18 ธันวาคม 2562
58 K

“My name is Wish like Make a Wish”

ประโยคแนะนำตัวของ อู๋-วิชระวิชญ์ อัครสันติสุข นักออกแบบเจ้าของแบรนด์ WISHARAWISH ที่เรียกรอยยิ้มจากทุกคนจนกลายเป็นเหมือนแบรนดิ้ง คนมากมายรู้จักเขาในนามดีไซเนอร์ผ้าไทย แต่เขาตอบอย่างถ่อมตัวว่าเป็น ‘นักออกแบบ’ คนหนึ่งเท่านั้น เพียงแต่เอาศิลปะและดีเอ็นเอความประณีตของหัตถกรรมไทยมาผสานกับการงานออกแบบเสื้อผ้าด้วยความตั้งใจ จนเป็นที่รู้จักและได้รับการยอมรับจากทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นการรับเชิญให้ร่วมงาน MQ VIENNA FASHION WEEK 2019 ประเทศออสเตรีย Rakuten Fashion Week Tokyo 2020 ประเทศญี่ปุ่น ฯลฯ

อู๋-วิชระวิชญ์ อัครสันติสุข นักออกแบบเจ้าของแบรนด์ WISHAWISH

แต่สิ่งที่ทำให้เราอยากคุยกับเขา คงต้องขอย้อนกลับไปหลายเดือนก่อนหน้า เราเห็นเพื่อนบนเฟซบุ๊กแบ่งปันโพสต์ ‘ของดีเมืองอุบล’ มีบรรดาหนุ่มสาวตาน้ำข้าวสวมเสื้อผ้าสีดี ดีไซน์เก๋ พอเพ่งอีกทีเสื้อผ้าเหล่านั้นทำมาจากผ้าฝ้ายทอมือ บ้างย้อมด้วยสีธรรมชาติ ผ้าไหมไทยแท้ก็มี ทั้งหมดเป็นแมททีเรียลจากแบรนด์เสื้อผ้าในจังหวัดอุบลราชธานี ที่เขาเข้าไปร่วมทำงานด้วยทั้งการออกแบบและจับคู่สี ทำเอาเราทลายความคิดว่าผ้าไทยจะต้องฉูดฉาด ยิ่งผ้าไหมสีจะต้องสด ใส่ไม่ได้จริงในชีวิตประจำวัน แต่ดีไซน์ของอู๋เพียงเห็นก็อยากหยิบมาใส่เสียทุกวัน เรียบง่าย แต่จับต้องได้ 

WISHARAWISH ก้าวข้ามข้อจำกัดของผ้าไทยได้อย่างไร สวมผ้าไทยแล้วไปลุยรันเวย์ด้วยกันเลย

วิชระวิชญ์ อัครสันติสุข ดีไซเนอร์ชาวบุรีรัมย์ที่ฉีกกรอบผ้าไทยจนได้เดินรันเวย์ระดับโลก

ผู้กำกับความฝัน

“เราเป็นเด็กต่างจังหวัด อยากเติบโต อยากนู่น อยากนี่ เลยต้องตั้งใจเรียน จะได้เข้ามากรุงเทพฯ แต่ก็ไม่ได้มาด้วยความทะเยอทะยานว่าอยากเด่น อยากดัง แต่กรุงเทพฯ มีนิทรรศการศิลปะนะ เธอต้องเอนท์ให้ได้ จะได้ไปดูหนังได้ 

“ศิลปะมันอยู่ศูนย์กลางเกินไป ต่างจังหวัดไม่มีแบบนั้น” 

‘ผู้กำกับ’ เป็นความฝันแรกของชายชาวบุรีรัมย์คนนี้ 

 อู๋เลยตัดสินใจเรียนต่อสาขาวิชาศิลปการละคร คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จนกระทั่งเขาได้ไปดูประกวดแฟชั่น ในงาน Gift Festival ของมหาวิทยาลัยศิลปากร เหมือนปลุกไฟในตัวเขาให้ลุกโชน อู๋เกิดความอยากทำขึ้นมาบ้าง เขาตัดสินใจเดินตรงเข้าห้องสมุดเพื่อค้นคว้าความรู้เองทั้งหมด เพราะเพื่อนที่เรียนสาขาแฟชั่นแทบเป็นศูนย์ เส้นทางที่จะทำให้เขาก้าวเข้าสู่วงการแฟชั่นได้ คือ ‘เวทีประกวด’ ไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ ไม่ว่าไทยหรือเทศ บอกมา อู๋ไปหมด!

จนปี 2003 เขาผ่านเข้ารอบเวทีประกวดของประเทศญี่ปุ่น

วิชระวิชญ์ อัครสันติสุข ดีไซเนอร์ชาวบุรีรัมย์ที่ฉีกกรอบผ้าไทยจนได้เดินรันเวย์ระดับโลก

“เราอยากไปเที่ยว เพราะถ้าเข้ารอบเขาจะออกตั๋วเครื่องบินและค่าที่พักให้ ตอนนั้นเราเป็นนักศึกษาก็เลยใช้โอกาสตรงนั้นเป็นใบเบิกทางในการไปดูโลก พอชนะ ก็ทำให้เราเป็นที่รู้จักขึ้นมาหน่อย หลังเรียบจบเราต่อยอดมาตลอด ทำงานสายโฆษณาบ้าง ทำคอสตูม เป็นผู้ช่วยสไตล์ลิส เป็นข้อดีนะ มันช่วยให้เราได้เจอกับพี่ช่างภาพและผู้กำกับ 

“เขาจะสอนเราว่าในมุมมองของวิชวลต้องทำยังไง บางทีชุดของจริงสวยระดับหนึ่ง แต่มันต้องขึ้นกล้องด้วย โฟโตจีนิกเป็นสิ่งสำคัญ เราถูกสอนมาแบบนั้น แล้วต้องทำงานเร็ว เพราะเวลาทำงานค่อนข้างน้อย ต้องเสกมันขึ้นมาให้ได้” 

นักเรียนออกแบบสู่ข้าราชการ

อู๋ได้รับโอกาสไปทำงานกับแบรนด์แฟชั่นมีชื่ออย่าง Greyhound ทำให้เขาได้เรียนรู้ระบบแฟชั่นอย่างแท้จริง ก่อนตัดสินใจไปเรียนต่อด้านการออกแบบที่ประเทศฝรั่งเศสอยู่ 4 ปี แต่ชายตรงหน้าบอกว่าเหมือนไปเข้าค่ายมากกว่า

“อาจารย์เขาไม่ได้สอนเราเรื่องรสนิยม เขาปล่อยให้เราเป็นตัวเองให้ได้มากที่สุด อาจารย์จะคอยเป็นโค้ช แล้วปล่อยให้เราอยู่ภายใต้แรงกดดัน ภายใต้เงื่อนไขเวลาที่มีน้อยมาก แต่ต้องทำทุกอย่าง ต้องเปลี่ยนทุกอย่างในนาทีสุดท้ายให้ได้ เพื่อฝึกเราก่อนออกไปเจอลูกค้า เหมือนฝึกรด. เพราะสถานการณ์จริงมันมีการเปลี่ยนแปลงในเวลาที่จำกัดอยู่แล้ว”

หลังเรียนจบจากประเทศฝรั่งเศส อู๋กลับมารับราชการในกระทรวงวัฒนธรรม เพราะเขาได้รับทุนจากรัฐบาลให้ไปเรียนด้านการออกแบบแฟชั่น ตอนนั้นเขาประจำตำแหน่ง Design Promoter คอยจัดงานประกวดของ Young Designer 

วิชระวิชญ์ อัครสันติสุข ดีไซเนอร์ชาวบุรีรัมย์ที่ฉีกกรอบผ้าไทยจนได้เดินรันเวย์ระดับโลก

“เราผ่านเวทีมาทั่วโลกแล้ว เรารู้ว่ามันเป็นโอกาสให้คนมากมาย ข้อดีของเวทีที่เราเคยจัดคือการใช้ผ้าไทยเป็นส่วนประกอบในการประกวด สนับสนุนให้เด็กรุ่นใหม่ได้ใช้ผ้าไทยแล้วใช้ผลงานตรงนี้เป็นพอร์ตในการเรียนต่อ ตอนนี้น้องๆ หลายคน ยังเรียนอยู่ที่ประเทศอังกฤษและฝรั่งเศส จากจุดเริ่มต้นตรงนั้น เขาก็ได้ใบเบิกทางไปต่อยอดเหมือนกับเรา”

Promoter สู่ Designer

ทำงานในกระทรวงวัฒนธรรมได้สักพักอู๋ก็ออกมาทำงานของตัวเองด้วยเหตุผล ‘ช่วยคนทำงานด้านผ้าได้มากกว่า’

“เพราะเราอยากเปลี่ยนแปลงระบบ เราก็เข้าไปอยู่ในระบบ ด้วยระบบราชการมีกฎระเบียบมากมาย รวมถึงอุปนิสัยของเราอาจไม่เหมาะกับระบบ 8 to 5 เพราะเราตื่นบ่าย นอนตี 4 พอออกมาเราก็โฟกัสอะไรที่เป็นตัวเอง ชอบผ้า ชอบศิลปะ แต่ขณะเดียวกันเรายังร่วมงานกับกระทรวงวัฒนธรรมในการให้คำปรึกษาและทำงานร่วมกับราชการอยู่

“โชคดีมีอยู่ปีหนึ่งสถานทูตฝรั่งเศสให้เราไปเป็นศิลปินในพำนักที่ประเทศฝรั่งเศส ปกติเขาได้ไปกัน 3 เดือน แต่เราได้ไป 6 เดือน เพราะว่าเขาใจดี” อู๋ส่งยิ้มก่อนจะเสริมว่า “ส่วนหนึ่งเป็นเพราะโปรเจกต์ที่เราเสนอไปด้วย”

หลังกลับจากการแสดงงาน เขาลุยต่อด้วยการส่งผลงานเข้าประกวด Mango Fashion Awards 2012 เพราะต้องแข่งขันกับนักออกแบบนานาประเทศ สิ่งที่จะทำให้อู๋และ WISHARAWISH แตกต่าง คือการนำผ้าไหมมามิกซ์กับแมททีเรียลของเสื้อผ้า แต่มักมีภาพจำว่า ‘ผ้าไหม’ จะต้องเป็นผ้าของผู้ใหญ่และใส่ออกงานสำคัญเท่านั้น แต่อู๋ไม่คิดแบบนั้น

“เวลาทำงานเราต้องคิดว่าผ้าไหมไม่ใช่ผ้าไหม ไม่ใช่ผ้าตัดเสื้อของผู้ใหญ่ ไม่ใช่ผ้าที่ใช้ในโอกาสพิเศษ ถ้าคิดแบบนั้นจะกลายเป็นการสร้างข้อจำกัดของผ้าไหม เราต้องคิดว่าผ้าไหมเป็นเพียงผ้าชนิดหนึ่งเท่านั้น หน้าที่ของเราคือต้องหาวิถีทางผสมผสานผ้าไหมออกมาให้สากลเข้าใจให้ได้ และทำให้คนไทยแทบจะลืมไปเลยว่าผ้าที่เราเอามาใช้เป็นผ้าไทย”

ความแตกต่างทว่าสร้างเอกลักษณ์ทำให้เขาคว้ารางวัลชนะเลิศมาครองได้สำเร็จ 

คำถามจากทางบ้าน

คงไม่ผิดหากจะบอกว่าอู๋พา WISHARAWISH เดินสายผ้าไทยอย่างเต็มตัว ก่อนเราจะมานั่งสนทนาขนาดยาวเขาชวนเราไปดูบรรยากาศการแคสนางแบบ-นายแบบเพื่อเดินในงาน ELLE Fashion Week Fall/Winter 2019 ที่เครื่องแต่งกายล้วนมาจากผ้าไทยทั่วทุกภาคของประเทศ เราเห็นมุมจริงจังของเขาจนนึกเกรง ความเอาแน่และตั้งใจถูกถ่ายทอดผ่านแววตา ทว่าพอเอ่ยปากสนทนาเขากลับกลายเป็นอีกคนอย่างไม่น่าเชื่อ ไหนจะน้ำเสียงสนุกและท่าทีเป็นกันเองนั้น ช่างเชื้อเชิญให้เราไม่หยุดยิงคำถามชวนสงสัยอย่าง 

วิชระวิชญ์ อัครสันติสุข ดีไซเนอร์ชาวบุรีรัมย์ที่ฉีกกรอบผ้าไทยจนได้เดินรันเวย์ระดับโลก

ปัญหาผ้าไทยในอุตสาหกรรมแฟชั่นสำหรับคุณคืออะไร

“ผ้าไทยไม่ได้เป็นปัญหา มันเป็นธรรมชาติ ทุกอย่างมีเกิด มีดับ มีของใหม่เกิดขึ้น ของเก่าในแนวอนุรักษ์ก็ยังมีคนชอบอยู่ แต่ถ้าถามว่าทำไมผ้าไทยไปวงกว้างไม่ได้ มันคงเป็นเรื่องของโปรดักชัน เพราะคุณค่ามันอยู่ที่การทำจำนวนเยอะไม่ได้ เลยกลายเป็นของ Niche ว่ากันตามความจริงก็ผลิตเยอะได้ แต่คนชอบอะไรที่เป็นลิมิเต็ดมากกว่า

“ถ้าคนชอบผ้าไทยจริงเขาต้องรู้ว่าแต่ละชิ้นมันไม่สม่ำเสมอกันหรอก อย่างผ้าบาติก ถ้าจะเอาสีเดียวกันต้องทำล็อตเดียวและวันเดียวกัน ไม่สามารถทำคนละล็อตแล้วออกมาเป๊ะแบบอุตสาหกรรม ลูกค้าบางคนจะไม่เข้าใจ คนเข้าใจก็มี แต่ไม่ได้กว้างหรือแพร่หลายมากนัก ก็หมือนอาหารไทย มีทั้งคนชอบและคนไม่ชอบ อาหารอาจจะง่ายกว่าหน่อยเพราะเป็นสิ่งที่คนเข้าถึงง่าย แต่เสื้อผ้ามีความเป็นปัจเจกและส่วนบุคคลกว่ามาก”

คุณกระโดดออกจากกรอบความคิดเดิมของผ้าไทยยังไง

“เราเปลี่ยนผันไปเรื่อยและสนุกกับมัน พยายามเล่นแร่แปรธาตุ สิ่งที่เรากำลังทำเราเอาของราคาไม่แพงมากมาเพิ่มมูลค่า อย่างผ้าขาวม้าจากราชบุรีเอาไปสกรีนลายเพิ่ม บางครั้งโยงสองชุมชนเข้าด้วยกัน เพื่อท้าทายความสามารถแต่ละบ้าน เอาเทคนิคการย้อมผ้าแบบภาคอีสานไปให้ภาคเหนือทำ หรือเอาผ้าจากอีสานไปทำบาติกภาคใต้ ซึ่งปกติการเข้าถึงกลุ่มคนที่เขาจะทำผ้าให้เรามันไม่ง่าย แต่พอเขาเห็นเองด้วยผลงาน เขาก็ยอมที่จะทำ เพราะเขาเชื่อว่ามันจะได้ผล”

วิชระวิชญ์ อัครสันติสุข ดีไซเนอร์ชาวบุรีรัมย์ที่ฉีกกรอบผ้าไทยจนได้เดินรันเวย์ระดับโลก
 WISHAWISH

ท้าทายความสามารถแต่ละบ้านยังไงบ้าง

ลองเปลี่ยนผ้ามั้ย ลองทำยากขึ้นสิ ให้ทำง่ายแต่ต้องขยันมาก หรือบางลายออกมาเบสิกมากแต่กระบวนการต้องสลับสีทุกสามเส้น เขาจะไม่ค่อยทำเพราะขี้เกียจ เราจะไปยุว่า อย่าขี้เกียจ ต้องลองดู ต้องขยัน จะได้สร้างเอกลักษณ์ของแต่ละบ้าน บางทีเราก็เหมือนหมอ เพราะแต่ละบ้านอาการไม่เหมือนกัน เป็นเหตุผลให้เราต้องลงชุมชนไปเจอเขาถึงบ้านเพื่อดูว่ามีอะไรน่าสนใจ ของบางอย่างมันดีมากแต่เขาเก็บไว้ไม่เอาออกไปขายตามงานแสดงสินค้าก็มี”

ผ้าไทยแต่ละภาคมีเอกลักษณ์ยังไง

“ท้ายสุดแล้วเราไม่อยากให้แบ่งว่าผ้าเป็นของภาคไหน โลกมันโยงใยนะ สุรินทร์ก็ส่งผ้าไปทุกที่ ฝ้ายจากอุบลก็ไปทุกที่ คอนเนกชันถึงกันหมด มันดีนะ แต่สิ่งที่เราแบ่งเพิ่งมาแบ่งกันทีหลัง หลังจากที่เขามีของเหล่านี้ด้วยซ้ำ ความจริงผ้าไหมอีสานก็เคยไปอยู่ที่ปัตตานีมาก่อน มันเป็นวัฒนธรรมอุษาคเนย์มากกว่าจะมาแบ่งว่าบุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ

“คาแรกเตอร์แต่ละที่เลยต่างกันไป มันก็ผิดเพี้ยนบ้าง แต่ความสวยงามมันเกิดจากความผิดเพี้ยนนั่นแหละ ไม่ได้จำกัดว่าผ้าที่ไหนเป็นอย่างไร และเราพยายามดึงของที่มีอยู่ในท้องถิ่นมาแจมด้วย อย่างใบไม้ เปลือกไม้ เพื่อลดการขนส่งและสนับสนุนของในชุมชน บางครั้งเปลือกขนุนของแต่ละที่ก็ไม่เหมือนกันแล้ว เราว่าสีธรรมชาติกำลังเป็นทางเลือกใหม่”

ถ้าไม่แบ่งผ้าไทยออกเป็นภาค แล้วคุณนิยามผ้าไทยว่าคืออะไร

“อะไรก็ตามที่เกิดขึ้นด้วยฝีมือในแผ่นดินนี้” เขายิ้ม ก่อนจะเสริมว่า

“บางอย่างไม่จำเป็นต้องเป็นไท้ไทย ถามว่าหนังคนแสดงเป็นคนไทย ผู้กำกับเป็นคนไทย แต่ไปถ่ายเมืองนอกทั้งหมด เป็นหนังไทยหรือเปล่า ถ้าฝรั่งมาทำงานกับเรา แต่ใช้เทคนิคและภูมิปัญญาท้องถิ่นไทยทั้งหมดจะถือเป็นผ้าไทยหรือเปล่า หรือของไทยก็ไม่ได้เป็นของไทยหรอก มันเป็นของโลก เพราะสิ่งที่เราทำอยู่ ลาว เขมร อินโดนีเซียก็ทำ

“เรากลับชอบงานศิลปะหัตถกรรมมากกว่า งานฝีมือและความตั้งใจอยู่ในตัวคนไทย เป็นนักประดิษฐ์โดยสายเลือด ต่อให้ทำอุตสาหกรรมดิจิทัลหรือการตัดต่อ โพสโปรดักชันคนไทยก็มีความสามารถ ความละเอียด และงานประณีต”

วิชระวิชญ์ อัครสันติสุข ดีไซเนอร์ชาวบุรีรัมย์ที่ฉีกกรอบผ้าไทยจนได้เดินรันเวย์ระดับโลก
 WISHAWISH

แล้ว WISHARAWISH ทำงานอยู่กับอะไร

เราทำงานอยู่กับการเวียนว่ายตายเกิดตลอดเวลา เราไม่อยากบอกว่าเป็นปรัชญาพุทธ เพราะท้ายสุดก็เป็นเรื่องธรรมชาติ มีเกิด มีดับ เกิดแก่เจ็บตาย เล่นเรื่องไม่พ้นพระอาทิตย์ขึ้น พระอาทิตย์ตก เราพยายามเอาอะไรที่เป็นนามธรรมออกมาเป็นรูปธรรมให้ได้มากที่สุด เพราะเป็นคนชอบอ่านหนังสือ แรงบันดาลใจมาจากคีย์เวิร์ดค่อนข้างเยอะ พอเราได้คำแล้วก็หาภาพที่สอดคล้องกันแปลงออกมาเป็นวิชวล พอเป็นวิชวลแล้วเป็นเทคนิค แล้วค่อยสร้างออกมาคอลเลกชัน 

“คนมักจะถามเราว่าไม่สเกตภาพหรอ อยากเห็นตอนตัดผ้า เราบอก No เราไม่ได้ทำงานแบบนั้น เพราะเราทำงานกับคนค่อนข้างเยอะ เราต้องใช้คนให้ถูกงาน คนไหนถนัดอะไรก็มอบหมายงานให้กับเขา เหมือนเราเป็นผู้กำกับแต่ต้องรู้ด้วยนะว่างานแต่ละอย่างทำยังไง ให้เราทำเองก็ได้ แต่ถ้าทำเองเราไม่สามารถสร้างสนามกีฬาใหญ่ออกมาได้”

เห็นว่าคุณชอบเล่นแร่แปรธาตุ มีตัวอย่างสนุกเล่าให้ฟังมั้ย

 WISHAWISH

“โจทย์มันมาเองเพราะเราไม่มีเงิน ต้องทำสิบชุดไปแสดงที่ประเทศฝรั่งเศส เลยใช้ผ้าผูกศาลพระภูมิเมตรละยี่สิบบาทเอามาทำเป็นเลเยอร์ ข้อดีคือน้ำหนักเบา เราเอามาทำฟอร์มได้ง่าย คัตติ้งน้อยชิ้น เน้นการเตรียมแมททีเรียลมากกว่า

“ชิ้นล่าสุดเป็นผ้าขาวม้า ราคาไม่แพงเลย เราเอาไปซิลค์สกรีนลายกราฟิกต่อ จนเกิดเป็นสิ่งใหม่ขึ้นมา หรืออันนั้นเป็นผ้าทอซาโอริ จากจังหวัดพังงา มีดีไซเนอร์ณี่ปุ่นมาสอนสร้างอาชีพตอนมีเหตุการณ์สึนามิ เราก็เข้าไปช่วยจับคู่สีให้ อีกผืนเป็นผ้าไหมอีสานเราส่งไปย้อมที่จังหวัดเชียงใหม่ พอเนื้อผ้าเป็นไหมไม่ใช่ผ้าฝ้าย ความรู้สึกของลายและผ้าก็ต่างกัน”

 WISHAWISH

เขาเดินหยิบผ้าชิ้นโน้นที ชิ้นนั้นที แล้วอธิบายให้เราฟังอย่างละเอียดยิบ

“ผืนนี้วัยรุ่นหน่อย เป็นผ้าบาติก ตัวลายเราได้แรงบันดาลใจจากอิโมจิลายไฟ”

 WISHAWISH

“อันนั้นเป็นเหมือนผ้าห่มบนรถทัวร์ เผอิญเราลงชุมชนแล้วเห็นว่าเขาทอผ้าห่มส่งรถทัวร์ เห้ย มันดีมาก ทำไมเขาไม่เอาวัตถุดิบท้องถิ่นมาลองทำดู เราเลยให้เขาเปลี่ยนจากด้ายโรงงานเป็นด้ายฝ้าย ใส่แล้วจะไม่คัน แล้วใช้การทอเหมือนผ้าห่มรถทัวร์ เราไปจับคู่สีและลายให้ ส่วนชุดนั้นเราเอาเศษผ้าค้างสต็อกของแบรนด์ในจังหวัดอุบลฯ มาตัดต่อเป็นเสื้อผ้า”

 WISHAWISH

“ผ้าบาติกผืนนั้นจากปัตตานี เราไปเปลี่ยนสิ่งที่เขาทำ แต่ไม่ได้เปลี่ยนทั้งหมด ปกติเขาทำลายดอกดาหลาค่อนข้างเล็ก ละเอียด แต่เราไปทำให้ใหญ่และโฟโตจีนิก เปลี่ยนคู่สีเพื่อให้เข้ากับกลุ่มตลาด มันได้ผลนะ ญี่ปุ่นสั่งผ้าไปตัดเป็นกิโมโน เราร่วมพัฒนาจนเขาประสบความสำเร็จ คนอยู่ตรงนั้นเขามีความสุข เราเองดีใจ เขามีความเป็นอยู่ดีขึ้น แล้วเขาก็กล้าลองทำสิ่งใหม่ แต่ไม่ใช่เคสนี้เคสเดียว เราไปจับคู่ให้เขาเจอทิศทางอื่น เหมือนเป็นแม่สื่อแม่ชักให้เขามาเจอกัน” 

 WISHAWISH

เสื้อผ้าแต่ละชุดของ WISHARAWISH ทำไมสีหวานจัง

“คนไทยชอบหวาน” นักออกแบบตอบพร้อมรอยยิ้มหวาน

(แล้วเบรกความหวานยังไง) 

“ปล่อยไปตามจังหวะ อย่าไปคิดว่าจะต้องมีอะไรเป็นพิเศษ แต่ด้วยผ้ามาหวาน พอดีกับอารมณ์เราเองอยากทำอะไรที่มันคลีน สบายตา เรื่องเครียดเยอะแล้ว อยากให้เบาลงบ้าง เพราะว่าช่วงไหนที่เครียดคนจะชอบงานเรา ดูจากในโซเชียลเห็นได้ชัด คนมากดชอบ มากดแชร์กันเป็นพิเศษ เขาไม่ได้ต้องการโอนมันด้วยซ้ำ เขาแค่ต้องการเห็นว่ามันเกิดสิ่งเหล่านี้ขึ้นมา หรือผ้าไทยมันมีความหวังมันไปต่อได้นะ”

ช่วยเล่าที่มาที่ไปของภาพที่คนกดแชร์กันสนั่นโซเชียล

“ภาพเซทนั้นเป็นโปรเจกต์หนึ่งของจังหวัดอุบลฯ เราเข้าไปเป็นหนึ่งในที่ปรึกษา ลงไปแนะนำตั้งแต่เรื่องผ้า ให้เขาทำผ้าจากสีที่เราต้องการ เป็นสีที่คนไม่ค่อยเห็นและต่างจากเดิมที่เขาเคยทำ เพื่อเปิดช่องทางใหม่ ช่วยเสริมทางด้านการตลาดให้เขา แล้วก็ออกแบบให้ด้วย ใส่ดีเอ็นเอของเราผสมกับดีเอ็นเอของเขา อย่างแบรนด์ฝ้ายเข็นเห็นว่าขายดีมาก”

วิชระวิชญ์ อัครสันติสุข ดีไซเนอร์ชาวบุรีรัมย์ที่ฉีกกรอบผ้าไทยจนได้เดินรันเวย์ระดับโลก

การให้โอกาสคนสำคัญกับคุณยังไง 

“สำคัญมาก เราต้องให้ เพราะเราเคยไม่มีโอกาสมาก่อน ต้องพยายามแบ่งให้คนอื่นบ้าง เราล้มมาเยอะเหมือนกัน เราพยายามจะช่วยคนล้มให้ลุกง่ายขึ้น เขาจะได้ไม่เสียเวลากับข้อผิดพลาด แต่ขณะเดียวกันเราก็เรียนรู้จากเขาด้วย” 

ทำงานแฟชั่นมาเกือบ 20 ปี ในขณะที่โลกและเทรนด์หมุนไปทุกวัน จุดยืนของคุณคืออะไร

“อยู่อย่างมีความสุขโดยรู้ตัวเองว่าเราอยากได้อะไร เราทำงานมาสิบเจ็ดปี เห็นมาเยอะ รู้ตัวเองดีว่าทำอะไรได้ ทำอะไรไม่ได้ หรือยังไม่ได้ลองอะไร เรายังสนุกอยู่กับสิ่งที่ทำแล้วก็การเรียนรู้ เราว่าเป้าหมายของแต่ละคนไม่เหมือนกัน

“สำหรับเราขอแค่ให้ได้ทำสิ่งที่ชอบแค่นั้นเอง พอเรามีความสุข เราก็พยายามกลับไปยังรากเหง้า กลับไปทำอะไรกับพื้นที่ตรงนั้นบ้าง เราก็เหมือนนักกีฬาไปโอลิมปิก แต่เป็นสายออกแบบ ได้มีโอกาสทำแล้ว ก็มุ่งมั่นทำต่อ”

Writer

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

Photographers

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

In Design

วิธีคิดและแรงบันดาลใจของนักออกแบบที่น่าทำความรู้จัก

ภาพวาดสิ่งมีชีวิตสี่ขาสื่อแทนผู้คน เติมเต็มด้วยลวดลายแพตเทิร์น สามเหลี่ยม สี่เหลี่ยม ลายขวาง ค่าน้ำหนักขาว เทา ดำ เส้นทุกเส้นบรรจบกันอย่างบรรจง ทุกองค์ประกอบประดับขึ้นเพื่อเพิ่มมิติให้กับทุกคาแรกเตอร์ในหนึ่งเรื่องราว

ภาพที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวยากที่จะเลียนแบบนี้เป็นผลงานของ กรีฑา พรมโว หรือศิลปินผู้เป็นที่รู้จักในชื่อ Chang of Art ผลงานของเขาโดดเด่นในสไตล์ของ Pop Art, Contemporary Art และ Doodle Art สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์และแนวคิดที่ว่า มันบาลานซ์ได้ดีระหว่างความเป็น Fine Art (วิจิตรศิลป์เน้นความสวยงาม) และ Commercial Art (พาณิชยศิลป์เน้นการต่อยอดด้านมูลค่าของผลงาน) ทั้งความงามและคุณประโยชน์ของสิ่งหนึ่งสิ่งใด ซึ่งเป็นเรื่องที่เข้ากับยุคสมัยปัจจุบันอย่างมาก

ด้วยสไตล์งานที่สนุกและเข้าใจง่าย ทำให้คนเสพก็สุข คนสร้างจึงไม่เคยหยุดเสาะแสวงหาไอเดียมาวาดชิ้นงานใหม่ ๆ ชีวิตที่เติบโตมากับศิลปะประหนึ่งเป็นส่วนหนึ่งซึ่งแยกจากกันไม่ได้ ทำให้เขาเข้าใจงาน เข้าใจตัวเอง และเข้าใจสิ่งที่สังคมต้องการได้เป็นอย่างดี แต่เบื้องหลังกว่าจะได้มายังสิ่งนี้ คงไม่ง่ายเสมือนดีดนิ้วแค่เป๊าะเดียวเป็นแน่

งานของเขามีชื่อเสียงในแวดวงนักสะสมผู้ชื่นชอบศิลปะคาแรกเตอร์ชัด ขนาดมีคนยอมรอภาพวาดในเวลาหลักปี ไม่ใช่แค่ระดับประเทศ เขายังได้ไปจัดแสดงงานที่เกาหลีใต้ สิงคโปร์ ไต้หวัน และฮ่องกง ล่าสุด เขาได้ออกแบบลวดลายบนเสื้อลิมิเต็ดอิดิชันให้กับ Garena Free Fire เกมมือถือออนไลน์สำหรับผู้ที่ชื่นชอบความท้าท้าย การต่อสู้ และการเอาชีวิตรอด คว้ารางวัล ‘เกมมือถือยอดเยี่ยมแห่งปี’ จากงาน Esports Awards 2021 ถึง 2 ปีซ้อน คล้ายจะเป็นเรื่องเดียวกับรางวัลชีวิตราว 20 ปีที่ได้มาจากการฝ่าฟันของเขา เราจึงอยากชวนทุกคนทำความรู้จัก ‘งานช้าง’ ในแบบของ Chang of Art ไปพร้อมกัน

ศิลปะใส่ไอเดียลายเส้นวกวนของ Chang of Art ผู้มีผลงานล่าสุดในเกม Free Fire

Unique-Useful-Universal 

ภายในสตูดิโอส่วนตัวที่ปลุกพลังด้วยผนังสีแดง แสงไฟปรับระดับเข้ม กลาง อ่อน ไปตามฟีลลิ่งของการสร้างสรรค์ เต็มไปด้วยผลงานหลายชิ้น หลากสไตล์

“เราใช้สัตว์และคนมาเป็นตัวแทนในการนำเสนอความคิดและความรู้สึก” เจ้าของผลงานกล่าว เมื่อเราเห็นว่าทุกภาพมีสัตว์เป็นพระเอกของงาน

หากใครเป็นแฟนผลงาน Chang of Art ก็ดี หรือใครกำลังทำความรู้จักกับผลงานของเขาจากเรื่องราวนี้ก็ตามแต่ จะสังเกตได้อย่างชัดเจนถึงสิ่งมีชีวิตที่กำลังโลดแล่นลีลาอยู่บนพื้นผ้าใบ เพื่อบอกเล่าเรื่องราวให้คนเข้าใจง่ายในพริบตาเดียว ดังเช่นที่อยู่ตรงหน้าเรา ภาพสิงโตกำลังหัวเราะร่า ใส่หมวกกันน็อกเตรียมพร้อมออกซ่าผจญภัยบนท้องถนน แฝงไปด้วยอารมณ์ บริบท และไลฟ์สไตล์ จนใครเห็นก็คงต้องพูดออกมาเลยว่า ‘นี่แหละ ผลงานของ Chang of Art’

แต่ก่อนจะมาเป็นสัตว์นานาชนิด ศิลปินต้องทำความเข้าใจกับความหมายและความเชื่อของตัวละครที่จะปรากฏในผลงานเสียก่อน

“ถ้าเราเข้าใจ เราจะมักง่ายเวลาถ่ายทอดไม่ได้ เพราะต้องสื่อสารและนำเสนอ Definition ให้ได้ ว่าทำไมต้องเป็นเสือสิงโต มังกร หมาป่า หรือทำไมต้องเป็นขวดเหล้า ขวดเบียร์ ทำไมต้องเป็นรถยนต์ ทำไมต้องเร็ว พวกนี้มันมีคำตอบที่ชัดเจน และเป็นคำตอบแบบ High Art ไม่ใช่ Design มันมีมิติลึกกว่า อย่างสัตว์นี่มีความเชื่อ เรื่องสถานะต่าง ๆ มีความหมายแฝงอยู่ เช่น เสือ สื่อถึงบุคลิกสุขุม นุ่มลึก ใจใหญ่”

นิยามของ ‘งานช้าง’ จึงมีด้วยกัน 3 อย่างใหญ่ ๆ คือ Unique, Useful, Universal 

Unique ยูนีกทันทีที่มอง รู้เลยว่าเส้นเยอะ ๆ หนวดเยอะ ๆ มีแพตเทิร์น มีไอคอน มีไอเดียแฝงอยู่ในทุกคาแรกเตอร์

Useful ต่อยอดประโยชน์ของชิ้นงานได้มากกว่าแค่บทบาทของภาพวาด เขาคิดต่อยอดไปถึงว่างานชิ้นนี้ให้อะไรกับคนและสังคม การจบกระบวนการของงานจึงไม่ใช่การลงสีในด่านสุดท้าย แต่ต้องคิดเผื่อไปไกลถึงผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้น

Universal ต้องเป็นงานสะท้อนตัวตนที่ได้รับการยอมรับในสังคม ซึ่งการเป็นที่ยอมรับในที่นี้ เขาอธิบายว่า ไม่เท่ากับความแมสเพียงอย่างเดียว แม้ศิลปินต้องการให้ผลงานตัวเองเป็นที่รู้จัก แต่งานชิ้นนั้นก็ต้องให้ไอเดียกับคนที่พบเห็น ผู้คนต้องมีการตั้งคำถาม ชื่นชม ไปจนถึงวิพากษ์วิจารณ์ เพื่อให้สิ่งเหล่านั้นย้อนกลับมาสู่การพัฒนางานชิ้นต่อไปของตน

ศิลปะใส่ไอเดียลายเส้นวกวนของ Chang of Art ผู้มีผลงานล่าสุดในเกม Free Fire
ศิลปะใส่ไอเดียลายเส้นวกวนของ Chang of Art ผู้มีผลงานล่าสุดในเกม Free Fire

Flashback to The Beginning

กว่าจะออกมาเป็น Chang of Art ในทุกวันนี้ ช้างได้เดินทาง ลองผิดลองถูก มีอุปสรรคแวะทักทายบ้าง จนตกตะกอนกับความรักในศิลปะมากว่า 20 ปี

“ผมไม่ได้คิดว่าเราทำงาน เราคิดว่าเราใช้ชีวิต”

ชีวิตที่มีศิลปะเป็นส่วนประกอบหลัก เริ่มตั้งแต่สมัยเป็นเด็กชายช้างที่ชอบวาดรูปเหมือนกับเด็กหลาย ๆ คน ศิลปินเยาว์วัยวาดเตาะแตะเรื่อยมาไม่เคยหยุดจนกลายเป็นความชอบ พอเริ่มเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น จึงเริ่มทำความเข้าใจศิลปะในเรื่องพื้นฐาน ลัทธิต่าง ๆ ประวัติศาสตร์ศิลปะ และพื้นฐานทางด้านทัศนศิลป์ เขาค่อย ๆ มองภาพในสเกลใหญ่ขึ้น นั่นคือ การหาสถานที่สักที่ เพื่อเดินต่อในเส้นทางของการพัฒนาฝีมือ หลังจากเรียนจบระดับอุดมศึกษา เขาจึงคิดถึงการนำศิลปะมาอยู่ในชีวิตประจำวัน กึ่งเดินกึ่งวิ่งหาลู่ทางนำศิลปะมาประยุกต์ใช้ ประกอบอาชีพ และเติมเต็มคุณค่าของชีวิต จนถึงทุกวันนี้ เขาเพียงแค่เดินเรื่อย ๆ ไปในทางของตัวเองในทุก ๆ วัน ข้ามผ่านจุดสูงชันและไม่ต้องวิ่งแข่งกับใคร

Learning by Doing

ตลอดชีวิตบนเส้นทางสายศิลปะ เขาผ่านมาทุกยุคทุกวัยของการเรียนรู้ ทั้งยุคลอง ยุคเริ่มต้น ยุคแสวงหา จนอยู่ตัวและให้คำตอบตัวเองได้แล้วว่า ยุคนี้เป็นยุคของการสร้างทัศนคติ สร้างมุมมองใหม่ ๆ และสร้างแม้กระทั่งนิยามใหม่ จากองค์ประกอบศิลป์ที่เขาเข้าใจทั้งหมด 

“เราทำงานมาเรื่อย ๆ ปรับตัว ปรับปรุงอยู่ตลอด ให้มันเลี้ยงชีพได้ ทั้งในทาง Commercial และ Fine Art ให้มันมีความบาลานซ์อยู่ตรงกลาง และเราก็สร้างทัศนคติใหม่ ๆ ขึ้นมาระหว่างทาง”

ช้างทำให้งานเขาอยู่ตรงกลาง พอดีในทุกมิติ

“ผมนิยามงานตัวเองว่ามันคือสมดุลระหว่างความเข้าใจ” พอดีทั้งความงาม มูลค่า ประโยชน์ใช้สอย และแนวคิดต่อยอด

กว่าจะมาเป็น 1 ชิ้นงาน ต้องผ่านกระบวนการคิด และนำความคิดมาคิดต่ออีกที เพื่อวิเคราะห์ความหมายขององค์ประกอบทุกส่วนที่จะเกิดขึ้น หลังจากนั้นจรดปลายดินสอลงบนกระดาษ สเก็ตช์ภาพที่ร่างไว้ในหัวให้คุ้นชิน ลองแล้วลองเล่า ชนิดที่เห็นกระดาษเปล่าแล้วชี้ได้เลยว่าอันนี้อยู่ตรงไหน เชื่อมกับอะไร จึงเริ่มขั้นตอนสำคัญต่อไป คือการร่างความคิดให้เป็นจริงขึ้นมา

“เมื่อได้ไอเดียแล้ว เราต้องมาคิดวิเคราะห์ มาทำสเก็ตช์มาเลือกคาแรกเตอร์ที่ชอบที่สุด และวางแผนว่าทำยังไงถึงสำเร็จ” Chang of Art เปรียบงานตัวเองเสมือนงานวิจัยขนาดย่อม

“ถ้าเราอยากได้หมาหัวเราะหรืออยากได้หมาน่ารัก ๆ ตัวหนึ่งนั่งบนเวสป้าหรือขี่สกู๊ตเตอร์ เราก็วาดไปเลยแล้วค่อยมาดูว่า จะเอามันมาใช้ยังไง ต้องการความ Hamony กลมกลืนไปด้วยกัน ฉะนั้นงานมันต้องวางแผน เพราะทุกเส้นวกไปวนมา”

ทุกผลงาน ช้างเลือกใช้เทคนิค Free Hand หรือการวาดโดยไม่ต้องร่างดินสอก่อนและไม่ต้องพึ่งพายางลบ ลายเส้นทุกเส้นตวัดวาดจากภาพร่างในจินตนาการ ที่ผ่านการวางแผน กลั่นกรอง และสเก็ตช์จนจดจำทุกตำแหน่งได้อย่างแม่นยำ

“เราต้องมีภาพในหัวว่าจะวางอะไรบนพื้นที่ตรงนี้ และจัดสรรองค์ประกอบ เว้นสเปซให้พอดี” เขาอธิบายการจัดวางลายเส้นให้เชื่อมกันอย่างไร้รอยต่อและไขว้ไปไขว้มา ชวนค้นหาจุดสิ้นสุด

ศิลปะใส่ไอเดียลายเส้นวกวนของ Chang of Art ผู้มีผลงานล่าสุดในเกม Free Fire

เมื่อภาพเกิดขึ้นตามความตั้งใจสมกับความพยายามแล้ว อาณาจักรของ Chang of Art ไม่หยุดอยู่แค่ในภาพวาด แต่เขายังต่อยอดงานสู่ประติมากรรม ดึงเอาคาแรกเตอร์ของการ์ตูนออกมาเป็นรูปปั้นสามมิติ จับต้องได้ เขาทำมาหมดแล้วทุกไซส์ ทั้งเล็กทั้งใหญ่ ตัวจิ๋วถึงตัวยักษ์ ตั้งแต่ 30 เซนติเมตร ไปจนถึง 150 เซนติเมตร

เบื้องหลังกว่าจะได้มาซึ่งผลงานทั้งหมด ต้องตกตะกอนกับความคิดจากแพสชันแรกเริ่ม

“มันเริ่มตั้งแต่คิด” ศิลปินชาวนครปฐมเอ่ย

“เราคิดโดยเอาความอยากเป็นตัวตั้ง คิดเสร็จก็ทำ เราต้องสร้างคุณค่าให้กับคาแรกเตอร์เหล่านั้นให้แข็งแรง”
ช้างเผยกลเม็ดที่จะทำให้งานนั้นแข็งแรงขึ้น ด้วยการพาไปออกงานแสดงนิทรรศการ เอาไปให้คนอื่นดู แล้วรับฟีดแบ็กเพื่อนำกลับมาพัฒนา ผลพลอยได้อีกอย่างจากการที่เขาพางานไป Road Show ให้คนรู้จักทั้ง Online และ Onground ยังเป็นการเพิ่มมูลค่าให้งานมากขึ้น เมื่อได้รับการตอบรับที่ดี มีคนชื่นชอบ จึงมีทั้งคำแนะนำ การสนับสนุน และการติชม ซึ่งนำไปสู่การปรับปรุงต่อยอด ดังที่ศิลปินเชื่อมาตลอดว่า ‘Learning by Doing’ ทำให้ผลงานของเขาแอดวานซ์ขึ้นไปเรื่อย ๆ อย่างหาตัวจับได้ยาก

“ถ้าเราอยากเป็นศิลปินระดับโลก เราต้องคิดแบบศิลปินระดับโลก” ช้างกล่าวประโยคเชิญชวนคนฟังเข้าสู่ภวังค์อีกครั้ง ก่อนจะขยายความต่อ 

“เราก็เลยคิดว่าเราต้องสร้างแนวทางของเรา จากฝีมือที่เพียรฝึกฝนและประสบการณ์ที่สะสมมา เราต้องชัดเจนตั้งแต่ความหมายของมัน คิดมากกว่าแค่เริ่มต้นจนสิ้นสุด สุดท้ายมันเลยทำให้งานของเรายูนีกและเป็นตัวตนเราจริง ๆ”

ทุกผลงานเห็นประจักษ์ถึงการประสบความสำเร็จขนาดนี้ เพราะช้างไม่เคยขาดไอเดียสร้างสรรค์

“ตอนนี้สื่อมันเยอะ โลกก็มีอะไรให้ทำมาก เพียงแค่เราต้องเปิดใจเรียนรู้และย้ำตัวเองว่าอย่ายึดติด”

เขาเชื่อว่าการจะเติบโตเป็นต้นไม้ที่ให้ร่มเงาตัวเอง ก็ต้องเริ่มสร้างแนวคิดจากประสบการณ์ สร้างทัศนคติขึ้นมาใหม่ด้วยปัจจัยทางด้านศิลปะเหมือนเดิม แต่ต้องหลุดจากกรอบเดิมนั้น ด้วยวิธีคิดใหม่ ๆ

“อยู่กับศิลปะมา 20 ปี คำว่าแรงบันดาลใจยังสำคัญอยู่มั้ย” เราถามต่อ

“ผมมองว่าแรงบันดาลใจเป็นขั้นสอง ขั้นแรก คือมองชีวิตเราก่อน มองทัศนคติของตัวเอง บางคนบอกผมทำเหมือนพี่ไม่ได้หรอก ยาก จะหาเงินได้ยังไง เนี่ย มันจึงต้องเริ่มที่ทัศนคติ ถ้าเรารู้สึกว่าเชื่อมั่นในตัวเอง เราค่อยมาหาแรงบันดาลใจ 

“จริง ๆ เราเป็นคนธรรมดา พื้นฐานบ้านไม่ได้มีเงิน ติดลบด้วยซ้ำ แต่ว่าพวกนี้มันก็คือแรงบันดาลใจให้เราอยากให้กำลังใจหลาย ๆ คนต่อ อย่าไปคิดว่าต้องรอให้มีตังค์ค่อยทำงานศิลปะที่ดีได้ มันเริ่มจากเล็กไปใหญ่ได้ เราต้องเข้าใจพื้นฐานของศิลปะ เส้น สีรูปทรง น้ำหนัก วัสดุ ลัทธิศิลปะ แล้วทำผลงานให้ดี ค่อย ๆ สะสมประสบการณ์ ชื่อเสียง เงินทอง

 “อย่างพวกเสือ สิงโต ก็กลับไปตอบคำถามเรื่องนิยามที่เราแสดงออกมาแทน Chang of Art ที่ฝ่าฝันเอาตัวรอด งานก็เหมือนการดิ้นรน คนที่แข็งแกร่งเท่านั้นถึงอยู่รอด ที่สำคัญคือต้องพยายามเปิดใจเรียนรู้ มีโอกาสก็ไปดูงานดี ๆ”

ศิลปะใส่ไอเดียลายเส้นวกวนของ Chang of Art ผู้มีผลงานล่าสุดในเกม Free Fire
Chang of Art ศิลปินที่เติบโตมากับศิลปะครึ่งค่อนชีวิต ผู้ไม่ยึดติดกับสไตล์ และเชื่อว่าชีวิตกับศิลปะเป็นเรื่องเดียวกัน

Free up your soul

“มันประเมินมูลค่าไม่ได้เลย” ช้างตอบ หากให้นิยามความสำเร็จของเขา

งานช้าง ไปสร้างปรากฏการณ์ที่น่าจดจำในต่างแดนมาแล้วมากมาย ทั้ง เกาหลี สิงคโปร์ ไต้หวัน รวมถึงงานที่เป็น Original Licencing ระดับโลกในฮ่องกง

ทั้งหมดทั้งมวลทำให้เขารู้ว่า การมองงานศิลปะให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ จะนำมาสู่ความคิดที่แหลมคม

“จริง ๆ ความคิดไม่ใช่ประเด็นสำคัญ สิ่งที่สำคัญคือวิเคราะห์และการมองให้เหนือไปกว่าตรงนั้น เวลาผมทำงาน ผมจะมองลึกกว่าลึกกว่าลึกเข้าไปอีก เราไม่ได้มองแค่ต้องทำงานชิ้นนี้ให้ดีที่สุด แต่เรามองเลยไปถึงผลลัพธ์ ว่างานชิ้นนั้นมันให้อะไรได้บ้าง” ศิลปินแนวหน้าเน้นเสียง

อีกหนึ่งสิ่งที่ช้างใช้ขับเคลื่อนศิลปะในชีวิต คือ ‘Free up your soul’ การปลดปล่อยจินตนาการอย่างไร้ข้อจำกัด วางกฎเกณฑ์ทั้งหมด แล้วฟังเสียงหัวใจตัวเอง

“คำนี้เป็นคำที่ผมชอบใช้มากเลย คือการที่เราจะมีพลัง มันต้องมีความรู้สึกอะไรบางอย่างที่มาเติมเต็ม งานศิลปะฟังก์ชันมันเยอะมาก บางคนที่สะสมจริง ๆ เขาบอกเขาหลับตาไม่ลง เขาละสายตาจากมันไม่ได้ มันสวยมาก เซ็กซี่มาก”

ที่มาของพลัง ของมนต์สะกด ของความเซ็กซี่เหล่านั้น คือ

“เราต้องหาให้เจอว่า Vision คืออะไร Definition คืออะไร ถ้าชัดเจนแล้วมันจะง่ายมากเลย เหมือนกับชีวิตเรา ระหว่างทางเราก็มีปัญหานะ เยอะด้วย ก็แก้ไขไปให้ถูกที่ ถูกเวลา ถูกจังหวะ ปัญหาใหญ่ ๆ ก็คือความรู้ รู้น้อยยิ่งปัญหาเยอะ รู้เยอะปัญหาน้อย เราต้องออกไปค้นหา ไปเจอความผิดพลาดต่าง ๆ พอถึงจุดหนึ่งก็จะง่าย และสิ่งสำคัญคือการพยายามเรียนรู้การเปลี่ยนไปของโลก” ช้างทิ้งท้ายถึงหนึ่งแนวคิดที่เขาเชื่อมาตลอด

หลังจากทำความรู้จักกับตัวตนของศิลปินมาครู่ใหญ่ เราขอพาทุกคนไปรู้จักเรื่องราวในอีกมิติ ผ่าน 4 ผลงานที่มีความหมายของศิลปินบ้าง

01 Free Fire 

ช้าง-กรีฑา พรมโว ศิลปินที่เติบโตมากับศิลปะครึ่งค่อนชีวิต ผู้ไม่ยึดติดกับสไตล์ และเชื่อว่าชีวิตกับศิลปะเป็นเรื่องเดียวกัน

สำหรับ Free Fire ที่ร่วมงานกับผู้คนหลายวงการทั้งยูทูบเบอร์และอินฟลูเอนเซอร์ต่าง ๆ ในครั้งนี้จึงมองหางานศิลปะและการออกแบบ เลยตัดสินใจเลือก Chang of Art อย่างไม่ลังเล ด้วยสไตล์งานที่สนุก เข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อน เป็นรูปสัตว์ที่มีเรื่องราวในตัวงาน

ช้าง-กรีฑา พรมโว ศิลปินที่เติบโตมากับศิลปะครึ่งค่อนชีวิต ผู้ไม่ยึดติดกับสไตล์ และเชื่อว่าชีวิตกับศิลปะเป็นเรื่องเดียวกัน

เมื่อความต้องการตรงกัน ช้างจึงตั้งใจให้งานชิ้นนี้เป็น Event Merchandise ที่เน้นความสนุก เขาไม่ได้มองแค่ว่าเป็นสิ่งใช้สอย แต่อยากให้เป็นฟังก์ชัน เป็นการสะสม เพื่อเพิ่มคุณค่าให้ทั้งตัวงานและผู้ครอบครอง จึงออกมาเป็นเสื้อยืดสกรีนลาย Limited Edition มาพร้อมแพ็กเกจจิ้งที่ออกแบบพิเศษเช่นกัน และมีซีเรียลนัมเบอร์ทุกกล่อง ภายใต้สโลแกน ‘สัญชาตญาณแรกของชีวิต คือ การเอาตัวรอดอย่างมีเกียรติและเข้มแข็ง’ ให้ Wolf หรือ หมาป่า รับหน้าที่เป็นพระเอกในโปรเจกต์นี้ ถ่ายทอดความเป็นนักล่า ปราดเปรียว เป็นสัตว์ที่ล่ายาก ตายยาก แม้จะต้องตายอย่างโดดเดี่ยวแต่ก็มีเกียรติ เข้ากับคอนเซ็ปต์ของความเป็นเกมแนว Battle Royale

02 Mr. Mee Hey

ช้าง-กรีฑา พรมโว ศิลปินที่เติบโตมากับศิลปะครึ่งค่อนชีวิต ผู้ไม่ยึดติดกับสไตล์ และเชื่อว่าชีวิตกับศิลปะเป็นเรื่องเดียวกัน

เจ้าป่าใส่หมวกกันน๊อกขี่เมฆ คงเป็นภาพที่เราไม่เคยเห็นจากที่ไหน มีทั้งแบบ 2 มิติ (ภาพวาดคุมโทนด้วยสีขาวดำแต่จัดเต็มด้วยแพตเทิร์นอย่างไม่มีที่ว่างเพื่อเพิ่มสีสันให้งาน) และแบบ 3 มิติ (รูปปั้นขนาด 1.50 เมตร เป็นสิงโตใส่หมวกกันน็อกที่หมวกถอดได้) สื่อความหมายถึงคนที่ไม่ชอบหยุดนิ่งอยู่กับที่ เชื่อว่าชีวิตคือการได้ออกเดินทางแสวงหาสิ่งใหม่

ช้าง-กรีฑา พรมโว ศิลปินที่เติบโตมากับศิลปะครึ่งค่อนชีวิต ผู้ไม่ยึดติดกับสไตล์ และเชื่อว่าชีวิตกับศิลปะเป็นเรื่องเดียวกัน

สีขาวดำของผิวเจ้าป่า เป็นอีกหนึ่งไอเดียใหม่คือการปล่อยโล่งโดยไม่ผ่านการเพนต์ ผลงานชิ้นนี้เปลี่ยนชีวิตเขา และมอบทัศนคติใหม่ ๆ จากที่คนเริ่มมองว่างานแปลกดี ซึ่งมันการันตีได้ว่าความความกล้า ความแปลกนี้ก็มีมูลค่ามหาศาลเหมือนกัน 

03 Mr. Mee Har

ช้าง-กรีฑา พรมโว ศิลปินที่เติบโตมากับศิลปะครึ่งค่อนชีวิต ผู้ไม่ยึดติดกับสไตล์ และเชื่อว่าชีวิตกับศิลปะเป็นเรื่องเดียวกัน

ถ้าไม่ดุ ก็ไม่ใช่เสือ – ช้างว่า

แต่บังเอิญเป็นเสือดุที่มีมุมน่ารัก คาแรกเตอร์ของนักล่าอย่างเสือนี้ สร้างขึ้นมาเหมาะเจาะกับนักษัตรปีขาลพอดิบพอดี

มีฮาเป็นประติมากรรมทองเหลืองชิ้นแรกของ Change of Art ที่ถอดส่วนประกอบได้ทุกอย่าง เขาสนใจเพียงแค่ฟังก์ชันเป็นหลัก มองข้ามเรื่องต้นทุนเป็นรอง งานชิ้นนี้จัดว่าเป็นคู่แฝดของสิงโตเจ้าป่าอย่าง Mr. Mee Hey ซึ่งนำเสนอความคิดแบบเดียวกัน

04 Leopard

ช้าง-กรีฑา พรมโว ศิลปินที่เติบโตมากับศิลปะครึ่งค่อนชีวิต ผู้ไม่ยึดติดกับสไตล์ และเชื่อว่าชีวิตกับศิลปะเป็นเรื่องเดียวกัน

เสือดาวเฝ้ารอโอกาสและเวลา เมื่อถูกที่ ถูกจังหวะ จึงก้าวออกจากป่า แผ่ซ่านความป๊อปบนถนนใจกลางเมืองหลวง

ช้างเลือกใช้สีสันสดสวยตัดกัน โชว์กลิ่นอายความเป็นป๊อปอาร์ตอย่างชัดเจน และทลายกรอบของตัวเองในการใช้สีสัน ต่างจากงานขาวดำชิ้นก่อน ๆ แสดงออกผ่านภาพวาด ภาพพิมพ์ และประติมากรรม ในการสร้างคาแรกเตอร์เสือดาวสวมแว่นตาฉายอดีตที่มีความเท่ มี Third Eye บนหัว แสดงถึง Sixth Sense เช่นเดียวกับที่ศิลปินมีในทุกการสร้างผลงาน 

ผลงานชิ้นนี้เป็นเครื่องพิสูจน์ความกล้าเดินออกจากเส้นทางเดิม ๆ แสดงให้เห็นถึงความไม่ยึดติดในสไตล์งานและการใช้ชีวิต

“เราต้องการท้าทายและแสดงความสามารถออกมา ทำให้ดี เป็นที่ยอมรับ เพื่อส่งแรงบันดาลใจให้คนอื่นได้ รวมถึงเพิ่มคุณค่าใหม่ ๆ ให้กับตัวเราเอง” ศิลปินผู้กล้าย้ำ

Writer

ปิยฉัตร เมนาคม

หัดเขียนจากบันทึกหน้าที่ 21/365 เพิ่งค้นพบว่า สลัดผักก็อร่อย หลงใหลงานคราฟต์เป็นชีวิต ของมือสองหล่อเลี้ยงจิตใจ ขอจบวันง่าย ๆ แค่ได้มองพระอาทิตย์ตกจนท้องฟ้าเปลี่ยนสี วันนั้นก็คอมพลีทแล้ว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load