศในราชกิจจานุเบกษาวันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2545 เพื่อธำรงรักษาสถานที่สำคัญแห่งนี้ไว้ให้คงอยู่ตลอดไป โดยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน กองทัพเรือยังใช้พระอุโบสถนี้เป็นสถานที่ประกอบพิธีทางศาสนา บรรพชาอุปสมบทภิกษุ และพิธีกรรมบวงสรวงในโอกาสสำคัญๆ เสมอมา

หอพระไตรปิฎกวัดระฆังโฆษิตาราม

การเดินทอดน่องท่องวัดวงศมูลฯ จะไม่เสร็จสมบูรณ์ หากเราไม่ได้แวะเวียนไปชมหอพระไตรปิฎกที่วัดระฆังโฆษิตาราม (เดิมชื่อว่าวัดบางหว้าใหญ่) เพราะจวนหลวงเดิมของรัชกาลที่ 1 ย้ายมาตั้งอยู่ที่นี่

พาเดินทอดน่องท่อง วัดวงศมูลวิหาร วัดที่สร้างบนที่ดินซึ่งเคยเป็น ‘จวน’ ของรัชกาลที่ 1

สมัยกรุงธนบุรี เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ยังทรงเป็นสามัญชนและรับราชการอยู่กับสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เป็นพระราชวรินทร์ ได้ย้ายนิวาสสถานมาอาศัยอยู่ที่จวนหลวงในเขตพระนิเวศน์เดิม

สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงมีพระบรมราชโองการให้พระราชวรินทร์เป็นแม่ทัพขึ้นไปตีเมืองโคราช ในสงครามครั้งนั้น พระราชวรินทร์ได้ตั้งจิตอิษฐานว่าจะถวายจวนมาปลูกที่วัดบางหว้าใหญ่เพื่อเป็นพุทธบูชา จึงสั่งให้รื้อจวนหลวงจากพระนิเวศน์เดิมมาปลูกถวายที่วัดนี้ ในขณะนั้นจวนหลวงยังเป็นบ้านขุนนางที่สร้างอย่างง่ายๆ มีบันทึกว่า “เป็นหอนั่งและหอนอน หลังคามุงจาก ฝาสำหรวด กั้นด้วยกระแชง”

ต่อมาเมื่อปราบดาภิเษกเป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์แล้ว ได้ทรงระลึกถึงจวนหลวงหลังนั้น มีพระราชประสงค์จะปฏิสังขรณ์ให้งดงามและถวายเป็นหอพระไตรปิฎก ขณะนั้นได้มีการขุดพบระฆังใบใหญ่ได้ในวัดบางหว้าใหญ่ มีเสียงร่ำลือว่าเป็นระฆังที่มีเสียงไพเราะเป็นอย่างยิ่ง เมื่อความทราบฝ่าละอองธุลีพระบาท จึงโปรดเกล้าฯ ให้ขุดสระรูปสี่เหลี่ยมขึ้นตรงบริเวณที่พบระฆังนั้น ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศใต้ของพระอุโบสถ แล้วรื้อจวนหลวงชะลอมาปลูกลงในสระดังกล่าว โปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทรทรงเป็นแม่กองอำนวยการดำเนินงานทั้งหมด ในคราวนี้ได้ทรงบูรณะจวนเดิมให้ใหญ่โตงดงามขึ้น 

“เป็นรูปเรือนสามหลังแฝด ห้องกลางเป็นห้องโถง เปลี่ยนหลังคามุงจากเป็นมุงกระเบื้อง ชายคามีกระเบื้องกระจังดุษรูปเทพประนม เรียงรายเป็นระยะๆ เปลี่ยนฝาสำหรวดและฝากั้นกระแซงเป็นฝาไม้สัก ลูกฟักปกนภายในเรียบเขียนรูปภาพ บานประตูหอด้านใต้เขียนลายรดน้ำ บานประตูหอกลางโถง แกะเป็นนกวายุภักษ์ประกอบด้วยกนกเครือเถา บานประตูนอกชานแกะเป็นมังกรลายกนกดอกไม้ มีซุ้มข้างบนเป็นลายกนกดอกไม้เหมือนกัน ภายนอกติดคันทวยสวยงาม”

กล่าวได้ว่าหอพระไตรปิฎกของวัดระฆังโฆษิตารามนั้น เป็นหอไตรเพียงหลังเดียวที่มีเอกลัษณ์พิเศษ โดยเป็นเรือนสามจั่วที่ดัดแปลงมาจากเรือนขุนนางเดิม สะท้อนให้เห็นวิธีการก่อสร้างและปลูกเรือนไทยในสมัยรัชกาลที่ 1 อีกด้วย

เมื่อการปฏิสังขรณ์ได้แล้วเสร็จ รัชกาลที่ 1 จึงเสด็จพระราชดำเนินมาทรงบำเพ็ญพระราชกุศลด้วยพระองค์เอง ทรงปลูกต้นจันทน์ไว้ในทิศทั้งแปด (จึงมีผู้เรียกหอพระไตรปิฎกแห่งนี้ว่าตำหนักจันทน์) เสร็จแล้วทรงประกาศพระราชอุทิศเป็นหอพระไตรปิฎก ได้ทรงขอระฆังเสียงไพเราะไปไว้วัดพระศรีรัตนศาสดาราม แล้วโปรดเกล้าฯ ให้หล่อระฆังมาพระราชทานแทนไว้ 5 ลูก พระราชทานนามว่าวัดระฆังโฆสิตารามแทนวัดบางหว้าใหญ่ และเป็นนามที่ใช้สืบมาจนปัจจุบัน

เป็นอย่างไรบ้างครับสำหรับการเจาะลึกวัดลับทั้งในเชิงประวัติศาสตร์และศิลป์สถาปัตย์ เพื่อพาให้ผู้อ่านทุกท่านไปรู้จักกับวัดวงศมูลวิหาร วัดเล็กๆ ที่พิเศษและสำคัญแห่งนี้ รวมทั้งพาเดินต่อไปอีกนิด เพื่อไปชมหอพระไตรปิฎกแห่งวัดระฆังโฆษิตารามที่มีเรื่องราวทางประวัติศาสตร์อันเกี่ยวเนื่องกัน

อ่านจนจบบทความนี้แล้วอยากจะให้จัดกิจกรรม Walk with The Cloud พาไปทอดน่องท่องวัดวงศมูลฯ พร้อมกับวัดระฆังฯ บ้างไหมครับ

อ้าว…. ไหนขอเสียงหน่อยซิ

ขอขอบพระคุณ

พลเรือเอกลือชัย รุดดิษฐ์ ผู้บัญชาการทหารเรือ

พลเรือโทธานี แก้วเก้า เจ้ากรมกิจการพลเรือนทหารเรือ 

พลเรือตรีสกล สิริปทุมรัตน์ ผู้อำนวยการอู่ทหารเรือธนบุรี กรมอู่ทหารเรือ

พลเรือตรีหญิงอารยา อัมระปาล อดีตผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพเรือ

นาวาโทหญิง รศนา สมพงษ์ ผู้ช่วยภัณฑารักษ์ พิพิธภัณฑ์อู่เรือหลวงเฉลิมพระเกียรติ ฯ 

คุณวทัญญู เทพหัตถี

เอกสารอ้างอิง

1. หนังสือ 100 ปีกรมอู่ทหารเรือ (อรุณการพิมพ์ พ.ศ. 2533)

2. หนังสือ อู่เรือหลวง 123 ปี เรื่องดีๆ ที่ฝั่งธน (สำนักพิมพ์พยัญชนะ พ.ศ. 2556)

3. หนังสือ หอพระไตรปิฎกวัดระฆังโฆษิตาราม (บริษัทเชลล์ในประเทศไทย จัดพิมพ์ พ.ศ. 2525) 

4. www.silpathai.net/หอไตรวัดระฆัง

เอื้อเฟื้อข้อมูลโดย คุณวทัญญู เทพหัตถี

เอื้อเฟื้อพระรูปพระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นอนันตการฤทธิ์ และแผนที่เก่าฝั่งธนบุรีโดย ผ.ศ. ด.ร. พีรศรี โพวาทอง

Writer

โลจน์ นันทิวัชรินทร์

หนุ่มเอเจนซี่โฆษณาผู้มีปรัชญาชีวิตว่า "ทำมาหาเที่ยว" เพราะเรื่องเที่ยวมาก่อนเรื่องกินเสมอ ชอบไปประเทศนอกแผนที่ที่ไม่ค่อยมีใครอยากไป เลยต้องเต็มใจเป็น solo backpacker Instagram : LODE_OAK

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Heritage House

สถาปัตยกรรมเก่าแก่ที่เล่าประวัติศาสตร์บนแผ่นดินไทย

“เดิมมีแต่ทหารบก แต่เมื่อลงไปอยู่ในเรือก็จะเรียกว่าทหารเรือ เมื่อก่อนทหารเรือส่วนใหญ่อยู่กันแต่ในเรือจริงๆ นะคะ อาจขึ้นสังกัดว่าเป็นคนของใคร เช่น ทหารเรือวังหน้าสมัยรัชกาลที่ 4 ส่วนที่เป็นกรมหรือหน่วย และมีที่ประจำการอยู่บนบกเลยนั้นไม่มี พอถึงเวลาฝึก ก็แล่นเรือฝึกกันไปตามแม่น้ำ เช่นเรือทูลกระหม่อม เรือมูรธาวสิตสวัสดิ์ เมื่อก่อนก็ไม่ได้ออกทะเลไปไกลจากชายฝั่งมาก เพราะสมรรถภาพของเรือและองค์ความรู้ยังมีจำกัด”

คำบรรยายของ พลเรือตรีหญิงอารยา อัมระปาล อดีตผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพเรือสร้างความตื่นเต้นให้กับผมในขณะที่เรากำลังสืบเท้าไปเรื่อยๆ เพื่อเข้าไปตามหาที่มั่น ซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นการลงหลักปักฐานบนบกเป็นครั้งแรกของกองทัพเรือไทย

“เราเพิ่งมาออกจากฝั่งไปไกลๆ ได้ก็ในระยะหลังๆ เมื่อเสด็จเตี่ย หรือ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ทรงสำเร็จการศึกษาด้านการทหารเรือมาจากยุโรปและเสด็จฯ กลับมารับราชการ พร้อมกับทรงนำความรู้เรื่องการเดินเรือเข้ามาพัฒนา ดังนั้น ช่วงแรกๆ ทหารเรือก็จะปฏิบัติราชการกันแต่เฉพาะบนเรือ หรืออาจจะมีหน่วยงานชายทะเลบ้าง จนต่อมารัชกาลที่ 5 ทรงเห็นว่าทหารเรือกระจัดกระจาย ไม่มีพื้นที่ที่จะจัดตั้งเป็นหน่วยทหารอย่างจริงจัง พระองค์ท่านทรงเล็งเห็นว่าทำเลตรงนี้เหมาะสม จึงพระราชทานมา” 

 ‘ทำเลตรงนี้’ ที่ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเลือกพระราชทานให้เป็นที่ทำการทหารเรือเป็นครั้งแรกนั้น ตั้งอยู่ในพื้นที่อันมีความสำคัญต่อประวัติศาสตร์ชาติไทยเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็น ‘พระนิเวศน์เดิม’ อันเคยเป็นนิวาสสถานของ สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก ก่อนที่จะปราบดาภิเษกขึ้นเป็น พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 แห่งพระราชวงศ์จักรี

ด้วยความอนุเคราะห์ของกองทัพเรือ The Cloud ได้รับอนุญาตให้พาท่านผู้อ่านไปสำรวจและศึกษาถึงประวัติของสถานที่อันเคยเป็นบริเวณที่ตั้ง ‘จวน’ ของรัชกาลที่ 1 แต่ก่อนที่จะออกเดินสำรวจไปพร้อมๆ กัน ผมขออนุญาตพาทุกท่านไปซึมซับกับความเป็นมาของพื้นที่สำคัญแห่งนี้ให้เข้าใจถึงที่มาที่ไปกันเสียก่อน เพื่อที่ประวัติศาสตร์สำคัญหน้านี้ จะยังจารึกอยู่ในความทรงจำของเราทุกคนตลอดไป

‘จวนหลวง’ ในแผนที่ลับของพม่า

พระนิเวศน์เดิม : พื้นที่จวนริมน้ำของรัชกาลที่ 1 ซึ่งกลายเป็นจุดเริ่มต้นของกองทัพเรือไทย

บนพื้นที่ขนาดใหญ่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ตรงข้ามกับพระบรมมหาราชวังในปัจจุบัน หากย้อนกลับไปสมัยกรุงธนบุรี เมื่อประมาณ พ.ศ. 2311 ขณะนั้นพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชยังทรงเป็นสามัญชนและดำรงยศเป็นพระราชวรินทร์ เจ้ากรมพระตำรวจซ้าย ได้ย้ายนิวาสถานจากอำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม มาอาศัยในจวนใกล้กับพระราชวังเดิม อันเป็นที่ประทับของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช จวนหลังนี้นับว่าเป็นจวนหลวงที่ปลูกอยู่บนที่หลวง เนื่องด้วยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานให้ (สันนิษฐานว่าจวนถูกรื้อไปถวายวัด ปัจจุบันกลายเป็นหอไตรวัดระฆังโฆษิตาราม) 

พระนิเวศน์เดิม : พื้นที่จวนริมน้ำของรัชกาลที่ 1 ซึ่งกลายเป็นจุดเริ่มต้นของกองทัพเรือไทย

พระราชวรินทร์เองนั้นก็เป็นข้าราชการที่สนิทสนมคุ้นเคยกับสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชมาตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา และเป็นข้าราชการสำคัญคนหนึ่งที่ทรงไว้วางพระราชหฤทัย จนพระราชทานที่ดินให้ปลูกจวนไว้ใกล้ๆ ที่ประทับ เพื่อที่จะได้สนองพระบรมราโชบายโดยใกล้ชิด ต่อมาพระราชวรินทร์ก็ได้รับพระราชทานเลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็นเจ้าพระยาจักรีเมื่อท่านมีอายุ 35 ปี และเป็นสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกอันเป็นตำแหน่งเสนาบดีสำคัญสูงสุดในกองทัพ เมื่อท่านมีอายุ 41 ปี

สันนิษฐานว่าในช่วงต้นกรุงธนบุรีนั้น บริเวณพระนิเวศน์เดิมไม่ได้ใหญ่โตกว้างขวางอย่างที่เป็นอยู่ แต่เมื่อพระราชวรินทร์ได้รับราชการด้วยความสามารถ จนได้รับพระราชทานเลื่อนบรรดาศักดิ์สูงขึ้นเรื่อยๆ จึงจำเป็นต้องขยายอาณาบริเวณจวนออกไปให้เพียงพอต่อไพร่พลเป็นจำนวนมาก ที่ต้องใช้พื้นที่ปลูกเรือนพักอาศัยในบริเวณเดียวกัน จนมีการบันทึกไว้ว่า พื้นที่จวนหลวงของสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกนั้น มีขนาดใหญ่ถึง 32 ไร่เลยทีเดียว

แผนที่กรุงธนบุรีฉบับพม่าซึ่งร่างขึ้นโดยสายลับที่เข้ามาสอดแนมความเป็นมาเป็นไปภายในอาณาจักรธนบุรีระหว่าง พ.ศ. 2316 – 2325 ได้แสดงรายละเอียดของพระนิเวศน์เดิมไว้เป็นอักษรพม่า โดยมีข้อความระบุไว้ในแผนที่อย่างชัดเจนว่าบริเวณนี้เป็นเขตจวนของเจ้าพระยาจักรี พร้อมทั้งลงรายละเอียดเกี่ยวกับสิ่งก่อสร้างในพื้นที่ไว้มากมาย เช่น โรงทหาร โรงเก็บอาวุธ คลังแสง ตลอดจนเรือนพักของไพร่พลใต้บังคับบัญชา โดยมีจวนของเจ้าพระยาจักรีตั้งอยู่ตรงกลางพื้นที่ สาเหตุที่สายลับพม่าลงรายละเอียดไว้มากมายเช่นนี้ ก็ด้วยเหตุที่ว่าเจ้าพระยาจักรีนั้นเป็นบุคคลสำคัญ และบริเวณนี้ถือเป็นจุดยุทธศาสตร์ทางการทหาร ณ เวลานั้น

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช, รัชกาลที่ 1

ใน พ.ศ.2325 เมื่อเจ้าพระยาจักรีหรือสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกปราบดาภิเษกขึ้นครองราชย์เป็นพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชแล้ว พระองค์ได้เสด็จฯ ไปประทับที่พระราชวังเดิมอยู่ระยะหนึ่ง จนการก่อสร้างพระบรมมหาราชวังฝั่งพระนครแล้วเสร็จ จึงเสด็จฯ ไปประทับ ณ พระบรมมหาราชวังเป็นการถาวร โดยยังทอดพระเนตรจวนเดิมของพระองค์ได้อยู่เสมอ 

จากจวนหลวงกลายเป็นวัง

เมื่อทรงครองราชสมบัติแล้ว พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร เสด็จฯ มาประทับที่พระนิเวศน์เดิม ตามมาด้วยพระราชโอรสอีกพระองค์คือสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงเสนานุรักษ์ จึงทำให้ฐานานุศักดิ์ของพื้นที่นี้ปรับเปลี่ยนจากจวนหลวงมาเป็น ‘วัง’ เพราะมีเจ้านายชั้นสมเด็จเจ้าฟ้าเสด็จฯ มาประทับ 

พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย, รัชกาลที่ 2

เมื่อสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทรเสด็จขึ้นครองราชสมบัติเป็นพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 แล้ว ได้ทรงย้ายไปประทับ ณ พระบรมมหาราชวังเป็นการถาวร พร้อมกับทรงอุปราชาภิเษกสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมหลวงเสนานุรักษ์ขึ้นเป็นวังหน้า มีพระราชอิสสริยยศเป็น สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาเสนานุรักษ์ และโปรดเกล้าฯ ให้ทรงย้ายไปประทับที่พระราชวังบวรสถานมงคลแทน 

ส่วนพระนิเวศน์เดิมนั้น สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาเสนานุรักษ์ทรงแบ่งพื้นที่พระราชทานพระราชโอรสพระองค์สำคัญที่เจริญพระชันษาพอที่จะออกวังได้จำนวนหนึ่ง พอที่จะกล่าวถึงในที่นี้ได้ เช่น พระเจ้าราชวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประยงค์ กรมขุนธิเบศร์บวร (ทรงเป็นต้นบวรราชสกุลบรรยงกะเสนา) พระเจ้าราชวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าปาน กรมหมื่นอมรมนตรี (ไม่ปรากฏข้อมูลว่าทรงมีผู้สืบบวรราชสกุล) พระเจ้าราชวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้ายุคันธร กรมหมื่นอนันตการฤทธิ์ (ทรงเป็นต้นบวรราชสกุลยุคันธร) 

หลังจากกรมหมื่นอนันตการฤทธิ์สิ้นพระชนม์ลง เจ้านายที่สืบเชื้อสายมาจากสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาเสนานุรักษ์ได้ประทับในเขตพระนิเวศน์เดิมต่อมาเรื่อยๆ จนพื้นที่นี้กำลังจะเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญอีกครั้ง เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชประสงค์จะพระราชทานให้แก่ทหารเรือ

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, รัชกาลที่ 5

Navy Office แห่งแรกของสยามประเทศ

ในอดีตทหารเรือแบ่งกำลังออกเป็น 2 ส่วนหลัก คือส่วนหนึ่งขึ้นตรงต่อกรมพระราชวังบวรสถานมงคลหรือวังหน้า กำกับดูแลกรมเรือพระที่นั่ง และอีกส่วนหนึ่งขึ้นตรงต่อสมุหพระกลาโหม อาทิ สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) และขุนนางในสายสกุลบุนนาค ซึ่งกำกับดูแลกรมอรสุมพล อันประกอบไปด้วยกรมเรือกลไฟ กรมทหารมะรีน (นาวิกโยธิน) และกรมทหารแคตลิงกัน (ปืนแคตลิงกัน คือปืนลูกโม่ซึ่งเป็นอาวุธสำคัญที่สั่งมาจากอเมริกา เพื่อใช้ในกิจการของทหารเรือไทย) 

ในช่วง พ.ศ. 2420 – 2430 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงรวบทหารเรือทุกสังกัดตั้งขึ้นเป็นกรมทหารเรือ ภายใต้การบังคับบัญชาของพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสายสนิทวงศ์ กำหนดตำแหน่งเป็นเจ้าพนักงานใหญ่ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารเรือ และได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพื้นที่บริเวณพระนิเวศน์เดิมให้เป็นที่ว่าการกรมทหารเรือ หรือ Navy Office

เมื่อได้ทราบประวัติความเป็นมาเป็นไปแล้ว คราวนี้ผมก็ขอเชิญชวนผู้อ่านทุกท่านร่วมออกเดินไปชมบริเวณที่ถือว่าเป็นที่ลงหลักปักฐานอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกของทหารเรือไทยไปพร้อมๆ กันเลยนะครับ

พระนิเวศน์เดิม : พื้นที่จวนริมน้ำของรัชกาลที่ 1 ซึ่งกลายเป็นจุดเริ่มต้นของ กองทัพเรือไทย

กำแพงประดับใบเสมาตั้งตระหง่านปกป้องพื้นที่ ซึ่งมีลักษณะเป็นดั่งคอร์ตยาร์ดเอาไว้เบื้องหลัง 

“ก่อนเดินผ่านเข้าไปยังพื้นที่ภายใน สิ่งแรกที่ควรทำความรู้จักก็คือกำแพงประดับใบเสมาแห่งนี้” พลเรือตรีหญิงอารยาชวนให้ผมได้สังเกตกำแพงสีขาวตรงหน้า เมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ใช้พื้นที่พระนิเวศน์เดิมเป็นที่ทำการกรมทหารเรือนั้น ทรงมีพระราชกระแสให้สร้างกำแพงประดับใบเสมาขึ้นไว้ตลอดแนวริมแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อเป็นที่หมายว่าพื้นที่แห่งนี้เคยเป็นเขตของพระนิเวศน์เดิมมาก่อน 

การประดับในเสมาบนกำแพงเป็นไปตามธรรมเนียมโบราณ เพื่อแสดงว่าสถานที่แห่งนี้เคยเป็นวังที่เจ้านายชั้นเจ้าฟ้าเคยประทับมาก่อน ซึ่งนั่นหมายถึงสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาเสนานุรักษ์นั่นเอง สำหรับกำแพงส่วนที่เหลือในปัจจุบัน เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งที่เคยแสดงเขตของพระนิเวศน์เดิมทั้งหมด

เมื่อก้าวพ้นกำแพงประดับใบเสมาเข้าสู่คอร์ตยาร์ด บริเวณนี้สันนิษฐานว่าเคยเป็นพื้นที่ซึ่งสมเด็จพระบวรรราชเจ้ามหาเสนานุรักษ์ได้พระราชทานแก่พระเจ้าราชวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าปาน กรมหมื่นอมรมนตรี พระราชโอรส เพื่อใช้สร้างตำหนักส่วนพระองค์ในเวลาต่อมา และประทับอยู่จนสิ้นพระชนม์ใน พ.ศ. 2412 และกลายมาเป็นที่ว่าการกรมทหารเรืออย่างเป็นทางการใน พ.ศ. 2430

บริเวณประตูทางเข้ามีตุ๊กตาอับเฉาแบบจีน 2 ตัวประดับอยู่สองข้างซุ้มประตู อับเฉาหมายถึงศิลาที่บรรจุไว้ใต้ท้องเรือสำเภาเพื่อถ่วงน้ำหนักเรือไม่ให้โคลง ไทยมีการค้าสำเภากับจีนมาเนิ่นนานและรุ่งเรืองมากในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 สินค้าส่งออกของไทย ได้แก่ ไม้สัก ข้าวสาร งาช้าง ดีบุก พลวง เครื่องเทศ ฯลฯ ซึ่งเป็นสินค้ามีน้ำหนักมาก ส่วนสินค้านำเข้าจากจีนมักจะเป็นผ้าแพร ผ้าไหม แร่ทอง แร่เงิน ไข่มุก ซึ่งมีน้ำหนักเบา ดังนั้นในสำเภาเที่ยวกลับจึงต้องมีการถ่วงน้ำหนักใต้ท้องเรือด้วยอับเฉา อันหมายรวมถึงตุ๊กตาศิลาแบบจีนด้วย ซึ่งการนำตุ๊กตาเช่นนี้มาตกแต่งในวังและวัดนั้นถือเป็นพระราชนิยมในช่วงนั้น 

เมื่อหันหลังให้กับกำแพงประดับใบเสมาตรงทางเข้า ขณะนี้เราจะอยู่ภายในคอร์ตยาร์ดรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ซึ่งเดิมมีอาคารล้อมทั้งสามด้าน แต่ในปัจจุบันอาคารตรงกลางที่เป็นอาคารประธานนั้นไม่ปรากฏอยู่ เหลือเพียงอาคารปีกซ้ายและขวาเท่านั้น

พระนิเวศน์เดิม : พื้นที่จวนริมน้ำของรัชกาลที่ 1 ซึ่งกลายเป็นจุดเริ่มต้นของ กองทัพเรือไทย
พระนิเวศน์เดิม : พื้นที่จวนริมน้ำของรัชกาลที่ 1 ซึ่งกลายเป็นจุดเริ่มต้นของ กองทัพเรือไทย
พระนิเวศน์เดิม : พื้นที่จวนริมน้ำของรัชกาลที่ 1 ซึ่งกลายเป็นจุดเริ่มต้นของ กองทัพเรือไทย
พระนิเวศน์เดิม : พื้นที่จวนริมน้ำของรัชกาลที่ 1 ซึ่งกลายเป็นจุดเริ่มต้นของ กองทัพเรือไทย

“เราควรไปชมอาคารทางปีกซ้ายกันก่อน เพราะถือว่าเป็นอาคารสำคัญที่สุดในพื้นที่นี้” พลเรือตรีหญิงอารยาพาผมเดินไปยังอาคารโบราณครึ่งปูนครึ่งไม้สีเทาหลังสำคัญหลังนี้

สันนิษฐานกันว่าเป็นอาคารที่สร้างขึ้นเมื่อแรกตั้งกรมทหารเรือในสมัยรัชกาลที่ 5 เพื่อเป็นที่ทำการกรมทหารเรือ หรือ Navy Office แห่งแรกของสยาม ที่ผมมาตามหานั่นเอง แต่เดิมน่าจะเป็นอาคาร 2 ชั้นก่อนที่จะเสริมชั้นที่ 3 เข้าไปในภายหลัง และมีรายละเอียดทางสถาปัตยกรรมที่น่าสนใจ เช่น ชายคาประดับไม้ฉลุลายแบบวิกตอเรียน บันไดทางขึ้นไม้สักหักมุมโค้งที่มักพบในวังเจ้านาย ประตูบานเกล็ดกระดกซึ่งหาชมยากยิ่ง กลอนกลมสำหรับบิดล็อกหน้าต่างที่เรียกว่ากลอนสตางค์ตามสันฐานแบบเหรียญสตางค์ที่ผมเพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรก ตามทางเดินจะเห็นแก้วหล่อทรงกลมคล้ายหลอดไฟดวงใหญ่วางไว้บนห่วงรับเป็นระยะๆ เจ้าหน้าที่ได้อธิบายว่าแก้วเหล่านี้เรียกว่าลูกบอลดับไฟ (Fire Extinguisher Ball) ซึ่งบรรจุของเหลวสำหรับใช้ปาใส่กองไฟเมื่อเกิดอัคคีภัย สิ่งนี้เป็นประดิษฐกรรมที่พบได้ในอาคารที่สร้างขึ้นตั้งแต่รัชสมัยรัชกาลที่ 6 เป็นต้นมา 

พระนิเวศน์เดิม : พื้นที่จวนริมน้ำของรัชกาลที่ 1 ซึ่งกลายเป็นจุดเริ่มต้นของ กองทัพเรือไทย
พระนิเวศน์เดิม : พื้นที่จวนริมน้ำของรัชกาลที่ 1 ซึ่งกลายเป็นจุดเริ่มต้นของ กองทัพเรือไทย
พระนิเวศน์เดิม : พื้นที่จวนริมน้ำของรัชกาลที่ 1 ซึ่งกลายเป็นจุดเริ่มต้นของ กองทัพเรือไทย
พระนิเวศน์เดิม : พื้นที่จวนริมน้ำของรัชกาลที่ 1 ซึ่งกลายเป็นจุดเริ่มต้นของ กองทัพเรือไทย

เมื่อเดินขึ้นไปยังชั้นบนสุด ก็จะพบห้องทำงานของอดีตผู้บัญชาการกรมทหารเรือซึ่งเรียกกันว่าห้องเสนาบดี อยู่สุดอาคารด้านหน้าที่ติดแม่น้ำเจ้าพระยา และถือเป็นห้องที่สำคัญที่สุด เพราะมองข้ามแม่น้ำไปยังพระบรมมหาราชวังได้อย่างถนัดชัดเจน ความที่กรมทหารเรือมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งต่อความมั่นคงของพระราชอาณาจักร เมื่อใดที่เกิดเหตุสำคัญหรือเหตุการณ์ร้ายแรงจนพระมหากษัตริย์ทรงมีพระบรมราชโองการให้เข้าเฝ้าฯ เป็นการด่วน ทั้งผู้บัญชาการกรมทหารเรือและผู้บัญชาการหน่วยรบก็จะวิ่งลงไปขึ้นเรือเร็วเพื่อล่องข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาไปยังพระบรมมหาราชวังได้อย่างทันท่วงที ตรงท่าเรือจะมีเรือสำคัญที่เตรียมพร้อมไว้เสมอ และมีหลายต่อหลายเหตุการณ์ที่ผู้บัญชากรมทหารเรือต้องพักค้างอ้างแรมที่นี่เพื่อคอยระวังภัยตลอดวันตลอดคืน

ห้องเสนาบดีแห่งนี้เคยเป็นที่ประทับและทรงงานของพระบรมวงศานุวงศ์หลายพระองค์ที่เคยดำรงตำแหน่งเป็นผู้บัญชาการกรมทหารเรือ เช่น พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสายสนิทวงศ์ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าขจรจรัสวงศ์ กรมหมื่นปราบปรปักษ์ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวุฒิไชยเฉลิมลาภ กรมหลวงสิงหวิกรมเกรียงไกร และองค์พระบิดาแห่งกองทัพเรือไทย นั่นคือพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ รวมทั้งพระยาชลยุทธโยธินทร์ (André du Plessis de Richelieu) รองผู้บัญชาการการรบในวิกฤตการณ์ ร.ศ. 112 ผู้ออกแบบป้อมพระจุลจอมเกล้า อดีตผู้บัญชาการทหารเรือไทยคนแรกและคนเดียวที่เป็นชาวต่างประเทศ ก็เคยใช้ห้องเสนาบดีนี้เป็นออฟฟิศมาก่อน

พระนิเวศน์เดิม : พื้นที่จวนริมน้ำของรัชกาลที่ 1 ซึ่งกลายเป็นจุดเริ่มต้นของ กองทัพเรือไทย
พระนิเวศน์เดิม : พื้นที่จวนริมน้ำของรัชกาลที่ 1 ซึ่งกลายเป็นจุดเริ่มต้นของ กองทัพเรือไทย

ส่วนอาคารปีกซ้ายส่วนที่เหลือและปีกขวาทั้งหมด ในอดีตเคยเป็นที่เก็บเรือ พาหนะ และอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ชั้นล่าง ส่วนชั้นบนเป็นที่ทำการฝ่ายอำนวยการ เช่นฝ่ายบัญชีและพัสดุ รวมทั้งฝ่ายปฏิบัติการของกรมทหารเรือในอดีต

“บริเวณหน้าตึกที่ทำการกรมทหารเรือนั้น ยังปรากฏเขามออยู่เลยอาคารไปไม่ไกล และเชื่อว่าเขามอนี้เป็นของดั้งเดิม ซึ่งช่วยสนับสนุนว่าบริเวณนี้เคยเป็นวังมาก่อน” พลเรือตรีหญิงอารยา ชวนให้ผมสังเกตเขามอที่ตั้งอยู่นอกอาคารที่ทำการกรมทหารเรือ

เขามอมาจากคำว่าถมอ ซึ่งเป็นภาษาเขมร แปลว่าหิน ในอดีตเขามอเปรียบเสมือน ‘ของเล่น’ ของเจ้านายและเสนาบดี โดยจะมี 2 ลักษณะ คือเขามอแบบก่อในกระถาง โดยใช้หินก้อนเล็กๆ หรือไม้ดัดอย่างบอนไซ กับเขามอแบบก่อในสวน โดยใช้หินก้อนใหญ่ๆ ก่อเลียนแบบภูมิทัศน์ในชนบท สร้างเป็นภูเขาลดหลั่นกันไป ประดับต้นไม้หลากชนิดทั้งไม้ดอกไม้ใบ มีบ่อและทางเดินน้ำ ฯลฯ

พระนิเวศน์เดิม : พื้นที่จวนริมน้ำของรัชกาลที่ 1 ซึ่งกลายเป็นจุดเริ่มต้นของ กองทัพเรือไทย
พระนิเวศน์เดิม : พื้นที่จวนริมน้ำของรัชกาลที่ 1 ซึ่งกลายเป็นจุดเริ่มต้นของ กองทัพเรือไทย

สิ่งก่อสร้างสำคัญที่ยังปรากฏอยู่ตรงกลางคอร์ตยาร์ด ก็คือกระโจมแตร คำว่ากระโจมแตรนั้นถอดความมาจากคำภาษาอังกฤษว่า Music Pavilion อันหมายถึงศาลาโปร่งที่ตั้งกลางสวนหรือสนามเพื่อใช้บรรเลงดนตรีขับกล่อม ซึ่งเป็นวัฒนธรรมตะวันตกที่ไทยรับมาใช้เช่นเดียวกัน สาเหตุที่ภาษาไทยไม่ได้ถ่ายทอดคำว่า Music Pavilion ว่าศาลาดนตรี สันนิษฐานว่าการบรรเลงดนตรีในสมัยนั้นจะใช้แตรวงเป็นหลัก สิ่งก่อสร้างยอดแหลมที่ตั้งกลางแจ้งนั้น โดยปกติจะเรียกกันว่ากระโจม ส่วนคำว่าศาลาถือว่าเป็นคำใหม่ที่เพิ่งมาใช้กันในสมัยหลัง กระโจมแตรมักเป็นสิ่งก่อสร้างที่ปรากฏในวังของพระบรมวงศานุวงศ์หลายพระองค์

“กระโจมแตรในพระนิเวศน์เดิมหลังนี้ ไม่ปรากฏชัดเจนว่าสร้างขึ้นเมื่อใด แต่สันนิษฐานว่าเป็นของที่สร้างขึ้นในสมัยที่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิจ ทรงดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการกรมทหารเรือก็เป็นได้ ด้วยทรงเป็นผู้ที่มีพระปรีชาสามารถในการดนตรี และตามธรรมเนียมของทหารเรือนั้น มักจะต้องมีการบรรเลงเพลงเพื่อรับหรือส่งเสด็จพระราชดำเนินเมื่อพระมหากษัตริย์เสด็จพระราชดำเนินโดยเรือหลวง หรือเมื่อเวลามีเรือสำคัญจากต่างประเทศเข้าเทียบหรือออกจากท่า” พลเรือตรีหญิงอารยาอธิบายถึงกระโจมแตรที่อยู่ตรงหน้า

พระนิเวศน์เดิม : พื้นที่จวนริมน้ำของรัชกาลที่ 1 ซึ่งกลายเป็นจุดเริ่มต้นของ กองทัพเรือไทย

ก่อนกลับ อย่าลืมเข้าไปกราบสักการะพระอนุสาวรีย์ของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ด้วยสำนึกในพระกรุณาธิคุณของพระบิดาแห่งกองทัพเรือไทย และสังเกตต้นประดู่แดงที่ยืนต้นให้ร่มเงามานานหลายปี ทั้งยังเป็นสัญลักษณ์ของกองทัพเรืออีกด้วย 

ท้ายที่สุดก่อนจะเดินผ่านกำแพงประดับใบเสมากลับออกมาด้านนอก อย่าลืมสังเกตประภาคารที่ตั้งอยู่ด้านซ้ายมือ ซึ่งสันนิษฐานว่าสร้างชึ้นในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 เพื่อเป็นจุดสังเกตของเรือที่สัญจรไปมาในแม่น้ำเจ้าพระยาว่าที่นี่เป็นที่ทำการของกรมทหารเรือ

ปัจจุบันพื้นที่ประวัติศาสตร์แห่งนี้เป็นพื้นที่การบริหารงานของฐานทัพเรือกรุงเทพฯ และกองเรือยุทธการ

ราชนาวิกสภา

พระนิเวศน์เดิม : พื้นที่จวนริมน้ำของรัชกาลที่ 1 ซึ่งกลายเป็นจุดเริ่มต้นของ กองทัพเรือไทย
พระนิเวศน์เดิม : พื้นที่จวนริมน้ำของรัชกาลที่ 1 ซึ่งกลายเป็นจุดเริ่มต้นของ กองทัพเรือไทย

อีกอาคารหนึ่งที่ควรแวะไปเยี่ยมชมเพราะมีความสำคัญทั้งในเชิงประวัติศาสตร์และความงดงามด้านสถาปัตยกรรม ก็คืออาคารราชนาวิกสภาที่อยู่ตรงข้ามกับท่าราชวรดิษฐ์พอดี เมื่อครั้งที่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต ทรงดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงทหารเรือ ได้ทรงลงพระนามให้จัดตั้งราชนาวิกสภาขึ้นเมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2459 เพื่อใช้เป็นพื้นที่ในการพบปะปราศรัยแลกเปลี่ยนความรู้และความคิดเห็นระหว่างกันของนายทหารเรือ รวมทั้งเป็นสถาบันส่งเสริมการศึกษาและเผยแพร่ความรู้ในเชิงวิชาการ 

อาคารราชนาวิกสภานั้นเป็นสถาปัตยกรรมอิทธิพลตะวันตกแบบนีโอคลาสสิกสมัยรัชกาลที่ 6 ซึ่งเป็นยุคที่เริ่มมีการใช้คอนกรีตเสริมเหล็กในการก่อสร้าง สังเกตจากเสาที่มีขนาดเล็กลง ตั้งห่างกัน จึงทำให้อาคารดูโปร่งขึ้น ชั้นล่างมีทางเดิน ชั้นบนมีระเบียงยาวตลอดตัวอาคาร ตรงกลางมีมุกระเบียงยื่นออกมา มุมสุดของอาคารทั้งปีกซ้ายและปีกขวามีการยกหลังคาโค้งทรงประทุนทำด้วยคอนกรีตหล่อ ทำให้อาคารดูสวยงามโดดเด่น นอกจากนี้ ยังเป็นที่กล่าวขานกันว่า บริเวณที่ตั้งของราชนาวิกสภานั้น คือจุดที่มีทัศนียภาพงดงามที่สุดของคุ้งน้ำเจ้าพระยาอีกด้วย

ในเชิงประวัติศาสตร์ อาคารราชนาวิกสภานั้นมีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ถึงแม้ว่าสงครามจะอุบัติขึ้นในทวีปยุโรป โดยเป็นข้อพิพาทระหว่าง 2 กลุ่มประเทศ คือกลุ่มประเทศอังกฤษ ฝรั่งเศส รัสเซีย กับกลุ่มประเทศเยอรมนี ออสเตรีย-ฮังการี แต่เหตุการณ์ไม่ได้หยุดยั้งอยู่ในทวีปยุโรป เนื่องด้วยกลุ่มประเทศเหล่านี้ต่างมีอาณานิคมอยู่ทั่วโลก โดยไทยยืนหยัดแสดงความเป็นกลางมาโดยตลอด เพราะถือว่าเป็นมิตรต่อทุกชาติทุกภาษา

จนกระทั่งสงครามโลกดำเนินมาถึง พ.ศ. 2460 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพิจารณาด้วยพระปรีชาญาณทางทหารว่า กลุ่มประเทศฝ่ายเยอรมนีจะต้องพ่ายแพ้ในสงครามครั้งนี้เป็นแน่แล้ว ถ้าไทยรีบเข้าข้างกลุ่มประเทศอังกฤษและฝรั่งเศส ก็จะเป็นประโยชน์แก่ไทยเป็นอย่างยิ่ง เพราะเมื่อสงครามสงบลงโดยกลุ่มอังกฤษและฝรั่งเศสเป็นผู้ชนะ ไทยก็จะใช้ประโยชน์จากการเป็นชาติที่ชนะสงคราม เข้าเจรจาเพื่อแก้ไขสนธิสัญญาที่ถูกเอารัดเอาเปรียบ ทั้งเรื่องสิทธิสภาพนอกอาณาเขตและแก้พิกัดภาษีศุลกากรได้

ราชนาวิกสภาเป็นสถานที่สำคัญซึ่งใช้ระดมพลทหารเรือเพื่อปฏิบัติการครั้งสำคัญ นั่นคือการเข้ายึดเรือเชลยสัญชาติเยอรมนี โดยมีการประชุม วางแผน สรุปกลยุทธ์ และเริ่มปฏิบัติภารกิจสำคัญดังกล่าวจนประสบความสำเร็จ และยังเป็นสถานที่ซึ่งกรมทหารเรือใช้ประกาศพระบรมราชโองประกาศสงครามระหว่างสยามกับประเทศเยอรมนี ออสเตรีย-ฮังการี

พระนิเวศน์เดิม : พื้นที่จวนริมน้ำของรัชกาลที่ 1 ซึ่งกลายเป็นจุดเริ่มต้นของ กองทัพเรือไทย

จากเหตุการณ์ครั้งนั้น ส่งผลให้ไทยเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 1 อย่างสง่าผ่าเผย และเมื่อสงครามสิ้นสุดลง ไทยก็ได้รับการยอมรับจากชาติมหาอำนาจในยุโรป และได้แก้ไขสนธิสัญญาว่าด้วยสิทธิสภาพนอกอาณาเขตที่เอาเปรียบคนไทยมานานแสนนานให้หมดสิ้นไปในที่สุด

ตลอดบ่ายวันนั้นที่พระนิเวศน์เดิม ผมได้มีโอกาสได้ซึมซับเรื่องราวของพื้นที่ประวัติศาสตร์สำคัญ อันเคยเป็นที่ประทับของพระมหากษัตริย์ที่ทรงริเริ่มสถาปนาพระราชวงศ์จักรีพร้อมๆ กับกรุงรัตนโกสินทร์ เพื่อให้แผ่นดินไทยเป็นปึกแผ่นมั่นคงมาจนถึงทุกวันนี้ และยังเป็นผืนดินแรกที่ทหารเรือได้ลงหลักปักฐานบนแผ่นดินไทย เพื่อทำหน้าที่ปกป้องอธิปไตยของชาติมาเนิ่นนาน ปฐมบทของประวัติศาสตร์สำคัญของชาติไทยในครั้งนั้น ก่อกำเนิดขึ้น ณ ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา… บนผืนดินเล็กๆ แห่งนี้นี่เอง

ขอขอบคุณ

พลเรือโทประชาชาติ ศิริสวัสดิ์ รองเสนาธิการทหารเรือ

พลเรือโทธานี แก้วเก้า เจ้ากรมกิจการพลเรือนทหารเรือ 

พลเรือตรีสุวิน แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการฐานทัพเรือกรุงเทพฯ 

พลเรือตรีหญิงอารยา อัมระปาล อดีตผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพเรือ

นาวาโทหญิง รศนา สมพงษ์ ผู้ช่วยภัณฑารักษ์ พิพิธภัณฑ์อู่เรือหลวงเฉลิมพระเกียรติฯ 

คุณวทัญญู เทพหัตถี


ข้อมูลอ้างอิง

1. หนังสือ 100 ปี กรมอู่ทหารเรือ 

2. หนังสือ อู่เรือหลวง 123 ปี เรื่องดีๆ ที่ฝั่งธน

เอื้อเฟื้อข้อมูลโดย คุณวทัญญู เทพหัตถี

เอื้อเฟื้อภาพแผนที่โดย ผศ.ดร.พีรศรี โพวาทอง

Writer

โลจน์ นันทิวัชรินทร์

หนุ่มเอเจนซี่โฆษณาผู้มีปรัชญาชีวิตว่า "ทำมาหาเที่ยว" เพราะเรื่องเที่ยวมาก่อนเรื่องกินเสมอ ชอบไปประเทศนอกแผนที่ที่ไม่ค่อยมีใครอยากไป เลยต้องเต็มใจเป็น solo backpacker Instagram : LODE_OAK

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load