ปกติเราแนะนำสินค้าหัตถกรรมทั่วไทยไปมากมายในคอลัมน์ Creative Local แต่วันนี้พบว่ากิจการบางอย่างที่ไม่ได้ทำโปรดักต์สำเร็จพร้อมวางขาย กลับมีบทบาทหน้าที่สำคัญในการขับเคลื่อนงานคราฟต์ไทยไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน ธุรกิจงานคราฟต์นี้ชื่อ Wisdomative เกิดจากคนรักผ้าและงานคราฟต์ไทย 3 คน

ต้า-ศักดิ์สิทธิ์ ภัทรประกฤต ผู้ร่วมก่อตั้งแบรนด์ SE ชื่อ GoWentGone ที่ปรึกษาเรื่องการสร้างแบรนด์ และกระบวนกรรับจัดกิจกรรมงานพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชน

ปอ-สาธิมา ฐากูระสมพงษ์ ผู้ก่อตั้งแบรนด์ AatMann วิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้านการย้อมครามและสีธรรมชาติ 

อิม-อวิกา สมัครสมาน นักออกแบบผ้า ศิลปิน Textile Art ผู้เชี่ยวชาญการใช้กี่เฟรมหรือกี่พกพา วิทยากรสอนทอผ้า และเจ้าของเพจ นวลนิล 

เป็นเวลากว่า 3 ปีที่สามสหายรับหน้าที่เป็นลมใต้ปีกผู้ประกอบการที่อยากได้วัสดุท้องถิ่น ช่วยเหลือชุมชนให้พัฒนาองค์ความรู้และมีรายได้สม่ำเสมอ และยังคิดแนวทางรับโครงการภาครัฐมาสร้างผลลัพธ์ที่ยั่งยืนและคุ้มค่างบประมาณ

ใต้ความสวยงามของงานแฮนด์เมด สถานการณ์งานหัตถกรรมไทยเป็นอย่างไร สมาคมคนรักผ้าที่ทำหน้าที่สื่อกลางให้หลากผู้เล่นในวงการงานคราฟต์ทำงานอะไรบ้าง ทำอย่างไร และจะพาอนาคตหัตถกรรมไทยไปทางไหนต่อ พวกเขาพร้อมจะแถลงไขให้ฟังทุกประเด็นแบบเต็มๆ เน้นๆ

Wisdomative สมาคมค้าผ้าและงานคราฟต์ ที่ฝึกสอน คัดสรร และเป็นตัวกลางขายวัสดุทั่วไทย

รวมพลคนรักผ้า 

“เราเดินทางทั่วประเทศ แล้วเห็นว่างานหัตถกรรมไทยมีอะไรเท่ๆ เยอะมาก แต่ว่าไม่ได้ถูกจัดการดีพอให้สู้กับคนอื่นได้ เราอยากทำงานให้ครบลูป คือเริ่มตั้งแต่เข้าไปพัฒนางานร่วมกันชุมชน แล้วสื่อสารงานเขาออกมาสู่โลกภายนอก” ต้าเกริ่นเรื่อง

ความหลงใหลในผ้าและงานคราฟต์ไทย ประกอบกับการงานส่วนตัวของแต่ละคน ทำให้ต้า ปอ และอิม โคจรมาพบกันอยู่บ่อยๆ ตามงานต่างๆ เช่น ต้าจัดกิจกรรม โดยให้อิมเป็นดีไซเนอร์ประจำโครงการ ปอเป็นวิทยากร ดูแลการย้อมสี โดยสื่อสารกับทั้งชุมชนผู้ผลิตและคนเมืองที่เป็นลูกค้า สหายคนรักผ้าทั้งสามมองเห็นปัญหาเดิมๆ ที่งานหัตถกรรมไทยมี และรู้ว่าความเชี่ยวชาญของแต่ละฝ่ายน่าจะบรรเทาปัญหา รวมถึงต่อยอดธุรกิจที่เป็นประโยชน์ต่อหลายฝ่ายได้

“เราเคยผ่านประสบการณ์การทำมาค้าขายประเภท Finishing Product แล้วรู้สึกเหนื่อยมากอะ ทำไมต้องสต็อกของเยอะขนาดนี้ ทั้งๆ ที่เราถนัดเรื่องการพัฒนา Material สนุกกับการชวนแม่ๆ ทำของลักษณะนี้ เราเชื่อว่าการพัฒนา Material จากชุมชนมาให้ผู้ประกอบการเอาไปผลิตโปรดักต์ต่อ เป็นช่องว่างของตลาดที่ไม่มีคนมาทำ” ต้าเล่าประสบการณ์ตรง เพื่อนๆ ที่ต่างมีแบรนด์ของตัวเองพยักหน้าหงึกหงัก

“งานทำให้พวกเราได้มาเจอกันและมองเห็นทิศทางเดียวกันว่า พอรับงานหลวงมาแล้ว ทุกหน่วยงานระบุว่า สุดท้ายต้องมีโปรดักต์ออกมาเป็นชิ้นงาน และมันมักจบโปรเจกต์แค่งบประมาณของปีนั้นๆ แล้วถามว่าชุมชนคิดต่อได้มั้ย ถามว่าชุมชนสร้างโปรดักต์อื่นๆ ตามศักยภาพ ตามทักษะเดิมที่มีอยู่ได้มั้ย ในเมื่อให้เขาทำตามภาพจำหนึ่งสองสามมาตลอด” ปออธิบายโจทย์เดิมๆ ที่ดีไซเนอร์ที่ทำงานร่วมกับชุมชนเจอมาตลอด 

“เราอยากให้ชุมชนเดินหน้าต่ออย่างยั่งยืน เลยคิดว่าต้องทำกระบวนการทำงานร่วมกับชุมชน ไม่เอาสินค้าแบบเดิม มองใหม่ ย้อนกระบวนการทั้งหมดเลย คุณจะทำอะไร ทักษะเดิมคุณมีอะไร นี่คือต้องมานั่งคิดประชุมกับชุมชน สุดท้ายปลายทางต้องทำยังไงถึงจะได้ผลลัพธ์ที่ดี ให้ชุมชนทำงานดีๆ เองต่อได้” 

“โชคดีที่เรามีชุมชนต้นแบบที่มีศักยภาพเยอะมาก และพร้อมใจทดลองทำงานไปกับเรา” 

Wisdomative สมาคมค้าผ้าและงานคราฟต์ ที่ฝึกสอน คัดสรร และเป็นตัวกลางขายวัสดุทั่วไทย

ชุมชนที่ว่าคือบ้านกกบก อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย บ้านใกล้เรือนเคียงกลุ่มที่ทอผ้าให้ Folkcharm จุดเด่นของที่นี่คือการปลูกฝ้ายเอง ปั่นฝ้ายเองด้วยมือ ทำทุกขั้นตอนเส้นใยเองแบบ 100 เปอร์เซ็นต์ ทั้งเส้นยืน เส้นพุ่ง สีย้อมผ้าธรรมชาติก็ได้มาจากต้นไม้และป่าประจำหมู่บ้าน โดยไม่ไปรับซื้อวัสดุจากภายนอกเลย ต่างจากหลายที่ที่ซื้อเส้นฝ้ายจากโรงงานบ้าง หรือซื้อวัตถุดิบย้อมผ้าจากที่อื่นหรือสีเคมีบ้าง 

ทั้งที่คุณสมบัติรักษ์โลก ใช้วัสดุ Hyperlocal ลด Carbon Footprint ขนาดนี้ ตอนที่ทั้งสามไปค้นพบบ้านกกบก แม่ๆ ทอแค่ผ้าสีพื้น ผ้าพันคอ หรือย่ามลายง่ายๆ ราคาไม่กี่ร้อยบาท สามสหายจึงตั้งธงว่า จะทำให้ชุมชนเห็นศักยภาพตัวเอง รู้ตัวว่าพวกเขาเจ๋งเกินกว่าจะทำอะไรธรรมดา แต่สามารถทำสิ่งต่างๆ ที่ซับซ้อนและสร้างรายได้ที่มากขึ้นได้ 

Wisdomative สมาคมค้าผ้าและงานคราฟต์ ที่ฝึกสอน คัดสรร และเป็นตัวกลางขายวัสดุทั่วไทย

เข็นฝ้ายขึ้นภูเขา

“เราออกแบบสิ่งที่เรียกว่า Wisdomative Canvas ขึ้นมา เป็นกระบวนการทำงานกับชุมชน ใครอยากผลิตงานร่วมกับชุมชนก็ทำตามขั้นตอนนี้ แล้วผลิตงานของตัวเองขึ้นมาได้เลย” ต้าเสริมด้วยข้อความที่น่าจะทำให้ผู้ประกอบการไทยตาลุกวาว 

“เราต้องประเมินชุมชนว่าเขามีศักยภาพพอมั้ย เขาทำอาชีพอะไรอะไร ว่างตอนไหนบ้าง ติดต่อยากมั้ย แล้วถ้าเขารู้สึกไม่จอย ทำไปสักสามสี่รอบก็พัง ซึ่งถ้าเอากระบวนการไปจับก่อน แทนที่จะพุ่งเข้าไปเลย มันจะลดเงินและปัญหาไปได้เยอะมาก”

เขายกตัวอย่างกระบวนการทำงานกับชุมชน ด้วยการหยิบแฟ้มและตัวอย่างผ้าขึ้นมาให้ดูทีละเวอร์ชัน จากผ้าพื้นธรรมดา พวกเขามอบเกมใหม่ให้แม่ๆ แข่งขันเข็นฝ้าย (ปั่นฝ้าย) ให้ได้ไซส์เล็กที่สุด ไปจนถึงเข็นเบาๆ จนเส้นฝ้ายใหญ่ที่สุด กิจกรรมนี้ทำให้ชุมชนเห็นความเป็นไปได้ใหม่ๆ นอกจากวิธีการและความงามแบบเดิมที่คุ้นชิน ส่วนผลผลิตที่ออกมาก็มีผิวสัมผัสที่ร่วมสมัย มีลูกเล่นน่าสนใจมากขึ้น ฝ้ายเส้นใหญ่นุ่มทอฟูๆ ไม่แน่นดังเดิม ให้ความรู้สึกอบอุ่นและหรูหราคล้ายขนแกะ 

Wisdomative สมาคมค้าผ้าและงานคราฟต์ ที่ฝึกสอน คัดสรร และเป็นตัวกลางขายวัสดุทั่วไทย
Wisdomative สมาคมค้าผ้าและงานคราฟต์ ที่ฝึกสอน คัดสรร และเป็นตัวกลางขายวัสดุทั่วไทย

ได้วัสดุแล้วก็ถึงเวลาทอ ต่อมาเป็นหน้าที่ของอิมผู้เป็นนักออกแบบสื่อสารกับชุมชน ปกติเธอใช้กี่เฟรมหรือกี่พกพาเล็กๆ เป็นตัวช่วยคลี่คลายลวดลายยากๆ ในคอมพิวเตอร์ เป็นลายที่แม่ๆ เข้าใจได้ ดังนั้นเวิร์กชอปนี้ แทนที่ช่างทอต้องลงมือทอผ้าผืนใหญ่ที่ไม่คุ้นเคย ก็ทดลองสนุกกับการทอจับลายนั้นนี้มาชนกัน เช่น ขิด ยกลาย หรือลองเทคนิคใหม่ในกี่เล็กๆ ก่อนได้ ไม่เปลืองทั้งเวลาและทรัพยากร ผลลัพธ์ที่ออกมาดูดีน่าใช้มาก (จนอยากซื้อบัดเดี๋ยวนั้น) อิมย้ำว่าสิ่งที่เห็นทั้งหมดนี้เป็นการบ้านที่แม่ๆ คิดส่งมาตามโจทย์เอง เธอไม่ได้ออกแบบลายให้หรือจับมือสอน

“เราเชื่อว่าทักษะเดิมที่แน่นหนาของเขา มันจะทำให้เขาทำงานได้อย่างมีความสุขความสบายใจ มีความคุ้นเคยอะไรบางอย่างดั้งเดิมอยู่ในสมองเขาอยู่แล้ว” ปอเสริม

“ถ้าเราไปเริ่มจากการถอดลายมาจากชุมชน จะงอแง แต่ว่าเราเริ่มให้เขานับหนึ่งใหม่จากวัสดุก่อน แล้วค่อยเอาเรื่องนี้มาใส่ทีหลัง เราเลยได้สิ่งที่เขาอยากโชว์จริงๆ แล้วเราเห็นเลยว่าโอกาสมันเยอะมาก นับถือเขาเลย มีลายสวยๆ ประหลาดๆ จากไหนไม่รู้เกิดขึ้นจากวิธีการทอ บางลายนี่เมืองนอกมาก Chanel มากเลย เราก็เลือกดูว่าจากลายพวกนี้ เราจะแกะลาย ถอดโครงสร้างไปสร้างงานออกแบบต่อได้ยังไง แล้วก็ให้โจทย์แม่ไปทอ ตื่นเต้นทุกครั้งที่เห็นผ้า” ต้าหัวเราะสนุก

 กลุ่มนักออกแบบผู้เข้าใจทั้งดีไซเนอร์และชุมชน สร้างสื่อกลางให้การทำงานคราฟต์ไทยง่ายขึ้นสำหรับทุกคน
 กลุ่มนักออกแบบผู้เข้าใจทั้งดีไซเนอร์และชุมชน สร้างสื่อกลางให้การทำงานคราฟต์ไทยง่ายขึ้นสำหรับทุกคน

มาถึงช่วงสีสัน ตกเป็นหน้าที่ปอที่ควบคุมดูแลการย้อมสี ซึ่งในชุมชนใช้สีธรรมชาติกันอยู่อยู่แล้ว เช่น คราม ใบเอ็นหม่อน ประดู่ สะตี มะเกลือ แต่ปัญหาที่พบคือทุกครั้งที่ย้อมใหม่ ค่าเฉดสีจะเพี้ยนออกไปด้วยปัจจัยต่างๆ เช่น บางฤดูกาลไม่มีวัตถุดิบ ใส่ใบไม้ไม่เท่าเดิม เปลี่ยนปี๊บต้มใหม่ ฯลฯ ผู้เชี่ยวชาญด้านการย้อมจึงจัดการตกลงสัดส่วนตวงวัดให้ชัดเจน ถึงขั้นซื้อหม้อก๋วยเตี๋ยวสเตนเลสให้ใหม่ เพื่อเคาะสูตรสีย้อมร้อนให้เป๊ะใกล้เคียงกันมากที่สุด เพราะ Wisdomative คือกลุ่มขายผ้า จึงจริงจังกับการส่งมอบงานลูกค้าให้ได้สีเหมือนเดิม จนพูดกับลูกค้าได้เต็มปากเต็มคำว่าสีจะไม่เพี้ยนเกิน 10 – 20 เปอร์เซ็นต์ 

สมาคมค้าผ้า

ต้าหยิบผ้าลายพร้อมขายแสนน่ารักขึ้นมาวางทีละผืน เขาบอกว่าจะออกลายใหม่ๆ ทุกปี โดยคิดชื่อใหม่ๆ เติมจริตจะก้านให้ผ้าแต่ละม้วนมีเสน่ห์พื้นบ้าน ตัวอย่างเช่น

 กลุ่มนักออกแบบผู้เข้าใจทั้งดีไซเนอร์และชุมชน สร้างสื่อกลางให้การทำงานคราฟต์ไทยง่ายขึ้นสำหรับทุกคน

ลายกาบกล้วย หน้าตาคล้ายๆ ลำต้นกล้วยที่โดนตัด

 กลุ่มนักออกแบบผู้เข้าใจทั้งดีไซเนอร์และชุมชน สร้างสื่อกลางให้การทำงานคราฟต์ไทยง่ายขึ้นสำหรับทุกคน

ลายก้างปลากระเดิด หรือ Kraderdingbone มาจากลายก้างปลาภาษาฝรั่งที่เรียก Herringbone พอเป็นของอีสานเลยเปลี่ยนพันธุ์ปลาเสียหน่อย เหตุผลคือปลากระเดิดหรือปลากระดี่ เอามาทำปลาร้าอร่อยที่สุด 

 กลุ่มนักออกแบบผู้เข้าใจทั้งดีไซเนอร์และชุมชน สร้างสื่อกลางให้การทำงานคราฟต์ไทยง่ายขึ้นสำหรับทุกคน

ลายลูกฟูกจ่อย คือ ลายลูกฟูกผอมๆ 

 กลุ่มนักออกแบบผู้เข้าใจทั้งดีไซเนอร์และชุมชน สร้างสื่อกลางให้การทำงานคราฟต์ไทยง่ายขึ้นสำหรับทุกคน

ลายสอยจุด หรือ Soyadot มาจากลายจุด Polka Dot เนื่องจาก Polka เป็นเพลงเต้นพื้นบ้านของยุโรป พอมาถึงอีสานจึงกลายร่างเป็นเพลงสอย ซึ่งลายนี้ทอยากมาก หมดแล้วหมดเลย (ผู้เขียนสอยมาครอบครองแล้วเรียบร้อย) 

 กลุ่มนักออกแบบผู้เข้าใจทั้งดีไซเนอร์และชุมชน สร้างสื่อกลางให้การทำงานคราฟต์ไทยง่ายขึ้นสำหรับทุกคน

ลายลายตารางแดนอีสาน หรือ Isan Tartan เป็นลายสก็อตกลิ่นอายลูกทุ่งจี๊ดจ๊าด

 กลุ่มนักออกแบบผู้เข้าใจทั้งดีไซเนอร์และชุมชน สร้างสื่อกลางให้การทำงานคราฟต์ไทยง่ายขึ้นสำหรับทุกคน

คอลเลกชันสีดำอุมา หรือ Super Eco Black เกิดจากการย้อมมะเกลือ หม่อน และคราม ได้ผ้าฝ้ายลายสีดำสุดเท่ที่ผิวสัมผัสนุ่ม ไม่แข็งกระด้างเหมือนย้อมมะเกลือล้วน ใช้ง่าย เอามาทำผลิตภัณฑ์ร่วมสมัยได้แยะ

 กลุ่มนักออกแบบผู้เข้าใจทั้งดีไซเนอร์และชุมชน สร้างสื่อกลางให้การทำงานคราฟต์ไทยง่ายขึ้นสำหรับทุกคน

คอลเลกชันขจิต (Kà-Jìt) มาจากรากศัพท์ของคำว่า ขิด วิธีทอผ้าในชาติพันธุ์ไทยลาว ในสมัยก่อนใช้ในการทำของสูง เช่น การทำหน้าหมอน หรือใช้เป็นเครื่องประกอบในพิธีกรรมทางศาสนา เป็นโจทย์ให้แม่ๆ ลองย้อม ทอลายผืนผ้าขิดอย่างอิสระ ลวดลายบนล่างซ้ายขวาไม่ซ้ำกัน โดยขจิต 1 ผืน ใช้เวลาทำ 190 ชั่วโมง ทุกชิ้นจะถูกทำเพียงครั้งเดียวเท่านั้น โดยจะมีทั้งหมด 15 ผืน แต่ละผืนเรียงนัมเบอร์ไว้ไม่ต่างจากงานศิลปะ เพราะ Wisdomative เชื่อว่าผลงานเหล่านี้มาจากศิลปิน บอกเลยว่าน่ารักน่าเอ็นดูชุบชูใจมาก 

กาลเวลาพิสูจน์ใจ

เห็นมีผ้าน่ารักเยอะแยะขนาดนี้ ช่างหลักๆ จากบ้านกกบกที่ทำงานให้มีแค่ 5 – 6 คน เท่านั้น ได้แก่ แม่แดง ยายชุม ยายเขียว ป้าเอ๊ด ป้าแอ๊ว และยายปราง จากตอนแรกที่แม่ๆ 10 – 20 คนมานั่งกันเต็มลาน ยิ่งไปเวิร์กชอปแต่ละครั้ง สมาชิกก็ลดน้อยลงไปตามลำดับ แต่ชาว Wisdomative ก็ทำงานร่วมแรงร่วมใจทำงานที่วังสะพุงมากว่า 3 ปี

“เหมือนเราต้องทำกระบวนการพิสูจน์ใจกันเล็กน้อยด้วยไงว่าเราจะทำแบบนี้นะ มันไม่ใช่ปุ๊บปั๊บ สั่งงานแล้วเราซื้อเลยนะ เพราะฉะนั้นเนี่ยใครไหวอยู่ต่อ ใครไม่ไหวกลับบ้านได้ ไม่ว่า” ปอเอ่ยอย่างใจเย็น “เราเข้าใจ บางคนคิดว่าทำไมต้องมานั่งเหนื่อยเรียน เขาคิดว่าฉันทอผ้าเป็นแล้ว ดังนั้นก็ตอบมาสิว่าจะให้ทำอะไร แต่เราไม่ได้แบบต้องการแบบนั้นไง ถึงจะต้องมีอะไรเยอะๆ แยะๆ”

ต้าอธิบายเสริมว่าความเคยชินของชุมชนทอผ้า คือดีไซเนอร์จะมาลงพื้นที่แค่ครั้งสองครั้ง สั่งงานและจ่ายเงิน การออกจากรูปแบบเดิมไม่ใช่สิ่งที่ทุกชุมชนต้องการเสมอไป

ในขณะที่ Wisdomative พูดคุยและฝึกสอน ดูแลค่าแรง ให้ค่าต้นทุนวัตถุดิบ ให้ค่าทอต่างๆ นานาเสร็จสรรพ รวมถึงเปิดเผยต้นทุนและความรับผิดชอบจากฝั่งนักออกแบบ ให้เข้าใจตรงกันว่าควรทำของราคาเท่าไหร่ แล้วการขายเอากำไรนั้นทำได้จริงและยั่งยืนหรือเปล่า เพราะชาวค้าผ้าต้องนำผ้านั้นไปขายเป็นวัสดุทำสินค้าต่ออีกทอด ราคาจึงต้องสมเหตุสมผล ให้ลูกค้าซื้อไปผลิตสินค้าได้โดยไม่เหนื่อยจนเกินไป 

 กลุ่มนักออกแบบผู้เข้าใจทั้งดีไซเนอร์และชุมชน สร้างสื่อกลางให้การทำงานคราฟต์ไทยง่ายขึ้นสำหรับทุกคน
 กลุ่มนักออกแบบผู้เข้าใจทั้งดีไซเนอร์และชุมชน สร้างสื่อกลางให้การทำงานคราฟต์ไทยง่ายขึ้นสำหรับทุกคน
ภาพ : Wisdomative

“ทำงานมาเรื่อยๆ มันค่อยๆ เผยให้เห็นว่าต้องมีอะไรทำต่อ มีอะไรทำเพิ่มอีก ได้งานที่มีฝีมือ ได้ลวดลายสีสันใหม่ๆ พิสูจน์ว่ากระบวนการ Wisdomative Canvas ที่เราออกแบบมามันสำเร็จได้ แล้วมันสามารถเดินตามได้จริงๆ” 

“แล้วก็ได้ใจคนด้วยเนอะ” ปอเอ่ยต่อด้วยรอยยิ้ม

ของแถมชื่นใจที่ได้มาจากกระบวนการ คือการลดความขัดแย้งเดิมที่ชุมชนบ้านกกบกเคยมี ให้สมาชิกเดินหน้าทำงานต่อร่วมกันได้ 

จากหมู่บ้านแรก Wisdomative ขยายผลสู่ชุมชนถัดๆ ไป อีกชุมชนที่ชาว Wisdomative กำลังทำงานด้วยคือบ้านนาหนองบง ในอำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย เช่นกัน โดยร่วมงานกับ แม่รจน์-ระนอง กองแสน แม่หญิงอาวุโสแห่งชุมชนที่เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงต่อสู้คัดค้านเหมืองทองคำมานับสิบปี และใช้กระบวนการทอผ้าฝ้ายต่อสู้ ปัจจุบันต้าแอบกระซิบว่ากำลังซุ่มทำงานกับแม่รจน์เรื่องทอผ้ายีนส์ ยั่วล้อกับประวัติศาสตร์ผ้าแข็งทนทานที่เคยเป็นยูนิฟอร์มประจำชาวโรงงานและคนงานเหมือง แค่ลงมือทอก็เป็นการประท้วงที่ทรงพลังและเสียงดัง (แค่ฟังก็ขนลุกซู่ อยากสั่งพรีออเดอร์ล่วงหน้ามานุ่งสนับสนุน) 

คลายปัญหาภาครัฐ 

 กลุ่มนักออกแบบผู้เข้าใจทั้งดีไซเนอร์และชุมชน สร้างสื่อกลางให้การทำงานคราฟต์ไทยง่ายขึ้นสำหรับทุกคน

“ความฝันของเราคือทำให้หน่วยงานรัฐเอา Wisdomative Canvas ไปใช้ เราไม่ได้ขายด้วยนะ ให้เลย กำลังหาวิธีให้คนเอาไปใช้ในวงกว้างอยู่ เพราะว่าเราทำงานกับหน่วยงานรัฐมาพอสมควร เราก็รู้สึกว่ามันแก้เกณฑ์ได้นะ ไม่ต้องทำงานแค่ตอบ TOR ซึ่งบางครั้งไม่เข้าใจชุมชนเลย เราน่าจะทำอะไรที่สร้างสรรค์ได้กว่านั้น บางงานนึกย้อนไปก็เสียดายตังค์แทน ถ้ามันไม่ได้เพิ่มศักยภาพหรือทักษะชุมชนก็ไม่เกิดประโยชน์” ต้าเจาะประเด็นจัดสรรงบประมาณอย่างจริงจัง 

“ถ้ามองว่าการลงพื้นที่ชุมชนเป็นเรื่องยาก Wisdomative Canvas ช่วยได้ คือมันไม่ต้องใช้ระยะเวลายาวนานมากนัก แต่สำเร็จเห็นผลได้ไว ด้วยการที่เราทำความเข้าใจไปทีละขั้นๆ มันจะแก้ปัญหาได้เยอะมาก เพราะเราสามคนไปทุกชุมชนทั่วประเทศไทยไม่ได้ แต่หน่วยงานที่สนิทชิดเชื้อก็จะไปอยู่ตลอด มีงบในมือด้วย คนเหล่านั้นเหมาะสำหรับทำงานกับชุมชนมากกว่าเราอีก ถ้าเขาเอาไปใช้ ยิ่งดีกว่าเราใช้อีก

“แค่ชุมชนเดียวยังเกิดอะไรเยอะมาก สุดท้ายเราเลยได้ชื่อภาษาไทยของงานนี้ว่า ‘ภารกิจสร้างภูมิปัญญาใหม่’ เพราะสิ่งที่เราทำคือเข้าไปจัดการภูมิปัญญาทั้งหมดเลย ว่าทำอะไรกันอยู่ ทำอะไรกันได้ ใช้อะไรกันอยู่ แล้วไปคลี่คลาย ไปดึง ถอด ขยายแบบออก เพื่อให้เห็นว่ามันเป็นอย่างอื่นไปได้อีกมั้ย เราเลยได้ลายใหม่ๆ ได้แบบผ้าใหม่ๆ ได้สีใหม่ๆ ในชุมชน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ตัวชุมชนเองก็มีวิธีการพัฒนาต่อ มันเป็นกระบวนการทางภูมิปัญญาที่งอกงามและควรจะเกิดขึ้น ไม่ใช่ทำเรื่องเดิมๆ ซ้ำๆ” 

 กลุ่มนักออกแบบผู้เข้าใจทั้งดีไซเนอร์และชุมชน สร้างสื่อกลางให้การทำงานคราฟต์ไทยง่ายขึ้นสำหรับทุกคน
 กลุ่มนักออกแบบผู้เข้าใจทั้งดีไซเนอร์และชุมชน สร้างสื่อกลางให้การทำงานคราฟต์ไทยง่ายขึ้นสำหรับทุกคน

ชาว Wisdomative ยกตัวอย่างเรื่องงานพัฒนาผ้าครามที่สกลนคร ทีมงานเข้าไปคุยกับชุมชน แล้วพบว่าพวกเขาไม่ได้อยากตัดเย็บกระเป๋า Tablet ตามใบงาน ไม่มีใครถนัดเย็บจักร ใจความคือ แม่ๆ อยากอยู่บ้านทอผ้าอย่างเดียว เรื่องการขายให้ลูกหลานดูแล ก็เลยเอา Wisdomative Canvas เข้าไปจับ โดยเปลี่ยนแนวจากการทำมัดหมี่ทางเส้นพุ่ง ซึ่งจะทำให้ได้ลายเล็กๆ สั้นๆ สำหรับผ้าซิ่น กลายเป็นทอมัดหมี่ทางเส้นยืนที่ได้ลายใหญ่ขึ้น เทคนิคที่พิเศษขึ้น ทอได้ไวขึ้น เหมาะกับการนำไปใช้ในงานอินทีเรีย

หลังจากผ่านขั้นตอนเรียนรู้ปรับตัวไปสักพัก แม่ๆ รู้สึกว่าล็อตแรกไม่สวยพอ อยากเอาชนะให้ได้ เลยไปคิดวิธีดัดแปลงเครื่องมือด้วยตัวเองจนได้งานที่ทั้งสองฝ่ายพอใจ โครงการภาครัฐอื่นๆ ที่ติดต่อเข้ามาก็รีเควสต์มัดหมี่ทางยืนบ้างเหมือนกัน เพราะเห็นศักยภาพที่ผ้ามัดหมี่ทางยืนจะมีที่ทางในงานดีไซน์อื่นๆ 

นอกจากนี้ยังมีงานมัดหมี่ทางพุ่งที่ชุมชนขอมา ว่าอยากเรียนรู้ลายที่นำไปปรับใช้กับสินค้าอื่นได้หลากหลาย สมาคมนี้ก็ลองปรับลายกราฟิกให้ร่วมสมัยขึ้น

 กลุ่มนักออกแบบผู้เข้าใจทั้งดีไซเนอร์และชุมชน สร้างสื่อกลางให้การทำงานคราฟต์ไทยง่ายขึ้นสำหรับทุกคน
 กลุ่มนักออกแบบผู้เข้าใจทั้งดีไซเนอร์และชุมชน สร้างสื่อกลางให้การทำงานคราฟต์ไทยง่ายขึ้นสำหรับทุกคน

พ่อค้าคนกลาง

ขอบเขตการรับดูแลของ Wisdomative ครบวงจร ลูกค้าจะเป็นภาครัฐก็ได้ เอกชนก็ได้ ต้องการค้นคว้าพัฒนาวัสดุ หรือออกแบบสินค้าสำเร็จเลยก็พอเป็นไปได้เหมือนกัน

เดิมทีกลุ่มลูกค้าที่ซื้อผ้าไทยมักซื้อไปตัดเสื้อผ้า ดังนั้นความต้องการซื้อผ้าเต็มที่จึงมักมีไม่เกิน 2 – 5 เมตร/ชุด 

ผลของการนำตัวอย่างม้วนผ้าไปออกร้าน ทำให้ชาว Wisdomative มั่นใจว่ามาถูกทาง เพราะมีลูกค้าดีไซเนอร์หลายสาขา โดยเฉพาะอินทีเรียมาจับเนื้อผ้าสอบถาม แค่ผ้าบุโซฟาก็เริ่มขั้นต่ำที่ 8 เมตร ม้วนผ้าที่แม่ๆ ตั้งใจทอจึงขายออกได้ทีละล็อตใหญ่ ไม่ใช่เพราะก่อนหน้านี้ดีไซเนอร์ไทยไม่สนใจผ้าทอของชาวบ้าน แต่ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นสื่อสารทำงานด้วยอย่างไรต่างหาก

“สิ่งที่ Wisdommative ทำ คือการแปลภาษาระหว่างคนที่ทำงานหัตถกรรมกับคนที่ต้องการงานหัตถกรรม เพราะมีคนที่ไม่เข้าใจว่าแม่ๆ มีกระบวนการทำงานของชุมชนยังไง มีระบบระเบียบทางสังคมยังไง เพราะเราทำงานกับชุมชนเยอะมาก เราเข้าใจว่ามันมีวิธีที่จะพูดกันรู้เรื่อง ว่าอะไรหมายถึงอะไร มันมีคำศัพท์เฉพาะทางที่ทำให้สองฝ่ายเข้าใจกันได้ ถ้าโยนออเดอร์ไปอย่างเดียว แม่หายไปเดือนนึง แล้วกลับมา อ๋อ ทำบ่ได้ค่ะ แบบนี้ดีไซเนอร์ก็เข็ด แม่ๆ ก็ขาดโอกาส ทั้งที่บางอย่างพลิกนิดเดียวก็ทำได้แล้ว ถ้าเข้าใจต้นตอปัญหาแล้วมันแก้ได้ง่ายมาก” 

 กลุ่มนักออกแบบผู้เข้าใจทั้งดีไซเนอร์และชุมชน สร้างสื่อกลางให้การทำงานคราฟต์ไทยง่ายขึ้นสำหรับทุกคน
 กลุ่มนักออกแบบผู้เข้าใจทั้งดีไซเนอร์และชุมชน สร้างสื่อกลางให้การทำงานคราฟต์ไทยง่ายขึ้นสำหรับทุกคน

ต้าเล่าว่าหัตถกรรมเป็นรายได้เสริมของชุมชน เพราะวิถีหัตกรรมนั้นอิงแอบแนบพิงเกษตรกรรมอย่างแนบแน่น

“ถ้าเกิดเขาไม่ทำนา เขาก็ทอผ้าไม่ได้ ไม่ใช่ว่าจะเปลี่ยนที่นามาปลูกฝ้าย มันมากเกินความพอเหมาะพอดีของเขา ถ้าเราเข้าใจการทำงานของเราก็จะลื่น ช่วงสองเดือนที่ผ่านมา ใครมาสั่งงานเราก็บอกเลยว่ารอหนึ่งถึงสองเดือนเป็นอย่างต่ำนะ เพระว่าช่วงนี้เข้าหน้านา แม่จะวุ่นกับนามาก งานเรามันขี้หมูขี้หมาไปเลย เพราะว่านาเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับเขา แล้วปลายเดือนหน้าจะเข้าหน้าเกี่ยว จะสั่งอะไรก็ต้องรอเหมือนกัน เพราะว่าข้าวมันไม่รอ

“เราต้องแจ้งลูกค้าล่วงหน้า เพราะหัวใจสำคัญที่สุดก็คือความสะดวกสบายในการทำงานของชุมชน เราจะไม่ไปกดดัน บีบคั้นให้ต้องหยุดงานอื่น แล้วมาทำงานให้เรา มันไม่ใช่เรื่อง อีกอย่างเราไม่มีเงินซัพพอร์ตเขาขนาดนั้น” ปอเสริม

“งานหัตถกรรมไม่ใช่ลักษณะของใครคนใดคนหนึ่งในครอบครัว พูดง่ายๆ สีย้อมจากพืช สามีเป็นคนไปเก็บให้ภรรยา การตัดไม้ถางโพรงไปเก็บวัตถุดิบก็คุณสามี คนดัดแปลงกี่ทอผ้าก็คุณสามี ดังนั้น เราจะไม่เปลี่ยนวิถีชีวิตเขา แต่ละคนรับงานได้แค่นี้ต่อปีก็เท่านี้” 

วิธีแก้ปัญหาดีมานด์มากของพวกเขามี 2 วิธี คือ เพิ่มชุมชนใหม่ กระจายรายได้ให้ชุมชนอื่น หรืออีกวิธีการที่เกิดเองตามธรรมชาติ คือเมื่อมีรายได้เสริมสม่ำเสมอ คนรุ่นใหม่ๆ จะเข้ามาเรียนรู้สืบทอดเอง

ลูกค้าที่เข้าอกเข้าใจและอุดหนุน Wisdomative มีหลากหลาย เช่น แบรนด์จักสานและกระเป๋าน่ารักจากอีสานอย่าง Thor ก็ซื้อผ้าไปทำกระเป๋าสะพายของผู้หญิง แบรนด์เสื้อผ้าบาติกจากแพร่ Kanz by Thaitor ก็อุดหนุนผ้าทำชุดไปเดินแฟชั่นโชว์ที่ออสเตรีย นอกจากนี้ยังมีลูกค้าอินทีเรียจากเชียงใหม่ ไปจนถึงแบรนด์ปลอกคอสุนัขที่ขนานนามผ้าของ Wisdomative ว่า ‘จิม ทอมป์สัน แห่งวงการสินค้าสัตว์เลี้ยง’ 

 กลุ่มนักออกแบบผู้เข้าใจทั้งดีไซเนอร์และชุมชน สร้างสื่อกลางให้การทำงานคราฟต์ไทยง่ายขึ้นสำหรับทุกคน

“ช่วงเวลาที่ผ่านมา เราไปเจอชุมชนเยอะมากที่ทำงานตั้งแต่จักสาน ทอผ้า งานไม้ เซรามิก งานปัก จนมีคลังของ แค่บอกมาว่าอยากได้อะไร เรารู้ว่าใครทำได้ แล้วมันก็จะพาเราลามไปถึงเรื่องอื่นๆ เช่น งานจักสาน เราก็ลามไปถึงหวาย ถึงได้รู้ว่าทั้งๆ ที่ประเทศไทยใช้งานหวายเยอะมาก แต่ต้องซื้อมาจากเพื่อนบ้าน เกิดอะไรขึ้น

“หวายที่บ้านเราใช้ทั้งหมดนำเข้าจากลาวและอินโดนีเซีย เพราะหวายที่เราใช้สานเป็นประเภทเดียวกับที่เราตัดหน่อกิน คนนิยมปลูกกิน แต่ต้นใหญ่ๆ ยาวๆ ที่คุณภาพดีอยู่ในป่าเอามาใช้งานไม่ได้ เป็นพืชต้องห้าม ทั้งที่หวายเป็นไม้ที่ทิ้งยอด ต้องอาศัยไม้อื่นช่วยให้ได้ต้นโตๆ ปลูกแบบพืชไร่ไม่ได้” ต้าเล่าเรื่องการลงลึกเกาะติดวัสดุ ที่พาเขาไปค้นพบความจริงที่ไม่น่าโสภานัก

“เราก็ไปตามหาว่าที่ไหนมีหวาย ปรากฏว่ามีที่เชียงใหม่ มีป่าหวายอยู่หลังบ้านชุมชน แต่ตัดมาขายไม่ได้ ชุมชนก็ขาดทักษะสานหวายด้วย เสียดายมาก คือมันมีความต้องการเยอะมาก แต่เป็นความไม่สัมพันธ์กันระหว่างวัสดุกับกฎหมายไทย ที่ไม่มองเป็นเรื่องเดียวกัน ตอนนี้ก็ประสานกับหน่วยงานที่รับผิดชอบ ให้เขาลองปลูกดู แล้วค่อยมาดูกันว่าอีกกี่ปี” ปอสรุปเรื่องหวาย

งานของ Wisdomative เริ่มไปไกลจากม้วนผ้าขึ้นเรื่อยๆ เช่น งานพัฒนาวัสดุเสมือนสตูดิโอออกแบบให้ลูกค้าฮ่องกง ซึ่งสั่งทำผ้าอุ้มเด็ก ผ้าทอมือนี้ต้องผ่านการทดสอบความแข็งแรงให้ได้ ล่าสุดพวกเขาใช้เส้นพุ่งไทย แต่ว่าใช้เส้นยืนจากอังกฤษ ทอแล้วได้คุณสมบัติหนานุ่ม ยืดหยุ่นมาก ไปจนถึงวิจัยเรื่องการนำหางม้ามาทอเป็นแผ่นเส้นใยหรูหราสำหรับเป็นวอลเปเปอร์บุผนังห้อง

 กลุ่มนักออกแบบผู้เข้าใจทั้งดีไซเนอร์และชุมชน สร้างสื่อกลางให้การทำงานคราฟต์ไทยง่ายขึ้นสำหรับทุกคน
 กลุ่มนักออกแบบผู้เข้าใจทั้งดีไซเนอร์และชุมชน สร้างสื่อกลางให้การทำงานคราฟต์ไทยง่ายขึ้นสำหรับทุกคน

พวกเขายังมีโปรเจกต์ทำพร็อพโรงแรมที่เชียงใหม่ ก้าวออกจากผ้าไปสู่เครื่องมือเครื่องใช้ทั้งหลายแหล่ เริ่มจากโรงแรมติดต่อมาซื้อผ้า คุยไปคุยมาถึงรู้ว่า Wisdomative จัดให้ได้ เลยกลายเป็นเบาะและหมอนปักลายเก๋สำหรับทุกห้องในโรงแรมและสารพัดสิ่งคราฟต์

 กลุ่มนักออกแบบผู้เข้าใจทั้งดีไซเนอร์และชุมชน สร้างสื่อกลางให้การทำงานคราฟต์ไทยง่ายขึ้นสำหรับทุกคน
 กลุ่มนักออกแบบผู้เข้าใจทั้งดีไซเนอร์และชุมชน สร้างสื่อกลางให้การทำงานคราฟต์ไทยง่ายขึ้นสำหรับทุกคน
 กลุ่มนักออกแบบผู้เข้าใจทั้งดีไซเนอร์และชุมชน สร้างสื่อกลางให้การทำงานคราฟต์ไทยง่ายขึ้นสำหรับทุกคน

ความสนุกยังไม่หมด ต้าหยิบแจกันดินเผาใบสวยจากเกาะเกร็ดมาให้ดู พร้อมเฉลยว่าในชุมชนหัตถกรรมเซรามิก ช่างไม่รู้ว่าดินของตัวเองมาจากไหน เพราะว่าแหล่งที่ตัวเองใช้หมดไปแล้วตั้งแต่รุ่นพ่อ ทำให้ควบคุมคุณภาพของวัตถุดิบไม่ได้ ชาว Wisdomative คลุกคลีทำงานจนได้งานดินเผาแบบโบราณชุด 𝗡𝗢 𝗟𝗔𝗡𝗗 𝗠𝗔𝗡 ถอดการแกะลายไทยออก แต่เชื่อมโยงเรื่องราวของชาวเกาะเกร็ดที่มีเชื้อสายมอญสู่ประเทศพม่า งานชุดนี้จึงปันรายได้ส่วนหนึ่งไปบริจาคให้กับองค์กรที่สามารถเข้าไปช่วยเหลือผู้ที่ลำบากจากเหตุการณ์ในรัฐยะไข่ พม่า ได้โดยตรง ทั้งยังช่วยสนับสนุนผลผลิตจากเกษตรกรไทยทั้งสวนมะพร้าว โดยใช้ใยมะพร้าวมาแทนที่การยัดบับเบิ้ลหนาๆ กระดาษจากใยกล้วยแทนที่การห่อพลาสติกกันรอย จนไปถึงลังไม้ที่ทำหน้าที่เป็นแพ็กเกจส่งไปถึงมือผู้รับอย่างปลอดภัย ทำจากไม้เหลือใช้ในธุรกิจขนส่ง

“คอนเซ็ปต์เราแน่นมาก คิดมาให้มันแข็งแรงตั้งแต่ต้น แล้วก็ในกระบวนการค้าขาย เราว่าเราจัดการได้เพราะว่าเรามีวิธีการในการนำเสนอ อันนั้นก็เป็นส่วนสำคัญมาก ถ้าหน่วยงานทำแค่ของปลายทางออกมาแต่ไม่พาไปสู่การพรีเซนต์มันก็จะไปได้ไม่ไกลอยู่ดี” 

ยุคหัตถกรรมตอนปลาย

เรื่องสำคัญอีกอย่างที่ Wisdomative ตั้งใจเล่า คือการสื่อสารให้โลกรู้ว่าตอนนี้เราอยู่ในยุคหัตถกรรมตอนปลาย คือคนทำงานคราฟต์กำลังจะหมดไป การแก้ปัญหาคือต้องทำความเข้าใจว่าตลาดต้องการอะไร แล้วทำงานตอบโจทย์ตลาด 

“ถ้าทำงานแล้วไม่รู้ว่าจะขายของให้ใคร ก็เปลี่ยนเถอะ ไม่ได้ให้เลิกนะ ให้เปลี่ยน ถ้าไม่มีคนใส่ซิ่นเดินตลาดอีกต่อไปจะทำยังไงต่อ เราก็ต้องหาตลาดใหม่ หาวิธีการใหม่ๆ ในการทำงาน อีกอย่างคือกระบวนการทำงานหัตถกรรมบางอย่าง เครื่องไม้เครื่องมือ แม้กระทั่งวิธีการ มันยากที่คนรุ่นใหม่จะมาสนใจทำหลังขดหลังแข็ง เราก็ต้องแก้วิธีการทำงานบางอย่างให้ง่ายขึ้น ทำงานได้ไวขึ้น โดยช้อนบางอย่างมาเล่นต่อ ต้องกล้าที่จะคลี่คลาย และมีกระบวนการที่คลี่คลายความเชื่อ ค่านิยมในชุมชนด้วย” ต้าเอ่ย

“ถ้าทำจนเหนื่อย จนท้อ ไม่อยากทำต่อ เพราะฉะนั้นเราจะทำยังไงที่จะไม่ต้องแช่แข็งมันไว้ ให้คนต่อๆ ไปยังคงมีทักษะนั้น โดยไม่ต้องเต็มร้อยก็ได้” อิมเสริม

“สิ่งที่เราแก้ในกระบวนการเลยไม่ใช่เรื่องโปรดักต์ มันกระโดดเข้าไปที่เครื่องไม้เครื่องมือด้วย ถ้าแก้ปัญหาตรงนี้ได้ การทำงานง่ายขึ้น คนรุ่นหลังทำได้ งานออกมาดี ทุกอย่างก็ลงตัว” ปอแจมบ้าง

 กลุ่มนักออกแบบผู้เข้าใจทั้งดีไซเนอร์และชุมชน สร้างสื่อกลางให้การทำงานคราฟต์ไทยง่ายขึ้นสำหรับทุกคน
 กลุ่มนักออกแบบผู้เข้าใจทั้งดีไซเนอร์และชุมชน สร้างสื่อกลางให้การทำงานคราฟต์ไทยง่ายขึ้นสำหรับทุกคน

แล้วถ้าใช้เครื่องไม้เครื่องมือช่วยมากขึ้น อะไรคือเส้นแบ่งระหว่างงานแฮนด์เมดกับงานอุตสาหกรรมล่ะ ชาว Wisdomative มองหน้ากัน ต้าตัดสินใจตอบ

“ต่อให้เราทำกี่ให้ทำงานง่ายขึ้น ทำงานได้ไวขึ้น แต่มันต้องมีคนควบคุม คนเหล่านั้นต้องผ่านการการ Practice อะไรบางอย่าง งานหัตถกรรมเกิดมาจากการที่คนฝึกฝนจนมีทักษะงานบางอย่าง กระบวนการนี้มันคือหัตถกรรม พี่ๆ ที่เย็บจักรอยู่รังสิตก็ทำงานหัตถกรรม 

“ปีที่แล้วเราทำเก้าอี้ออกมาตัวหนึ่งมาตั้งในงาน Chiang Mai Design Week ซึ่งเป็นงาน Laser Cut แล้วเราตั้งคำถามว่ามันคราฟต์ไหม เราป้อนทุกอย่างเข้าไปในคอมพิวเตอร์ให้ตัดออกมา ซึ่งก็ต้องตีความไงว่าความคราฟต์อยู่ที่ตรงไหน สำหรับเราคนที่ควบคุมเครื่องจักรก็คือ Crafter คนหนึ่ง” กระบวนกรกล่าวอย่างจริงจัง

“อย่าไปกลัวเส้นแบ่งว่าจะต้องไม่เป็นอุตสาหกรรม ต้องหาสมดุลให้อยู่ได้ บางทีลูกค้าอยากใช้งานแบบสมบุกสมบันจริงๆ แต่เขาก็ยังคงอยากใช้เส้นใยแบบธรรมชาติที่คนทำเอง ตัดเอง ยังคงใช้สีธรรมชาติ แต่ถ้าความแข็งแรงไม่ได้ ก็ต้องพึ่งอุตสาหกรรมอยู่ดี เพื่อให้มันไปเติบโตในอีกสายหนึ่งให้ได้ค่ะ” อิมอธิบายจากประสบการณ์ตรง 

“ปัจจุบันงานคราฟต์มีราคา แต่เราต้องเข้าใจว่ามันไม่ได้แพงแบบไร้เหตุผล มันแพงด้วยวิธีการทำที่ยาก แค่ชุมชนหัตถกรรมไทยเยอะมากไม่รู้ตัวว่ากำลังทำสิ่งที่พิเศษ แค่ไปหยิบมาเล่า เราว่ามันต่อเนื่องไปได้อีก มันสร้างผลพวงให้กับตัวเขาเอง ให้กับสังคม ให้กับสิ่งที่เขาทำอยู่ได้อีกเยอะมาก” ต้าเอ่ยอย่างเชื่อมั่น ขณะที่ปอเอ่ยปากตบท้าย

“ความต้องการงานหัตถกรรมของกลุ่มลูกค้าหลากหลาย จากที่เราเคยมองเห็นว่าเป็นกลุ่มคนทั่วไปที่เอามาใช้งานเสื้อผ้า กลายเป็นว่าที่จริงแล้วทุกคนต้องการหัตถกรรม ในเมื่อเราถึงยุคหัตถกรรมตอนปลายแล้ว แต่ความต้องการลูกค้าเป็นแบบนี้ แล้วทำยังไงถึงจะทำให้หัตถกรรมมันยาวกว่านี้ ยาวต่อไปเรื่อยๆ เพื่อไปตอบรับความต้องการของลูกค้าที่ใช้คำว่าไม่มีที่สิ้นสุดได้เลย” 

 กลุ่มนักออกแบบผู้เข้าใจทั้งดีไซเนอร์และชุมชน สร้างสื่อกลางให้การทำงานคราฟต์ไทยง่ายขึ้นสำหรับทุกคน

Wisdomative

Website : wisdomative.com

Facebook : www.facebook.com/wisdomativeth

Instagram : www.instagram.com/wisdomative

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Creative Local

ตัวอย่างการใช้ไอเดียสร้างสรรค์ต่อยอดของดีของชุมชน

ผ้าเนื้อกระด้าง สีสันแสบทรวง เขียนลวดลายท้องทะเลด้วยเทียนไข 

ขอบอกว่าคุณสมบัติข้างต้นไม่ใช่ผ้าบาติกที่แขวนโชว์อยู่ในร้านของ อารีย์ และ ฉัตรชนก ขุนทน เป็นแน่

แม่ลูกคู่นี้เป็นเจ้าของแบรนด์ Kiree ผ้าบาติกสีพาสเทลหนึ่งเดียวที่ซ่อนตัวอยู่ในหุบเขาหมู่บ้านคีรีวง จ.นครศรีธรรมราช ด้วยการยืนยันที่จะไม่เล่าเรื่องทะเล ไม่มีแพตเทิร์นในการเขียนลาย ใช้สีธรรมชาติจากพืชผลทางการเกษตร และถ่ายทอดวิถีคีรีวงลงบนผืนผ้า จนเสื้อผ้าไม่มีซ้ำกันสักตัวจากการเขียนมือครั้งละหนึ่งชิ้น

Kiree ผ้าบาติกสีพาสเทลจากพืชผลคีรีวง งานคราฟต์ทีละชิ้นจากหมู่บ้านที่อากาศดีสุดในไทย

ผ้ามัดย้อมของยาย

ย้อนเวลาไปหลายสิบปีก่อน ตอนที่แบรนด์ Kiree ยังไม่เกิดขึ้นแม้ในความฝัน ป้าอารีย์เริ่มสนใจเรื่องผ้าจากความอยาก

อยากที่จะสร้างอาชีพเสริมให้กับคนในหมู่บ้านคีรีวงรวมถึงตัวเธอเอง

พูดถึง ‘คีรีวง’ ก็เป็นอันรู้กันว่าหมู่บ้านนี้ตั้งอยู่ในอ้อมกอดของหุบเขา ท่ามกลางต้นไม้ใหญ่นานา ขึ้นชื่อเรื่องอากาศบริสุทธิ์จนสูดดมได้เต็มปอด แต่ก่อนจะเป็นชุมชนแห่งการท่องเที่ยวอย่างทุกวันนี้ ป้าอารีย์เล่าว่าตลอด 30 ปี หมู่บ้านของเธอเผชิญกับภัยพิบัติมาบ่อยครั้ง ชุมชนที่มีอาชีพหลักคือการทำสวนบนภูเขา และตั้งรกรากอยู่บนที่ราบเพียงเท่านั้น ก็เกือบถึงคราวล่มสลายใน พ.ศ. 2531 

เหตุการณ์นี้ทำให้ป้าหวั่นใจว่า อาชีพหลักจะมีส่วนสร้างความไม่สมดุลทางธรรมชาติ จึงคิดหาอาชีพเสริมใหม่ ๆ ในยามที่วิกฤตถามหา ป้าอารีย์ตั้งกฎกับตัวเองเอาไว้ 3 ข้อว่า หนึ่ง อาชีพเสริมนี้จะต้องสอดคล้องกับวิถีเกษตรกรในชุมชน สอง อาชีพเสริมนี้จะต้องใช้องค์ความรู้และภูมิปัญญาของหมู่บ้านให้ได้ และสาม กระบวนการผลิตของอาชีพเสริมนี้จะต้องไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเป็นอันขาด

บวกกับการเป็นหลานของช่างทอผ้าประจำหมู่บ้าน พืชที่ยายใช้ย้อมสีธรรมชาติตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็ยังคงหลงเหลืออยู่ในปัจจุบัน ทำไมตัวเธอจะสานต่ออาชีพนี้ไม่ได้ คำตอบอาจเป็นเพราะทั้งป้าอารีย์และแม่ต่างไม่มีใครทอผ้าเป็น และอาชีพนี้ก็ห่างหายจากหมู่บ้านมานานปีเห็นจะได้ เธอจึงเบนเข็มมาสนใจเรื่องไม่ใกล้ไม่ไกลอย่างผ้ามัดย้อมเป็นการทดแทน

Kiree ผ้าบาติกสีพาสเทลจากพืชผลคีรีวง งานคราฟต์ทีละชิ้นจากหมู่บ้านที่อากาศดีสุดในไทย
Kiree ผ้าบาติกสีพาสเทลจากพืชผลคีรีวง งานคราฟต์ทีละชิ้นจากหมู่บ้านที่อากาศดีสุดในไทย

“ป้าลองเอาพืชที่คุณยายเคยใช้มาทำผ้ามัดย้อม แต่พอย้อมเสร็จก็ยังไม่พอใจเรื่องลวดลาย เพราะใคร ๆ ก็ทำได้ ป้าต้องการสร้างลวดลายที่แตกต่างจากที่อื่น ตอนนั้นภาคใต้ยังไม่มีใครทำเรื่องสีธรรมชาติเลย เราก็พยายามศึกษา เรียนรู้ ว่าวัสดุที่กำหนดลวดลายได้มีอะไรอีกนอกจากยางหรือเชือกฟาง 

“จนไปเจออาจารย์คนหนึ่ง เขาแนะนำว่าให้ใช้ไม้ไผ่ในการกำหนดลาย เพราะถ้าใช้ไม้ จะต่อลาย แตกลาย ได้อีกเป็นร้อยเป็นพัน”

กลุ่มมัดย้อมสีธรรมชาติบ้านคีรีวงจึงเกิดขึ้นใน พ.ศ. 2539 เพื่อสร้างอาชีพให้กับเหล่าแม่บ้านในชุมชน และก่อกำเนิดแบรนด์ Kiree ในอีก 3 ปีต่อมา จากความสงสัยว่าวิถีชีวิตของคนใต้นั้นเป็นอย่างไร

Kiree ผ้าบาติกสีพาสเทลจากพืชผลคีรีวง งานคราฟต์ทีละชิ้นจากหมู่บ้านที่อากาศดีสุดในไทย

ผ้าบาติกของแม่

สุราษฎร์ธานีมีผ้าไหมพุมเรียง นครศรีฯ มีผ้ายก สงขลามีผ้าเกาะยอ ยะลาชอบผ้าปาเต๊ะ ฝั่งอันดามันก็ทำผ้าบาติก จำแนกได้เป็นผ้าทอ ผ้าปาเต๊ะ และผ้าบาติก 

ป้าอารีย์กลับมาถามใจตัวเองว่า ใน 3 เรื่องนี้มีอะไรที่เราพอจะไปได้ – ผ้าบาติกคือสิ่งนั้น 

ด้วยความคิดแน่วแน่ว่าจะยึดถือสีธรรมชาติจากรุ่นยายเป็นสำคัญ ในยุคสมัยที่ผ้าบาติกมีสีสันจัดจ้าน เต็มไปด้วยลวดลายกุ้งหอยปูปลาและดอกไม้ใต้ทะเล

“หลายคนบอกป้าว่าสีธรรมชาติเอามาทำผ้าบาติกไม่ได้ มันจะเพนต์ไม่ติด นี่คือโจทย์ที่เราต้องแก้ให้ได้ ศึกษาทดลองอยู่ 3 – 4 ปี ว่าเพนต์แล้วสีติดไหม ล้างน้ำแล้วหลุดลอกเท่าไหร่ จนทำได้จริง”

ความทนทานของสีคล้ายจะขึ้นอยู่กับความอดทนของผู้ผลิตด้วยเช่นกัน โดยพืชที่จะนำผลผลิตมาสกัดสีต้องมีอายุ 2 ทศวรรษขึ้นไป เนื่องจากความสมบูรณ์ของต้นจะส่งผลให้มีเม็ดสีที่เข้มข้น มียาง ติดแน่นไม่หลุดง่าย การเคี่ยวผ้าบาติกก็ต้องใช้เวลาหมักแช่ผ้าไว้นานมาก บางครั้งก็ยาวนานถึง 1 เดือน ที่สำคัญ ต้องเลือกผ้าจากเส้นใยธรรมชาติเพื่อให้สีมีความสม่ำเสมอ 

Kiree ผ้าบาติกสีพาสเทลจากพืชผลคีรีวง งานคราฟต์ทีละชิ้นจากหมู่บ้านที่อากาศดีสุดในไทย
Kiree ผ้าบาติกสีพาสเทลจากพืชผลคีรีวง งานคราฟต์ทีละชิ้นจากหมู่บ้านที่อากาศดีสุดในไทย

กรรมวิธีที่พิถีพิถันเหล่านี้ ส่งผลให้ Kiree ย้อมผ้าได้ไม่เกิน 10 ผืนในหนึ่งวัน ใครได้ไปครองก็คงรับรู้ถึงความใส่ใจเป็นแน่ เราขออนุญาตชวนป้าอารีย์พูดคุยต่อถึงเอกลักษณ์ของแบรนด์ Kiree ที่พิเศษกว่าใครเกือบทุกกระบวนการ 

“ผ้าบาติกเราไม่มีแพตเทิร์น ที่บ้านไม่มีดินสอ ไม่มีแบบร่าง เขียนสดเลย คุณต้องมีสมาธิ ต้องวางแผนมา ไม่งั้นผ้าผืนนี้เละแน่

“ผ้าเรามีลายแตก สีไม่เรียบ เป็นผลจากยางไม้ที่แตกกระจายไปทั้งผืน คนอื่นทำลวดลายเกี่ยวกับทะเล แต่เราใช้ลายเส้นเพื่อสื่อสารเรื่องหมู่บ้านคีรีวง อย่างดอกไม้ก็ใช้ใบสิงโตพัดเหลือง ลายเฟิร์นยักษ์ ลายบัวแฉก เป็นลายเฉพาะที่มีแค่หมู่บ้านเราเท่านั้น” 

Kiree ผ้าบาติกสีพาสเทลจากพืชผลคีรีวง งานคราฟต์ทีละชิ้นจากหมู่บ้านที่อากาศดีสุดในไทย

“เราใช้สีจากพืชทางใต้ในหมู่บ้าน เช่น ใบมังคุด ฝักสะตอ เปลือกผลเงาะ เปลือกลูกเนียง สีของป้าเลยซีดที่สุด เป็นผ้าสีพาสเทล เพราะสีจากพืชดิบ ๆ จะเป็นแบบนี้ เช่น มังคุดปลูกที่ไหนก็ได้ แต่ทำไมสีมังคุดที่คีรีวงถึงเป็นสีชมพูหรือสีส้มหมากสุก เพราะธาตุในดินไม่เหมือนกัน น้ำ อากาศ ก็แตกต่างกัน ผ้าทุกผืนจึงมีสีไม่เหมือนกัน จะเหมือนแค่เพราะต้มจากหม้อเดียวกัน รอบแรกเหมือน รอบสองไม่เหมือนแล้ว

“ดังนั้น ใครซื้อไปก็จะได้ของแบบผืนเดียวในโลก มีตัวเดียว ลายเดียว สีเดียว ไซส์เดียว บางตัวก็มีไม่ครบทุกไซส์ เพราะเราเขียนเสื้อผ้าได้ทีละชิ้น เด็กบ้านเราก็ไม่ชอบเขียนลายซ้ำ เขาชอบสร้างลายใหม่ตลอดเวลา”

ร่วม 20 ปีที่ Kiree ยังคงยืนหยัดทำผ้าบาติกย้อมสีธรรมชาติจากผลิตผลของชาวสวนคีรีวง มีผู้ช่วยเป็นเยาวชนและคนมีฝีมือในหมู่บ้าน ช่วยกันแปรรูปเป็นสินค้าหลากหลายให้คนได้เข้ามาจับจ่ายในร้านค้าของพวกเขา แต่แน่นอนว่ากาลเวลาย่อมสร้างความเปลี่ยนแปลง และอาจถึงคราวต้องเปลี่ยนมือให้รุ่นลูก

เพราะความลับสุดยอดที่ป้าอารีย์แง้มบอกในประโยคต่อไป จะทำให้คุณประหลาดใจมาก

“ป้าเขียนผ้าไม่เป็น” 

Kiree ผ้าบาติกสีพาสเทลจากพืชผลคีรีวง งานคราฟต์ทีละชิ้นจากหมู่บ้านที่อากาศดีสุดในไทย
ผ้าบาติกย้อมสีธรรมชาติเจ้าแรกในภาคใต้ เขียนด้วยมือแบบฟรีแฮนด์ และมีวิถีชีวิตคนคีรีวงเป็นเอกลักษณ์

ผ้าบาติกของลูก

ป้าอารีย์ศึกษาแก้โจทย์ผ้าบาติก ตั้งแต่ฉัตรชนก ขุนทน หรือ พิงค์ อายุได้ 3 เดือน พิงค์จึงเป็นเด็กที่โตมากับกองผ้าและสีสันธรรมชาติของแม่ 

การลงมือเขียนผ้าครั้งแรกตอนอายุ 7 ขวบ ก็มีน้ำตาหยดลงบนผ้าบ้างเป็นธรรมดาของคนไม่เคยเขียน จนผู้เชี่ยวชาญเรื่องผ้าที่สุดในชีวิตของเธอ แนะนำให้พิงค์เขียนเลข ๑ ไทยกลับหัวกลับหางไปมา เป็นเหมือนการต่อลาย เธอจึงเริ่มมีกำลังใจในการเขียนต่อ

ตลอด 20 ปี แม้แม่จะเขียนผ้าไม่เป็น แต่ก็พิสูจน์ได้ว่าป้าอารีย์เป็นครูผู้สอนได้ยอดเยี่ยมขนาดไหน ผ่านการจุดไฟให้เยาวชนได้ปลดปล่อยจินตนาการลงบนผืนผ้า และการที่ลูกสาวเติบโตมารับช่วงต่อกิจการ Kiree ได้อย่างสร้างสรรค์

“ครูเคยถามว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร เราตอบว่าอยากเป็นนักประดิษฐ์น้อย คุณแม่หลอกล่อเรามาตั้งแต่เด็กโดยที่เราไม่รู้ตัว ซื้อหนังสืองานประดิษฐ์ เย็บผ้า ออกแบบผ้า เห็นป้า ๆ แม่ ๆ ทำอยู่ทุกวัน คิดว่ามันน่าลอง น่าสนุก มีแอบไปทำเองบ้าง แม่ก็อยู่ตัวคนเดียว รู้สึกว่าที่เขาทำมาทั้งหมด ไม่ช้าก็เร็วเราก็ต้องกลับมาสานต่อ”

หลังได้ทักษะศิลปะมาเต็มเปี่ยมจากการเรียน ปวช. ช่างศิลป์ พิงค์ก็เลือกเข้ามาศึกษาต่อที่กรุงเทพฯ ในสาขาวิชาศิลปประยุกต์และออกแบบผลิตภัณฑ์ เพื่อนำความรู้มาพัฒนากิจการของครอบครัว แม้จะมีจักรส่วนตัวและเฟรมสำหรับเขียนผ้าให้แม่อยู่ในห้อง ถึงกระนั้น เธอก็แวะเวียนกลับไปหาความสงบที่บ้านเกิดเป็นประจำทุกเดือน

ผ้าบาติกย้อมสีธรรมชาติเจ้าแรกในภาคใต้ เขียนด้วยมือแบบฟรีแฮนด์ และมีวิถีชีวิตคนคีรีวงเป็นเอกลักษณ์

เมื่อถามเธอว่าปัจจุบันถือว่ารับช่วงต่อจากแม่เต็มตัวแล้วหรือยัง พิงค์ตอบว่ายังไม่ 100 เปอร์เซ็นต์ เพราะแม่ยังคงรับบทเป็นพี่เลี้ยง คอยช่วยเรื่องการติดต่อสื่อสารแทนเธอที่พูดไม่ค่อยเก่งนัก แต่พิงค์เข้ามาดูแลควบคุมการผลิตทั้งหมด ตั้งแต่ตระเตรียมสี เขียนลวดลาย ออกแบบเสื้อผ้า จนถึงการตรวจเช็กก่อนส่งให้ถึงมือลูกค้า เรียกได้ว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังยุคใหม่ของ Kiree โดยแท้

หากนับจากรุ่นทวดของเธอ ก็อาจเรียกว่าเป็นทายาทรุ่น 4 เข้าไปแล้ว อะไรที่เป็นเอกลักษณ์ของ Kiree เธอยังคงไว้เดิม แต่กรรมวิธีบางอย่างก็ถูกปรับเปลี่ยนให้เข้ากับยุคสมัยและความต้องการของผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น 

“เรื่องดีไซน์ ลวดลาย ปกติเป็นลายใบไม้ ดอกไม้ก็จะวนอยู่แบบนั้นตลอดไป แต่เราตั้งโจทย์ ตั้งคอนเซ็ปต์ ดึงจุดเด่นของหมู่บ้านมาใช้ เช่น เรามีมังคุด ก็ออกแบบลายจากขั้วมังคุด สร้างเป็นแพตเทิร์นขึ้นมา

“เรื่องโทนสี เราเอาของเดิมที่มีอยู่มามิกซ์ให้เกิดเฉดสีใหม่ พัฒนาโปรดักต์ให้หลากหลาย นอกจากเสื้อผ้า ก็มีเรื่องเฟอร์นิเจอร์เข้ามาด้วย

“ส่วนเรื่องที่อยากทำคือการเพนต์ ไม่ได้จะเปลี่ยนแปลงขั้นตอนนะ แต่เราอยากลงสีไปเลยไม่ต้องเขียนเทียน จะได้ผ้าอีกเวอร์ชันที่ดูอาร์ต ๆ ขึ้นมาหน่อย”

ผ้าบาติกย้อมสีธรรมชาติเจ้าแรกในภาคใต้ เขียนด้วยมือแบบฟรีแฮนด์ และมีวิถีชีวิตคนคีรีวงเป็นเอกลักษณ์
ภาพ : เพจ KKP Quartz

พิงค์กำลังพูดถึง KKP Quartz (เธอเล่าความหมายของชื่อให้เราฟังสั้น ๆ ว่าคือ ‘Kiree-คุณพิงค์-ที่ตกผลึกมาจากคุณแม่’) อีกหนึ่งแบรนด์ที่เธอสร้างขึ้นมาเพื่อขยายฐานลูกค้าให้กว้างขึ้น จากผ้าบาติกที่ต้องใช้เวลาเขียนกันเป็นเดือน ๆ พิงค์หันมาพึ่งพาเทคโนโลยีการพิมพ์ลายจากต้นแบบที่เขียนด้วยมือเช่นเคย เพื่อให้ผลิตสินค้าได้จำนวนมาก 

โดย ‘เถาพริก’ คือคอลเลกชันแรกที่ทำขาย ทั้งลวดลาย เส้นสาย และสีสัน เธอได้ไอเดียมาจากเครื่องแกงข้าวยำที่รสจัดจ้านมากของคนคีรีวง 

ถ้า Kiree ของคุณแม่เน้นขายลูกค้าที่รักในธรรมชาติ คนที่อุดหนุน KKP Quartz ของพิงค์ก็จะเป็นคนอีกกลุ่มที่กล้าแต่งตัวและมีความมั่นใจสูง

ผ้าบาติกย้อมสีธรรมชาติเจ้าแรกในภาคใต้ เขียนด้วยมือแบบฟรีแฮนด์ และมีวิถีชีวิตคนคีรีวงเป็นเอกลักษณ์
ผ้าบาติกย้อมสีธรรมชาติเจ้าแรกในภาคใต้ เขียนด้วยมือแบบฟรีแฮนด์ และมีวิถีชีวิตคนคีรีวงเป็นเอกลักษณ์

ส่วนเรื่องเฟอร์นิเจอร์กับงานเพนต์ก็ไม่ได้เป็นเพียงนิมิตในความคิด พิงค์เลือกคอลแลบกับแบรนด์ Napa Design Studio ของเพื่อนในมหาวิทยาลัยเดียวกัน ร่วมกันรังสรรค์เก้าอี้สุดพิเศษในคอลเลกชัน SeedKiree ที่ลูกค้าออกแบบเฉดสีได้เองตั้งแต่พนักพิง โครงเก้าอี้ เบาะรองนั่ง ด้วยสีธรรมชาติจากคีรีวง เช่น สีน้ำตาลส้มจากใบมังคุดแห้ง สีเขียวอ่อนจากใบเพกา หรือสีเหลืองนวลจากแก่นไม้ขนุน

ความสามารถของลูกสาว นำพาให้ Kiree ยุคใหม่ ได้รับเลือกให้เป็นส่วนหนึ่งของแบรนด์ไทยระดับแถวหน้าอย่าง Theatre ในคอลเลกชันล่าสุดของปีนี้ที่ว่าด้วยความยั่งยืนของทรัพยากรธรรมชาติ ผ่านความคิดสร้างสรรค์และภูมิปัญญาท้องถิ่นอีกด้วย

ผ้าบาติกของคีรีวง

จากจุดเริ่มต้นที่แค่อยากสร้างอาชีพเสริมให้กับคนในหมู่บ้าน การมาถึงจุดนี้นับว่าไกลกว่าที่พวกเธอคาดหวังเอาไว้มากพอดู แต่เป้าหมายของป้าอารีย์กลับยังคงเหมือนวันแรกที่ได้ลงมือทำ

“เรายังมองว่าอาชีพนี้จะต้องเป็นมรดกให้กับลูกหลานในชุมชนของเรา เราทำเพื่อสร้างรายได้ให้กับคนในชุมชนและดูแลทรัพยากรอย่างมีคุณค่าสูงสุด หากสิ่งแวดล้อมยั่งยืน อาชีพของคนในหมู่บ้านก็จะยั่งยืน

“Kiree คือชีวิตของป้า ที่ต้องดูแล รักษา บำรุง สรรหาสิ่งดี ๆ เติมเต็มมันตลอด องค์ความรู้ที่ได้ ทั้งจากประสบการณ์ตรงและจากข้างนอก เราต้องแบ่งปันให้กับทุกคน เราสองคนก็รับเป็นวิทยากรให้กับกลุ่มผู้ที่สนใจอยากสร้างอาชีพ”

พิงค์เองก็บอกกับเราในฐานะคนทำงานว่า Kiree ทำให้เธอไม่รู้สึกถึงวันจันทร์ที่เคร่งเครียดหรือวันศุกร์ที่ต้องตั้งตารอเพื่อได้หยุด ต่อให้กินนอนอยู่กับงานทั้งเช้าเย็น สำหรับเธอ ที่คีรีวงไม่มีอะไรเหมือนเดิมสักวัน และพิงค์ไม่เคยเบื่อที่จะมองเห็นภูเขา

“ถ้าจะนอนกลางวัน นอนบ้านนี่ไม่หลับ ต้องนอนที่ออฟฟิศตามซอกโต๊ะ เพราะถ้าไม่ได้ยินเสียงดังของลูกค้า คนงานคุยกัน ทะเลาะกัน มันนอนไม่หลับ

“เราอยากให้ผู้คนรู้จักคีรีวงหลากหลายเวอร์ชัน เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ เป็นชุมชนที่ผู้คนน่ารัก อัธยาศัยดี และมีผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์การท่องเที่ยวของเราอยู่ด้วย” ป้าอารีย์ปิดท้าย

ผ้าบาติกย้อมสีธรรมชาติเจ้าแรกในภาคใต้ เขียนด้วยมือแบบฟรีแฮนด์ และมีวิถีชีวิตคนคีรีวงเป็นเอกลักษณ์

Kiree

โทรศัพท์ : 09 8073 0566

Facebook : KiRee

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

พิชญ์ แสงพลสิทธิ์

ช่างภาพอิสระ บาริสต้าคุณพ่อลูกหนึ่ง ชื่นชอบการไปคาเฟ่และบทเพลงของ Zentrady

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load