สืบเนื่องจากบทความตอนที่แล้ว

เมื่อกล่าวถึงสัตว์โลกในชีวิตจริงที่มีอาวุธร้ายคล้ายตัวละครในหนัง (ตอนที่แล้วพูดถึงอัลปาก้า ซึ่งหน้าตานั่ลลั๊กกกก แต่พ่นน้ำกรดได้ยังกะเอเลี่ยน) ตอนนี้ก็เลยนึกถึงสัตว์ที่ป้องกันตัวได้เจ๋งมากอีกชนิดหนึ่ง นั่นก็คือกบวูล์ฟเวอรีน

น้อนกบกับการปะทะศัตรูด้วยอาวุธประหลาดล้ำ ตั้งแต่เล็บกบจนถึงท่าโยคะ

ปกติกบจะเนื้อตัวอ่อนหยุ่นปราศจากเขี้ยวเล็บใด ๆ แต่กบแอฟริกาชนิดนี้ เมื่อตกอยู่ภายใต้อันตรายจะเข้าสู่โหมดเกรี้ยวกราดอย่างน่าสะพรึงมาก ขั้นแรกมันจะเกร็งกล้ามเนื้อจนกระดูกที่นิ้วหัก เป๊าะ จากนั้นมันก็จะบังคับปลายแหลมของกระดูกที่หักนั้น แทงทะลุนิ้วตัวเองออกมา! แล้วใช้เป็นกรงเล็บข่วนศัตรู ควับ ควับ คว้าง!

น้อนกบกับการปะทะศัตรูด้วยอาวุธประหลาดล้ำ ตั้งแต่เล็บกบจนถึงท่าโยคะ
น้อนกบกับการปะทะศัตรูด้วยอาวุธประหลาดล้ำ ตั้งแต่เล็บกบจนถึงท่าโยคะ

ลองนึกภาพแมวอารมณ์ไม่ดีที่กางเล็บจกตาเฮียนิก ฟิวรี่ กรณีนั้นเล็บก็คือเล็บ แถมหดเก็บได้อย่างไม่ดราม่า แต่กรณีกบนี่ผมว่าโหดกว่า เพราะมันคือกระดูกที่แทงทะลุเนื้อออกมาเลย มันไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ นะเฟ้ย ถ้าเป็นคนต้องเข้าโรงพยาบาลแล้ว แต่นี่เจ้ากบหดกรงเล็บกระดูกกลับเข้าที่ แล้วใช้ความสามารถสมานแผลอย่างรวดเร็ว เหมือนกับตัวละครวูล์ฟเวอรีนในหนังไม่มีผิด เพราะฉะนั้นจึงสมกับที่ได้สมยานี้แล้ว

โอเค กบอาจจะไม่ได้สมานเร็วเท่าในหนังซึ่งแค่ 3 วินาทีก็หาย ของจริงต้องใช้เวลานานแค่ไหน นักวิจัยยังศึกษากันอยู่ แต่ที่แน่ ๆ พวกสัตว์กลุ่มสะเทินน้ำสะเทินบก หรือ Amphibian นั้นขึ้นชื่อเรื่องการงอกแขนขาใหม่อยู่แล้ว และเป็นหนึ่งในความหวังที่วงการแพทย์ฝากไว้ ว่าถ้าเข้าใจกระบวนการของพวกมันเมื่อไหร่ จะสามารถลอกเลียนมาใช้กับมนุษย์ได้บ้าง

ยังไงก็ตาม สำหรับกบพันธุ์นี้ ผมให้คะแนนพิเศษในแง่ความเหมือนวูล์ฟเวอรีนอีกอย่าง คือการที่ข้างลำตัวมันมีขนอุยดกฟูมาก (ชื่อดั้งเดิมของมันคือ Hairy Frog) ในสายตาผม นี่มันทรงจอนที่ชี้ออกข้างของ คุณฮิว แจ็กแมน ในบทวูล์ฟเวอรีนชัด ๆ เพราะฉะนั้นเอาคะแนนคอสเพลย์ส่วนนี้ไปชดเชยได้ ส่วนคำอธิบายเชิงชีววิทยาว่าขนพวกนี้เอาไว้ทำอะไร เดี๋ยวจะมาเฉลยอีกที โปรดติดตามอ่านต่อไปก่อน

น้อนกบกับการปะทะศัตรูด้วยอาวุธประหลาดล้ำ ตั้งแต่เล็บกบจนถึงท่าโยคะ

นอกจากกบที่ป้องกันตัวด้วยกระดูกแล้ว ยังมีญาติสายซาลาแมนเดอร์ของมันอีกตัว ที่เผลอ ๆ อาจจะโหดยิ่งกว่าอีก เจ้า Ribbed Newt หรือแปลไทยอาจจะเรียกกะท่างซี่โครงหนาม เมื่อเจอภัยมันจะกางซี่โครงออกจนปลายแหลมของซี่โครงแต่ละซี่ทิ่มทะลุเนื้อออกมา กลายเป็นหนามเรียงเป็นแถวข้างตัวเหมือนแปลงร่างเป็นกระบองเพชร เท่านั้นไม่พอ ผิวหนังมันยังมีต่อมพิษคอยขับเมือกขาว ๆ ออกมาชะโลมหนามเหล่านั้นด้วย ผู้ล่าที่เผลอโดนเกี่ยวโดนตำเข้าไปจะเจ็บปวดคันคะเยอ และอาจถึงตายได้

น้อนกบกับการปะทะศัตรูด้วยอาวุธประหลาดล้ำ ตั้งแต่เล็บกบจนถึงท่าโยคะ
น้อนกบกับการปะทะศัตรูด้วยอาวุธประหลาดล้ำ ตั้งแต่เล็บกบจนถึงท่าโยคะ

ในแง่ตัวละครในหนังที่ใช้ความสามารถนี้ ผมยังนึกไม่ออก แต่ถ้าเป็นในการ์ตูนญี่ปุ่น จะมีอยู่ตัวหนึ่งชื่อ คิมิมาโร่ เป็นตัวร้ายในเรื่อง นารูโตะ นินจาจอมคาถา ซึ่งใช้วิชางอกกระดูกออกมาจากตัวแล้วดึงมาใช้เป็นอาวุธได้ไม่จำกัด ถ้าดูดีไซน์ตัวละครจะเห็นว่ามีปลายซี่โครงแหลม ๆ ทิ่มทะลุหน้าอกออกมาเป็นหนามเหมือนกัน ซึ่งคิดว่าน่าจะใกล้เคียงสุดแล้วกับความสามารถป้องกันตัวของซาลาแมนเดอร์ชนิดนี้

น้อนกบกับการปะทะศัตรูด้วยอาวุธประหลาดล้ำ ตั้งแต่เล็บกบจนถึงท่าโยคะ

ตัวอย่างที่เหลือที่จะเล่าต่อไป อาจไม่ตรงกับตัวละครในจินตนาการตัวใดตัวหนึ่งเสียทีเดียว แต่อยากขยายความให้คนทั่วไปได้ร่วมตระหนักว่า สัตว์กลุ่มกบ คางคก ซาลาแมนเดอร์ นี่มันป้องกันตัวได้เจ๋งและหลากหลายจริง ๆ นะ

อาจจะด้วยความบอบบางและอ่อนแอโดยทุนเดิมของพวกมันอย่างที่บอกไปแล้ว ผิวหนังยังไงก็ต้องอ่อนหยุ่นไว้ก่อน ต้องรักษาความชุ่มชื้นไว้ก่อน เพราะวงจรชีวิตยังคงผูกพันกับน้ำ ตอนเด็กที่เป็นลูกอ๊อดก็แทบจะเป็นปลาไปครึ่งชีวิตแล้ว ถ้าจับกบเคโระสักตัวมาเทียบกับสัตว์เลื้อยคลาน เช่น เหี้ยสักตัวเดินมา (อย่าเพิ่งไปถึงจระเข้) เต่าสักตัวคลานมา งูสักตัวเลื้อยมา ไหนจะทั้งเกล็ด เขี้ยว เล็บ กระดอง ความน่าเกรงขามกับแต้ม Defense มันเทียบกันไม่ติด

เนื่องจากผิวบาง ๆ ของสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำนั้นโมดิฟายเป็นอะไรมากไม่ได้เท่ากับสัตว์เลื้อยคลานที่กร้านโลกจัด ความครีเอทีฟในการป้องกันตัวของพวกมันจึงต้องไปโผล่ทางอื่น ซึ่งหลาย ๆ อย่างเป็นวิวัฒนาการที่น่าทึ่งมาก อาวุธกระดูกที่เล่าไปนั้นก็คือพีกแบบหาในสัตว์กลุ่มอื่นไม่ได้อีกแล้ว แต่รองลงมาที่ทุกคนอาจจะคุ้นกว่าหน่อยก็คือการมีพิษสารพัด ไม่ว่าจะกบพิษ คางคกพิษ เหล่านี้ก็เป็นที่รู้จักกันดี แต่ที่คนอาจจะยังไม่ค่อยรู้จัก คือกระบวนท่าโยคะไล่ศัตรูของสำนักสะเทินบกสะเทินน้ำ

น้อนกบกับการปะทะศัตรูด้วยอาวุธประหลาดล้ำ ตั้งแต่เล็บกบจนถึงท่าโยคะ

รวมกระบวนท่าโยคะป้องกันตัวของกบ จากงานวิจัย Behavioral Defense of Anurans

กบ คางคก และซาลาแมนเดอร์หลากหลายชนิด มีท่าโยคะไล่ศัตรูอันเป็นท่าประจำตระกูลของมัน บ้างเมื่อเจอภัยจะเหยียดขาหลังตรง แล้วพับเป็นตัว V หักกลับมาข้างหน้า (รูป F) บ้างนอนหงายแล้วแลบลิ้น (รูป B) บ้างโก่งตูด บ้างเอียงตัว บ้างพับขาไขว้กันแบบประหลาดมาก 

แต่หนึ่งในท่าที่ฮิตสุดชื่อว่า Unken Reflex ศัตรูมาปุ๊บ มันจะเอาพุงนอนแปะกับพื้น แล้วแอ่นหัวเชิดขึ้น จากนั้นค่อย ๆ ยกทั้งขาหน้าและขาหลังแอ่นลอยขึ้นจากพื้นพร้อม ๆ กัน เป็นท่าที่ดูยากมากสำหรับมนุษย์ หากให้เปรียบคงเปรียบได้กับท่าบินของซูเปอร์แมนที่ดูแอ่นมากจนเหมือนผสมรำไทยเข้าไปด้วย ถ้าเป็นซาลาแมนเดอร์ทำก็ยิ่งอ่อนช้อยเข้าไปใหญ่ เพราะมีการยกหางม้วนเป็นเกลียวได้อีกต่างหาก น่าพิศวงมากว่าทำแบบนี้แล้วช่วยไล่ศัตรูได้อย่างไร เท่าที่อ่านมา นักวิทย์ซึ่งศึกษาหัวข้อนี้สันนิษฐานว่า ‘ท่าแอ่นอุงเค่น’ อาจจะเป็นการเผยให้เห็นสีสันฉูดฉาดช่วงท้องกับใต้คาง ซึ่งผู้ล่าที่มีประสบการณ์จะจดจำได้ว่านี่มันสัญลักษณ์ของสัตว์มีพิษนี่หว่า งั้นไม่กินแล้ว เช่นนี้ก็เป็นไปได้

น้อนกบกับการปะทะศัตรูด้วยอาวุธประหลาดล้ำ ตั้งแต่เล็บกบจนถึงท่าโยคะ

อีกหนึ่งท่าป้องกันตัวที่น่ารักจัด คือกบบางชนิดจะอยู่เฉย ๆ แล้วยกมือขึ้นปิดตา ประมาณว่าไม่อยากเห็นความสยดสยองระหว่างตัวเองถูกกินรึเปล่า หรือใช้ความน่ารักทำให้ศัตรูสงสารจนกินไม่ลงหรือเปล่า ก็ไม่น่าใช่ จริงๆ คือระหว่างที่ปิดตาอยู่นั้นมันได้ขับพิษออกมาเตรียมชะโลมผิวหนังไว้แล้ว และเตรียมพร้อมถูกกลืนเต็มที่ โดยมีความเป็นไปได้สูงว่าหลังจากถูกกลืนลงไปไม่นานพิษก็จะออกฤทธิ์และทำให้ผู้ล่าอ้วกหรือแหวะมันออกมาเอง ซึ่งมือที่ปิดไว้ก็เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำย่อยทำความเสียหายแก่ลูกกะตาในช่วงระหว่างที่รออยู่ในกระเพาะนั่นเอง

การป้องกันตัวสุดประหลาดของกบนานาชนิด ไปจนถึงคางคกกับการใช้หนวดหนาม
การป้องกันตัวสุดประหลาดของกบนานาชนิด ไปจนถึงคางคกกับการใช้หนวดหนาม
การป้องกันตัวสุดประหลาดของกบนานาชนิด ไปจนถึงคางคกกับการใช้หนวดหนาม

แน่นอน อีกกระบวนท่าที่น่าสนใจมากของสำนักนินจากบ ก็คือวิชาพองตัว ในบ้านเรากบที่พองตัวได้มักจะเรียกอึ่งอ่าง สูดลมเข้าไป พองออก ๆ ทำให้ตัวดูใหญ่น่าเกรงขามสำหรับผู้ล่าอะไรก็ตามที่จะคิดจะมาอมมัน (ไม่ได้ผลกับหมาไซบีเรียน) 

แต่ทุกท่านรู้หรือไม่ หน้าที่ของการพองตัวที่นักวิทยาศาสตร์เคยบันทึกไว้ อาจจะมีอย่างอื่นได้อีก เช่น เคยเจอกรณีที่เต่าจะมากินอึ่งอ่างในน้ำ แต่พองับได้แล้วอึ่งอ่างพองลมจนปรากฏว่าเต่าดึงมันลงไปกินใต้น้ำไม่ได้ เหมือนเราพยายามจะกดลูกบอลให้จมในสระ มันทำไม่ได้ง่าย ๆ เลย เพราะฉะนั้นหากศัตรูอยู่ในน้ำ การพองตัวก็อาจช่วยแง่นี้ได้ อีกกรณีคือเป็นกระบวนท่าที่เอาไว้ใช้คู่กับการมุดรู พอมุดเข้าไปในหลืบหรือรูอะไรบางอย่างแล้วพองตัวขึ้น ร่างกายมันจะติดแน่นอยู่ในนั้น คราวนี้ผู้ล่าพยายามจะดึงออกก็ลำบากละ ในที่สุดก็อาจจะถอดใจไปเอง

การป้องกันตัวพิลึกพิลั่นของสัตว์กลุ่มญาติกบยังมีรูปแบบอื่น ๆ อีกเยอะ ตั้งแต่แกล้งตาย ขี้แตก ส่งเสียงกรีดร้อง กัด (กบบางชนิดมีเขี้ยว) โชว์ตาปลอมที่ตูด พรางตัวแบบกลมกลืนไปกับใบไม้ พรางตัวแบบใสจนเหมือนล่องหนได้ แปลงเป็นหินแล้วกลิ้งลงเนิน ฯลฯ แต่ที่จะแนะนำเป็นตัวอย่างสุดท้ายสำหรับตอนนี้ขอเป็น ‘คางคกหนวดหนาม’ ก็แล้วกัน

ตัดฉากไปที่เสฉวน ภูเขายามเช้า ริมลำธาร ป่าไพร หมอกเยอะ ๆ น้ำเย็น ๆ บรรยากาศแบบถ้าจะมีจอมยุทธฝึกวิชาอยู่สักคนก็คงไม่แปลก ที่นี่ ‘คางคกหนวดเอ๋อเหมย์’ หรือ ‘คางคกหนามเต้าซือ’ กำลังกระดึ๊บ ๆ ลงจากเขาเพื่อมาชุมนุมกันที่ลำธาร ถ้าจอมยุทธช่างสังเกต จอมยุทธจะได้ดูมหกรรมการผสมพันธุ์คางคกซึ่งหนึ่งปีมีครั้งเดียว

ในไม่กี่สัปดาห์นี้ การแข่งขันหาคู่ ผสมพันธุ์ และวางไข่ จะดุเดือดเข้มข้นมาก เพราะคางคกตัวผู้ทั้งภูเขาต่างก็จะลงมาพร้อม ๆ กัน และจะชิงกันหาร่องหาหลืบใต้น้ำ เพื่อจับจองทำเป็นรังรอรับตัวเมียที่จะตามมาวางไข่ คราวนี้ศัตรูของคางคกไม่ใช่ผู้ล่าแล้ว แต่เป็นตัวผู้ด้วยกันที่จะมาแย่งทำเลทำรังนี่แหละ

ตัวผู้ที่ทยอยมาถึงแหล่งน้ำในฤดูนี้จะมาพร้อมความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของร่างกาย จู่ ๆ กล้ามแขนมันก็จะล่ำขึ้นจนกลายเป็นอาร์โนลด์ เอาไว้เตรียมกอดรัดฟัดเหวี่ยงกับคู่อริ อีกอย่างที่เกิดขึ้นแล้วพิสดารจนกลายเป็นที่มาของชื่อมัน ก็คือการที่อยู่ดี ๆ มีหนวดงอกขึ้นมาเหนือริมฝีปาก

การป้องกันตัวสุดประหลาดของกบนานาชนิด ไปจนถึงคางคกกับการใช้หนวดหนาม
การป้องกันตัวสุดประหลาดของกบนานาชนิด ไปจนถึงคางคกกับการใช้หนวดหนาม

วัยรุ่นชายที่ฮอร์โมนพุ่งพล่านแล้วหนวดงอก ผมว่าไม่แปลก แต่คางคกหื่นหนวดงอกนี่ผมว่าแปลก แถมหนวดของมันไม่ใช่หนวดเป็นเส้น ๆ แบบเฟรดดี้ เมอคิวรี่ แต่เป็นหนวดที่มีลักษณะเหมือนเขาหรือนอเล็ก ๆ เรียงกันเป็นแถวมากกว่า วัสดุก็ทำด้วยเคราตินแข็ง ๆ แบบเดียวกับเล็บแมว แต่ที่เรียกหนวดก็เพราะมันดันชี้ขึ้นมาเหนือปากพอดี อย่างไรก็ตาม หนวดนี่ก็ทำให้เกิดเป็นลุคของคางคกที่ดูพังก์ร็อกมาก

การป้องกันตัวสุดประหลาดของกบนานาชนิด ไปจนถึงคางคกกับการใช้หนวดหนาม

ในแง่ของหน้าที่ หนวดหนามคืออาวุธดี ๆ นี่เอง สมมติว่าคางคกตัวผู้ตัวหนึ่งจับจองพื้นที่ใต้หินสักก้อนสำหรับเตรียมทำเป็นรังได้แล้ว จากนั้นดันมีตัวผู้อีกตัวเข้ามาแย่ง มันก็จะต่อสู้กัน โดยลักษณะการสู้เหมือนซูโม่ที่ไม่ใส่ผ้าเตี่ยวสองคนพยายามโอบรัดและจับคู่ต่อสู้โยน แต่ขณะเดียวกันก็พยายามจะเอาหนวดหนามนั่นงัดทิ่มพุงอีกฝ่ายด้วย คล้าย ๆ กับคุณพ่อที่หมั่นเขี้ยวลูกแล้วแกล้งเอาหนวดถูสะดือ แต่รุนแรงกว่า กว่าจะจบฤดูกาล ตัวผู้เกิน 90 เปอร์เซ็นต์ มีร่องรอยแผลบาดเจ็บจากการโดนหนวดทิ่มแทง ในแง่นี้ คางคกหนวดถือว่าร้ายกว่าฮิตเลอร์ เพราะว่าฮิตเลอร์ใช้หนวดเป็นอาวุธไม่ได้

นอกจากแขนล่ำและหนวดงอกเป็นหนามแล้ว คางคกตัวผู้ในฤดูผสมพันธุ์อยู่ดี ๆ ก็จะมีผิวหนังที่ย้วย ย้อย หย่อน ยานขึ้นอย่างผิดสังเกตอีกด้วย สองอย่างแรกนี่ยังพอจินตนาการออกว่าเอาไปทำหนังซูเปอร์ฮีโร่ได้ แต่คงไม่มียอดมนุษย์คนไหนอยากได้ความสามารถหนังย้วยย้อย มันช่างดูไม่เท่เอาเสียเลย 

แต่คิดไปคิดมาก็ไม่แน่นะ เพราะหนังย้วยย้อยช่วยเพิ่มพื้นที่แลกเปลี่ยนอากาศ ช่วยเพิ่มความอึดใต้น้ำของคางคกตัวผู้ (อย่าลืมว่าคางคกก็ต้องขึ้นมาหายใจด้วยปอดนะ แต่หายใจผ่านผิวหนังช่วยเสริมได้) ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะไหนจะต้องคอยอยู่ปกป้องรัง เวลาต่อสู้กันก็สู้ใต้น้ำ ใครหมดลมหายใจก่อนก็มีสิทธิ์แพ้ และพอหลังจากได้ผสมพันธุ์เสร็จแล้ว ตัวเมียก็จะวางไข่แปะเป็นแพไว้บนเพดานรัง แล้วปล่อยให้ตัวผู้อยู่ดูแลต่ออีกตั้งนานกว่าจะฟักเป็นลูกอ๊อด เพราะฉะนั้นอย่าดูถูกหนังย้วยย้อยที่ช่วยเพิ่มพื้นที่รับออกซิเจนใต้น้ำเป็นอันขาด

การป้องกันตัวสุดประหลาดของกบนานาชนิด ไปจนถึงคางคกกับการใช้หนวดหนาม
การป้องกันตัวสุดประหลาดของกบนานาชนิด ไปจนถึงคางคกกับการใช้หนวดหนาม

เฉลยเรื่องขนอุยของกบวูล์ฟเวอรีนที่เกริ่นไว้ตอนแรก นักวิทยาศาสตร์สันนิษฐานว่ามันมีฟังก์ชันเดียวกับหนังย้วยย้อยนี่แหละ เพราะมีเส้นเลือดฝอยไปเลี้ยงขนเหล่านั้นมากมาย ทำให้น่าจะใช้หายใจใต้น้ำได้ แทบจะเรียกได้ว่าเป็นซี่เหงือกแบบเดียวกับเหงือกปลา ที่วิวัฒนาการใหม่ขึ้นมาจากผิวหนังอีกที

เช่นนี้แล้ว จากความรู้เรื่องกบและคางคก อะควาแมนภาคใหม่ควรจะทำให้สมจริงขึ้นโดยการให้เจสันมีหนังย้วยย้อย และวูลฟ์เวอรีนภาคใหม่ก็น่าจะเพิ่มความสามารถดำน้ำอึดและหายใจผ่านจอนให้กับใครก็ตามที่จะเข้ามาแสดงด้วย

ที่เล่ามาทั้งหมด ล้วนเป็นตัวอย่างวิวัฒนาการที่น่าทึ่งมาก พวกกบ คางคก ซาลาแมนเดอร์ทั้งหลายต้องเอาตัวรอดและต่อสู้หาคู่ผสมพันธุ์ได้สำเร็จมากี่สิบกี่ร้อยล้านปีกันหนอ จึงจะได้ความสามารถเหล่านี้มาครอบครอง แต่ที่น่าสลดมาก ๆ ก็คือกลไกการป้องกันตัวอันแสนสุดอัศจรรย์บรรเจิดทั้งหมดนั้น ไม่มีทางเอาชนะผู้ล่าสองขาหน้าใหม่ที่เพิ่งโผล่มาเมื่อไม่กี่แสนปีก่อนได้เลย

ชาวคาเมรูนที่อาศัยร่วมถิ่นกับกบวูล์ฟเวอรีนรู้ฤทธิ์ของมันดี และจะไม่เข้าไปจับกบมือเปล่าให้เสียเลือด แต่จะใช้ไม้แหลมเสียบมันจากระยะปลอดภัยแล้วค่อยเอาไปย่างกิน กรณีนี้การมีกรงเล็บกระดูกช่วยอะไรไม่ได้

แต่จริง ๆ แล้วการโดนคนจับกินก็ยังไม่เท่าไหร่ คางคกหนวดหนามเอ๋อเหมย์และอีกหลายชนิดใกล้จะสูญพันธุ์ไม่ใช่เพราะโดนจับ แต่เพราะถิ่นที่อยู่มันถูกทำลาย กลายเป็นความเจริญหมด ป่าหดลำธารหาย มลพิษที่ลงน้ำแล้วซึมเข้าผิวหนังบอบบางก็เป็นต้นเหตุสำคัญในการตายจากไปอย่างเงียบ ๆ ของเผ่าพันธุ์สะเทินน้ำสะเทินบกทั่วโลก พวกมันจะต้องวิวัฒนาการอีกเท่าไหร่ ยังไงถึงจะเอาชนะภัยเหล่านี้ได้

สมัยหนุ่มผมเคยดูสารคดี Cosmos ของคุณ Carl Sagan ซึ่งมีฉากพาไปดูเรือจับปูของญี่ปุ่น พอจับได้ ‘ปูซามูไร’ คือลายบนกระดองมันบังเอิญคล้ายหน้ากากซามูไรใส่เกราะ ชาวประมงก็จะไม่ฆ่า แต่ปล่อยคืนทะเล เพราะเชื่อว่าเป็นปูศักดิ์สิทธิ์ที่มีดวงวิญญาณบรรพบุรุษ ใครกินไปอาจจะประสบเคราะห์ได้ ซึ่งผลก็คือชาวประมงได้คัดเลือกแบบนี้ไปเรื่อย ๆ โดยไม่ได้ตั้งใจ และก่อให้เกิดวิวัฒนาการปูรุ่นถัด ๆ ไปที่มีกระดองเหมือนหน้าซามูไรมากขึ้นเรื่อย ๆ สักวันไม่แน่มันอาจจะกลายเป็นเผ่าพันธุ์ปูที่ไม่มีใครกล้าจับเลยก็ได้ ความศักดิ์สิทธิ์เหมือนจะเป็นกลไกการป้องกันตัวแบบหนึ่ง

ในแง่นี้สัตว์ที่อยู่เมืองไทยก็อาจจะมีหวัง เพราะระหว่างเสิร์ชหาข้อมูลเกี่ยวกับอึ่งอ่าง ลิงก์แรกที่ผมเจอก็คือ ชาวบ้านพบอึ่งอ่างเผือกในคืนวันพระ ฮือฮา แห่กันไปขอหวย

การป้องกันตัวสุดประหลาดของกบนานาชนิด ไปจนถึงคางคกกับการใช้หนวดหนาม
การป้องกันตัวสุดประหลาดของกบนานาชนิด ไปจนถึงคางคกกับการใช้หนวดหนาม

ข้อมูลอ้างอิง 

เรื่องกบวูล์ฟเวอรีน (Trichobatrachus robustus) www.newscientist.com

เรื่องซาลาแมนเดอร์อาวุธซี่โครง (Pleurodeles waltl) www.nature.com

เรื่องท่าโยคะกบและการพองตัว จากงานวิจัย Behavioral Defense of Anurans : An Overview https://doi.org/10.1080/03949370.2010.534321

เรื่องคางคกหนวดหนาม (Leptobrachium boringii) www.wired.com/2014/02/absurd-creature-week-toad-grows-spiky-mustache-stabs-rivals-ladies และ www.beautyofscience.com/emei-moustache-toad

Writer

แทนไท ประเสริฐกุล

นักสื่อสารวิทยาศาสตร์สาขาชีววิทยา ผู้เคยผ่านทั้งช่วงอ้วนและช่วงผอมของชีวิต ชอบเรียนรู้เรื่องราวสนุกๆ ที่แฝงอยู่ในธรรมชาติแล้วนำมาถ่ายทอดต่อ ไม่ว่าจะผ่านงานเขียน งานแปล และงานคุยในรายการพอดแคสต์ที่ชื่อว่า WiTcast

เมฆนม

งานเขียนเบาๆ ว่าด้วยความเชื่อมโยงระหว่างชีวิตกับสรรพสิ่ง โดยแทนไท ประเสริฐกุล

นักเรียนคนหนึ่ง : “ครู ๆ ไก่กับไข่อะไรเกิดก่อนกันอะ”

ข้อย : “อืม จะเอาคำตอบแบบจริงจังหรือตอบเล่น ๆ ล่ะ”

นักเรียนอีกคนหนึ่ง : “ครู ๆ แล้วคนเรามาจากไหน มาจากลิงจริงหรือเปล่า”

ข้อย : “โอเค ๆ พวกเธอใจเย็นก่อน”

ภารกิจแรกของผมในการเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย คือ การตอบคำถามเด็กนักเรียนมัธยมต้น

เดือนที่แล้ว ทางคณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล จัดค่ายยุวชนฯ พาเด็ก ม.1 – 3 ไปเรียนรู้เกี่ยวกับธรรมชาติที่กาญจนบุรี ประเทศไทย ทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งผมได้รับมอบหมายให้เป็นหนึ่งในอาจารย์ที่ตามไปดูแลเด็กด้วย

เช้าวันเดินทาง พวกรุ่นพี่นักศึกษานำน้องเกือบ 50 คน เต้นตะลุ่งตุ้งแช่เพื่อละลายพฤติกรรมกันก่อน ผมเองได้แต่นั่งด้อม ๆ มอง ๆ จ๋อย ๆ อยู่หลังห้อง ครั้นจะไปร่วมเต้นด้วยก็ขวยเขินเกินวัยไปนิดหนึ่ง แถมเป็นอาจารย์ใหม่ ยังไม่รู้จักใคร เลยรู้สึกโดดเดี่ยวอย่างกับเด็กอนุบาลมาโรงเรียนวันแรกแล้วไม่มีเพื่อน

ในที่สุด ผมก็รวบรวมความกล้าและหาจังหวะเข้าไปแทรกกลางวงเด็ก ๆ เพื่อแนะนำตัว พอเด็กรู้ว่าเป็นอาจารย์สอนชีวะเท่านั้นแหละ คำถามมาเพียบเลย “ครู ๆ ทำไมปีกผีเสื้อถึงมีสี” “ครู ๆ โลกจะแตกจริงหรือเปล่า” เรื่อยมาจนถึงไก่กับไข่ อะไรจะเกิดก่อนกันนะ อิจิบัง เอ้กโรล อิจิบัง เอ้กโรล (ท่อนหลังนี่เด็กไม่ได้ร้อง แต่ลุง ๆ ป้า ๆ รุ่นเดียวกับผมน่าจะจำได้ บางทีก็อยากลบเมมโมรี่พวกนี้ทิ้ง เพื่อเพิ่มพื้นที่ในสมองเหมือนกันนะ เฮ่อ กินอะไร กินอะไร กินอะไรไปกินเอ็มเค)

ไขปริศนาไก่กับไข่อะไรเกิดก่อน จนถึงมนุษย์คนแรกในโลกมีจริงไหม
ภาพ : onlinelibrary.wiley.com

อย่างไรก็ตาม พอเด็กรุมถามปุ๊บ ผมสัมผัสได้ถึงความที่เด็กไม่ได้กะจะกวนตีนหรือบูลลี่ผม แต่ถามเพราะสงสัยอยากรู้จริง ๆ เท่านั้นแหละ สปิริตความเป็นครูของผมตื่นเลย

ไก่กับไข่อะไรเกิดก่อนกันใช่มั้ย

เอาล่ะ ก่อนอื่นพวกเธอต้องเข้าใจก่อนว่า ไก่เนี่ย เป็นไดโนเสาร์ชนิดหนึ่ง แค่นี้เด็กก็อึ้งแล้ว 

“หา ครูว่าไงนะ”

ไขปริศนาไก่กับไข่อะไรเกิดก่อน จนถึงมนุษย์คนแรกในโลกมีจริงไหม
ภาพ : www.rawpixel.com

“เอ้า ก็ไก่มันเป็นลูกหลานสายตรงที่วิวัฒนาการมาจากไดโนเสาร์ จริง ๆ ก็ไม่ใช่แค่ไก่หรอก แต่นกทุกชนิด บรรพบุรุษล้วนเป็นไดโนเสาร์ทั้งนั้น เพราะฉะนั้น ไดโนเสาร์มาก่อนไก่ถูกมั้ย ทีนี้ถามว่าไดโนเสาร์ออกลูกเป็นอะไร ไข่ใช่มั้ยล่ะ (อย่างน้อย ๆ ก็ตามที่ดูในหนัง Jurassic Park) ดังนั้น ไข่ย่อมมีมาตั้งแต่ก่อนมีไก่แล้ว”

ไขปริศนาไก่กับไข่อะไรเกิดก่อน จนถึงมนุษย์คนแรกในโลกมีจริงไหม
ฟอสซิลตัวอ่อนไดโนเสาร์ในไข่
ภาพ : edition.cnn.com

เอาให้ชัดยิ่งขึ้นไปอีก สัตว์ที่ออกลูกเป็นไข่มีมาตั้งแต่ยุคที่โลกนี้ยังมีแต่ปลา แม้แต่สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก หรือสัตว์เลื้อยคลานเลือดเย็นที่มาก่อนไดโนเสาร์ อย่างต้นตระกูลคุณเข้ คุณเต่า ก็ออกลูกเป็นไข่เหมือนกัน แม้แต่หอยโบราณหรือสัตว์มีเปลือกโบราณระดับ 500 ล้านปีก่อนอย่างพวกไทรโลไบต์ เราก็เจอฟอสซิลว่าออกลูกเป็นไข่ พวกนี้มาก่อนไก่แน่นอน เพราะฉะนั้น คำตอบที่ถูกต้องตามหลักชีววิทยาของคำถามว่า ไก่กับไข่อะไรเกิดก่อนกัน ก็ต้องไม่แคล้วเป็นไข่อย่างแน่นอน! ปิ๊งป่อง ปิ๊งป่อง ถูกต้องนะคร้าบบบบ!

โอเค เคลียร์ไปหนึ่งคำถาม

ต่อไปเรื่องคนมาจากไหนใช่มั้ย อ้าว ยังไม่ทันได้ตอบ ปรากฏว่าหมดเวลาพักเที่ยงพอดี ทุกคนเลยแยกย้ายกันไปขึ้นรถก่อน โดยมีเด็กคนหนึ่งทิ้งประโยคซึ้งใจไว้ให้ผมว่า “ดีจังครู เดี๋ยวหนูมาถามอีก ปกติหนูสงสัยเรื่องพวกนี้แล้วไม่มีใครให้หนูถามเลย”

เช้าวันรุ่งขึ้น

มีกิจกรรมแหกขี้ตาตื่นมาดูนก

ผมเองเป็นสายชอบก้มหน้าชมธรรมชาติมากกว่าเงยหน้า ก็เลยจะได้เห็นพวกมด แมง แมลง กิ้งกืออะไรต่าง ๆ มากกว่าได้เห็นนก เด็กคนหนึ่งเห็นผมกำลังนั่งยองถ่ายรูปแมลงตัวสีแดง ๆ ก็เลยเข้ามาถาม

“นี่ตัวอะไรอะครับครู”

“น่าจะเป็นมวนชนิดหนึ่งนะ ปากมันจะแหลม ๆ เหมือนเข็มฉีดยา ปกติไว้เจาะดูดน้ำเลี้ยงต้นไม้ แต่นี่เห็นมั้ย ตัวนี้กำลังไล่จิ้มดูดซากแมลงเม่าอยู่”

“แล้วมันมีประโยชน์อะไรครับอาจารย์”

ผมนิ่งอึ้งไปแป๊บหนึ่ง คำถามแนวนี้มาแล้วเหรอ คือส่วนตัวผมจะค่อนข้างมีอคติกับการที่คนไทยชอบพูดว่า สัตว์พืชต่าง ๆ มีคุณค่าก็เพราะมันมีประโยชน์ เสือมีหน้าที่ควบคุมประชากรวัว วัวมีหน้าที่คุมประชากรหญ้า อะไรทำนองนั้น

“มันไม่จำเป็นต้องมีประโยชน์อะไรก็ได้” ผมตอบเด็กคนนั้นไป “แค่มันมีชีวิตอยู่รอดมาบนโลกนี้มาได้ แค่นี้ก็น่าทึ่งพอแล้ว”

จริง ๆ มันอยู่บนโลกมานานกว่าเราอีกนะ ผมคิดในใจระหว่างยิ้มหล่อให้เด็กคนนั้น ทันใดนั้นเอง เด็กอีกคนที่ถามเรื่องกำเนิดมนุษย์เมื่อวานก็เดินผ่านมาพอดี (คนนี้จำชื่อได้เลย ชื่อ น้องหยก)

“ครู ๆ ตกลงคนมาจากไหนกันแน่ ทำไมครูที่โรงเรียนหนูบอกว่ามาจากปลา ไม่ใช่มาจากลิง”

เอาล่ะ คราวนี้ได้โอกาสตอบจริงจังแล้ว

ผมสูดหายใจเข้าลึก ๆ แล้วเริ่มกล่าว “คนมาจากไหนใช่มั้ย ก็ต้องถามก่อนว่าย้อนกลับไปกี่ปี

“เพราะถ้าย้อนไปแค่ 2 แสนปี คำตอบก็คือ ‘คนมาจากคน’ นี่แหละ แต่เป็นชาวแอฟริกัน ทุกวันนี้ทั้งชาวไทย จีน แขก ฝรั่ง ไม่ว่าจะทวีปไหน ล้วนมีต้นตระกูลเป็น ‘โฮโม เซเปียนส์’ ที่เริ่มออกเดินทางจากแอฟริกา แล้วค่อย ๆ อพยพถิ่นฐาน กระจายเผ่าพันธุ์มาเรื่อย ๆ จนตอนนี้กลายเป็นชาวต่าง ๆ อยู่ทั่วทุกมุมโลก เพราะฉะนั้น ไม่ว่าทุกวันนี้คุณจะมีนมสีอะไร บรรพบุรุษของเราล้วนมีนมดำเหมือนกันหมด (ท่อนหลังนี้ผมแค่คิดในใจ แต่ไม่ได้สอนเด็ก)

“ทีนี้ ถ้าถามย้อนไปไกลกว่านั้นอีก สักประมาณเกือบ 10 ล้านปีก่อน นั่นจะเป็นช่วงที่สายบรรพบุรุษของเราแยกจากสายบรรพบุรุษของชิมแปนซีปัจจุบันพอดี ซึ่งบรรพบุรุษที่ว่านั้นอาจจะไม่ใช่ลิงเสียทีเดียว แต่เรียกว่าเป็น เอปส์ (Apes) สักสายพันธุ์หนึ่งที่ทุกวันนี้ไม่มีอยู่แล้ว ซึ่งเอปส์กับลิงมีข้อแตกต่างของมันอยู่ เพราะฉะนั้น ถ้าย้อนกลับไปช่วงนั้น ก็ต้องบอกว่าคนมาจากเอปส์ไม่ใช่ลิง

“อ้าว แล้วตกลงเราพูดไม่ได้เหรอว่าคนมาจากลิง คนก็มาจากลิงจริง ๆ ไม่ได้ผิด แต่เราแค่ต้องย้อนกลับไปไกลอีกสักประมาณ 30 – 40 ล้านปี บรรพบุรุษของเราถึงจะเรียกว่าเป็นลิงได้เต็มปาก ซึ่งลิงที่ว่านี้ก็ไม่ใช่แค่เป็นบรรพบุรุษของเราด้วย แต่เป็นบรรพบุรุษร่วมของทั้งชิมแปนซี อุรังอุตัง กอริลล่า ชะนี บาบูน ลิงกัง ลิงแสม และลิงอื่น ๆ ทั้งหลายแหล่ ซึ่งเวลาไปเช็งเม้งที ก็ต้องไปพร้อมกันหมด

“ย้อนกลับไปไกลกว่านั้นอีก และขอข้ามยุคไดโนเสาร์ไปเลย คือกลับไปจนถึงยุคที่โลกนี้ยังมีแต่ปลา ยังไม่มีตัวอะไรที่ขึ้นมาเดินบนบกเลย นอกจากพวกสัตว์ไม่มีกระดูก นั่นก็คือเมื่อประมาณ 400 – 500 ล้านปีก่อน ซึ่งเป็นยุคที่เราพูดได้เต็มปากเลยว่า ‘คนมาจากปลา’ แต่เราก็พูดได้เต็มปากด้วยว่า หมาก็มาจากปลาเหมือนกัน ไดโนเสาร์เต่าล้านปีก็มาจากปลาเหมือนกัน เสือ สิงห์ กระทิง แรด ช้าง ม้า วัว ควาย ทุกวันนี้ก็มาจากปลา หมู (เห็ดไม่เกี่ยว) เป็ด ไก่ ก็มาจากปลา พอย้อนกลับไปไกลขนาดนั้น ทุกอย่างก็มาจากปลาหมด ปลาเป็นโคตรบรรพบุรุษของสัตว์บกที่มีกระดูกทุกชนิด และงานเช็งเม้งของญาติแก๊งนี้ก็คงยิ่งใหญ่อลังการและวุ่นวายมาก

“แน่นอน เรายังย้อนกลับไปได้อีกเรื่อย ๆ ซึ่งพอถึงหลักพันล้านปี สิ่งมีชีวิตทุกอย่างก็จะมาจากแบคทีเรียหมด คราวนี้รวมพืชและเห็ดไปด้วย ซึ่งรอบนี้ผมว่าไม่ต้องจัดงานเช็งเม้งแล้ว อย่างไรก็ตาม จะเห็นว่าเราพูดได้เต็มปากเหมือนกันว่า ‘คนมาจากแบคทีเรีย’ โดยไม่ได้ผิดอะไร

“เพราะฉะนั้น คำถามที่ว่า ‘คนมาจากไหน’ และตกลงคนมาจากลิงหรือจากปลากันแน่ จึงตอบได้ว่า ‘ถูกทั้งหมด’ แต่แค่ต้องระบุก่อนถามว่าย้อนกลับไปกี่ปี”

ตอนที่ผมตอบน้องหยกจริง ๆ ผมอธิบายสั้นกว่าที่เขียนในบทความนี้นิดหนึ่ง เพราะไม่อยากทำให้เด็กธาตุไฟแตก แต่เมื่อเห็นน้องทำหน้าเหมือนปริศนากระจ่างแล้ว ผมก็อุ่นใจ นี่สินะ รางวัลตอบแทนของคนเป็นครู

หลังจากจบค่าย ผมยังกลับมานั่งคิดต่อเองว่า ที่จริงแล้วไอ้ ‘ไก่กับไข่อะไรเกิดก่อนกัน’ เนี่ย มันยังมีคำตอบเวอร์ชันยาวที่ลึกซึ้งกว่าที่ตอบไปอยู่อีกนะ เพียงแต่มันอธิบายยากกว่าเยอะ ที่ผมตอบไป เอาจริง ๆ ก็เหมือนขี้โกงนิดหน่อย เพราะเลือกตีความให้ตอบได้ชัด ๆ โดยอาศัยประโยชน์จากความกำกวมของคำว่า ‘ไข่’ 

แต่ด้วยสปิริตที่แท้จริงของคำถามนี้ มันควรจะต้องถามว่า ‘ไก่’ กับ ‘ไข่ไก่’ อะไรเกิดก่อนกัน มากกว่า

คราวนี้ล่ะ ยากแล้ว

อะไรคือเส้นแบ่งที่ว่า ‘ไอ้ตัวนี้ออกลูกมาเป็นไข่ซึ่งโตมาจะถือว่าเป็นลูกไก่ แต่ขณะเดียวกันพ่อแม่มันยังไม่ใช่ไก่นะ เป็นแค่บรรพบุรุษไก่’ เส้นแบ่งที่ว่านี้มีอยู่จริงหรือ

ประเด็นนี้จะเห็นภาพได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ถ้าเราย้ายจากไก่มาดูสายวิวัฒนาการของมนุษย์

คุณริชาร์ด ดอว์กินส์ ฮีโร่ด้านวิชาการที่สอนให้ผมรู้จักเรื่องวิวัฒนาการ เขาบอกว่าให้ลองนึกภาพตามนี้

สมมติว่าให้คุณยืนจับมือพ่อหรือแม่ (เลือกเอาสักคน) แล้วก็ให้ท่านยื่นมืออีกข้างไปจับกับรุ่นก่อนหน้า ซึ่งก็อาจเป็นหนึ่งในปู่ ย่า ตา ยายสักคน แล้วก็ให้ท่านยื่นมืออีกข้างไปจับกับรุ่นพ่อแม่ของท่านอีก ต่อเป็นแถวไปเรื่อย ๆ โดยสมมติว่าบรรพบุรุษทุก ๆ รุ่น ไม่ว่าจะทวดของทวดของทวด คืนชีพกลับมาเข้าแถวนี้ได้ในสภาพสมบูรณ์ดูดีและอยู่ในวัยผู้ใหญ่ปกติ ถ้านึกภาพตามนี้ เราจะเห็นกำแพงมนุษย์ที่เกิดจากคนจับมือต่อกันเป็นแถวยาวเหยียดคล้ายกำแพงเมืองจีน

ภาพ : Loo Cipher

ทีนี้สมมติว่า เราตั้งแถวแบบนี้ ย้อนกลับไปจนถึงบรรพบุรุษมนุษย์ยุคที่หน้าตาเหมือนวานร และเป็นบรรพบุรุษร่วมระหว่างคนกับชิมแปนซี ถามว่าหางแถวจะยาวไปจบที่ตรงไหน

ก่อนเฉลย เราอาจคิดว่ามันต้องเป็นแถวที่ยาวอีปิกแบบพันรอบโลกได้หลายรอบแน่ ๆ แต่ความน่าประหลาดใจอันดับแรกที่คุณดอว์กินส์ให้เราสังเกต คือ พอลองคำนวณดูจริง ๆ แล้วแถวนั้นไม่ยาวเลยแฮะ อยู่แค่ประมาณ 500 กิโลเมตร ซึ่งเป็นระยะทางจากกรุงเทพฯ ไปชุมพร หรือถ้าขึ้นเหนือก็ไปถึงแค่อุตรดิตถ์เท่านั้นเอง

อย่างไรก็ตาม นั่นไม่ใช่ประเด็นหลักที่เราสนใจ ประเด็นหลักของเราตอนนี้คือ เราได้แถวที่ช่วงหัวแถวมีสมาชิกเป็นคนชัด ๆ ส่วนช่วงหางแถวก็มีสมาชิกหน้าตาเป็นวานรชัด ๆ แต่ทีนี้คำถามคือ แล้วสปีชีส์ของมนุษย์เริ่มต้นตรงไหนของแถว ไม่มีจุดไหนเลยที่เราเอาปากกาไปวงได้ว่า หลังจากนี้เป็นต้นไปถือว่าเป็นมนุษย์แล้วนะ ส่วนก่อนหน้านี้ไม่ใช่มนุษย์ และถ้าเราฝืนทำแบบนั้น เราก็จะได้แค่เส้นแบ่งที่สร้างขึ้นมาเองแบบสุ่ม ๆ ไอ้คนที่โดนขีดเส้นทับพอดีก็จะบ่นว่า “อิหยังวะ ตกลงกูเป็นคน แล้วพ่อแม่กูเป็นวานรเนี่ยนะ”

ในความเป็นจริง ไม่ว่าคุณจะยืนอยู่ตรงไหนของแถว พอคุณหันไปมองหน้าบุพการีที่จับมือ (สมมติว่าข้างซ้าย) ท่านจะมีรูปลักษณ์เป็นสปีชีส์เดียวกับคุณแน่นอน และพอหันไปดูลูกที่จับมือขวาของคุณอยู่ ลูกก็จะเป็นสปีชีส์เดียวกับคุณอีกเช่นกัน ไม่มีจุดไหนในแถวที่พ่อ แม่ และลูกต่างกันจนเป็นสัตว์คนละชนิด แต่ถ้าเราขอตัวออกมาเดินดู ไล่จากหัวแถวไปหางแถว เราถึงจะเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ค่อย ๆ เกิดขึ้น

ภาพ : heaveninawildflower.tumblr.com

ไก่กับไข่ก็เช่นกัน

ไม่มีไข่ไก่ฟองไหน เกิดมาจากพ่อแม่ที่ไม่ใช่ไก่

และก็ไม่มีแม่ไก่ตัวไหน ออกไข่มาแล้วไม่ใช่ไข่ไก่

ถ้าถามว่าไก่ตัวแรกของโลกมาจากไหน ก็มาจากไข่ ไข่มันมาจากไหน ก็มาจากแม่ไก่ อ้าว งั้นมันก็ไม่ใช่ไก่ตัวแรก โอเค งั้นแม่มันเป็นไก่ตัวแรก แล้วแม่มันมาจากไหน ก็มาจากไข่อีก สุดท้ายต้องตัดจบดื้อ ๆ ว่า งั้นไข่ฟองนั้นแหละถือเป็น ‘ไข่ไก่ฟองแรกของโลก’ ตอบ ‘ไข่เกิดก่อน’ ส่วนแม่ของมันไม่นับเป็นไก่ อ้าว ไรวะ ตัดสินแบบนั้นไม่ได้สิ

และเมื่อพยายามจะเค้นคำตอบให้เป็น ‘ไก่เกิดก่อนไข่’ บ้าง เราก็จะเจอปัญหาความไม่สมเหตุสมผลแบบเดียวกัน เอาเป็นว่าท่านผู้อ่านน่าจะพอเห็นภาพแล้วล่ะ เพราะถ้าเขียนต่อจากนี้อีก คนเขียนจะเริ่มปวดหัวเอง

สรุปได้ว่า คอนเซ็ปต์มนุษย์คนแรก ไก่ตัวแรก เป็นสิ่งที่ไม่มีอยู่จริงในธรรมชาติ

ชีวิตเพียงแค่ผันแปรไปเรื่อย ๆ อย่างต่อเนื่อง ไร้ที่สิ้นสุด

เส้นแบ่งที่มนุษย์สร้างเป็นเพียงเส้นสมมติ ดั่งจุดเริ่มต้นของแม่น้ำที่สายน้ำเองไม่เคยรู้จัก

คำตอบที่แท้จริงของคำถามไก่กับไข่อะไรเกิดก่อนกันก็คือ ‘ไร้คำตอบ’

คนที่คิดปัญหาโลกแตกเรื่องนี้ขึ้นมาเป็นคนแรก น่าจะเป็นคุณอริสโตตุ้ย ญาติของ อริสโตเติล ผมไม่รู้เลยว่าเขาตั้งใจให้คนเอามันมาขบคิดจริงจังขนาดไหน หรือจะรู้ไหมว่ามันโยงไปสอนเรื่องชีววิทยาและวิวัฒนาการได้ด้วย

แต่จะอย่างไรก็ตาม ผมก็ต้องขอขอบคุณ คุณอริสโตตุ้ย และขอขอบคุณน้อง ๆ ที่เอาคำถามเหล่านี้มาถามให้ผมได้ขบคิดต่อ หวังว่าเมื่อพวกเจ้าโตขึ้น และได้ไปร่วมต่อแถวจับมือในการเดินทางอันยาวนานของชีวิตจากอดีตสู่อนาคต เจ้าจะไม่ละทิ้งความช่างสงสัยเหล่านี้ไป เพราะมันคือสิ่งที่พิเศษมากของความเป็นมนุษย์

Writer

แทนไท ประเสริฐกุล

นักสื่อสารวิทยาศาสตร์สาขาชีววิทยา ผู้เคยผ่านทั้งช่วงอ้วนและช่วงผอมของชีวิต ชอบเรียนรู้เรื่องราวสนุกๆ ที่แฝงอยู่ในธรรมชาติแล้วนำมาถ่ายทอดต่อ ไม่ว่าจะผ่านงานเขียน งานแปล และงานคุยในรายการพอดแคสต์ที่ชื่อว่า WiTcast

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load