“ไม่แน่ใจว่าเราเหมาะจะให้สัมภาษณ์หมวดธุรกิจไหมนะ เพราะเราไม่ได้มองหากำไรสูงสุดเท่าไหร่” เสียงปลายสายโทรศัพท์ย้ำเตือนผมด้วยความหวังดี ระหว่างเราพูดคุยเพื่อขอนัดสัมภาษณ์

อาจดูขัดตำราที่ร่ำเรียนมาไม่น้อย เพราะการประกอบกิจการใดก็ควรแสวงหากำไรไม่ใช่หรือ

ผึ้ง-วิทมน นิวัติชัย และ สันติ ตันสุขะ

แต่สำหรับ ผึ้ง-วิทมน นิวัติชัย และ สันติ ตันสุขะ สองอาจารย์แห่ง International Program in Communication Design คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้ก่อตั้ง ‘witti.studio’ (อ่านว่า วิท-ตี้ สตูดิโอ) ครีเอทีฟสตูดิโอขนาดกะทัดรัดแสนอบอุ่นย่านสุขุมวิทที่ให้บริการออกแบบและพิมพ์งานด้วยเครื่อง Risograph พวกเขาเห็นต่างออกไป

สิ่งสำคัญสำหรับทั้งสองคือการแก้ปัญหาให้ผู้คนผ่านงานดีไซน์ที่พวกเขาหลงรักและมีความสุขในการตื่นขึ้นมาทำทุกวัน พร้อมได้ฝึกปรือเพิ่ม ‘ความเชี่ยวชาญ’ เฉพาะตัว ที่ผึ้งบอกว่าสกุลเงินใดในโลกนี้ก็ใช้แลกไม่ได้

witti.studio

นอกจากตัวตนและฝีมือของทั้งคู่ที่น่าสนใจแล้ว เรื่องราวของ Risograph และอุปกรณ์ที่ข้องเกี่ยวก็สะกดเราไว้ได้ไม่แพ้กัน ด้วยเสน่ห์ในการผลิตสิ่งพิมพ์นานาชนิด รวมถึงถุงใส่ขนม ซองผ้าป่า การ์ดแต่งงาน ให้คนไม่กล้าทิ้ง ชนิดที่โรงพิมพ์ใหญ่ๆ ไม่ค่อยทำกัน แถมยังคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมสุดๆ

“ตั้งแต่เปิดสตูดิโอมา เรามีความสุขมากขึ้นนะ” สันติยิ้มเมื่อเล่าถึงความเป็นมาของพื้นที่นี้

ทำไมการเปิดสตูดิโอสิ่งพิมพ์ทางเลือกในยุคที่ใครๆ ต่างบอกว่าสิ่งพิมพ์กำลังจะตาย ถึงเป็นความสุขของชีวิตการทำงานได้ แถมยังเติมเต็มหัวใจคนและโลกใบนี้ได้อย่างดีอีกต่างหาก

หากสงสัยเหมือนกัน ขอชวนทุกท่านจับจองที่นั่งตามสะดวก แล้วมาร่วมเป็นนักเรียนของสตูดิโอแห่งนี้ไปพร้อมกับเรา

01

พิมพ์เพื่อเรียนรู้

“ถ้าเราอยากมีความรู้ ต้องลงมือทำเอง” ผึ้งเล่าเคล็ดลับวิชาแรกให้เราฟัง

witti.studio เริ่มก่อตัวเป็นความฝันของผึ้งและสันติเมื่อ 3 ปีที่แล้วขณะเป็นอาจารย์ แม้ทั้งคู่มีประสบการณ์ช่ำชองด้านสิ่งพิมพ์และการออกแบบจากการเรียนและทำงาน แต่ต่างอยากพัฒนาทักษะขึ้นไปอีก หนึ่งคือ ได้ทดลองเรียนรู้กระบวนการใหม่ในการสร้างสรรค์งานคุณภาพดี สองคือ ถ่ายทอดการเรียนรู้ให้เป็นประโยชน์แก่ลูกศิษย์ต่อไปได้

ผึ้ง-วิทมน นิวัติชัย และ สันติ ตันสุขะ

สิ่งที่สะกดความสนใจทั้งคู่ไม่ได้เป็นนวัตกรรมใหม่แปลกตาแต่อย่างใด แต่เป็นสิ่งประดิษฐ์แบรนด์ญี่ปุ่นหน้าตาคล้ายคลึงเครื่องถ่ายเอกสารสำนักงานอย่าง Risograph ที่มีตั้งแต่ยุค 80 และยังพัฒนาอยู่จนถึงทุกวันนี้

จากการค้นคว้าอย่างหนัก พวกเขาได้รู้จัก Risograph อย่างลึกซึ้งและเห็นถึงศักยภาพในการนำมาเป็นส่วนหนึ่งของงานออกแบบเพื่อทำให้ชีวิตคนดีขึ้น

“งานออกแบบเป็นการแก้ปัญหาเพื่อให้ตอบโจทย์คน ถ้ามีงานหลากหลายเข้ามา เราก็ต้องช่วยคนอื่นแก้ปัญหา ตั้งแต่จะทำอะไร พิมพ์ยังไง ใช้สีแบบไหน มีงบเท่านี้ ทำนามบัตรแบบนี้ได้ไหม อยากได้แบบนี้ ทำได้หรือเปล่า นี่เป็นปัญหาที่เราแก้ได้ด้วยการออกแบบ” สันติเล่า นอกจากเพื่อเรียนรู้แล้ว พวกเขาคิดว่า เครื่อง Risograph และประสบการณ์การออกแบบที่มี เมื่อมาอยู่ภายใต้หลังคาเดียวกันแล้ว จะช่วยแก้ปัญหาให้ผู้คนได้

witti.studio

ไม่รอช้า เมื่อถึงเวลาเหมาะสม ทั้งคู่ซื้อ Risograph มาไว้คู่ใจ ลงหลักปักฐานและแปลงโฉมพื้นที่ให้กลายเป็นทั้งห้องทดลองส่วนตัวและสตูดิโอบรรยากาศน่ารัก ต้อนรับผู้คนตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา

ทั้งหมดนี้เริ่มจากการขวนขวายหาความรู้พร้อมส่งต่อประโยชน์ให้แก่ผู้อื่น

02

พิมพ์เพื่อเติมเต็มความฝัน

Risograph ผลิตครั้งแรกหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ยามผู้คนหมดหวัง

Riso แปลว่า อุดมคติ ตามความตั้งใจของผู้ผลิตที่อยากสะท้อนความหวังให้แก่ผู้คน ไม่เพียงแต่ชื่อเท่านั้น ตัวเครื่องได้รับการออกแบบอย่างประณีตราวกับที่เราใฝ่ฝันเห็นในอุดมคติ

เรียบง่ายด้วยการผสมผสานระหว่างกระบวนการแอนะล็อกและดิจิทัล และต้นทุนการพิมพ์ไม่สูง Risograph ออกแบบรองรับการพิมพ์ปริมาณมาก แต่ไม่มากถึงขนาดโรงพิมพ์อุตสาหกรรม ด้วยความเร็วในการพิมพ์สูงถึง 150 แผ่นต่อนาที ทำให้คนสามารถพิมพ์ผลงานของตัวเองได้ ไม่ต้องพึ่งโรงพิมพ์

witti.studio

“ตอนแรกเราคิดว่าคนที่เข้ามาพิมพ์งานกับเราน่าจะเป็นศิลปินหรือนักออกแบบ แต่กลายเป็นว่าเราเจอกลุ่มคนอีกแบบที่ปกติไม่เจอในวงการและห้องเรียน เช่นคนทั่วไปที่อยากพิมพ์โปสการ์ดหรืองานแฟนอาร์ตสวยๆ ของตัวเอง เคยมีคนสั่งพิมพ์จากเชียงใหม่ด้วย” ผึ้งเล่าถึงกลุ่มคนใหม่ๆ ที่พบเจอจากพื้นที่นี้

“จริงๆ คนพิมพ์วิธีการนี้กันมานานแล้ว แต่มักอยู่ในกลุ่มศิลปิน โซเชียลมีเดียทำให้คนทั่วไปได้เห็นผลงานต่างๆ ในโลกมากขึ้น ช่วง 10 ปีที่ผ่านมา สตูดิโอที่พิมพ์ด้วย Risograph ก็มีมากขึ้น แม้คนจะบอกว่าสิ่งพิมพ์กำลังจะตายเพราะดิจิตอล แต่ Risograph มีลักษณะพิเศษของตัวเองที่คนตามหาอยู่” สันติเสริมถึงความหวังของสิ่งพิมพ์ทางเลือกที่มีคนไม่น้อยยังต้องการอยู่ 

“สิ่งที่นิยมมากๆ สักพักก็มีลดน้อยลงบ้าง สิ่งที่เป็นทางเลือกก็จะได้รับความนิยมขึ้นมา เหมือนกล้องฟิล์มที่เดี๋ยวนี้เริ่มมีคนกลับมาใช้ บางอย่างก็ไม่มีอะไรมาแทนที่ได้”

ตราบใดที่คนยังใฝ่ฝันถึงการสร้างศิลปะอันสวยงาม คงยากที่ Risograph จะเลือนหายไป

03

พิมพ์เพื่อรักษาสิ่งสำคัญ

ความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมคือความพิเศษสำคัญของ Risograph ที่เหนือกว่าการพิมพ์ธรรมดาทั่วไป 

เครื่องพิมพ์และเครื่องถ่ายเอกสารโดยทั่วไปใช้โทนเนอร์เป็นผงหมึก ต้องใช้พลังงานความร้อนในกระบวนการ ทำให้ผลงานมีความร้อนและกลิ่นหมึกติดมาด้วยเมื่อออกจากเครื่อง ซ้ำร้ายยังมีไอระเหยเป็นพิษอันตรายต่อผู้สัมผัสหมึกระหว่างกระบวนการพิมพ์

Risograph เล็งเห็นข้อด้อยนี้และคิดต่างออกไป โดยใช้หลักการอิมัลชัน ผสมหมึกจากน้ำและน้ำมันผ่านกระบวนการทางธรรมชาติ เพื่อให้ได้หมึกคุณภาพดีที่คงทนและไม่เป็นอันตราย เดิมใช้ถั่วเหลืองเป็นส่วนผสมหลัก แต่ผู้ผลิตยังคิดต่อว่าการผลิตหมึกโดยใช้ถั่วเหลืองต้องผ่านการนำเข้าและสร้างมลพิษทางอากาศ ภายหลังจึงเปลี่ยนมาผลิตโดยใช้น้ำมันรำข้าวภายในประเทศญี่ปุ่น

“เราเห็นว่าคนที่คิดค้นเครื่องมือนี้คิดมาอย่างละเอียดมาก พอซื้อมาใช้งานเองเราก็สบายใจ กระบวนการเราจะได้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมไปด้วย” ผึ้งเล่าถึงความประทับใจในรายละเอียด

นอกจากนี้ หลอดบรรจุหมึกของ Risograph ยังถูกออกแบบให้สามารถรีไซเคิลได้ตามวิถีธรรมชาติ ทิ้งไว้แล้วย่อยสลายได้เอง และยังลดการผลิตแม่พิมพ์จากโลหะของกระบวนการทางอุตสาหกรรมปกติเพราะ Risograph ใช้กระดาษไขซึ่งเป็นหนึ่งในวัสดุสำหรับการพิมพ์งาน โดยเส้นใยของกระดาษไขทำจากพืช เช่นต้นไม้ญี่ปุ่นอย่างวาชิที่ย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติอีกเช่นกัน

“พอเราได้รู้เรื่องเหล่านี้ยิ่งตื่นเต้นเลย ทำไมคิดได้ละเอียดขนาดนี้ ต่อให้ต้องซื้อโดยราคาสูงขึ้นหน่อย เราก็ซื้อ เพราะมันมีคุณค่า” ผึ้งเน้นย้ำ

ด้วยคุณลักษณะเหล่านี้ ทำให้แบรนด์ผลิตภัณฑ์ออร์แกนิคติดต่อให้ witti.studio สร้างสรรค์ผลงานบรรจุภัณฑ์ให้ด้วย เพราะหลักการสอดคล้องกับปรัชญาของแบรนด์เหล่านั้น

ปรัชญาที่ว่าการผลิตของที่ดี ไม่จำเป็นต้องทำร้ายโลกใบนี้ก็ได้

04

พิมพ์เพื่อเป็นสีสันของชีวิต

ในการพิมพ์ สีเป็นเรื่องสำคัญ หากผิดเพี้ยนไปเล็กน้อย คุณภาพผลงานในสายตาคนจะไม่เหมือนเดิม

การพิมพ์ทั่วไปใช้หลักการผสมสีพื้นฐานเข้าด้วยกันเพื่อให้ได้สีต่างๆ พิมพ์รอบเดียวก็ได้สีหลากหลายตามต้องการ ส่วน Risograph พิมพ์ได้รอบละสีเท่านั้น หากจะเปลี่ยนสี ต้องนำกระดาษเข้าไปในเครื่องใหม่เพื่อพิมพ์สีอื่นทับลงไป และหากต้องการพิมพ์สีใหม่ต้องสั่งซื้อสีนั้นๆ โดยเฉพาะด้วย

แม้ใช้เวลามากและต้องลงทุนเยอะขึ้นหากอยากพิมพ์สีสัน แต่ภาพที่ได้มีลูกเล่นของสีประกบซ้อนทับกันและพิมพ์สีเดียวให้มีเฉดหลายระดับได้ การพิมพ์ทั่วไปไม่ได้ทำสิ่งนี้กันได้ง่ายๆ

“จุดเด่นของ Risograph คือความไม่สมบูรณ์แบบ เครื่องนี้ทำของที่เพอร์เฟกต์ไม่ได้ บางทีตัดกระดาษมาไม่เท่ากันหรือแรงดูดกระดาษแต่ละแผ่นไม่เท่ากัน แต่ละแผ่นพิมพ์ออกมามีโอกาสไม่เหมือนกันเลย ซึ่งเป็นเสน่ห์นะ” สันติกล่าว

witti.studio

ใครที่อยากพิมพ์ภาพแบบ Risograph ต้องเตรียมไฟล์ในฝันเป็นสีขาวดำและแยกเลเยอร์ของสีต่างๆ ที่ต้องการให้เรียบร้อย แล้วอดใจรอเครื่องพิมพ์สีสันหลายเฉดลงไป หรือหากอยากได้ผลงานผ่านฝีมือปลายนิ้ว วาดภาพแล้วนำมาพิมพ์สีก็ได้เช่นกัน

ด้วยขั้นตอนที่แตกต่างในการพิมพ์ สิ่งที่ผึ้งและสันติทำนอกจากการพิมพ์คือการอธิบายเพื่อให้คนเข้าใจถึงการทำงานของตัวระบบ ทำให้คนเห็นภาพถึงความเป็นไปได้มากกว่าที่เขาเคยคิด

ยังไม่หมดแต่เพียงเท่านี้ Risograph ผลิตสีพิเศษสวยเกินหักห้ามใจใหม่ๆ เสมอ ชวนให้สั่งซื้อเพิ่มเพื่อมาทดลองอยู่เรื่อยๆ หากใครอยากสร้างสรรค์สีที่แตกต่างบนภาพพิมพ์อย่างสีทอง สีฟลูออเรสเซนต์สะท้อนแสงในความมืด ความฝันนั้นเป็นจริงได้ด้วยเครื่องนี้

witti.studio

“ความฝันของเราคือมีสีเยอะๆ ครั้งหน้าถ้าแวะมาเยี่ยมอีกอาจมีสีใหม่แล้ว น่าตื่นเต้นนะ เหมือนได้ของเล่นแบบเด็กๆ ไม่ได้รู้สึกแบบนี้มานานมาก” ผึ้งตอบเรื่องสีเป็นอันดับแรก เมื่อเราถามถึงความฝันขั้นต่อไปของ witti.studio

“อาทิตย์ก่อนสีเมทาลิกโกลด์พึ่งมา ตื่นเต้นมาก เพราะสวยมาก” สันติหยิบผลงานการทดลองชิ้นใหม่ให้เราดูด้วยแววตาเป็นประกาย

ทั้งคู่หลงรักชีวิตที่อยู่กับสีสันเหล่านี้อย่างสุดหัวใจ

05

พิมพ์เพื่อทำให้หัวใจเต้นแรง

นอกจากสีแล้ว ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าสำหรับงานพิมพ์ กระดาษถือเป็นพระเอก หากมีแต่เครื่องและหมึก ไม่มีกระดาษรองรับจินตนาการก็ไร้ประโยชน์

ที่ witti.studio กระดาษไม่ใช่เรื่องเล่นๆ

สันติหยิบแฟ้มรวมผลงานเปิดให้เราดู ทุกหน้าล้วนเนื้อหาเหมือนกัน แต่หากสังเกตให้ดีแล้ว ทุกหน้าใช้กระดาษที่แตกต่างกัน

witti.studio

“แฟ้มนี้เราทดสอบกระดาษสีขาว เราพิมพ์ด้วยสีน้ำเงินแบบเดียวกันหมดด้วยฟอนต์ที่หลากหลาย เพราะเราอยากทดสอบว่าฟอนต์บางมากๆ พิมพ์บนกระดาษแบบนี้เป็นอย่างไร มองเห็นไหม กระดาษแต่ละตัวซึมหมึกได้ไม่เหมือนกัน กระดาษสีพื้นต่าง เวลาพิมพ์จะให้ผลลัพธ์ที่ต่างกัน หมึกชมพูอยู่บนกระดาษสีเหลืองก็กลายเป็นสีแดงได้ ความสนุกคือเราได้ทดลองและเก็บข้อมูลใหม่ๆ ตลอด” สันติอธิบายประกอบ

ด้วยความไม่แน่ไม่นอน ไม่อาจคาดหวังความสมบูรณ์จากการพิมพ์แบบนี้ ช่วงเวลาที่น่าลุ้นระทึกที่สุดคือตอนกระดาษแผ่นแรกของการพิมพ์ออกมาจากเครื่อง

witti.studio

“ผมชอบตอนกระดาษแผ่นแรกออกมาจากเครื่องมากที่สุด เพราะบางทีสิ่งที่เราเห็นในหน้าจอกับที่พิมพ์ลงบนกระดาษไม่เหมือนกันโดยสิ้นเชิงเลย เราลุ้นมากว่าจะออกมาเป็นยังไง” สันติเล่าเพิ่มถึงช่วงเวลาที่ชอบที่สุดในการพิมพ์งาน

เราเห็นด้วย เมื่อทดลองพิมพ์งานชิ้นใหม่ให้เราดู เสียงกระดาษที่ออกมาจากเครื่องพิมพ์ใบแรกทำให้หัวใจเราเต้นแรง

และด้วยความใส่ใจในทุกรายละเอียดของทั้งสอง witti.studio พิถีพิถันไม่เพียงแต่เลือกกระดาษให้เหมาะสมกับงาน แต่ต้องไม่ทำร้ายสิ่งแวดล้อมอีกเช่นเคย

“เราไม่ได้เลือกแค่กระดาษแผ่นที่สวย เราอ่านด้วยว่าทำจากอะไร เสร็จแล้วสั่งมาทดสอบ เวลามีงานเข้ามาเราจะหากระดาษที่มีลักษณะเหมาะกับงาน” ผึ้งเล่าขณะเปิดแฟ้มไปยังหน้ากระดาษเปเปอร์มิลค์ที่เส้นใยมีส่วนผสมของมิลค์ไฟเบอร์สีละมุนตา

06

พิมพ์เพื่อเปลี่ยนแปลงบางอย่างบนโลกใบนี้

หนึ่งในโจทย์ใหญ่ของ witti.studio คือการทำให้คนเข้าถึงและเข้าใจงานออกแบบที่ดีและมีคุณค่า หากเป็นไปได้ พวกเขาก็อยากให้คนมองสิ่งรอบตัวและทำสิ่งต่างๆ ให้ประณีตและละเอียดมากขึ้น 

“เราอยากให้ทุกคนเข้าถึงงานออกแบบได้ เพราะงานออกแบบควรเข้าไปอยู่ในทุกส่วนของชีวิต ทำให้ชีวิตดีขึ้น ของควรมีความสวยงามที่ทำให้เรารู้สึกดีขึ้น ถ้าดีต่อสุขภาพและโลกยิ่งดีเข้าไปใหญ่เลย” สันติเล่า แนวคิดนี้ทำให้ witti.studio พยายามคิดค่าผลงานอย่างย่อมเยาเป็นกันเอง และเปิดเวิร์กช็อปให้ทั้งผู้ใหญ่และเด็กได้ลงมือสัมผัสกระบวนการอย่างแท้จริง

“คำว่าออกแบบอาจดูน่ากลัวสำหรับคนบางกลุ่ม คนจะคิดว่าแพง ต้องมีดีไซเนอร์ เกินความจำเป็น แต่จริงๆ ไม่ใช่นะ ทุกอย่างเป็นการออกแบบอยู่แล้ว ถ้าเข้าใจหลักการทำให้ชีวิตดีขึ้นได้เลย เพียงแต่เราอาจห่างกันไปบ้างเท่านั้นเอง เราอาจขาดช่วงเวลาที่ทุกคนหันหน้าเข้าหากันแล้วมาออกแบบเมืองของเราให้ดีขึ้น เราอยากให้คนเห็นว่าชีวิตต้องมีความละเอียดต่อสิ่งรอบตัวมากขึ้น” ผึ้งบอกเล่าถึงแก่นแท้ของงานออกแบบ แค่คิดก็น่าตื่นเต้นแล้ว หากเราต่างมองชีวิตด้วยความละเอียดลออและเข้าใจมากขึ้น สังคมจะเปลี่ยนไปสักเพียงใด

แต่เรายังสงสัยอยู่ดี การเปลี่ยนแปลงที่ว่านั้นจะเกิดขึ้นกับสังคมให้เราได้เห็นทันหนึ่งช่วงชีวิตนี้หรือ

ผึ้ง-วิทมน นิวัติชัย และ สันติ ตันสุขะ

“เราทำ แต่ไม่ได้คาดหวังนะ แค่ตอนทำมีความสุขก็พอแล้ว ของบางอย่างอาจไม่เกิดขึ้นในช่วงชีวิตเรา เราแค่ต้องทำให้ดีที่สุดแล้วก็ไม่ยอมแพ้ ซึ่งแน่นอนว่าทำแบบนี้ไม่ง่าย ทุกอย่างต้องผ่านการทำงานหนัก แต่โชคดีว่าสิ่งที่เราทำงานหนักเป็นสิ่งที่เรารัก… อาจเรียกได้ว่าเป็นคำตอบของการดำรงอยู่เลย” ผึ้งตอบ

“สำหรับเรา ที่นี่เป็นมากกว่าร้าน มากกว่าธุรกิจ ที่นี่คือพื้นที่สร้างสรรค์สำหรับการทดลองสำหรับพิมพ์สิ่งพิมพ์เพื่อลับคมตัวเอง และพิมพ์เพื่อแก้ปัญหาให้กับคนอื่น” สันติเสริมด้วยรอยยิ้ม

จนถึงบรรทัดนี้ นี่เป็นบทความธุรกิจที่ไม่มีคำว่าลูกค้าเลยสักคำ ทั้งสองคนไม่ได้มองความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่แห่งนี้ในทางการค้าเท่าไหร่นัก พวกเขามองว่าเราเป็นคนที่มาช่วยสร้างสรรค์ผลงานและเรียนรู้ซึ่งกันและกันมากกว่า

ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมผลงานของสตูดิโอแห่งนี้ถึงตราตรึงใจผู้ที่แวะเวียนมาจนเก็บรักษาไว้อย่างดีไม่กล้าทิ้ง

07

พิมพ์เพื่อชีวิตที่มีคุณค่าและความสุข

“การเป็นครูทำให้เงินไม่ได้เป็นทรัพย์สมบัติขนาดนั้น ถ้าไปยืนอยู่หน้าห้องแล้วไม่มีวิชาจะสอน อันนั้นทำให้ชีวิตอับจนกว่า เราเลยไม่ได้อยากได้เงินเยอะ สิ่งที่เราได้มากกว่าเป็นกำไรที่มองไม่เห็น คือความชำนาญที่ทำให้เรากับสันติมีชีวิตและมีคุณค่า” ผึ้งเล่าถึงปรัชญาการเป็นอาจารย์และการบริหารสตูดิโอแห่งนี้

“เรามีความสุขมากขึ้น เพราะเราได้มีโอกาสเลือกทำในสิ่งที่เราอยากจะทำ ถ้าเจอปัญหา เราแก้ปัญหาในวิธีของเราได้ เราได้ทำในสิ่งที่เรารักและมีความสุข” สันติยิ้ม สตูดิโอแห่งนี้กลายเป็นพื้นที่อีกแห่งที่เขาตั้งตารอที่จะมาทำงานและสร้างสรรค์ผลงานใหม่ๆ

ทั้งคู่ยังคงสอนอยู่ที่หลักสูตร CommDe CHULALONGKORN สลับกับการดูแล witti.studio เพื่อฝึกฝนวิชาและค่อยๆ ทำให้คนเห็นความสวยงามของการออกแบบและภาพพิมพ์
หากอยากได้ภาพพิมพ์ที่ไม่เหมือนใคร ภาพพิมพ์ที่อยากเก็บรักษาไว้นานแสนนานและบรรจุไปด้วยความสุข

witti.studio ยินดีต้อนรับทุกคนมาร่วมเรียนรู้ไปด้วยกัน

ผึ้ง-วิทมน นิวัติชัย และ สันติ ตันสุขะ

บทเรียนจากงานพิมพ์ แบ่งปันโดยอาจารย์ผึ้งและสันติ

ด้วยความที่ผึ้งและสันติสอนที่โรงเรียนออกแบบ เรื่องสำคัญที่ทั้งคู่เน้นย้ำเสมอคือทุกคนไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน เราควรหาวิธีการที่จะเป็นตัวของตัวเอง เหมือนงานออกแบบแต่ละชิ้นที่ไม่มีวันเหมือนกัน ทั้งนี้ควรเป็นคนน่ารักอยู่เสมอ เพราะโลกจะพาคนน่ารักมาเจอเราเอง และอย่ามองเงินเป็นสิ่งสูงสุดของชีวิต บางสิ่งบางอย่างใช้เงินซื้อไม่ได้ ควรหาความสุขให้ตัวเองในส่วนอื่นๆ ด้วย อย่าทุกข์เพราะจำนนกับอะไรที่เราสร้างขึ้นมา

สุดท้าย ผึ้งและสันติขอบคุณนิสิตและผู้มอบหมายงานทุกท่านที่มอบการบ้านและโปรเจกต์ที่ยาก หลากหลาย ท้าทาย การที่ได้เจอโจทย์เหล่านี้ทำให้อาจารย์ได้เรียนรู้และพัฒนาไปพร้อมกันด้วย witti.studio เป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่สีเขียวชอุ่มสบายตาชื่อว่า ‘Jouer’ (ฌู-เอ้) ซึ่งแปลว่า เล่น ในภาษาฝรั่งเศส Jouer รวมเหล่านักสร้างสรรค์ที่มีแนวคิดและปรัชญาในการทำธุรกิจคล้ายคลึงกับ witti.studio อย่าง Rikyu Hair Salon, Spoonful Zakka Café และ Bangkok Tokyo Architecture ไว้ที่เดียวกัน คุณสามารถแวะเวียนไปพบปะเพื่อนบ้านผู้น่ารักเหล่านี้ได้ที่ซอยสุขุมวิท 32 อยู่ห่างจาก BTS ทองหล่อประมาณ 7 นาทีการเดิน

Writer

ปัน หลั่งน้ำสังข์

บัณฑิตวิศวฯ ที่ผันตัวมาทำงานด้านสื่อ เพราะเชื่อว่าเนื้อหาดี ๆ จะช่วยให้คนอยากมีชีวิตอยู่ต่อไป

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

“ร้านยังอยู่อีกหรอ” – อ้ายไรเดอร์ชาวเชียงใหม่อายุ 40 ต้น ๆ เปรยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงแปลกใจ หลังจากเราก้าวขาลงจากรถจักรยานยนต์คันโก้ที่จอดสนิทหน้าร้านทิพย์เนตร เอนเตอร์ไพรส์

‘…ลมหายใจ อุ่น ๆ ไอละมุนจากเธอ ใจฉันคงละเมอ ไปแสนไกล

คำรักเพียงแผ่ว ๆ ฟังแล้วยอม หมดใจ ลืมฟ้าดินใด ๆ ไปทั้งวัน…’

เพลง เสียงกระซิบ ของ เบิร์ด ธงไชย ดังออกมาจากร้านเก่าแก่ของคนรักเพลงและหนัง เรายืนฟังอยู่ครู่ ก่อนเดินเข้าร้านพร้อมส่งยิ้มและแนะนำตัวให้กับพนักงานเสื้อสีส้ม เขาผายมือบอกเราว่า

“เฮียรออยู่ในห้องแล้ว” เฮียทรงสัญ บวรพัฒน์นนท์ นั่งด้วยท่าทีสบาย ๆ ในห้องทำงาน 

ชายวัย 66 เบื้องหน้าเรา คือผู้ก่อตั้ง ‘ทิพย์เนตร เอนเตอร์ไพรส์’ ร้ายขายเทป-ซีดีเพลงและหนังที่ดำเนินกิจการมา 42 ปี โดยเริ่มต้นธุรกิจจากการมองการณ์ไกล หยิบโมเดลตู้เทปใต้โรงหนังของเมืองบางกอก มาเปิดแผงวางตู้เทปขายใต้โรงหนังสุริวงศ์ จังหวัดเชียงใหม่ กิจการรุ่งเรืองจนขยับขยายสาขาไปอีกหลายโรงหนัง ริมถนน อาคารพาณิชย์ เฟื่องฟูจนขนาดที่ว่า เฮียปั้นศิลปินส่งออกเมืองกรุงและนั่งเก้าอี้นายห้างเพลง กระซิบดัง ๆ ว่า วงนกแล ก็เป็นเด็กปั้นของทิพย์เนตร เอนเตอร์ไพรส์ มาก่อน

ร้านขายเทป-ซีดี จ.เชียงใหม่ เปิดมา 42 ปี และสัญญาจะอยู่ต่อเพื่อคนฟังเพลง

เรารู้จักสถานที่แห่งนี้สมัยเรียนมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อนคนสันกำแพงพามาแอ่ว มีโอกาสกลับไปทวนความทรงจำไม่นานมานี้ นับนิ้วก็ราว 6 – 7 ปีจากครั้งนู้น บรรยากาศยังเหมือนวันแรกที่มาเยือน ตู้ปลาตั้งตระหง่านต้อนรับผู้คน ด้านในเต็มไปด้วยแผ่นซีดีสารพัดแนวเพลงไทย-เทศ-คำเมือง มีทั้งบนแผง มีทั้งในกระบะให้เลือก หนังก็มีให้ดูตามชอบ แถมด้านข้างของร้านยังมีแผงเทปยุคเก่าขายราคาย่อมเยา (เริ่มต้น 20 บาท) ปัดฝุ่นหน่อย ก็มีเพลงฟังไม่รู้เบื่อ

หน้าที่การงานนำพาโอกาสดี (มาก) ให้เรานั่งสนทนากับผู้ก่อตั้งตัวจริง ถึงจุดเริ่มต้นของแผงเทปแผงแรกของเมืองเชียงใหม่ การปั้นศิลปิน ยุครุ่งเรืองของวงการเพลง ทุกศิลปิน ทุกค่าย ต้องรู้จัก ‘ทิพย์เนตร เอนเตอร์ไพรส์’ (รูปภาพเต็มร้านยืนยันได้) จนถึงการดำเนินธุรกิจที่เป็นลมหายใจสุดท้ายของวงการขายเทป-ซีดีเพลงในภาคเหนือ 

เฮียทรงสัญ บวรพัฒน์นนท์ เจ้าของ ‘ทิพย์เนตรเอนเตอร์ไพรส์ เชียงใหม่’ ร้านเทป-ซีดีที่จะเปิดต่อเพื่อคนรักเพลงและหนัง

สายเลือดพ่อค้าแม่ขาย

เฮียทรงสัญเกิดย่านฝั่งธนฯ มาเติบโตและใช้ชีวิตที่จังหวัดเชียงใหม่เกือบ 60 ปี เขามีเลือดพ่อค้าแม่ขายสูบฉีดเต็มตัวตั้งแต่วัยเยาว์ จนกระทั่งการงานชักนำให้เขาประกอบอาชีพนักขาย (เซลล์)

“หกเจ็ดขวบผมก็ขายของเป็นแล้ว” นักขายเปรยความชำนาญและประสบการณ์

“เพราะคุณพ่อคุณแม่ทำอาชีพค้าขาย ผมย้ายมาอยู่เชียงใหม่ตอน 7 ขวบ ตอนนั้นช่วยพี่สาวขายผักที่ตลาดประตูเชียงใหม่ ช่วยพ่อขายก๋วยเตี๋ยว พอคุณพ่อเสีย ก็ช่วยคุณแม่หาบข้าวต้มทรงเครื่องไปขายที่ตลาดต้นลำไย ตลาดวโรรส ช่วงเรียน ม.ต้น ผมเหมาเสื้อผ้าผู้หญิง ชุดชั้นใน มาปูผ้ายางขาย

“ผมขายคนเดียวด้วยนะ จนมีเงินเก็บส่วนตัว อาชีพค้าขายซึบซับอยู่ในสายเลือดอย่างเต็มเปี่ยม แล้วไอเดียของผมมันเหมือนเกิดมาเพื่อการค้า ผมมั่นใจมาก ๆ ว่า ผมค้าขายเป็น” เขาย้ำ

ทิพย์เนตร : ร้านขายเทป-ซีดี จ.เชียงใหม่ เปิดมา 42 ปี และสัญญาจะอยู่ต่อเพื่อคนฟังเพลง

เฮียทรงสัญถนัดขาย ไม่แปลกหากเขาหมายมุ่งเป็นเซลล์ เขาเป็นเซลล์อยู่ในบริษัทดีทแฮล์ม แอนด์ โก ลิมิเต็ด (ปัจจุบัน ดีเคเอสเอช (ประเทศไทย)) บริษัทนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภคมาจำหน่ายในไทย อาชีพเซลล์ทำให้หูตาของเฮียกว้างขว้าง เกิดไอเดียสร้างสรรค์ผุดขึ้นยิ่งกว่าเห็ดถอบในหน้าฝน

ถ้ามีโอกาสไปเป็นเซลล์ จงเป็น มันดีตรงไหนรู้มั้ย ผมได้คุยกับเจ้าของกิจการทุกแห่ง ความคิดของเจ้าของกิจการกับความคิดของคนทั่วไปที่ไม่ค้าขายต่างกันเยอะ ตอนผมไปส่งของ ถ้ามีเวลา ผมจะคุยกับเจ้าของร้าน เขาจะสอน ‘ไอ้ตี๋เอ้ย ต้องอย่างนั้นอย่างนี้นะ’ พอเขาเล่าประวัติให้ฟัง ผมก็หยิบส่วนดีของเขามาผสมผสานกับความคิดของผม ผมว่าเซลล์เป็นอาชีพที่ได้เปรียบตรงที่เดินทางตลอดเวลา ได้เปิดหูเปิดตาตลอดชีวิต ที่สำคัญ ได้เห็นการพัฒนาของร้านค้า และได้คุยกับคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิต

“ทุกเดือนผมต้องลงไปปิดทริปที่กรุงเทพฯ เห็นโรงหนังที่นู่นมีแผงเทปเป็นตู้ตั้งขายกันอยู่ ก็ปิ๊งไอเดียขึ้นมา เพราะเชียงใหม่ยังไม่มี มันน่าสน เลยเก็บไอเดียนี้ไว้เพื่อมาดูตลาดเชียงใหม่ก่อน”

เฮียทรงสัญ บวรพัฒน์นนท์ เจ้าของ ‘ทิพย์เนตรเอนเตอร์ไพรส์ เชียงใหม่’ ร้านเทป-ซีดีที่จะเปิดต่อเพื่อคนรักเพลงและหนัง

เฮียทรงสัญเริ่มต้นเป็นเซลล์ในวัย 21 การเดินทางลงกรุงเทพฯ ทำให้เขาเห็นและสำรวจเทรนด์ใหม่ ๆ ก่อนใครในเชียงใหม่ เขาย้อนให้เราฟังว่า พ.ศ. 2516 กรุงเทพฯ เริ่มมีโรงหนังและตู้เทป ถัดจากนั้นเพียง 1 ปี เขาปิ๊งความคิด อยากยกโมเดลตู้เทปใต้โรงหนังมายังแดนล้านนา ถัดจากนั้นอีก 1 ปี เขาทำการบ้านและวางแผนกิจการเล็ก ๆ และถัดจากนั้นอีก 1 ปี เมืองเชียงใหม่ก็มีแผงเทปแผงแรกเกิดขึ้น!

“ผมมีหูตากว้างขว้างในการนำสิ่งใหม่ ๆ จากส่วนกลางของประเทศมาไว้ที่นี่ แน่นอนว่ามันจะดึงดูดความสนใจของคนท้องถิ่นให้มาร้านผมเยอะมาก พูดง่าย ๆ ว่า ผมจะไปใหญ่ในเมืองเล็ก ๆ”

นี่คือไอเดียตั้งตนของเฮียทรงสัญที่เริ่มเป็นเจ้าของกิจการในวัยเพียง 25 

สมแล้วที่เป็นลูกพ่อค้า-แม่ขาย!

ทำธุรกิจต้องเข้าใจธุรกิจ

“ผมทำงานที่บริษัทดีทแฮล์ม 2 ปีก็ลาออก หันมาเป็นตัวแทนค้าส่งเองเพราะมีประสบการณ์ ตอนนั้นใช้ชื่อว่า บริษัท ทรงชัยเชียงใหม่ ผมชื่อบุญทรง น้องผมชื่อบุญชัย ทำกันอยู่ 2 – 3 ปี ไม่ไหว เก็บเงินยาก พอหักค่าใช้จ่ายต่อเดือน ไม่เวิร์กเท่าไหร่” เฮียทรงสัญหัวเราะถึงอดีตของนักขาย

ระหว่างติดสินจะใจลาออกจากงานประจำ มาประกอบอาชีพส่วนตัวกับน้องชาย ประกายเล็ก ๆ เกี่ยวกับการเป็นเจ้าของแผงเทปยังคงสปาร์กจอยส่งเสียงเปรี๊ยะ ๆ อยู่ในคนหนุ่มหัวการค้า 

ร้านขายเทป-ซีดี จ.เชียงใหม่ เปิดมา 42 ปี และสัญญาจะอยู่ต่อเพื่อคนฟังเพลง

“ผมไปสมัครงานเป็นพนักงานเก็บเงินที่ร้านขายเครื่องเสียง” – นี่เขากำลังศึกษาความเป็นไปได้ของธุรกิจที่กำลังจะเกิดขึ้น อย่างกับหนังสายลับที่ต้องปลอมให้แนบเนียนสุด ๆ เพื่อล้วงข้อมูล

“เหตุผลที่ผมไปสมัครงานก็เพื่อสำรวจผู้บริโภคว่าใช้เครื่องเล่นเทปเยอะมั้ย ถ้าขายเทป จะเป็นไปได้หรือเปล่า ผมต้องดูตลาดให้เหมาะกับสินค้าก่อน ประมาณ 1 ปี รู้ข้อมูลหมดแล้วผมก็ลาออก”

พนักงานเก็บเงินร้านขายเครื่องเสียงสืบทราบอะไรมาบ้าง – เราสงสัย

“เวลาเก็บเงิน ผมชอบนั่งคุยกับชาวบ้าน บริษัทนี้เขาขายแบบผ่อนส่ง คนมาซื้อกันเยอะนะ ตอนผมยังไม่เปิดแผงเทป พอลูกค้าซื้อเครื่องเล่น 80 เปอร์เซ็นต์ จะจ้างร้านบริการซ่อมเครื่องเทปอัดเพลงให้ เป็นการอัดแบบเลือกเพลงได้ ตลับละ 50 บาท 100 บาท ส่วน 20 เปอร์เซ็นต์ อัดเองจากวิทยุหรือเครื่องเล่นเทป

“ยุคนั้นก่อน พ.ศ. 2521 ยังไม่มีลิขสิทธิ์ ใครออกเพลงมาโดนก็อปปี้อัดหมด” นักสังเกตย้อนอดีต

หลังจากศึกษาตลาดจนเข้าใจอย่างถ่องแท้ เขาลาออกจากงานประจำ และพร้อมมากที่จะเปิดแผงขายเทปแผงแรกของจังหวัดใหม่ ณ โรงหนังสุริวงศ์ (ปัจจุบันคือที่ตั้งของโรงแรมอิมม์ ท่าแพ)

ร้านขายเทป-ซีดี จ.เชียงใหม่ เปิดมา 42 ปี และสัญญาจะอยู่ต่อเพื่อคนฟังเพลง

แผงเทปแผงแรกของเชียงใหม่

“ตอนนั้นผมลงทุนตู้ 3 ใบ ประมาณ 15,000 บาท ลงทุนค่าเทปประมาณ 20,000 เครื่องเล่นเทป 1 ชุดประมาณ 20,000 กว่าบาท ผ่อนส่ง 3 งวด ตีเสียว่าเดือนละ 7,000 – 8,000 เบ็ดเสร็จประมาณ 40,000 กว่าบาทต่อการเปิดแผงเทป 1 จุด” เจ้าของทิพย์เนตร เอนเตอร์ไพรส์ วัย 66 ยังจำวันแรกได้แม่น

เฮียทรงสัญเล่าความทรงจำสมัยเรายังไม่เกิดให้ฟังว่า ตอนเด็ก ๆ เติบโตมากับโรงหนังเวียงพิงค์และโรงหนังศรีพิงค์ จนปิดกิจการ ก็เกิดโรงหนังของตระกูลเก่าแก่ในเชียงใหม่ขึ้น คือ โรงหนังสุริวงศ์ โรงหนังสุริยา โรงหนังสุริยง (โรงหนังแห่งแรกของเชียงใหม่ที่มีบันไดเลื่อน) และโรงหนังแสงตะวัน

“สุริวงศ์เป็นโรงหนังที่ผมเปิดแผงเทปแผงแรก สมัยก่อนบริเวณแมคโดนัลด์ เป็นหน้าโรงหนัง คนเดินกันพลุกพล่านเพื่อมาซื้อตั๋ว ผมขายอยู่ข้างบันได มีตู้โชว์สไตล์แผงเทปในกรุงเทพฯ เป็นตู้กระจก 2 – 3 ใบวางเป็นตัว U ในตู้วางเทป 2 ชั้น ผมเป็นเจ้าแรกที่ทำ ขายได้สัก 1 เดือน ตัวเลขดีมาก 

“ลูกค้าคือคนที่มาดูหนังทั้งนั้น” พ่อค้าเทปหัวเราะ “คนมาดูหนังก็แวะมาดูแผงเทป ซื้อง่าย ผมขายม้วนละ 35 บาท 3 ม้วน 100 วันไหนโรงหนังคนเยอะก็ขายดีมาก สัก 3 ทุ่มครึ่งก็ปิดร้าน”

ทิพย์เนตร : ร้านขายเทป-ซีดี จ.เชียงใหม่ เปิดมา 42 ปี และสัญญาจะอยู่ต่อเพื่อคนฟังเพลง
ทิพย์เนตร : ร้านขายเทป-ซีดี จ.เชียงใหม่ เปิดมา 42 ปี และสัญญาจะอยู่ต่อเพื่อคนฟังเพลง

นอกจากยอดขายพุ่งกระฉูด สิ่งหนึ่งที่การันตีได้ว่าเฮียทรงสัญสร้างปรากฏการณ์แผงเทปในจังหวัดเชียงใหม่ คือการเกิดขึ้นของแผงเทปอีกมากมาย ทั้งตามร้านหนังสือและแผงลอยในกาดนัด แถมขายตัดราคากันด้วย (ฮา) เจ้าของร้านรุ่นใหญ่ยอมรับว่ายุคของเขากิจการขายเทป-ซีดีเฟื่องฟูฟู่ฟ่าจริง ๆ 

“เชื่อมั้ย ตอนเปิดแผงเทป ผมยังไม่มีเครื่องเล่นเทปเลย ใช้แต่ทรานซิสเตอร์เครื่องละ 300 – 400 บาท ต้องผ่อนส่งเครื่องเล่นเทปเพื่อให้ลูกค้าทดลองฟังเพลง บางทีเขาเจาะจงมาหาเพลงนั้นเพลงนี้ ผมก็เปิดให้ฟัง ถ้าใช่ เขาก็ซื้อ และเมื่อไหร่ที่ผมรู้แล้วว่าลูกค้าชอบศิลปินคนนี้ ถ้ามีแนวเพลงอื่นที่ใกล้เคียง ผมก็จะแนะนำเขาด้วย แทนที่เขาจะซื้อ 1 ม้วน เขาอาจซื้อ 4 – 5 ม้วนก็ได้ (เฮียขายเก่ง) พ่อค้าไง” 

เชื่อแล้วว่าว่าความคิดของชายผู้นี้เกิดมาเพื่อการค้าจริง ๆ 

แผงเทปแผงที่ 2 3 4 5 … ของเชียงใหม่

แผงเทปปักหลักอยู่ที่โรงหนังสุริวงศ์ และขยายสาขาไปยังโรงหนังสุริยง โรงหนังแสงตะวัน โรงหนังทิพย์เนตร ริมถนน และอาคารพาณิชย์ โดยปัจุบันเหลือเพียงสาขาเดียวที่ตลาดทิพย์เนตร ทำเลเดิมของร้านเคยเป็นร้านหนังสือทิพย์เนตร บุ๊กสโตร์มาก่อน เฮียกระซิบว่าแผงวางแผ่นเทป-ซีดีภายในร้านก็คือแผงวางหนังสือนั่นแหละ แต่ปรับแต่งอีกนิดให้ลูกค้ามองเห็นสินค้าสะดวกขึ้น หยิบจ่ายถนัดมือ 

ทิพย์เนตร : ร้านขายเทป-ซีดี จ.เชียงใหม่ เปิดมา 42 ปี และสัญญาจะอยู่ต่อเพื่อคนฟังเพลง

“พอย้ายเข้ามาในทิพย์เนตร บุ๊กสโตร์ ผมตั้งชื่อร้านว่า ‘ทิพย์เนตร เอนเตอร์ไพรส์’ ผมเป็นคนแรก ๆ ที่เอาคำว่า ‘เอนเตอร์ไพรส์’ มาตั้งในเชียงใหม่ เพราะเอนเตอร์ไพรส์ หมายถึงธุรกิจ เผื่ออนาคตอาจมีการขยับขยายเป็นธุรกิจอื่น ๆ ผมจะได้ขยายฐานได้ ชื่ออาจจำยากหน่อย แต่ผมมองการณ์ไกลไว้ก่อน

“พอย้ายเข้ามา พื้นที่กว้างมาก แต่สินค้าเราน้อย ก็เลยเอาสินค้าอื่นมาเสริม มีเครื่องเล่นเทปแบบพกพาและของเล่นเด็ก ขายดีนะ แต่ไม่ดีตรงไหนรู้มั้ย พ่อแม่พาลูกมา ตั้งใจจะมาซื้อเทป เด็กรบเร้าจะเอาของเล่น ก็ต้องพาลูกออกจากร้าน เด็กบางคนนอนดิ้นร้องไห้ พ่อแม่บางคนใจร้ายหน่อยก็ตีเลย 

“ผมเห็นแล้วทนไม่ไหว เลยยกเลิกสินค้าพวกของเล่น มาขายเทปแบบเต็มตัว” 

หัวอกคนเป็นพ่อทนภาพตรงหน้าไม่ได้ และหัวอกคนเป็นพ่อค้าก็ทนภาพตรงหน้าไม่ได้ เมื่อแนวทางสินค้าชัดเจน เฮียทรงสัญก็เดินเครื่องทำธุรกิจด้วยความจริงใจและเป็นมิตรกับคนฟังเพลง

“สินค้าและบริการต้องครบเครื่อง ต้องทำให้เปอร์เซ็นต์การผิดหวังน้อยที่สุด แล้วลูกค้าจะประทับใจและกลับมาร้านผมเรื่อย ๆ อีกอย่างราคาต้องไม่โขลกเขา ผมค้าขายด้วยจิตใจที่ไม่เอาเปรียบกัน 

“ผมเชื่อว่าลูกค้าตัดสินใจมาร้านผมแล้ว ผมก็ต้องมอบความสุขให้เขาอย่างถึงที่สุด”

คุยกับ เฮียทรงสัญ บวรพัฒน์นนท์ เจ้าของ ‘ทิพย์เนตร เอนเตอร์ไพรส์ เชียงใหม่’ ร้านเทป-ซีดีที่จะเปิดต่อเพื่อคนรักเพลงและหนัง

สินค้าของร้านครบครันและติดเทรนด์เสมอ เพราะเฮียทรงสัญพยายามเข้ากรุงเทพฯ เพื่อเลือกเทปเองกับมือ แถมเลือกจากหลายเจ้า หลายค่าย เพื่อให้คนเชียงใหม่มีตัวเลือกการฟังเพลงที่หลากหลาย

“สินค้าที่เอามาวางขาย ผมไม่เลือกค่ายอยู่แล้ว” เฮียพูดด้วยรอยยิ้มจริงใจ “ถ้าผู้ผลิตเสนอมา ผมยินดีวางสินค้าให้ ไม่ว่าเพลงเขาจะดังหรือไม่ดัง หนังเขาจะดีหรือไม่ดี ผมอยากให้โอกาสเขา”

ไม่เพียงเป็นมิตรกับคนฟังเพลง ทิพย์เนตร เอนเตอร์ไพรส์ ยังเป็นมิตรกับคนทำเพลงด้วย

ช่างปั้น

“ผมปั้นศิลปินด้วยนะ” เจ้าของร้านเทปบอกความจริงที่เราไม่เคยรู้ หูตาลุกวาวไม่น้อย

“นกแล ผมปั้นมากับมือ แต่ผมไม่ได้ทำค่าย ผมปั้นศิลปินแล้วส่งให้บริษัทแกรมมี่”

“เฮียเจอนกแลได้ยังไงคะ” เราถามแมวมองด้วยความอยากรู้ (คุณเองก็คงอยากรู้น่า) 

“ผมไปเที่ยวงานวันเด็กที่กองทัพอากาศเชียงใหม่ เจอวงนกแลกำลังเล่นบองโก้ ดีดกีตาร์ ผมก็เลยติดต่อครูที่ดูแลวงว่าเป็นไปได้มั้ยถ้าฝึกให้เด็ก ๆ ตีกลองชุด ครูบอกว่าได้ แต่ไม่มีตังค์ซื้อกลองชุด

“ผมเลยให้เงินไปซื้อกลองชุด เขาฝึกจนเด็กตีกลองเป็น ไอเดียจริง ๆ เกิดจากวง XYZ โดยแนวเพลงของนกแลเป็นโฟล์กผสมสตริง จากนั้นผมก็พานกแลไปส่งให้กับ คุณเต๋อ-เรวัต พุทธินันทน์ ค่ายแกรมมี่ ผมไปนั่งห้องบันทึกเสียงด้วยเพื่อคุมการร้องของเด็ก ๆ และภาษาเหนือร่วมกับคุณเต๋อ มี วิชัย อึ้งอัมพร เป็นคนทำดนตรี นกแลประสบความสำเร็จมาก ดังระเบิดช่วง พ.ศ. 2528 – 2529” นักปั้นเล่าด้วยความดีใจ

คุยกับ เฮียทรงสัญ บวรพัฒน์นนท์ เจ้าของ ‘ทิพย์เนตร เอนเตอร์ไพรส์ เชียงใหม่’ ร้านเทป-ซีดีที่จะเปิดต่อเพื่อคนรักเพลงและหนัง

หลังจากปั้นวงนกแล เฮียทรงสัญยังปั้น ‘เดอะม้ง’ วงดนตรีเด็ก ๆ ชาติพันธุ์จากโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์เชียงใหม่ ด้วยแนวเพลงลูกทุ่งพร้อมหางเครื่อง แถมด้วยศิลปินเพลงคำเมืองหลายคน อาทิ เทพธารา ปัญญา มานะ, อบเชย เวียงพิงค์, วีระศักดิ์ และ วิฑูร ใจพรหม 

“ถ้าช่วงสงกรานต์อยู่เชียงใหม่ จะต้องเคยได้ยินเพลง ‘…เอาความฮักอ้ายคืนไป เอาหัวไปมาคืนเจ้า…’ (สาวจี๋ – อบเชย เวียงพิงค์) คนแต่งคือ ธินศมาศ มหานาม เขาขายลิขสิทธิ์ให้นิธิทัศน์ ผมซื้อลิขสิทธ์มาให้อบเชยกับวีระศักดิ์ร้องอีกที เพลงนี้ดังมาก ทุกสงกรานต์ต้องเปิด เป็นเพลงอมตะไปเลย”

นอกจากศิลปินพื้นเมือง เฮียทรงชัยยังทำเพลงพื้นถิ่น เพลงบรรเลงจากเครื่องดนตรีล้านนา เพลงพิธีกรรม และการเทศน์คำเมืองแบบประยุกต์ เป็นเวทีเทศน์ให้กับ ตุ๊จก หรือ ตุ๊ทองพระครูโสภณบุญญาภรณ์ (บุญทอง สุวณฺโณ) อดีตเจ้าอาวาสวัดโสภณาราม (วัดป่าตึง) ตำบลดอนแก้ว อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ รายได้ส่วนหนึ่งจากการขายแผ่นซีดีเทศน์ก็บริจาคให้กับวัดเพื่อใช้ประโยชน์

 คนทำเพลง ร้านขายเทป คนฟังเพลง

ความรุ่งเรืองของ ทิพย์เนตร เอนเตอร์ไพรส์ อยู่ในระดับท็อป ขยายสาขาเกือบ 10 จุดทั่วเมืองเชียงใหม่ นักขายบอกว่าสาขาไนท์บาซาร์ขายดีสุด ๆ และการท่องเที่ยวก็ดีสุด ๆ เช่นกัน มีลูกค้าหลักเป็นชาวต่างชาติ ซื้อทียกกล่อง กล่องละ 100 ม้วน เพราะราคาถูกกว่าบ้านเขา ขาช้อปชาวต่างชาติมีทริกลดน้ำหนักกระเป๋าด้วยการเอาตลับเทปทิ้ง เพราะน้ำหนักกล่องเยอะ เอาแต่เทปกับปกกลับประเทศ

“ตอน พ.ศ. 2525 ร้านผมบูมจริง ๆ คู่แข่งเยอะด้วย เพลงของค่ายแกรมมี่ ค่ายอาร์เอส ผมสั่งเทปที 400 – 500 ม้วน ขายหมดภายใน 2 วัน ต้องออเดอร์ตามไปอีก เมื่อผู้ผลิตมาเยือนภาคเหนือ ทิพย์เนตรเป็นร้านแรกที่เขานึกถึงเสมอ ศิลปิน นักร้อง ดาราทุกค่ายต้องแวะมาเยี่ยมร้านผม มาแนะนำตัว มาถ่ายรูป มาโปรโมต ดูข้างนอกสิ รูปถ่ายติดเต็มไปหมดเลย ศิลปินต่างประเทศก็เคยแวะมาเหมือนกันนะ”

คุยกับ เฮียทรงสัญ บวรพัฒน์นนท์ เจ้าของ ‘ทิพย์เนตร เอนเตอร์ไพรส์ เชียงใหม่’ ร้านเทป-ซีดีที่จะเปิดต่อเพื่อคนรักเพลงและหนัง
คุยกับ เฮียทรงสัญ บวรพัฒน์นนท์ เจ้าของ ‘ทิพย์เนตร เอนเตอร์ไพรส์ เชียงใหม่’ ร้านเทป-ซีดีที่จะเปิดต่อเพื่อคนรักเพลงและหนัง

เฮียทรงสัญชี้นิ้วไปนอกห้องทำงานที่มีกรอบภาพถ่ายศิลปินสีซีดจางติดเต็มผนัง คนดังทั่วฟ้าเมืองไทยล้วนมาเยือนที่นี่ ไม่ว่าจะ แอ๊ด คาราบาว, เท่ห์ อุเทน, ฝน ธนสุนทร, โมเดิร์นด็อก ฯลฯ มองจากประตูเมืองเชียงใหม่ก็รู้ว่า ทิพย์เนตร เอนเตอร์ไพรส์ เป็นที่รักของบรรดาศิลปินมากแค่ไหน จะว่าไปก็เป็นภาพคุ้นตาคล้ายผนังร้านข้าวต้มชื่อดังย่านสุขุมวิท ใบ้เล่น ๆ ว่าขึ้นต้นด้วย แสง ลงท้ายด้วย ชัย

“อย่าง เบิร์ด ธงไชย มาเมื่อไหร่ถนนต้องปิดถนน คนมาออเต็มหน้าร้าน ขอแค่ได้เห็นตัวจริง เทปของเบิร์ดก็ขายดี พอคนรู้ว่าจะวางขาย วันรุ่งขึ้นมาต่อคิวกันแล้ว สั่งมาพันม้วนก็ขายหมด ตอนหลังค่าใช้จ่ายคงสูง การมาเยี่ยมร้านค้าเริ่มหายไป ซึ่งร้านผมบูมอยู่ 20 ปีได้ หลังจากนั้นก็ดร็อปลง”

คิดว่าเป็นเพราะอะไร – “ช่วง พ.ศ. 2550 กว่า ๆ เด็กรุ่นใหม่ไม่ค่อยแวะมาหาผมแล้ว ผมว่าสังคมเปลี่ยน คนเข้าถึงสื่อได้มากขึ้น ทำให้เด็กไม่จำเป็นต้องมาซื้อ พอการเข้าถึงเทคโนโลยีหรือสื่อมันง่าย สะดวก บริษัทเพลงก็ค่อย ๆ ลำบาก ผมหวังว่าอนาคตจะมีตัวช่วยที่ทำให้มันบูมขึ้นมาใหม่”

คุยกับ เฮียทรงสัญ บวรพัฒน์นนท์ เจ้าของ ‘ทิพย์เนตร เอนเตอร์ไพรส์ เชียงใหม่’ ร้านเทป-ซีดีที่จะเปิดต่อเพื่อคนรักเพลงและหนัง

เราถามเฮียในฐานะคนฟังเพลง คนทำเพลง และเจ้าของร้านขาย (เทป) เพลงว่า

“สมัยก่อน เพลงดัง ไม่ดัง วัดจากอะไร” – เพราะสมัยนี้คงวัดจากยอดวิวบนยูทูบ ทะลุล้านวิว 10 ล้านวิว 100 ล้านวิว หรือเพลงฮอตฮิตติดกระแสมาก ๆ ก็กลายเป็นไวรัลในแอปพลิเคชัน TikTok

“แค่เปิดวิทยุก็รู้แล้ว” เฮียเปรย “ก่อนมีลิขสิทธิ์ ถ้าเพลงไหนดัง ร้านรับอัดเทปก็เตรียมอัดก็อปปี้กันแล้ว ยุคก่อนเขาเอาเพลงดัง ๆ มาอัดรวมกันเป็นการรวมเพลงฮิต หนึ่งม้วนมีนักร้อง 10 – 20 คน

“หลังจากมีกฎหมายลิขสิทธิ์ ‘วันละเพลง เดือนละพัน’ ก็เกิดขึ้น” – คืออะไรคะ

“เป็นการเปิดเพลงทุกวัน วันละ 1 เพลง ครบ 1 เดือนจ่าย 1,000 ดีเจได้เงินจากตรงนี้ แผ่นเสียงก็ไม่ต้องซื้อ เพราะค่ายหรือศิลปินเอามาแจกฟรีเพื่อให้สถานีโปรโมต คนจ่ายเงินคือเจ้าของแผ่น บางครั้งค่ายก็เป็นคนจ่าย จาก 1,000 เป็น 1,500 เป็น 2,000 ตอนหลังค่าเปิดแพงมากเพราะแข่งกัน

“ตอนทำเพลงของวิฑูร ผมแจก ผมก็ต้องจ่าย ถ้าไม่จ่ายก็พาดีเจไปเลี้ยงข้าว สร้างความสนิทสนม ผมเคยจ่าย 2,000 ก็เลิกทำแล้ว สถานีวิทยุเปิดเป็นดอกเห็ด แจกไหวได้ยังไง” คนเคยจ่ายหัวเราะ

ร้านขายเทปมีชีวิต

“ผมมองแล้วว่าธุรกิจขายเทปมันอันตราย” – เขาเคยทำนายว่ากิจการจะหมดความนิยม

“เพราะผมเห็นการเปลี่ยนแปลงมาตั้งแต่ยุคแรก ๆ ผมขายเทปคาสเซ็ต ก่อนหน้านั้นมีเทปตลับแปดนิ้วสำหรับเสียบเล่นในรถยนต์ แต่มันเทอะทะ เปลืองเนื้อที่ เทปคาสเซ็ตตลับเล็ก เสียก็ซ่อมง่าย จริง ๆ ก่อนเทปคาสเซ็ตมีแผ่นเสียง แล้วก็มีแผ่นเสียงระบบ LCD Soundsystem แผ่นใหญ่กว่านิดหนึ่ง

“แล้วก็พัฒนาต่อเป็นแผ่นซีดี ระบบเสียงดีมาก เลือกเพลงได้ หลังจากนั้นเป็นแผ่นวีซีดี แผ่นดีวีดี มีทั้งภาพและเสียง ร้านผมขายแผ่นหนังด้วยนะ ปัจจุบันการฟังเพลงก็อยู่ในรูปแบบ MP3 และแฮนดี้ไดรฟ์ ข้อดีคือใส่เพลงได้เยอะมาก เสียบฟังบนรถยนต์ได้ ขับรถจากเชียงใหม่-กรุงเทพฯ ฟังได้ตลอดทาง” เจ้าของธุรกิจอธิบายให้เราฟังอย่างคนเข้าใจธุรกิจและเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย

คุยกับ เฮียทรงสัญ บวรพัฒน์นนท์ เจ้าของ ‘ทิพย์เนตร เอนเตอร์ไพรส์ เชียงใหม่’ ร้านเทป-ซีดีที่จะเปิดต่อเพื่อคนรักเพลงและหนัง
คุยกับ เฮียทรงสัญ บวรพัฒน์นนท์ เจ้าของ ‘ทิพย์เนตร เอนเตอร์ไพรส์ เชียงใหม่’ ร้านเทป-ซีดีที่จะเปิดต่อเพื่อคนรักเพลงและหนัง

ณ วันนี้ ทิพย์เนตร เอนเตอร์ไพรส์ นำแผ่นเสียง (จากค่ายแกรมมี่) กลับมาขายเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งเทรนด์แผ่นเสียงกำลังได้รับความนิยมจากคนฟังเพลง มีบาร์แผ่นเสียงเกิดขึ้นมากมายพอ ๆ กับดีเจเปิดแผ่นเสียง แถมดีเจแต่ละคนก็มีแนวเพลงถนัดเฉพาะตัว ยิ่งทำให้เพลงและวงการแผ่นเสียงสนุกขึ้นไปอีก

หวังว่าการกลับมาของแผ่นเสียงจะเป็นสิ่งเล็ก ๆ ที่เติมความสดใสให้เจ้าของกิจการขายแผ่นเสียง เจ้าของกิจการขายเครื่องเล่นแผ่นเสียง รวมถึง ทิพย์เนตร เอนเตอร์ไพรส์ ให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง

“จริง ๆ พ.ศ. 2556 – 2557 ผมเริ่มวางมือแล้ว สังเกตจากคนรุ่นใหม่ไม่ค่อยมาซื้อ เขาเน้นโหลด เลยบอกให้แม่บ้าน (ภรรยา) มาดูแลต่อ ผมขอวางมือ วางมือมา 7 – 8 ปีแล้ว” ชายวัย 66 พูดยิ้ม ๆ

คุยกับ เฮียทรงสัญ บวรพัฒน์นนท์ เจ้าของ ‘ทิพย์เนตร เอนเตอร์ไพรส์ เชียงใหม่’ ร้านเทป-ซีดีที่จะเปิดต่อเพื่อคนรักเพลงและหนัง

แม้ร้านขายเทป-ซีดีเก่าแก่แห่งนี้จะเงียบเหงาไปบ้างหากเทียบกับอดีต แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับ คือคนฟังเพลงไม่ได้หายไป เราเห็นคุณลุง คุณป้า แวะเวียนมาดูแผ่นเพลงที่ร้านอยู่บ้าง มีครั้งหนึ่งเรายืนคุยกับพนักงาน เขาพูดประโยคชวนคิดว่า ‘เทปและแผ่นซีดีไม่มีวันตาย’ – คงจริง ตราบใดที่ยังมีคนฟังเพลง

เราถามเฮียทรงสัญถึงความเชื่อที่เราได้ยินได้ฟังมา – “เฮียเชื่อแบบนั้นมั้ยคะ”

“ไม่ตายอยู่แล้ว มนุษย์ต้องดูหนัง ฟังเพลง ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ แม้กระทั่งคนเจ็บ คนป่วย ก็ยังต้องฟังเพลง ดอกไม้ สัตว์เลี้ยง ก็ยังต้องฟังเพลง พอฟังแล้วไก่ออกไข่เยอะขึ้น ดอกไม้ก็สดชื่นเบ่งบาน

“ความจริงผมต้องปิดกิจการแล้วนะ ร้านอยู่ไม่ได้ ขาดทุนทุกเดือน” เฮียทรงสัญพูดความจริง ภายใต้ประโยคชวนเศร้าแต่น้ำเสียงของชายผู้นี้กลับไร้กังวัล เขาไม่ปล่อยให้เราฉงนนาน ก่อนจะเล่าเสริม

“ผมพอจะมีรายได้จากทางอื่นอยู่บ้าง และผมอยากอนุรักษ์ร้านนี้เอาไว้ เผื่อวันใดวันหนึ่งมันจะฟื้นคืนชีพขึ้นมาใหม่ ตอนนี้ในภาคเหนือเหลือร้านผมร้านเดียวแล้วนะ เคยมีคนใช้คำว่า ‘ลมหายใจที่ยังเหลืออยู่’ กับร้านผม ไม่ว่าคนลำปาง เชียงราย แพร่ น่าน เวลามาเที่ยวเชียงใหม่เขาก็จะแวะมาซื้อ

“ทุกวันนี้ลูกค้าผมมีแต่คนแก่ทั้งนั้น” เขาหัวเราะ “ผมรู้สึกโชคดีและเขาเองก็โชคดีที่ยังคิดถึงกันและกัน ลูกค้าบอกผมเสมอว่า ‘อย่าปิดร้านนะ’ ‘อย่าเลิกนะ’ เพราะเขาไม่รู้จะหาซื้อได้ที่ไหน” – นี่คงเป็นเหตุผลสำคัญให้ร้านขายเทป-ซีดีแห่งนี้ไม่ยอมปิดตัวตลอดระยะเวลา 42 ปีของการดำเนินธุรกิจ

ลมหายใจของ ทิพย์เนตร เอนเตอร์ไพรส์ ยังไม่รวยริน ตราบใดที่เสียงเพลงไม่หายไปจากโลก

การมีอยู่ของสถานที่แห่งนี้ทำให้เราเชื่อมั่นมากว่า การใช้หัวใจดำเนินธุรกิจ สำคัญพอ ๆ กับการดำเนินธุรกิจด้วยหลักธุรกิจ, และนี่คือเรื่องราวทั้งหมดของร้านขายเทปเก่าแก่ที่ยังมีชีวีต

Lessons Learned

  • จงศึกษาความเป็นไปได้ของตลาดก่อนลงมือทำธุรกิจ
  • จงทำธุรกิจอย่างคนเข้าใจธุรกิจ (ที่ตนเองทำ) มีข้อดี คือ เข้าใจสินค้า แนะนำลูกค้าได้
  • จงทำธุรกิจอย่างเป็นมิตรและจริงใจกับต้นน้ำและปลายน้ำ 
  • จงมองการณ์ไกล (มีแผนสำรอง) หากยังอยากรักษาธุรกิจที่รักในวันที่ใกล้หมดความนิยม
เฮียทรงสัญ บวรพัฒน์นนท์ เจ้าของ ‘ทิพย์เนตรเอนเตอร์ไพรส์ เชียงใหม่’ ร้านเทป-ซีดีที่จะเปิดต่อเพื่อคนรักเพลงและหนัง

ทิพย์เนตร เอนเตอร์ไพรส์

ที่ตั้ง : 228 ถนนทิพย์เนตร ตำบลหายยา อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ (แผนที่)

เปิดบริการทุกวัน เวลา 09.00 – 19.30 น. 

โทรศัพท์ : 0 5327 7210

Facebook : ทิพย์เนตร เอนเตอร์ไพรส์ เชียงใหม่ Music & Movie

Writer

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load