14 กุมภาพันธ์ 2563
3 K

The Cloud x ไทยประกันชีวิต

แรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต จากพลังเล็กๆ สู่การสร้างคุณค่าที่ยิ่งใหญ่ให้โลกใบนี้

คุณวิวัฒน์ ตามี่ คือผู้อำนวยการมูลนิธิพัฒนาชนกลุ่มน้อยและชาติพันธุ์

คุณวิวัฒน์ทำงานเพื่อเรียกร้องสิทธิและความเท่าเทียมด้านสัญชาติให้กับกลุ่มชาติพันธุ์มาตั้งแต่ พ.ศ. 2541 ทั้งการให้ความช่วยเหลือในประเด็นสุขภาวะ การเรียกร้องสิทธิขั้นพื้นฐานที่กลุ่มคนเหล่านั้นควรจะได้ หรือการถูกเอารัดเอาเปรียบจากเจ้าหน้าที่ในพื้นที่นั้น

แน่นอน ทุกอย่างที่คุณวิวัฒน์ทำย่อมเจอกับความเสี่ยง แต่ความเสี่ยงทั้งหลายก็ไม่สามารถหยุดความมุ่งมั่นของชายผู้นี้

วิวัฒน์ ตามี่ คนชนเผ่าที่ทำโครงการล่ามชุมชนเพื่อช่วยให้คนชนเผ่าในเชียงรายเข้าถึงบริการด้านสุขภาพ

นับแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน คุณวิวัฒน์สร้างความเปลี่ยนแปลงแก่กลุ่มชนเผ่าและกลุ่มคนชายขอบมากมาย ทั้งความเปลี่ยนแปลงในคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สิทธิที่ได้กลับคืนมาในหลายมิติจนมาถึงโครงการล่าสุดอย่างล่ามชุมชน ซึ่งเป็นโครงการฝึกอบรมล่ามเพื่อให้บริการกับชาวเผ่าและคนชายขอบตามโรงพยาบาลต่างๆ ในจังหวัดเชียงราย โครงการนี้ดำเนินการมากว่า 8 ปี และมีการดำเนินงานอบรมกว่า 3 รุ่นแล้ว

ล่ามชุมชนเป็นโครงการที่เป็นโมเดลต้นแบบที่หลายหน่วยงานนำไปต่อยอด เพื่อพัฒนาการบริการให้ชนกลุ่มน้อยและกลุ่มคนชายขอบ ให้ได้รับบริการที่เท่าเทียมกับบุคคลผู้ถือสัญชาติไทย และเราทราบกันอยู่แล้วว่าปัญหาสุขภาวะของคนชายขอบเป็นเรื่องใหญ่ที่ควรจะต้องได้รับการแก้ไขโดยเร็ว เพราะมันสะท้อนการจัดสรรสวัสดิการเพื่อคุณภาพชีวิตของประชากรในประเทศ นี่คือสิ่งสำคัญที่คุณวิวัฒน์พยายามเคลื่อนไหวเพื่อเปลี่ยนแปลงความเป็นอยู่ของกลุ่มคนพวกนั้น

เพราะพื้นฐานชีวิตที่สมบูรณ์ดีพร้อม ต้องเริ่มจากการได้รับบริการทางสุขภาพที่ดีเสียก่อน

วิวัฒน์ ตามี่ คนชนเผ่าที่ทำโครงการล่ามชุมชนเพื่อช่วยให้คนชนเผ่าในเชียงรายเข้าถึงบริการด้านสุขภาพ

01

เปลี่ยนสิ่งที่ต้องเผชิญ

คุณวิวัฒน์คือคนชนเผ่าที่ทำงานร่วมกับกลุ่มคนชนเผ่าในหลายประเด็น ดังนั้น เขาจึงเห็นสภาวการณ์ต่างๆ ที่ชนกลุ่มน้อยถูกกดขี่และถูกเอารัดเอาเปรียบมาโดยตลอด

“ผมเห็นกลุ่มพี่น้องชาติพันธุ์หรือชนเผ่าพื้นเมืองถูกละเมิดสิทธิอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกรณีป่าไม้ ถูกอพยพเพราะโดนขับไล่ ถูกจับกุม ถูกยัดยาบ้า ถูกฆ่าตัดตอน ผมอยู่ในสถานการณ์แบบนั้นมาตลอด พอมาเรียนหนังสือ เราก็ตั้งใจว่าจะทำงานในเรื่องนี้เท่านั้น ไม่เคยทำอาชีพอื่นเลยนะ แล้วก็ได้เข้ามาทำงานเต็มตัวเมื่อตอน พ.ศ. 2541 ถึง 2542” คุณวิวัฒน์เกริ่นที่มาในการทำงานเพื่อเคลื่อนไหวสิทธิของกลุ่มคนชาติพันธุ์และชายขอบ

“แล้วคุณไม่กลัวเหรอ เพราะงานที่คุณทำมันเสี่ยงต่อชีวิตมากเลยนะ” ฉันสงสัย

“กลัว” คุณวิวัฒน์ตอบก่อนเราทั้งสองจะหัวเราะลั่นออกมา

“ตอนนั้นชาวบ้านพึ่งพาใครไม่ได้เลย แม้กระทั่งในแง่กฎหมาย พึ่งพาใครได้ยาก ผมก็เลยบอกว่า เราต้องรวมตัวพึ่งพาตัวเอง ซึ่งถ้าวันหนึ่งเรามุ่งมั่นตั้งใจทำ คนอื่นเขาจะมาช่วยเราเอง และนั่นคือที่มา แล้วเป็นเรื่องจริงด้วย ผมก็ทำทุกเรื่องตั้งแต่สมัยที่นโยบายปราบปรามยาเสพติดฆ่าตัดตอน ผมก็ทำ คนอื่นเขาไม่ทำเขากลัว แต่ไม่ใช่เราไม่กลัวตาย เราก็กลัวเหมือนกัน แต่ถ้าเราไม่ลุกขึ้นมาสู้มันก็ไม่ได้” คุณวิวัฒน์ตอบคำถามของฉัน

อย่างที่เราเห็นกันในพื้นที่สื่อ คนกลุ่มชาติพันธุ์และชายขอบต้องเผชิญกับความไม่เท่าเทียมและการถูกกลั่นแกล้ง กดขี่ รังแกเป็นอย่างมาก สิ่งที่คุณวิวัฒน์หยิบจับเพื่อช่วยเหลือกลุ่มคนเหล่านั้นมีหลายมิติ ทั้งสิทธิขั้นพื้นฐานในด้านสัญชาติในแต่ละบุคคลทั้งกรณีป่าไม้ ที่ดิน หรือการไม่ได้รับความเป็นธรรมในสิทธิขั้นพื้นฐาน

การที่คุณวิวัฒน์ยืนหยัดมากว่า 20 ปีเพื่อเคลื่อนไหวในเรื่องเหล่านี้ คือความตั้งใจที่แน่วแน่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง ทำให้คุณวิวัฒน์สวมตัวเองอยู่ในหลายบทบาททั้งประเด็นทางสังคม สิทธิ เสรีภาพ และสุขภาพ ซึ่งเป็นประเด็นที่กลุ่มคนชาติพันธุ์ได้รับสิทธิน้อยมาก เมื่อเทียบกับคนไทยด้วยกันเอง

วิวัฒน์ ตามี่ คนชนเผ่าที่ทำโครงการล่ามชุมชนเพื่อช่วยให้คนชนเผ่าในเชียงรายเข้าถึงบริการด้านสุขภาพ

02

สุขภาพคือสิทธิขั้นพื้นฐาน

อย่างที่บอกไปข้างต้น สุขภาพที่ดีย่อมนำมาสู่ปัจจัยการได้รับคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น แต่กับกลุ่มชาติพันธุ์ กลับไม่ได้รับสวัสดิการในการรักษาใดๆ ทั้งสิ้น

ย้อนกลับไปตั้งแต่พ.ศ. 2545 ที่ประเทศไทยได้รู้จักกับหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าหรือโครงการ 30 บาท รักษาทุกโรค ซึ่งมีเพียงบุคคลที่ถือสัญชาติไทยเท่านั้นที่ได้รับสิทธิในการรักษานี้ หากแต่ประชากรอีกหลายแสนคนที่พำนักในประเทศไทยแต่ไม่มีสัญชาติไทย กลับไม่ได้รับสิทธินี้

“ใน พ.ร.บ. หลักประกันสุขภาพระบุเอาไว้ว่า คนที่จะได้สิทธิรักษาต้องเป็นคนที่ถือสัญชาติไทยเท่านั้น คนไม่มีสัญชาติไม่มีสิทธิ ซึ่งมันไม่ยุติธรรม ซึ่งเรื่องนี้มันยืดเยื้อกันมาเกือบสิบปีที่คนไร้สัญชาติกว่าแสนคนไม่มีสิทธิอะไรเลย และมันส่งผลกระทบทำให้โรคระบาดสิบโรคที่หายไปจากประเทศไทยอาจกลับมาระบาดได้อีกครั้ง รวมทั้งหนี้สินที่โรงพยาบาลต่างๆ ต้องแบกรับเอาไว้” คุณวิวัฒน์อธิบาย

เพื่อให้บุคคลไร้สัญชาติได้สิทธิเท่าเทียมกับคนสัญชาติไทยทุกประการ จึงเป็นที่มาของการจัดตั้งกองทุนคืนสิทธิขั้นพื้นฐานด้านสาธารณสุขให้กับคนไร้สัญชาติ ซึ่งมีหลายกำลังที่ผลักดันให้กองทุนนี้เกิดขึ้น ทำให้กลุ่มคนชนเผ่าและคนชายขอบไร้สัญชาติกว่า 208,000 คนได้สิทธิคืนกลับมา ทั้งความพยายามของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ที่คุณวิวัฒน์มีบทบาทอยู่ในองค์กร รวมทั้งนโยบายของรัฐบาลในยุคนั้น หรือความเคลื่อนไหวจากบุคลากรทางการแพทย์ คือ กลุ่มเครือข่ายหมอชายแดนที่เล็งเห็นความสำคัญของการให้สวัสดิการที่เท่าเทียมและทั่วถึง ทำให้ความพยายามที่ยืดเยื้อกว่าทศวรรษสำเร็จลงได้

วิวัฒน์ ตามี่ คนชนเผ่าที่ทำโครงการล่ามชุมชนเพื่อช่วยให้คนชนเผ่าในเชียงรายเข้าถึงบริการด้านสุขภาพ
วิวัฒน์ ตามี่ คนชนเผ่าที่ทำโครงการล่ามชุมชนเพื่อช่วยให้คนชนเผ่าในเชียงรายเข้าถึงบริการด้านสุขภาพ

แต่ความพยายามเหล่านี้ยังไม่บรรลุทั้งหมด เนื่องจากยังมีประชากรในบัญชีคงค้างกว่า 400,000 คน รวมถึงเด็กและเยาวชนอีกกว่า 70,000 คนที่ไม่มีสัญชาติที่ยังไม่ได้รับการคืนสิทธิ ซึ่งยังมีอุปสรรคอีกหลายประการที่จะทำให้การโอนถ่ายสิทธิดังกล่าวบรรลุอย่างครบถ้วน

แต่คุณวิวัฒน์บอกฉันว่า พันธกิจโอนย้ายสิทธินี้คงสำเร็จลงได้ในเร็ววัน

03

การบริการที่ (ไม่) เท่าเทียม

เมื่อได้สิทธิขั้นพื้นฐานในการรักษาพยาบาลคืนกลับมาให้คนชนเผ่า ปัญหาเหมือนจะจบอยู่แค่นั้น ยังมีปัญหาสำคัญที่ต้องแก้ไข้เพื่อให้กลุ่มชนเผ่าและคนชายขอบได้รับบริการทางสุขภาพที่ดีที่สุด คือการทำความเข้าใจในสิทธิที่ชาวบ้านจะได้รับในการบริการสุขภาพ

“หลังจากที่นโยบายรองรับแล้ว ปรากฏว่าชาวบ้านไม่รู้ว่ามีนโยบายคืนสิทธิ ไม่รู้ว่าหลักประกันสุขภาพมีกี่แบบ กี่ชนิด ซึ่งมาจากการกระจายข้อมูลอย่างไม่ทั่วถึง ทำให้ชาวบ้านลงทะเบียนใช้สิทธิน้อยมาก” คุณวิวัฒน์ขยายความ 

และเมื่อคนชนเผ่าเข้าไปรับบริการสุขภาพที่โรงพยาบาล พวกเขากลับพบอุปสรรคใหญ่ที่ยากเกินกว่าจะให้การรักษาสำเร็จลุล่วง

นั่นคือกำแพงด้านภาษา

โดยปกติ เมื่อเข้ารับบริการในโรงพยาบาลจะมี 3 จุดบริการสำคัญที่ต้องผ่านคือ หนึ่ง จุดคัดกรองคนไข้ สอง จุดบริการหรือการพบคุณหมอเพื่อซักถามอาการและตรวจวินิจัย และสุดท้ายคือ จุดจ่ายยา การรับบริการทั้ง 3 จุดมีความสำคัญต่อการรักษาและรับบริการอย่างมาก ดังนั้นกำแพงด้านภาษาที่คนชนเผ่ามีต่อบุคคลากรทางการแพทย์จึงเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้การรักษาไม่ถูกจุด ส่งผลต่อการรักษาที่ถูกต้อง แม่นยำ และต่อเนื่อง

วิวัฒน์ ตามี่ คนชนเผ่าที่ทำโครงการล่ามชุมชนเพื่อช่วยให้คนชนเผ่าในเชียงรายเข้าถึงบริการด้านสุขภาพ

“ถ้าจุดคัดกรองคุยกับคนไข้ไม่รู้เรื่อง สื่อสารไม่เข้าใจ ทำให้ข้อมูลของคนไข้ผิด นี่เป็นปัญหาอีกอันหนึ่ง ยิ่งผ่านคัดกรองเสร็จ สื่อสารกันไม่ได้ คุณหมอก็จะเดาๆ จนไปถึงตอนจ่ายยา จุดนี้ก็มีปัญหามาก เพราะจ่ายยาไปให้คนไข้แล้วก็ไม่รู้ว่าจะกินยังไง บางทีจ่ายยาให้ผิด กินยาผิดเพราะอ่านหนังสือไม่ออกแล้วไม่มีใครคอยอธิบายให้ ผลของการกินยาผิดตามการสั่งจ่ายมันเสี่ยงต่อสุขภาพ” คุณวิวัฒน์ขยายความปัญหาให้ฉันฟัง

วิวัฒน์ ตามี่ คนชนเผ่าที่ทำโครงการล่ามชุมชนเพื่อช่วยให้คนชนเผ่าในเชียงรายเข้าถึงบริการด้านสุขภาพ

ปัญหาทั้งหมดทำให้คุณวิวัฒน์ในนามกลุ่มเครือข่ายสุขภาพชาติพันธุ์ร่วมกับสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย เพื่อเริ่มโครงการอบรมล่ามอาสา โดยเริ่มจากการพัฒนาหลักสูตรร่วมกับแพทย์ พยาบาล หน่วยงานสาธารณสุข สำนักงานประกันสังคม ซึ่งหลอมรวมกับกลุ่มนักกิจกรรมให้กลายเป็นหลักสูตรที่ต้อนรับบุคคลจิตอาสาที่มีความตั้งใจอยากร่วมงานล่ามเข้าอบรม โดยมีคุณสมบัติ คือต้องมีใจในการทำงานจิตอาสาเพราะไม่มีค่าตอบแทน มีเวลา สื่อสารได้ดีทั้งภาษาไทยและภาษาชนเผ่าของตน ซึ่งปัจจุบันโครงการล่ามชนเผ่าดำเนินการกับกลุ่มชนเผ่าทั้งหมด 4 กลุ่มใหญ่ๆ คือ ลีซู ลาหู่ กะเหรี่ยง และไทใหญ่

แต่การอบรมนั้นมีความเข้มข้นและซับซ้อนในการเรียนรู้ความรู้ทางการแพทย์ทั้งศัพท์แสงเชิงเทคนิคหรือองค์ความรู้ที่เฉพาะเจาะจงเป็นพิเศษ ซึ่งอาจทำให้ผู้สมัครต้องบอกลาโครงการไปก่อนเวลาที่เหมาะสมบ้าง แต่ยังมีสมาชิกในรุ่นที่หนึ่งยังทำงานอย่างแข็งขันอยู่ที่โรงพยาบาลปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน

04

สื่อสารได้ รักษาได้ ชีวิตดีขึ้นได้

ปัจจุบันโครงการล่ามชุมชนดำเนินกิจกรรมมาถึงการฝึกอบรมล่ามรุ่นที่ 3 ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพหรือ สสส. กระทรวงสาธารณสุข และหน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ร่วมมือโครงการ ซึ่งใช้งบกองทุนเสริมสุขภาพตำบลในการดำเนินงาน

จากการพัฒนาโครงการล่ามชุมชนตลอดหลายปีที่ผ่านมา โครงการนี้กลายเป็นโมเดลที่มีหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐ เอกชน และองค์กรต่างๆ นำไปต่อยอดและปฏิบัติเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับชาวบ้านในพื้นที่ ทั้งในจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย และแม่ฮ่องสอน รวมทั้งการขยายผลจากล่ามบริการในโรงพยาบาล เป็นล่ามในกระบวนการยุติธรรมร่วมกับศาลเยาวชนจังหวัดแม่ฮ่องสอน เพื่ออำนวยความสะดวกในกรณีการเกิดคดีพิพาทและปกป้องสิทธิทางกฎหมาย

แต่การดำเนินงานใดๆ ย่อมมีอุปสรรค และนั่นไม่ใช่ข้อยกเว้นของโครงการล่ามชุมชน

วิวัฒน์ ตามี่ คนชนเผ่าที่ทำโครงการล่ามชุมชนเพื่อช่วยให้คนชนเผ่าในเชียงรายเข้าถึงบริการด้านสุขภาพ

“เราคิดอยู่ตลอดว่าเราจะพัฒนาโครงการอย่างไร เพราะต้องยอมรับก่อนว่า อาสาสมัครล่ามชุมชนไม่ได้อยู่กับเราตลอดเวลา เพราะเขาต้องไปประกอบอาชีพอื่นด้วย ทำให้บางคนก็อาจมีเวลาว่างให้เราน้อยลง เพราะแบบนี้เราเลยคิดว่าจะพัฒนาล่ามชุมชนให้อยู่บนโทรศัพท์มือถือ ถ้ามีจิตอาสาที่เข้าร่วมอบรมกับเราได้โดยตรง เราก็มีใบประกาศนียบัตรให้ ซึ่งสมัครออนไลน์ก็ได้ ถ้าหากโรงพยาบาลต้องการตัวล่าม ก็โทรติดต่อทั้งเสียงหรือวิดีโอคอลก็ได้ ซึ่งเรามีแผนจะพัฒนาแอปพลิเคชันให้ล่ามอาสาทำงานได้ง่ายขึ้น รวมทั้งตอนนี้เรามีแผนที่จะร่วมมือกับเครือข่ายโทรศัพท์ เพราะถ้ายิ่งทำแบบนี้ เราอาจจะได้อาสาสมัครมากขึ้น” คุณวิวัฒน์เล่าถึงอุปสรรคและแนวทางการพัฒนาโครงการล่ามชุมชนในอนาคต

“แล้วโครงการล่ามชุมชนที่คุณดำเนินงานมาตลอด ทำให้คุณภาพชีวิตของคนชายขอบดีขึ้นอย่างไรบ้าง” ฉันถามคำถามสุดท้ายกับคุณวิวัฒน์

“พูดได้เต็มปากเลยว่าดีขึ้น เพราะมีช่องทางการสื่อสารที่ให้เข้าใจมากขึ้น ตัวล่ามจิตอาสาไม่ได้แค่ไปช่วยสื่อสารทางภาษาอย่างเดียว แต่ไปสื่อสารเรื่องสิทธิขั้นพื้นฐาน หลักประกันสุขภาพต่างๆ และอีกอย่างที่ดีขึ้นคือทัศนคติของเจ้าหน้าที่ผู้ให้บริการ ซึ่งดีทั้งทางตรงและทางอ้อม ยิ่งบวกกับนโยบายของรัฐในช่วงหลังๆ นี้ อีกอย่างหนึ่งที่จะเป็นผลอย่างยั่งยืนนั่นก็คือการที่ผมเข้าไปเป็นกรรมการในระดับชาติตรงนี้ เราก็เสนอปัญหากับกรรมการกองทุนให้มีนโยบาย มีมาตรการรองรับ ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับฟังข้อเสนอจากภาคประชาชน นี่เป็นสิ่งที่มีประโยชน์และประชาชนก็เข้าถึงข้อมูลข่าวสารมากขึ้น แต่ส่วนที่ยังต้องพัฒนาคือการปรับทัศนคติของผู้ได้รับสิทธิให้เข้าใจในเรื่องสุขภาพและโรคภัยไข้เจ็บมากขึ้น” คุณวิวัฒน์ตอบคำถามของฉัน

วิวัฒน์ ตามี่ คนชนเผ่าที่ทำโครงการล่ามชุมชนเพื่อช่วยให้คนชนเผ่าในเชียงรายเข้าถึงบริการด้านสุขภาพ

ภาพ : ศรายุธ ชัยรัตน์, วิวัฒน์ ตามี่

Writer

สุรพันธ์ แสงสุวรรณ์

เขียนหนังสือบนก้อนเมฆในวันหนึ่งตรงหางแถว และทำเว็บไซต์เล็กๆ ชื่อ ARTSvisual.co

Larger than Life

แรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต จากพลังเล็กๆ สู่การสร้างคุณค่าที่ยิ่งใหญ่ให้โลกใบนี้

The Cloud X ไทยปะกันชีวิต

“คนทุกคนมีความแตกต่าง และในความแตกต่างของทุกคนล้วนมีศักยภาพที่พัฒนาได้” 

คือความเชื่อที่ผลักดันให้ ครูเขียว-จิรารัตน์ ล่องจ๋า ผู้เป็นทั้งแม่เลี้ยงเดี่ยวและแม่พิมพ์ของชาติ อุทิศเวลาและความตั้งใจในการศึกษาค้นคว้าบทเรียนที่เหมาะสมกับลูกชายที่เป็นออทิสติก ต่อยอดไปสู่การเปิด ‘ศูนย์การศึกษา ห้องเรียนนอกเวลา’ (Overtime Classroom Learning Center) สำหรับลูกศิษย์ที่เป็นผู้พิการและมีความบกพร่องทางการเรียนรู้ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และผลักดันให้พวกเขาได้รับการพัฒนาศักยภาพที่ดีและมีความเท่าเทียม

ห้องเรียนนอกเวลาบ้านครูเขียว หลักสูตรพัฒนาเด็กพิเศษด้วยเศรษฐกิจพอเพียงและธรรมชาติชุมชน, ครูเขียว-จิรารัตน์ ล่องจ๋า

เป็นเวลากว่า 10 ปีแล้วที่ครูเขียวเปลี่ยนบ้านสองชั้นขนาดอบอุ่นในตำบลกำแพงเซา อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราชของตนเองให้กลายเป็นพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้เด็กทั่วไป และเด็กที่มีความต้องการพิเศษได้เข้ามาเรียนรู้ พัฒนาทักษะ แสดงออกถึงศักยภาพของตัวเองร่วมกันนอกเวลาเรียน ผ่านแผนการสอนที่เกิดจากการเรียนผิดเรียนถูกไปพร้อมกับ จิม ลูกชายออทิสติก จนพัฒนาเป็นหลักสูตรที่มีความยืดหยุ่น เอื้อต่อผู้เรียนทุกกลุ่ม และนำไปประยุกต์ใช้ได้ในชีวิตจริง 

หลักสูตรทั้ง 4 หลักสูตรที่ครูเขียวออกแบบนั้น ประกอบด้วยหลักสูตรปัญญา หลักสูตรพัฒนากล้ามเนื้อ หลักสูตรค่ายภาคฤดูร้อน (ตอน เดินเท้าเล่าเรื่องวิถีชีวิตเศรษฐกิจพอเพียง) และหลักสูตรอาชีพตามวิถีชุมชนและหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง รวมถึงกิจกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อมภายในชุมชน

หากเสาร์-อาทิตย์นี้ยังไม่มีแพลนอะไร เราขอชวนคุณผู้อ่านมาเข้าคลาสทำความเข้าใจเพื่อนร่วมห้องที่มีความหลากหลาย พร้อมทำความรู้จัก 4 หลัก-รักษ์สูตรสนุกๆ ด้วยกัน​ในห้องเรียนนอกเวลา​ที่ไร้ซึ้งข้อจำกัดของหลักสูตร เกณฑ์ประเมิน และศักยภาพของทุกคน 

ห้องเรียนนอกเวลาบ้านครูเขียว หลักสูตรพัฒนาเด็กพิเศษด้วยเศรษฐกิจพอเพียงและธรรมชาติชุมชน, ครูเขียว-จิรารัตน์ ล่องจ๋า

Lesson Plan 1

เรียนผิดเรียนถูกไปพร้อมลูกชายในฐานะแม่และครู

ครูเขียวเล่าย้อนไปว่า เธอเกิดและเติบโตที่ชุมชนบ้านนาโหนด หลังเรียนจบจึงมาเป็นครูสอนวิชาสังคมศึกษาที่โรงเรียนวัดสวนพล การสอนของเธอก็เหมือนครูทั่วไป จนกระทั่งครูเขียวค้นพบว่า ลูกชายคนโตของเธอเป็นออทิสติก

เมื่อรู้ว่าจิมในวัย 12 ขวบ ไม่สามารถเรียนรู้ได้เหมือนเด็กทั่วไป ครูเขียวก็เริ่มกังวลว่า หากวันหนึ่งไม่มีแม่คอยดูแล ลูกชายคนนี้จะใช้ชีวิตต่อไปในสังคมได้อย่างไร จากความกังวลค่อยๆ กลายเป็นความทุกข์ในใจของคนเป็นแม่ ครูเขียวจึงนำเรื่องนี้ไปปรึกษากับผู้อำนวยการประจำศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดนครศรีธรรมราช จนได้รับคำแนะนำให้เข้าร่วมอบรมการเรียนการสอนเด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้

“พ.ศ. 2541 คือปีที่ครูเริ่มเข้าอบรม ประกอบกับศึกษาจากหนังสือด้วยตัวเอง แล้วจึงไปสอบ ตอนนั้นครูได้เรียนรู้อะไรเยอะ ทั้งความเข้าใจในความแตกต่างของเด็กที่มีความต้องการพิเศษแต่ละประเภท เช่น เด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกายและสติปัญญา เด็กสมาธิสั้น รวมถึงแนวทางการสอนที่เหมาะสำหรับพวกเขา

“กรณีของพี่จิมคือออทิสติก เด็กกลุ่มนี้จะมีพัฒนาการล่าช้าและการแสดงปฏิกิริยาตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อมด้วยท่าทีแปลกๆ เช่น หลบหน้าหลบตาคนอื่น ตอบโต้กับเสียงที่ได้ยินหรือสิ่งที่สัมผัส บางครั้งก็ไม่สนใจสิ่งรอบตัว มีปัญหาด้านการพูด สื่อออกมาไม่เป็นภาษา 

“วิธีที่เขาจะเรียนรู้ได้ดีที่สุดคือการการสาธิต อย่างสาธิตการไหว้พระ การสะกดคำ วิธีนี้ช่วยให้เขาเรียนรู้เร็วขึ้น ไม่ซับซ้อนเกินไป หรือการเล่นเกม ก็ช่วยให้เขามีส่วนร่วมในการเรียนมากขึ้น ที่สำคัญคือเขาชอบ”

ผลลัพธ์จากการปรับสไตล์การสอนที่ได้เรียนรู้ให้เข้ากับลูกชายเป็นที่น่าพอใจสำหรับครูเขียว จิมมีพัฒนาการที่ดีขึ้นเรื่อยๆ จนสามารถไปเรียนต่อที่สำนักงาน กศน. จังหวัดนครศรีธรรมราช ในระหว่างนั้นครูเขียวและจิมก็ประคับประคองกันไปจนจิมสอบเทียบผ่าน และได้รับวุฒิการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย 

ห้องเรียนนอกเวลาบ้านครูเขียว หลักสูตรพัฒนาเด็กพิเศษด้วยเศรษฐกิจพอเพียงและธรรมชาติชุมชน, ครูเขียว-จิรารัตน์ ล่องจ๋า

Lesson Plan 2

เปลี่ยนบทเรียนสอนลูกชายให้กลายเป็นบทเรียนสอนลูกศิษย์ 

หลังผ่านการอบรมการเรียนการสอนเด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ ครูเขียวเริ่มสังเกตว่า ยังมีเด็กอีกหลายคนในชุมชนที่มีภาวะเดียวกับจิม ความสำเร็จเบื้องต้นในฐานะแม่ผนวกกับความเชื่อว่าทุกคนมีศักยภาพ ซึ่งศักยภาพนั้นพัฒนาได้ จึงกลายเป็นแรงผลักดันให้ครูเขียวเดินหน้าทำงานวิจัยต่อในฐานะครู

“งานวิจัยนั้นชื่อ ‘แผนการสอนแบบไม่ตายตัว’ สิ่งที่ครูทำคือบูรณาการแผนการสอนเด็กทั่วไปกับแผนการสอนที่ใช้กับพี่จิม เพราะเด็กแต่ละคนมีความแตกต่างอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องเป็นแค่ในกลุ่มเด็กบกพร่อง เป็นธรรมดาที่จะเจอปัญหาที่ต่างกันออกไป เมื่อเจอปัญหาเราก็แก้ไข ชั่วโมงถัดไปเจออีก เราก็แก้อีก สุดท้ายปัญหามันก็จะหมดไป”

เมื่อแผนการสอนแบบไม่ตายตัวเสร็จสมบูรณ์ ครูเขียวจึงตัดสินใจเดินเข้าไปพูดคุยกับผู้ปกครอง เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกว่าเด็กๆ กำลังเผชิญกับสถานการณ์อะไร และพวกเขาช่วยอะไรลูกๆ ได้บ้าง ด้วยการแบ่งปันประสบการณ์ของแม่ที่ผ่านการดูแลลูกชายออทิสติก และแผนการสอนของครูที่เตรียมไว้รองรับลูกศิษย์ที่อยู่ในภาวะเดียวกัน

เมื่อมีความเข้าใจ ก็เริ่มมีคนรู้จัก มีหลายหน่วยงานเข้ามาสนับสนุนแผนการสอนนี้ จนเกิดเป็น ‘ห้องเรียนพิเศษสื่อสัมผัสเสริมสร้างพัฒนาการ’ ที่โรงเรียนวัดสวนพล 

“เด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ ออทิสติก สมาธิสั้น และพิการทางร่างกาย จะได้รับการเสริมทักษะและประสบการณ์เหมือนที่เพื่อนร่วมชั้นของเขาเจอ ต่างกันเพียงแค่สื่อที่ใช้และวิธีการสอน

“อย่างการสอนสะกดคำโดยใช้สื่อวิดีโอ หนังสือภาพคำศัพท์ สมุดฝึกเขียน การฝึกกล้ามเนื้อด้วยการประดิษฐ์ของเล่น ของใช้ การฝึกการเคลื่อนไหวและการเเก้ปัญหาผ่านเกมด้วยของที่ประดิษฐ์พวกเขาเอง รวมถึงการเสริมความมั่นใจและทักษะการเข้าสังคมผ่านกิจกรรมเข้าวัด ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา” ครูเขียวอธิบายถึงรูปแบบการเรียนการสอนในห้องเรียนพิเศษสื่อสัมผัสเสริมสร้างพัฒนาการ

ห้องเรียนนอกเวลาบ้านครูเขียว หลักสูตรพัฒนาเด็กพิเศษด้วยเศรษฐกิจพอเพียงและธรรมชาติชุมชน, ครูเขียว-จิรารัตน์ ล่องจ๋า
ห้องเรียนนอกเวลาบ้านครูเขียว หลักสูตรพัฒนาเด็กพิเศษด้วยเศรษฐกิจพอเพียงและธรรมชาติชุมชน, ครูเขียว-จิรารัตน์ ล่องจ๋า

Lesson Plan 3

เปิดห้องเรียนนอกเวลา

การเรียนการสอนในห้องเรียนสื่อสัมผัสเสริมสร้างพัฒนาการดำเนินไปเรื่อยๆ แม้มีเหตุให้สะดุดบ้าง เนื่องจากเวลาที่ทับซ้อนกันของคาบเรียนหลักและเสริมที่ครูเขียวต้องรับผิดชอบ แต่เธอก็พยายามบริหารจัดการเวลานั้นให้ลงตัว จนครูเขียวพบทางออกของปัญหาที่ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย แต่เป็นความสามารถและความตั้งใจของครูเขียวเอง

“ตอนนั้นครูดูแลหลายอย่าง ทั้งสอนในรายวิชาตัวเองและดูแลเด็กพิเศษ ทุกอย่างต้องบริหารจัดการในเวลาราชการหมด เลยมีปัญหาเรื่องเวลาบ้าง เงินทุนบ้าง ปะปนกันไป พอดี พ.ศ. 2551 ครูได้รับรางวัลทุนครูสอนดี เลยคิดว่าจะเอาเงินทุนส่วนนั้นมาเปิดห้องเรียนให้เด็กๆ พิเศษกลุ่มนี้แทน จะได้แก้ปัญหาเรื่องเวลาที่จำกัดด้วย”

ครูเขียวเริ่มต้นใหม่ด้วยการปรับปรุงบริเวณบ้านสองชั้นของตัวเองให้เป็นพื้นที่ทำการเรียน จากนั้นจึงจัดทำสื่อและอุปกรณ์ที่ต้องใช้สอน บ้างก็ซื้อ บ้างก็นำสิ่งที่หาได้ในชุมชนมาปรับใช้ เงินส่วนที่เหลือก็นำไปใช้เป็นค่าอาหารกลางวัน เสื้อผ้า และค่าใช้จ่ายในการจัดกิจกรรมนอกห้องเรียน 

ห้องเรียนนอกเวลาบ้านครูเขียว หลักสูตรพัฒนาเด็กพิเศษด้วยเศรษฐกิจพอเพียงและธรรมชาติชุมชน, ครูเขียว-จิรารัตน์ ล่องจ๋า
ห้องเรียนนอกเวลาบ้านครูเขียว หลักสูตรพัฒนาเด็กพิเศษด้วยเศรษฐกิจพอเพียงและธรรมชาติชุมชน, ครูเขียว-จิรารัตน์ ล่องจ๋า

ความพิเศษของห้องเรียน ‘ด้วยความปรารถนาดีบ้านครูเขียว’ ซึ่งต่อมาใน พ.ศ. 2554 ได้เปลี่ยนชื่อเป็น ‘ศูนย์การเรียนรู้ ห้องเรียนนอกเวลา’ คือการต้อนรับกลุ่มผู้เรียนที่มีความหลากหลายมากขึ้น มีตั้งแต่อายุ 4 – 18 ปี ไม่ใช่แค่กลุ่มเด็กที่มีความต้องการพิเศษ แต่รวมถึงเด็กทั่วไปที่สนใจเรียนรู้และทำกิจกรรมร่วมกันในวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ โดยมีค่าใช้จ่าย

“สมาชิกที่เข้ามามีทุกประเภท กลุ่มออทิสซึม กลุ่มดาวน์ กลุ่มบกพร่องทางร่างกาย แต่ครูไม่ได้ตั้งใจไว้แค่นี้นะ เพราะมันจะไม่สำเร็จ พวกเขาต้องมีเพื่อนที่มีพัฒนาการ ถ้าสอนเด็กบกพร่องแค่กลุ่มเดียว พอเขาออกไปจากตรงนี้ ถามว่ามีสักกี่คนที่เข้าใจเขา สุดท้ายก็จบเหมือนเดิมอีก

“อย่างที่เห็นวันนี้ เด็กบกพร่องที่มาอยู่ตรงนี้ เขาผ่านอะไรมามากมายนะ ชาวบ้านบอกว่า ลูกของคุณเป็นบ้า ไม่ปกติทั้งนั้นถ้ามาที่นี่ เพราะฉะนั้น เด็กปกตินี่แหละจะช่วยเป็นพี่เลี้ยง เป็นคนที่เข้าใจเมื่อกลับไปอยู่ในโรงเรียน

“เด็กปกติก็เหมือนกัน ถ้าเขาเลือกเกิดไม่ได้ฉันใด เขาก็เลือกเพื่อนร่วมสังคมไม่ได้ฉันนั้น อนาคตถ้าเขาไปทำงานในองค์กรหรือที่ไหนๆ เขาก็จะเข้าใจ เพราะเมื่อก่อนเขาเองก็มีเพื่อนแบบนี้ เขาจะปรับตัวได้ ถือเป็นทักษะชีวิตให้เขา” ครูเขียวเล่าถึงเหตุผลที่เลือกรับผู้เรียนที่มีความต่างกันมากขึ้น 

ห้องเรียนนอกเวลาบ้านครูเขียว หลักสูตรพัฒนาเด็กพิเศษด้วยเศรษฐกิจพอเพียงและธรรมชาติชุมชน, ครูเขียว-จิรารัตน์ ล่องจ๋า
ห้องเรียนนอกเวลาบ้านครูเขียว หลักสูตรพัฒนาเด็กพิเศษด้วยเศรษฐกิจพอเพียงและธรรมชาติชุมชน, ครูเขียว-จิรารัตน์ ล่องจ๋า

Lesson Plan 4

หลักสูตร x รักษ์สูตร

อีกหนึ่งความพิเศษของศูนย์การเรียนรู้ ห้องเรียนนอกเวลา คือ 4 หลักสูตรที่ไร้ข้อจำกัดของเวลา เกณฑ์การประเมิน และศักยภาพของผู้เรียน เน้นเอื้อต่อผู้เรียนทุกกลุ่มและนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง 

หลักสูตรแรก คือ ‘ปัญญา’ ว่าด้วยเรื่องของการพัฒนาการอ่าน-เขียนในชีวิตประจำวัน โดยมีนักศึกษาที่อาสามาช่วยสอน

หลักสูตรที่สอง คือ ‘กล้ามเนื้อ’ ที่ใช้พัฒนาการขยับกล้ามเนื้อและบริหารร่างกายด้วยการเล่นเกม เช่น ต่อจิ๊กซอว์ เล่นหมากขุม หรือของเล่นพื้นบ้านที่ประดิษฐ์ได้เองจากวัสดุในชุมชน

ห้องเรียนนอกเวลาบ้านครูเขียว หลักสูตรพัฒนาเด็กพิเศษด้วยเศรษฐกิจพอเพียงและธรรมชาติชุมชน, ครูเขียว-จิรารัตน์ ล่องจ๋า

หลักสูตรที่สาม คือ ‘ค่ายฤดูร้อน’ ที่เน้นสร้างความความมั่นใจ กระชับความสัมพันธ์ภายในครอบครัว และเสริมทักษะการเข้าสังคม ผ่านกิจกรรมเดินเท้าไปยังศูนย์การเรียนรู้ต่างๆ ในชุมชน เพื่อเล่าเรื่องวิถีชีวิตเศรษฐกิจพอเพียง และค่ายสานสัมพันธ์ ปันโอกาส ปันปัญหา คิดคุณธรรม

หลักสูตรสุดท้าย คือ ‘อาชีพ’ เป็นการสอนและฝึกทักษะการประกอบอาชีพตามวิถีชุมชน โดยมีผู้ปกครองของเด็กที่มาเรียนห้องเรียนนอกเวลาเป็นถ่ายทอดความรู้ เช่น การทำน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น สมุนไพร ทำพานพุ่มจากวัสดุต่างๆ จนเด็กๆ สามารถไปแข่งขันงานศิลปหัตถกรรมและสร้างชื่อเสียงให้โรงเรียน 

ครูเขียวเล่าว่า เธอออกแบบหลักสูตรเหล่านี้จากประสบการณ์ลองผิดลองถูกกับการตามหารูปแบบการเรียนการสอนที่เหมาะกับลูกชาย การเรียนรู้จากปัญหาของเด็กที่มีความบกพร่องภายในโรงเรียน ร่วมกับการปฏิสัมพันธ์กับผู้ปกครอง ครูเขียวจึงได้รู้ว่า มีพ่อแม่ของเด็กๆ อีกหลายคนที่มีความถนัดในอาชีพต่างๆ และพวกเขายินดีให้ความร่วมมือ

ห้องเรียนนอกเวลาบ้านครูเขียว หลักสูตรพัฒนาเด็กพิเศษด้วยเศรษฐกิจพอเพียงและธรรมชาติชุมชน, ครูเขียว-จิรารัตน์ ล่องจ๋า

เมื่อถึงวัยที่เด็กๆ โตขึ้น ห้องเรียนนอกนอกเวลาแห่งนี้ก็ดูเหมือนจะเล็กลง บวกกับจำนวนสมาชิกที่มีความหลากหลายมากขึ้นทั้งอายุและศักยภาพ ครูเขียวจึงปรับการเรียนรู้และกิจกรรมต่างๆ ให้มีความท้าทายและเกิดประโยชน์มากขึ้น 

“เราพากันไปดูแลสิ่งแวดล้อมภายในชุมชน เช่น สร้างฝายมีชีวิตและซ่อมแซมฝาย ปลูกต้นไม้ริมทางเพื่อการพังทลายและเก็บความชุ่มชื้นในดิน เพื่อลดปัญหาน้ำแล้ง ส่งผลต่อการจัดการน้ำโดยอนุรักษ์พืชเก็บน้ำและป้องกันตลิ่งโดยใช้สาคูและคล้า เข้าประกวดในโครงการพี่นำน้องรักษ์น้ำ ตามแนวพระราชดำริของมูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับที่หนึ่ง และสืบทอดศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน เช่น การรำมโนราห์ประยุกต์ การหุงข้าวยาคู” 

ห้องเรียนนอกเวลาบ้านครูเขียว หลักสูตรพัฒนาเด็กพิเศษด้วยเศรษฐกิจพอเพียงและธรรมชาติชุมชน, ครูเขียว-จิรารัตน์ ล่องจ๋า

Lesson Plan 5

ประเมินผลการเรียนรู้

เป็นเวลา 12 ปีแล้วที่ศูนย์การเรียนรู้ ห้องเรียนนอกเวลา กลายเป็นพื้นที่เปิดโอกาสให้เด็กที่มีความต้องการพิเศษได้เข้าถึงการเรียนการสอนที่ดี เหมาะสม และมีความเท่าเทียม ทั้งยังต้อนรับเพื่อนร่วมห้องที่คละวัย คละศักยภาพ ให้เข้ามาทดลองใช้ชีวิตและเรียนรู้ร่วมกัน

แม้ระหว่างทางจะเจอปัจจัยต่างๆ ที่ทำให้ต้องสะดุดหรือเปลี่ยนเส้นทางไปบ้าง แต่ครูเขียวผู้เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงหลักก็ไม่ได้ล้มเลิกความตั้งใจ หรือละทิ้งความเชื่อในศักยภาพของลูกศิษย์กลุ่มพิเศษของตนเอง

ผลงานของเด็กๆ เป็นที่ยอมรับของชุมชน พวกเขาได้เข้าร่วมแสดงความคิดเห็นและร่วมตัดสินใจในการทำกิจกรรมต่างๆ ของชุมชน จนได้รับการคัดเลือกให้เป็นฐานการเรียนรู้ของหมู่บ้านต้นแบบเศรษฐกิจพอเพียง “อยู่เย็น เป็นสุข”ระดับอำเภอ ในด้านความเอื้ออาทร มีผู้เข้ามาศึกษาดูงานเฉลี่ยเดือนละ 2 – 3 ครั้ง

ปัจจุบัน ศูนย์การเรียนรู้ ห้องเรียนนอก กลุ่มเยาวชนจิตอาสาศูนย์การเรียนรู้ห้องเรียนนอกเวลา และชุมชนนาโหนก ได้รับการยกย่องจากหน่วยงานต่างๆ ให้เป็นชุมชนต้นแบบด้านสิ่งแวดล้อม เป็นแหล่งศึกษาดูงานและเข้ามาร่วมทำกิจกรรมอย่างสม่ำเสมอ

ก่อนบอกลากัน ครูเขียวทิ้งท้ายกับเราไว้ว่า “สิ่งที่น่าดีใจมากกว่าความสำเร็จของตัวเอง คือการได้เห็นความสำเร็จของลูกศิษย์ พวกเขากลายเยาวชนที่มีความรู้หลายมิติ มีจิตสาธารณะ จากโอกาสที่เราช่วยสร้างให้”

ห้องเรียนนอกเวลาบ้านครูเขียว หลักสูตรพัฒนาเด็กพิเศษด้วยเศรษฐกิจพอเพียงและธรรมชาติชุมชน, ครูเขียว-จิรารัตน์ ล่องจ๋า

Writer

อมราวดี วงศ์สุวรรณ

นักหัดเขียนสายใต้ที่ไม่รังเกียจรอยหมึกที่เปื้อนมือ พึงใจกับการสดับจังหวะการลงน้ำหนักนิ้วมือบนแป้นพิมพ์ และกลิ่นกระดาษบนหน้าหนังสือ

Photographer

อิสรีย์ อรุณประเสริฐ

จบ Film Production ด้าน Producing & Production Design แต่ชอบถ่ายภาพและออกแบบงานกราฟิกเป็นงานอดิเรก มีครัว การเดินทาง และ Ambient Music เป็นตัวช่วยประโลมจิตใจจากวันที่เหนื่อยล้า

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load