22 กุมภาพันธ์ 2565
3 K

“ขายต้นไม้จริงหรือเปล่า” คือคำถามที่ลูกค้าถามวงปี ธุรกิจขาย Artificial Plant เวลาไปออกงานแฟร์

หลายคนเข้าใจว่าต้นไม้ประดิษฐ์มีไว้ประดับเพื่อความสวยงามเท่านั้น แต่ Wongpe Studio ธุรกิจที่ก้ำกึ่งระหว่างงานออกแบบกับงานประดิษฐ์นี้เชื่อว่า ต้นไม้ปลอมไม่ได้เป็นแค่พลาสติก พวกเขาออกแบบต้นไม้เหมือนเป็นเฟอร์นิเจอร์ชิ้นหนึ่ง ศึกษาพันธ์ุไม้อย่างลงลึกจนเชี่ยวชาญ จำลองธรรมชาติให้เหมือนจริงที่สุด จนถึงตั้งใจออกแบบพื้นที่สีเขียวให้โครงการต่าง ๆ มากมาย

ธุรกิจที่ไม่ได้รดน้ำต้นไม้แต่ได้หมั่นดูแลสิ่งอื่นที่สำคัญ สร้างมูลค่าทางธุรกิจและคุณค่าทางใจ เนรมิตรให้เกิดบ้านในฝันของใครหลายคน

นิน-ยศภาคย์ จงเจริญใจ และ เอ๊ะ-กิตติคุณ เลิศประยูรมิตร เริ่มธุรกิจนี้ตั้งแต่ 5 – 6 ปีที่แล้ว ปลูกต้นไม้ในอาคาร สวน ห้างสรรพสินค้า คาเฟ่ และบ้านมาแล้วหลายที่ พวกเขาคือนักออกแบบผู้พยายามหาสมดุลระหว่างการบริหารในโลกธุรกิจกับการออกแบบให้มีความสวยงามควบคู่กับฟังก์ชัน

ขอชวนพลพรรคคนรักต้นไม้มานั่งใต้ร่มเงาไม้ ฟังเรื่องราวการเติบโตของวงปี ว่าปลูกต้นไม้ Indoor & Outdoor จากโฟม ผ้า พลาสติก ยาง อย่างไรให้โต 

วงปี ธุรกิจออกแบบต้นไม้ประดิษฐ์ที่เชื่อว่า Green Space มีคุณค่าต่อจิตใจ

คุณค่าทางใจของต้นไม้ประดิษฐ์

ก่อนตั้งบริษัท นิน-ยศภาคย์ เคยทำงานประจำด้านการจัดการธุรกิจมาก่อน ส่วน เอ๊ะ-กิตติคุณ เรียนด้านภูมิสถาปัตย์มา ทำให้มองเห็นเทรนด์คนรักต้นไม้ที่อยากได้ต้นไม้เข้ามาอยู่ภายในอาคาร แต่มีข้อจำกัดของต้นไม้จริงในการดูแลด้านแสง น้ำ และอากาศ

ทั้งคู่เท้าความว่าเดิมเคยไม่อินกับต้นไม้ปลอม เพราะคิดว่าไม่เหมือนของธรรมชาติที่ผลิตออกซิเจนได้ แต่จุดพลิกผันที่ทำให้เปลี่ยนความคิด คือเรื่องราวของคนเหล่านี้

…ลูกคนหนึ่งมีพ่อแม่สูงอายุที่เคยชอบปลูกต้นไม้มาก่อน ทุกวันนี้ด้วยวัยที่มากขึ้นทำให้ไม่สะดวกดูแลรดน้ำ ลูกก็ช่วยดูแลต้นไม้จริงไม่ไหว แต่อยากให้พ่อแม่ได้อยู่กับธรรมชาติที่ท่านรัก เลยเลือกใช้พื้นที่รอบบ้านเป็นต้นไม้ปลอม 

…นักสะสมพันธ์ุไม้ท่านหนึ่งเล่นต้นไม้เป็นงานอดิเรกอย่างจริงจังถึงขั้นผสมพันธ์ุได้เอง เมื่อทำออฟฟิศจึงอยากได้พื้นที่ธรรมชาติให้ห้องทำงานของพนักงานมีชีวิตชีวา แต่เนื่องจากมูลค่าการก่อสร้างของออฟฟิศทุกยูนิตต้องเกิดฟังก์ชันการทำงานที่ผลิตเป็นเงินได้ จึงไม่มีพื้นที่เลี้ยงดูต้นไม้จริง เลยอยากได้ต้นไม้ประดิษฐ์ในออฟฟิศ

…เด็กน้อยคนหนึ่งอยากได้ต้นไม้ 1 ต้นไปปลูกที่บ้านแต่ดูแลไม่เป็น คุณแม่จึงให้ลองซื้อต้นไม้ปลอมไปเลี้ยงดูก่อนว่าชอบจริงไหม หลังจากนั้นค่อยเริ่มเลี้ยงต้นจริง

สำหรับนักออกแบบอย่างเอ๊ะรู้สึกว่า “พอเราได้สร้างสรรค์ชิ้นงานแล้วตอบโจทย์ความต้องการได้ ทำให้รู้สึกว่างานของเรามีคุณค่า ไม่ใช่แค่พลาสติก” ไม่ว่าจะทำให้รู้สึกมีชีวิตชีวา ทำให้คนที่เรารักได้อยู่กับธรรมชาติที่รัก ปลูกฝังประสบการณ์ที่ดี หรือเห็นความสำคัญของสีเขียวที่มีต่อบ้านมากขึ้น เหล่านี้เป็นสิ่งที่นินมองว่ามีคุณค่าทางจิตใจ ไม่ใช่แค่มองด้วยตาแล้วสวย การลดปัจจัยที่ต้องดูแลต้นไม้ลงเพื่อดูแลอย่างอื่นได้มากขึ้น ทำให้เกิดมูลค่าที่ไม่สามารถประเมินค่าได้

นินสรุปว่าลูกค้าของวงปีมีหลากหลายกลุ่ม กลุ่มหนึ่งคือคนที่ไม่มีโอกาสได้สัมผัสธรรมชาติมากนัก “การได้ถ่ายทอดประสบการณ์ที่ดีออกไป ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าเคยเห็นต้นนี้หรือใบนี้นะ พอถึงเวลาได้พบธรรมชาติจริง ๆ เขาจะรู้สึกคุ้นเคยกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น” 

สำหรับลูกค้าอีกกลุ่มหนึ่งที่ชอบปลูกต้นไม้เป็นงานอดิเรกอยู่แล้ว การใส่องค์ประกอบของต้นไม้ประดิษฐ์ให้ใกล้เคียงกับธรรมชาติจริงมากที่สุด ยังทำให้คนที่เล่นต้นไม้เป็นประจำยอมรับมากขึ้นได้ด้วย

ขวบปีแรกของวงปีจึงเกิดขึ้นด้วยการตั้งคำถามว่า ถ้ามีสินค้าทดแทนที่ช่วยสร้างพื้นที่สีเขียวให้กับอาคารได้จะเป็นอย่างไร ลองเอาวัสดุมาประกอบหรือเลียนแบบให้เหมือนต้นไม้จริงกันไหม 

วงปี ธุรกิจออกแบบต้นไม้ประดิษฐ์ที่เชื่อว่า Green Space มีคุณค่าต่อจิตใจ
วงปี ธุรกิจออกแบบต้นไม้ประดิษฐ์ที่เชื่อว่า Green Space มีคุณค่าต่อจิตใจ

Not just a Gardener but a Green Space Designer 

ปี 2016 ทั้งคู่เริ่มทดลองผลิตต้นไม้ก่อนจะเห็นลู่ทางเปิดบริษัท ในช่วงเวลานั้นต้นไม้ประดิษฐ์เป็นเพียงสีเขียวสำหรับประดับในงานออกแบบอาคารที่มองปราดเดียวแล้วรู้เลยว่าปลอม ยังไม่ค่อยมีใครเอาต้นไม้มาเป็นส่วนหนึ่งในการออกแบบ Green Space Design โดยคำนึงถึงคุณค่าและความสวยงามอย่างจริงจัง

วงปีไม่ได้ออกแบบแค่ต้นไม้ประดิษฐ์ที่นำไปตั้งไว้ในบ้าน แต่ออกแบบพื้นที่สีเขียวในภาพใหญ่ด้วย ซึ่งเอ๊ะบอกว่าความรู้ศาสตร์ภูมิสถาปัตย์ช่วยได้มาก 

“คนทั่วไปคิดว่าเราเป็นคนที่จัดสวนได้ ปลูกต้นไม้ได้ แต่ความจริงแล้วสายงานนี้ไม่ได้เรียนแค่การจัดสวนและความรู้ด้านพืชพรรณ เรียนตั้งแต่การจัดสรรที่ดิน วางแผนด้านสิ่งแวดล้อม วางแผนระบบของเมืองให้ยั่งยืน องค์ประกอบเหล่านี้หล่อหลอมความคิดเราแต่แรกว่า สิ่งที่ต้นไม้ให้มนุษย์ได้ไม่ได้มีแค่ฟังก์ชันหรือความงาม แต่ผสานกันทั้งสองอย่าง”

มุมมองที่คำนึงถึงประสบการณ์ต่อสิ่งแวดล้อมในภาพใหญ่ ทำให้กระบวนการคิดงานใหญ่ตามไปด้วยเหมือนที่เอ๊ะบอกว่า “ใครมีปัญหา มีความต้องการแบบไหนมาหาเรา นำสิ่งที่คนอยากได้มาตีโจทย์ว่าพื้นที่เหมาะกับต้นไม้ประเภทไหน หน้าตาแบบไหน อยากได้ต้นไม้ที่มีสีสัน ใบ ลำต้นแบบไหน อยากจัดออกมาให้เกิดความรู้สึกยังไง”

ทั้งคู่ย้ำว่าการออกแบบต้นไม้ให้เหมือนจริงเป็นรายละเอียดที่วงปีเลือกใส่ใจ เพราะอยากให้ซึบซับประสบการณ์ซึ่งใกล้เคียงกับธรรมชาติจริงมากที่สุด โดยสิ่งสำคัญที่ทำให้ต้นไม้เหมือนจริงได้ คือความเข้าใจในธรรมชาติของคนทำ 

“เข้าใจต้นไม้แต่ละชนิดว่าอยู่ยังไงในสภาพแวดล้อมจริง อยู่ร่วมกับต้นไม้ชนิดไหนได้บ้าง แล้วประกอบองค์ประกอบเหล่านั้นเป็นสินค้า 1 ชิ้น อย่างถ้าเป็นไม้กระถาง กระเช้าแขวน จะเริ่มจากศึกษาจากฟอร์มของต้นไม้จริงเป็นหลักก่อน แล้วนำมาติดตั้งในรูปแบบที่ใกล้เคียงกับของจริง” 

โดยการผลิตต้องเลือกวัสดุที่ใกล้เคียงกับต้นไม้จริงด้วย คำนึงถึงสี ลวดลาย ความหนา ผิวสัมผัสที่ออกมา ซึ่งเทคโนโลยีการพิมพ์สมัยนี้ทำให้สามารถผสมวัสดุ 2 อย่างด้วยกันได้ สมัยก่อนดอกกุหลาบจะทำจากผ้า ดูแล้วรู้เลยว่าปลอม แต่วัสดุทุกวันนี้ทำออกมาให้หยุ่น ๆ มองแล้วเหมือนดอกไม้จริงมากขึ้น 

ต้นไม้ของวงปีจึงมีหลากหลายแบบ เพื่อจำลองระบบนิเวศของพื้นที่สีเขียวให้ได้สมบูรณ์ที่สุด นินบอกว่า “ไม่ได้เน้นต้นไม้แบบไหนเป็นพิเศษ เราเน้นความหลากหลาย เพื่อให้ครอบคลุมความต้องการที่แตกต่างกัน มีทั้งแบบที่เป็นแจกัน ต้นไม้กระถาง ไม้ยืนต้น กระถางขนาดใหญ่ Green Wall”

วงปี ธุรกิจออกแบบต้นไม้ประดิษฐ์ที่เชื่อว่า Green Space มีคุณค่าต่อจิตใจ
วงปี ธุรกิจออกแบบต้นไม้ประดิษฐ์ที่เชื่อว่า Green Space มีคุณค่าต่อจิตใจ

ส่งเสริมภาพลักษณ์ด้วยต้นไม้

ผลงานของวงปีสำหรับลูกค้ารายใหญ่อย่างโครงการบ้านจัดสรร คาเฟ่ ห้างสรรพสินค้า โรงแรม มักเน้นออกแบบตามเอกลักษณ์ของแต่ละโครงการ มีคอนเซ็ปต์และภาพลักษณ์ที่อยากนำเสนอชัดเจน

หนึ่งในผลงานชิ้นสำคัญ คือการออกแบบพื้นที่สีเขียวให้ Café Amazon ซึ่งมีโจทย์คือออกแบบให้สวยและเหมือนต้นไม้จริงมากที่สุด เอ๊ะบอกว่างานนี้ไม่ได้เป็นป่าดิบชื้นตามภาพจำทั่วไป ที่ต้องมีไม้ดอกขนาดใหญ่เหมือนที่เคยเห็นกัน แต่เป็นสวนป่าในสไตล์เฉพาะของ Amazon โดยแฝงพันธ์ุต้นไม้ทรงทันสมัยและไม้ใบที่กำลังฮิตตามเทรนด์ในยุคนี้อย่างมอนสเตอร่า หน้าวัวใบ พลูฉลุที่มีสีสันแปลกตามากขึ้น มีพื้นที่นั่งคอยเพื่อผสานป่าให้กลมกลืนกับคาเฟ่

หลายโครงการนอกจากอิงกับสไตล์ต้นไม้ตามภูมิศาสตร์แล้ว ยังอิงกับสถาปัตยกรรมของพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นหมู่บ้านจัดสรรแบบนอร์ดิก ฝรั่งเศส หรือเมดิเตอร์เรเนียน วงปีก็เสกทั้งไม้เมืองหนาวและเมืองร้อนที่ส่งเสริมสถาปัตยกรรมนั้นได้ ดังเช่นอีกผลงานที่วงปีภาคภูมิใจ คือโครงการ The Crown ของ Land & House ซึ่งเป็นบ้านสไตล์ฝรั่งเศส เน้นใช้ดอกไม้ฝั่งยุโรปอย่างไฮเดรนเยีย ต้นมะกอก โรสแมรี ในการสร้างบรรยากาศให้กับบ้าน ซึ่งถ้าเอาไม้ดอกฝั่งยุโรปของจริงมา คงไม่ออกดอกได้ตามที่ต้องการ

นอกจากไม้ดอก วงปียังเนรมิตรทั้งไม้ยืนต้น ไม้แขวน ไม้เลื้อย ให้เบ่งบ่านมาแล้วอีกหลายโครงการ ผลงานรวมไม้ยืนต้นที่เยอะที่สุดอยู่ที่โซนร้านอาหารของไอคอนสยาม รังสรรค์ไม้ยืนต้นพันธ์ุไทยหลายขนาดอย่างยางนา กรรเกาที่สูงตั้งแต่ 2 เมตรครึ่งถึง 7 เมตรซึ่งมีความท้าทาย เพราะส่วนใหญ่การจัดต้นไม้ปลอมมักล้อกับเทรนด์โลก ทำให้ใช้พันธ์ุไม้ต่างประเทศเยอะ ในขณะที่งานนี้ต้องสั่งผลิตใหม่ เลือกวัสดุที่เหมาะสมกับพันธ์ุไม้เมืองไทยให้ได้มากที่สุด

เรียกได้ว่าเอาวัสดุใกล้ตาใกล้มือ มาเนรมิตรสิ่งที่ปลูกไม่ได้ในความเป็นจริงให้งอกงามได้จริง ปลูกดอกไม้เมืองหนาวที่ไม่ได้บานทั้งปีในเมืองร้อน ปลูกไม้ยืนต้นในห้างสรรพสินค้า นี่คือพลังพิเศษของต้นไม้ประดิษฐ์ 

งาน Made to Order ที่เติมเต็มบ้านพอดี 

สำหรับลูกค้ารายเล็กที่อยากซื้อต้นไม้ไปตั้งไว้ในบ้าน นินเปรียบต้นไม้ประดิษฐ์เหมือนเฟอร์นิเจอร์บิวด์อินที่ต้องอยู่คู่บ้านไปนานหลายปี การออกแบบต้นไม้จึงไม่ต่างจากการออกแบบเฟอร์นิเจอร์ เพียงเปลี่ยนจากขาเก้าอี้เป็นกิ่งก้าน เปลี่ยนจากออกแบบเท็กเจอร์บนโต๊ะเป็นลวดลายที่ใบ การดูแลต้นไม้เปลี่ยนจากการรดน้ำเป็นเช็ดทำความสะอาดหรือปัดฝุ่นด้วยไม้ขนไก่ ไม่ต่างจากการดูแลของแต่งบ้านทั่วไป

นินเชื่อว่างาน Made to Order คือหัวใจของวงปีที่แตกต่างจากแบรนด์อื่น เหมือนเวลาซื้อของแต่งบ้านที่สั่งทำพิเศษสำหรับบ้านเราเท่านั้น การซื้อต้นไม้ที่สั่งทำเฉพาะก็ให้ความรู้สึกต่างกับการซื้อต้นไม้สำเร็จรูปหรือซื้อตามตลาดต้นไม้ทั่วไปเช่นกัน 

“แต่ละคนได้ของเหมาะที่สุดสำหรับเขา ต้นไม้ที่ได้อาจคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน ต่างที่ขนาด สี วัสดุ เพราะออกแบบมาให้เติมเต็มพื้นที่ของแต่ละคน เข้าไปอยู่แล้วรู้สึกพอดี ไม่เหมือนซื้อของสำเร็จทั่วไปที่เอาไปวางแล้วบางทีใหญ่เกิน ไม่ได้ตามที่อยากได้”

โจทย์การทำงานของลูกค้ารายบุคคล สนุกคนละแบบกับการออกแบบพื้นที่สีเขียวให้โครงการใหญ่ เพราะมีรายละเอียดยิบย่อยเฉพาะตัวของแต่ละคนแตกต่างกัน บางบ้านอยากให้ช่วยออกแบบต้นไม้มงคลความหมายดี เป็นเรื่องความสบายใจ บางบ้านเลือกพันธ์ุต้นไม้ที่สนใจ มีภาพมุมบ้านในฝันที่อยากได้มาแล้วให้ช่วยแนะนำ เมื่อบริบทบ้านแตกต่างกัน Mood & Tone ของพื้นที่สีเขียวก็แตกต่างกันไป ทำให้ทำงานมาหลายปีแต่โจทย์แทบไม่ซ้ำกันเลย เหมือนได้ออกแบบใหม่ตลอดเวลา

ถ้าการปลูกต้นไม้จริงต้องวางแผนวิธีปลูกอย่างพิถีพิถัน การปลูกต้นไม้ประดิษฐ์ก็ไม่ต่างกัน ต้องอาศัยการคุยกับลูกค้าอย่างละเอียด เพราะทุกอย่างล้วนมีผลต่อการตัดสินใจเลือกวัสดุและวิธีติดตั้งในภายหลัง ต้นไม้ประดิษฐ์ผลิตได้จากทั้งโฟม ผ้า พลาสติก ยาง ถ้าเป็นต้นไม้ที่อยู่ในบ้านต้องใช้วัสดุแบบหนึ่ง ส่วนต้นไม้ที่โดนแดด โดนฝน โดนลม ต้องใช้วัสดุอีกแบบเพื่อให้คงทน วิธีติดตั้งในพื้นที่แต่ละแบบก็ไม่เหมือนกัน เช่น บ้านที่อยากมีต้นไม้สูงขึ้นไป 10 เมตรถึงชั้น 3 ของบ้านหรือในช่องลิฟต์ จะติดตั้งต้นไม้ยังไงให้สวยงามและแข็งแรง สิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงคือความปลอดภัย เมื่อนำไปวางแล้วทุกคนในบ้านต้องเข้าใกล้ได้โดยไม่เป็นอันตราย เพราะบ้านเป็นสถานที่ใช้ชีวิต ต้องพอดีกับบ้านในทุกมิติ

วงปีที่เติบโต 

จากเริ่มทำธุรกิจเล็ก ๆ กันเอง 2 คน ลองผิดลองถูกด้วยเงินลงทุนส่วนตัวโดยไม่กู้ แล้วค่อย ๆ ขยับขยาย ช่วงเริ่มแรกทั้งคู่จึงรู้สึกว่าธุรกิจโตช้าเมื่อเทียบกับคนอื่น แต่ข้อดีของการเริ่มบุกเบิกด้วยตัวเองคือได้เห็นกระบวนการทำงานทั้งหมด ตั้งแต่ทดลองผลิตเอง ออกแบบเอง แล้วค่อยเริ่มหาช่างฝีมือที่มีประสบการณ์มาช่วยเมื่อธุรกิจเริ่มมีขนาดใหญ่ขึ้น

ในด้านการออกแบบ เอ๊ะบอกว่าด้วยเนื้องานที่มีโจทย์เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ “การมีทีมช่างเป็นของตัวเอง ทำให้กระบวนการทำงานและเทรนนิ่งง่ายขึ้น ตอบโจทย์ความต้องการได้ดีขึ้น พัฒนาการผลิตไปเรื่อย ๆเหมือนพัฒนาการออกแบบสินค้า เช่น แรกเริ่มทำสินค้าได้ 4 ชิ้น พอมีเทรนด์ใหม่ก็พัฒนาตัวอย่างสินค้าและกระบวนการใหม่” 

สิ่งสำคัญที่ทำให้ธุรกิจออกดอกออกผล คือ ความเนิร์ดในต้นไม้และการลงมือทำ ต้องสนใจศึกษาลองผิดลองถูกเอง ท้าทายตัวเองจากความต้องการของลูกค้า ยิ่งความต้องการสินค้ามีความหลากหลาย ยิ่งเป็นโอกาสให้พัฒนาสินค้าได้เหมือนจริงมากขึ้นเรื่อย ๆ ต้นไม้ต้นเดิม พอผ่านไปอีกขวบปีหนึ่งที่ได้เรียนรู้การใช้วัสดุและเทคนิคการผลิตเพิ่ม ก็ทำให้ต้นไม้ต้นนั้นสวยงอกงามและเหมือนจริงมากขึ้นในฤดูถัดไป ไม่ใช่แค่ได้เพาะปลูกต้นไม้ในบ้าน แต่ได้บ่มเพาะทักษะตัวเองไปด้วย เอ๊ะสรุปว่าการได้เรียนรู้แบบนี้ “สร้างความสุขในการทำงานให้ผมได้”

อนาคตวงปีอยากพัฒนากระบวนการทำงานให้มีระบบและลักษณะเฉพาะมากขึ้น รวมถึงอยากออกแบบต้นไม้ประดิษฐ์ที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นสำหรับแบรนด์มากขึ้น

นินตบท้ายว่าสิ่งที่ได้เรียนรู้ตลอด 4 – 5 ปีที่ผ่านมาในการทำธุรกิจ คือ การบาลานซ์ให้ดีระหว่างขยายกับบริหาร ทำยังไงให้เรายังอยู่ได้โดยโตได้ด้วย ในช่วงโควิด-19 เมื่องานตกแต่งบ้านเริ่มได้รับผลกระทบ ทั้งคู่ก็หันมาพัฒนาคุณภาพชิ้นงาน กระบวนการทำงานที่แม่นยำขึ้น ให้คนในองค์กรพร้อมขยายกลุ่มลูกค้าออกไป

ความท้าทายสำหรับนักออกแบบที่มาทำธุรกิจ คือ การลงมือทำภาพที่ฝันให้เป็นจริง ในโลกดีไซน์ของสวยมักแลกกับราคาแพง ต้องคำนึงถึงความสวยและฟังก์ชัน ส่วนในโลกธุรกิจมีต้นทุน ต้องคำนึงเรื่องเงินทอง ต้องคิดวิธีว่าจะทำอย่างไรให้คุมค่าใช้จ่ายและได้ต้นไม้ในคุณภาพที่ต้องการ รวมถึงถ่ายทอดองค์ความรู้ให้คนในองค์กรเข้าใจตรงกันแล้วผลิตออกมาได้สำเร็จ ทำให้เจ้าของธุรกิจเและคนในองค์กรเติบโตขึ้นเหมือนเป็นต้นไม้ต้นหนึ่งเหมือนกัน  

Lessons Learned

  • สังเกตปัญหาและสร้างทางเลือกใหม่ที่ยังไม่มีในตลาด มองหาโอกาสจากข้อจำกัดของสินค้าในปัจจุบันที่ยังตอบโจทย์ลูกค้าไม่ได้ แล้วสร้างทางเลือกใหม่ที่ส่งมอบประสบการณ์ที่ดีกว่า 
  • ทำสินค้าตามความต้องการของลูกค้าเป็นหลัก คุยกับลูกค้าอย่างละเอียดว่าอยากได้อะไร เน้นออกแบบและนำเสนอสินค้าจากสิ่งที่ลูกค้าต้องการ
  • หาพาร์ตเนอร์ผู้มีความเชี่ยวชาญที่เราไม่มีมาช่วยสร้างระบบทางธุรกิจ ด้วยความเป็นนักออกแบบ วงปีจึงมีพาร์ตเนอร์ทางธุรกิจมาช่วยสนับสนุนระบบหลังบ้าน ทำให้สะดวกและมีเวลาโฟกัสการพัฒนาสินค้ามากขึ้น

วงปีสตูดิโอ ได้รับการสนับสนุนจาก dtac business ช่วยจัดการระบบทางธุรกิจให้พร้อมต่อการขยับขยาย ทั้ง Google Workspace ทำให้ประชุมได้อย่างสะดวก รวมถึงแพ็กเกจอินเทอร์เน็ตและเบอร์โทรสำหรับธุรกิจการจัดการต่าง ๆ ไม่ว่าจะ E-Invoice Digital Payment หรือ Withholding Tax ก็จัดการได้ครบจบในที่เดียว https://business.dtac.co.th/th/

Writer

Avatar

รตา มนตรีวัต

อดีตสาวอักษรผู้โตมาในร้านขายหวายอายุ 100 กว่าปีย่านเมืองเก่า เป็นคนสดใสเหมือนดอกทานตะวัน สะสมแรงบันดาลใจไว้ในบล็อคชื่อ My Sunflower Thought ขับรถสีแดงชื่อ Cherry Tomato ระหว่างวันทำงานในโลกธุรกิจ เวลาว่างซาบซึ้งในศิลปะ

Photographer

Avatar

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

ไม่ต่างจากทุกคนที่กำลังอ่านบทความนี้

แม้ว่าหน้าตาจะได้อยู่และดูเหมือนผ่านไปไม่นาน แต่จำนวนนิ้วในมือมีไม่พอจะนับขวบปีล่าสุดที่ใส่เครื่องแบบนักเรียนเต็มยศ ไม่แปลกที่พวกเราจะสนุกเป็นพิเศษเมื่องานเลี้ยงปีใหม่ออฟฟิศ หรืองานแต่งเพื่อนกำหนดให้ใส่เครื่องแบบนักเรียนย้อนวัยหวาน

แต่ถึงจะไม่มีเหตุจำเป็นให้ใส่เครื่องแบบนักเรียน หรือซื้อหาให้บุตรหลานในเร็ววันนี้ เราก็ยังอยากแนะนำคุณให้รู้จัก Rompboy School เจ้าของเดียวกับ Rompboy แบรนด์สตรีทแวร์ชื่อดังอยู่ดี

ครั้งหนึ่ง The Cloud เคยคุยกับ บู้-ธนันต์ บุญญธนาภิวัฒน์ มือเบสวง Slur และเจ้าของแบรนด์ Rompboy ถึงทุกเรื่องที่เกี่ยวกับแบรนด์แล้ว ในคอลัมน์ Street View ทั้งเรื่องความตั้งใจและสัญชาตญาณในการทำการตลาดที่ทำให้ทุกคนรักแบรนด์นี้

จากแบรนด์สตรีทแวร์ที่ประสบความสำเร็จในทุกโปรเจกต์ ที่ไม่ว่าจะออกสินค้าอะไรมาก็ขายหมดภายในเวลาสั้นๆ สู่แบรนด์รองเท้านักเรียน Rompboy School โปรเจกต์แรกของการเข้าสู่วงการชุดเครื่องแบบตามที่เคยฝันไว้ มีเรื่องราวเบื้องหลังการทำแบรนด์ที่สนุกกว่าที่คิด

ใครจะรู้ว่าสินค้าหน้าตาเรียบๆ อย่างรองเท้านักเรียนจะมีกระบวนการทำงานที่สุดเหวี่ยง ตั้งแต่ คุยกับกระทรวงศึกษาธิการ การออกแบบรองเท้านักเรียนในฝัน กระบวนการผลิตและโปรโมต รวมไปถึงความฝันอันสูงสุดที่ฟังแล้วทำให้อดเอาใจช่วยไม่ได้ อย่าง “ผมจะดีใจมากเลยถ้าวันหนึ่งผมเห็นเด็กๆ เพื่อนของลูกที่ใส่ Rompboy School เหยียบส้นถอดทิ้งไว้เต็มหน้าบ้านผม นี่คือเส้นชัยของผมเลย”

บู้ ธนันต์ บุญญธนาภิวัฒน์

เรื่องหนึ่งที่มั่นใจแน่ๆ เมื่อคุณมาร่วมวงฟังบทสนทนาด้านล่างคือ สายตาที่คุณเคยมีต่อรองเท้านักเรียนจะเปลี่ยนไป

นั่นคือ ไม่ใช่แค่ภาพเด็กหนุ่มในชุดนักเรียนที่จะดึงดูดคุณ แต่เป็นรองเท้าทรงสวยที่ใส่กับชุดอะไรก็ดูจะเข้ากันไปต่างหาก ที่ทำให้ต้องหยุดอ่าน (และเขียน) บทความนี้กลางทาง เพื่อแวะไปโรบินสันที่ใกล้ที่สุด

ในวันที่แบรนด์ Rompboy เติบโตอย่างสดใส อะไรทำให้คุณตัดสินใจเริ่มต้นทำรองเท้านักเรียน

น้อยคนจะรู้ว่ารองเท้าผ้าใบ Rompboy เป็นไอเดียที่สองรองจากรองเท้านักเรียนที่ต้องพับเก็บไปก่อน

ผมโตในยุคที่รองเท้านักเรียนเราไม่มีทางเลือก มีแบรนด์ที่อยู่กระแสหลักไม่กี่แบรนด์ และผมในวันนั้นเป็นเด็กที่ชอบแต่งตัวมาก สัปดาห์หนึ่งมี 7 วัน เรามาโรงเรียนมากกว่าไปเที่ยวเล่นกับเพื่อนๆ อีก เราก็อยากมีไอเทมที่แสดงความเป็นตัวเองออกมา นี่เป็นสิ่งที่ฝังในใจเราเล็กๆ ว่าวงการเครื่องแบบนักเรียนควรจะมีอะไรที่ตอบโจทย์กลุ่มพวกเราบ้าง กลุ่มที่ชอบอะไรที่แปลกแตกต่างจากชาวบ้าน

ยุคนั้นเด็กแนวจะใส่พวก Diadora พวก Nike สีดำ หรือพวก Converse แต่จะโดนริบเพราะดีไซน์ค่อนข้างหวือหวา ส่วนรองเท้าสีขาวล้วนหรือน้ำตาลล้วนก็ไม่ค่อยมีให้เห็น เราก็ได้แก่เก็บความอยากทำนี้ไว้ จนลืมไปเลย จนกระทั้งวันหนึ่งที่ผมเริ่มทำกางเกง เริ่มรู้ว่ามีคนชื่นชอบเหมือนกันกับเรา ผมรู้สึกว่าผมอยากทำให้มันเกิดขึ้นจริง เลยเอาไอเดียนี้ไปคุยกับพี่กระชาย (จตุรวิธ ฉัตตะละดา) นักร้องนำ Death of a Salesman ซึ่งทำงานเกี่ยวกับการสร้างแบรนด์และกลยุทธ์อยู่แล้ว เขาให้คำแนะนำว่าทำได้ แต่ควรจะทำแบรนด์หลักเพื่อสื่อสารให้วัยรุ่นเข้าใจก่อน จึงเริ่มทำรองเท้าผ้าใบตั้งแต่วันนั้นมา

Rompboy School

Rompboy School

เราคิดว่าตลาดรองเท้านักเรียนค่อนข้างลึกลับ อะไรทำให้คุณมั่นใจว่า Rompboy School พร้อมเข้าสู่วงการ

ตามกฎระเบียบของเฟซบุ๊กทำให้เรารู้ข้อมูลแฟนเพจที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปได้เท่านั้น แต่นักเรียนมัธยมอายุ 12 – 18 ปี ซึ่งแม้จะไม่มีข้อมูลของกลุ่มเป้าหมายที่เราต้องการเจาะตลาด แต่เราก็เชื่อลึกๆ ว่าต้องมีกลุ่มที่พร้อมไปกับเราอยู่ ตอนนั้นคิดแค่ว่าถึงเวลาของ Rompboy School แล้วลุยเลย มาทำรองเท้าแบบทรงที่เราคิดว่าสวยที่สุดในวงการเครื่องแบบนักเรียนกันเถอะ เท่านั้นเอง

คิดจะทำให้สวยที่สุด แต่หัวใจสำคัญที่สุดของรองเท้านักเรียนคือต้องถูกระเบียบ คุณจัดการเรื่องนี้อย่างไร

ตอนที่จะเข้าไปคุยกับกระทรวงศึกษาฯ ผมโทรไปสอบถาม จึงได้รู้ว่าไม่มีคนที่ทำงานดูแลเรื่องเครื่องแบบนักเรียนนานแล้ว เลยได้คุยกับศึกษาภัณฑ์ เขาบอกว่าหลักเกณฑ์จริงๆ นั้นง่ายมาก ต้องเป็นรองเท้าทรงแฟลต ห้ามเสริมส้นสูง สีล้วน ห้ามมีราคาแพง เพื่อที่เด็กและผู้ปกครองจะสามารถซื้อได้ ตอนนั้นตั้งใจจะขาย Rompboy School 1,500 บาทด้วยซ้ำ เขาก็บอกว่าราคาสูงนะ แต่ถ้ามั่นใจว่าขายได้ก็ขายได้แหละ

นอกจากนี้ ห้ามมีเลเยอร์หรืออัพเปอร์เยอะ นั่นคืออย่ามีรายละเอียดเยอะเกินไป แค่นี้ก็เป็นรองเท้านักเรียนได้แล้ว แต่ก็จะมีสีกำหนดอยู่ เช่น ห้ามสีขาวครีม ต้องเป็นขาวสว่างออกสีม่วงนิดๆ ซึ่งผมเองก็ไม่ค่อยชอบ เป็นต้น ทั้งหมดนี้คือข้อห้าม ถ้าทำนอกจากนี้จะเป็นรองเท้าผิดระเบียบ

บู้ Slur

Rompboy School

แล้วคุณทำให้ Rompboy School ทั้งถูกระเบียบและเท่ไปพร้อมกันได้ยังไง

ก่อนจะเข้ามาทำรองเท้านักเรียน ผมเริ่มจากมองว่าผมชอบอะไรในรองเท้านักเรียนบ้าง อย่างแรกสีของรองเท้าที่เป็นโมโนโครมสีเดียวกันทั้งหมด ซึ่งดีงามอยู่แล้ว ดังนั้น ในความถูกระเบียบเราแค่ทำให้มันลงตัว แค่นั้นเลย ถ้าทำความมินิมอลของสีที่มีอยู่ให้ลงตัวมันก็จะสวยงาม

สิ่งแรกที่ผมจะทำคือเปลี่ยนพื้นรองเท้าให้เป็นสีเดียวกันกับรองเท้า ส่วนนี้เป็นต้นทุนที่มหาศาลมาก แต่ผมอยากทำให้ดูเป็นโมโนโครมจริงๆ โดยที่เราก็ยังเก็บสีเขียวไว้ใช้กับพื้นรองเท้าด้านใน ซึ่งเป็นองค์ประกอบหนึ่งของรองเท้าผ้าใบยุคเก่าอยู่แล้ว และจากเดิมที่เราคิดว่าหัวรองเท้าใหญ่เกินไปเราก็ทำให้เรียวขึ้น รวมถึง Midsole กันกระแทกที่แทรกระหว่างพื้นรองเท้า ซึ่งผมเสริมเพิ่มอีกชั้นเป็นรายละเอียดที่ทำให้ดูสำอางขึ้น รูร้อยเชือกที่ลดทอนให้เหลือ 4 รูแบบรองเท้ายุค 60 รวมถึงเลือกใช้เชือกที่ใช้ทนทาน

เรื่องหนึ่งที่ภูมิใจมากๆ คือ ผมเป็นคนไม่ชอบโลโก้เท่าไหร่หรือถ้าจะมีก็ต้องมีให้น้อยที่สุด ดังนั้น คุณจะไม่เห็นโลโก้อยู่บน Rompboy School

การทำให้ถูกระเบียบ ทำให้รู้สึกขัดใจตัวเองบ้างมั้ย

ไม่เลย ผมว่าเรื่องนี้สนุกมากกว่าการตั้งใจขัดกฎระเบียบมากๆ เสียอีก

พอย้อนกลับไปช่วงที่เราเป็นเด็กมัธยม จำได้ว่าเป็นปมในใจเล็กๆ ว่าผมนั้นมันไม่มีอะไรดีไปกว่าเพื่อนๆ เลย ผมเตะบอลห่วยมาก เป็นตัวที่แบบโอน้อยออกแล้วยังต้องเป่ายิ้งฉุบเพื่อรับผมไปเป็นตัวแถม สเก็ตบอร์ดก็ไม่รอด ทำอะไรไม่เก่งนอกจากเล่นดนตรี ทำให้คิดว่าตัวเองต้องหาอะไรบางอย่าง เพื่อดิ้นจากสิ่งที่มี ตรงนี้แหละ จุดสนุกเลย เมื่อเรารู้ว่าเรื่องนั้นมีกรอบอยู่ แล้วเราก็จะคิดหาความสนุกที่อยู่ในกรอบไม่กระโดดออกจากกรอบเพราะนั่นมันง่ายเกินไป

Rompboy School

Rompboy School

ได้ยินแบบนี้ ทำให้อยากรู้เลยว่าตอนเด็กๆ คุณเป็นนักเรียนมัธยมแบบไหน

สมัยนั้นผมตัดผมทรงหนึ่งที่เข้ากับ Curve ของหัวผมพอดี ซึ่งอาศัยเวลาในการดีไซน์กว่าจะลงตัวเหมือนกัน โชคดีที่แม่เป็นช่างตัดผมอยู่แล้วก็เลยจะคุยเรื่องนี้กันบ่อย ตรงนี้ยังไม่ลงตัว ขอแก้ตรงนั้นนิด ตรงนี้หน่อย จนเจอทรงผมที่ใช่ พอไปโรงเรียน กลายเป็นว่าเด็กในโรงเรียนตัดทรงนี้ตามกันเต็มเลย ตอนนั้นก็คิดนะว่าเรามีความเป็น Trend Setter อยู่นี่หว่า ก็เริ่มสนุกขึ้น เริ่มประดิดประดอยเสื้อนักเรียน สมัยก่อนมีเทรนด์ Nu Metal แต่งตัวแบบกางเกงหลุดตูด ผมก็ขบถด้วยการใส่เสื้อผ้าพอดีตัว กางเกงสั้นเหนือเข่า ยุคนั้นไม่มีใครใส่เลยนะ ถุงเท้าเขาใส่ย่นๆ กัน เราก็ดึงให้ตึงขึ้นมาถึงครึ่งแข้ง

จะเห็นว่าเวลาเราดิ้นกับเรื่องใหญ่ๆ ไม่ได้ เราก็จะดิ้นกับดีเทลที่ซ่อนอยู่ จะว่าไปมันเป็นการเก็บทดความคิดแล้วนำกลับมาใช้อีกครั้งในวันที่เรามีทุนทรัพย์ที่จะทำรองเท้าขึ้นมา อย่างวันนี้ นี่แหละ มันไม่ได้ผิดระเบียบเลย แต่มันสวยด้วยความแตกต่างนิดๆ หน่อยๆ ดังนั้นใครจะว่ารองเท้าผมไม่สวย ผมไม่ว่านะ แต่อย่าว่ารองเท้าผมว่าเหมือนแบรนด์อื่นๆ

สูตรที่เคยใช้แล้วประสบความสำเร็จใน Rompboy Shoes และ Rompboy อื่นๆ มาใช้กับแบรนด์รองเท้านักเรียนได้มั้ย

ช่วงปีแรกของ Rompboy School ผมพยายามคิดเผื่อเด็กมากเกินไป เราต้องการเล่าว่ารองเท้าถูกระเบียบแน่นอน อยู่กับชุดนักเรียนได้อย่างไม่เคอะเขิน เราก็พยายามจะเล่าเรื่องชีวิตในโรงเรียน จนกระทั้งรู้สึกว่าตัวเองตีโจทย์ผิด เราคิดแทนเด็ก คิดว่าตอนที่เราเป็นเขา เราคิดอะไรอยู่ เข้าใจว่าทุกอย่างยังเป็นแอนาล็อกจีบกันซึ่งๆ หน้า ซึ่งจริงๆ มันไม่ใช่แล้ว เด็กยุคนี้เขาก็มีไลฟ์สไตล์เหมือนเราทุกอย่าง เขาเล่นเฟซบุ๊ก จีบสาวกันผ่านอินบ็อกซ์ ผ่านอินสตาแกรม ฟังเพลงดูคอนเสิร์ตหรือเที่ยวกลางคืนเหมือนเรา กินของตามรีวิวเหมือนกับเรา สิ่งที่แตกต่างคือวุฒิภาวะ การยับยั้งชั่งอารมณ์ หรือการตกผลึก การนึกคิดและตัดสินใจเท่านั้น  เมื่อเราเองตีโจทย์ผิด ยอดขายปีแรกจึงสวนทางกับกระแสตอบรับอย่างฟ้ากับเหว

คุณเรียนรู้อะไรจาก Rompboy School เทอมแรกบ้าง

สิ่งที่ผิดพลาดในตอนนั้นคือ หนึ่ง ผมโปรโมตผิดช่วงเวลา คนอื่นเขา Back to School กันไปตั้งนานแล้ว ซึ่งรองเท้านักเรียนควรจะเริ่มโปรโมตขายตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคม ถึงก่อนช่วงสงกรานต์ ไม่เช่นนั้นกำลังซื้อจะหายหมด

สองคือ สื่อโฆษณาที่เราส่งออกไปนั้น เราเข้าใจเด็กผิด

สามคือ ราคา ตอนแรกผมมองว่านี่มันถึงยุคใหม่แล้ว เด็กสมัยนี้ใส่รองเท้าราคา 5 – 6 พันเป็นเรื่องปกติ ผมก็ประกาศราคาที่ 990 บาท เด็กตกใจ ไม่เคยเห็นราคานี้ หนึ่ง ราคาสูงเกินไปขอพ่อแม่ซื้อไม่ได้ และสอง กลัวหายในโรงเรียน มันสุ่มเสี่ยงมากเมื่อต้องถอดรองเท้าเข้าห้องเรียนวิชาพระพุทธศาสนา และคาบอื่นๆ ที่จำเป็นต้องถอดรองเท้าเข้าห้องเรียน

Rompboy School

Rompboy

ข้อมูลที่ผิดพลาดทำให้ได้ข้อมูลใหม่ที่น่าสนใจยังไงบ้าง

มีข้อมูลที่น่าสนใจมาก จริงๆ แล้วเด็กไม่ได้ต้องการที่จะแตกต่างจากเพื่อนในโรงเรียนหรอก เขาแค่ต้องการไปโรงเรียน ทำตัวให้กลมกลืนกับเพื่อนๆ ไม่โดนล้อ ไม่เป็นที่สนใจกับใครก็พอแล้ว ผมก็รู้สึกว่า เฮ้ย ทำไมสิ่งที่ผมคิดอยู่มันย้อนแย้งกับเด็กรุ่นนี้ เขาอาจจะแค่ต้องการแต่งตัวเที่ยวอย่างสุดตีน แต่ในที่โรงเรียนเป็นเด็กที่จ๋อยๆ คนหนึ่ง แค่ไปเรียนหนังสือ ผมก็คิดว่าถ้าเราเปลี่ยนความเชื่อตรงนี้ของเด็กไม่ได้ เราก็คงไม่อาจทะลวงแบรนดิ้งวงการเครื่องแบบนักเรียนได้แน่

 

จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้คุณสนใจกลุ่ม Influencer ที่เป็นเด็กหลังห้องใช่ไหม

จริงๆ แล้ว กลุ่มเป้าหมายของ Rompboy School คือ เด็กที่อยากเปรี้ยวในโรงเรียน แต่ยังคงถูกระเบียบอยู่ กลุ่มพวกที่เรียนศิลปะ ติวศิลปะเข้ามหาวิทยาลัย เด็กที่ชอบฟังเพลงอินดี้ ชอบเดินสวนจตุจักร และต่อให้ข้อมูลจากเด็กๆ บอกว่าพวกเขาไม่อยากโดดเด่น อยากเป็นแค่คนที่กลมกลืนในโรงเรียนไปวัน ผมเชื่อว่ายังมีเด็กที่ต้องการสร้างความเป็นตัวเองขึ้นมา ไม่ว่าจากวิธีการโพสต์รูปลงโซเชียล วิธีการแต่งตัว

เรามองว่าตอนที่เราเรียนหนังสือ ที่เราตัดผมทรงทุยๆ แล้วมีเด็กมาตามจนกลายเป็นทรงผมฮิต นี่แหละคือตัวอย่างของเด็กที่มีพลังในโรงเรียน เราไม่ได้จะชมตัวเองนะ แต่เรามองว่าถ้ามีเด็กประเภทเราอยู่ในโรงเรียน แค่คนเดียวแล้วจุดประกายเพื่อนนักเรียนได้ก็คงจะดี คนก็จะมองว่านี่เป็นแมสในโรงเรียนแล้ว

 

ฟังแล้วตลาดรองเท้านักเรียนกลายเป็นโรงเรียนสอนการตลาดของคุณไปด้วย

เป็นโปรเจกต์ที่ใหญ่ที่สุดตั้งแต่ที่ผมเคยทำมา ถ้าผมขายหมดก็ใช่ว่าจะได้กำไรด้วย ขายยังไงก็ติดลบ เพราะเราคิดว่าทำทั้งทีเราอยากจะเปลี่ยนแปลงวงการเครื่องแบบนักเรียนไทย ดังนั้นเราเลือกใช้วัสดุที่ดีที่สุด พื้นรองเท้านุ่มที่สุด ยอมให้ค่าแรงการประกอบงานรองเท้าแพงที่สุด แม้กำไรที่จะเกิดขึ้นจะไม่มากมาย เพราะราคาขายที่ตั้งไม่ให้สูงกว่าท้องตลาดเกินไป รวมถึงต้นทุนมหาศาลจากกระบวนการผลิตและการตลาด ไหนจะเรื่องสต็อกที่เป็นความรู้ใหม่ ขายไปขายมา ติดลบ ไม่มีทางรวยเลย ดังนั้นจึงไม่แปลกที่จะไม่มีแบรนด์ทางเลือกเกิดใหม่ให้วงการนี้คึกคักอย่างที่เคยสงสัย

Rompboy School Rompboy School

รองเท้านักเรียนเป็นของที่คนซื้อไม่ได้ใช้ คนใช้ไม่ได้ซื้อ คนที่ซื้อคือพ่อแม่ เมื่อเห็นโฆษณาตัวล่าสุด เราก็แอบคิดว่า Rompboy School สนุกจังที่เปลี่ยนวิธีโปรโมตมาสื่อสารกับพ่อแม่

ผมไม่ได้คิดเรื่องนั้นเลย อย่างที่บอกว่ากลุ่มเป้าหมายเรายังคงเป็นเด็กที่เรียนศิลปะ เด็กที่ฟังเพลงอินดี้ กลุ่มที่ทำตัวแตกต่างจากเพื่อน เป็นเด็กเท่ๆ ในโรงเรียน ซึ่งสิ่งที่ต้องการสื่อสารหลักๆ ในโฆษณาตัวนี้คือ ‘คู่เดียวอยู่’ โดยตัวละครแม่เป็นเพียงกิมมิกที่ช่วยดำเนินเรื่อง เล่าเหตุการณ์จริงวันนี้ว่าเด็กสมัยนี้ซื้อรองเท้าแพง ซื้อมาแล้วโกหกแม่ จนแม่ขนไปขาย เราต้องคุยกันอย่างปัจจุบันนี่แหละ ไม่ต้องย้อนอดีตวัยเรียนแล้ว คิดแบบเราโดยที่เด็กเองก็เข้าใจโลกเหมือนเรา สุดท้ายกลายเป็นผลพลอยได้ที่ทำให้ผู้ปกครองอินบ็อกซ์เข้ามาสั่งรองเท้าเหมือนกัน

คุณรู้มั้ยว่าอยู่ดีๆ คุณก็ทำให้พวกเรามองรองเท้านักเรียนเปลี่ยนไป

ใครหลายคนอาจจะมีภาพจำว่ารองเท้าสีดำล้วนคือรองเท้านักเรียน แต่สำหรับเรา เรามองว่ารองเท้านักเรียนเป็นอะไรที่โคตรสวยเลย คู่สีคือดำล้วน สวยจนอยากให้มองว่ามันเป็นรองเท้าที่ใส่ไปโรงเรียนได้ ไปเล่นสเก็ตบอร์ดได้ ใส่ไปเที่ยวเล่นกับเพื่อนได้ ใส่ไปเดตกับสาวก็ได้ หรือแม้รองเท้านักเรียนหญิงสีขาวล้วน

รองเท้านักเรียนต้องไม่ได้เป็นแค่รองเท้านักเรียน เราก็หยิบไอเดียนี้มาเล่นเรื่องความคุ้มค่า คู่เดียวอยู่ และราคาแม่โอเคด้วย ด้วยราคาที่ไม่แพงเกินไป แต่ใส่แล้วเท่ นี่คือโจทย์ของเรา และเมื่อเป็นรองเท้าที่สามารถใส่ทุกที่ ดังนั้น คนที่มาซื้อส่วนใหญ่ก็เป็นกลุ่มคนที่ซื้อ Rompboy อยู่ดี ถามว่ากลุ่มนักเรียนซื้อเยอะขึ้นมั้ย ก็ซื้อเยอะขึ้น

ที่ผ่านมา Rompboy ไม่มีนโยบายลดราคามาก่อน ยอมรับเลยว่าเห็นราคา Rompboy School ช่วงนี้แล้วจิตใจสั่นไหว

ครั้งนี้เป็นแคมเปญพิเศษ เป็นเรื่องที่ผมต้องยอม ความรู้สึกมันเหมือน ‘มา เรามาทำความรู้จักกัน’ เพื่อให้รู้จักกันมากขึ้น ผมอยากให้เกิดการบอกต่อ ใครที่เคยคิดว่ารองเท้าผมแพงมาก เมื่อเจอราคานี้แล้วอาจจะซื้อเลยและใส่ อย่างน้อยเปิดเทอมปีนี้ผมจะเห็นน้องๆ ใส่รองเท้านักเรียน Rompboy School มากกว่าปีที่แล้ว และอย่างที่บอก คนพันธ์ุเดียวกับผมมองปราดเดียวจะรู้เลยว่าสิ่งนี้แหละแตกต่างจากชาวบ้านเขา มันเท่กว่ายังไง มันเรียวกว่าสวยกว่ายังไง นี่จึงเป็นการลดราคาเพื่อโปรโมตตัวเองมากกว่าจะหวังยอดขาย

จากที่เคยมีช่องทางจำหน่ายหลักคือออนไลน์ เมื่อต้องร่วมแคมเปญจัดโปรโมชันต้อนรับเปิดเทอมทำให้ทำงานยากขึ้นยังไงบ้าง

โชคดีที่ทำงานร่วมกับนันยาง ผมต้องขอบคุณพี่จั๊ก-จักรพล จันทวิมล ทายาทรุ่นที่ 3 ของรองเท้านันยาง ที่เข้ามาชวนให้ร่วมลงแคมเปญ Back to School เพราะพี่จั๊กเองก็ชอบ Rompboy และชอบโปรเจกต์นี้ของเรา บอกเลยว่าไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะนำรองเท้าไปขายหน้าร้าน

ได้คิดเล่นๆ ไหมว่า Rompboys School จะต่อยอดไปเป็นอะไรในอนาคตได้บ้าง

วันหนึ่งเราอยากทำร้านเครื่องแบบนักเรียนเลย ไม่ใช่แค่การจัดหน้าร้านแบบสมัยก่อน แต่มันคือร้านเครื่องแบบนักเรียนของวัยรุ่นร้านหนึ่งที่ขายเครื่องแบบนักเรียนไทยทั้งหมด รวมถึงมีโต๊ะนั่งตัดผมทรงนักเรียนที่คำนึงถึงรูปทรงของหัวเด็กจริงๆ ผมรู้สึกว่าทุกคนมีธรรมชาติของผมและรูปทรงของหัวที่แตกต่างกัน

ผมชอบเครื่องแบบนักเรียนไทยมาก ชอบทรงผมนักเรียนมาก สำหรับผมมันเท่มาก

ถ้าสิ่งนี้มันเกิดขึ้นจริง มันสำคัญกับคุณยังไง

จะไม่มีใครเดินมาบอกเราว่าทรงผมนักเรียนไม่น่าตัดอีกต่อไป และเด็กจะภูมิใจกับทรงนักเรียนมากๆ เลย

จริงค่ะ เราเป็นคนหนึ่งที่ชอบผมบ๊อบเสมอติ่งหูมาก

ใช่ ที่ไม่โอเคเพราะเขาตัดไม่สวย

Rompboy School

Rompboy School

คุณมักจะบอกเสมอว่าคุณอาศัยสัญชาตญาณ และการทำก่อนค่อยคิด จากประสบการณ์ของ Rompboy School ยังทำให้คุณยังเชื่อแบบนี้อยู่มั้ย

เรื่องคิดก่อนทำ ทุกวันนี้ก็ยังเป็นอย่างนั้นอยู่ เวลาจะทำอะไรผมก็มีการทำรีเสิร์ชนะ แต่เรารู้ว่าพลังจากรีเสิร์ชไม่มากเท่าพลังที่เราอยากทำ ผลของรีเสิร์ชจะเป็นยังไง เราก็ฟัง แต่เราจะทำสิ่งที่เราเชื่อและอยากทำอยู่ดี อย่างปีนี้เราได้ประสบการณ์ใหม่ๆ เช่น ตรงนี้ควรหรือไม่ควรทำ เราใช้เงินทุนไปกับสิ่งนี้มากไปหรือเปล่า แต่อย่างน้อยสิ่งที่เปลี่ยนไปคือเราเริ่มอัพเลเวลมากขึ้นแล้ว เพราะฉะนั้น ไม่เป็นไร แต่ก็โชคดีที่ปีนี้แบรนด์ Rompboy หลักโอเคดีทุกอย่าง

ส่วนเรื่องสัญชาตญาณ อันนั้นเป็นมาตลอดอยู่แล้ว ถ้าเราไม่อยากใส่ ไม่กรี๊ดมัน เราก็ไม่อยากทำอยู่แล้ว จริงๆ ผมเป็นพวกไม่ยอมแพ้ด้วย เช่น ปลายปีที่แล้วผมทำหมวกทรงตกปลา ตอนแรกที่ทำออกมาคนก็ล้อกับหมวกไหมพรมของพระ เราก็ไม่โกรธนะ ซึ่งพอขายไปเรื่อยๆ ตอนนี้กลายเป็นไอเทมที่คนถามหาทุกวัน เราก็คิดว่าถ้ามันเป็นสัญชาตญาณที่เราอินกับมันมากๆ เราชอบไอเทมนี้มากๆ ยังไงเราก็ต้องทำให้คนเข้าใจและซื้อมันให้ได้ จะเห็นว่าเราใส่ออกสื่ออยู่นั่นแหละ คนอื่นไม่เข้าใจไม่เป็นเรา เราจะส่งพลังบอกเองว่าสิ่งนี้ดีนะ หรือช่วงนี้ที่ผมใส่กางเกงทรงใหญ่ๆ แรกๆ คนก็ไม่เข้าใจ แต่ตอนนี้กลายเป็นอีกไอเทมที่คนรอคอยมาก ทำออกมากี่ทีก็หมด กลายเป็นว่าตอนนี้ไม่อยากคิดอะไรเยอะแล้ว คิดว่าอินอะไรทำเลย อะไรที่ชาวบ้านเห็นว่าไม่ดีก็ทำเลย เดี๋ยวชาวบ้านจะว่าดีเอง

อย่างต้นปีที่ผ่านมาแตะแบรนด์ผู้หญิง แต่เดี๋ยวจะแยกออกมาเป็น Rompboy Girlfriend แล้ว เป็นโปรเจกต์ที่เห็นข้อมูลว่าที่ผ่านมาเรามีลูกค้าเป็นผู้หญิงเยอะมาก ก็รู้สึกว่าถึงเวลาแล้วที่จะมีแบรนด์ที่เป็นตัวแทนของผู้หญิง ซึ่งคอนเซปต์ก็คือ ผู้หญิงที่แต่งตัวสไตล์บอยๆ รวมถึงผู้หญิงที่เป็นแฟนของคนที่ใส่ Rompboy และหลังจากจบช่วงขาย Rompboy School ปีนี้ Rompboy จะมีรองเท้าออกกำลังกาย ซึ่งช่วงนี้อยู่ระหว่างพัฒนาแบบ

Rompboy School

Rompboy School

อะไรทำให้คุณมีพลังคิดทำอะไรได้มากมายขนาดนี้

ผมเป็นพวกกลัวตัวเองไม่พัฒนา อย่างน้อยอยากทำอะไรที่ท้าทายตัวเอง พยายามหาสิ่งใหม่ๆ ถ้าทำอะไรแล้วยังอยู่กับที่มันจะผิดกับคาแรกเตอร์เรา เรามองว่าการทำเสื้อผ้าของเราเหมือนการทำอัลบั้ม เราก็อยากให้ Slur มีพัฒนาการ และทุกๆ ปีของ Rompboy มีการเติบโตอยู่เสมอ ไม่ใช่เรื่องยอดขายแต่โตในเรื่องการสร้าง Scene หรือบรรยากาศใหม่ๆ ให้วงการเสื้อผ้า แต่ทุกอย่างมันต้องใช้งานจริงได้นะ ไม่อวองต์การ์ดขนาดนั้น

ผมจะดีใจมากเลยถ้าวันหนึ่งผมเห็นเด็กๆ เพื่อนของลูกที่ใส่ Rompboy School เหยียบส้นถอดทิ้งไว้เต็มหน้าบ้านผม นี่คือเส้นชัยของผมเลย

คิดยังไงเวลาคนบอกว่าคุณโชคดี ทำอะไรก็ขายดีไปหมด

อยากจะบอกว่าจริงๆ แล้วกว่าจะโชคดีแบบทุกวันนี้ ผมก็เคยขายเสื้อผ้าแบกะดินตามตลาดนัด ผมก็เคยลองผิดลองถูก ทำเสื้อผ้าออกมาหลายตัวแต่ขายได้หลักหน่วยหลักสิบมาแล้ว จริงๆ ตัวเฟลเลย เพื่อนเรียกผมว่า The King of Failure ด้วยซ้ำ เคยมีเพื่อนแซวว่า Rompboy มาจากล้มบ่อยหรือเปล่า

ฉากหน้าที่คนมองเห็นในวันนี้ จริงๆ ก็ผ่านอะไรมาเยอะ เจ็บมาเยอะ อย่างที่ทุกคนไม่รู้ว่า Rompboy School ใช้ทุนมหาศาลแค่ไหน และหลายๆ ไอเทมของ Rompboy ผมตั้งใจทำ ตัดเย็บใกล้เคียงกับแบรนด์ที่ขายราคาเป็นหมื่น ผมเลือกใช้ช่างฝีมือที่ราคาแพงกว่าแบรนด์ทั่วไป ซึ่งอาจจะขายแพงกว่าร้านออนไลน์ทั่วไป แต่มันเป็นราคาที่ถ้าคุณรู้ว่าต้นทุนทั้งหมดที่เกิดขึ้นคือเท่าไหร่ คุณจะมีความสุขมากๆ ที่ได้เป็นเจ้าของ ราคาที่เกิดขึ้นคือราคาที่เราเองก็กล้าซื้อ เพราะเราก็ไม่อยากซื้อของแพง ดังนั้น อย่ามองว่าโชคดีดีกว่า ผมก็แค่คนที่ผ่านโชคร้ายมาอย่างโชกโชน

คุณเรียนรู้อะไรจากการทำ Rompboy School บ้าง

ผมเรียนรู้ว่าการจะเข้าใจตลาดแมสอาจจะต้องเป็นคนแมสๆ เราเป็นคนอินดี้ เราเลือกหนังดูมากๆ กินข้าวไม่เหมือนชาวบ้านเขา แต่เรากำลังจะขายของให้คนทั่วประเทศยอมรับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราคิดว่ามันจะดี หรือสัญชาตญาณของเรานั้นมันอาจจะไม่ได้สอดคล้องกับกลุ่มแมสก็ได้ ทุกวันนี้เราก็ยังไม่ค่อยเข้าใจการใส่ไอเทมที่เหมือนกันทั้งประเทศ หรือเห็นว่าสิ่งที่คนส่วนใหญ่ชอบกันมันสวยตรงไหน หรืออาจจะผิดที่ราคา ถ้าขายราคาเดียวกันกับที่มีในตลาดก็คงจบ แต่ความคิดด้าน niche ของเรามันไม่ยอม ใครจะบอกว่ารองเท้าแบบไหนก็เหมือนกันนั่นแหละ เราไม่เชื่อ เพราะลึกๆ แล้วเรารู้สึกว่าสิ่งนี้จะต้องสำแดงฤทธิ์ในวันข้างหน้าให้จงได้

สำคัญคือที่เราทำ Rompboy School เราอยากทำสิ่งที่เราเชื่อว่าสิ่งนี้ดี เราไม่ได้จะเอาตัวเลขกำไรมหาศาล เพราะถ้าเป็นอย่างนั้น มันง่ายมาก เราก็แค่ทำทุกอย่างให้เหมือนแบรนด์เจ้าใหญ่ ผลิตมากๆ และขายในราคาต่ำกว่า จบเลย แต่เราไม่ต้องการอย่างนั้น เราต้องการมีรองเท้าในแบบที่เป็นของเราเอง เรากลับมาถามตัวเองว่า ถ้าวันนี้เราจะเป็นแมสแบบนั้นจริงๆ เราจะทำ Rompboy School ทำไมวะ ทำแล้วเราได้อะไร

บู้ ธนันต์ บุญญธนาภิวัฒน์ บู้ Slur

ภาพ: Rompboy School

The Rule

1. เราต้องซื้อรองเท้าทุกเดือน ฟังดูเป็นข้ออ้าง แต่เพื่อศึกษาข้อมูลใหม่ๆ เกี่ยวกับรองเท้า ดูรายละเอียด วัสดุ การตัดเย็บประกอบงาน เราศึกษาคุ้มนะ แต่จริงๆ แล้วก็ซื้อมาสะสมนั่นแหละ เราไม่เชื่อว่าใครจะมีเงินเข้าอย่างเดียว มันต้องมีเงินออกบ้าง และเงินก็ควรออกไปกับอะไรที่เราชอบ

2. มื้อเช้าแสนสำคัญ ช่วงหลังมานี้เราให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก กินมื้อเช้าเยอะที่สุด สำหรับเราถ้าเริ่มต้นด้วยมื้อเช้าที่ดี มันก็จะดีไปตลอดทั้งวันเลยนะ มีพลังด้วยและได้นอนตรงเวลาด้วย เพราะจะตื่นเช้ามากินอัตโนมัติเลย

3. ต่อสู้กับความชอบของตัวเองทุกวัน ไม่นานมานี้เราเริ่มมีโจทย์ให้ตัวเองค่อยๆ ลดสิ่งที่เราเคยชอบทำ จริงๆ เรียนรู้จากช่วงที่ไปบวช สำหรับเรามันทำให้ความคิดหรือพฤติกรรมเปลี่ยนไป ส่งผลต่อสุขภาพและอื่นๆ ในชีวิตด้วย เรื่องนี้จึงกลายเป็นแนวคิดที่เราใช้มาตลอด

https://www.facebook.com/rompboyschool/

 

ขอบคุณสถานที่

ร้าน Town Tree Garden & Restaurant

เกษตร-นวมินทร์

Writer

Avatar

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load