มีวัดลับวัดหนึ่งที่มีความพิเศษอยู่หลายประการ กล่าวคือ พระอุโบสถสร้างขึ้นบนตำแหน่งอันทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์และถือว่าเป็นมงคลยิ่ง เป็นวัดที่ประดิษฐานองค์พระประธานในลักษณะที่ไม่เหมือนวัดไหนๆ จนอาจกล่าวได้ว่ามีวัดนี้เพียงวัดเดียวในโลก มีศิลป์สถาปัตย์ทั้งไทย จีน ฝรั่ง ผสมผสานกันอย่างลงตัวและงดงามยิ่ง เป็นวัดที่ปราศจากภิกษุสงฆ์จำพรรษามากว่าหนึ่งร้อยปีแล้ว และวัดนั้นมีนามว่า ‘วัดวงศมูลวิหาร’

หากเอ่ยนามวัดวงศมูลฯ ผมเชื่อว่าน้อยคนนักจะมีโอกาสได้ไปเยือนหรือแม้แต่เคยได้ยินชื่อ เดิมทีวัดนี้สร้างขึ้นเพื่อเป็น ‘วัดในวัง’ แต่เมื่อเวลาผ่านไป ก็กลับกลายมาเป็น ‘วัดในกรม’ ไปเสีย วัดวงศมูลฯ จึงกลายเป็นวัดลับที่หลบเร้นอยู่ในพื้นที่สงวนอยู่เสมอ ผมคิดว่าถึงเวลาแล้วที่เราน่าจะไปทอดน่องท่องวัดนี้แบบเจาะลึกกันเสียที เพื่อจะได้เรียนรู้และร่วมภูมิใจไปกับมรดกสำคัญของชาติแห่งนี้

พาเดินทอดน่องท่อง วัดวงศมูลวิหาร วัดที่สร้างบนที่ดินซึ่งเคยเป็น ‘จวน’ ของรัชกาลที่ 1
พาเดินทอดน่องท่อง วัดวงศมูลวิหาร วัดที่สร้างบนที่ดินซึ่งเคยเป็น ‘จวน’ ของรัชกาลที่ 1

วัดในวัง

วัดวงศมูลฯ เดิมสะกดว่า ‘วัดวงษมูล’ ทั้งยังมีปรากฏในเอกสารโบราณที่เรียกนามวัดนี้ว่า ‘วัดทรงประมูล’ อีกด้วย เป็นวัดที่สร้างขึ้นบนพื้นที่อันเคยเป็นที่ประทับของ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 เมื่อครั้งยังเป็นสามัญชน ดำรงตำแหน่งสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก อันเป็นตำแหน่งสูงสุดของกองทัพในสมัยกรุงสมัยธนบุรี โดยเราเรียกขานพื้นที่นี้ว่าพระนิเวศน์เดิม

เมื่อเสด็จขึ้นครองราชย์และย้ายไปประทับ ณ พระบรมมหาราชวังเป็นการถาวรแล้ว รัชกาลที่ 1 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระราชโอรสพระองค์สำคัญเสด็จมาประทับที่พระนิเวศน์เดิม ได้แก่ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร และสมเด็จพระเจ้ายาลูกเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงเสนานุรักษ์

 ต่อมาเมื่อสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทรได้เสด็จขึ้นครองราชย์เป็นพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 แล้ว ได้พระราชทานอุปาราชาภิเษกสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมหลวงเสนานุรักษ์ขึ้นเป็นสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาเสนานุรักษ์ และโปรดเกล้าฯ ให้ย้ายจากพระนิเวศน์เดิมไปประทับที่พระราชวังบวรสถานมงคลแทน

สมเด็จพระบวรราชเจ้าฯ จึงทรงแบ่งพื้นที่พระนิเวศน์เดิมเพื่อพระราชทานพระราชโอรส หนึ่งในนั้นคือพระเจ้าราชวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประยงค์ กรมขุนธิเบศร์บวร พระราชโอรสพระองค์ใหญ่

ต่อมาประมาณ พ.ศ. 2394 ในช่วงตันรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 พระเจ้าราชวรวงศ์เธอ กรมขุนธิเบศร์บวร ได้ทรงยกที่วังประมาณ 5 ไร่เพื่อสร้างวัดวงศมูลฯ โดยตำแหน่งพระอุโบสถนั้น สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นตรงที่ตั้งของจวนหลวงเดิมที่รัชกาลที่ 1 เคยประทับมาก่อน ด้วยถือว่าเป็นตำแหน่งมงคลยิ่ง และในขณะนั้นไม่ปรากฏจวนหลวงเดิมให้เห็นอีกต่อไป เพราะรัชกาลที่ 1 โปรดเกล้าฯ ให้รื้อและชะลอไปปลูกเป็นหอพระไตรปิฎกที่วัดระฆังโฆษิตารามมาตั้งแต่สมัยกรุงธนบุรี

การก่อสร้างวัดวงศมูลฯ ดำเนินต่อมาอีก 6 ปี จน พ.ศ. 2400 พระราชวรวงศ์เธอ กรมขุนธิเบศร์บวรก็ประชวรหนักและสิ้นพระชนม์ลง โดยการก่อสร้างยังคงค้างอยู่ รัชกาลที่ 4 จึงโปรดเกล้าฯ ให้พระราชวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้ายุคันธร กรมหมื่นอนันตการฤทธิ์ พระราชโอรสพระองค์เล็กในสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาเสนานุรักษ์ทรงเป็นแม่กองทำการก่อสร้างต่อจนแล้วเสร็จ และพระราชทานนามวัดนี้ว่าวัดวงศมูลวิหาร

พาเดินทอดน่องท่อง วัดวงศมูลวิหาร วัดที่สร้างบนที่ดินซึ่งเคยเป็น ‘จวน’ ของรัชกาลที่ 1

คำว่าวงศมูลนั้นหมายถึงต้นวงศ์ สันนิษฐานว่าเหตุที่พระราชทานนามเช่นนี้ก็ด้วยทรงตระหนักว่าพระเจ้าราชวรวงศ์เธอ กรมขุนธิเบศร์บวรตั้งพระทัยที่จะทรงสร้างวัดแห่งนี้เพื่อเป็นวัดประจำตระกูลและถวายเป็นพระกุศลแด่พระบิดา ซึ่งก็คือสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาเสนานุรักษ์นั่นเอง

วัดในกรม

เมื่อถึงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 วัดวงศมูลฯ ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อ พ.ศ.2418 และมีพระสงฆ์จำพรรษาเรื่อยมา โดยมีสถานะเป็นพระอารามหลวง ปรากฏหลักฐานการเสด็จพระราชดำเนินพระราชทานผ้าพระกฐินของรัชกาลที่ 5 ด้วยพระองค์เอง เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2422 และยังคงได้รับพระราชทานกฐินหลวงและเทียนพรรษาเป็นประจำทุกปี

พาเดินทอดน่องท่อง วัดวงศมูลวิหาร วัดที่สร้างบนที่ดินซึ่งเคยเป็น ‘จวน’ ของรัชกาลที่ 1

ในช่วง พ.ศ. 2420 – 2430 รัชกาลที่ 5 ทรงรวบทหารเรือทุกสังกัดและจัดตั้งขึ้นเป็นกรมทหารเรือ ได้พระราชทานพื้นที่พระนิเวศน์เดิมให้สร้างเป็นที่ว่าการกรมทหารเรือ ต่อมาเมื่อภารกิจของกรมทหารเรือขยายตัวมากขึ้น ก็ได้พระราชทานพื้นที่เพิ่มเติมเพื่อสร้างกรมอู่ทหารเรือ รวมทั้งหน่วยงานสำคัญอื่นๆ จึงทำให้วัดวงศมูลฯ กลายมาเป็นวัดในกรมไปแทน เพราะถูกโอบล้อมด้วยหน่วยงานต่างๆ ของกองทัพเรือทั้ง 3 ด้าน

เมื่อถึงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงมีลายพระหัตถ์ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตยุบเลิกวัดวงศมูลฯ เพราะพิจารณาแล้วว่าไม่อาจพัฒนาให้เจริญขึ้นได้อีกด้วยข้อจำกัดทางพื้นที่ ได้มีลายพระหัตถ์ลงวันที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2459 ประทานเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี (สนั่น เทพหัสดิน ณ อยุธยา) เสนาบดีกระทรวงธรรมการในขณะนั้น ระบุใจความสำคัญว่า

“ฉันขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตถอนพระสงฆ์จากวัดวงศมูลวิหารไปสมทบวัดอื่น ไม่ตั้งอีกต่อไป มอบวัดนั้นให้กระทรวงทหารเรือรักษา แต่ให้คงเป็นสมบัติของพระพุทธศาสนาอยู่อย่างเดิม เสนาสนะอันจะรื้อทิ้งไปปลูกวัดอื่นได้ จักย้ายไป ที่รื้อไม่ได้ กระทรวงทหารเรือจักอาศัยใช้สอยได้อยู่ ดังที่เคยเป็นมาแล้ว ส่วนพระอุโบสถจะอาศัยเป็นที่ไหว้พระสวดมนต์ แลทำพิธีในการพระศาสนาของพวกทหารเรือได้อยู่” 

ทั้งนี้ รัชกาลที่ 6 ได้พระราชทานพระบรมราชานุญาตตามพระดำริของสมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ และตั้งแต่ พ.ศ. 2459 เป็นต้นมาก็ไม่ปรากฏชื่อวัดวงศมูลวิหารในบัญชีกฐินพระราชทานอีก 

พาเดินทอดน่องท่อง วัดวงศมูลวิหาร วัดที่สร้างบนที่ดินซึ่งเคยเป็น ‘จวน’ ของรัชกาลที่ 1

ตลอดเวลากว่าร้อยปี แม้วัดวงศมูลฯ จะปราศจากภิกษุสงฆ์จำพรรษา แต่ยังคงเป็นศาสนสถานสำคัญที่กองทัพเรือร่วมใจดูแล บำรุงรักษาให้อยู่ในสภาพสวยงาม และเป็นปูชนียสถานสำคัญที่กองทัพเรือใช้ประกอบพิธีเพื่อสร้างศรัทธา ขวัญและกำลังใจกับข้าราชการทหารเรือทุกนายรวมทั้งประชาชนในท้องถิ่น และพื้นที่พระนิเวศน์เดิมแทบทั้งหมดได้กลายมาเป็นที่ตั้งของกองเรือลำน้ำ กรมพลาธิการทหารเรือ และกรมอู่ทหารเรือ ซึ่งหน้าที่ต่อและซ่อมเรือสำคัญๆ ของราชนาวีและของชาติ รวมทั้งเรือพระราชพิธีทั้งหมดด้วย

ที่นี่ที่เดียว

พาเดินทอดน่องท่อง วัดวงศมูลวิหาร วัดที่สร้างบนที่ดินซึ่งเคยเป็น ‘จวน’ ของรัชกาลที่ 1
พาเดินทอดน่องท่อง วัดวงศมูลวิหาร วัดที่สร้างบนที่ดินซึ่งเคยเป็น ‘จวน’ ของรัชกาลที่ 1

จุดเด่นที่ผมอยากเชิญชวนทุกท่านให้รีบไปชมกันก่อน คือการประดิษฐานองค์พระประธานที่แตกต่างจากวัดอื่นๆ จนผมกล้าฟันธงว่าเป็นหนึ่งเดียวในโลก

โดยปกติ พระอุโบสถจะวางอาคารด้านยาวตามแกนทิศตะวันออก-ตก ซึ่งพระประธานก็จะหันพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก ในกรณีนี้คือการหันพระพักตร์ไปทางแม่น้ำเจ้าพระยา ตามธรรมเนียมปฏิบัติของวัดริมน้ำ แต่สำหรับพระประธานที่วัดนี้ กลับหันพระพักตร์ไปทางทิศเหนือ และหันข้างให้แม่น้ำเจ้าพระยาแทน

ตอนแรกนั้นพระประธานหันพระพักตร์ไปทิศตะวันออกตามปกติ แต่พระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นธิเบศร์บวร ทรงมีพระอาการประชวรบ่อยๆ ไม่ทรงหายขาดเสียที ทรงสันนิษฐานว่าอาจจะเป็นด้วยเหตุที่พระประธานหันพระพักตร์มายังตำหนักประทับ ซึ่งปลูกขวางอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาก็เป็นได้ จึงโปรดฯ ให้ย้ายพระประธานมาไว้ในตำแหน่งปัจจุบัน และดัดแปลงประตูทางเข้าพระอุโบสถให้เป็นไปตามการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว

องค์พระประธานหน้าตักกว้าง 2.6 เมตร ประดิษฐานบนฐานชุกชีรูปแบบเรียบง่ายมีนามว่า ‘พระพุทธวงศมูลมิ่งมงคล’ ซึ่งเป็นนามประทานมาจากสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปรินายก (ปัจจุบันโปรดเกล้าฯ สถาปนาขึ้นเป็น สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณสังวร) โดยเป็นพระพุทธรูปแบบปางมารวิชัย ศิลปะแบบรัตนโกสินทร์รัชกาลที่ 3 มีลักษณะพิเศษคือพระพักตร์แบบ ‘หน้าหุ่น’ ไม่แสดงอารมณ์ใดๆ บนพระเศียรมีพระอุษณีษะ (มวยผม) และพระรัศมีรูปเปลวไฟ ผ้าทาบบ่าเป็นแถบใหญ่แบบพระพุทธรูปในสมัยรัชกาลที่ 1 และ 2 ส่วนจีวรเรียบไม่มีรอยย่น

ไทย จีน ฝรั่ง 

พาเดินทอดน่องท่อง วัดวงศมูลวิหาร วัดที่สร้างบนที่ดินซึ่งเคยเป็น ‘จวน’ ของรัชกาลที่ 1

จากองค์พระประธาน คราวนี้เรามาค่อยๆ ไล่ชมงานศิลป์สถาปัตย์ที่ผสมผสานทั้งไทย จีน ฝรั่ง อันสะท้อนพระราชนิยมในช่วงต้นแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งทำให้วัดนี้มีความพิเศษไปพร้อมๆ กันนะครับ

เริ่มด้วยตัวพระอุโบสถที่อาจกล่าวได้ว่า พระอุโบสถวัดวงศมูลฯ เป็นสถาปัตยกรรมแบบรัชกาลที่ 4 โดยแท้จริง ผังอาคารเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดยาว 5 ห้อง ( 5 ช่วงเสา) มีระเบียงรอบ 4 ด้าน หลังคาทรงจั่วซ้อน 2 ชั้น 3 ตับ หน้าจั่ว ช่อฟ้า ใบระกา เป็นไม้ปิดทองประดับกระจก ส่วนหน้าบันไม้จำหลักเป็นลายกระจังใบเทศ 

พาเดินทอดน่องท่อง วัดวงศมูลวิหาร วัดที่สร้างบนที่ดินซึ่งเคยเป็น ‘จวน’ ของรัชกาลที่ 1

เสาระเบียงรอบพระอุโบสถ เป็นเสาสี่เหลี่ยมเรียบ ไม่ปรากฏบัวหัวเสา บัวฐานเสา และคันทวยประดับแต่อย่างใด ส่วนพนักระเบียงกรุกระเบื้องปรุสีเขียวหลายแบบหลายลาย อันเป็นพระราชนิยมมาตั้งแต่ครั้งรัชกาลที่ 3 นอกจากนี้ยังมีศิลารูปสิงโตจีนรายรอบพระอุโบสถจำนวน 30 ตัว โดยศิลาเช่นนี้เรียกว่าอับเฉา ซึ่งใช้บรรจุถ่วงน้ำหนักใต้ท้องสำเภาที่นำสินค้าเข้าจากจีน ความที่สินค้าส่วนมากมีน้ำหนักเบา เช่น ผ้าแพร ผ้าไหม ไข่มุก แร่ทอง แร่เงิน จึงต้องถ่วงสำเภาด้วยศิลาไว้ไม่ให้โคลง บางครั้งจึงเรียกว่าอับเฉาสำเภา การตกแต่งวัดด้วยศิลาอับเฉาเช่นนี้เริ่มขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 2 และเฟื่องฟูมากในสมัยรัชกาลที่ 3 

พาเดินทอดน่องท่อง วัดวงศมูลวิหาร วัดที่สร้างบนที่ดินซึ่งเคยเป็น ‘จวน’ ของรัชกาลที่ 1

การตกแต่งบานประตูหน้าต่างพระอุโบสถด้านนอกเป็นลายรดน้ำแบบลายก้านแย่งพุ่มข้าวบิณฑ์หน้าสิงห์ ซุ้มประตูหน้าต่างภายนอกประดับลวดลายปูนปั้นที่เรียกว่าซุ้มทรงอย่างเทศ (มาจากคำว่าอย่างต่างประเทศ) โดยซุ้มประตูและหน้าต่างทั่วไปผูกลายด้วยดอกไม้และใบไม้อย่างฝรั่ง ดูคล้ายกรอบรูปเขียนแบบยุโรป สิ่งพิเศษที่ควรสังเกต ก็คือซุ้มประตูทางเข้าด้านทิศเหนือที่จะมีการใช้ลวดลายดอกพุดตาน (ดอกโบตั๋น) ซึ่งแตกต่างจากซุ้มอื่นๆ โดยสันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในคราวหลังเมื่อต้องแปลงอาคารให้รับกับการย้ายองค์ประธานให้มาอยู่ในตำแหน่งปัจจุบัน

พาเดินทอดน่องท่อง วัดวงศมูลวิหาร วัดที่สร้างบนที่ดินซึ่งเคยเป็น ‘จวน’ ของรัชกาลที่ 1
พาเดินทอดน่องท่อง วัดวงศมูลวิหาร วัดที่สร้างบนที่ดินซึ่งเคยเป็น ‘จวน’ ของรัชกาลที่ 1

จุดสังเกตสำคัญอีกจุดคือตรงกึ่งกลางซุ้มเหนือช่องประตูที่ทำเป็นรูป ‘ครุฑยุดนาคหน้าเสี้ยว’ อันปรากฏลักษณะของตัวครุฑที่ยืนเอี้ยวตัวแบบไม่สมมาตร ซึ่งบางตำราสันนิษฐานว่าเป็นตราประจำพระองค์ของสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาเสนานุรักษ์ กรมพระราชวังบวรในรัชกาลที่ 2 พระบิดาของพระเจ้าราชวรวงศ์เธอ กรมขุนธิเบศร์บวร ผู้โปรดฯ ให้สร้างพระอุโบสถนี้

พาเดินทอดน่องท่อง วัดวงศมูลวิหาร วัดที่สร้างบนที่ดินซึ่งเคยเป็น ‘จวน’ ของรัชกาลที่ 1

เมื่อสำรวจศิลปกรรมรอบๆ พระอุโบสถแล้ว ผมขอชวนให้กลับเข้าไปด้านในอีกครั้ง เพราะยังมีสิ่งพิเศษที่ห้ามพลาด นั่นคือทางฝั่งขวาและซ้ายขององค์พระประธาน มีซุ้มหินอ่อนศิลปะแบบโกธิก (Gothic) ข้างละหนึ่งซุ้ม ซุ้มฝั่งขวาประดิษฐานพระพุทธรูปยืนปางห้ามญาติ (ความสูง 152 ซม.) และซุ้มฝั่งซ้ายประดิษฐานพระพุทธรูปยืนปางห้ามพระแก่นจันทร์ (ความสูง 86 ซม.) โดยทั้งสององค์เป็นศิลปะแบบรัตนโกสินทร์สมัยรัชกาลที่ 5 สังเกตได้จากพระพุทธรูปครองจีวรแบบห่มคลุมและมีรอยยับย่นเสมือนจริง ทั้งรูปแบบขององค์พระและซุ้มหินอ่อนสร้างขึ้นในช่วงเวลาที่ศิลปะแบบผสมผสานระหว่างไทยและตะวันตกกำลังอยู่ในพระราชนิยม ซึ่งยังปรากฏให้เห็นจากสถาปัตยกรรมร่วมสมัยอีกหลายแห่ง เช่น อนุสาวรีย์หลายองค์ที่สุสานหลวง วัดราชบพิธฯ เป็นต้น

พระอุโบสถวัดวงศมูลวิหารนั้นมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์และมีคุณค่าทางศิลปกรรมเป็นอย่างยิ่ง ใน พ.ศ. 2545 กรมศิลปากรจึงได้ดำเนินการสำรวจและประกาศขึ้นทะเบียนให้เป็นโบราณสถานของชาติ ตามประกาศในราชกิจจานุเบกษาวันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2545 เพื่อธำรงรักษาสถานที่สำคัญแห่งนี้ไว้ให้คงอยู่ตลอดไป โดยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน กองทัพเรือยังใช้พระอุโบสถนี้เป็นสถานที่ประกอบพิธีทางศาสนา บรรพชาอุปสมบทภิกษุ และพิธีกรรมบวงสรวงในโอกาสสำคัญๆ เสมอมา

หอพระไตรปิฎกวัดระฆังโฆษิตาราม

การเดินทอดน่องท่องวัดวงศมูลฯ จะไม่เสร็จสมบูรณ์ หากเราไม่ได้แวะเวียนไปชมหอพระไตรปิฎกที่วัดระฆังโฆษิตาราม (เดิมชื่อว่าวัดบางหว้าใหญ่) เพราะจวนหลวงเดิมของรัชกาลที่ 1 ย้ายมาตั้งอยู่ที่นี่

พาเดินทอดน่องท่อง วัดวงศมูลวิหาร วัดที่สร้างบนที่ดินซึ่งเคยเป็น ‘จวน’ ของรัชกาลที่ 1

สมัยกรุงธนบุรี เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ยังทรงเป็นสามัญชนและรับราชการอยู่กับสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เป็นพระราชวรินทร์ ได้ย้ายนิวาสสถานมาอาศัยอยู่ที่จวนหลวงในเขตพระนิเวศน์เดิม

สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงมีพระบรมราชโองการให้พระราชวรินทร์เป็นแม่ทัพขึ้นไปตีเมืองโคราช ในสงครามครั้งนั้น พระราชวรินทร์ได้ตั้งจิตอิษฐานว่าจะถวายจวนมาปลูกที่วัดบางหว้าใหญ่เพื่อเป็นพุทธบูชา จึงสั่งให้รื้อจวนหลวงจากพระนิเวศน์เดิมมาปลูกถวายที่วัดนี้ ในขณะนั้นจวนหลวงยังเป็นบ้านขุนนางที่สร้างอย่างง่ายๆ มีบันทึกว่า “เป็นหอนั่งและหอนอน หลังคามุงจาก ฝาสำหรวด กั้นด้วยกระแชง”

ต่อมาเมื่อปราบดาภิเษกเป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์แล้ว ได้ทรงระลึกถึงจวนหลวงหลังนั้น มีพระราชประสงค์จะปฏิสังขรณ์ให้งดงามและถวายเป็นหอพระไตรปิฎก ขณะนั้นได้มีการขุดพบระฆังใบใหญ่ได้ในวัดบางหว้าใหญ่ มีเสียงร่ำลือว่าเป็นระฆังที่มีเสียงไพเราะเป็นอย่างยิ่ง เมื่อความทราบฝ่าละอองธุลีพระบาท จึงโปรดเกล้าฯ ให้ขุดสระรูปสี่เหลี่ยมขึ้นตรงบริเวณที่พบระฆังนั้น ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศใต้ของพระอุโบสถ แล้วรื้อจวนหลวงชะลอมาปลูกลงในสระดังกล่าว โปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทรทรงเป็นแม่กองอำนวยการดำเนินงานทั้งหมด ในคราวนี้ได้ทรงบูรณะจวนเดิมให้ใหญ่โตงดงามขึ้น 

“เป็นรูปเรือนสามหลังแฝด ห้องกลางเป็นห้องโถง เปลี่ยนหลังคามุงจากเป็นมุงกระเบื้อง ชายคามีกระเบื้องกระจังดุษรูปเทพประนม เรียงรายเป็นระยะๆ เปลี่ยนฝาสำหรวดและฝากั้นกระแซงเป็นฝาไม้สัก ลูกฟักปกนภายในเรียบเขียนรูปภาพ บานประตูหอด้านใต้เขียนลายรดน้ำ บานประตูหอกลางโถง แกะเป็นนกวายุภักษ์ประกอบด้วยกนกเครือเถา บานประตูนอกชานแกะเป็นมังกรลายกนกดอกไม้ มีซุ้มข้างบนเป็นลายกนกดอกไม้เหมือนกัน ภายนอกติดคันทวยสวยงาม”

กล่าวได้ว่าหอพระไตรปิฎกของวัดระฆังโฆษิตารามนั้น เป็นหอไตรเพียงหลังเดียวที่มีเอกลัษณ์พิเศษ โดยเป็นเรือนสามจั่วที่ดัดแปลงมาจากเรือนขุนนางเดิม สะท้อนให้เห็นวิธีการก่อสร้างและปลูกเรือนไทยในสมัยรัชกาลที่ 1 อีกด้วย

เมื่อการปฏิสังขรณ์ได้แล้วเสร็จ รัชกาลที่ 1 จึงเสด็จพระราชดำเนินมาทรงบำเพ็ญพระราชกุศลด้วยพระองค์เอง ทรงปลูกต้นจันทน์ไว้ในทิศทั้งแปด (จึงมีผู้เรียกหอพระไตรปิฎกแห่งนี้ว่าตำหนักจันทน์) เสร็จแล้วทรงประกาศพระราชอุทิศเป็นหอพระไตรปิฎก ได้ทรงขอระฆังเสียงไพเราะไปไว้วัดพระศรีรัตนศาสดาราม แล้วโปรดเกล้าฯ ให้หล่อระฆังมาพระราชทานแทนไว้ 5 ลูก พระราชทานนามว่าวัดระฆังโฆสิตารามแทนวัดบางหว้าใหญ่ และเป็นนามที่ใช้สืบมาจนปัจจุบัน

เป็นอย่างไรบ้างครับสำหรับการเจาะลึกวัดลับทั้งในเชิงประวัติศาสตร์และศิลป์สถาปัตย์ เพื่อพาให้ผู้อ่านทุกท่านไปรู้จักกับวัดวงศมูลวิหาร วัดเล็กๆ ที่พิเศษและสำคัญแห่งนี้ รวมทั้งพาเดินต่อไปอีกนิด เพื่อไปชมหอพระไตรปิฎกแห่งวัดระฆังโฆษิตารามที่มีเรื่องราวทางประวัติศาสตร์อันเกี่ยวเนื่องกัน

อ่านจนจบบทความนี้แล้วอยากจะให้จัดกิจกรรม Walk with The Cloud พาไปทอดน่องท่องวัดวงศมูลฯ พร้อมกับวัดระฆังฯ บ้างไหมครับ

อ้าว…. ไหนขอเสียงหน่อยซิ

ขอขอบพระคุณ

พลเรือเอกลือชัย รุดดิษฐ์ ผู้บัญชาการทหารเรือ

พลเรือโทธานี แก้วเก้า เจ้ากรมกิจการพลเรือนทหารเรือ 

พลเรือตรีสกล สิริปทุมรัตน์ ผู้อำนวยการอู่ทหารเรือธนบุรี กรมอู่ทหารเรือ

พลเรือตรีหญิงอารยา อัมระปาล อดีตผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพเรือ

นาวาโทหญิง รศนา สมพงษ์ ผู้ช่วยภัณฑารักษ์ พิพิธภัณฑ์อู่เรือหลวงเฉลิมพระเกียรติ ฯ 

คุณวทัญญู เทพหัตถี

เอกสารอ้างอิง

1. หนังสือ 100 ปีกรมอู่ทหารเรือ (อรุณการพิมพ์ พ.ศ. 2533)

2. หนังสือ อู่เรือหลวง 123 ปี เรื่องดีๆ ที่ฝั่งธน (สำนักพิมพ์พยัญชนะ พ.ศ. 2556)

3. หนังสือ หอพระไตรปิฎกวัดระฆังโฆษิตาราม (บริษัทเชลล์ในประเทศไทย จัดพิมพ์ พ.ศ. 2525) 

4. www.silpathai.net/หอไตรวัดระฆัง

เอื้อเฟื้อข้อมูลโดย คุณวทัญญู เทพหัตถี

เอื้อเฟื้อพระรูปพระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นอนันตการฤทธิ์ และแผนที่เก่าฝั่งธนบุรีโดย ผ.ศ. ด.ร. พีรศรี โพวาทอง

Writer

โลจน์ นันทิวัชรินทร์

หนุ่มเอเจนซี่โฆษณาผู้มีปรัชญาชีวิตว่า "ทำมาหาเที่ยว" เพราะเรื่องเที่ยวมาก่อนเรื่องกินเสมอ ชอบไปประเทศนอกแผนที่ที่ไม่ค่อยมีใครอยากไป เลยต้องเต็มใจเป็น solo backpacker Instagram : LODE_OAK

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Heritage House

สถาปัตยกรรมเก่าแก่ที่เล่าประวัติศาสตร์บนแผ่นดินไทย

ผมสืบเท้าก้าวเข้าสู่ซอยเจริญกรุง 103 ทางเดินแคบๆ สะอาดและร่มรื่น พาผมลัดเลาะผ่านบ้านหลังเล็กหลังน้อยที่ตั้งเรียงรายอยู่ริมคลอง เพื่อไปพบ พี่นา-จิตรลัดดา แสงน้อยอ่อน ประธานตลาดริมคลองเจริญกรุง 103 ชุมชนสวนหลวง 1 

แกะรอยบ้านไม้เก่าในซอยเจริญกรุง 103 ชุมชนประวัติศาสตร์ที่อพยพมาจากปัตตานี, บ้านไม้โบราณ
แกะรอยบ้านไม้เก่าในซอยเจริญกรุง 103 ชุมชนประวัติศาสตร์ที่อพยพมาจากปัตตานี, บ้านไม้โบราณ

“เราอยากอนุรักษ์ความเป็นอยู่ตามวิถีชุมชนของพื้นที่ประวัติศาสตร์ที่มีอัตลักษณ์ เรามีทั้งมัสยิด โรงเรียน บ้านโบราณอายุนับร้อยปี มีเมนูอาหารดั้งเดิมที่ปรุงจากสูตรเก่าแก่ของแต่ละครอบครัว เวลาคนชมบ้านว่าสวย คนอยู่ก็ดีใจ และอยากรักษาไว้”

แกะรอยบ้านไม้เก่าในซอยเจริญกรุง 103 ชุมชนประวัติศาสตร์ที่อพยพมาจากปัตตานี, บ้านไม้โบราณ

วันนี้ผมมีนัดกับพี่นาแบบเต็มวันเพื่อผู้อ่านไปทำความรู้จักกับชุมชนประวัติศาสตร์แห่งนี้ ลองเดินตามเราไปร่วมกันแกะรอยบ้านโบราณหลังสวยว่าเป็นสถาปัตยกรรมสมัยใด 

ชุมชนประวัติศาสตร์

“ชุมชนเรามีมัสยิดเก่าแก่ที่เราภูมิใจ ตั้งแต่ครั้งที่บรรพบุรุษย้ายถิ่นฐานมาจากปัตตานี” พี่นากล่าวขึ้นเมื่อผมหยุดชื่นชมความงามของมัสยิดอัลอะติ๊ก ที่เก่าแก่สุดในย่านเจริญกรุง และตั้งตระหง่านเป็นศูนย์รวมใจมาตั้งแต่ พ.ศ. 2352

แกะรอยบ้านไม้เก่าในซอยเจริญกรุง 103 ชุมชนประวัติศาสตร์ที่อพยพมาจากปัตตานี, บ้านไม้โบราณ

เมื่อครั้งสงครามเก้าทัพที่ไทยรบกับพม่า ในคราวสงครามทัพที่หนึ่ง พ.ศ. 2328 พระเจ้าปดุงโปรดเกล้าฯ ให้ยกทัพหลวงลงมาตีหัวเมืองประเทศราชทางปักษ์ใต้ของไทย ไล่ตั้งแต่ระนองไปจนถึงนครศรีธรรมราช พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 จึงโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท กรมพระราชวังบวรสถานมงคล เสด็จนำทัพเรือไปตีพม่าที่นครศรีธรรมราช เมื่อชนะแล้ว ได้เสด็จต่อไปยังหัวเมืองอื่นๆ ทางภาคใต้ เช่น ปัตตานี เพื่อทรงนำชาวไทยมุสลิมกลับมายังกรุงเทพฯ 

เอกสารประวัติศาสตร์ระบุไว้ว่า “ได้ทรงกวาดต้อนชาวเมืองปัตตานีขึ้นมายังพระนครมากถึงครึ่งหนึ่งของชาวเมืองทั้งหมด” ต่อมาชาวเมืองปัตตานีได้ตั้งถิ่นฐานกันอยู่ตามริมน้ำ ได้แก่แม่น้ำเจ้าพระยา เรื่อยไปตามคลองสายต่างๆ รวมถึงบริเวณชุมชนสวนหลวง 1 แห่งนี้

ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5  ได้ทรงดำเนินพระราชวิเทโศบายสานสัมพันธไมตรีกับมิตรประเทศในแถบยุโรป เพื่อป้องกันการรุกรานจากลัทธิจักรวรรดินิยมตะวันตก ซึ่งนำโดยอังกฤษและฝรั่งเศส โดยทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยที่จะกระชับความสัมพันธ์กับราชอาณาจักรเดนมาร์ก บริษัทอีสต์เอเชียติก จำกัด ภายใต้การนำของ นายฮันส์ นีลส์ แอนเดอร์เซน (Mr.Hans Niels Anderson) จึงได้ถือกำเนิดขึ้น พร้อมกับการส่งออกไม้สักและไม้คุณภาพนานาชนิด โดยมีการก่อสร้างท่าเรือและโกดังเก็บสินค้าขึ้นบนถนนเจริญกรุง ไม่ไกลจากชุมชนแห่งนี้

แกะรอยบ้านไม้เก่าในซอยเจริญกรุง 103 ชุมชนประวัติศาสตร์ที่อพยพมาจากปัตตานี, บ้านไม้โบราณ

ถนนเจริญกรุงได้พัฒนามาเป็นย่านการค้าสำคัญ และส่งผลให้ชุมชนสวนหลวง 1 เติบโตขึ้นตามไปด้วย เป็นชุมชนที่มีทั้งชาวไทยพุทธ ชาวไทยเชื้อสายจีน เข้ามาอาศัยร่วมกับชาวไทยมุสลิม ต่างช่วยกันประกอบอาชีพทำสวน ทำไร่ ทำประมง ชุมชนนี้จึงอุดมสมบูรณ์ไปด้วยวัตถุดิบอาหารนานาชนิด มีสถาปัตยกรรมหลากวัฒนธรรมตั้งเรียงรายอยู่ในพื้นที่ขนาด 15 ไร่ กลางกรุงเทพฯ โดยมีจุดเด่นคือสายสัมพันธ์อันใกล้ชิดเหมือนพี่น้องครอบครัวใหญ่ เป็นเสน่ห์ของชุมชนที่ทำให้ผมกลับมาเดินเที่ยวตลาดฮาลาลทุกเดือน

แกะรอยบ้านลับ

ผมยืนใจเต้นอยู่หน้าประตูรั้วไม้ระแนงสีเขียว ต้นมะม่วงต้นใหญ่มอบเงาร่มรื่นให้กับบ้านโบราณหลังลึกลับ ที่ผมเคยมาแอบส่องอยู่หลายครั้ง ก่อนหน้านี้ได้แค่สำรวจเพียงภายนอก แต่ครั้งนีโอกาสได้เข้าไปภายในเสียที

แกะรอยบ้านไม้เก่าในซอยเจริญกรุง 103 ชุมชนประวัติศาสตร์ที่อพยพมาจากปัตตานี, บ้านไม้โบราณ

“พี่นีใจดี แกไม่ว่าอะไรหรอก พี่บอกไว้แล้วว่าจะมีคนมาขอดูบ้าน” พี่นายืนยัน วินาทีต่อมา ผมก็ได้พบกับ น้านี-รัชนี สมานแก้ว ผู้อาศัยอยู่ที่นี่มานานกว่า 40 ปี

“พื้นที่นี้เป็นของสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ คุณพ่อคุณแม่สามีของน้านีมีอาชีพรับซื้อตะปูเก่ามาทำความสะอาด แล้วมาตีให้สวยคืนสภาพเดิม ก่อนนำกลับไปขายใหม่ คุณพ่อได้ขายตะปูให้เจ้าของคนเดิมที่เคยอาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้มาก่อน ทั้งคู่ก็เลยเป็นเพื่อนสนิทกัน เมื่อคุณพ่อขอสิทธิ์อาศัยต่อ เจ้าของเดิมก็ยินดีให้คุณพ่อได้สิทธิ์นั้น น้านีก็ไม่แน่ใจว่าบ้านหลังนี้สร้างสมัยรัชกาลที่เท่าไหร่ รู้แต่ว่าอายุหลายปีแล้ว อย่างน้อยก็นานกว่าอายุของน้านีแน่นอน” น้านีเล่าอย่างอารมณ์ดี 

ไม่เป็นไรครับน้านี วันนี้ผมจะขออาสาแกะรอยบ้านหลังนี้ให้เองนะครับ

แกะรอยบ้านไม้เก่าในซอยเจริญกรุง 103 ชุมชนประวัติศาสตร์ที่อพยพมาจากปัตตานี, บ้านไม้โบราณ

วิธีการแกะรอยของผมเริ่มจากการถ่ายภาพส่วนต่างๆ ของบ้าน เพื่อนำไปสืบค้นจากหนังสือ 2 เล่ม คือ หนังสือ แบบแผนบ้านเรือนในสยาม โดย น.ณ ปากน้ำ และหนังสือ บ้านในกรุงเทพ : รูปแบบและการเปลี่ยนแปลงในรอบ 200 ปี (พ.ศ. 2325 – 2525) โดย ผศ.ผุสดี ทิพทัส และ ผศ.มานพ พงศทัต พร้อมกับส่งรูปไปให้เพื่อนรุ่นน้องที่เป็นสถาปนิกอนุรักษ์ร่วมกันวิเคราะห์ และแล้วผมก็ได้ความว่า บ้านหลังนี้สร้างขึ้นในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 นั่นแปลว่าบ้านน้านีมีอายุใกล้ 100 ปีแล้วนะครับ

จุดสังเกตที่ยืนยันคำกล่าวข้างต้นคือ รูปแบบทางสถาปัตยกรรมโดยรวมนั้นค่อนข้างเรียบ ไม่มีลวดลายหรูหรา ทั้งนี้เพราะสภาพเศรษฐกิจทั่วโลกในขณะนั้นกำลังประสบปัญหา อันสืบเนื่องมาจากสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ตามด้วยการพังทลายของตลาดหุ้นในสหรัฐอเมริกา จนเกิดวิกฤตทางการเงินแผ่ขยายไปทั่วโลก ดังนั้นรูปแบบสถาปัตยกรรมในรัชกาลนี้จึงลดทอนความฟุ่มเฟือยลงไปโดยปริยาย คงไว้แต่ความเรียบ โก้ ที่ดึงดูดผมให้แวะเวียนมาแอบดูอยู่หลายครั้ง 

แกะรอยบ้านไม้เก่าในซอยเจริญกรุง 103 ชุมชนประวัติศาสตร์ที่อพยพมาจากปัตตานี, บ้านไม้โบราณ

หากเริ่มแกะรอยจากภายก่อนก็จะพบว่า บ้านน้านีเป็นบ้านโครงสร้างไม้สองชั้น ยื่นหน้ามุก สีที่ใช้ทาบ้านเป็นสีเขียวเข้มและอ่อน ซึ่งเป็นสียอดนิยมในสมัยนั้น หลังคาจั่วและมีปีกนก ที่หน้าจั่วปรากฏช่องระบายอากาศเป็นทรงกลม ผสานกับลายเรขาคณิตเรียบๆ ซึ่งเป็นลักษณะที่พบได้กับบ้านที่สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 7 เช่นกัน 

หากเราย้อนกลับไปดูหน้าจั่วและช่องระบายอากาศของสถาปัตยกรรมยุคก่อนหน้านี้ จะพบว่าเต็มไปด้วยลายฉลุที่หรูหรากว่ามาก ช่องระบายอากาศนั้นมีความสำคัญเสมอ เพราะช่วยระบายความร้อนที่สะสมอยู่ใต้หลังคา ไม่ให้แผ่ลงมาสู่ห้องเบื้องล่างได้ 

“มิน่าล่ะ… น้านีแทบไม่เคยใช้เครื่องปรับอากาศเลย บ้านนี้อยู่แล้วเย็นจริงๆ” น้านีสนับสนุน 

แกะรอยบ้านไม้เก่าในซอยเจริญกรุง 103 ชุมชนประวัติศาสตร์ที่อพยพมาจากปัตตานี, บ้านไม้โบราณ
แกะรอยบ้านไม้เก่าในซอยเจริญกรุง 103 ชุมชนประวัติศาสตร์ที่อพยพมาจากปัตตานี, บ้านไม้โบราณ

จุดสังเกตอีกประการคือผนังไม้ภายนอกจะตีซ้อนเกล็ดเป็นแนวนอนแบบเล่นจังหวะ มีทั้งหนาสลับบาง ซึ่งมักพบเสมอตามบ้านคหบดีในเขตสาทร สีลม หรือสุขุมวิท ที่สร้างขึ้นในยุคใกล้เคียงกัน ฝ้าเพดานในบ้านเป็นกระเบื้องกระดาษ ขนาดประมาณ 60 x 60 เซนติเมตร กระเบื้องกระดาษแต่ละแผ่นจะตีทับแนวด้วยคิ้วไม้ ในสมัยนั้นถือว่าเป็นวัสดุที่ล้ำทีเดียว 

แกะรอยบ้านไม้เก่าในซอยเจริญกรุง 103 ชุมชนประวัติศาสตร์ที่อพยพมาจากปัตตานี, บ้านไม้โบราณ

จุดสังเกตต่อมา คือช่องลม ช่องแสง และลูกกรงไม้ที่ประดับอยู่เหนือหน้าต่างประตูโดยรอบ ล้วนปรากฏเป็นลวดลายเรขาคณิตแบบเรียบ อันได้รับอิทธิพลจากสถาปัตยกรรมแนวอาร์ตเดโค ซึ่งต่างจากยุครัชกาลที่ 6 ที่จะใช้ไม้ฉลุลายอันวิจิตรพิสดารกว่ามาก สาเหตุที่จำเป็นต้องลดทอนรายละเอียดลง ก็ด้วยข้อจำกัดทางสภาพเศรษฐกิจดังที่กล่าวไป สำหรับราวบันไดนั้นก็มีลักษณะเป็นลูกกรง มีหัวเสาไม้แบบเรียบ แกะลวดลายตามแบบอาร์ตเดโคที่ลดทอนรายละเอียดลงไปด้วยเช่นกัน

แกะรอยบ้านไม้เก่าในซอยเจริญกรุง 103 ชุมชนประวัติศาสตร์ที่อพยพมาจากปัตตานี, บ้านไม้โบราณ
แกะรอยบ้านไม้เก่าในซอยเจริญกรุง 103 ชุมชนประวัติศาสตร์ที่อพยพมาจากปัตตานี, บ้านไม้โบราณ

ผมขออนุญาตน้านีซอกแซกเข้าไปชมบานประตูหน้าต่างในระยะประชิด แล้วผมก็พบว่าบานขนาดใหญ่ มีทั้งแบบบานเปิดเดี่ยวและบานเปิดคู่ มีทั้งลูกฟักไม้และลูกฟักกระจก หน้าต่างหลายบานยังคงเป็นบานกระทุ้ง และยังใช้กลอนสัณฐานกลม อย่างที่เราเรียกกันว่า ‘กลอนสตางค์’ อยู่เช่นเดิม ผมเคยพบกลอนสตางค์วางขายระเกะระกะตามร้านขายของเก่าอยู่บ้าง แต่ทุกครั้งที่เห็นวัสดุเก่าๆ ยังไม่ถูกปลดระวางเมื่อใด ผมจะรู้สึกตื่นเต้นดีใจเป็นพิเศษ

แกะรอยบ้านไม้เก่าในซอยเจริญกรุง 103 ชุมชนประวัติศาสตร์ที่อพยพมาจากปัตตานี, บ้านไม้โบราณ
แกะรอยบ้านไม้เก่าในซอยเจริญกรุง 103 ชุมชนประวัติศาสตร์ที่อพยพมาจากปัตตานี, บ้านไม้โบราณ
แกะรอยบ้านไม้เก่าในซอยเจริญกรุง 103 ชุมชนประวัติศาสตร์ที่อพยพมาจากปัตตานี, บ้านไม้โบราณ

“เมื่อสี่สิบกว่าปีก่อน ตอนที่มาอยู่ใหม่ๆ สภาพบ้านดีมากๆ เพราะเป็นบ้านไม้สัก คุณพ่อบอกว่าเป็นไม้จากห้างเอเชียติกด้วย ทุกวันนี้ตัวบ้านก็ยังเป็นแบบเดิมทั้งหมด น้านีเป็นคนรักบ้านเก่า เพราะช่วยเชื่อมเราสู่บรรยากาศที่อบอุ่นและคุ้นเคย เหมือนว่าเรายังอยู่ใกล้ๆ บรรพบุรุษ แล้วบ้านหลังนี้ก็มีแต่ความสงบ ตัดความวุ่นวายของเมืองอย่างกรุงเทพฯ ได้ทั้งหมด น้านีไม่เคยคิดที่จะเปลี่ยนแปลงอะไรเลย”

สิ่งที่น้านียอมรับว่ามีการเปลี่ยนแปลงไปนั้นมีเพียง 2 จุด ซึ่งเสื่อมอายุขัยไปตามกาลเวลา จุดแรกก็คือศาลาไม้หลังโบราณริมคลอง ที่เคยตั้งอยู่หน้าบ้านนั้น ผุพังลงจนไม่อาจซ่อมได้ แต่เจ้าของบ้านคิดว่าสักวันหนึ่งจะพยายามทำขึ้นมาใหม่ แล้วมานั่งเล่นๆ รับลมเย็นๆ กัน 

จุดที่สองคือต้นมะม่วงใหญ่อายุใกล้ร้อยปี ที่เคยแผ่กิ่งก้านสาขาคลุมบ้านแทบจะทั้งหลัง น้านีเล่าว่าเป็นมะม่วงทูลถวายพันธุ์โบราณ อาจปลูกตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 7 ก็เป็นได้ ต้นใหญ่มากๆ เสียดายที่ล้มไป ผลมะม่วงจะออกรสมันตอนดิบแต่หวานจัดตอนสุก เนื้อจะออกสีส้มจำปา มีกลิ่นหอมมาก ที่ชื่อทูลถวายก็น่าจะเป็นเพราะหวานอร่อยจนนำไปทูลเกล้าฯ ถวายได้ แต่ยังดีที่เหลือมะม่วงพันธุ์น้ำดอกไม้เบอร์ 4 ต้นโบราณที่ยังทำหน้าที่มอบความร่มรื่นให้กับบ้านหลังนี้ต่อไป และออกผลรสหวานชื่นใจปีละ 4 ครั้ง

แกะรอยบ้านไม้เก่าในซอยเจริญกรุง 103 ชุมชนประวัติศาสตร์ที่อพยพมาจากปัตตานี, บ้านไม้โบราณ

หน้าบ้านน้านีมีกองกระเบื้องว่าววางเรียงไว้อยู่หลายกอง ทำให้ผมทราบว่าการบูรณะหลังคากำลังจะเริ่มขึ้น 

“กระเบื้องเก่ามากจนต้องเปลี่ยน เมื่อก่อนเปลี่ยนบ้างเป็นบางแผ่น แต่ครั้งนี้คือการซ่อมใหญ่ และเมื่อตัดสินใจจะเปลี่ยนแล้ว น้านีก็อยากได้กระเบื้องที่ใกล้เคียงของเดิมมากที่สุด การตามหากระเบื้องว่าวแบบนี้ไม่ง่ายเลย ต้องใช้เวลาและความอุตสาหะมาก หากันอยู่นานหลายเดือน จนมาถูกใจกระเบื้องว่าวจากโรงงานที่ลำลูกกา”  น้านีเล่าให้ฟัง พร้อมชวนลูกชาย อธิพล สมานแก้ว มาร่วมวงสนทนา

“ลูกๆ น้านีก็เหมือนเด็กรุ่นใหม่ เมื่อก่อนเขาอาจไม่เข้าใจว่าทำไมแม่จะต้องอนุรักษ์บ้านเก่าไว้ ตอนแรกๆ เขาก็เคยบอกแม่ว่า รื้อเหอะ สร้างใหม่ไปเลย แต่น้านีก็คอยอธิบายให้เขาเข้าใจ แล้วเมื่อลูกเห็นว่ามีแต่คนชื่นชมบ้านของเรา เขาก็เริ่มซึมซับคุณค่าของบ้านหลังนี้ ทุกวันนี้น้านีเก็บทุกอย่าง ทั้งกลอนประตู กลอนหน้าต่าง รักษาเอาไว้อย่างเดิม พยายามไม่เปลี่ยนแปลงอะไร และคงต้องฝากลูกๆ ให้ช่วยกันดูแลต่อไป”

แกะรอยบ้านไม้เก่าในซอยเจริญกรุง 103 ชุมชนประวัติศาสตร์ที่อพยพมาจากปัตตานี, บ้านไม้โบราณ

“บ้านเก่าดูแลยากครับ ยิ่งมาช่วยแม่ก็ยิ่งเรียนรู้ว่าฝีมือช่างโบราณนั้นละเอียดแตกต่างจากช่างสมัยใหม่ การจะซ่อมบำรุงก็ต้องใช้เวลาเฟ้นหาวัสดุ หากจะเลือกช่าง ก็ต้องเลือกให้ดี ปัญหาที่ผมเจอคือช่างมักจะบอกว่าซ่อมไม่ได้ แล้วแนะนำให้รื้อทำใหม่ไปเลย จึงต้องพยายามหาช่างที่มีความรู้จริง” คุณอธิพลช่วยเสริม

น้านีบอกว่าเวลามีตลาดฮาลาลในเดือนต่อๆ ไป หากใครสนใจอยากแวะมาดูบ้านก็มาได้ “อีกหน่อยน้านีอาจจะเสิร์ฟชาทานกับขนม ให้นั่งซึมซับบรรยากาศไปจิบน้ำชาไป ชาบ้านน้านีอร่อยนะ เป็นชาซีลอนแท้ หอมมาก ชงกับนมสดร้อนๆ  รับรองจะเพลินมาก แล้วมาอีกนะ” น้านีกล่าวชวน และแน่นอนว่าผมก็รับคำชวนไปแล้วเรียบร้อย

แกะรอยบ้านไม้

แกะรอยบ้านไม้เก่าในซอยเจริญกรุง 103 ชุมชนประวัติศาสตร์ที่อพยพมาจากปัตตานี, บ้านไม้โบราณ

ยังมีบ้านอีกหลังในซอยเล็กข้างบ้านน้านี ที่ผมเคยแอบไปส่องอยู่เสมอเวลามาเดินเล่นที่ตลาดริมคลองเจริญกรุง 103 กลุ่มบ้านไม้จำนวน 4 หลังตั้งเรียงรายอยู่ในซอยแคบๆ โดยปราศจากรั้วล้อม ทุกหลังเป็นเรือนไม้ชั้นเดียว ทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีใต้ถุนสูง ทั้งหมดหันหน้ามาทางเดียวกัน มีกระไดไม้ทอดจากทางเดินขึ้นสู่ตัวบ้าน จุดเด่นที่สังเกตได้ชัดเจนที่สุด คือการประดับตกแต่งด้วยไม้ฉลุลายงดงาม ที่ประดับอยู่บนฝาผนังบ้านบริเวณใต้หน้าต่างและใต้หลังคา มีหน้าต่างหลายบานทอดตัวเรียงกันไปตามแนวยาวของบ้าน

เมื่อผมใช้หนังสืออ้างอิงชุดเดิม ประกอบกับการวินิจฉัยของเพื่อนรุ่นน้องที่เป็นสถาปนิกอนุรักษ์แล้ว เราได้ข้อสันนิษฐานว่า บ้านโบราณกลุ่มนี้เป็นบ้านตามแนวสถาปัตยกรรมในสมัยรัชกาลที่ 6 สิ่งที่ยืนยันคำกล่าวข้างต้นได้ดีที่สุด คือลายฉลุไม้ที่ประดับบ้าน เพราะเป็นลายฉลุที่อ่อนช้อยหรูหรา ซึ่งเป็นไปตามพระราชนิยมในสมัยนั้น อันเป็นช่วงที่โลกยังไม่เผชิญกับภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ เพียงแต่ว่าลายฉลุทั้งหมด น่าจะยกมาประดับบนผนังบ้านในภายหลัง ไม่ได้ประดับในตำแหน่งนี้มาตั้งแต่แรกสร้าง เพราะลายฉลุดังกล่าวมักใช้ประดับระหว่างเสาเรือน ไม่ได้ปิดทับลงบนผนังเรือน บานหน้าต่างเองก็ช่วยยืนยันว่าเป็นสถาปัตยกรรมในสมัยรัชกาลที่ 6 ด้วยมีขนาดเล็กกว่าที่พบในบ้านน้านี อีกทั้งยังเป็นทั้งบานกระทุ้งและบานเกล็ดประกอบกันด้วย

แกะรอยบ้านไม้เก่าในซอยเจริญกรุง 103 ชุมชนประวัติศาสตร์ที่อพยพมาจากปัตตานี, บ้านไม้โบราณ
แกะรอยบ้านไม้เก่าในซอยเจริญกรุง 103 ชุมชนประวัติศาสตร์ที่อพยพมาจากปัตตานี, บ้านไม้โบราณ

“ครูอยู่บ้านหลังนี้มาตั้งแต่เกิด แต่ครูก็ไม่ทราบประวัติของบ้าน ความจริงไม่ได้คิดว่าบ้านของเราสวยกว่าบ้านคนอื่นหรอก ก็เป็นบ้านไม้ธรรมดาๆ แต่พอเพื่อนๆ ที่เรียนทางด้านสถาปัตย์มาเห็นเข้า ก็พากันตื่นเต้นมากๆ โดยเฉพาะการสร้างบ้านโดยไม่ใช้ตะปู ใช้เพียงคานรับกับตงเท่านั้น และยังใช้ไม้เสากลมท่อนใหญ่ที่ทำจากไม้ทั้งต้น” คุณครูผ่องศรี บุญเจริญผล เจ้าของบ้านเอ่ยปากเล่าให้ฟัง

“พอทราบว่าบ้านเรามีคุณค่าทางสถาปัตย์มากขนาดนั้น สิ่งที่ตามมาคือความพยายามดูแลบ้านหลังนี้ให้ดีที่สุด บ้านเก่าย่อมต้องมีความเสื่อมโทรมเป็นธรรมดา ที่กังวลมากคือเรื่องปลวก ส่วนที่เป็นไม้สักจะไม่เป็นปัญหา และคงสภาพเดิมดีมาก ส่วนที่เป็นไม้อื่นๆ อย่างฝาบ้านที่เป็นไม้ยาง ก็ต้องซื้อน้ำยามาทาประจำ และพยายามหาวิธีกำจัดปลวก” คุณครูกล่าวทิ้งท้าย

ผมรู้สึกขอบคุณพี่นาและชาวชุมชนสวนหลวง 1 เป็นอย่างยิ่ง ความงามของบ้านโบราณที่ซ่อนตัวอยู่ในซอยเล็ก ๆ ไม่ใช่แค่เรื่องสถาปัตยกรรม แต่เป็นจิตใจของคนที่รักษาสิ่งเหล่านี้ไว้

แกะรอยบ้านไม้เก่าในซอยเจริญกรุง 103 ชุมชนประวัติศาสตร์ที่อพยพมาจากปัตตานี, บ้านไม้โบราณ

ขอขอบพระคุณ

คุณจิตรลัดดา แสงน้อยอ่อน ประธานตลาดริมคลองเจริญกรุง 103 ชุมชนสวนหลวง 1 และผู้ร่วมให้สัมภาษณ์ทุกท่าน

ดร.ยุวรัตน์ เหมะศิลปิน สถาปนิกอนุรักษ์ ผู้ช่วยสืบค้นข้อมูลทางสถาปัตยกรรมของบ้านโบราณทั้งสองหลัง

เอกสารอ้างอิง

  • พัฒนาการของบางกอกฝั่งตะวันตก พ.ศ. 2325 – 2369. วิทยานิพนธ์ อักษรศาสตรมหาบัณฑิต, สาขาวิชาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้, บัณฑิตวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยศิลปากร โดย ฉัตราภรณ์ พิรุณรัตน์
  • แบบแผนบ้านเรือนในสยาม โดย น.ณ ปากน้ำ 
  • หนังสือบ้านในกรุงเทพ : รูปแบบและการเปลี่ยนแปลงในรอบ 200 ปี (พ.ศ. 2325 – 2525) โดย ผศ.ผุสดี ทิพทัส และ ผศ.มานพ พงศทัต

Writer

โลจน์ นันทิวัชรินทร์

หนุ่มเอเจนซี่โฆษณาผู้มีปรัชญาชีวิตว่า "ทำมาหาเที่ยว" เพราะเรื่องเที่ยวมาก่อนเรื่องกินเสมอ ชอบไปประเทศนอกแผนที่ที่ไม่ค่อยมีใครอยากไป เลยต้องเต็มใจเป็น solo backpacker Instagram : LODE_OAK

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load