เฮือนสีจมปูหลังใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้าผม เป็นสีชมพูหวานงามตรึงใจไม่ประเจิดประเจ้อ ไม้ฉลุลายวิจิตรที่ประดับอยู่อย่างงดงามลงตัว ช่วยขับอาคารโบราณหลังนี้ให้ดูโดดเด่นสะดุดตา บุรุษและสตรีทั้ง 5 ท่านกำลังรอผมอยู่ กมลวรรณ วงศ์บุรี (รุ่งเรืองศรี), ดร.ณัชนพงศ์ วงศ์บุรี, สหยศ วงศ์บุรี, กัญชลิกา วงศ์บุรี และศรีพนา วงศ์บุรี คือทายาทผู้อาศัยและดูแลคุ้มวงศ์บุรีแห่งนี้สืบต่อจากบรรพบุรุษ 

คุ้มวงศ์บุรี เรือนหอไม้สีชมพูอายุ 123 ปีของลูกหลานเจ้าหลวงแพร่องค์สุดท้าย
คุ้มวงศ์บุรี เรือนหอไม้สีชมพูอายุ 123 ปีของลูกหลานเจ้าหลวงแพร่องค์สุดท้าย

วันนี้ทุกท่านพร้อมแล้วที่จะพาผมเดินสำรวจคุ้มวงศ์บุรีอย่างละเอียด ไม่เพียงแต่ซึมซับความงามเด่นด้านสถาปัตยกรรมเท่านั้น แต่ยังพร้อมถ่ายทอดเรื่องราวอันเป็นจริยวัตรของเจ้านายฝ่ายเหนือ รวมทั้งการอนุรักษ์และพัฒนาคุ้มวงศ์บุรีให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดแพร่ด้วย

ปุ่มบันทึกเสียงบนโทรศัพท์มือเริ่มทำงาน ปากกาในมือเริ่มลื่นไหลไปตามคำสัมภาษณ์ ขณะที่เรากำลังออกเดินสำรวจคุ้มวงศ์บุรีไปทีละห้อง ถ้าพร้อมแล้ว ขอเชิญก้าวตามผมกลับไปสู่อดีตเมื่อ 123 ปีก่อนพร้อมๆ กัน

เฮือนแห่งความฮัก

“แม่เจ้าบัวถาสร้างคุ้มวงศ์บุรีขึ้นเพื่อให้เป็นเรือนหอของเจ้าสุนันตา” สหยศเอ่ย และนั่นคือข้อสันนิษฐานที่ว่าทำไมคุ้มหลังนี้ถึงสีชมพู “ท่านสร้างคุ้มวงศ์บุรีขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2440 ใช้เวลาสร้างสามปีจึงแล้วเสร็จ ซึ่งเป็นช่วงเดียวกันกับที่เจ้าสุนันตาสมรสกับเจ้าพรหมพอดี” 

แม่เจ้าบัวถาเป็นชายาองค์แรกของเจ้าพิริยเทพวงศ์ เจ้าหลวงองค์สุดท้ายของแพร่ที่ครองเมืองตั้งแต่ พ.ศ. 2432 – 2445 ก่อนการปฏิรูปการปกครองเป็นระบบมณฑลเทศาภิบาลขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2446 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ซึ่งส่งผลให้แพร่ปรับสถานะจากเมืองประเทศราชที่มีเจ้าหลวงปกครองตนเองมาเป็นจังหวัดหนึ่งของประเทศไทย

คุ้มวงศ์บุรี เรือนหอไม้สีชมพูอายุ 123 ปีของลูกหลานเจ้าหลวงแพร่องค์สุดท้าย

แม่เจ้าบัวถาไม่มีบุตรธิดากับเจ้าหลวง ต่อมาได้ตัดสินใจแยกทางกัน และรับเอาเจ้าสุนันตา ธิดาของเจ้าบุรีรัตน์ผู้เป็นน้องชายมาเป็นบุตรบุญธรรม พร้อมกับสร้างคุ้มวงศ์บุรี

คุ้มวงศ์บุรีสร้างขึ้นตามสถาปัตยกรรมวิกตอเรียนที่พัฒนาขึ้นในอังกฤษช่วง ค.ศ. 1837 – 1901 ในรัชสมัยของสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย ความโดดเด่นของสถาปัตยกรรมวิกตอเรียนคือการตกแต่งอาคารอย่างอ่อนช้อยด้วยไม้ฉลุลายเลียนแบบพฤกษาพรรณตามธรรมชาติ ก่อให้เกิดลายน้ำ ลายเถาวัลย์ ลายดอกไม้ ฯลฯ ประดับไปทั่วอาคาร

สถาปัตยกรรมวิกตอเรียนเข้ามาสู่ประเทศไทยสมัยรัชกาลที่ 4 อันเป็นช่วงที่อังกฤษกำลังรุ่งเรืองและมีอาณานิคมอยู่ทั่วโลก ส่งผลให้สถาปัตยกรรมแขนงนี้แผ่ขยายไปทั่วโลกด้วย ในสมัยรัชกาลที่ 5 ที่ประทับของพระบรมวงศานุวงศ์หลายแห่งก็สร้างขึ้นตามแบบวิกตอเรียน ตัวอย่างที่เรารู้จักกันดีก็คือพระที่นั่งวิมานเมฆ คนไทยเป็นคนชอบความสวยงามอ่อนช้อย ช่างไทยเป็นผู้ที่ชื่นชอบการตกแต่งประดับประดาอาคารให้มีลูกเล่น สถาปัตยกรรมวิกตอเรียนจึงแพร่หลายทั่วไปในแดนสยาม เพียงแต่ว่าการผูกลายประดับอาคารนั้นอาจจะแปลกแยกแตกต่างกันไปบ้าง ตามความชำนาญของช่างในแต่ละท้องถิ่น 

คุ้มวงศ์บุรี เรือนหอไม้สีชมพูอายุ 123 ปีของลูกหลานเจ้าหลวงแพร่องค์สุดท้าย
คุ้มวงศ์บุรี เรือนหอไม้สีชมพูอายุ 123 ปีของลูกหลานเจ้าหลวงแพร่องค์สุดท้าย
คุ้มวงศ์บุรี เรือนหอไม้สีชมพูอายุ 123 ปีของลูกหลานเจ้าหลวงแพร่องค์สุดท้าย

ในช่วง พ.ศ. 2440 แพร่เป็นเมืองที่อินเตอร์มากๆ มีชาวตะวันตกอาศัยอยู่กลุ่มใหญ่ โดยเฉพาะชาวอังกฤษ การขยายตัวของอุตสาหกรรมป่าไม้ส่งผลให้รัชกาลที่ 5 ตัดสินพระทัยตั้งกรมป่าไม้ขึ้น โดยทรงนำคณะเจ้าหน้าที่ชาวอังกฤษจากอินเดียเข้ามารับราชการในกรมป่าไม้เป็นคณะแรก บริษัทค้าไม้สัญชาติอังกฤษอย่างบอมเบย์เบอร์มา (Bombay Burmah Trading Corporation) ก็ตั้งอยู่นานแล้ว ก่อนที่จะตามมาด้วยบริษัทสัญชาติเดนมาร์กอย่างอีสต์เอเชียติก ดังนั้นสถาปัตยกรรมที่งดงามจากยุโรปแขนงนี้ จึงเผยแผ่เข้ามาที่แพร่ด้วย ไม้สักของไทยเป็นไม้ที่แกะสลักฉลุลายได้ง่าย ช่างไม้ฝีมือเยี่ยมมีอยู่มากมาย เราจึงพบอาคารทรงวิกตอเรียนหลายหลังตั้งอยู่ในจังหวัดแพร่ แต่หลังแรกที่สร้างขึ้นคือคุ้มวงศ์บุรี

คุ้มวงศ์บุรี เรือนหอไม้สีชมพูอายุ 123 ปีของลูกหลานเจ้าหลวงแพร่องค์สุดท้าย
คุ้มวงศ์บุรี เรือนหอไม้สีชมพูอายุ 123 ปีของลูกหลานเจ้าหลวงแพร่องค์สุดท้าย
คุ้มวงศ์บุรี เรือนหอไม้สีชมพูอายุ 123 ปีของลูกหลานเจ้าหลวงแพร่องค์สุดท้าย

“ช่างชาวจีนกวางตุ้งเป็นผู้ออกแบบและก่อสร้างร่วมกับช่างท้องถิ่น เป็นการสร้างโดยไม่ใช้เสาเข็ม แต่ก่อรากฐานด้วยท่อนซุงวางเรียงอยู่ลึกลงไปใต้ดิน ก่อนเทปูนทับอีกชั้นให้แข็งแรง การประกอบอาคารก็ไม่ใช้ตะปูเลยสักตัว ใช้เพียงการเข้าลิ่มแบบโบราณ และมีลายฉลุที่เป็นลายเถาวัลย์ ลายพรรณพืช ลายดอกไม้ ฯลฯ วางในกรอบทรงเรขาคณิตแบบต่างๆ เช่น ทรงสามเหลี่ยม ทรงครึ่งวงกลม ประดับทั่วไปทั้งคุ้ม แล้วลวดลายก็จะต่างกันไปด้วย” คุณศรีพนาเล่าเสริม 

เจ้าสุนันตาและเจ้าพรหมก็ไม่มีบุตรธิดา ท่านจึงไปรับหลานคือเจ้าไข่มุกต์ วงศ์บุรี และเจ้าทองด้วง วงศ์บุรี มาเลี้ยงดูเป็นบุตรธิดาบุญธรรมเพื่อเป็นทายาทสืบเชื้อสายคุ้มวงศ์บุรี ต่อมาท่านได้รับคุณประจวบ วงศ์บุรี มาเป็นบุตรบุญธรรมด้วยอีกคน

คุ้มวงศ์บุรี เรือนหอไม้สีชมพูอายุ 123 ปีของลูกหลานเจ้าหลวงแพร่องค์สุดท้าย
คุ้มวงศ์บุรี เรือนหอไม้สีชมพูอายุ 123 ปีของลูกหลานเจ้าหลวงแพร่องค์สุดท้าย
คุ้มวงศ์บุรี เรือนหอไม้สีชมพูอายุ 123 ปีของลูกหลานเจ้าหลวงแพร่องค์สุดท้าย

“พ่อของผมคือเจ้าทองด้วง วงศ์บุรี เมื่อท่านแต่งงานกับคุณแม่ คือคุณวรรณี ลิ้มตระกูล แล้วก็อาศัยอยู่ที่คุ้มวงบุรีต่อมา ที่นี่จึงเป็นเรือนหอของท่านด้วย หากสังเกตดีๆ ตรงกลางจั่วหน้าคุ้มจะเป็นไม้ฉลุลายดอกโบตั๋น ความที่ช่างเป็นคนจีน ดอกโบตั๋นตามคติจีนนั้นแทนความซื่อสัตย์ ความมั่นคง รวมทั้งความรัก” คุณสหยศกล่าว

หน้ามุขและโถงรับแขก

คุ้มวงศ์บุรี เรือนหอไม้สีชมพูอายุ 123 ปีของลูกหลานเจ้าหลวงแพร่องค์สุดท้าย
คุ้มวงศ์บุรี เรือนหอไม้สีชมพูอายุ 123 ปีของลูกหลานเจ้าหลวงแพร่องค์สุดท้าย
คุ้มวงศ์บุรี เรือนหอไม้สีชมพูอายุ 123 ปีของลูกหลานเจ้าหลวงแพร่องค์สุดท้าย

คุ้มวงศ์บุรีเป็นอาคารไม้สักสองชั้น ยื่นหน้ามุข ในอดีตบันไดหน้ามุขมักจะปิดไว้เสมอ เพื่อสงวนไว้ให้เฉพาะแขกที่มาเยี่ยมเยือนอย่างเป็นทางการเท่านั้น เมื่อขึ้นบันไดมาจะพบโถงงดงามด้วยไม้ฉลุลายที่ประดับอยู่ทั่วไป หน้าต่างบานกระทุ้งเปิดออกรับแสงสว่าง มีภาพเขียนของแม่เจ้าบัวถาประดับเด่นเป็นประธาน

ของใช้ประจำตระกูลที่จัดแสดงอยู่บริเวณนี้คือกำปั่นเหล็กที่เคยใช้เก็บเอกสารสำคัญทางราชการและของครอบครัว เป็นกำปั่นสลักตราอาร์มแผ่นดินพระราชทานจากรัชกาลที่ 5 ที่ตั้งแสดงอยู่ใกล้กันคือผางลางซึ่งเป็นกระเดื่องสำหรับใช้กับช้าง 

คุ้มวงศ์บุรี เรือนหอไม้สีชมพูอายุ 123 ปีของลูกหลานเจ้าหลวงแพร่องค์สุดท้าย
คุ้มวงศ์บุรี เรือนหอไม้สีชมพูอายุ 123 ปีของลูกหลานเจ้าหลวงแพร่องค์สุดท้าย

ผางลางทำจากทองเหลือง ภายในมีแกนไม้หุ้มหนังสัตว์แขวนไว้ เวลาช้างเคลื่อนไหว แกนจะตีกระทบโลหะจนเกิดเสียงกังวานก้อง ควาญจะนำผางลางใส่โครงไม้แล้วมัดไว้ที่ด้านหลังของกูบเฉพาะช้างเชือกแรกและเชือกสุดท้ายของขบวนเท่านั้น เสียงผางลางช่วยกำกับแนวขบวนช้างให้เดินตามกันโดยไม่หลงทิศ ทั้งยังเตือนผู้คนทั่วไปว่าขบวนช้างกำลังจะผ่านมา 

ในอดีตเคยมีพิธีสำคัญที่เกิดขึ้นหน้าคุ้ม นั่นคือพิธีเอาขวัญช้าง พิธีนี้จัดขึ้นประจำปีละครั้ง ควาญให้ช้างหยุดลากซุง เพื่อเร่งเดินทางกลับมายังคุ้มให้ตรงวันที่กำหนดไว้ตามฤกษ์ และให้ช้างทั้งหมดมายืนเรียงแถวหน้ากระดาน แม่เจ้าบัวถาจะยืนอยู่บนระเบียงหน้ามุขและกล่าวบทเอาขวัญช้าง เนื้อความเป็นการกล่าวขอบคุณช้างที่ทำงานหนักมาตลอดทั้งปี พร้อมขอโทษหากทำการใดๆ ที่รุนแรงล่วงเกินช้างไป มีบันทึกว่า ช้างของคุ้มวงศ์บุรีมีถึง 69 เชือก ทั้งนี้เพราะแม่เจ้าบัวถาเป็นผู้สืบทอดกิจการป่าไม้ของครอบครัว

บริเวณใต้ภาพเขียนแม่เจ้าบัวถามีกูบตั้งอยู่ เป็นกูบที่เจ้านายเคยใช้นั่งบนหลังช้างมาก่อน บริเวณนี้ยังเคยเป็นที่ตั้งศพสำหรับบำเพ็ญกุศลของสมาชิกหลายรุ่น ตั้งแต่ศพของแม่เจ้าบัวถา เจ้าสุนันตา และเจ้านายในรุ่นต่อๆ มา

คุ้มวงศ์บุรี เรือนหอไม้สีชมพูอายุ 123 ปีของลูกหลานเจ้าหลวงแพร่องค์สุดท้าย
ภาพงานศพแม่เจ้าบัวถา

“ตอนงานศพเจ้าไข่แก้วย่าของผม ก็จัดตามธรรมเนียมเจ้านายฝ่ายเหนือ ศพตั้งไว้ที่มุกหน้าบ้านชั้นบน ที่สนามมีมหรสพต่างๆ ทั้งลิเกและภาพยนตร์ ติดไฟพะเนียงเหมือนงานวัด ศพเจ้านายฝ่ายเหนือจะบรรจุไว้ในหีบ ไม่ใช่โกศ พอสวดพระอภิธรรมครบก็จะเชิญไปฌาปนกิจนอกเมือง อย่างศพแม่เจ้าบัวถาก็จะเชิญหีบขึ้นตั้งบนธรรมาสน์ที่สร้างขึ้นใหม่ แล้วเชิญออกไปยังเมรุ พอเสร็จงานศพแล้วก็จะนำธรรมาสน์ไปถวายที่วัดพงษ์สุนันท์ ปัจจุบันนี้ยังรักษาไว้” คุณสหยศเล่า

คุ้มวงศ์บุรี เรือนหอไม้สีชมพูอายุ 123 ปีของลูกหลานเจ้าหลวงแพร่องค์สุดท้าย
คุ้มวงศ์บุรี เรือนหอไม้สีชมพูอายุ 123 ปีของลูกหลานเจ้าหลวงแพร่องค์สุดท้าย

ห้องใต้หลังคาเหนือโถงรับแขกเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปสำคัญของคุ้ม บริเวณนี้จึงเป็นพื้นที่มงคลสำหรับประกอบพิธีสงฆ์และประเพณีสำคัญต่างๆ รวมทั้งรับรองอาคันตุกะอย่างเป็นทางการ เมื่อถึงเทศกาลสงกรานต์ ลูกหลานที่เป็นชายจะต้องปีนบันไดขึ้นไปทำความสะอาดและสรงน้ำพระพุทธรูปบนนั้น พระพุทธรูปองค์สำคัญคือพระเชียงแสนสิงห์หนึ่ง ซึ่งชาวเหนือเชื่อว่าจะช่วยป้องกันภัยให้บ้าน โดยเฉพาะอัคคีภัย 

สมัยที่เจ้าทองด้วงเป็นประมุขของคุ้ม ท่านพิจารณาว่าควรจะเชิญพระพุทธรูปทั้งหมดลงมาประดิษฐานด้านล่าง เพื่อให้ลูกหลานที่เป็นหญิงได้มีโอกาสสรงน้ำพระบ้าง มีเรื่องเล่ากันว่า ในวันที่ท่านขึ้นไปเชิญพระเชียงแสนสิงห์หนึ่งลงมานั้น ท่านชวนบ่าวคนสนิทที่ชื่อว่านายเม็ดตามขึ้นไปด้วย ท่านชี้ให้นายเม็ดไปเชิญพระสำคัญที่ตั้งอยู่ตรงหน้า แต่นายเม็ดได้แต่ร้องว่า “พ่อเจ้าจะให้ยกพระองค์ไหน มองยังไงก็บ่เห็น” ไม่ว่าท่านจะชี้อย่างไร นายเม็ดก็มองไม่เห็นองค์พระอยู่ดี ในที่สุดเจ้าทองด้วงต้องเป็นผู้เชิญลงมาด้วยตนเอง

ห้องนอน ห้องคลอด ห้องเดียวกัน

คุ้มวงศ์บุรี เรือนหอไม้สีชมพูอายุ 123 ปีของลูกหลานเจ้าหลวงแพร่องค์สุดท้าย

จากโถงรับแขก เราเดินต่อไปทางปีกซ้ายของคุ้ม อันเป็นห้องนอนของเจ้าสุนันตาและเจ้าพรหม ภายในห้องยังคงตกแต่งด้วยสีชมพูเฉดหวาน พรั่งพร้อมเครื่องเรือนร่วมสมัย สิ่งที่สะดุดตาผมมากที่สุดคือเปลที่ตั้งอยู่หน้าเตียงโบราณ

“ห้องนี้เป็นห้องที่สมาชิกวงศ์บุรีเกิด เมื่อก่อนลูกเจ้านายเกิดที่คุ้มทั้งนั้น ดิฉันกับน้องๆ ก็เกิดที่นี่ ยกเว้นน้องคนเล็ก หมอที่ทำคลอดไม่ใช่หมอตำแย แต่เป็นแพทย์สาธารณสุขวิชาชีพ รกของทุกคนจะนำไปฝังในบ้านด้วย” คุณกมลวรรณเล่า นอกจากเป็นห้องคลอดแล้วยังเป็นห้องสมโภชเดือนและขึ้นอู่ของลูกหลานอีกเช่นกัน

คุ้มวงศ์บุรี เรือนหอไม้สีชมพูอายุ 123 ปีของลูกหลานเจ้าหลวงแพร่องค์สุดท้าย

หากศึกษาประวัติของเจ้าสุนันตาและเจ้าพรหมผู้เป็นเจ้าของห้องคู่แรก จะพบว่าท่านเป็นผู้ที่มีความขยันหมั่นเพียรเป็นอย่างยิ่ง ท่านได้เสาะหาที่ดินเพิ่มเติมอีกเป็นจำนวนมาก เพื่อบุกเบิกให้เป็นที่ดินเช่าทำนา ผู้เช่ามักจะชำระค่าเช่าในรูปแบบของการแบ่งปันข้าวเปลือกครึ่งหนึ่งที่ผลิตได้ 

เมื่อก่อนด้านหลังคุ้มวงศ์บุรีจะมีตุ๊ข้าวหรือยุ้งฉางขนาดใหญ่อยู่ 2 ที่ เก็บข้าวเปลือกได้สูงสุดถึง 200 ตัน ผู้เฒ่าผู้แก่เล่าว่าหากวันใดเป็นวันข้าวเปลือก ผู้เช่าที่นาจะนำข้าวเปลือกบรรทุกเกวียนเทียมวัวคู่มุ่งหน้ามายังคุ้มวงศ์บุรี จำนวนเกวียนนั้นยาวต่อกันไปหลายกิโลเมตร ข้าวถือเป็นสิ่งจำเป็น เพราะท่านต้องนำมาเลี้ยงดูลูกหลานและบริวารที่อาศัยอยู่อย่างหนาแน่น หากผลผลิตของนาผืนไหนมีปริมาณน้อย ไม่พอบริโภค ก็มาขอปันจากคุ้มวงศ์บุรีได้ เป็นที่น่าเสียดายว่าตุ๊ข้าวไม่มีปรากฏให้เห็นแล้วในวันนี้

นอกจากนี้ เจ้าสุนันตายังเป็นผู้ขอสัมปทานเพื่อขยายขอบเขตการทำป่าไม้ด้วยมีช้างและแรงงานอีกเป็นจำนวนมากที่ต้องเลี้ยงดูให้อิ่มท้อง การดำเนินกิจการป่าไม้ของท่านแผ่ขยายไปทั้งเมืองแพร่และน่าน ทั้งยังได้ร่วมทำธุรกิจกับบริษัทค้าไม้ของตระกูลล่ำซำอีกด้วย เอกสารสัญญาเกี่ยวกับสัมปทานป่าไม้ยังมีจัดแสดงไว้ที่ห้องด้านล่าง

คุ้มวงศ์บุรี เรือนหอไม้สีชมพูอายุ 123 ปีของลูกหลานเจ้าหลวงแพร่องค์สุดท้าย
คุ้มวงศ์บุรี เรือนหอไม้สีชมพูอายุ 123 ปีของลูกหลานเจ้าหลวงแพร่องค์สุดท้าย

ห้องผีครู

คุ้มวงศ์บุรี เรือนหอไม้สีชมพูอายุ 123 ปีของลูกหลานเจ้าหลวงแพร่องค์สุดท้าย

จากห้องนอน ทางเดินเล็กๆ ที่เรียกว่า ‘เตียว’ พาเราไปยังห้องสำคัญอีกห้อง นั่นคือห้องผีครูซึ่งเป็นที่เก็บรักษาเสื้อ ผ้า ดาบ มีดลงยันต์ ฯลฯ อันเป็นเครื่องรางของขลังที่ผ่านพิธีปลุกเสกมาแต่ในอดีต ห้องผีครูเป็นพื้นที่หวงห้ามสำหรับผู้หญิง วันที่ 16 เมษายนเป็น ‘วันปากปี๋’ อันเป็นการเริ่มต้นปีใหม่ตามปฏิทินไทย ที่คุ้มวงศ์บุรีจะจัดให้มีพิธีไหว้ผีครูขึ้นทุกปี และยังปฏิบัติสืบมาจนปัจจุบัน ใครที่จะเข้าไปในห้องนี้ต้องแต่งกายสุภาพเรียบร้อยและอยู่ในอาการสำรวม

คุณสหยศได้เล่าเหตุการณ์เหนือธรรมชาติให้ฟังว่า “ตอนที่ผมอายุห้าขวบ คุณพ่อกำลังทำพิธีอยู่ ผมก็ใส่แต่เสื้อ ไม่ได้ใส่กางเกง แล้ววิ่งเข้าไปหาท่าน พ่อเห็นก็รีบห้าม บอกว่า บ่เข้ามาเตื่อ อย่าเข้ามา แต่ก็ไม่ทัน พ่อรีบพาผมออกจากห้องทันที ผมจำได้ว่าปวดปัสสาวะมาก แต่ปัสสาวะอย่างไรก็ไม่ออกไปทั้งวันจนผมร้องไห้ พ่อต้องรีบจัดพิธีขอขมา

“อีกเหตุการณ์คือผมเอามีดลงยันต์ไปลับ เพราะอยากขัดสนิมและลับมีดให้คม เชื่อไหมครับว่าตอนที่ช่างเริ่มเจียที่คมมีด จิ๊ด จิ๊ด ผมก็เริ่มรู้สึกเสียดและจุกในท้องตามไปด้วย ช่างเจียเมื่อไหร่ผมก็จะเจ็บท้องทันที เจ็บจนผมต้องบอกให้หยุด หลังจากนั้นผมต้องรีบนำน้ำส้มป่อยกับขมิ้นไปกราบขอขมา”

ทุกวันนี้ห้องผีครูเป็นบริเวณที่ห้ามถ่ายภาพ และเราก็ได้รับการขอร้องไม่ให้ถ่ายภาพเช่นกัน ส่วนภาพประกอบบทความที่เห็น เป็นภาพที่คุณสหยศถ่ายด้วยตนเอง โดยกราบขออนุญาตสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพื่อส่งมาให้เผยแพร่เรียบร้อยแล้ว

คุ้มวงศ์บุรี เรือนหอไม้สีชมพูอายุ 123 ปีของลูกหลานเจ้าหลวงแพร่องค์สุดท้าย

นอกจากวันไหว้ผีครูแล้ว ยังมีวันสำคัญอื่นๆ อันเป็นประเพณีของคุ้ม

“วันที่ 14 เมษายน เป็นวันขอสุมา ต้องไปขอขมากับธรณีประตู ขันสุมาคือกระทงใบตองบรรจุข้าวเหนียวแดงกับน้ำส้มป่อย ต้องนำไปวางให้ครบทุกประตู นอกจากนี้ก็มีการทำตุง ก่อพระเจดีย์ทราย โอย…สนุกมาก วันที่ 15 เมษายนเป็นวันพญาวัน เช้าไปทำบุญที่วัดแล้วกลับมาดำหัวผู้ใหญ่ ทุกวันนี้พี่น้องลูกหลานและญาติจะมารวมตัวกันถึงเจ็ดสิบแปดสิบคน เป็นภาพที่งดงามมาก 

“ผู้ใหญ่จะนั่งเรียงกัน ลูกหลานที่อาวุโสสุดก็จะเป็นตัวแทนกล่าวขอสุมา แล้วก็ยื่นพานน้ำส้มป่อยให้ผู้ใหญ่ ท่านก็จะรับพานสุมาแล้วนำน้ำส้มป่อยมาลูบศีรษะ ชาวบ้านในชุมชนก็จะมาขอดำหัว แห่กันมาเป็นขบวน ตีฆ้องตีกลองกันสนุกสนาน เราต้องเตรียมขนมเทียนและมะม่วงดองไว้คอยรับรอง แล้วพวกเราก็ต้องเดินเป็นขบวนจากคุ้มไปแวะดำหัวผู้เฒ่าผู้แก่ตามที่ต่างๆ ด้วยเช่นกัน” คุณกมลวรรณและคุณกัญชลิกาช่วยกันเล่าเสียงใส

อีกวันคือวันไหว้ผีปู่ผีย่าที่จะจัดขึ้นในวันขึ้น 6 ค่ำ เดือน 3 ซึ่งจะตกราวๆ เดือนมีนาคมของทุกปี เพื่อสักการะดวงวิญญาณของบรรพบุรุษ โดยจะตั้งเครื่องบวงสรวงเจ้านายฝ่ายเหนืออย่างครบครัน และต้องประกอบพิธีกลางแจ้งเท่านั้น ประเพณีนี้ยังคงปฏิบัติสืบมาทุกปี โดยจะจัดอย่างเต็มรูปแบบทุกๆ 3 ปี

เติ๋น เพลินอ๊กเพลินใจ๋

จากห้องผีครู เดินตามเตียวไม่กี่ก้าวก็จะสู่ด้านหลังของคุ้มที่เรียกว่า ‘เติ๋น’ ซึ่งเป็นพื้นที่โล่งกว้างใต้ชายคา เชื่อมอาคารทั้งปีกซ้ายและขวา ในอดีตนั้นพื้นที่จากเติ๋นจะลดระดับลงไปหนึ่งขั้นเรียกว่า ‘ข่ม’ จากข่มจึงจะลดระดับลงอีกขั้นเป็น ‘ชานจากการปรับปรุงคุ้มวงศ์บุรีครั้งล่าสุด พื้นที่ของข่มและชานได้ปรับมาอยู่ในระดับเดียวกันแล้ว

คุ้มวงศ์บุรี เรือนหอไม้สีชมพูอายุ 123 ปีของลูกหลานเจ้าหลวงแพร่องค์สุดท้าย

ปัจจุบันบนเติ๋นมีตั่งตั้งอยู่ บนตั่งมีหมอนรองและหมอนอิงวางไว้ แล้วก็มีสะโตก เครื่องกระเบื้อง เครื่องเงิน ขันทอง เพื่อจำลองให้เห็นว่าเป็นพื้นที่ที่ใช้สำหรับทานอาหารและสังสรรค์ของสมาชิกในครอบครัว เมื่อก่อนบริวารจะต้องนั่งลดหลั่นกันลงไปบนข่มและชานเท่านั้น จะขึ้นมาบนเติ๋นไม่ได้ ด้วยถือว่าเป็นการวางตนเสมอเจ้า

คุ้มวงศ์บุรี เรือนหอไม้สีชมพูอายุ 123 ปีของลูกหลานเจ้าหลวงแพร่องค์สุดท้าย

ส่วนนี้ของอาคารมีบันไดทอดจากชานลงสู่พื้นดิน บันไดนี้เรียกว่าบันไดชาน และเป็นบันไดหลักที่เจ้านายใช้ขึ้นลงคุ้ม มีตุ่มที่ใส่น้ำตั้งอยู่เพื่อล้างเท้าให้สะอาด นอกจากนี้ที่หลังคุ้มยังมีอีกบันไดหนึ่งเรียกว่าบันไดหลัง หากลงบันไดนี้ไปก็จะเจอประตูเล็กๆ อยู่เยื้องกับวัดพงษ์สุนันท์ บันไดนี้จึงเป็นทางลัดที่เจ้านายใช้เวลาเดินไปวัด

เติ๋นเป็นพื้นที่สำราญของเจ้านาย มีบันทึกว่าเจ้าบัวถาใช้เติ๋นเป็นที่นั่งทำการฝีมือเย็บปักถักร้อย จัดทำบายศรีสำหรับบูชาพระและใช้ในงานบุญ เย็บหมากจีบพลู รวมทั้งเป็นที่ฝึกหัดการฟ้อนพื้นเมืองเพื่อเตรียมแสดงในงานบุญตามเทศกาลสำคัญ เติ๋นจึงเป็นแหล่งรวมความรู้ทางศิลปะวิทยาการท้องถิ่น ในอดีตจึงมีผู้นิยมนำลูกสาวมาขัดดอก เพื่อขายให้เป็นทาสรับใช้ ด้วยรู้ว่าแม่เจ้าบัวถาเป็นผู้โอบอ้อมอารี และลูกๆ จะได้รับการฝึกฝนอย่างถูกต้อง

คุ้มวงศ์บุรี เรือนหอไม้สีชมพูอายุ 123 ปีของลูกหลานเจ้าหลวงแพร่องค์สุดท้าย
หนังสือสัญญาซื้อขายทาส ฉบับนี้ยินยอม ‘ขายตัวเอง’ เป็นทาส

มุมหนึ่งของเติ๋นมีตู้เก็บเอกสารสัญญาซื้อขายทาสอยู่หลายฉบับ พ่อแม่ที่ขัดสนมักจะนำลูกมาขายเป็นทาสรับใช้ และเป็นการขายขาดเพียงครั้งเดียว ทาสมีทั้งหญิงและชาย ราคาขึ้นอยู่กับเพศและอายุ ทารกที่ติดตัวพ่อแม่มาหรือที่เกิดในคุ้มจะถือว่าเป็นทาสในเรือนเบี้ย และจะคงสถานะทาสตลอดไป เอกสารซื้อขายทาสในสมัยแม่เจ้าบัวถามีทั้งสิ้น 49 ฉบับ เป็นจำนวนทาส 69 คน เป็นเงินทั้งสิ้น 3,142.25 บาท แต่วิถีชีวิตของทาสในคุ้มวงศ์บุรีนั้นแตกต่างจากที่อื่นโดยสิ้นเชิง เมื่อรัชกาลที่ 5 ทรงเลิกทาสได้สำเร็จใน พ.ศ. 2448 แม่เจ้าบัวถาก็ได้สนองพระบรมราโชบาย โดยมอบทรัพย์สินและที่ดินให้ทาสไปตั้งตัว แต่ทาสจำนวนมากยังสมัครใจอยู่เป็นบริวารต่อไป หลายคนได้กลายมาเป็นมิตรสนิทของทายาทวงศ์บุรีรุ่นปัจจุบัน

คุ้มวงศ์บุรี เรือนหอไม้สีชมพูอายุ 123 ปีของลูกหลานเจ้าหลวงแพร่องค์สุดท้าย
คุ้มวงศ์บุรี เรือนหอไม้สีชมพูอายุ 123 ปีของลูกหลานเจ้าหลวงแพร่องค์สุดท้าย

สิ่งที่นำมาจัดแสดงอีกอย่างคือตู้ไม้บรรจุภาชนะเครื่องเงินฝีมือละเอียด ทั้งหมดเป็นเครื่องเงินที่มีมาตั้งแต่สมัยแม่เจ้าบัวถาและเจ้าสุนันตา ในอดีตแม่เจ้าบัวถาได้อุปถัมภ์ช่างเงินประจำคุ้มไว้ 2 คน เป็นช่างเงินฝีมือดีจากชุมชนพระนอน ซึ่งเป็นชุมชนที่ชื่อเสียงเรื่องตีเครื่องเงินมาจนปัจจุบัน หากสังเกตดีๆ จะพบเครื่องเงินสลักลายวัว อันเป็นปีเกิดของแม่เจ้า

เติ๋นในสมัยของเจ้าทองด้วงก็ยังคงเป็นแหล่งสำราญของสมาชิกในครอบครัวอยู่ โดยเฉพาะมื้อเช้าวันเสาร์อาทิตย์

“พ่อไปเรียนที่อังกฤษประมาณหกปี ท่านเลยมีความเป็นตะวันตกอยู่ด้วย ท่านชอบทำกับข้าวฝรั่งให้ลูกทาน พวกไข่ดาว ไส้กรอก หมูแฮม ขนมปัง ใช้เครื่องครัวแบบฝรั่ง ทำอาหารไปจิบไวน์ไป ถ้าพ่อทำนี่ต้องทานนะ ไม่ทานจะโกรธเอา แล้วท่านชวนเด็กคนอื่นๆ มาร่วมทานด้วย มีมีดมีส้อมเป็นเรื่องเป็นราว เป็นการหัดมารยาทบนโต๊ะอาหาร” คุณกมลวรรณและคุณสหยศรวมกันเล่าอย่างสนุกสนาน

เติ๋นยังรักษาสถานะของการเป็นแหล่งความรู้เช่นเดิม ด้วยเจ้าทองด้วงเป็นผู้รักและสนับสนุนการอ่าน

“พ่อชอบให้ลูกอ่านหนังสือเยอะๆ แล้วจะซื้อหนังสือทุกประเภท อย่างชัยพฤกษ์การ์ตูน เบบี้ หนูจ๋า การ์ตูนโดนัลด์ ดั๊ก ตู้จะเต็มไปด้วยหนังสือ พ่อไม่เคยหวง ท่านชอบให้ชวนเด็กๆ มาอ่านหนังสือกันที่นี่” คุณกัญชลิกาเล่าเสริม

ห้องบรรพบุรุษและห้องพระ

คุ้มวงศ์บุรี เรือนหอไม้สีชมพูอายุ 123 ปีของลูกหลานเจ้าหลวงแพร่องค์สุดท้าย

ปีกขวาของเติ๋นยังมีห้องเล็กๆ อีก 2 ห้องที่มีความน่าสนใจ ห้องแรกคือห้องบรรพบุรุษที่ปัจจุบันเก็บรวบรวมภาพของบรรพบุรุษคุ้มวงศ์บุรีไว้ทุกคน ลูกหลานจะขึ้นมากราบทันทีที่มาถึง แต่ในอดีตห้องนี้เป็นห้องสะโตก กับข้าวที่ปรุงเสร็จร้อนๆ จะลำเลียงจากครัวด้านหลังแล้วนำมาจัดลงสะโตกให้งดงาม ต้องมีการชิมอาหารทุกชนิดด้วยช้อนเงินอีกครั้ง เพื่อให้แน่ใจว่าปลอดภัยและได้รสชาติอร่อยลิ้นก่อนนำไปตั้งยังตั่ง กับข้าวที่เจ้าทานเสร็จแล้วยังเหลือ และยังติดใจในรสชาติจนอยากนำกลับมาทานอีกในมื้อต่อไป จะลำเลียงจากตั่งกลับมาเก็บไว้ที่ห้องสะโตกนี้

คุ้มวงศ์บุรี เรือนหอไม้สีชมพูอายุ 123 ปีของลูกหลานเจ้าหลวงแพร่องค์สุดท้าย

ส่วนห้องพระ ปัจจุบันเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปสำคัญ เช่น พระพุทธรูปเชียงแสนสิงห์หนึ่ง เป็นอีกห้องที่สมาชิกคุ้มวงศ์บุรีจะต้องขึ้นมากราบเมื่อมาถึง ห้องนี้เป็นห้องเดียวที่มีลูกกรงกั้น เพราะเคยเป็นห้องเก็บหีบเหล็ก 2 ใบที่ใช้เก็บของมีค่าและเอกสารสำคัญ 

ผู้เฒ่าผู้แก่เล่าให้ฟังว่า เมื่อคราวสงครามโลกครั้งที่ 2 เวลามีเสียงสัญญาณเตือนภัยทางอากาศดังขึ้น เจ้าสุนันตาจะให้บ่าวมายกหีบสำคัญทั้งคู่ เพื่อลำเลียงไปยังหลุมหลบภัยที่ขุดขึ้นในบริเวณคุ้ม สมาชิกทุกคนจะวิ่งตามไปหลบภัยด้วยกัน รอจนได้ยินเสียงสัญญาณปลอดภัยจึงยกหีบเหล็กกลับมารักษาไว้ตามเดิม เวลามีเสียงสัญญาณขึ้นครั้งใด บ่าวก็จะรู้หน้าที่และรีบเร่งมาปฏิบัติภารกิจสำคัญทันที

คุ้มวงศ์บุรี เรือนหอไม้สีชมพูอายุ 123 ปีของลูกหลานเจ้าหลวงแพร่องค์สุดท้าย

ของสำคัญอีกอย่างที่นำมาจัดแสดงบนฝาผนังในห้องพระคือกล้องสูบน้ำทองเหลือง นำเข้าจากจีน เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ดับไฟในคุ้ม แต่แม่เจ้าบัวถาได้นำมาประยุกต์เพื่อนำไปใช้สรงน้ำพระธาตุด้วย ปกติเราจะสรงน้ำพระธาตุได้เพียงฐาน ไม่สามารถสรงที่ยอดได้ ประดิษฐกรรมนี้จึงช่วยแก้ปัญหาดังกล่าวได้ดี

ห้องสีฟ้า

คุ้มวงศ์บุรี เรือนหอไม้สีชมพูอายุ 123 ปีของลูกหลานเจ้าหลวงแพร่องค์สุดท้าย
คุ้มวงศ์บุรี เรือนหอไม้สีชมพูอายุ 123 ปีของลูกหลานเจ้าหลวงแพร่องค์สุดท้าย

และแล้วเราก็เดินวนมายังห้องสำคัญปลายปีกขวาของอาคาร ห้องนี้เป็นห้องเดียวที่มิได้ตกแต่งด้วยสีชมพู ด้วยว่าเป็นห้องนอนของแม่เจ้าบัวถาผู้ถือกำเนิดในวันศุกร์ ท่านจึงเลือกใช้สีฟ้าแทน และเป็นห้องที่ท่านสิ้นบุญด้วย เครื่องเรือนที่ตกแต่งเป็นของร่วมสมัย สิ่งที่สะดุดตาผมคือตู้เหล็กสามกุญแจซึ่งต้องใช้กุญแจถึง 3 ดอกไขพร้อมๆ กันจึงจะเปิดออกได้ สันนิษฐานว่าเป็นตู้เก็บของสำคัญในสมัยเจ้าสุนันตาและเจ้าพรหม

บนเพดานห้องนี้เจาะช่องสี่เหลี่ยมขนาดพอดีตัวไว้เพื่อให้สามารถปีนขึ้นไปบูชา ทำความสะอาด และสรงน้ำพระพุทธรูปที่เคยประดิษฐานอยู่บนห้องใต้เพดาน สิ่งสำคัญที่สุดในห้องนี้ คือภาพถ่ายแม่เจ้าบัวถาจำนวน 2 ภาพ ซึ่งระบุไว้ว่าถ่ายใน พ.ศ. 2477 เมื่อท่านอายุ 96 ปี นับเป็นภาพ Portrait ยุคแรกๆ 

คุ้มวงศ์บุรี เรือนหอไม้สีชมพูอายุ 123 ปีของลูกหลานเจ้าหลวงแพร่องค์สุดท้าย

ผมรีบยกมือขึ้นไหว้ทำความเคารพภาพของสตรีผู้มีรอยยิ้มอบอุ่น ผมคิดว่าแม่เจ้าบัวถาเป็นสตรีที่ล้ำมากในสมัยร้อยกว่าปีก่อน การที่ท่านสร้างคุ้มด้วยสถาปัตยกรรมวิกตอเรียนเป็นที่แรกในแพร่ การใช้สีชมพูตกแต่งอาคารจนงดงาม รวมทั้งการดัดแปลงเครื่องมือต่างๆ เพื่อเพิ่มประโยชน์ใช้สอย สะท้อนให้เห็นว่าท่านเป็นผู้มีความคิดสร้างสรรค์ ยิ่งทราบว่าท่านต้องพยายามสานต่อกิจการของสกุลวงศ์เพื่อเลี้ยงดูคนจำนวนมาก ทั้งยังเป็นผู้อุปถัมภ์ศิลปะวัฒนธรรมท้องถิ่น และมีจิตใจโอบอ้อมอารีต่อทุกชนชั้นวรรณะรวมถึงทาสก็ยิ่งศรัทธา

คุ้มวงศ์บุรีกำเนิดขึ้นด้วยท่าน สืบต่อมายังลูกหลาน แล้ววันข้างหน้าล่ะจะเป็นอย่างไร

คุ้มวงศ์บุรี เพื่อเมืองแพร่จะไม่เป็นแค่เมืองผ่าน

“ช่วง พ.ศ. 2540 ผมกับคุณแม่ได้ค้นพบเอกสารที่ไม่เคยพบมาก่อน มีสัญญาซื้อขายทาส สัญญาสัมปทานป่า ผมรีบรวบรวมมาเก็บรักษาไว้ทันที วันนั้นผมตั้งใจเลยว่าจะพัฒนาคุ้มวงศ์บุรีให้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์ แม้จะเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเล็กๆ แต่ผมเชื่อว่ามีคุณค่า” ดร.ณัชนพงศ์ กล่าว

คุ้มวงศ์บุรีได้รับรางวัลอาคารอนุรักษ์ดีเด่นจากสมาคมสถาปนิกสยามฯ เมื่อ พ.ศ. 2536 เคยเป็นสถานที่ถ่ายภาพยนตร์และละครโทรทัศน์หลายเรื่อง แต่การปรับปรุงให้เป็นพิพิธภัณฑ์ต้องใช้พลังกายพลังใจขนาดไหน

คุ้มวงศ์บุรี เรือนหอไม้สีชมพูอายุ 123 ปีของลูกหลานเจ้าหลวงแพร่องค์สุดท้าย

“วันหนึ่งที่อาจารย์ธงทอง จันทรางศุ มาเที่ยวแพร่ ท่านก็ขอมาเยี่ยมชม ท่านเสนอว่าบ้านหลังนี้น่าจะเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์แบบ Living Museum ในตอนนั้นเราก็ไม่มีความรู้เลยว่าต้องทำอย่างไร ท่านได้ให้ข้อคิดที่ง่ายที่สุดว่าเป็นอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น เปิดให้คนมาชมห้องต่างๆ อย่างที่เป็นเลย เราฟังดูแล้วก็เป็นเรื่องที่พอเป็นไปได้

“แรกๆ นั้น บางทีนักท่องเที่ยวมาช่วงกลางวัน เรากำลังทานข้าว นักท่องเที่ยวเดินขึ้นมาเห็นเจ้าบ้านเปิบข้าวอยู่ ต่างคนต่างสะดุ้ง อ้าว พิพิธภัณฑ์นี้มีคนด้วยเหรอ แต่ก็น่ารักดีนะ คือต่างคนต่างเกรงใจ” คุณสหยศเล่าด้วยความสนุก

ด้วยสภาพอาคารที่ทรุดโทรมตามกาลเวลา เมื่อตัดสินใจพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวแล้วการบูรณะจึงเกิดขึ้น เริ่มจากหลังคากระเบื้องว่าว การรื้อไม้ที่ผุออกและเสริมเข้าไปใหม่ รวมทั้งการทาสีอาคารตามสีดั้งเดิมจนคุ้มวงศ์บุรีกลับมาสวยงามอีกครั้ง ส่วนสมาชิกครอบครัวที่เคยอาศัยอยู่บนคุ้ม ก็ต้องย้ายลงไปยังเรือนหลังอื่นในบริเวณเดียวกัน

คุ้มวงศ์บุรี เรือนหอไม้สีชมพูอายุ 123 ปีของลูกหลานเจ้าหลวงแพร่องค์สุดท้าย

“การเป็น Living Museum ทำให้เรามีโอกาสได้ต้อนรับนักท่องเที่ยวด้วยตัวเอง เขาก็เป็นเหมือนแขกของเรา ทำให้บรรยากาศอบอุ่น เขาสามารถถามข้อมูลเชิงลึกได้จากแม่ จากผม จากพี่น้อง เราตอบเขาด้วยความเข้าใจและความรู้สึก เพราะข้อมูลอยู่ในเลือดเนื้อและจิตวิญญาณ และสิ่งนี้ก็สร้างความสุขให้เราด้วย คุณแม่นี่เช้ามาจะแต่งตัวสวยรอรับนักท่องเที่ยวเลย ท่านเป็นเหมือนสัญลักษณ์ของคุ้มวงศ์บุรี เสียดายที่ท่านไม่อยู่แล้วในวันนี้” 

ทุกวันนี้สมาชิกรุ่นลูกรุ่นหลานยังประจำการอยู่ที่คุ้ม พร้อมเจ้าหน้าที่ที่ทำงานกับครอบครัวมานานนับสิบปี ทุกคนพร้อมที่จะนำชมด้วยจิตวิญญาณดั่งเดิม นอกจากการเป็นพิพิธภัณฑ์สำหรับต้อนรับนักท่องเที่ยวชาวไทยแล้ว คุ้มวงศ์บุรียังพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับโลก บริษัทท่องเที่ยวจากยุโรปนำนักท่องเที่ยวมาเยี่ยมชมสม่ำเสมอ ที่คุ้มยังเปิดร้านอาหารที่ว่ากันว่าเสิร์ฟข้าวซอยอร่อยที่สุดในจังหวัด นอกจากนี้ยังเป็นสถานที่จัดงานแต่งงานที่คู่รักหลายคู่ปรารถนา

“การอนุรักษ์อาคารโบราณเป็นสิ่งที่ยากและใช้งบประมาณสูง การซ่อมแซมวัสดุทุกชิ้นต้องทำอย่างพิถีพิถันและถูกต้องตามยุคสมัย ไม่สามารถใช้วัสดุอะไรก็ได้ เราเก็บค่าเข้าชมเพียงคนละสามสิบบาท ซึ่งเงินจำนวนนี้ไม่เพียงพอต่อการบำรุงรักษา แต่รายได้จากส่วนนี้ทำให้เราพอมีงบประมาณในการดูแลรักษาคุ้มวงศ์บุรีต่อไปได้

“แม่เจ้าบัวถาท่านเจตนาสร้างคุ้มวงศ์บุรีขึ้นเป็นเรือนหอ แล้วปัจจุบันคุ้มวงศ์บุรีก็กลับไปเป็นสถานที่แต่งงานของคู่รักอีกหลายร้อยคู่ตามที่ท่านริเริ่มไว้ สิ่งที่เราพยายามทำทั้งหมด ก็เพื่อรักษาคุ้มวงศ์บุรีไว้ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวของแพร่ต่อไป เราคิดว่าประวัติศาสตร์และวิถีชีวิตของเมืองแพร่ส่วนหนึ่งอยู่ในนี้” ครอบครัววงศ์บุรีร่วมกันสรุป

การที่เกิดมาเป็นลูกเจ้านายฝ่ายเหนือ อะไรคือสิ่งที่ยึดปฏิบัติมาโดยตลอด นี่คือคำถามสุดท้ายของผมต่อทายาทคุ้มวงศ์บุรี

“พ่อสอนเราเสมอว่าลูกเกิดมามีพร้อมทุกอย่างแล้ว ผู้ว่าราชการจังหวัดก็เพื่อนพ่อ คนถีบสามล้อก็เพื่อนพ่อเหมือนกัน ลูกต้องห้ามดูถูกคน ทำอะไรที่เกิดประโยชน์ต่อสังคมได้ก็ให้ทำ” คุณกัญชลิกาสรุป

ทุกวันนี้ทายาทคุ้มวงศ์บุรีพยายามริเริ่มกิจกรรมอันเป็นประโยชน์ต่อชุมชน เช่น ‘กาดกองเก่า’ ตลาดวันเสาร์ที่รวบรวมสินค้าและอาหารพื้นเมืองหลากชนิดมาจัดจำหน่าย จนกลายเป็นหนึ่งในตลาดที่คนอยากไปเที่ยวมากที่สุด และยังมีอีกหลายโครงการที่กำลังจะเกิดขึ้นเพื่อทำให้จังหวัดแพร่เปลี่ยนสถานะจาก ‘เมืองผ่าน’ ไปเป็นหมุดหมายของการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและธรรมชาติ การอนุรักษ์ครั้งนี้จึงไม่ได้จำกัดเฉพาะเขตรั้วคุ้มวงศ์บุรี แต่ยังแผ่ขยายออกไปยังชุมชนด้วย

คุ้มวงศ์บุรี เรือนหอไม้สีชมพูอายุ 123 ปีของลูกหลานเจ้าหลวงแพร่องค์สุดท้าย

ปุ่มบันทึกเสียงบนโทรศัพท์มือถือหยุดลงเมื่อยามโพล้เพล้ สมุดจดหมดไปหลายหน้า ผมกราบขอบพระคุณผู้ให้สัมภาษณ์ทุกท่านด้วยความซาบซึ้งใจเป็นอย่างยิ่ง คุ้มวงศ์บุรียังคงฉายประกายงามเด่นอย่างที่เป็นมาตลอด 123 ปี แต่เรื่องราวอันเป็นวิถีชีวิตและจิตวิญญาณนักอนุรักษ์ของทายาทที่ผมได้รับฟังในวันนี้ ยิ่งทำให้คุ้มหลังนี้งดงามขึ้นเป็นทวีคูณ


ขอขอบพระคุณ

  • ทายาทคุ้มวงศ์บุรีผู้ร่วมให้สัมภาษณ์ทุกท่าน 
    • คุณกมลวรรณ วงศ์บุรี รุ่งเรืองศรี
    • ด.ร. ณัชนพงศ์ วงศ์บุรี 
    • คุณสหยศ วงศ์บุรี 
    • คุณกัญชลิกา วงศ์บุรี 
    • คุณศรีพนา วงศ์บุรี
  • คุณนฤมล วงศ์วาร เครือญาติคุ้มวงศ์บุรี ผู้ประสานงานการสัมภาษณ์ นักวางแผนกลยุทธ์และสถาปนิกผู้ศึกษาและอนุรักษ์เรื่องชุมชน ประวัติศาสตร์ และมรดกทางวัฒนธรรมของเมืองแพร่ 
  • คุณวทัญญู เทพหัตถี สถาปนิกอนุรักษ์ ผู้แนะนำเรื่องคุ้มวงศ์บุรี
  • ดร. ยุวรัตน์ เหมะศิลปิน สถาปนิกอนุรักษ์ ผู้ตรวจสอบต้นฉบับ โดยเฉพาะเรื่องสถาปัตยกรรมวิกตอเรียน

เอกสารอ้างอิง

  • รายงานวิจัย โครงการวิจัยข้อมูลชุมชนเครือข่ายพิพิธภัณฑ์มีชีวิต (Living Museum) คุ้มวงศ์บุรี จังหวัดแพร่ เสนอต่อสถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ พ.ศ. 2550 โดยนางสุนันท์ธนา แสนประเสริฐ
  • อนุสรณ์พิธีพระราชทานเพลิงศพ เจ้าไข่มุกต์ วงศ์บุรี ประชาศรัยสรเดช ณ ฌาปนสถานประตูมาร อำเภอเมือง จังหวัดแพร่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2548

Writer

โลจน์ นันทิวัชรินทร์

หนุ่มเอเจนซี่โฆษณาผู้มีปรัชญาชีวิตว่า "ทำมาหาเที่ยว" เพราะเรื่องเที่ยวมาก่อนเรื่องกินเสมอ ชอบไปประเทศนอกแผนที่ที่ไม่ค่อยมีใครอยากไป เลยต้องเต็มใจเป็น solo backpacker Instagram : LODE_OAK

Photographer

ศุภกร ยอดเมือง

จบสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มช. เป็นช่างภาพอิสระตั้งแต่เรียนจนปัจจุบัน เคยช่วยกิจการที่บ้าน เป็นช่างภาพแมกกาซีน ตอนนี้ทำร้านกาแฟกับโรงแรมเล็กๆ ที่แพร่ชื่อ Hug Inn Phrae และกำลังสนุกกับการเป็นพ่อลูกสอง

Heritage House

สถาปัตยกรรมเก่าแก่ที่เล่าประวัติศาสตร์บนแผ่นดินไทย

ใคร ๆ ก็รู้จัก คุณสมชัย กวางทองพานิชย์ ในฐานะนักประวัติศาสตร์ท้องถิ่นย่านสำเพ็ง ผมเองก็เช่นกัน ขณะที่ใคร ๆ เรียกคุณสมชัยว่าอาเจ็กบ้าง อาเฮียบ้าง แต่ผมกลับถนัดที่จะเรียกท่านว่า ‘พี่สมชัย’ ด้วยความเคารพตั้งแต่แรกพบ

“ดี ๆ เรียกพี่ทำให้เฮียรู้สึกหนุ่มขึ้นมาหน่อย” พี่สมชัยหัวเราะเสียงก้องอย่างอารมณ์ดี แต่ยังแทนตัวเองว่าเฮีย

เมื่อตึงหนังเกี้ยอย่างผมกำลังเสาะหา Heritage House ในย่านสำเพ็ง เพื่อจะนำมาถ่ายทอดให้ชาว The Cloud ได้อ่านกันเพลิน ๆ ในคอลัมน์นี้ คนแรกที่ผมนึกถึงคือพี่สมชัย ผู้สืบทอดกิจการร้านค้าเชือก ‘ก้วงเฮงเส็ง’ อันเก่าแก่ของครอบครัว พี่สมชัยเป็นคนสำเพ็งอย่างแท้ทรู เพราะเกิดในสำเพ็ง โตที่สำเพ็ง อาศัยอยู่ในสำเพ็ง และรักสำเพ็งอย่างที่สุด

สืบสาวประวัติย่านจีนจาก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ ร้านเชือกเก่าแก่คู่สำเพ็งมากว่าร้อยปี
สืบสาวประวัติย่านจีนจาก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ ร้านเชือกเก่าแก่คู่สำเพ็งมากว่าร้อยปี

ผมเคยได้ฟังพี่สมชัยพูดใน TED Talks และเวทีอื่น ๆ อีกหลายครั้ง เนื้อความที่สร้างแรงบันดาลใจให้ผมมากที่สุดคือ เมื่อพี่สมชัยกล่าวถึงการให้คุณค่ากับสรรพสิ่งเล็ก ๆ รอบตัวด้วยการตั้งคำถาม ตามด้วยการศึกษาเพื่อค้นหาคำตอบจนเกิดการเรียนรู้ สิ่งเล็ก ๆ เหล่านี้อาจช่วยไขปริศนาและบอกเล่าเรื่องราวสำคัญ ๆ ให้กับเรามากมาย

ปรากฏการณ์ ผม x พี่สมชัย ครั้งนี้จึงเกิดขึ้น โดยผมขอให้พี่สมชัยช่วยเลือก Heritage House สักแห่งที่อาจซ่อนตัวหลบเร้นอยู่ในสำเพ็ง แต่กลับมีสรรพสิ่งต่าง ๆ ที่ช่วยขานไขเรื่องราวที่น่าสนใจมุมใหม่ ๆ ได้

“ไทยย่งฮั่วเชียง ร้านเชือกเก่าแก่คู่สำเพ็ง” คือคำตอบ

ซอยต่างขนาด

พี่สมชัยนัดผมที่บริเวณซอยวานิช 1 ก่อนที่เราจะเดินไปร้านไทยย่งฮั่วเชียง ซึ่งตั้งอยู่ในซอยเดียวกัน

“เมื่อก่อนซอยวานิช 1 มีสถานะเป็นถนน ถือว่าเป็นถนนสำคัญนอกกำแพงเมืองสายแรกที่ทอดตัวยาวตลอดย่านสำเพ็ง เรียกว่าเป็นทางสัญจรหลักเลยทีเดียว สำเพ็งถือว่าเป็นย่านนอกเมือง เมื่อก่อนมีกำแพงเมืองปิดล้อมบริเวณเกาะรัตนโกสินทร์ ประตูเมืองด้านใต้อยู่ไม่ไกลจากคลองโอ่งอ่าง เดิมมีสะพานสำหรับชักขึ้น-ลง เพื่อกันคนไม่ให้เข้า-ออกเมืองในเวลาค่ำ นั่นคือบริเวณสะพานหัน” พี่สมชัยเริ่มเล่า

ในอดีตสำเพ็งเป็นพื้นที่สวนริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่มีลักษณะเป็นบาง คำว่าบางหมายถึงพื้นที่ที่ประกอบด้วยคลองแยกย่อยออกมาจากแม่น้ำสายใหญ่ ลัดเลาะเข้าไปในแผ่นดิน เมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 ทรงปราบดาภิเษกและขึ้นครองราชย์ใน พ.ศ. 2325 ได้ทรงมีพระราชดำริที่จะข้ามมาสร้างพระบรมมหาราชวังและพระนครขึ้นใหม่ทางคุ้งแม่น้ำเจ้าพระยาฟากตะวันออก ซึ่งเป็นบริเวณที่มีชุมชนชาวจีนอาศัยอยู่มาแต่เดิม จึงโปรดเกล้าฯ พระยาราชาเศรษฐีนำคนจีนที่เคยอาศัยอยู่บริเวณนั้น ออกมาตั้งหลักแหล่งตั้งแต่บริเวณระหว่างคลองวัดสามปลื้มจนถึงคลองวัดสามเพ็ง

“แล้วทำไมถึงเรียกย่านนี้ว่าสำเพ็งน่ะเหรอ เฮียคิดว่าเป็นเพราะถนนสายหลักสายนี้ไปสิ้นสุดที่วัดสามเพ็ง ก็เลยเรียกชื่อถนนตามจุดหมายปลายทางว่าถนนสามเพ็ง แล้วก็เลยเรียกย่านนี้ทั้งย่านว่าสามเพ็งตามไปด้วย ต่อมาจึงกร่อนเสียงเหลือเพียง ‘สำเพ็ง’ วัดสามเพ็งเป็นวัดเก่าที่มีมาตั้งแต่สมัยอยุธยาเชียวนะ ปัจจุบันคือวัดปทุมคงคา” พี่สมชัยอธิบาย

ถนนเป็นสิ่งใหม่ที่คนไทยไม่คุ้นเคยเพราะคนไทยมักอาศัยอยู่ริมแม่น้ำ มีวิถีชีวิตเกี่ยวข้องกับสายน้ำ คนไทยมักปลูกบ้านเรือนอยู่ริมคลองหรืออาศัยอยู่บนแพ ถนัดแจวเรือมากกว่า แต่สำหรับชาวจีน โดยเฉพาะในย่านสำเพ็งนั้น เป็นคนค้าคนขาย ต้องการสร้างบ้านและตั้งร้านอยู่บนบก ลำคลองมีไว้สำหรับขนส่งสินค้ามากกว่าเป็นวิถีชีวิต จึงทำให้เกิดถนนสำเพ็งขึ้น จากบันทึกของชาวตะวันตกเมื่อ พ.ศ. 2373 – 2382 ได้กล่าวถึงถนนสำเพ็งว่า มีขนาดกว้างประมาณ 2 – 3 เมตร เพื่อให้คนเดินสวนกันไปมาเท่านั้น เป็นทางให้เกวียนละรถลากแล่นผ่านไปได้ ทอดตัวผ่านที่พักอาศัยและร้านค้าที่ปลูกเรียงชิดติดกันไปทั่วทั้งย่าน ปัจจุบันถนนสำเพ็งถูกลดฐานะมาเป็นซอยวานิช 1

“แต่ที่เฮียอยากให้ดูคือตรงนี้” พี่สมชัยชี้ไปยังแนวทางเดินที่ทอดยาวไปตามซอยวานิช 1 ถ้าสังเกตดี ๆ จะพบว่าจากที่แคบ ๆ อยู่นั้น ก็พลันกว้างขึ้นทันที แล้วก็กลายเป็นซอยขนาดกว้างทอดยาวขนานถนนทรงวาดไปจนจรดถนนทรงสวัสดิ์

“อ้าว ทำไมอยู่ดี ๆ ซอยแคบ ๆ ก็บานออกมาแบบนี้ครับพี่” ผมเริ่มสังเกตเห็นสิ่งเล็ก ๆ บางอย่าง

สืบสาวประวัติย่านจีนจาก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ ร้านเชือกเก่าแก่คู่สำเพ็งมากว่าร้อยปี
ซอยวานิช 1 ในอดีตคือถนนสำเพ็ง เป็นซอยที่พื้นทางเดินมีความกว้างไม่เท่ากัน ส่วนที่ไม่โดนไฟไหม้เมื่อ พ.ศ. 2449 ยังคงความแคบ ส่วนที่โดนไฟไหม้และสร้างขึ้นใหม่จะกว้างขึ้น

“ไฟไหม้” พี่สมชัยเริ่มเล่า “สำเพ็งเติบโตเร็วมาก ประชากรอยู่อาศัยหน่าแน่นขึ้นเรื่อย ๆ เพราะเป็นศูนย์กลางการค้าของประเทศและระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อมีการค้าสำเภากับจีนในสมัยรัชกาลที่ 3 และหลังจากสนธิสัญญาเบาว์ริงในสมัยรัชกาลที่ 4 ซึ่งส่งผลให้การค้าขยายตัวมากยิ่งขึ้น บ้านในสำเพ็งแต่ละหลังมักก่อสร้างด้วยไม้ไผ่ หลังคามุงจาก คนใช้ตะเกียงให้แสงสว่าง เลยทำให้เกิดอัคคีภัยบ่อยครั้ง ครั้งสำคัญก็คือ พ.ศ. 2449 ซึ่งเกิดไฟไหม้ถึง 2 ครั้งในปีเดียวกัน กินพื้นที่กว้างมาก และก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจ” พี่สมชัยชี้ให้ผมดูสำเนาภาพแผนที่ซึ่งระบุวันที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2449 เราจะเห็นพื้นที่บริเวณกว้างที่ลงสีน้ำเงินไว้เพื่อแสดงบริเวณที่มอดไหม้ในอัคคีภัยครั้งนั้น

สืบสาวประวัติย่านจีนจาก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ ร้านเชือกเก่าแก่คู่สำเพ็งมากว่าร้อยปี
สำเนาแผนที่ฉบับวันที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2449 ที่นำมาลงสีให้เห็นชัดเจน พื้นที่สีแดงคือพื้นที่ที่รอดจากเหตุการณ์ไฟไหม้ พื้นที่สีน้ำเงินคือพื้นที่ที่โดนไฟไหม้ เส้นตรงที่ลากยาวเป็นเส้นคู่คือถนนทรงวาด 
ภาพ : สมชัย กวางทองพานิชย์

สืบเนื่องจากการสนทนาของเราในวันนั้น พี่สมชัยได้แนะนำให้ผมไปอ่านหนังสือ ‘นิทานชาวไร่เล่มที่ 4’ เขียนโดย นาวาเอกสวัสดิ์ จันทนี ในหน้า 107 มีคำอธิบายเหตุการณ์และผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นไว้อย่างกระชับและเข้าใจง่ายที่สุด ผมจึงขอคัดข้อความดังกล่าวมาช่วยอธิบายไว้ดังนี้

“ไฟเกิดไหม้ที่สำเพ็ง เจ๊กวิ่งหนีไฟกันวุ่น แต่จะวิ่งไปไหน ตรอกแคบนิดเดียวยากแก่การสัญจร ยิ่งเวลาไฟไหม้ด้วยแล้ว อัดกันเป็นปลาซาร์ดีนนั่นเทียว ถานพระวัดเกาะก็ถูกบูชาพระเพลิงไปด้วย กองกาบมะพร้าวกลายเป็นปุ๋ยไป ทุกอย่างโล่งโถงไปหมด แทนที่เจ๊กจะหนีไปปลูกสร้างที่อื่น กลับคิดปลูก ณ ที่เดิม”

“พระพุทธเจ้าหลวงเสด็จมาดู พระยาราชรองเมือง ปลัดทูลฉลอง กระทรวงนครบาล ตามเสด็จฯ ในหลวงทอดพระเนตรเห็นเจ้าของที่ดินปักเขตกันกลุ้มไป จึงดำรัสว่า ถ้าปล่อยให้ปลูกสร้างอย่างเดิม ตึกรามก็จะแน่นหาทางเดินไม่ได้ จึงดำริจะทำถนน ได้รับสั่งหากระดาษดินสอมาวาดภาพเส้นตรงจากท่าน้ำราชวงศ์ เลียบแม่น้ำไปจรดวัดปทุมคงคา รับสั่งให้เบิกเป็นถนน รถราจะได้มีโอกาสแล่น ไม่ต้องแออัดอย่างที่แล้วมา ถนนสายนี้จึงมีนามว่าทรงวาด เพราะในหลวงทรงวาดไว้กลางแจ้งนี่เอง” 

สืบสาวประวัติย่านจีนจาก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ ร้านเชือกเก่าแก่คู่สำเพ็งมากว่าร้อยปี
แผนที่แสดงแนวถนนทรงวาด สังเกตจากเส้นตรงสองเส้นที่ลาดยาวจากราชวงศ์ไปวัดปทุมคงคา และซอยวานิช 1 (อดีตเรียกว่าถนนสำเพ็ง) ถนนที่เป็นเส้นโค้งขนานกับทรงวาด 
ภาพ : สมชัย กวางทองพานิชย์

ถนนที่ทำขึ้นใหม่ให้มีขนาดกว้างขึ้นไม่ได้จำกัดอยู่เพียงถนนทรงวาดเท่านั้น ถนนดั้งเดิมอย่างถนนสำเพ็งก็ได้รับอานิสงส์ไปด้วย ส่งผลให้พื้นที่ที่รอดจากอัคคีภัยยังคงแคบตามแบบต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ส่วนที่ไม่รอดก็ขยายออกกว้างขึ้นอย่างในสมัยรัชกาลที่ 5

“พอดูพื้นแล้ว คราวนี้เงยหน้าขึ้นดูตึกกันครับ” พี่สมชัยเปลี่ยนมุมให้ผมมอง มีสิ่งอะไรที่ควรสังเกตอีกหนอ

“ลักษณะตึกในซอยนี้เหมือนกันหมดตรงที่เป็นตึกก่ออิฐถือปูน เพราะได้มีการตราพระราชบัญญัติขึ้น โดยกำหนดให้สร้างเป็นอาคารก่ออิฐถือปูนทั้งหมดแทนอาคารไม้หลังคามุงจาก ถ้าสังเกตดี ๆ เราจะเห็นพัฒนาการของสถาปัตยกรรมหลายอย่างที่น่าสนใจ” 

สืบสาวประวัติย่านจีนจาก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ ร้านเชือกเก่าแก่คู่สำเพ็งมากว่าร้อยปี
อาคารปูนกลุ่มที่ยังปลูกติดกันเรียงเป็นพรืด

“อาคารกลุ่มแรกมีจำนวนประมาณ 40 ห้อง จะยังเป็นอาคารปูนเรียงต่อ ๆ กันไปเป็นพรืดตามเดิม กลุ่มอาคารต่อมาอีก 10 ห้อง จะสังเกตได้ว่ามีการสร้างคันกันไฟเพิ่มขึ้น” พี่สมชัยชี้ให้ผมสังเกต

สืบสาวประวัติย่านจีนจาก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ ร้านเชือกเก่าแก่คู่สำเพ็งมากว่าร้อยปี
อาคารปูนที่มีคันกันไฟ แบ่งห้องแถวออกเป็นช่วง ๆ ช่วงละ 2 ห้อง และคันกันไฟจะเป็นแนวปูนที่สูงตั้งแต่ฐานอาคารจนเลยหลังคา

คันกันไฟคือแนวปูนหนาที่สร้างขึ้นเพื่อแบ่งอาคารออกเป็นช่วง ๆ ช่วงละ 2 ห้อง แนวปูนนี้จะมีความสูงตลอดอาคาร ตั้งแต่ฐานจนสูงเลยหลังคา เพื่อทำหน้าที่แยกอาคารไม่ให้เรียงติดกันเป็นพรืด หากเกิดอัคคีภัยขึ้นเมื่อใด คันกันไฟก็จะช่วยประวิงเวลาไม่ให้ไฟลามจากอาคารหนึ่งสู่อาคารหนึ่งได้อย่างรวดเร็ว

สืบสาวประวัติย่านจีนจาก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ ร้านเชือกเก่าแก่คู่สำเพ็งมากว่าร้อยปี
อาคารปูนอีกกลุ่มที่เพิ่มคันกันไฟเหนือหน้าต่างด้วย

“กลุ่มอาคารอีกกลุ่ม นอกจากมีคันกันไฟช่วยแยกอาคารแล้ว ยังเพิ่มคันกันไฟเหนือหน้าต่างเข้าไปด้วย ลองสังเกตดี ๆ เราจะเห็นขอบปูนเหนือบานหน้าต่างอย่างชัดเจน ทั้งนี้เพื่อกันไม่ให้เปลวไฟลามจากตัวอาคารขึ้นไปติดหลังคาได้ง่าย จะเห็นว่าเหตุเพลิงไหม้ที่เกิดขึ้นอยู่เสมอในสำเพ็ง ส่งผลต่อการกำหนดรูปแบบสถาปัตยกรรมของย่านนี้ในเวลาต่อมา โดยมีจุดประสงค์หลักคือแก้ปัญหาอัคคีภัยนั่นเอง” ขอสารภาพว่าผมมาเดินเที่ยวซอยวานิช 1 หลายครั้งหลายหน แต่วันนี้ผมเพิ่งสังเกตเห็นสิ่งเล็ก ๆ ที่พี่สมชัยกำลังเล่าให้ฟัง

ไฟมีทั้งทำลายล้าง พร้อมกับสร้างสิ่งใหม่ ๆ ขึ้นมาด้วยเช่นกัน และสิ่งนั้นเกิดขึ้นแล้วกับสำเพ็ง

ตึกฝรั่งในย่านจีน

สืบสาวประวัติย่านจีนจาก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ ร้านเชือกเก่าแก่คู่สำเพ็งมากว่าร้อยปี

เราเดินตามซอยวานิช 1 ไปเรื่อย ๆ จนไปหยุดอยู่หน้าอาคารปูนสีเหลือง ซึ่งก่อสร้างโดยได้รับอิทธิพลจากสถาปัตยกรรมตะวันตก มีลายปูนปั้นประดับสวยงาม

“เราอยู่ในสำเพ็ง ซึ่งเป็นย่านที่ประชากรส่วนมากเป็นคนจีน แต่อาคารหลังนี้และอาคารอื่น ๆ กลับเป็นตึกที่ผสมผสานสถาปัตยกรรมตะวันตกแทบทั้งนั้น อาคารที่เห็นในบริเวณนี้ล้วนสร้างขึ้นหลังเหตุการณ์ไฟไหม้เมื่อ พ.ศ. 2449 พร้อม ๆ กับถนนทรงวาด ช่วงสมัยรัชกาลที่ 5” พี่สมชัยเล่า

สถาปัตยกรรมตะวันตกเริ่มแพร่เข้ามาสู่สยามตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายหลังจากการทำสนธิสัญญาเบาว์ริง ซึ่งก่อให้เกิดการติดต่อกับชาติตะวันตกมากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันคณะมิชชันนารีที่เดินทางเข้ามาเผยแผ่ศาสนาก็ทวีจำนวนขึ้นด้วย ในระยะแรกนั้น อิทธิพลของสถาปัตยกรรมตะวันตกยังจำกัดอยู่ในวงแคบ เฉพาะกลุ่มบุคคลชั้นสูง และมีการรับเอาเฉพาะองค์ประกอบบางอย่างและวัสดุบางชนิดมาปรับใช้เท่านั้น 

ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 5 สถาปัตยกรรมตะวันตกได้รับความนิยมและแพร่หลายเป็นอย่างมาก อาคารขนาดใหญ่ ไม่ว่าพระราชวัง วัง บ้านขุนนางและเสนาบดี ตลอดจนอาคารสำคัญทางราชการ รวมทั้งอาคารที่ทำการของเอกชนหลายแห่ง ล้วนก่อสร้างตามแบบสถาปัตยกรรมตะวันตกมากขึ้นเรื่อย ๆ ต่อมาได้แพร่หลายไปยังบ้านเรือนราษฎร พ่อค้าวาณิชที่มีฐานะด้วยเช่นกัน

“ว่ากันว่าตอนที่สร้างอาคารปูนหลังจากเหตุการณ์ไฟไหม้ครั้งนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งบนถนนทรงวาด ในหลวงรัชกาลที่ 5 โปรดฯ ให้ช่างไปดูแบบอาคารจากปีนัง ก็เลยมีอาคารที่ได้รับอิทธิพลมาจากตะวันตกเข้ามาด้วย สำเพ็งเป็นย่านที่เจริญ เพราะเป็นย่านการค้า คนมีฐานะ ก็เลยมีการแข่งขันกันอยู่ในทีว่าบ้านใครจะสวยกว่ากัน” พี่สมชัยเล่า

หนังสือ ‘สำเพ็ง : ประวัติศาสตร์ชุมชนชาวจีนในกรุงเทพฯ’ ได้บรรยายภาพสำเพ็งในเวลานั้นไว้อย่างน่าสนใจว่า

“การค้าในย่านสำเพ็งเป็นไปอย่างคึกคัก สำเพ็งเป็นแหล่งกำเนิดเจ้าสัวหน้าใหม่ ๆ อยู่เสมอ กิจการค้าขายต่าง ๆ ในสำเพ็งมักรวมตัวกันอยู่เป็นย่าน ๆ ซึ่งขายสินค้าหลากหลายชนิด เช่น ย่านข้าวสารและธัญพืช พืชไร่อยู่บริเวณถนนทรงวาด ย่านอาหารแห้ง อย่างกระเพาะปลา ปลาแห้ง กุ้งแห้ง และปลาหมึกแห้ง อยู่บริเวณตรอกโรงโคมและซอยอิศรานุภาพ ย่านสินค้าประเภทเชือกอยู่บริเวณถนนวานิช 1 หรือถนนสำเพ็งเดิม ช่วงระหว่างถนนเยาวพานิชกับถนนทรงสวัสดิ์ขนานไปกับถนนทรงวาด ซึ่งนับเป็นย่านเพชรพลอยและเครื่องประดับอยู่บริเวณต้นถนนสายเดียวกันด้วย” 

ข้อความที่กล่าวว่าสำเพ็งเป็น “แหล่งกำเนิดเจ้าสัวหน้าใหม่ ๆ อยู่เสมอ” ช่วยอธิบายถึงอิทธิพลของสถาปัตยกรรมตะวันตกในสำเพ็งได้เป็นอย่างดี และไม่ได้จำกัดอยู่เพียงถนนทรงวาดเท่านั้น แต่ซอยวานิช 1 ก็ได้รับอิทธิพลนี้มาประปรายด้วยเช่นกัน

สืบสาวประวัติย่านจีนจาก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ ร้านเชือกเก่าแก่คู่สำเพ็งมากว่าร้อยปี

ไทยย่งฮั่วเชียง ร้านเชือกคู่สำเพ็ง

พี่สมชัยพาผมไปแนะนำตัวกับ คุณแสง ลิ้มเจริญรัตน์ ผู้จัดการร้านไทยย่งฮั่วเชียง บุคคลสำคัญที่เราอยากคุยด้วยอีกท่านหนึ่งในเช้าวันนี้ คุณแสงเป็นคนคุยสนุก และกรุณามอบความเป็นกันเองให้กับผม จนการสนทนาในเช้านี้ ผมได้รับอนุญาตให้เรียกท่านว่า ‘เฮียแสง’ 

สืบสาวประวัติย่านจีนจาก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ ร้านเชือกเก่าแก่คู่สำเพ็งมากว่าร้อยปี

“ผมว่าไทยย่งฮั่วเชียงตั้งมาเกินร้อยปีแล้วล่ะ ปัจจุบันผมอายุ 70 กว่าปี ร้านนี้มีมาตั้งแต่รุ่นปู่ เป็นร้านเชือกคู่สำเพ็ง” เฮียแสงเริ่มเล่า

บรรพบุรุษของเฮียแสงเป็นคนไหหลำ เดินทางเข้ามาสู่สยามในรุ่นปู่เพื่อมาเริ่มธุรกิจที่นี่

“คนจีนเข้ามาเพื่อค้าขาย ต้องมั่นใจว่ามีผู้ซื้อ ผมคิดว่าสำเพ็งเป็นย่านการค้า มีท่าเรือและโกดังริมแม่น้ำเจ้าพระยายาวตลอดตั้งแต่ท่าน้ำราชวงศ์มาจนถึงทรงวาด มีเรือขนส่งสินค้าหลายชนิด โดยเฉพาะผลผลิตทางเกษตรกรรม เชือกเป็นสินค้าที่ใคร ๆ ก็ต้องการ เพราะต้องนำไปใช้โยงเรือไว้ด้วยกันหรือผูกเรือไว้กับท่า ยิ่งมีเรือเข้ามาเทียบท่าเป็นจำนวนมาก ยังไงเชือกก็ขายได้อยู่แล้ว นอกจากผูกโยงเรือแล้ว เรายังใช้เชือกมัดสินค้าให้เป็นหมวดหมู่สำหรับชั่งขาย และนำส่งกระจายไปยังพื้นที่ต่าง ๆ การขนส่งสินค้าทางเรือก็มีการเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ในภูมิภาคนี้ เชือกจึงเป็นสินค้าส่งออกไปยังเมืองท่าต่างประเทศได้”

คุณปู่ของเฮียแสงเดินทางมาด้วยกันหลายคนพี่น้อง สร้างธุรกิจหลายแขนงแตกต่างกัน นอกจากการค้าเชือกแล้วยังมีธุรกิจทำแหอีกด้วย ซึ่งแต่เดิมเฮียแสงเติบโตมากับธุรกิจแห

“ปู่ผมอีกคนเป็นคนค้าแห ถือว่าเป็นธุรกิจที่ใกล้เคียงกับธุรกิจค้าเชือก ผมโตในบ้านคุณปู่คนนี้ แต่ผมแค่เดินมาไม่กี่ห้องแถวก็มาถึงร้านเชือกละ ครอบครัวเรามีห้องแถวสามสี่ห้องที่ตั้งอยู่บนถนนสายนี้ คุณพ่อส่งผมไปเรียนต่อที่สหรัฐอเมริกา ผมไปอยู่ที่ออเรกอน (Oregon) ไปเรียนทางด้านบริหาร ก่อนกลับมาทำงานที่ธนาคาร เริ่มที่ฝ่ายธุรกรรมต่างประเทศ ต่อมาถึงย้ายมาอยู่ฝ่ายสินเชื่อ ส่วนไทยย่งฮั่วเชียงนั้นมีคุณอาผมเป็นผู้ดูแล ต่อมาผมตัดสินใจลาออกมาช่วยคุณอาทำธุรกิจเชือก อย่างน้อยก็มีสมาชิกในครอบครัวในรุ่นผมที่เข้ามาช่วยสืบสานธุรกิจดั้งเดิมนี้เอาไว้”

เฮียแสงก็ค้าเชือก พี่สมชัยก็ค้าเชือก แล้วต่างกันอย่างไรบ้างไหมครับ ?

“ของเฮียแสงเป็นเชือกในระดับอุตสาหกรรม ใช้กับเรือใหญ่ ๆ หรือโรงงาน ของเฮียเป็นค้าปลีก ถือว่าคนละตลาด” พี่สมชัยช่วยอธิบาย

“คนในย่านนี้มีหลายเชื้อชาติ บรรพบุรุษผมเป็นไหหลำ แล้วยังมีแต้จิ๋ว ฮกเกี้ยน แคะอีก เลยไปต้นถนนก็เป็นแขก ต่างคนต่างประกอบอาชีพที่ตนถนัด แล้วก็ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องแย่งอาชีพกัน” เฮียแสงช่วยเสริม ผมชักอยากรู้แล้วล่ะสิว่าแต่ละเชื้อชาติเขาประกอบอาชีพอะไรกันมาตั้งแต่อดีต

“อย่างแขก เขาเคยเป็นอาณานิคมอังกฤษ เขาทำเรื่องผ้า นำเข้าจากอินเดีย ตั้งแต่สมัยเป็นบริติชอินเดีย บางทีเขาก็นำเข้ามาจากอังกฤษ อย่างผ้าตัดสูทนี่ผมต้องไปวัดตัวตัดกับเขานะครับ เพราะเป็นผ้าวูลชั้นดีจากอังกฤษ นอกจากผ้าก็มีอัญมณี ผมสันนิษฐานว่ามาจากพม่า เพราะพม่าก็เป็นอาณานิคมของอังกฤษด้วยเหมือนกัน

“ไหหลำนี่ อย่างครอบครัวผมก็มาทางเชือกและแห นอกจากนี้ที่ผมทราบก็มีทำถังไม้หลาย ๆ ขนาด เมื่อก่อนต้องใช้ถังไม้ลำเลียงน้ำจืดขึ้นเรือก่อนออกเดินทางรอนแรมในทะเล แล้วแถวนี้ขายข้าวสารเยอะ เทกระสอบข้าวเก็บไว้ในถังจะช่วยถนอมข้าวได้นานขึ้น ไม่มีมอด ถ้าเก็บไว้ในกระสอบข้าวจะเสื่อมคุณภาพ เสียราคา เวลาคนมาซื้อปลีก ก็ตักขายจากถังไม้นี่แหละ” 

นอกจากถังไม้ พี่น้องไหหลำยังเก่งธุรกิจโรงแรมอีกด้วย เป็นยังไงมายังไงครับเนี่ย 

“คนไหหลำเป็นคนชอบเงินสด (หัวเราะ) สำเพ็งเป็นแหล่งค้าขายใหญ่มาเป็นร้อยปี มีคนต่างถิ่นเดินทางเข้ามาเสมอ คือขนของมาขายแล้วก็มาซื้อกลับไปด้วย ลงรถไฟหรือเรือมาก็ต้องมองหาที่พักระยะสั้น ๆ ตื่นเช้ามาก็ออกเร่ขายของ พอขายหมดก็ซื้อของจากที่นี่กลับไปขายที่บ้านเมืองตัวเอง พ่อกับอาผมนี่เป็นตัวอย่างเลยนะ นอนดึกแค่ไหน เช้ามาต้องเปิดร้านแล้ว เพราะมักจะมีคนต่างถิ่นเดินเร่เข้ามาถามหาซื้อสินค้าในร้านของเรา แล้วที่ว่าโรงแรมเป็นธุรกิจเงินสดก็เพราะมาถึงจ่ายค่านอนเลย จะกี่วันก็ว่ากันไป เมื่อก่อนเก็บทันทีตอนเช็กอิน เงินสดไหมล่ะ”

พี่สมชัยช่วยเล่าเรื่องคนแคะ ว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องเครื่องหนังมาแต่โบราณ เพราะอาศัยอยู่ในแถบกวางตุ้ง มีภูมิประเทศเป็นป่า จึงชำนาญเรื่องการล่าสัตว์และการจัดการกับสัตว์ มีทักษะในการแล่ ตัด และฟอกหนัง จนนำมาผลิตเป็นสินค้าเครื่องหนังชนิดต่าง ๆ

  “เดิมทีแถวนี้ร้านรองเท้าเครื่องหนังเป็นของคนแคะทั้งนั้น ส่วนคนแต้จิ๋วเป็นเกษตรกร ประมง คนแต้จิ๋วอาศัยอยู่ใกล้ทะเลพร้อม ๆ กับอยู่ในดินแดนที่มีภัยจากธรรมชาติรุนแรง เช่น มีภาวะแล้งหรืออุทกภัยอยู่บ่อย ๆ อย่างเมืองเฉาโจว คนแต้จิ๋วจำเป็นต้องเอาตัวรอดในทุกสภาวะ เลยมีทักษะในการเพาะปลูก เก็บเกี่ยว และรักษาผลผลิตที่ได้มาในฤดูกาลนั้น ๆ ให้คงอยู่ พร้อมเตรียมเมล็ดพันธุ์เพื่อหว่านเพาะในฤดูกาลถัดไป”

การเปิดประเด็นเรื่องร้านเชือกกับทั้งสองท่าน พาผมไปรับทราบเรื่องราวอื่น ๆ อีกมากมายและน่าสนใจทั้งสิ้น

เรียนรู้จากเชือก

เมื่อก้าวเท้าเข้ามาในร้านไทยย่งฮั่วเชียง สิ่งที่เห็นเป็นอันดับแรก คือเชือกขดใหญ่ที่วางกองสุมอยู่ในร้าน รวมทั้งเชือกหลายชนิดที่แขวนไว้กับเสากลางร้าน สิ่งเล็ก ๆ เหล่านี้บอกอะไรกับเราบ้าง

“สมัยก่อนเชือกมีความสำคัญในเชิงพาณิชย์มากอย่างที่เล่าไป และเชือกก็มีวิวัฒนาการตามการเปลี่ยนแปลงด้วย เชือกยุคแรก ๆ คือเชือกมะพร้าว ตอนเด็ก ๆ ผมทันเห็นวางจำหน่ายในร้าน เมื่อก่อนเชือกมะพร้าวคุณภาพดีจะนำเข้ามาจากอินเดียกับพม่านะครับ แล้วเราขายกันเป็นก้อน ๆ เป็นขด ๆ ม้วนใหญ่ ๆ เพราะเราไม่ได้ขายปลีก ความยาวแต่ละม้วนจะไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่ว่าส่งไปขายที่ไหน ส่วนมากเริ่มที่ความยาวม้วนละ 200 เมตร บางประเทศก็ 220 เมตร บางที่ก็ 240 เมตร ขึ้นอยู่กับมาตรฐานของแต่ละพื้นที่” เฮียแสงเอ่ย

สืบสาวประวัติย่านจีนจาก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ ร้านเชือกเก่าแก่คู่สำเพ็งมากว่าร้อยปี

“แล้วก็มาสู่ยุคของเชือกมะนิลาครับ ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่ามาจากประเทศเกาะอย่างฟิลิปปินส์ แน่นอนว่าต้องอาศัยการเดินเรือเป็นหลัก เชือกมะนิลาเป็นเชือกที่ทำจากเส้นใยซึ่งมาจากพืชประเภทป่าน เรียกว่าเส้นใยอะบาก้า พื้นฐานของพืชประเภทนี้ต้องปลูกในดินร่วนปนทราย ระบายน้ำได้ดี อย่างบริเวณที่ดินใกล้ชายหาด ดังนั้นจึงมีปลูกมากในฟิลิปปินส์ ในขณะที่ป่านชนิดนี้ปลูกได้เพียงพื้นที่แห่งเดียวในประเทศไทย นั่นคือหัวหิน จึงต้องนำเข้ามาจำหน่าย แล้วก็จำหน่ายเป็นม้วนใหญ่ ๆ ยาวหลายร้อยเมตรเช่นเดียวกัน”

คนไทยเรียกเส้นใยอะบาก้า (Abaca) ว่าป่านมะนิลา ปลูกและเจริญเติบโตได้ดีในประเทศเกาะอย่างฟิลิปปินส์ ใยอะบาก้ามีทั้งความเหนียวแลความหยุ่น ทนต่อจุลินทรีย์ในน้ำเค็มได้เป็นอย่างดี จึงเป็นเชือกที่อยู่คู่อุตสาหกรรมเดินเรือมานาน

“เชือกยุคแรกจึงเป็นเชือกที่ทำจากใยธรรมชาติ (Natural Fiber) แล้วก็เป็นสินค้าหลักของไทยย่งฮั่วเชียงอยู่นานจนกระทั่งเข้าสู่ยุคใยสังเคราะห์ (Synthetic Fiber) อย่างพวกเชือกโพลีเอทิลีน (Polyethylene) หรือไนลอน (Nylon) ซึ่งกลายมาเป็นกลุ่มสินค้าหลักของร้านในปัจจุบัน”

ระหว่างที่เดินสำรวจร้านไปเรื่อย ๆ สายตาผมก็ไปปะทะกับดุ้นเชือกที่แขวนอยู่บนผนังข้างไม้ไผ่ดุ้นใหญ่

สืบสาวเรื่องราวสำเพ็งจากทายาทร้านเชือก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ และ ‘ก้วงเฮงเส็ง’ จากเขตแออัดไฟไหม้ ถึงย่านธุรกิจของชาวจีน

“เมื่อก่อนสำเพ็งเต็มไปด้วยคนหาบของ จะว่าจ้างหาบสินค้าเพื่อขนส่งจากจุดหนึ่งไปจุดหนึ่ง หรือหาบเพื่อนำของไปเร่ขายไปตามที่ต่าง ๆ ก็ตาม ทุกหาบใช้เชือกหมด เพราะต้องใช้เกี่ยวสิ่งของโยงกับคานก่อนขึ้นบ่าหาบไปไหนต่อไหน ถ้าหาบคนเดียว ก็เรียกว่า ‘โพยตา’ ถ้าหาบคู่ก็เรียก ‘เต๊กทุย’ เชือกกับพลองไม้ไผ่ที่เห็นนี้เป็นเต๊กทุยคือหาบคู่ คุยเสร็จเรียบร้อยแล้วไปดูรูปจากคลิปที่ร้านเฮียได้” 

ตกเย็นวันนั้นผมตามพี่สมชัยไปชมคลิปวีดิทัศน์เรื่อง Bangkok in the 1920’s: Tourists Film a Busy Market Scene และนี่คือภาพเต๊กทุย ที่เราพยายามบันทึกจากภาพเคลื่อนไหวเป็นเป็นภาพนิ่ง

อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว ผมเชื่อว่าคุณผู้อ่านได้เรียนรู้เรื่องราวจากเชือกมากมาย ผมเกิดคำถามหนึ่งขึ้นในใจว่าทุกวันนี้สำเพ็งเปลี่ยนไป แล้วธุรกิจค้าเชือกในย่านนี้ต้องปรับตัวอย่างไรบ้างหรือไม่

“ทุกวันนี้เรือที่ใช้ในการพาณิชย์เป็นเรือใหญ่ นั่นหมายถึงว่าเชือกก็ต้องพัฒนาให้แข็งแรงขึ้นด้วย อย่างเชือกร้านผมก็พัฒนาให้มีเชือกขนาด 3 เกลียว 4 เกลียว หรือ 8 เกลียว ฯลฯ ที่มีขนาดใหญ่และมีความแข็งแรงมากขึ้นด้วย เรามีลูกค้าที่เป็นกลุ่มเดินเรือที่ยังสั่งเชือกประเภทต่าง ๆ ที่มีขนาดและความแข็งแรงแตกต่างกัน ซึ่งเราก็จะ Made to Order ร้านเรามีพื้นที่จำกัด เราไม่สามารถสต็อกสินค้าไว้ในร้านไว้ได้มาก เชือกก็มีขนาดใหญ่ขึ้น แต่เรารับออเดอร์และจัดส่งไปได้ นอกจากนี้ยังมีเชือกที่ใช้ในกระบวนการอุตสาหกรรม เช่น ใช้ในโรงงานสำหรับยกของหรือมัด อันนี้ก็เป็นอีกกลุ่มลูกค้า

“ส่วนเชือกที่ทำจากวัสดุธรรมชาติ อาจไม่มีบทบาทในเชิงอุตสาหกรรม แต่ก็เป็นเชือกที่นิยมนำไปประกอบเครื่องเรือน อย่างเตียง โต๊ะ ตู้ โซฟา ฯลฯ หรือใช้ประดับตกแต่งภายในอาคาร บ้านเรือน โรงแรมและรีสอร์ตต่าง ๆ เพื่อสร้างบรรยากาศแบบย้อนยุค บรรยากาศใกล้ชิดธรรมชาติมากขึ้น”

สืบสาวเรื่องราวสำเพ็งจากทายาทร้านเชือก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ และ ‘ก้วงเฮงเส็ง’ จากเขตแออัดไฟไหม้ ถึงย่านธุรกิจของชาวจีน

เฮียแสงเป็นผู้สืบต่อธุรกิจค้าเชือกที่คุณปู่สร้างไว้ และดูแลต่อเนื่องมาจนปัจจุบัน แล้ววันหน้าเฮียแสงคาดหวังว่าใครจะมาทำหน้าที่นี้ต่อไป 

“ผมไม่ได้คาดหวังว่าลูกชายจะต้องมาดูแล เป็นสิทธิของเขาเลยว่าจะเลือกอย่างไร ผมอาจเป็นรุ่นสุดท้ายในครอบครัวก็ได้ พ่อเป็นคนให้ผมมีโอกาสเลือกอนาคตของตัวเอง ผมก็ให้อิสระลูกเช่นนั้นเหมือนกัน”

การเลือกทำในสิ่งที่ชอบ ย่อมจะทำได้ดีที่สุด เหมือนเฮียแสงที่เลือกดูแลร้านไทยย่งฮั่วเชียงมานานกว่า 40 ปี 

ร้านเล็ก ๆ และเรื่องราวจากสรรพสิ่ง

“ตึกนี้เป็นตึกโบราณ ผมเกิดมาเห็นเป็นอย่างไร ทุกวันนี้ก็เป็นอย่างนั้น” เฮียแสงบอก

ในพื้นที่ไม่กี่ตารางเมตรของร้านเชือกดั้งเดิมแห่งนี้ มีอะไรบอกเล่าให้เราได้เรียนรู้กันบ้าง ลองตามเฮียแสง พี่สมชัย และผม ไปกันดูนะครับ

สืบสาวเรื่องราวสำเพ็งจากทายาทร้านเชือก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ และ ‘ก้วงเฮงเส็ง’ จากเขตแออัดไฟไหม้ ถึงย่านธุรกิจของชาวจีน

“ดูเพดานนะครับ จะเห็นว่าเพดานมีช่องโหว่เปิดไว้สำหรับลำเลียงของขึ้นด้านบน ถ้ามองรอดระแนงไม้ขึ้นไปจะเห็นขื่อที่มีรอกเกี่ยวอยู่ เอาไว้สำหรับชักม้วนเชือกขึ้นไปเก็บไว้ด้านบน เมื่อก่อนร้านในสำเพ็งจะใช้ด้านล่างเป็นหน้าร้าน ส่วนด้านบนเก็บของ จะเห็นว่าฝ้าเพดานจะตีไม้ระแนงติด ๆ กันไว้ค่อนข้างถี่เพื่อให้แข็งแรงและรับน้ำหนักได้มาก ขื่อบางช่วงมีแผ่นไม่ประกบซ้อนสองชั้นเพื่อเสริมความแข็งแรงให้มากขึ้นไปอีก แต่ปัจจุบันผมแทบไม่ได้ใช้พื้นที่ชั้นบนแล้ว เพราะเชือกมีขนาดใหญ่ขึ้น น้ำหนักก็มากขึ้น จึงวางไว้ด้านล่างแทน”

สืบสาวเรื่องราวสำเพ็งจากทายาทร้านเชือก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ และ ‘ก้วงเฮงเส็ง’ จากเขตแออัดไฟไหม้ ถึงย่านธุรกิจของชาวจีน

เฮียแสงใช้สีเป็นตัวบ่งบอกว่าอะไรเป็นของเดิม อะไรเป็นสิ่งที่เสริมเข้าไปใหม่ สีเขียวอ่อนคือสีเดิมของอาคารและเป็นวัสดุต้นฉบับ ส่วนสีเขียวเข้มใช้สำหรับไม้ที่เปลี่ยนหรือเสริมเข้าไปทีหลัง

สืบสาวเรื่องราวสำเพ็งจากทายาทร้านเชือก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ และ ‘ก้วงเฮงเส็ง’ จากเขตแออัดไฟไหม้ ถึงย่านธุรกิจของชาวจีน

“ที่ดับเพลิงนี้อยู่กับร้านมาแต่แรก มีคนค้าของเก่ามาขอซื้อจากผม เขาบอกว่าเครื่องอื่น ๆ ที่เขาเคยเจอมาไม่อยู่ในสภาพสมบูรณ์เท่านี้ แต่ผมไม่ขายเพราะมันช่วยเล่าเรื่องของสำเพ็งได้ คุณคงทราบว่าสำเพ็งนี่กลัวไฟไหม้ที่สุด กลัวมาตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน เบี้ยประกันอัคคีภัยที่สำเพ็งแพงที่สุด (หัวเราะ) ผมคิดว่าปู่กับอาผมก็ห่วงเรื่องไฟเหมือนกัน เลยซื้อเอาไว้ตั้งแต่แรก ๆ” เฮียแสงชี้ให้ดูอุปกรณ์ที่ช่วยอธิบายว่าคนสำเพ็งระวังอัคคีภัยกันแค่ไหน

สืบสาวเรื่องราวสำเพ็งจากทายาทร้านเชือก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ และ ‘ก้วงเฮงเส็ง’ จากเขตแออัดไฟไหม้ ถึงย่านธุรกิจของชาวจีน
มุมออฟฟิศ สังเกตคอกไม้ล้อม มีประตูปิดเป็นส่วนตัว
สืบสาวเรื่องราวสำเพ็งจากทายาทร้านเชือก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ และ ‘ก้วงเฮงเส็ง’ จากเขตแออัดไฟไหม้ ถึงย่านธุรกิจของชาวจีน
มุมออฟฟิศเห็นความเคลื่อนไหวได้ทั้งร้าน

“มุมนี้เป็นมุมออฟฟิศ ตั้งอยู่ในคอกไม้ล้อมรอบเป็นสัดส่วน และอยู่ตรงมุมหลังร้าน ซึ่งเป็นลักษณะของร้านในสำเพ็ง ผมไม่คิดว่าร้านอื่น ๆ จะรักษาคอกไม้ลักษณะนี้ไว้อีกแล้ว ส่วนโต๊ะตัวนี้ทำจากไม้เพียงชิ้นเดียว อยู่คู่ร้านมาแต่รุ่นคุณปู่ เป็นที่ทำเอกสารซื้อขาย ทำบัญชี งานเอกสารอื่น ๆ ผู้จัดการก็นั่งมองดูสินค้า และความเคลื่อนไหวทั่วไปภายในร้านจากมุมนี้” 

ในมุมออฟฟิศยังมีสรรพสิ่งสนุก ๆ ที่เห็นแล้วต้องอ้าปากค้างด้วยความตื่นเต้น

สืบสาวเรื่องราวสำเพ็งจากทายาทร้านเชือก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ และ ‘ก้วงเฮงเส็ง’ จากเขตแออัดไฟไหม้ ถึงย่านธุรกิจของชาวจีน
ตู้เซฟและก๊อกน้ำด้านบน ประดิษฐกรรมเพื่อต่อสู้อัคคีภัย ทั้งสำเพ็งมีร้านนี้ร้านเดียว

“นี่คือตู้เซฟเหล็กโบราณ เนื้อหนา ที่ผมอยากให้สังเกตคือด้านบนมีก๊อกน้ำด้วย เป็นการต่อท่อประปามาเหนือตู้เซฟตู้นี้เลย งงไหมครับว่ามีทำไม เพื่อนผมหลายคนถามผมว่ามีทำไมวะก๊อกน้ำ มันเกี่ยวกันตรงไหน อย่างที่บอกว่าคนสำเพ็งนี่ห่วงเรื่องไฟไหม้ที่สุด เวลาไฟไหม้ก็ต้องตัดไฟ แต่เขาไม่ตัดน้ำแน่ ๆ ดังนั้นถ้าไฟลามมาถึงร้าน เราก็จับของสำคัญที่ขนไปไม่ทันโยนเข้าเซฟ ล็อกเซฟ เปิดน้ำทิ้ง แล้ววิ่งหนีออกไปได้เลย (หัวเราะ) น้ำช่วยกันไฟไม่ให้ไหม้ ลดโอกาสที่ตู้เซฟจะโดนเผาทำลาย ผมเชื่อว่าเหลือเซฟและก๊อกน้ำแบบนี้ทีมีที่ร้านนี้ร้านเดียว”

สืบสาวเรื่องราวสำเพ็งจากทายาทร้านเชือก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ และ ‘ก้วงเฮงเส็ง’ จากเขตแออัดไฟไหม้ ถึงย่านธุรกิจของชาวจีน

“ตู้ไม้บนผนังนี้ก็เป็นของเดิม สั่งมาจากเบลเยี่ยม คุณลองดูกระจก มันจะไม่ราบเสมอกัน มีความโป่งนูนเป็นบางช่วง นั่นคือไม่ใช่กระจกที่ทำจากโรงงาน แบบที่เป็น Mass Production แต่เป็นกระจกที่ทำขึ้นทีละชิ้นเพื่อตู้ไม้ตู้นี้โดยเฉพาะ หรือกระจกสีที่ประดับเหนือหน้าต่างกับประตู เป็นกระจกสีที่ไม่เรียบ จึงน่าจะสั่งทำพิเศษด้วยวิธีเดียวกัน สีที่เห็นก็เป็นสีเดิม ถ้าแตกหักเสียหาย ผมก็ไม่รู้ว่าจะไปหามาทดแทนจากไหนเหมือนกัน”

นอกจากของสนุกในมุมออฟฟิศแล้วก็ยังมีของสนุกในมุมอื่น ๆ ภายในร้านอีก

สืบสาวเรื่องราวสำเพ็งจากทายาทร้านเชือก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ และ ‘ก้วงเฮงเส็ง’ จากเขตแออัดไฟไหม้ ถึงย่านธุรกิจของชาวจีน

“ป้ายย่งฮั่วเชียงป้ายนี้เป็นป้ายแรก ๆ ของร้าน ความจริงเดิมร้านชื่อว่าย่งฮั่วเชียง ไม่มีคำว่าไทย เรามาเติมคำว่าไทยเอาตอนหลังในยุคนิยมไทย” เฮียแสงชี้ให้ผมชมป้ายไม้ดั้งเดิม

“ผมอยากให้สังเกตลักษณะตัวอักษรที่ปรากฏบนป้าย ไม่ว่าตัวอักษรจีนหรือไทยซึ่งมีเอกลักษณ์ ผมสันนิษฐานว่าให้ช่างจีนที่เขียนภาษาไทยได้เป็นคนเขียนตัวอักษรชุดนี้ สังเกตจากลักษณะของลายเส้นที่เกิดจากการตวัดลายตัวอักษร การเกร็งมือ สะท้อนให้เห็นเลยว่าเป็นการเขียนโดยใช้พู่กันจีน แล้วป้ายรุ่นนี้จะมีลักษณะคล้ายกันคือ เขียนด้วยตัวอักษรซ้อน 2 ชั้นเป็น 2 สี เช่นดำซ้อนแดงอย่างที่เห็น” พี่สมชัยชวนชมลักษณะของตัวอักษรสวย อันเป็นเอกลักษณ์ที่ปรากฏบนป้าย

นอกจากป้ายดั้งเดิมที่ปัจจุบันเก็บรักษาไว้ภายในร้านแล้ว ป้ายหน้าร้านก็ปรากฏชุดตัวอักษรมี่เขียนขึ้นจกพู่กันจีนในลักษณะเดียวกัน และเป็นป้ายโบราณที่นำขึ้นติดตั้งในสมัยนิยมไทยตามนโยบายสร้างชาติช่วงรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม

สืบสาวเรื่องราวสำเพ็งจากทายาทร้านเชือก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ และ ‘ก้วงเฮงเส็ง’ จากเขตแออัดไฟไหม้ ถึงย่านธุรกิจของชาวจีน

“ป้ายหน้าร้านไทยย่งฮั่วเชียงป้ายนี้เป็นป้ายที่มีลักษณะพิเศษ คือใช้สีน้ำเงินเป็นสีพื้น ซึ่งปกติเราจะพบแต่ป้ายสีแดงตัวทอง หรือป้ายดำตัวทอง หรือถ้าโบราณหน่อยก็ป้ายแดงตัวดำ แต่จะหาป้ายสีน้ำเงินตัวทองเช่นนี้แทบหาไม่ได้เลย” พี่สมชัยชวนผมสังเกต มีเรื่องราวหนึ่งที่น่าสนใจของป้ายสำคัญป้ายนี้เกิดขึ้นในอดีต ช่วงนั้นเกิดกรณีโจรปล้นป้ายกันสนั่นสำเพ็ง เรื่องราวเป็นมาอย่างไร ไปฟังทั้งพี่ทั้งสองเล่าให้ฟังกันดีกว่า

“พวกนี้จะเอาป้ายไวนิลประเภทป้ายโฆษณาเทศกาลกินเจ ป้ายโฆษณาน้ำมันพืชอะไรพวกนี้มาบังป้ายร้านที่หมายตาเอาไว้ก่อน เหมือนมาขอแขวนป้ายโปรโมตเทศกาลอะไรบางอย่าง ตอนแรกเราก็คิดว่าคงจะเป็นพวกรับจ้างมาติดป้ายโฆษณาที่มีทั่ว ๆ ไปเป็นปกติ” พี่สมชัยเริ่มเล่าแผนขโมยป้าย

 “แต่ความจริงแล้วเขาทำทีเป็นมาแขวนป้ายโฆษณา แต่แอบมาถอดป้ายหน้าร้านต่าง ๆ เพื่อเอาไปขาย ตอนนั้นโดนกันไปเป็นสิบ ๆ ร้านเลย ส่วนมากเป็นป้ายไม้เก่าแก่ที่อยู่ควบคู่กับกิจการมานาน บ้างก็เป็นป้ายไม้สักดี ๆ เขียนตัวอักษรสวยงาม มีลายฉลุประณีต ก็โดนถอดไปหมด รวมทั้งป้ายร้านไทยย่งฮั่วเชียง” 

โอย… แสบมาก ผมเพิ่งทราบเรื่องแก๊งโจรขโมยป้ายในสำเพ็งก็วันนี้

แล้วไปตามคืนมาได้อย่างไรครับ ผมอยากรู้ถึงขีดสุด คราวนี้เฮียแสงกรุณาเฉลยให้ฟัง

“ผ่านไปร่วมสิบปีได้มั้งครับ มีรายการโทรทัศน์รายการหนึ่งพาไปเที่ยวร้านขายของเก่า ปรากฏว่าผมดูโทรทัศน์อยู่ก็เห็นป้ายร้านของเราอยู่รายการนั้นด้วย วันรุ่งขึ้นผมขับรถไปตามหาเลยนะ ผมจะไปขอซื้อคืน ว่าจะให้ราคา 2,000 ผมถือว่าร้านเขาคงไม่รู้และไม่ได้ตั้งใจ ปรากฏว่าพอไปถึง ร้านปิดไปแล้ว เหมือนกับว่าในร้านนั้นมีของเก่าที่มีคดีความเยอะมากจนตำรวจต้องมาปิด แล้วตอนหลังผมก็ได้รับป้ายหน้าร้านคืนมาจากตำรวจ”

ผมทั้งอึ้ง ทั้งลุ้น แต่ก็ร่วมดีใจที่ได้ป้ายสำคัญกลับคืนมาในที่สุด

เมื่อร้านที่ตั้งอยู่ในอาคารโบราณเช่นนี้ เฮียแสงดูแลอย่างไร

“ผมก็ซ่อมร้านอยู่เรื่อย ๆ นะครับ อาคารเก่าก็มีเสื่อมสภาพชำรุดเสียหายกันบ้าง ผมก็เปลี่ยนเท่าที่จำเป็น เช่น หลังคา แต่เป็นการซ่อมแบบประคับประคอง คือให้อาคารยังคงสภาพแข็งแรงและใช้งานต่อไปได้ ผมไม่คิดที่จะเปลี่ยนสภาพจากเดิมแต่อย่างใด และอุปกรณ์อะไรที่ยังใช้ได้ ผมก็นำมาใช้” เฮียแสงเล่าพร้อมชี้ให้ผมชมเครื่องชั่งน้ำหนักโบราณที่อยู่คู่ร้านมาตั้งแต่แรก และเป็นเครื่องชั่งน้ำหนักที่สั่งทำพิเศษเพื่อให้ตัวเลขบอกน้ำหนักเป็นตัวเลขไทย

สืบสาวเรื่องราวสำเพ็งจากทายาทร้านเชือก ‘ไทยย่งฮั่วเชียง’ และ ‘ก้วงเฮงเส็ง’ จากเขตแออัดไฟไหม้ ถึงย่านธุรกิจของชาวจีน

“ผมคิดว่าการอนุรักษ์ของเก่าวิธีหนึ่งคือการนำมาใช้งานอยู่เสมอ ในเมื่อยังอยู่ในสภาพดีและใช้การได้ ทำไมจะไม่นำกลับมาใช้”

พี่สมชัยกับผมอำลาเฮียแสงในตอนบ่ายด้วยความซาบซึ้งใจ ที่เฮียแสงกรุณาสละเวลามาพูดคุยและนำชมร้านเล็ก ๆ ที่เต็มไปด้วยข้าวของมากมายล้วนน่าสนใจ ผมเข้าใจแล้วว่าการให้คุณค่ากับสรรพสิ่งเล็ก ๆ ด้วยการศึกษาเรื่องราวต่าง ๆ นั้นทำให้ผมได้รับประโยชน์อย่างไร

“ขอบพระคุณพี่สมชัยมากครับ วันนี้ผมสนุกมาก ว่าแต่ว่าพี่มีที่ไหนในสำเพ็งที่บอกเล่าเรื่องราวสนุก ๆ แบบนี้อีกไหมครับ” ผมกล่าวขอบคุณพี่สมชัย ในใจไม่อยากให้ปรากฏการณ์ x ของเราจบลงเพียงบทความนี้บทความเดียว

“มี” พี่สมชัยเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม

“อ้าว ไหนล่ะครับ” 

ตามผมไปคราวหน้านะครับ

ขอขอบพระคุณ

  • คุณสมชัย กวางทองพานิชย์ ห้างหุ้นส่วนจำกัดก้วงเฮงเส็ง และบริษัท ก้องเกษม (1959) จำกัด
  • คุณแสง ลิ้มเจริญรัตน์ บริษัทไทยย่งฮั่วเชียง จำกัด

เอกสารและข้อมูลอ้างอิง

Writer

โลจน์ นันทิวัชรินทร์

หนุ่มเอเจนซี่โฆษณาผู้มีปรัชญาชีวิตว่า "ทำมาหาเที่ยว" เพราะเรื่องเที่ยวมาก่อนเรื่องกินเสมอ ชอบไปประเทศนอกแผนที่ที่ไม่ค่อยมีใครอยากไป เลยต้องเต็มใจเป็น solo backpacker Instagram : LODE_OAK

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load