18 ธันวาคม 2562
57 K

“My name is Wish like Make a Wish”

ประโยคแนะนำตัวของ อู๋-วิชระวิชญ์ อัครสันติสุข นักออกแบบเจ้าของแบรนด์ WISHARAWISH ที่เรียกรอยยิ้มจากทุกคนจนกลายเป็นเหมือนแบรนดิ้ง คนมากมายรู้จักเขาในนามดีไซเนอร์ผ้าไทย แต่เขาตอบอย่างถ่อมตัวว่าเป็น ‘นักออกแบบ’ คนหนึ่งเท่านั้น เพียงแต่เอาศิลปะและดีเอ็นเอความประณีตของหัตถกรรมไทยมาผสานกับการงานออกแบบเสื้อผ้าด้วยความตั้งใจ จนเป็นที่รู้จักและได้รับการยอมรับจากทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นการรับเชิญให้ร่วมงาน MQ VIENNA FASHION WEEK 2019 ประเทศออสเตรีย Rakuten Fashion Week Tokyo 2020 ประเทศญี่ปุ่น ฯลฯ

อู๋-วิชระวิชญ์ อัครสันติสุข นักออกแบบเจ้าของแบรนด์ WISHAWISH

แต่สิ่งที่ทำให้เราอยากคุยกับเขา คงต้องขอย้อนกลับไปหลายเดือนก่อนหน้า เราเห็นเพื่อนบนเฟซบุ๊กแบ่งปันโพสต์ ‘ของดีเมืองอุบล’ มีบรรดาหนุ่มสาวตาน้ำข้าวสวมเสื้อผ้าสีดี ดีไซน์เก๋ พอเพ่งอีกทีเสื้อผ้าเหล่านั้นทำมาจากผ้าฝ้ายทอมือ บ้างย้อมด้วยสีธรรมชาติ ผ้าไหมไทยแท้ก็มี ทั้งหมดเป็นแมททีเรียลจากแบรนด์เสื้อผ้าในจังหวัดอุบลราชธานี ที่เขาเข้าไปร่วมทำงานด้วยทั้งการออกแบบและจับคู่สี ทำเอาเราทลายความคิดว่าผ้าไทยจะต้องฉูดฉาด ยิ่งผ้าไหมสีจะต้องสด ใส่ไม่ได้จริงในชีวิตประจำวัน แต่ดีไซน์ของอู๋เพียงเห็นก็อยากหยิบมาใส่เสียทุกวัน เรียบง่าย แต่จับต้องได้ 

WISHARAWISH ก้าวข้ามข้อจำกัดของผ้าไทยได้อย่างไร สวมผ้าไทยแล้วไปลุยรันเวย์ด้วยกันเลย

วิชระวิชญ์ อัครสันติสุข ดีไซเนอร์ชาวบุรีรัมย์ที่ฉีกกรอบผ้าไทยจนได้เดินรันเวย์ระดับโลก

ผู้กำกับความฝัน

“เราเป็นเด็กต่างจังหวัด อยากเติบโต อยากนู่น อยากนี่ เลยต้องตั้งใจเรียน จะได้เข้ามากรุงเทพฯ แต่ก็ไม่ได้มาด้วยความทะเยอทะยานว่าอยากเด่น อยากดัง แต่กรุงเทพฯ มีนิทรรศการศิลปะนะ เธอต้องเอนท์ให้ได้ จะได้ไปดูหนังได้ 

“ศิลปะมันอยู่ศูนย์กลางเกินไป ต่างจังหวัดไม่มีแบบนั้น” 

‘ผู้กำกับ’ เป็นความฝันแรกของชายชาวบุรีรัมย์คนนี้ 

 อู๋เลยตัดสินใจเรียนต่อสาขาวิชาศิลปการละคร คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จนกระทั่งเขาได้ไปดูประกวดแฟชั่น ในงาน Gift Festival ของมหาวิทยาลัยศิลปากร เหมือนปลุกไฟในตัวเขาให้ลุกโชน อู๋เกิดความอยากทำขึ้นมาบ้าง เขาตัดสินใจเดินตรงเข้าห้องสมุดเพื่อค้นคว้าความรู้เองทั้งหมด เพราะเพื่อนที่เรียนสาขาแฟชั่นแทบเป็นศูนย์ เส้นทางที่จะทำให้เขาก้าวเข้าสู่วงการแฟชั่นได้ คือ ‘เวทีประกวด’ ไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ ไม่ว่าไทยหรือเทศ บอกมา อู๋ไปหมด!

จนปี 2003 เขาผ่านเข้ารอบเวทีประกวดของประเทศญี่ปุ่น

วิชระวิชญ์ อัครสันติสุข ดีไซเนอร์ชาวบุรีรัมย์ที่ฉีกกรอบผ้าไทยจนได้เดินรันเวย์ระดับโลก

“เราอยากไปเที่ยว เพราะถ้าเข้ารอบเขาจะออกตั๋วเครื่องบินและค่าที่พักให้ ตอนนั้นเราเป็นนักศึกษาก็เลยใช้โอกาสตรงนั้นเป็นใบเบิกทางในการไปดูโลก พอชนะ ก็ทำให้เราเป็นที่รู้จักขึ้นมาหน่อย หลังเรียบจบเราต่อยอดมาตลอด ทำงานสายโฆษณาบ้าง ทำคอสตูม เป็นผู้ช่วยสไตล์ลิส เป็นข้อดีนะ มันช่วยให้เราได้เจอกับพี่ช่างภาพและผู้กำกับ 

“เขาจะสอนเราว่าในมุมมองของวิชวลต้องทำยังไง บางทีชุดของจริงสวยระดับหนึ่ง แต่มันต้องขึ้นกล้องด้วย โฟโตจีนิกเป็นสิ่งสำคัญ เราถูกสอนมาแบบนั้น แล้วต้องทำงานเร็ว เพราะเวลาทำงานค่อนข้างน้อย ต้องเสกมันขึ้นมาให้ได้” 

นักเรียนออกแบบสู่ข้าราชการ

อู๋ได้รับโอกาสไปทำงานกับแบรนด์แฟชั่นมีชื่ออย่าง Greyhound ทำให้เขาได้เรียนรู้ระบบแฟชั่นอย่างแท้จริง ก่อนตัดสินใจไปเรียนต่อด้านการออกแบบที่ประเทศฝรั่งเศสอยู่ 4 ปี แต่ชายตรงหน้าบอกว่าเหมือนไปเข้าค่ายมากกว่า

“อาจารย์เขาไม่ได้สอนเราเรื่องรสนิยม เขาปล่อยให้เราเป็นตัวเองให้ได้มากที่สุด อาจารย์จะคอยเป็นโค้ช แล้วปล่อยให้เราอยู่ภายใต้แรงกดดัน ภายใต้เงื่อนไขเวลาที่มีน้อยมาก แต่ต้องทำทุกอย่าง ต้องเปลี่ยนทุกอย่างในนาทีสุดท้ายให้ได้ เพื่อฝึกเราก่อนออกไปเจอลูกค้า เหมือนฝึกรด. เพราะสถานการณ์จริงมันมีการเปลี่ยนแปลงในเวลาที่จำกัดอยู่แล้ว”

หลังเรียนจบจากประเทศฝรั่งเศส อู๋กลับมารับราชการในกระทรวงวัฒนธรรม เพราะเขาได้รับทุนจากรัฐบาลให้ไปเรียนด้านการออกแบบแฟชั่น ตอนนั้นเขาประจำตำแหน่ง Design Promoter คอยจัดงานประกวดของ Young Designer 

วิชระวิชญ์ อัครสันติสุข ดีไซเนอร์ชาวบุรีรัมย์ที่ฉีกกรอบผ้าไทยจนได้เดินรันเวย์ระดับโลก

“เราผ่านเวทีมาทั่วโลกแล้ว เรารู้ว่ามันเป็นโอกาสให้คนมากมาย ข้อดีของเวทีที่เราเคยจัดคือการใช้ผ้าไทยเป็นส่วนประกอบในการประกวด สนับสนุนให้เด็กรุ่นใหม่ได้ใช้ผ้าไทยแล้วใช้ผลงานตรงนี้เป็นพอร์ตในการเรียนต่อ ตอนนี้น้องๆ หลายคน ยังเรียนอยู่ที่ประเทศอังกฤษและฝรั่งเศส จากจุดเริ่มต้นตรงนั้น เขาก็ได้ใบเบิกทางไปต่อยอดเหมือนกับเรา”

Promoter สู่ Designer

ทำงานในกระทรวงวัฒนธรรมได้สักพักอู๋ก็ออกมาทำงานของตัวเองด้วยเหตุผล ‘ช่วยคนทำงานด้านผ้าได้มากกว่า’

“เพราะเราอยากเปลี่ยนแปลงระบบ เราก็เข้าไปอยู่ในระบบ ด้วยระบบราชการมีกฎระเบียบมากมาย รวมถึงอุปนิสัยของเราอาจไม่เหมาะกับระบบ 8 to 5 เพราะเราตื่นบ่าย นอนตี 4 พอออกมาเราก็โฟกัสอะไรที่เป็นตัวเอง ชอบผ้า ชอบศิลปะ แต่ขณะเดียวกันเรายังร่วมงานกับกระทรวงวัฒนธรรมในการให้คำปรึกษาและทำงานร่วมกับราชการอยู่

“โชคดีมีอยู่ปีหนึ่งสถานทูตฝรั่งเศสให้เราไปเป็นศิลปินในพำนักที่ประเทศฝรั่งเศส ปกติเขาได้ไปกัน 3 เดือน แต่เราได้ไป 6 เดือน เพราะว่าเขาใจดี” อู๋ส่งยิ้มก่อนจะเสริมว่า “ส่วนหนึ่งเป็นเพราะโปรเจกต์ที่เราเสนอไปด้วย”

หลังกลับจากการแสดงงาน เขาลุยต่อด้วยการส่งผลงานเข้าประกวด Mango Fashion Awards 2012 เพราะต้องแข่งขันกับนักออกแบบนานาประเทศ สิ่งที่จะทำให้อู๋และ WISHARAWISH แตกต่าง คือการนำผ้าไหมมามิกซ์กับแมททีเรียลของเสื้อผ้า แต่มักมีภาพจำว่า ‘ผ้าไหม’ จะต้องเป็นผ้าของผู้ใหญ่และใส่ออกงานสำคัญเท่านั้น แต่อู๋ไม่คิดแบบนั้น

“เวลาทำงานเราต้องคิดว่าผ้าไหมไม่ใช่ผ้าไหม ไม่ใช่ผ้าตัดเสื้อของผู้ใหญ่ ไม่ใช่ผ้าที่ใช้ในโอกาสพิเศษ ถ้าคิดแบบนั้นจะกลายเป็นการสร้างข้อจำกัดของผ้าไหม เราต้องคิดว่าผ้าไหมเป็นเพียงผ้าชนิดหนึ่งเท่านั้น หน้าที่ของเราคือต้องหาวิถีทางผสมผสานผ้าไหมออกมาให้สากลเข้าใจให้ได้ และทำให้คนไทยแทบจะลืมไปเลยว่าผ้าที่เราเอามาใช้เป็นผ้าไทย”

ความแตกต่างทว่าสร้างเอกลักษณ์ทำให้เขาคว้ารางวัลชนะเลิศมาครองได้สำเร็จ 

คำถามจากทางบ้าน

คงไม่ผิดหากจะบอกว่าอู๋พา WISHARAWISH เดินสายผ้าไทยอย่างเต็มตัว ก่อนเราจะมานั่งสนทนาขนาดยาวเขาชวนเราไปดูบรรยากาศการแคสนางแบบ-นายแบบเพื่อเดินในงาน ELLE Fashion Week Fall/Winter 2019 ที่เครื่องแต่งกายล้วนมาจากผ้าไทยทั่วทุกภาคของประเทศ เราเห็นมุมจริงจังของเขาจนนึกเกรง ความเอาแน่และตั้งใจถูกถ่ายทอดผ่านแววตา ทว่าพอเอ่ยปากสนทนาเขากลับกลายเป็นอีกคนอย่างไม่น่าเชื่อ ไหนจะน้ำเสียงสนุกและท่าทีเป็นกันเองนั้น ช่างเชื้อเชิญให้เราไม่หยุดยิงคำถามชวนสงสัยอย่าง 

วิชระวิชญ์ อัครสันติสุข ดีไซเนอร์ชาวบุรีรัมย์ที่ฉีกกรอบผ้าไทยจนได้เดินรันเวย์ระดับโลก

ปัญหาผ้าไทยในอุตสาหกรรมแฟชั่นสำหรับคุณคืออะไร

“ผ้าไทยไม่ได้เป็นปัญหา มันเป็นธรรมชาติ ทุกอย่างมีเกิด มีดับ มีของใหม่เกิดขึ้น ของเก่าในแนวอนุรักษ์ก็ยังมีคนชอบอยู่ แต่ถ้าถามว่าทำไมผ้าไทยไปวงกว้างไม่ได้ มันคงเป็นเรื่องของโปรดักชัน เพราะคุณค่ามันอยู่ที่การทำจำนวนเยอะไม่ได้ เลยกลายเป็นของ Niche ว่ากันตามความจริงก็ผลิตเยอะได้ แต่คนชอบอะไรที่เป็นลิมิเต็ดมากกว่า

“ถ้าคนชอบผ้าไทยจริงเขาต้องรู้ว่าแต่ละชิ้นมันไม่สม่ำเสมอกันหรอก อย่างผ้าบาติก ถ้าจะเอาสีเดียวกันต้องทำล็อตเดียวและวันเดียวกัน ไม่สามารถทำคนละล็อตแล้วออกมาเป๊ะแบบอุตสาหกรรม ลูกค้าบางคนจะไม่เข้าใจ คนเข้าใจก็มี แต่ไม่ได้กว้างหรือแพร่หลายมากนัก ก็หมือนอาหารไทย มีทั้งคนชอบและคนไม่ชอบ อาหารอาจจะง่ายกว่าหน่อยเพราะเป็นสิ่งที่คนเข้าถึงง่าย แต่เสื้อผ้ามีความเป็นปัจเจกและส่วนบุคคลกว่ามาก”

คุณกระโดดออกจากกรอบความคิดเดิมของผ้าไทยยังไง

“เราเปลี่ยนผันไปเรื่อยและสนุกกับมัน พยายามเล่นแร่แปรธาตุ สิ่งที่เรากำลังทำเราเอาของราคาไม่แพงมากมาเพิ่มมูลค่า อย่างผ้าขาวม้าจากราชบุรีเอาไปสกรีนลายเพิ่ม บางครั้งโยงสองชุมชนเข้าด้วยกัน เพื่อท้าทายความสามารถแต่ละบ้าน เอาเทคนิคการย้อมผ้าแบบภาคอีสานไปให้ภาคเหนือทำ หรือเอาผ้าจากอีสานไปทำบาติกภาคใต้ ซึ่งปกติการเข้าถึงกลุ่มคนที่เขาจะทำผ้าให้เรามันไม่ง่าย แต่พอเขาเห็นเองด้วยผลงาน เขาก็ยอมที่จะทำ เพราะเขาเชื่อว่ามันจะได้ผล”

วิชระวิชญ์ อัครสันติสุข ดีไซเนอร์ชาวบุรีรัมย์ที่ฉีกกรอบผ้าไทยจนได้เดินรันเวย์ระดับโลก
 WISHAWISH

ท้าทายความสามารถแต่ละบ้านยังไงบ้าง

ลองเปลี่ยนผ้ามั้ย ลองทำยากขึ้นสิ ให้ทำง่ายแต่ต้องขยันมาก หรือบางลายออกมาเบสิกมากแต่กระบวนการต้องสลับสีทุกสามเส้น เขาจะไม่ค่อยทำเพราะขี้เกียจ เราจะไปยุว่า อย่าขี้เกียจ ต้องลองดู ต้องขยัน จะได้สร้างเอกลักษณ์ของแต่ละบ้าน บางทีเราก็เหมือนหมอ เพราะแต่ละบ้านอาการไม่เหมือนกัน เป็นเหตุผลให้เราต้องลงชุมชนไปเจอเขาถึงบ้านเพื่อดูว่ามีอะไรน่าสนใจ ของบางอย่างมันดีมากแต่เขาเก็บไว้ไม่เอาออกไปขายตามงานแสดงสินค้าก็มี”

ผ้าไทยแต่ละภาคมีเอกลักษณ์ยังไง

“ท้ายสุดแล้วเราไม่อยากให้แบ่งว่าผ้าเป็นของภาคไหน โลกมันโยงใยนะ สุรินทร์ก็ส่งผ้าไปทุกที่ ฝ้ายจากอุบลก็ไปทุกที่ คอนเนกชันถึงกันหมด มันดีนะ แต่สิ่งที่เราแบ่งเพิ่งมาแบ่งกันทีหลัง หลังจากที่เขามีของเหล่านี้ด้วยซ้ำ ความจริงผ้าไหมอีสานก็เคยไปอยู่ที่ปัตตานีมาก่อน มันเป็นวัฒนธรรมอุษาคเนย์มากกว่าจะมาแบ่งว่าบุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ

“คาแรกเตอร์แต่ละที่เลยต่างกันไป มันก็ผิดเพี้ยนบ้าง แต่ความสวยงามมันเกิดจากความผิดเพี้ยนนั่นแหละ ไม่ได้จำกัดว่าผ้าที่ไหนเป็นอย่างไร และเราพยายามดึงของที่มีอยู่ในท้องถิ่นมาแจมด้วย อย่างใบไม้ เปลือกไม้ เพื่อลดการขนส่งและสนับสนุนของในชุมชน บางครั้งเปลือกขนุนของแต่ละที่ก็ไม่เหมือนกันแล้ว เราว่าสีธรรมชาติกำลังเป็นทางเลือกใหม่”

ถ้าไม่แบ่งผ้าไทยออกเป็นภาค แล้วคุณนิยามผ้าไทยว่าคืออะไร

“อะไรก็ตามที่เกิดขึ้นด้วยฝีมือในแผ่นดินนี้” เขายิ้ม ก่อนจะเสริมว่า

“บางอย่างไม่จำเป็นต้องเป็นไท้ไทย ถามว่าหนังคนแสดงเป็นคนไทย ผู้กำกับเป็นคนไทย แต่ไปถ่ายเมืองนอกทั้งหมด เป็นหนังไทยหรือเปล่า ถ้าฝรั่งมาทำงานกับเรา แต่ใช้เทคนิคและภูมิปัญญาท้องถิ่นไทยทั้งหมดจะถือเป็นผ้าไทยหรือเปล่า หรือของไทยก็ไม่ได้เป็นของไทยหรอก มันเป็นของโลก เพราะสิ่งที่เราทำอยู่ ลาว เขมร อินโดนีเซียก็ทำ

“เรากลับชอบงานศิลปะหัตถกรรมมากกว่า งานฝีมือและความตั้งใจอยู่ในตัวคนไทย เป็นนักประดิษฐ์โดยสายเลือด ต่อให้ทำอุตสาหกรรมดิจิทัลหรือการตัดต่อ โพสโปรดักชันคนไทยก็มีความสามารถ ความละเอียด และงานประณีต”

วิชระวิชญ์ อัครสันติสุข ดีไซเนอร์ชาวบุรีรัมย์ที่ฉีกกรอบผ้าไทยจนได้เดินรันเวย์ระดับโลก
 WISHAWISH

แล้ว WISHARAWISH ทำงานอยู่กับอะไร

เราทำงานอยู่กับการเวียนว่ายตายเกิดตลอดเวลา เราไม่อยากบอกว่าเป็นปรัชญาพุทธ เพราะท้ายสุดก็เป็นเรื่องธรรมชาติ มีเกิด มีดับ เกิดแก่เจ็บตาย เล่นเรื่องไม่พ้นพระอาทิตย์ขึ้น พระอาทิตย์ตก เราพยายามเอาอะไรที่เป็นนามธรรมออกมาเป็นรูปธรรมให้ได้มากที่สุด เพราะเป็นคนชอบอ่านหนังสือ แรงบันดาลใจมาจากคีย์เวิร์ดค่อนข้างเยอะ พอเราได้คำแล้วก็หาภาพที่สอดคล้องกันแปลงออกมาเป็นวิชวล พอเป็นวิชวลแล้วเป็นเทคนิค แล้วค่อยสร้างออกมาคอลเลกชัน 

“คนมักจะถามเราว่าไม่สเกตภาพหรอ อยากเห็นตอนตัดผ้า เราบอก No เราไม่ได้ทำงานแบบนั้น เพราะเราทำงานกับคนค่อนข้างเยอะ เราต้องใช้คนให้ถูกงาน คนไหนถนัดอะไรก็มอบหมายงานให้กับเขา เหมือนเราเป็นผู้กำกับแต่ต้องรู้ด้วยนะว่างานแต่ละอย่างทำยังไง ให้เราทำเองก็ได้ แต่ถ้าทำเองเราไม่สามารถสร้างสนามกีฬาใหญ่ออกมาได้”

เห็นว่าคุณชอบเล่นแร่แปรธาตุ มีตัวอย่างสนุกเล่าให้ฟังมั้ย

 WISHAWISH

“โจทย์มันมาเองเพราะเราไม่มีเงิน ต้องทำสิบชุดไปแสดงที่ประเทศฝรั่งเศส เลยใช้ผ้าผูกศาลพระภูมิเมตรละยี่สิบบาทเอามาทำเป็นเลเยอร์ ข้อดีคือน้ำหนักเบา เราเอามาทำฟอร์มได้ง่าย คัตติ้งน้อยชิ้น เน้นการเตรียมแมททีเรียลมากกว่า

“ชิ้นล่าสุดเป็นผ้าขาวม้า ราคาไม่แพงเลย เราเอาไปซิลค์สกรีนลายกราฟิกต่อ จนเกิดเป็นสิ่งใหม่ขึ้นมา หรืออันนั้นเป็นผ้าทอซาโอริ จากจังหวัดพังงา มีดีไซเนอร์ณี่ปุ่นมาสอนสร้างอาชีพตอนมีเหตุการณ์สึนามิ เราก็เข้าไปช่วยจับคู่สีให้ อีกผืนเป็นผ้าไหมอีสานเราส่งไปย้อมที่จังหวัดเชียงใหม่ พอเนื้อผ้าเป็นไหมไม่ใช่ผ้าฝ้าย ความรู้สึกของลายและผ้าก็ต่างกัน”

 WISHAWISH

เขาเดินหยิบผ้าชิ้นโน้นที ชิ้นนั้นที แล้วอธิบายให้เราฟังอย่างละเอียดยิบ

“ผืนนี้วัยรุ่นหน่อย เป็นผ้าบาติก ตัวลายเราได้แรงบันดาลใจจากอิโมจิลายไฟ”

 WISHAWISH

“อันนั้นเป็นเหมือนผ้าห่มบนรถทัวร์ เผอิญเราลงชุมชนแล้วเห็นว่าเขาทอผ้าห่มส่งรถทัวร์ เห้ย มันดีมาก ทำไมเขาไม่เอาวัตถุดิบท้องถิ่นมาลองทำดู เราเลยให้เขาเปลี่ยนจากด้ายโรงงานเป็นด้ายฝ้าย ใส่แล้วจะไม่คัน แล้วใช้การทอเหมือนผ้าห่มรถทัวร์ เราไปจับคู่สีและลายให้ ส่วนชุดนั้นเราเอาเศษผ้าค้างสต็อกของแบรนด์ในจังหวัดอุบลฯ มาตัดต่อเป็นเสื้อผ้า”

 WISHAWISH

“ผ้าบาติกผืนนั้นจากปัตตานี เราไปเปลี่ยนสิ่งที่เขาทำ แต่ไม่ได้เปลี่ยนทั้งหมด ปกติเขาทำลายดอกดาหลาค่อนข้างเล็ก ละเอียด แต่เราไปทำให้ใหญ่และโฟโตจีนิก เปลี่ยนคู่สีเพื่อให้เข้ากับกลุ่มตลาด มันได้ผลนะ ญี่ปุ่นสั่งผ้าไปตัดเป็นกิโมโน เราร่วมพัฒนาจนเขาประสบความสำเร็จ คนอยู่ตรงนั้นเขามีความสุข เราเองดีใจ เขามีความเป็นอยู่ดีขึ้น แล้วเขาก็กล้าลองทำสิ่งใหม่ แต่ไม่ใช่เคสนี้เคสเดียว เราไปจับคู่ให้เขาเจอทิศทางอื่น เหมือนเป็นแม่สื่อแม่ชักให้เขามาเจอกัน” 

 WISHAWISH

เสื้อผ้าแต่ละชุดของ WISHARAWISH ทำไมสีหวานจัง

“คนไทยชอบหวาน” นักออกแบบตอบพร้อมรอยยิ้มหวาน

(แล้วเบรกความหวานยังไง) 

“ปล่อยไปตามจังหวะ อย่าไปคิดว่าจะต้องมีอะไรเป็นพิเศษ แต่ด้วยผ้ามาหวาน พอดีกับอารมณ์เราเองอยากทำอะไรที่มันคลีน สบายตา เรื่องเครียดเยอะแล้ว อยากให้เบาลงบ้าง เพราะว่าช่วงไหนที่เครียดคนจะชอบงานเรา ดูจากในโซเชียลเห็นได้ชัด คนมากดชอบ มากดแชร์กันเป็นพิเศษ เขาไม่ได้ต้องการโอนมันด้วยซ้ำ เขาแค่ต้องการเห็นว่ามันเกิดสิ่งเหล่านี้ขึ้นมา หรือผ้าไทยมันมีความหวังมันไปต่อได้นะ”

ช่วยเล่าที่มาที่ไปของภาพที่คนกดแชร์กันสนั่นโซเชียล

“ภาพเซทนั้นเป็นโปรเจกต์หนึ่งของจังหวัดอุบลฯ เราเข้าไปเป็นหนึ่งในที่ปรึกษา ลงไปแนะนำตั้งแต่เรื่องผ้า ให้เขาทำผ้าจากสีที่เราต้องการ เป็นสีที่คนไม่ค่อยเห็นและต่างจากเดิมที่เขาเคยทำ เพื่อเปิดช่องทางใหม่ ช่วยเสริมทางด้านการตลาดให้เขา แล้วก็ออกแบบให้ด้วย ใส่ดีเอ็นเอของเราผสมกับดีเอ็นเอของเขา อย่างแบรนด์ฝ้ายเข็นเห็นว่าขายดีมาก”

วิชระวิชญ์ อัครสันติสุข ดีไซเนอร์ชาวบุรีรัมย์ที่ฉีกกรอบผ้าไทยจนได้เดินรันเวย์ระดับโลก

การให้โอกาสคนสำคัญกับคุณยังไง 

“สำคัญมาก เราต้องให้ เพราะเราเคยไม่มีโอกาสมาก่อน ต้องพยายามแบ่งให้คนอื่นบ้าง เราล้มมาเยอะเหมือนกัน เราพยายามจะช่วยคนล้มให้ลุกง่ายขึ้น เขาจะได้ไม่เสียเวลากับข้อผิดพลาด แต่ขณะเดียวกันเราก็เรียนรู้จากเขาด้วย” 

ทำงานแฟชั่นมาเกือบ 20 ปี ในขณะที่โลกและเทรนด์หมุนไปทุกวัน จุดยืนของคุณคืออะไร

“อยู่อย่างมีความสุขโดยรู้ตัวเองว่าเราอยากได้อะไร เราทำงานมาสิบเจ็ดปี เห็นมาเยอะ รู้ตัวเองดีว่าทำอะไรได้ ทำอะไรไม่ได้ หรือยังไม่ได้ลองอะไร เรายังสนุกอยู่กับสิ่งที่ทำแล้วก็การเรียนรู้ เราว่าเป้าหมายของแต่ละคนไม่เหมือนกัน

“สำหรับเราขอแค่ให้ได้ทำสิ่งที่ชอบแค่นั้นเอง พอเรามีความสุข เราก็พยายามกลับไปยังรากเหง้า กลับไปทำอะไรกับพื้นที่ตรงนั้นบ้าง เราก็เหมือนนักกีฬาไปโอลิมปิก แต่เป็นสายออกแบบ ได้มีโอกาสทำแล้ว ก็มุ่งมั่นทำต่อ”

Writer

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

Photographers

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

In Design

วิธีคิดและแรงบันดาลใจของนักออกแบบที่น่าทำความรู้จัก

ถ้าลองเข้าเว็บไซต์งานส่วนตัวของ ลันลัน-ด้วยรัก ผดุงวิเชียร ศิลปินภาพประกอบวัย 23 ปี จะพบว่านิยามคำว่า ‘ภาพประกอบ’ ของเธอกว้าง ตั้งแต่ภาพวาด แอนิเมชัน ของเล่นไขลาน ตุ๊กตา ไปจนถึงพรม 

สำหรับลันลัน ภาพประกอบคือการสื่อสารโจทย์ผ่านศิลปะ จึงไม่จำเป็นต้องอยู่เฉพาะบนกระดาษสองมิติ ไม่ว่าจะรูปแบบไหน ถ้ามันทำหน้าที่เล่าเรื่องได้อย่างหมดจด ก็ถือเป็นภาพประกอบที่เยี่ยมยอดแล้ว

ในอีกแง่มุมหนึ่ง หลายครั้งลันลันก็ใช้ภาพประกอบมาเล่าเรื่องชีวิตของตัวเองด้วยเช่นกัน เธอกล่าวถึงเรื่องที่เป็นปัญหาของผู้ใหญ่ ซึ่งเป็นสิ่งที่พบเจอเอง ผ่านกลิ่นอายลายเส้นภาพนิทานสำหรับเด็ก ไม่ว่าจะเป็นการคิดฟุ้งซ่านจนนอนไม่หลับ ที่ใช้ปลาว่ายวนเป็นตัวแทนการคิดเวียนไปมาตอนตี 3 ตัวการ์ตูนสัตว์ประหลาดคล้ายหมาที่กินไม่หยุดในช่วงกักตัว หรือปัญหาในครัวอย่างถังข้าวที่โดนรุกรานจากผีเสื้อกลางคืน

ด้วยรัก ผดุงวิเชียร ศิลปินภาพประกอบวัย 23 ใน USA ที่มีผลงานแสดงในลอนดอน โอซาก้า เวนิส

ความน่ารักในงานของลันลันโลดแล่นอยู่บนเวทีประกวดระดับโลกมาแล้วตั้งแต่ตอนเธอเรียนมัธยมปลาย งานของศิลปินวัยเยาว์ได้รับเลือกบนเวทีการประกวด Young Arts : Merit Award ค.ศ. 2014, 2015 และ 2016 โดยจัดแสดงผลงานที่ Disney Concert Hall ลอสแอนเจลิส ประเทศสหรัฐอเมริกา 

ช่วงมหาวิทยาลัย ลันลันเป็นศิลปินในรอบสุดท้ายเวที Arte Laguna Prize 2018 ได้จัดแสดงผลงานที่เวนิส ประเทศอิตาลี (ลันลันแอบกระซิบมาว่า ปีนี้งานของเธอได้รับเลือกอีกครั้ง) ปีถัดมา เธอเข้ารอบสุดท้ายเวที RWS Royal Watercolor Society 2019 ได้จัดแสดงงานที่ลอนดอน ประเทศอังกฤษ รวมถึงได้เป็นศิลปินรับเชิญจัดแสดงผลงานที่ IYN Gallery ณ โอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น และเข้ารอบสุดท้ายบนเวที Society Of Illustration ค.ศ. 2020, Association of Illustration ค.ศ. 2020, Society Of Illustration West ค.ศ. 2021

ศิลปินมากฝีมือคนนี้ยังเคยร่วมงานกับ Oliver Chin บรรณาธิการสำนักพิมพ์ Immedium ผู้แต่งหนังสือสำหรับเด็กมาแล้วกว่า 15 เล่ม รวมถึงเคยร่วมงานกับ Tom Kracauer และ Sean Hernandez ศิลปินผู้ทำงานผ่านหลากหลายสื่อและเทคนิค นอกจากนี้ เธอยังทำงานอาสาสมัครเป็นครูศิลปะจากผ้า (Fiber Art) ให้กับบุคคลที่มีความต้องการพิเศษในมูลนิธิ Exceptional Children Foundation

ไม่ว่าคุณจะเคยรู้จักเธอมาก่อนหรือไม่ เราอยากชวนลันลันมาพูดคุยเรื่องการเติบโตไปพร้อมกับศิลปะ ที่พาความฝันการศิลปินจากประเทศไทยมายัง Interlochen Arts Academy โรงเรียนศิลปะที่รัฐมิชิแกน ประเทศสหรัฐอเมริกา สู่ Rhode Island School of Design (RISD) มหาวิทยาลัยศิลปะซึ่งโด่งดังด้านการสอนศิลปะภาพประกอบ และอาชีพปัจจุบันในฐานะนักวาดภาพประกอบอิสระในลอสแอนเจลิส พร้อมคุยถึงที่มาของความหลากหลายทางเทคนิคที่เธอใช้ในงานศิลปะ ธรรมชาติอันเป็นแรงบันดาลใจมาตลอด อนาคตก้าวต่อไปที่ใฝ่ฝัน และกระแสในปัจจุบันอย่าง NFT หรือตลาดศิลปะดิจิทัล

มาเริ่มบทสนทนาที่จะทำให้เราอยากหยิบสิ่งใกล้ตัวมาประดิษฐ์งานศิลปะกันเถอะ 

ด้วยรัก ผดุงวิเชียร ศิลปินภาพประกอบวัย 23 ใน USA ที่มีผลงานแสดงในลอนดอน โอซาก้า เวนิส
ด้วยรัก ผดุงวิเชียร ศิลปินภาพประกอบวัย 23 ใน USA ที่มีผลงานแสดงในลอนดอน โอซาก้า เวนิส

ช่วงนี้ทำอะไรอยู่บ้าง

ตอนนี้เป็นฟรีแลนซ์ ทำภาพประกอบกับแอนิเมชันอยู่ แล้วก็ทำพรมขาย มีโปรเจกต์อยู่ในช่วงเซ็นสัญญา วาดภาพประกอบกับสำนักพิมพ์จากฝรั่งเศส เขากำลังจะทำหนังสือเกร็ดความรู้เรื่องสัตว์ต่างๆ ส่วนที่เราเข้าไปรับผิดชอบคือ หอยทาก

ทำไมภาพของลันลัน ส่วนใหญ่ถึงเป็นสัตว์กับธรรมชาติ

เราโตมากับธรรมชาติ ครอบครัวเราทุกคนชอบต้นไม้ ที่บ้านปลูกต้นไม้แนวป่าฝนเยอะมาก วิ่งเล่นในสวนของหมู่บ้าน ต้นไม้ก็เยอะ เรียนโรงเรียนรุ่งอรุณก็อยู่กับธรรมชาติ พอชีวิตล้อมรอบด้วยธรรมชาติ เลยได้แรงบันดาลใจมาจากสิ่งที่เห็นในชีวิตประจำวัน

ตอน ม.1 คุณพ่อคุณแม่พาไปดำน้ำ เราเห็นปลาเยอะๆ แล้วชอบมาก มันดูอิสระ สีสันสวย เลยเป็นแรงบันดาลใจให้ชอบวาดปลา

พอทำงานจากสิ่งรอบตัวแบบนี้ ตอนย้ายมาเรียนมัธยมปลายที่มิชิแกน เลยเริ่มมีสัตว์อื่นมากขึ้นอย่างกวาง กระรอก ไม่ใช่แค่งูหรือปลา เพราะมันคือสัตว์ที่เห็นในโรงเรียน หรือต้นไม้ต่างๆ อย่างตอนนี้อยู่แอลเอ บรรยากาศรอบตัวเป็นทะเลทราย ก็มีกระบองเพชรหรือทิวทัศน์ทะเลทรายในภาพมากขึ้น มันเปลี่ยนไปตามสถานที่

แล้วสัตว์ประหลาดมาจากไหน

ตอนมัธยมปลาย เราเริ่มเอาสัตว์หลายๆ ชนิดมาผสมกัน พอวาดเยอะขึ้นก็เริ่มคิดว่า ทำไมเราไม่สร้างตัวประหลาดของเราขึ้นมาเอง จนเข้ามหาวิทยาลัยเลยเป็นสัตว์ที่ Abstract มากขึ้น 

ด้วยรัก ผดุงวิเชียร ศิลปินภาพประกอบวัย 23 ใน USA ที่มีผลงานแสดงในลอนดอน โอซาก้า เวนิส

ขอย้อนกลับไปหน่อย ลันลันรู้ตัวว่าชอบและเริ่มวาดภาพตั้งแต่เมื่อไหร่

จำไม่ได้เลยว่าเริ่มตั้งแต่ตอนไหน (หัวเราะ) เพราะอนุบาลก็ชอบวาดและทำงานคราฟต์แล้ว วิชาศิลปะเป็นวิชาที่เราชอบและทำได้ดีที่สุด 

เราเรียนได้ศิลปะกับ ครูเล็ก (สุภาพร เจริญสุข) ตั้งแต่อนุบาลถึงจบมัธยมต้น มัธยมปลายมาเรียน Interlochen Arts Academy โรงเรียนศิลปะที่มิชิแกน สหรัฐอเมริกา ตอนนั้นติดเพื่อนไปลองเรียน ครูเล็กสอนศิลปะแบบไม่จำกัดอะไรเลย เช่น ถ้าเราสนใจเย็บผ้า ครูก็จะหาอุปกรณ์มาให้ เราอยากลองปั้นดิน ทำภาพพิมพ์ ครูก็หามาให้ ครูไม่ได้บังคับว่าอยู่ประถมต้องใช้แค่ดินสอสี อยากทำอะไรได้ทำหมด เลยเป็นจุดเริ่มต้นให้เราชอบทำงานศิลปะหลายๆ อย่าง ไม่ได้ติดอยู่กับแค่งานรูปแบบเดียว

งานศิลปะรูปแบบไหนที่ชอบทำเป็นพิเศษ

เราชอบทำงานกับผ้า จำได้ว่าตอน ป.6 คุณแม่ซื้อตุ๊กตาบลายธ์ (Blythe) มาให้แล้วเสื้อผ้ามันแพงมาก ครูเล็กเสนอว่ามาลองทำชุดตุ๊กตากันไหม เราได้ลองทำแล้วชอบมาก ทำชุดตุ๊กตาอยู่เป็นปีๆ ตอนนั้นน่าจะเป็นช่วงที่ได้ทำงานผ้ามากที่สุดแล้ว 

พอ ม.ปลาย ที่โรงเรียนเน้นศิลปะ เลยได้ลองทำงานผ้าอย่างอื่นเพิ่มอีก ได้ทำประติมากรรมนุ่ม (Soft Sculpture หรือประติมากรรมที่ทำจากวัสดุผิวสัมผัสนุ่ม) เรารู้สึกว่ามันเป็นเทคนิคที่เข้ากับสไตล์ที่ทำอยู่ เพราะอยากให้คนเห็นรูปเราแล้วมีความสุข พอมันมาเป็นอะไรนิ่มๆ จับแล้วก็ยิ่งมีความสุข เอามากอดได้ เอามาใช้ได้ บางทีใช้หลายเทคนิคมารวมกันก็มี ปักผ้า โครเชต์ ทำหมดเลย

ล่าสุดเห็นทำงานพรมด้วย 

ตอนแรกเลยเริ่มสนใจเทคนิคงานพรม เพราะรู้สึกว่ามันเหมือนรูปวาดนิ่มๆ และเป็นอะไรได้หลายอย่าง ทั้งเอาไว้แขวนบนผนังเป็นงานอาร์ต เอามาใช้เป็นพรม ทำเป็นเสื้อผ้า หรือทำเป็นกระเป๋า ช่วงที่ โควิด-19 เข้ามา คนก็สนใจพวกตกแต่งบ้านกันเยอะขึ้นมากๆ เพราะส่วนใหญ่ต้อง Work from Home เมื่อเราเอาพรมลายน่ารักๆ แปลกๆ มาใช้ มันช่วยให้บ้านมีสีสันขึ้น ดูสนุกขึ้น

หลายครั้งเรารู้สึกว่าศิลปะมันจับต้องไม่ได้ แต่เราอยากให้ศิลปะอยู่ร่วมกับชีวิตประจำวันได้ ไม่ใช่ต้องไป Museum อย่างเดียว พอเป็นพรมเลยตอบโจทย์ตรงนี้ทั้งหมด

มาสนใจงานภาพประกอบตอนไหน

ตอนเข้ามหาวิทยาลัยปีแรกที่ Rhode Island School of Design (RISD) เรายังไม่ต้องเลือกเอก เลยเป็นโอกาสได้ลองทำงานหลายๆ รูปแบบ เช่น Coding ทำงานศิลปะด้วยหุ่นยนต์ ซึ่งเราพบว่าตัวเองชอบวิชา Illustration (ภาพประกอบ) แล้วครูบอกยังว่า “จริงๆ การทำงานภาพประกอบมันไม่ได้ตายตัวแค่ภาพวาดนะ แค่เราสื่อสารหัวข้อออกมาได้ด้วยศิลปะ ก็ถือเป็นภาพประกอบแล้ว” เลยเลือกเรียนเอกนี้

งานภาพประกอบเข้ากับเราที่ไม่ตายตัวด้านเทคนิค อีกอย่างคือเราชอบทำงานตามโจทย์ สำหรับเรา การนั่งคิดตามโจทย์มันสนุกที่ว่าจะเสนอภาพออกไปอย่างไรดีให้เป็นสไตล์เรา และตอบโจทย์ที่ได้มาไปในเวลาเดียวกัน

ด้วยรัก ผดุงวิเชียร ศิลปินภาพประกอบวัย 23 ใน USA ที่มีผลงานแสดงในลอนดอน โอซาก้า เวนิส

จากการเรียนศิลปะที่อเมริกาตอน ม.ปลาย กับมหาวิทยาลัย ลันลันคิดว่าการสอนศิลปะที่ไทยกับอเมริกาแตกต่างกันอย่างไรบ้าง

จำได้ว่าช่วงก่อนย้ายไปอเมริกา เห็นเพื่อนที่ไทยหลายคนอยากเรียนศิลปะ ต้องไปติววาดภาพเหมือน (Still Life Drawing และ Portrait Drawing) ตอนแรกที่ไปเราก็แอบกังวลเหมือนกัน ว่าพื้นฐานจะพอหรือเปล่าเพราะไม่ได้ติวไป 

แต่พอไปถึง กลายเป็นว่าครูที่อเมริกาไม่อินกับภาพเหมือนเลย ครูบอกว่าภาพเหมือนมันฝึกกันได้ แต่คอนเซ็ปต์กับเรื่องราวของรูปสำคัญกว่า เขาบอกอีกว่า ถ้าว่าต้องวาดภาพให้เหมือนของจริง เราก็จะไม่ลองเทคนิคใหม่ๆ งานก็จะซ้ำๆ อยู่แบบเดิม 

ตอนสอบเข้ามหาวิทยาลัยในอเมริกา ไม่ได้ให้วาดภาพเหมือนแบบในไทย แต่ให้เราส่งงานอะไรที่คิดว่าแข็งแรงที่สุด จะเป็นศิลปะนามธรรม งานปั้น งานเย็บ อะไรได้หมดเลย ตอนเข้าไปเรียน ถ้าไม่ใช่วิชาวาดภาพเหมือน ครูก็จะไม่มาติเรื่องเทคนิค ความเหมือน หรือความสวย แต่จะให้ความเห็นว่างานของเรามันตอบโจทย์แค่ไหน และให้แนะนำว่าอะไรที่ปรับแล้ว งานจะสื่อสารได้ดีขึ้น 

แล้วการประกอบอาชีพศิลปินล่ะ ลันลันคิดว่าที่อเมริกามีอะไรที่ไม่เหมือนกันบ้าง

เรารู้สึกว่าคนที่นี่ให้ค่ากับงานศิลปะมาก เพราะเวลาศิลปินขายงาน เราจะคิดเป็นชั่วโมงว่างานชิ้นนี้ใช้เวลาทำกี่ชั่วโมงแล้วก็คูณไป เช่น ปกติคิดกันชั่วโมงละหกร้อยบาท อาจดูแพง แต่ว่าค่ากินอยู่ที่นี่ก็แพงมากเหมือนกัน คิดชั่วโมงเสร็จก็บวกค่าอุปกรณ์เข้าไปอีก จำได้ว่าเราเคยเห็นเพจประมูลงานศิลปะของไทย เขาตั้งราคาเริ่มต้นต่ำมาก จนเรางงว่า โห เขาใช้เวลาทำไปตั้งกี่ชั่วโมง ทำไมถึงขายถูกขนาดนี้

อีกอย่างที่รู้สึกคือ ที่อเมริกามีงานด้านศิลปะหลากหลายมาก มีหลายสายงานเราไม่ค่อยได้เห็นในไทย มันเปิดกว้างมากเลย

ศิลปะและการเติบโตของ ‘ลันลัน-ด้วยรัก ผดุงวิเชียร’ ศิลปินรุ่นใหม่ในอเมริกา ผู้หยิบวัสดุรอบตัวมาสร้างผลงานไร้กรอบ
ศิลปะและการเติบโตของ ‘ลันลัน-ด้วยรัก ผดุงวิเชียร’ ศิลปินรุ่นใหม่ในอเมริกา ผู้หยิบวัสดุรอบตัวมาสร้างผลงานไร้กรอบ

เปิดกว้างขนาดนี้ มีอะไรที่อยากลองทำอีกไหม และวางอนาคตตัวเองไว้อย่างไร

ถ้าไม่สนใจเรื่องเงินเลย อยากเปิดสตูดิโอกับเพื่อน ขายของทำมือให้จริงจังมากขึ้น เป็นสตูดิโอประหลาดๆ ขายแต่ของที่คนไม่ค่อยซื้อกัน (หัวเราะ)

และคิดมาสักพักแล้วว่าอยากทำงานกับ Stop Motion Studio (แอนิเมชันที่ทำโดยการถ่ายทีละภาพแล้วนำมาต่อกัน) ที่นี่มีบริษัททำ Stop Motion ให้โฆษณาโดยเฉพาะ ซึ่งเราเคยคุยแล้วเขาบอกว่า บริษัทต้องการศิลปินที่ทำได้หลายเทคนิค เพราะวิดีโอ Stop Motion แต่ละตัวไม่ได้ใช้เทคนิคเดียวเสมอไป ใช้ไม้ ผ้า กระดาษ ดิน หลายๆ อย่าง เราเองก็ชอบสร้างนู่นนี่จากของหลายๆ อย่างอยู่แล้ว เลยอยากลอง น่าสนุกดี

ไม่สนใจขายงานศิลปะทาง NFT (ตลาดศิลปะดิจิทัล) เหรอ

ตอนแรกก็สนใจนะ เห็นศิลปินหลายคนเริ่มเข้ามาขาย NFT และทำเงินได้จากตรงนี้ แต่พอเราหาข้อมูลเพิ่มไปเรื่อยๆ ก็พบว่าการเอารูปขึ้นระบบ NFT หนึ่งรูปมันใช้ทรัพยากรและพลังงานเยอะมาก ทำให้ตอนนี้เรายังไม่ขายผลงานทาง NFT รอดูก่อนว่า ในอนาคตตลาด NFT จะมีมาตรการแบบไหน ในการปรับตัวให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

ศิลปะและการเติบโตของ ‘ลันลัน-ด้วยรัก ผดุงวิเชียร’ ศิลปินรุ่นใหม่ในอเมริกา ผู้หยิบวัสดุรอบตัวมาสร้างผลงานไร้กรอบ
ศิลปะและการเติบโตของ ‘ลันลัน-ด้วยรัก ผดุงวิเชียร’ ศิลปินรุ่นใหม่ในอเมริกา ผู้หยิบวัสดุรอบตัวมาสร้างผลงานไร้กรอบ

เราเห็นลันลันเลือกวาดภาพด้วยมือหรือทำงานประดิษฐ์ มากกว่าดิจิทัลอาร์ต (ศิลปะดิจิทัลที่วาดด้วยคอมพิวเตอร์) มันให้ความรู้สึกต่างกันอย่างไร

เราชอบการทำงานศิลปะที่นั่งจับ นั่งใช้เวลากับวัสดุ เพราะได้รู้สึกเชื่อมโยงกับสิ่งที่ทำผ่านร่างกาย เป็นสิ่งที่จับต้องได้ เป็นรูปธรรม เลยเป็นเหตุผลที่เรารู้สึกผูกพันกับงานทุกชิ้น

เราก็ทำดิจิทัลอาร์ตบ้างนะ แต่จะมีลายเส้นคล้ายทำมืออยู่ดี ไม่ได้ดูดิจิทัลอาร์ตแบบแฟลช สีสด เส้นคม เท่าดิจิทัลอาร์ตส่วนใหญ่ในเทรนด์ตอนนี้ เคยลองทำแบบนั้นแล้วรู้สึกว่ามันไม่ใช่สิ่งที่ชอบ ไม่ใช่ตัวเรา

ลันลันมีวิธีสร้างโอกาสให้ตัวเองอย่างไร ถึงได้ไปจัดแสดงงานหลายประเทศทั่วโลก

ต้องยกเครดิตให้คุณแม่ เขาคอยผลักดันให้เราส่งงานเข้าประกวด เพื่อสร้างพอร์ตโฟลิโอให้ตัวเอง เราอยู่อเมริกา โอกาสมันยากมาก คนมีความสามารถก็เยอะ คุณแม่เลยสนับสนุนให้ลองส่งประกวดตั้งแต่ ม.ปลาย ตอนแรกเราก็ไม่ค่อยมั่นใจในงานของตัวเอง เพราะลายเส้นเราดูเด็ก ไม่ใช่แนววิจิตรศิลป์แบบที่คนอื่นส่งประกวด แต่พอได้ส่งจริงๆ ถึงรู้ว่ามันก็มีเวทีประกวดที่เหมาะกับงานสไตล์เรา

มีครั้งไหนที่เกิดคาดบ้างไหม

Arte Laguna Prize ที่ได้ไปจัดแสดงที่อิตาลี เราคิดว่าเขาไม่น่าจะชอบงานเรา เพราะคนอื่นคือยิ่งใหญ่ เช่น งานศิลปะนามธรรมขนาด 3 x 3 เมตร ส่วนของเราเป็น Artist Book (หนังสือที่เน้นการเล่าเรื่องเชิงทัศนศิลป์) เกี่ยวกับตัวละครซึ่งมีแรงบันดาลใจมาจากเห็ดชนิดต่างๆ วางเล็กจิ๋วอยู่มุมหนึ่งของนิทรรศการ ตกใจมากตอนได้เข้ารอบสุดท้ายครั้งแรก (หัวเราะ) พอปีนี้ได้เข้ารอบสุดท้ายอีกครั้ง ตกใจที่สุดเลย!

สุดท้ายแล้ว เล่าถึงผลงานที่มีความหมายต่อชีวิตให้ฟังสัก 5 ชิ้นได้ไหม

ได้เลยค่ะ

01 Night Thoughts

ศิลปะและการเติบโตของ ‘ลันลัน-ด้วยรัก ผดุงวิเชียร’ ศิลปินรุ่นใหม่ในอเมริกา ผู้หยิบวัสดุรอบตัวมาสร้างผลงานไร้กรอบ

Night Thoughts เป็นงานที่ทำในชั้นเรียน Animalia คือ ทำงานภาพประกอบที่เกี่ยวกับสัตว์ หรือใช้สัตว์มาเป็นองค์ประกอบ เราเลยเลือกปลาบาราคูด้า (Barracuda) ที่ว่ายเป็นทอร์นาโด เพราะเราชอบลักษณะการเคลื่อนไหวนี้มาก คิดว่ามันคล้ายตอนเรานอนไม่หลับ เวลาที่มีความคิดเข้ามาในหัวเยอะๆ ฟุ้งซ่าน วนไปเรื่อยๆ ซึ่งพอเป็นภาพนิ่ง มันอาจไม่เห็นความวุ่นวายหมุนวนของปลา เลยทำเป็นแอนิเมชัน ชิ้นนี้ได้ 3 รางวัล คือเข้ารอบสุดท้ายเวที Arte Laguna Prize ครั้งล่าสุด แล้วก็ได้เข้ารอบสุดท้ายเวที Society Of Illustration West และที่สี่ Society Of Illustration 

02 Quarantine Planet

ศิลปะและการเติบโตของ ‘ลันลัน-ด้วยรัก ผดุงวิเชียร’ ศิลปินรุ่นใหม่ในอเมริกา ผู้หยิบวัสดุรอบตัวมาสร้างผลงานไร้กรอบ
ศิลปะและการเติบโตของ ‘ลันลัน-ด้วยรัก ผดุงวิเชียร’ ศิลปินรุ่นใหม่ในอเมริกา ผู้หยิบวัสดุรอบตัวมาสร้างผลงานไร้กรอบ
ศิลปะและการเติบโตของ ‘ลันลัน-ด้วยรัก ผดุงวิเชียร’ ศิลปินรุ่นใหม่ในอเมริกา ผู้หยิบวัสดุรอบตัวมาสร้างผลงานไร้กรอบ
ศิลปะและการเติบโตของ ‘ลันลัน-ด้วยรัก ผดุงวิเชียร’ ศิลปินรุ่นใหม่ในอเมริกา ผู้หยิบวัสดุรอบตัวมาสร้างผลงานไร้กรอบ
ศิลปะและการเติบโตของ ‘ลันลัน-ด้วยรัก ผดุงวิเชียร’ ศิลปินรุ่นใหม่ในอเมริกา ผู้หยิบวัสดุรอบตัวมาสร้างผลงานไร้กรอบ

งานนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากช่วงโควิด-19 เพราะเดือนแรกๆ ที่ระบาด ทุกคนต้องกักตัวอยู่บ้าน เป็นประสบการณ์ใหม่มาก ไม่มีใครเคยอยู่บ้านทั้งวันทั้งคืนมาก่อน งานนี้เลยเป็นการเล่าเหตุการณ์ว่า การติดอยู่ในบ้านเราทำอะไรบ้าง ใช้สัตว์ประหลาดมาแทนตัวเรา ส่วนบ้านเป็นดาวเคราะห์ที่สัตว์ประหลาดต้องมาติดอยู่ 

ภาพแรก คือกองเสื้อผ้าที่เราขี้เกียจเก็บ ตอนนั้นเพิ่งย้ายไปอยู่บ้านคุณอาที่โอไฮโอ พอเอาเสื้อผ้าออกจากกระเป๋าก็ไม่ได้จัด กองอยู่แบบนั้น 

ภาพที่สอง คือการที่เราอยู่บ้านแล้วกินทั้งวัน เปิดตู้เย็นกินไม่หยุด 

ภาพที่สาม คือประชุมออนไลน์กับสัตว์ประหลาดจากดาวเคราะห์อื่นๆ ที่ต้องติดอยู่บ้านเหมือนกัน 

ภาพที่สี่ คืออยู่บ้านดูทีวี กดเปลี่ยนช่องไปเรื่อยๆ 

ภาพสุดท้าย คือการที่เราใช้เวลาผ่อนคลายในห้องน้ำเยอะมาก 

03 Moth

ศิลปะและการเติบโตของ ‘ลันลัน-ด้วยรัก ผดุงวิเชียร’ ศิลปินรุ่นใหม่ในอเมริกา ผู้หยิบวัสดุรอบตัวมาสร้างผลงานไร้กรอบ

ตอนเรียนมหาวิทยาลัยปีที่สี่ เราย้ายไปอยู่ห้องพักใหม่กับเพื่อน แล้วมีถังข้าวสาร ปิดฝาไว้อย่างแน่นหนา อยู่ดีๆ วันหนึ่งก็มีผีเสื้อกลางคืนไปสร้างรังอยู่ข้างใน ทำให้ถังนั้นใช้ไม่ได้อีกเลย เราไม่เคยรู้มาก่อนว่าผีเสื้อกลางคืนเข้าไปอยู่เพื่อกินข้าวสารได้ ตกใจมาก เลยเอาเหตุการณ์นั้นมาทำงาน Artist Book

เราเขียนเป็นกลอนไฮกุเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ว่า

Moth are flying around

Seeking roving then landed

On my precious rice 

แปลประมาณว่า ผีเสื้อกลางคืนมันบินไปมา แล้วร่อนลงมาอยู่บนข้าวที่แสนมีค่าของฉัน ใน Artist Book เป็นภาพตุ๊กตาผีเสื้อกลางคืนที่เราเย็บขึ้นมา ที่ตรงกลางตัวติดกระดุมเล็กๆ กับกล่องข้าว แล้วก็ปักกลอนไฮกุที่เราเขียนไว้ที่ปีก

04 พรมงู

ศิลปะและการเติบโตของ ‘ลันลัน-ด้วยรัก ผดุงวิเชียร’ ศิลปินรุ่นใหม่ในอเมริกา ผู้หยิบวัสดุรอบตัวมาสร้างผลงานไร้กรอบ

พรมชิ้นนี้มาจากภาพประกอบที่เคยทำ มีที่มาจากเรื่องราวตอนเด็ก เวลาไปวิ่งเล่นในหมู่บ้าน ได้ยินกลุ่มพี่แม่บ้านคุยกันถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในหมู่บ้านบ่อยๆ ว่ามีไอ้เหลือมมากินแมวทั้งตัว เพราะหมู่บ้านป่ารกมาก งูเยอะ พอมาเป็นภาพ เลยอยากให้เห็นว่ามีแมว มีไก่ หรือหมา อยู่ในงูทั้งตัว แล้วเวลาไปคุยกับเพื่อนหรือครูที่อเมริกา ทุกคนจะตกใจมากว่าที่บ้านเรามีงูตัวใหญ่ขนาดนี้เลยหรอ

05 Dancing Sardine

ศิลปะและการเติบโตของ ‘ลันลัน-ด้วยรัก ผดุงวิเชียร’ ศิลปินรุ่นใหม่ในอเมริกา ผู้หยิบวัสดุรอบตัวมาสร้างผลงานไร้กรอบ

Dancing Sardine เป็นปลากระป๋องของเล่นไขลาน เราทำงานชิ้นนี้ขึ้นมาในชั้นเรียนทำของเล่น เรามองสิ่งรอบตัวว่าใช้ทำประโยชน์อื่นๆ อะไรได้บ้าง ซึ่งตอนนั้นกินปลากระป๋องเยอะมาก และชอบรูปร่างของกระป๋อง เลยคิดไปว่าน่าสนุกดีถ้าเอามาทำของเล่น เพราะมันอันเล็กๆ และเป็นสิ่งที่ผู้คนเชื่อมโยงได้ ของเล่นไขลานเป็นปลามานั่งเต้นบนกระป๋องปลากระป๋องจึงเกิดขึ้น ปกติถ้าเป็นงาน 3D ชิ้นอื่น เราจะลงสี แต่งานนี้ไม่ลง คงเนื้อและความวาวของอะลูมิเนียมไว้ เพราะมันเป็นเอกลักษณ์ของวัสดุ

ภาพ : ด้วยรัก ผดุงวิเชียร

Writer

ภาสินี ประมูลวงศ์

เตยเป็นนักอ่าน รื้อค้น และเล่า เรื่องราวเกี่ยวกับศิลปะ มีความสนใจเป็นพิเศษด้านศิลปะกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคม สิ่งที่ชอบคือหนังสือและพิพิธภัณฑ์ สิ่งที่ไม่ชอบคือเสียงดัง ปัจจุบันเตยทำเพจชื่อ Artteller และพยายามเขียนหนังสืออยู่

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load