คุณอาจรู้จัก วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง ในฐานะผู้กำกับของ ฟ้าทะลายโจร หนังไทยเรื่องแรกที่ได้ฉายในเทศกาลหนังเมืองคานส์ และเป็นที่พูดถึงของนักวิจารณ์ทั่วโลกในแง่การนำหนังคาวบอยไทยย้อนยุคกลับมาตีความใหม่อีกครั้ง

หรือคุณอาจรู้จักเขาจากหนังเรื่อง หมานคร ที่เล่าชีวิตคนต่างจังหวัดในกรุงเทพฯ ด้วยน้ำเสียงขบขันอารมณ์ดี ในโลกอันแสนประหลาดที่มีภูเขาพลาสติกสูงตระหง่านกลางเมือง ตุ๊กตาหมีพูดได้ และยายที่กลับชาติมาเกิดเป็นจิ้งจก

หรือหากคุณชอบหนังผี ก็อาจจะรู้จักเขาว่าเป็นผู้สร้าง เปนชู้กับผี หนังผีย้อนยุคที่มีกลิ่นอายไทยแท้ ไม่ว่าจะดูกี่ทีก็ยังหลอนขนหัวลุกไม่เปลี่ยน

หนังทั้ง 3 เรื่องนี้รวมถึงเรื่องอื่นๆ ของเขา เต็มไปด้วยสีสันและงานภาพน่าจดจำ จนคนมักมองข้ามชายผู้อยู่เบื้องหลัง แม้เขาจะพอใจกับสภาวะเช่นนี้ และหวังให้คนสนใจผลงานมากกว่าตัวเขาอยู่แล้ว แต่ในเมื่อปีนี้มีวาระเปลี่ยนผ่านมากมายในชีวิตเขา ทั้งการนั่งเก้าอี้เป็น Content Creator ของ Transformation Films การทำ สิงสู่ หนังผีเรื่องใหม่ การหันไปกำกับ Original Netflix Series และการเป็นหนึ่งในสี่ผู้กำกับหนังเรื่อง Ten Years Thailand เราจึงชวนเขากลับไปทบทวนการเดินทางที่ผ่านมา และได้พบว่าเขาไม่ได้ชีวิตฉูดฉาดเหนือจริงเหมือนหนังที่เขาสร้างเลย

วิศิษฏ์ในวัย 55 เล่าเรื่องขมบ้างหวานบ้างในชีวิตกลั้วไปกับเสียงหัวเราะ ชีวิตของเขามีสีเรียบๆ ออกไปทางเทาๆ จนน่าตกใจ

นี่คือเรื่องราวไม่วิเศษของผู้ชายคนหนึ่งที่ชื่อ วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง

วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง

ทำไมหนังของคุณจึงเป็นสไตล์เหนือจริงเสมอๆ

อาจจะเป็นการหนีก็ได้ ถ้าวิเคราะห์ เรามันยากจนก็เลยต้องหนีไป ตอนเด็กๆ เราชอบอ่านหนังสือทุกประเภท กำลังภายในนี่ชอบมาก มันมีอาการที่เรียกว่าจมดิ่ง เหมือนหลุดเข้าไปในโลกนั้น อยากจะท่องมันไปเรื่อยๆ เล่มแล้วเล่มเล่า เมื่อก่อนต้องไปเช่าหนังสือ เช่าแล้วไปคืน แล้วก็เช่ามาใหม่ รู้สึกว่าอยู่ในนั้นแล้วมันมีความสุข ไม่อยากออกมา ไม่อยากให้มันจบ อาจจะเป็นการหลบหนีชนิดหนึ่ง

เราถึงไม่ชอบทำหนังชีวิต เพราะเราเศร้ามาตลอด มันเบื่อแล้ว เบื่อชีวิตแบบยากจนแล้ว

ที่บอกว่ายากจนนี่ยากจนขนาดไหน

จนแบบไม่มีอะไรจะกิน (หัวเราะ) ผมเกิดมาเป็นคนจนมากๆ ในกรุงเทพฯ มาจากชนชั้นรากหญ้าเลย เป็นหนังชีวิตเศร้าเคล้าน้ำตา

เล่าหนังเรื่องนี้ให้ฟังสักฉากสองฉากได้ไหม

ที่บ้านผมเป็นครอบครัวคนจีนร้อยเปอร์เซ็นต์ แม่ขายผักที่ตลาด ไม่ได้เรียนหนังสือ ส่วนพ่อเรียนภาษาจีน ทำหนังสือพิมพ์จีนอยู่พักหนึ่ง พอทำธุรกิจแล้วก็เจ๊ง เป็นหนี้ เราต้องย้ายบ้านหนีหนี้ แล้วพ่อก็หนีหนี้ แม่เลยโดนจับแทนพ่อไป ผมยังจำภาพตอนเด็กมากสัก 4 – 5 ขวบที่อาม่าพาไปเยี่ยมแม่ในคุกได้ ยังจำภาพนั้นได้ติดตา

พอโตขึ้นก็ต้องช่วยแม่เอาผักไปขายที่ตลาด แบกผักขึ้นรถเมล์สองสามต่อกว่าจะมาถึงตลาดโรงเลี้ยงเด็กตรงแถวหัวเฉียว พอขึ้นรถเมล์กระเป๋ารถเมล์ก็รังเกียจ ชอบไล่ ชอบเร่ง แล้ววันหนึ่งฝนตก แม่ลงบันไดรถเมล์ก็ลื่นตกบันได เรารู้สึกเลยว่าชีวิตคนจนทำไมมันขนาดนี้วะ

แล้วเด็กคนนั้นต่างจากเด็กจนคนอื่นตรงไหน

พอดีมีความสามารถทางศิลปะตั้งแต่เด็ก วาดรูปเก่ง เราก็ตั้งเป้าไว้ว่าจะเรียนทางด้านนี้ แล้วครูที่มาสอนศิลปะตอนประถมก็เป็นครูฝึกสอนไฟแรงจากเพาะช่าง เขาก็จุดประกายให้เรา สอนให้เราดูศิลปะ ดูหนังฝรั่งตั้งแต่เด็ก เป็นแรงบันดาลใจมาถึงวันนี้

คุณผลักตัวเองจนเรียนจบมัณฑนศิลป์ ศิลปากร ได้อย่างไร

เรามีพี่น้อง 6 คน แล้วก็เป็นลูกคนเล็กเกือบสุดท้อง พี่ชายคนโตเขาเรียนเก่งมาก ตอนสอบติดสวนกุหลาบทั้งย่านก็ฮือฮากันมาก พี่ชายคนที่สองคนที่สามก็ไปสอบแล้วไม่ติด เขาก็ไม่เอาเลย ไม่เรียนเลย ส่วนเราไปสอบก็ไม่ติดเหมือนกัน แต่เรายังรู้สึกว่าต้องเรียนหนังสือ ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม น่าจะเพราะว่าชอบอ่านหนังสือมั้ง

พอจบ ม.ศ. 3 ก็ไปเรียนที่วิทยาลัยช่างศิลป์แถวลาดกระบัง ซึ่งคนจนพ่อแม่เขาไม่มีเวลามาดูหรอก ก็ไปหาเอง สอบเอง พอถึงวันไปมอบตัวก็ไม่มีใครว่าง ต้องไปยืมพี่ชายเพื่อนมาเป็นผู้ปกครองปลอม แล้วก็ต้องทำงานพิเศษเพื่อหาเงินมาจ่ายค่าเทอม วาดการ์ตูนขายเล่มละบาท ไปวาดการ์ตูนการเมืองตามหนังสือพิมพ์ วาดภาพประกอบ เขียนเรื่องสั้นลงนิตยสารบ้าง

บ้านเราอยู่ฝั่งธนฯ แต่ช่างศิลป์อยู่เลยลาดกระบังไปหน่อย พอเรียนไปถึงปี 3 ก็เริ่มไม่ไหว ไกล ต้องไปขึ้นรถไฟที่หัวลำโพงแต่เช้า ส่วนใหญ่ไปก็ไม่ทันเรียนคาบแรก ขากลับก็ต้องวิ่งให้ทันรถไฟเที่ยวสุดท้าย เพื่อนบางคนก็ไปเช่าหอพัก แต่เราไม่มีตังค์เช่า เลยตัดสินใจว่าต้องสอบให้ติด คนสอบเป็นแสน รับ 60 คน ตอนแรกก็คิดว่าถ้าไม่ติดก็จะไปเรียนเพาะช่าง แต่ปรากฏว่าติดวิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง

ตอนอยู่ในมัณฑนศิลป์แล้ว ยังรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนจนมั้ย

ก็ยังจนอยู่ ส่วนใหญ่พวกเด็กเรียนศิลปะอาจไม่ถึงกับรวยแต่ก็มีฐานะ เพราะว่าค่าใช้จ่ายมันสูง การซื้อสี อุปกรณ์ ของนอกทั้งนั้น สมัยก่อนร้อยกว่าบาทต่อสี แล้วต้องซื้อเป็นสิบๆ สี เราก็ต้องยืมเพื่อนเอา

แต่ศิลปากรมันแปลกอย่างหนึ่ง คือใครรวยจะอาย เพื่อนที่ขับรถมาบางคนจะแอบไปจอดไกลๆ เพื่อแกล้งทำตัวจน เหมือนอวดรวยมันไม่เท่ ต้องจนๆ เน่าๆ เราเลยอยู่กับเขาได้ ไม่ค่อยแปลกแยก แต่ว่าเวลาเขาคุยกันเรื่องรองเท้า เสื้อผ้า แฟชั่น เราที่ไม่มีเงินไปเดินจตุจักรอย่างเขาก็จะหลุดจากบทสนทนาพวกนี้ทันที

พอจบมาแล้ว ทำไมถึงเลือกทำงานโฆษณา

สมัยนั้นมันเป็นช่วง Yuppie คือยุคที่ทุกคนจะมุ่งมั่นทำงาน หาเงิน งานเป็นเรื่องใหญ่ที่สุดในชีวิต ทุกคนอยากจะประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน คือต้องมีเงิน มีบ้าน มีรถ พอเราเรียนทางด้านนิเทศศิลป์ วงการโฆษณาก็กำลังบูม เงินเดือนดีมาก เราก็เข้าไปทำ งานแรกได้เงิน 5,000 บาทต่อเดือน เยอะมากจนเพื่อนๆ ตะลึง

วงการโฆษณาไม่ได้มีแต่คนรวยเหรอ

มันเป็นยุคบุกเบิก ที่ขอให้มีไอเดียก็เข้ามาได้ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นใครมาจากไหน ขอแค่แสดงให้เขาเห็นว่าเรามีไอเดีย อย่างเราตอนแรกเข้าไปเป็น Visualizer แล้วพอเขาเห็นแววว่าเราคิดได้ เขาก็ให้เป็น Junior Art Director แล้วก็สอนวิธีคิด ให้เราลองคิดงาน แล้วเขาก็มาคอมเมนต์ ถึงจะไม่ได้ใช้ก็ตาม แต่เขาฝึกให้เราคิด

นับว่าวงการนี้สอนคุณเยอะ

โดยเฉพาะเรื่องไอเดีย ไอเดียนับเป็นสิ่งที่สำคัญสุดในงานโฆษณา ซึ่งเราก็ใช้หากินมาได้จนถึงทุกวันนี้

แล้วก็ให้เงินกับคุณเยอะด้วย

ชีวิตก็ดีขึ้น มีรถ ซื้อบ้านได้

วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง

นอกจาก 2 เรื่องนี้ มีเรื่องไหนที่ได้จากการโฆษณาแล้วนำมาใช้กับการทำหนังอีกบ้าง

มี มีการเอาสิ่งที่ถ่ายทำในโฆษณามาใช้ในหนังโดยตรงเลย (หัวเราะ) อย่างเรื่อง หมานคร เราถ่ายควบกับโฆษณาเรื่องหนึ่งแล้วรู้ว่าหนังมันงบน้อย แต่อยากได้โปรดักชันแบบโฆษณา เราก็เซ็ตโฆษณาเรื่องนี้ให้เป็นแบบนั้น มีฉากแบบนั้น ม็อกอัพแบบนั้น แล้วเราก็ถ่ายแบคกราวนด์เก็บไปใช้ โฆษณานั้นคือผู้ใหญ่ลีของธนาคารกรุงไทย ลองไปดู จะเห็นเมฆอันเดียวกันเลย

ย้อนกลับไปก่อนจะมาเป็นผู้กำกับ คนจนอย่างคุณได้ดูหนังกับเขาไหม

คนจนดูหนังเยอะนะ โดยเฉพาะหนังกลางแปลง อย่างตอนปีใหม่เนี่ยจะมีเยอะ ทุกวันนี้ยังเป็นอยู่เลย เมื่อไรได้กลิ่นลมหนาวมาจะรู้สึกถึงความสุข เพราะว่าเดี๋ยวหนังกลางแปลงจะมาแล้ว หรือช่วงตรุษจีนที่มีงานตามศาลเจ้า เขาก็จะสั่งหนังมาฉายสมโภช เราก็จะวิ่งไปก่อนเลยเวลารถเร่ฉายหนังมา วิ่งไปดูฟิล์มที่เป็นม้วนๆ ใส่กระเป๋ามา มีชื่อหนังเขียนอยู่ที่สัน ดูว่ามีเรื่องอะไร หรือเวลาฉายแล้วฟิล์มไหม้ เขาจะตัดส่วนที่ไหม้ทิ้ง เราก็แย่งกันใหญ่เลย แล้วเอาไปส่องไฟฉายกับแว่นขยาย ฉายขึ้นผนังบ้าน

หรือบางทีไปยืนดูคนพากย์ เมื่อก่อนหนังไม่มีเสียงในฟิล์ม มันพากย์หมด แล้วบางทีคนพากย์คนเดียวเล่นทุกอย่าง ผู้หญิง ผู้ชาย ทำซาวนด์เอฟเฟกต์เองหมด สนุกกว่าดูหนังอีก พากย์ทั้งคืนคนเดียว

แต่ก่อนปีหนึ่งกว่าจะได้ดูหนังก็คือช่วงนี้ช่วงเดียว แล้วฉาย 7 วัน 7 คืน บางคืน 7 เรื่อง ดูกันจนเช้าเลย เวลาหนาวก็ก่อไฟ ชาวบ้านเอาผ้าห่มมาห่มดู เป็นความสุข

หนังมีความหมายอย่างไรกับคนจน

มันคือความยิ่งใหญ่นะ เหมือนในเรื่อง Cinema Paradiso ที่ฉายหนังกลางแปลงแล้วขอบจอมันล้นไปโดนบ้านหรือตึกแถว แล้วคนก็ออกมายืนดูหนังจากตรงระเบียง มันเป็นเวทมนตร์จริงๆ

แล้วเครื่องฉายสมัยก่อนมันใหญ่มาก เป็นลำแสงพุ่งออกมา แล้วมันระบายความร้อนขึ้นข้างบน จะเห็นควันเป็นลำ ฉายขึ้นไปบนท้องฟ้าเลย เวลาเปิดเครื่องฉายออกมา จะเห็นม้วนฟิล์มใหญ่มาก (วาดมือสุดแขนเพื่อแสดงขนาด) อยู่ข้างใน

ดูหนังวันนี้ยังรู้สึกเหมือนวันนั้นไหม

ถ้าในแง่ความประทับใจ แน่นอนว่ามันสู้ตอนเด็กไม่ได้หรอก แต่ว่ายังรู้สึกกับความเข้าไปในที่มืดๆ แล้วก็เป็นโรงใหญ่ๆ จอใหญ่ๆ บังคับให้เราดู ยิ่งถ้าเป็น IMAX มันเหมือนเราจมเข้าไปอยู่ในมันเลย

วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง

คนจนชอบดูหนังแบบไหน

ส่วนใหญ่ก็หนังแอ็กชั่น ดูสนุกๆ

แต่หนังคุณดูไม่ถูกใจคนจนเลยนะ

ไม่ถูกใจสักเรื่อง เพราะเราไม่ได้คิดแบบเดิม เราไม่ได้ปฏิเสธว่าตัวเองกลายมาเป็นวิธีคิดแบบชนชั้นกลางไปแล้ว รับอิทธิพลเมืองนอกมา รับศาสตร์และวิถีหลายอย่างมา ถึงเราจะยังอยากได้กลิ่นนั้นในความทรงจำวัยเด็กอยู่ เราก็ทำไม่ได้แบบนั้นร้อยเปอร์เซ็นต์

การเปลี่ยนมาเป็นคนชนชั้นกลาง คุณคิดว่าเป็นการลืมรากเหง้าของตัวเองหรือเปล่า

เราก็ไม่ได้มองว่าการเป็นชนชั้นกลางมันผิดอะไรนะ เพียงแต่ว่า เราคิดถึงชนชั้นอื่นหรือเปล่า หรือคิดอยู่แค่ในชนชั้นของเราเอง รสนิยมมันไม่มีใครผิดใครถูก เช่น ไปดูถูกหนังบ้านๆ ว่าไม่มีรสนิยม ก็เขาชอบของเขา มันไม่ผิด ชาวบ้านดูหนังเราไม่รู้เรื่อง ก็ถูกของเขา

แล้วไม่อยากทำหนังให้คนจนดูบ้างเหรอ

(รีบตอบ) อยาก อยาก แต่ว่ามันเป็นรสมือไปแล้ว คือเราทำกี่ทีก็ออกมาเป็นรสนี้ บางคนเขาทำหนังแบบไหนใครๆ ก็ชอบ ก็เป็นรสมือเขา

วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง

หนังของคุณทุกเรื่องมีจุดร่วมอะไรไหม

มีอยู่เป็นประเด็นบางๆ ที่ไม่น่าจะมีใครเห็น คือเรื่องชนชั้น เช่นใน ฟ้าทะลายโจร ก็พระเอกจนนางเอกรวย เรื่อง เปนชู้กับผี ก็จะเป็นผู้หญิงต่างจังหวัดกับกรุงเทพฯ มาปะทะกัน หรือ หมานคร มันก็พูดเรื่องคนจนในกรุงเทพฯ เหมือนหมาตรงสี่แยกที่จะข้ามถนนแล้วก็ข้ามไม่ได้สักทีเพราะรถมันเร็วไปหมด

วิธีที่โตมามันทำให้เราเห็นความเหลื่อมล้ำเยอะ เราเห็นสิ่งที่คนกระทำกับคนจนชัดมาก กระทั่งคนจนด้วยกันเองก็ดูถูกกัน โลกนี้เขานับถือคนมีฐานะ คนรวย คนที่เรียนสูง จบนอก แต่คนอย่างเรามันยากที่เขาจะยอมรับ

ชนชั้นเป็นเรื่องที่คนเอาไว้กดกัน ความจนคือมึงเสือกเกิดมาจน นี่แหละคือเรื่องที่เราสัมผัสมาจริงๆ ไม่ได้ไปฟังใครมา เรารับรู้มันเอง

การใส่เรื่องชนชั้นลงไป ตั้งใจจะสื่อสารอะไร

เราไม่ได้ตั้งใจใส่นะ คนมาวิเคราะห์ทีหลังกันเอาเอง

ถ้าอย่างนั้น คุณตั้งใจจะให้คนดูได้อะไรจากหนังของคุณ

จริงๆ ก็อยากจะทำหนังสนุก คิดไว้ทุกครั้งว่าเรื่องนี้ต้องสนุก เราก็ชอบหนังฮอลลีวูด ไม่ได้คิดจะทำหนังอาร์ตนะ อยากเป็นแบบคริสโตเฟอร์ โนแลน อะไรแบบนี้ ทำหนังสนุกแต่มีอะไรใหม่ๆ ให้ตื่นเต้นตลอด

จากเด็กจนๆ คนหนึ่ง คุณได้ไปคานส์ นับว่าประสบความสำเร็จไหม

ก่อนไปก็ตื่นเต้น แต่พอผ่านไปแล้วมันก็ Nothing นะ มันไม่ได้ยิ่งใหญ่อะไรมากหรอก เราก็ทำหนังปกติทั่วไป ถ้าเป็นหนังอาร์ต สิ่งที่จะพิสูจน์ว่าสำเร็จก็คือรางวัล ส่วนถ้าเป็นหนังทั่วไปแบบเรา สิ่งที่จะพิสูจน์ความสำเร็จก็คือได้เงิน ทีนี้เราไม่ได้เงิน ก็เลยยังไม่เรียกว่าสำเร็จ

วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง

นั่นคือมาตรฐานในสังคม แล้วมาตรฐานของคุณเองล่ะ อะไรคือความสำเร็จ

ของเราคือคนดู เวลาเห็นเงินที่หนังทำได้ มันไม่ได้อะไรกับเงินหรอก แต่มันคือจำนวนคนดู เวลาเห็นเงินเยอะ แปลว่ามีคนดูเยอะขนาดนั้น มันน่าตื่นตะลึงนะ

เราเคยไปเทศกาล Locarno Film Festival ที่สวิตเซอร์แลนด์ มันเป็นเทศกาลหนังที่มีจอใหญ่ตั้งกลางจัตุรัสเมือง ขนาดใหญ่บะเร่งเท่าตึก 4 ชั้น แล้วรอบๆ ก็เป็นคาเฟ่ เป็นบาร์ คนก็นั่งกินข้าว กินเหล้า ดูไปด้วย วันนั้นฉาย หมานคร แล้วคนเต็มล้นจัตุรัส เขาปรบมือกัน บางคนหันมาชื่นชมว่าชอบมาก แค่นั้นก็รู้สึกอิ่มใจมาก หัวใจมันฟู

หรือตอนไปหลวงพระบาง อันนั้นฉายเรื่อง รุ่นพี่ ร่วมกับหนังไทยอีกหลายเรื่อง ซึ่งเป็นหนังผี ตอนฉายก็มีเด็กวิ่งเล่นตลอดเวลา พอผีออกมาเด็กก็กลัวที แล้วก็กลับไปวิ่งเล่นต่อ อันนั้นก็เป็นความประทับใจในบรรยากาศบ้านๆ ที่เหมือนตอนเราเด็กๆ

ความจนเป็นอดีตอันห่างไกลหรือเปล่า หรือยังเป็นสิ่งที่รู้สึกอยู่ทุกวัน

ยังรู้สึกอยู่ แต่ความเป็นจริงมันขมขื่น มันเจ็บปวด ก็เลยไม่อยากจะนึกถึงมัน พยายามลืมๆ รู้สึกว่ามันเหมือนฝันร้าย ไม่อยากให้มันกลับมาหลอกหลอนเราอีก แต่ก็ยังจำได้อยู่

แต่ก็มีเงินแล้วนี่

มันไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องเงินในกระเป๋า สำหรับเรามันเหมือนอยู่ในยีน ใช้คำว่ายีนเพราะไม่รู้จะใช้คำว่าอะไร สันดานเหรอ ไม่รู้สิ คือเรายังปรับตัวไม่ได้ ก็อยู่แบบเดิมๆ เครื่องใช้ไม้สอยในบ้านก็ธรรมดาๆ เราไม่ถึงกับชอบนะ แต่ถ้าให้ไปอยู่ในอีกสภาพหนึ่งที่มันห่างไกลมาก เราไม่สบายใจ

ตอนหลังที่มาทำหนังเขาก็ให้เกียรติเรา อย่างสถานทูตฝรั่งเศสเชิญไปดินเนอร์กับท่านทูต เรารู้สึกอึดอัดมาก เขากินไวน์ดีๆ เราก็กินไม่ค่อยเป็น เข้าสังคมแบบเขาไม่เป็น คือไม่ได้รังเกียจ ไม่ได้แอนตี้นะ แต่มันไม่เป็นตัวเราเอง หลังๆ เลยพยายามปฏิเสธ

เพื่อนบางคนที่มาจากสังคมคล้ายๆ เรา เขาก็ไม่เป็นนะ เขาดูชอบด้วยซ้ำที่จะก้าวข้ามและเปลี่ยนตัวเองเป็นชนชั้นสูง ซึ่งเขาก็เป็นได้นะ ส่งลูกไปเรียนนอกอะไรกันมากมาย แต่เราคิดว่าเรามีความสุขก็พอ พูดง่ายๆ คือเราไม่สามารถไปเป็นเศรษฐีได้ ต่อให้ได้เงินมามากมายก็ไม่รู้จะใช้ทำอะไร ซื้อรถแพงๆ ไม่เป็น ขับไปก็คงผื่นขึ้น

เงินดูไม่ใช่ปัจจัยที่กำหนดชีวิตคุณ

คือเราอาจจะเป็นคนที่ไม่ได้ใช้ฟุ่มเฟือย เป็นคนประหยัด ไม่ค่อยเที่ยว หลังๆ เลิกกินเหล้าสูบบุหรี่ด้วย ก็เลยไม่รู้สึกอะไร อย่างตอนเงินเข้ามาในบัญชีก็ไม่ได้กรี๊ดกร๊าด อยากหามันมาอีก เพราะก็รู้สึกเท่าๆ เดิม เสียไปเราก็ไม่ได้จนลง เก็บไว้เราก็ไม่ได้รวยขึ้น

แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่อยากได้เงินนะ ยังอยากได้เงินอยู่ (หัวเราะ) ไม่ได้รังเกียจเงิน เพียงแต่ไม่อยากไปดิ้นรนเพื่อที่จะได้เงินเยอะๆ เราอยากทำงานแล้วได้เงินก็พอ ถ้าได้เงินเยอะก็ดี หรือถ้าได้ไม่เยอะแต่เราแฮปปี้ เราก็ทำ

วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง

แล้วมีกรณีไหนมั้ยที่ทำให้เสียดายว่าน่าจะมีเงินมากกว่านี้

บ่อย โดยเฉพาะเรื่องหนังเนี่ย เงินมันไม่พอสักเรื่อง เราพูดได้เต็มปากว่าไม่ได้ทำหนังเพื่อเงิน เพราะว่าเวลาทำหนังแล้วเจ๊งทุกเรื่อง ไม่เคยได้ตังค์ แถมยังเอาเงินลงไปอีก เพราะอยากให้มันดี

อาจจะเพราะว่าเราอยากได้สิ่งที่มันเป็นไปไม่ได้ อย่าง Ten Years Thailand เขามีเงินให้น้อยมาก แต่เราดันอยากทำเรื่อง Catopia ที่ต้องใช้ CG ก็เลยออกเองก็ได้วะ ลงไป 600,000 พออยากทำเราก็ช่างมัน ถือว่างานมันเป็นชื่อเรา เก็บไว้เป็นผลงานเราได้

กลายเป็นว่าหาเงินมาทำหนัง ไม่ใช่ทำหนังเพื่อหาเงิน

แต่ก่อนเลยไม่ออกมาทำเป็นอาชีพไงฮะ สมัยก่อนทำโฆษณาเพราะเงินมันดีมาก แต่ทำๆ ไปสักพักเราก็เบื่อ เลยพักแล้วออกมาทำหนัง เอาเงินที่สะสมไว้มาลงกับการทำหนัง พอเงินหมดเราก็กลับไปทำโฆษณาต่อ แต่ตอนนี้ไม่ได้ทำแล้วนะ ออกมาเต็มตัว แต่ก็พอมีเงินเหลืออยู่บ้าง

แบบนี้คงเรียกว่าลงทุนกับหนังไม่ได้ เพราะไม่ได้กำไรกลับคืนเลย ถ้าอย่างนั้นที่ลงเงินไปเพื่ออะไร

เราอยากให้มันดี แล้ว ณ จังหวะนั้นมันบังคับให้เราต้องลง ถ้าไม่ลงก็ต้องหยุด เลยคล้ายกับหน้ามืด เหมือนตอน เปนชู้กับผี โปรดิวเซอร์ก็พาไปหา ATM ตามปั๊ม เอาไป 200,000 กดกันสดๆ เลย ทีละหมื่น ทีละหมื่น

เราว่ามันเป็นความสุขทางใจ เหมือนคนรวยเล่นเรือยอชต์หรือเล่นรถราคา 20 – 30 ล้าน เขาไม่ได้ลงทุนอะไร นอกจากได้ความสุข ของเราก็เป็นหนัง ถ้าเรารวย เราก็อาจจะลงเงินกับหนังเยอะกว่านี้ก็ได้

ควักเงินใช้กับหนังมาเรื่อยๆ ไม่กลัวจะกลับไปจนเหรอ

มันก็ไม่ได้ทุ่มเยอะขนาดนั้นด้วยน่ะนะ แต่เราก็ต้องคอยดูว่า เออ ต้องกลับไปทำโฆษณาแล้วนะ กลับไปหาเงิน เรารู้ว่าเราออกมาทำหนังอย่างเดียวไม่ได้ เพราะอาจจะต้องยอมทำอะไรที่เน้นให้ได้เงิน หรือทำอะไรเร็วๆ เพื่อจะเอาเงินมากินมาใช้ แต่ของเราไม่เป็นไร เรารอได้ บางเรื่องเรารอตั้งสี่ห้าปี

จริงๆ แล้ว คือการวางแผนนะ ทั้งเราและ พี่ต้อม-เป็นเอก รัตนเรือง เป็นเหมือนกัน คือรู้ว่าเราไม่ได้มีนิสัยการทำหนังที่โดนตลาดมาก ถ้าเราจะทำหนังตามใจเรา เราก็ต้องวางแผนให้เราอยู่ได้ด้วย เราก็เลยทำโฆษณามาเลี้ยงตัวเอง เวลาคนอื่นคุยกัน ก็จะคุยกันว่าหนังเรื่องนี้จะได้กี่บาท แต่เวลาเราคุยกับพี่ต้อม ก็จะคุยว่าเรื่องนี้จะลงกี่บาทดี (หัวเราะ)

คนพื้นเพแบบคุณมีจำนวนไม่มากที่จะมาถึงที่จุดคุณอยู่ เคยรู้สึกเซอร์ไพรส์บ้างไหม

เซอร์ไพรส์นะ บางทีขับรถอยู่ยังตกใจ คนอย่างกูมีรถขับด้วยเหรอวะ หรือเวลาไปเมืองนอก ไปฟรีตามเทศกาล ก็จะคิดว่าคนอย่างกูได้มาเมืองนอกด้วยเหรอ

วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง

ความจนในวัยเด็กสอนอะไรคุณบ้าง

สอนให้เราไม่หวัง เราไม่จำเป็นต้องให้เขายอมรับว่ารวย และการยอมรับไม่ได้แปลว่าเราต้องเหมือนเขา เราเป็นของเราอย่างนี้แหละ เขาจะยอมรับก็ได้ ไม่ยอมรับก็ได้ ข้อดีก็คือเราไม่ต้องไปวิ่งไล่สิ่งที่เขามี เรามีเท่านี้ เท่านี้พอแล้ว

แล้วสิ่งที่ไม่ดีมีบ้างไหม

เราไม่มีความเชื่อมั่นกับสถาบันครอบครัว ตอนแต่งงานเราก็ตกลงกับภรรยาว่าไม่มีลูกนะ ตั้งแต่สมัยนู้นที่ทุกคนแต่งงานแล้วต้องมีลูก เป็นธรรมเนียมปฏิบัติ เรากลับตกลงเลยว่าไม่มี ไม่จัดงานแต่งงาน ไม่อะไรเลย

อีกอย่างคือ ลึกๆ เราเป็นคนไม่ชอบเผชิญหน้าคน ตอนเด็กๆ เวลาวาดรูปชั่วโมงศิลปะ ครูเดินมาชมคือร้องไห้ เป็นบ้า ขี้ประหม่า ทุกวันนี้ก็ยังเป็น เวลาไปไหนแล้วต้องขึ้นโพเดียมจะกลัว เครียด จริงๆ อาชีพผู้กำกับไม่เหมาะกับเราเลย เพราะมันต้องคุยกับคนเยอะๆ ตอนออกกองนี่เป็นอะไรที่เกลียด เกลียดมาก แต่ถ้าเราอยากทำหนัง มันมาพร้อมกันเป็นแพ็กเกจ ถ้าจะปรุงอาหารก็ต้องออกไปหาวัตถุดิบที่ตลาด ถึงไม่ชอบตลาดก็ต้องไป

ทุกวันนี้คุณยังมีความเป็นเด็กอยู่ในตัวไหม

เชื่อว่าคนทำหนังทุกคนมีความเป็นเด็กในตัวเอง หนังมันเป็นความประทับใจในวัยเด็ก ครั้งแรกที่ดูหนัง ยังจำได้เลยว่าไปดูในโรงที่เฉลิมไทย เป็นหนังไทยเรื่อง จงอางผยอง มันขี่ม้าแล้วถ่ายตอนม้าย่ำไปในโคลน โคลนกระเด็น เราเอามือปิดตา มันคือเวทมนตร์ที่เห็นระหว่างภาพกับความเป็นจริง มันทำให้ฝังใจแล้วก็ยังรู้สึกถึงตลอด

สปีลเบิร์กบอกว่า เด็กทุกคนมีความเป็นคนทำหนังอยู่ในตัว เหมือนเวลาเราเล็งตุ๊กตาทหาร แล้วเราจะก้มมองผ่านไหล่ตัวนี้ไปยิ่งตัวนู้น นั่นคือภาพยนตร์ สปีลเบิร์กเองก็ยังไม่โต ยังเป็นเด็กอยู่ตลอด เขาก็ยังมีไฟที่จะทำ เพียงแต่ว่าร่างกายเขาอาจจะไม่ไหว แต่ไอเดียเขายังมีอยู่

ในฐานะคนที่ผ่านการทำหนังมาเยอะ ทุกวันนี้มองหนังต่างจากแต่ก่อนไหม

เมื่อก่อนเราเป็นคนหนุ่มที่เพ้อฝัน ฟุ้งซ่าน จะเห็นหนังยิ่งใหญ่มาก ผู้กำกับดังๆ เป็นไอดอลที่มีผลต่อเรา แต่พอเริ่มทำเองแล้วเริ่มแก่ ก็เห็นว่ามันเป็นแค่อีกอาชีพหนึ่ง ทุกอาชีพมันไม่ได้ยิ่งใหญ่ไปกว่ากัน เราแค่รู้สึกว่าเราซื่อสัตย์กับอาชีพเท่านั้น เราไม่ได้คิดถึงผลพลอยได้ของมันอยู่แล้ว ถ้าเราขับแท็กซี่ เราก็ซื่อสัตย์กับการบริการ เรียกไปไหนก็ไป ถือว่าประสบความสำเร็จ อันนี้ก็เหมือนกัน แค่ทำให้มันดี

ถ้านั่งดูหนังที่เป็นเรื่องชีวิตคุณ ในฐานะคนดู คิดว่าจะออกมาเป็นหนังประเภทไหน

คงเป็นหนังแบบ ชาร์ลี แชปลิน มั้ง เป็นหนังคนจน ไร้บ้าน แต่เขามองโลกในแง่ที่มีความสุข ชีวิตเราน่าจะเป็นอย่างนั้น เราเลยไม่ทำหนังเกี่ยวกับความยากจนในแง่มุมที่มันจริง เพราะว่าเราไม่อยากพูดถึงสิ่งนั้นในแง่ซีเรียส ทั้งที่จริงๆ มันซีเรียสมาก

ชาร์ลี แชปลิน ก็ชีวิตเศร้านะ เศร้ามาก แต่เขาทำออกมาในแง่ขบขัน ถ้าแชปลินทำหนังซีเรียส เขาก็คงไม่ได้รับการจดจำขนาดนี้ ชีวิตเราเองก็น่าจะเป็นอย่างนั้น

วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง

Writers

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

อลิษา ลิ้มไพบูลย์

นักอยากเขียนผู้เรียนปรัชญาเพื่อเยียวยาอาการคิดมาก เวลาว่างใช้ไปกับการร้องคอรัสเล่นๆ แบบจริงจัง และดูหนังอย่างจริงจังไปเล่นๆ

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

ผศ.ดร.ปิยาภรณ์ เชื่อมชัยตระกูล หรือ อาจารย์จิ๊บ คือผู้อำนวยการสถาบันชาและกาแฟ แห่งมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย

เธอใช้เวลากว่าสิบปีเดินทางศึกษากระบวนการผลิตชาของประเทศต่าง ๆ แล้วนำมาพัฒนาการผลิตชาในเชียงราย จากที่เคยเป็นมือปืนรับจ้างผลิตชาชั้นดี แล้วส่งออกเป็นวัตถุดิบไปให้แบรนด์ชาในจีนและไต้หวัน สู่การสนับสนุนให้เกษตรกรปลูกชาและแปรรูป ด้วยการสร้างเอกลักษณ์ความเป็นชาไทยที่ไม่เหมือนประเทศอื่น ๆ

อาจารย์จิ๊บปลุกปั้นผู้ประกอบการชาเชียงรายในทุกมิติ แล้วพาไปประกวดชาในเวทีโลกที่ญี่ปุ่น

ชาไทยคว้ารางวัล 3 ปีซ้อน

ปีนี้คว้ามาได้ 4 รางวัล รางวัล Grand Gold Prize ที่เปรียบได้กับแชมป์โลก 1 รางวัล และ Gold Prize อีก 3 รางวัล

อะไรทำให้ชาที่ปลูกในประเทศไทยและแปรรูปโดยชาวไทย ชนะชาจีนและชาญี่ปุ่นซึ่งเป็นต้นตำหรับ

และอาจารย์จิ๊บคือใคร ผ่านอะไรมา ถึงพาชาไทยไปได้ไกลขนาดนี้

มาทำความรู้จักชีวิตของอาจารย์จิ๊บ ผ่านเครื่องดื่ม 5 แก้วที่จะเล่าถึงชีวิตของเธอกัน

ดร.ปิยาภรณ์ เชื่อมชัยตระกูล ผอ.สถาบันชาและกาแฟฯ ผู้พาชาไทยไปคว้าแชมป์โลกที่ญี่ปุ่น
แก้วแรก

น้ำเปล่า

ความบริสุทธิ์ในวัยเยาว์ที่พร้อมเรียนรู้เรื่องราวต่าง ๆ

อาจารย์จิ๊บเป็นสาวเชียงใหม่ผู้เติบโตมาในครอบครัวที่คุณพ่อจบมาจากคณะวนศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ ทำงานด้านป่าไม้ ส่วนคุณแม่ทำงานด้านการศึกษาในศาลากลางจังหวัด ในวัยเยาว์เธอจึงได้เข้าป่ากับคุณพ่อ ซึมซับพลังของธรรมชาติ และเห็นคุณพ่อเปลี่ยนเขาหัวโล้นให้กลับคืนมาเป็นป่าอีกครั้ง ในขณะเดียวกันเธอก็เป็นเด็กที่เรียนดีได้ที่หนึ่งมาตลอด เป้าหมายของเธอในวัยนั้นคือการเรียนคณะเแพทยศาสตร์ ตามความต้องการของคุณพ่อ ซึ่งเธอก็ไม่ขัดข้อง

“ชีวิตตอนนั้นเป็นเหมือนน้ำเปล่าที่บริสุทธิ์มาก พร้อมเรียนรู้ทุกเรื่อง ใครให้ทำอะไรก็ทำ มีอยู่วันหนึ่งตอน ม.5 คุณพ่อเห็นว่าเราอยู่กับป่า อยู่กับหนังสือ ไม่เคยได้ใช้ชีวิตโลดโผนแบบวัยรุ่น เขาเลยบอกว่า พ่อรู้นะว่าลูกเหนื่อย ไม่ต้องเป็นหมอก็ได้ เพราะการเรียนหมอมันเหนื่อยและหนัก อาจจะไม่เหมาะกับชีวิตลูก ต่อไปลูกอยากทำอะไรก็ทำเลย” อาจารย์จิ๊บเล่าถึงเหตุการณ์ปลดภาระหนักอึ้งที่แบกมาตลอด 15 ปีออกจากบ่า

เธอพยายามค้นหาว่า อะไรคือสิ่งที่เธออยากเรียนจริง ๆ อาจารย์จิ๊บชอบเรื่องเกษตรเหมือนคุณพ่อ แต่สนใจงานด้านแปรรูปอาหารมากกว่า เนื่องจากเพื่อนคุณพ่อแนะนำว่าน่าเรียนเรื่องเกี่ยวกับอาหาร เพราะยังไงคนก็ต้องกินอาหาร ไม่ตกงานแน่นอน เธอจึงเลือกเรียน Food Science ซึ่งเพื่อนคุณพ่ออธิบายงานให้เธอเห็นภาพว่าเป็น ‘หมออาหาร’ เมื่อรวมกับเงื่อนไขว่า อยากเรียนที่เชียงใหม่ นักเรียนระดับท็อปของโรงเรียนก็เลยเลือกเรียนที่มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ซึ่งเปิดสอนสาขานี้มานานแล้ว

“พอคุณพ่อบอกไม่ต้องเป็นหมอ เราก็ลองไม่อ่านหนังสือ ใช้ความรู้เท่าที่มี คุณพ่อไม่ได้บังคับว่าต้องไปเรียนมหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ จงเรียนแบบที่มีความสุข สนุก และไม่กดดัน นั่นคือจุดเปลี่ยนในชีวิตเลย”

ดร.ปิยาภรณ์ เชื่อมชัยตระกูล ผอ.สถาบันชาและกาแฟฯ ผู้พาชาไทยไปคว้าแชมป์โลกที่ญี่ปุ่น
แก้วที่สอง

โคล่า

ความสดใสซาบซ่าในวัยเรียน

อาจารย์จิ๊บเป็นลูกคนโตของบ้าน เป็นหลานคนโตของครอบครัว เรียนดีมาโดยตลอด ครอบครัวของเธอจึงคาดหวังว่า น่าจะเรียนจบมหาวิทยาลัยพร้อมเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง ช่วงแรกเธอก็ยังอยู่ในเส้นทางนั้นจนกระทั่งขึ้นปี 2 เธอก็เริ่มสนุกกับการทำกิจกรรมของคณะ

“พอทำกิจกรรมมันเหมือนได้พลังอีกด้านหนึ่งกลับมา เราทำแบบหูดับตับไหม้เลย เป็นเลขาฯ สโมสรนักศึกษา ใครชวนทำอะไรทำหมด เกรดเลยเหลือแค่ 3 นิด ๆ แต่ชีวิตเรามีความสุขจังเลย เราเจอสิ่งที่ไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง แต่ทำเพื่อเพื่อน เพื่อมหาวิทยาลัย” เธอเล่าต่อว่า หลังจากเรียน ๆ เล่น ๆ มา 2 ปี เธอกลับมาตั้งใจเรียนอีกครั้งตอนปี 4 โดยตั้งเป้าว่าต้องทำเกรด 4.00 ให้ได้ทั้ง 2 เทอม ซึ่งเธอไม่พลาด

ถ้าเธอเอาจริง อะไรก็ขวางเธอไม่ได้ ทั้งเรื่องงานและเรื่องกิน

“เครื่องดื่มที่เหมาะกับชีวิตช่วงนี้คือโค้ก คนที่สนิทกันจะรู้ว่า ถ้าเห็นเราเหนื่อย สั่งโค้กให้ แป๊บหนึ่งจากหน้าบึ้ง ๆ เราจะยิ้มได้ทันที” อาจารย์จิ๊บบอกว่า ตอนนั้นหรือตอนนี้ก็ต้องเป็นโค้กออริจินัลใส่น้ำแข็งเท่านั้น “ถ้าจะกินก็กินให้มันสุดไปเลย ก็รู้อยู่แล้วว่าสารให้ความหวานคือน้ำตาล ก็กินสิ แต่ระวังว่ากินในปริมาณเท่าไหร่ถึงจะไม่กระทบกับร่างกายเยอะก็พอ”

ดร.ปิยาภรณ์ เชื่อมชัยตระกูล ผอ.สถาบันชาและกาแฟฯ ผู้พาชาไทยไปคว้าแชมป์โลกที่ญี่ปุ่น
แก้วที่สาม

ชาไทยเย็น

สีสันของชีวิตมหาวิทยาลัยที่หวานหอม

“ชาไทย หรือ Signature Thai Tea คือเครื่องดื่มโปรด เอกลักษณ์ของมันคือความหอมหวาน ละมุน และมีสีส้มสะดุดตา จนทำให้ชาไทยเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก” อาจารย์จิ๊บพูดถึงเครื่องดื่มที่เธอกินทุกวันตอนเรียนปริญญาโทและเอก

ในใบชามีสารคาเทชิน เมื่อทำปฏิกริยากับออกซิเจนจะเปลี่ยนเป็นสีส้ม พอทำปฏิกริยาไปเรื่อย ๆ จะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล ในโลกนี้ยังไม่มีนักวิทยาศาสตร์คนไหนหยุดปฏิกริยานี้ให้คงไว้ที่สีส้มได้ ทั่วโลกเลยทึ่งที่ประเทศไทยทำชาสีส้มได้ จนนักวิชาการชาติต่าง ๆ พยายามมาถามเคล็ดลับจากอาจารย์จิ๊บ

ความลับนั้นคือ การเติมสี

“กฎข้อหนึ่งในการผลิตชาคือ เติมกลิ่นได้ แต่ห้ามเติมสี คนที่ทำชาไทยก็รู้ เขาเลยไม่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นชา แต่เป็นเครื่องดื่มภาชนะบรรจุปิดสนิท ซึ่งอนุญาตให้เติมสีผสมอาหารได้ เพราะสีส้มนี่เองที่ทำให้คนจดจำได้ เราเคยลองถอดสีผสมอาหารออก คนต่างชาติชิมแล้วก็ยังบอกว่าเป็น Thai Tea เพราะมันยังหวาน หอม ด้วยกลิ่นวานิลลากับมาริลินที่เป็นเอกลักษณ์”

นั่นคือชาไทยในความทรงจำของคนต่างชาติ

อาจารย์จิ๊บตัดสินใจเรียนปริญญาโทที่ ม.เกษตรศาสตร์ คณะอุตสาหกรรมเกษตร ด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ซึ่งต่อยอดจาก Food Science ที่เรียนมาตอนปริญญาตรี

ชีวิตสาวเชียงใหม่ในเมืองหลวงที่ต้องเบียดเสียดกับผู้คนในระหว่างเดินทาง และแย่งกันใช้ชีวิตกับผู้คนมากมายทำเอาเธอน้ำตาตกอยู่หลายหน แต่ไม่ว่ายังไงเธอก็ต้องพยายามปรับตัวให้เข้ากับสังคมใหม่ให้ได้

หนึ่งในการปรับตัวคือ อาสาเป็นผู้ช่วยสอนน้องปริญญาตรี จนติดอันดับผู้ช่วยสอนที่สอนมากที่สุดในภาควิชา จนกลายเป็นหัวหน้าก๊วนของน้อง ๆ

“วินาทีแรกที่เราเข้าไปในมหาวิทยาลัยชั้นนำ เรารู้สึกตัวเล็กมากเลย ทุกคนขยันมาก การจะทำให้คนหันมามอง เราต้องมีอะไรโชว์ สิ่งที่พูดกับอาจารย์เสมอคือ มีอะไรให้หนูช่วยไหมคะ เรายินดีทำให้ทุกอย่าง เพราะเราจะได้เรียนรู้ไปด้วย แล้วอาจารย์ก็จะช่วยเชื่อมคอนเนกชันให้เรา”

พอเรียนจบอาจารย์จิ๊บก็กลับมาเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ลำปาง 1 ปี แล้วย้ายไปทำงานที่มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง 3 ปี จึงมีโอกาสได้กลับไปเรียนปริญญาเอกสาขาเดิมที่มหาวิทยาลัยเดิม

ช่วงนั้น ม.แม่ฟ้าหลวง ตั้งสถาบันชา เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมชาในประเทศไทย เพราะเชียงรายเป็นแหล่งปลูกชาที่ดีที่สุดในประเทศไทย อาจารย์จิ๊บผู้มีส่วนร่วมในสถาบันชาด้วยตั้งใจว่า จะไปเรียนปริญญาเอกเรื่องชา

แต่สุดท้าย อาจารย์ที่ปรึกษาของเธอก็ไม่ถนัดเรื่องชา อาจารย์จิ๊บจึงต้องทำธีสิสเรื่องข้าวเหมือนตอนปริญญาตรี

ดร.ปิยาภรณ์ เชื่อมชัยตระกูล ผอ.สถาบันชาและกาแฟฯ ผู้พาชาไทยไปคว้าแชมป์โลกที่ญี่ปุ่น
อาจารย์จิ๊บ ผอ.สถาบันชาและกาแฟ แห่ง ม.แม่ฟ้าหลวง ผู้พาชาไทยคว้าแชมป์โลก Grand Gold Prize ที่ญี่ปุ่น
แก้วที่สี่

ชาเขียวจีน

เดินทางไปเรียนรู้เรื่องชา และพาชาไทยไปสู่สายตาชาวโลก

ปีนี้สถาบันชาและกาแฟ แห่งมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง มีอายุครบ 18 ปี โดยพ่วงชื่อกาแฟต่อท้ายเมื่อ 3 ปีที่ผ่านมานี่เอง

อาจารย์จิ๊บรับตำแหน่งผู้อำนวยการสถาบันชาเมื่อ พ.ศ. 2556 ตอนนั้นเธอเชี่ยวชาญเรื่องข้าว ความรู้เรื่องชามีเพียงแค่ชาไทยเครื่องดื่มแก้วโปรดของเธอเท่านั้น เธอแยกความแตกต่างของชาจีนชนิดต่าง ๆ ไม่ได้ด้วยซ้ำ เมื่อต้องมาบริหารสถาบันชา เธอจึงเริ่มศึกษาเรื่องชาอย่างจริงจังราวกับทำวิทยานิพนธ์

“ผู้บริหารมหาวิทยาลัยให้โจทย์เราว่า ถ้าจะทำเรื่องชา เราต้องไปหาคอนเนกชัน ไปหาเพื่อนที่ประเทศจีน ท่านเลยส่งเราไปยูนนาน ให้ล่ามมาคนหนึ่ง ปล่อยให้เราลุยเลย” อาจารย์จิ๊บบินไปคุนหมิงเพื่อพบกับมหาวิทยาลัยเกษตรยูนนานและสถาบันชายูนนาน ไปคุยกับผู้เชี่ยวชาญเรื่องชาโดยที่ไม่เข้าใจศัพท์แสงอะไรเกี่ยวกับชาเลย เธอได้แต่ตั้งใจจด ๆ ๆ ทุกอย่างมาก่อน และพยายามเรียนรู้ให้ได้มากที่สุด

“เราต้องนั่งรถแวนเข้าไปในป่าในดง เดินทางลำบากมาก สิ่งที่เปิดโลกเราคือ ยูนนานอยู่ติดเชียงราย จีนตอนใต้เหมือนบ้านเรามาก เขามีแหล่งท่องเที่ยวเกี่ยวกับชาที่ขึ้นชื่อระดับ 4 ดาวของประเทศจีน มีชาผู่เอ๋อ หรือ ชาอัดแผ่น เรารู้ว่าไทยส่งวัตถุดิบไปทำชาอัดแผ่นที่จีน เราขอให้เขามาสอนทำได้ไหม เขาก็ไม่สอน แต่ทริปนั้นก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีนะ”

หลังจากนั้นอาจารย์จิ๊บก็เดินทางไปเรียนรู้และสร้างความร่วมมือกับไต้หวัน ต่อด้วยไปพรีเซนต์เรื่องชาสมุนไพร และผูกมิตรกับวงการชาญี่ปุ่นในงาน World O-CHA หรือเทศกาลชาโลก ที่จังหวัดชิซึโอกะ ประเทศญี่ปุ่น เธอใช้เวลา 7 ปีสั่งสมความรู้และประสบการณ์เรื่องชาจนเสนอให้มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงจัดประชุมวิชาการนานาชาติเรื่องชาในประเทศไทยเมื่อ พ.ศ. 2557 ซึ่งอาจารย์จิ๊บต้องตอบคำถามผู้บริหารมหาวิทยาลัยให้ได้ว่า ทำแล้วได้อะไร

“มันคือการสร้างแม่เหล็ก สร้างแสงให้มหาวิทยาลัย ให้จังหวัดเชียงราย ให้ประเทศไทย เราต้องการปักหมุดว่า ประเทศไทยมีแหล่งปลูกชาที่ดี ไม่ใช่ถูกจดจำว่า ชาไทยคือชาใส่สีแต่งกลิ่นไม่มีประโยชน์ นักวิจัยต่างชาติบางคนเรียกชาเราว่า ‘ชามะเร็ง’ ด้วยซ้ำ”

อาจารย์จิ๊บอธิบายว่า ชาดี ๆ ที่ปลูกในประเทศไทย ถูกส่งออกไปเป็นวัตถุดิบให้จีนและไต้หวัน เพราะพื้นฐานผู้ประกอบการชาบ้านเรามีบรรพบุรุษเป็นคนยูนนาน ไม่ก็คนไต้หวัน คนในวงการชาต่างประเทศจึงมองว่า ไทยเป็นเพียงมือปืนรับจ้างในการผลิตชา สร้างแบรนด์ของตัวเองไม่ได้

เธออยากเปลี่ยนความคิดนี้ให้ได้

อาจารย์จิ๊บ ผอ.สถาบันชาและกาแฟ แห่ง ม.แม่ฟ้าหลวง ผู้พาชาไทยคว้าแชมป์โลก Grand Gold Prize ที่ญี่ปุ่น
ชาแก้วที่ห้า

Best Cup of Thai Tea

คุณค่าจากบรรพบุรุษสู่การสืบสานของลูกหลาน

บนโลกนี้มีชาอยู่ 2 สายพันธุ์หลัก ๆ คือ ชาจีน หรือ Camellia sinensis var. sinensis กับ ชาอัสสัม Camellia sinensis var. Assamica ชาในโซนจีน ญี่ปุ่น ไต้หวัน ส่วนใหญ่เป็นชาจีน ส่วนชาอัสสัมอยู่แถบอินเดีย ศรีลังกา เป็นส่วนใหญ่

ในประเทศไทยปลูกชาอัสสัมมากว่าพันปี บางพื้นที่มีต้นชาอัสส้มอายุหลายร้อยปีที่บรรพบุรุษปลูกไว้ และชาวบ้านจำนวนไม่น้อยตัดทิ้งไปปลูกพืชเศรษฐกิจตัวอื่นอย่างไม่เห็นค่า ทั้งที่ชาอัสสัมพื้นเมืองของไทยถือเป็น 1 ใน 8 พืชชุดแรกที่ถูกเลือกเข้าโครงการอนุรักษ์สายพันธุ์พืชของกรมสมเด็จพระเทพฯ

ส่วนชาจีน คนไต้หวันนำมาปลูกที่ดอยแม่สลองเมื่อไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา แต่ก็ปรับตัวกับสภาพในเมืองไทยได้ดีมาก

“เราทำงานโดยใช้หลักของในหลวงรัชกาลที่ 9 คือ เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา เราต้องเข้าใจชาในโลกนี้ว่ามีมาตรฐานแบบไหน แล้วกลับมาเข้าถึงทรัพยากรของเราว่า บ้านเรามีวัตถุดิบอะไร แล้วพัฒนาด้วยพื้นฐานความรู้เทคโนโลยีที่เรามี ต่อยอดจากตรงนั้น”

แม้จะเป็นชาสายพันธุ์ที่มีต้นกำเนิดเดียวกับประเทศจีนหรือไต้หวัน แต่ปลูกในภูมิประเทศภูมิอากาศที่แตกต่าง รวมถึงมีการพัฒนาสายพันธุ์ ชาเชียงรายจึงแตกต่างจากชาจีน ส่วนขั้นตอนการแปรรูป ถึงจะทำเหมือนประเทศอื่น ๆ แต่ทุกขั้นตอนก็มีเคล็ดลับที่สั่งสมมาจากประสบการณ์อันยาวนาน

ชาที่ปลูกในประเทศไทยจึงไม่เหมือนชาที่ปลูกในประเทศอื่น

“เมื่อวานมีคนจากฝรั่งเศสมาหา เขาถามว่าชาอู่หลงของไทยตอนนี้ผลิตโดยคนจีนหรือคนไต้หวัน ในอดีตน่ะใช่ มีคนจีนคนไต้หวันมาคุมการผลิตแล้วส่งกลับไป แต่ปัจจุบันผู้ประกอบการที่เป็นทายาทธุรกิจ เขามีประสบการณ์มากพอ ทำชาด้วยตัวเองได้ เขาได้รางวัลในเวทีสากลมา 3 ปีแล้ว สิ่งนี้น่าจะบอกความสามารถในการทำชาของคนไทยได้” อาจารย์จิ๊บหมายถึงชาที่เธอลงพื้นที่ไปทำงานด้วย ทั้งเรื่องการผลิต การนำเสนอ จนถึงขั้นพาไปแข่ง

อาจารย์จิ๊บ ผอ.สถาบันชาและกาแฟ แห่ง ม.แม่ฟ้าหลวง ผู้พาชาไทยคว้าแชมป์โลก Grand Gold Prize ที่ญี่ปุ่น
อาจารย์จิ๊บ ผอ.สถาบันชาและกาแฟ แห่ง ม.แม่ฟ้าหลวง ผู้พาชาไทยคว้าแชมป์โลก Grand Gold Prize ที่ญี่ปุ่น

ชาเชียงราย 4 ตัวที่เพิ่งคว้ารางวัลจากเทศกาลชาโลกในปีนี้ ได้แก่ ชาขาว Forest Elegance White Tea จากโรงงานชาเทียนฮวา คว้ารางวัล Grand Gold Prize ส่วน ชาขาว Summer Vibe และชา White Peony Tea จากร้าน One Tea At A Time, ชาขาว Khiri White Tea จาก ไร่ชาวังพุดตาล และ ชาดำ BOMA Black Tea จากไร่ชา TEA 1×2 – ไร่ชา 1×2 ดอยพญาไพร คว้ารางวัล Gold Prize

ใครจะไปคิดว่า ชาไทยจะชนะชาจีนและชาญี่ปุ่นได้

“อย่าคิดว่าชาเขียวที่ดีที่สุดคือชาญี่ปุ่น อย่าคิดว่าชาดำที่ดีที่สุดคือชาอินเดีย ศรีลังกา คุณต้องเข้าใจวัตถุดิบที่มีในไทย หากระบวนการผลิตที่เหมาะสม แล้วสร้างเอกลักษณ์ต่างๆ ขึ้นมา” ผู้เชี่ยวชาญเรื่องชาของญี่ปุ่นเคยบอกอาจารย์จิ๊บไว้แบบนั้น

“นั่นคือคำพูดจากสวรรค์ที่ให้กำลังใจเรา เราไม่ต้องวิ่งตามญี่ปุ่น จีน หรือประเทศไหนเลย มันทำให้เรากล้าก้าวข้ามการผลิตเพื่อส่งออกแบบเดิม ๆ “

เชียงรายได้เปรียบผู้ผลิตชาในหลายพื้นที่ตรงที่มีทั้งชาอัสสัมและชาจีน จึงมีโอกาสพัฒนาชาเบลนด์กลิ่นรสใหม่ ๆ แบบชาฝรั่ง และชาที่เน้นรสชาติดั้งเดิมแบบชาจีน

“พัฒนาไปได้ทั้ง 2 ทาง ขึ้นอยู่กับว่าเราจะเจอลูกค้ากลุ่มนั้นได้ยังไงและเราเก่งเรื่องไหน” อาจารย์จิ๊บเริ่มวิเคราะห์โอกาสของชาเชียงราย “เราเพิ่งพาน้อง ๆ ผู้ประกอบการชาไปทริปญี่ปุ่นด้วยกัน พาไปทั้งเกษตรกรผู้ปลูกชา และผู้ที่เอาวัตถุดิบมาเบลนด์ แต่ละคนถนัดกันคนละเรื่อง เมื่อเอามารวมกันคือพลังอันยิ่งใหญ่

“ถ้าเราให้ชาวอาข่าจากดอยพญาไพรซึ่งพูดภาษาอังกฤษไม่ได้เลยไปทำตลาดต่างประเทศ เขาคงทำไม่ได้ แต่มีน้องกลุ่มหนึ่งเอาชาจากดอยพญาไพรมาเบลนด์ เขากำลังจะส่งไปขายที่ญี่ปุ่นแล้ว มันต้องจับมือกันทั้งห่วงโซ่อุปทาน เราสอนน้อง ๆ เสมอว่า ผู้ประกอบการคือผู้ประกอบทุกเรื่องราวเข้าด้วยกัน ไม่มีใครทำได้เองเบ็ดเสร็จทุกขั้นตอน เราคือระบบนิเวศที่สร้างกันขึ้นมา เป็นพันธมิตรที่เกื้อกูลกันทางธุรกิจ”

อาจารย์จิ๊บอยากให้เราลองจิบชาไทยสักแก้ว แล้วมองชาไทยด้วยมุมมองที่ต่างไปจากเดิม มองให้เห็นว่า กว่าเกษตรกรจะดูแลต้นชาของเขาจนได้ใบชาที่ดีนั้นยากแค่ไหน ต้องตื่นแต่เช้ามืดเดินไปบนทางชัน 45 องศาเพื่อเก็บยอดชา แล้วเอามาแปรรูปด้วยขั้นตอนมากมากมาย

“ราคาชาหนึ่งแก้วที่เราจ่ายไปไม่แพงเลย มันคือเรื่องราวของการรักษาและสืบสานคุณค่าดั้งเดิมของสิ่งที่อยู่ในท้องถิ่น มันคุ้มมากเลย เราการันตีว่าชาไทยคุณภาพดี ผลิตได้เทียบเท่ามาตรฐานสากล เพียงแต่รอวันที่คนไทยยอมรับของไทย เพราะเราติดกับความเป็นต่างชาติมานานมาก”

อาจารย์จิ๊บ ผอ.สถาบันชาและกาแฟ แห่ง ม.แม่ฟ้าหลวง ผู้พาชาไทยคว้าแชมป์โลก Grand Gold Prize ที่ญี่ปุ่น

อาจารย์จิ๊บสรุปทิ้งท้ายถึงคุณค่าของชาเชียงรายว่า

“วัฒนธรรมชา คือต้นทุนทางสังคมที่บรรพบุรุษสร้างไว้ให้ ลูกหลานเอานวัตกรรมมาต่อยอดเพื่อสร้างคุณค่า ถ้าเราเห็นคุณค่าของวัฒนธรรมแล้ว เราจะ สืบสาน-ซาบซึ้ง-ส่งต่อ จนทำให้วัฒนธรรมนั้นคงอยู่ตลอดไป”

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Photographer

จารุเกียรติ หน่อสุวรรณ

งานประจำก็ทำ ช่างภาพก็อยากเป็น

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load