ทยอยจัดกิจกรรมดีๆ ออกมาตลอดในโอกาสครบรอบ 10 ปี เดอะวิสดอมกสิกรไทย ล่าสุด เดอะวิสดอมกสิกรไทยร่วมกับ The Cloud  จัดกิจกรรม ‘EAST MEETS WEST’ ชวนสมาชิกเดอะวิสดอมล่องเรือย้อนอดีตบนเส้นทางสายหลักอย่างแม่น้ำเจ้าพระยา จุดนัดพบของชาติตะวันออกกับชาติตะวันตก จนเกิดการหลอมรวมวัฒนธรรม สถาปัตยกรรม เครื่องแต่งกาย และอาหารการกิน ผ่านเรื่องเล่าเคล้าประวัติศาสตร์สุดสนุกกับ นักรบ มูลมานัส สุดยอดแฟนพันธุ์แท้ ‘คนรักวัง’

นอกจากสมาชิกเดอะวิสดอมจะได้นั่งเรือชมสถาปัตยกรรมริมสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา เดินลัดเลาะซอยโอเรียนเต็ลชมอาสนวิหารอัสสัมชัญและอีสต์เอเชียติก ซึ่งกำลังจัดแสดงผลงานศิลปะของงาน Bangkok Art Biennale 2018 และขึ้นฝั่งเดินชมจิตรกรรมฝาผนังอันเลื่องชื่อของวัดราชาธิวาส ยังมีไฮไลต์เป็นมื้อเย็นสุดพิเศษในบ้านเก่าริมน้ำที่ตอนนี้กลายเป็นโรงแรมสุดคลาสสิกอย่างพระยา พาลาซโซ ปิดท้ายด้วยประสบการณ์พิเศษกับการนั่งเรือ Hacker-Craft เรือคราฟต์สัญชาติอเมริกัน หนึ่งใน Classic Boat อายุร้อยกว่าปีที่ยังคงโลดแล่นอยู่จนถึงปัจจุบัน เพื่อชมพระอาทิตย์ตกยามเย็น

ถ้าพร้อมแล้ว ก้าวขาลงเรือลำเดียวกันเลย!

EAST MEETS WEST
EAST MEETS WEST

ตะวันออก : ตะวันตก

การล่องเรือเดินทางครั้งนี้จะทำให้ได้สัมผัสและรับรู้ถึงการผสมผสานวัฒนธรรมของตะวันออกและตะวันตกมากยิ่งขึ้น เพราะในยุคสมัยที่ยังไม่มีเรือบินหรือเครื่องบิน ชาวตะวันตกทั้งหลายก็ใช้หนทางนี้ ในการเดินทางเข้ามากรุงศรีอยุธยา กรุงธนบุรี เรื่อยมาจนถึงกรุงรัตนโกสินทร์ และบรรพบุรุษของเราก็ยังใช้เส้นทางเดียวกันนี้ในการเดินทางไปยังโลกตะวันตกด้วย

ฝั่งธนบุรี ตั้งอยู่ทิศตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นราชธานีมานานกว่า 15 ปี เพราะมีภูมิทัศน์ดี มีชัยไปกว่าครึ่ง จนกระทั่งพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงย้ายเมืองหลวงมาฝั่งพระนคร ตั้งอยู่ทิศตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา ทั้งยังเป็นที่ตั้งของพระราชวังหลวง ถือว่าเป็นทำเลทองเพราะเดิมทีเป็นที่ดินของชาวจีน และชาวจีนมักดูตำแหน่งฮวงจุ้ยก่อนลงหลักปักฐาน แต่เมื่อมีการแลกเปลี่ยนที่ดิน เป็นผลให้ชาวจีนย้ายไปตั้งถิ่นฐานแถวตลาดน้อยและสำเพ็งแทน โดยมีท่าเรือฮวยจุ่งล้งฝั่งตรงข้ามเป็นศูนย์กลาง

EAST MEETS WEST
EAST MEETS WEST

ล้ง 1919

ก่อนออกเดินทางจากท่าเรือล้ง 1919 ไปยังท่าเรือโอเรียนเต็ล ขอชวนมาล้อมวงฟังประวัติล้ง 1919 ฉบับย่อส่วนกันเสียก่อน

ล้ง มาจากชื่อ ฮวยจุ่งล้ง แปลว่า เรือกลไฟ แรกเริ่มเดิมทีเป็นท่าเรือของพระยาพิศาลศุภพล (ชื่น พิศาลบุตร) สร้างเป็นท่าเรือกลไฟและโกดังเก็บสินค้า เพื่อรองรับเรือสินค้าจากจีน มลายู ฮ่องกง และสิงคโปร์ ว่ากันว่าบรรพบุรุษจากจีนแผ่นดินใหญ่จะต้องมาลงที่ท่าเรือแห่งนี้เป็นสถานที่แรกเพื่อสักการะศาลเจ้าแม่หม่าโจ้วทั้ง 3 ปางเพื่อความเป็นสิริมงคล

1919 เป็นปีคริสต์ศักราชที่นายตันลิบบ๊วย ต้นตระกูลหวั่งหลี รับช่วงต่อกิจการจากเจ้าสัวชื่น แถมยังปรับท่าเรือเป็นสำนักงานและโกดังเก็บสินค้าการเกษตรเรื่อยมาจนกระทั่ง พ.ศ. 2560 จากท่าเรือฮวยจุ่งล้ง กลายเป็น ‘ล้ง 1919’ สถานที่ท่องเที่ยวริมแม่น้ำเจ้าพระยาในปัจจุบัน

EAST MEETS WEST
EAST MEETS WEST

อีสต์เอเชียติก

เรือล่องทวนน้ำได้ไม่นานก็ถึงท่าเรือโอเรียนเต็ล ที่ตั้งของ ‘อีสต์เอเชียติก’ ก่อตั้งโดยกัปตันฮันส์ นีลส์ แอนเดอร์เซน ชาวเดนมาร์ก อาคาร 3 ชั้นแบบนีโอคลาสสิก ที่มีร่องรอยของความเก่าและความใหม่ ตัวอาคารมีช่องโค้ง ด้านบนสุดของอาคารมีจั่วแบบบาโรก มีสัญลักษณ์ธง สมอเรือ หมวกเมอร์คิวรีและคทางูไขว้ แสดงถึงการค้าขาย การเดินเรือและการสื่อสาร ภายในอาคารมีภาพโมเสสนกนางนวลขนาดใหญ่ เตือนใจให้นึกถึงประเทศเดนมาร์กอยู่เสมอ

ปัจจุบันเป็นสถานที่แสดงงานศิลปะของศิลปินหลากหลายประเทศจากงานบางกอก อาร์ต เบียนนาเล่ 2018 อาทิ ‘Performing Textiles Series’ ของ กวิตา วัฒนะชยังกูร เป็นการแสดงออกทางร่างกายของกระบวนการต่างๆ ในการใช้แรงงานของสตรีในประเทศไทย หรือ ‘Diluvium’ ของ อี บุล ศิลปินจากประเทศเกาหลี แปลงโฉมพื้นที่ส่วนหนึ่งเป็นเขาวงกตด้วยเทปสีเงินคล้ายจะพาผู้ชมเดินทางไปสู่โลกอนาคตในขณะเดียวกันก็ขัดแย้งกับสถาปัตยกรรมเก่าแก่ของอีสต์เอเชียติก

EAST MEETS WEST
EAST MEETS WEST
EAST MEETS WEST
EAST MEETS WEST

อาสนาวิหารอัสสัมชัญ

อัสสัมชัญ (Assumption) หมายความว่า พระนางมารีรับเกียรติเข้าสู่สวรรค์ ‘อาสนวิหารอัสสัมชัญ’ สร้างขึ้นครั้งแรกโดยบางหลวงปาสกัล ชาวไทย-โปรตุเกส และโบสถ์หลังปัจจุบันสร้างโดยบาทหลวงเอมิล ออกัสต์ กอลัมเบต์ ชาวฝรั่งเศส วิหารเป็นสถาปัตยกรรมแบบเรเนซองส์ โครงสร้างเดียวกันกับอาสนวิหารน็อทร์-ดามแห่งปารีส ประเทศฝรั่งเศส สังเกตจากหอระฆังทั้งสองข้าง

ภายในวิหารมีออร์แกนแบบฉบับดั้งเดิม หากมองเหนือขึ้นไปจะเจอกับช่องกระจกตกแต่งด้วยกระจกสีนำเข้าจากประเทศอิตาลี เรียกอีกชื่อว่า Rose Window เพราะกระจกสีที่ซ้อนทับกันมีลักษณะคล้ายกับกลีบของดอกกุหลาบ

EAST MEETS WEST
EAST MEETS WEST

ศุลกสถาน

ถัดจากอีสต์เอเชียติกเป็นตรอกโรงภาษี ครั้งหนึ่งเคยเป็นด่านภาษี สังเกตได้จาก ‘ตึกศุลกสถาน’ อาคารสูง 3 ชั้นทรงนีโอคลาสสิก ออกแบบโดยสถาปนิกชาวอิตาลี เป็นสถานที่เก็บภาษีร้อยชักสาม สัญลักษณ์ของการสร้างระบบการค้าที่สากล ทั้งยังเคยเป็นสถานที่จัดเลี้ยงและเต้นรำของเชื้อพระวงศ์และชาวต่างชาติในสมัยนั้น

รวมทั้งเป็นที่จัดเลี้ยงงานสมโภชครั้งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จนิวัตพระนครจากการเสด็จประพาสยุโรปครั้งแรก กระทั่งเมื่อ พ.ศ. 2502 สถานที่แห่งนี้ถูกปรับเป็นที่ทำการของสถานีตำรวจบางรักและอยู่ในความดูแลของกองตำรวจดับเพลิงมาจนปัจจุบัน

นักเล่าเรื่องชวนสังเกต ศุลกสถานถือเป็นหนึ่งในสองสัญลักษณ์ของชาติตะวันตกที่แสดงว่าล่องเรือข้ามน้ำข้ามทะเลมาถึงบางกอกแล้ว เพราะจะต้องมาเสียภาษีที่ศุลกสถานเสียก่อน ส่วนอีกหนึ่งสัญลักษณ์คือ พระปรางค์วัดอรุณฯ นั่นเอง

EAST MEETS WEST

โบสถ์ซางตาครู้ส

วนเรือกลับเพื่อไปวัดราชาธิวาส เรือล่องผ่าน ‘โบสถ์ซางตาครู้ส’ ซึ่งสร้างในสมัยที่พระเจ้าตากสินครองราชย์และคนโปรตุเกสมาขอพึ่งพระบรมโพธิสมภาร จึงทรงให้ตั้งชุมชนในบริเวณกุฎีจีนและสร้างโบสถ์ซางตาครู้สขึ้น เนื่องจากเป็นโบสถ์นิกายคาทอลิก ตัวโบสถ์จึงงดงามโอ่อ่าทั้งด้านนอกและด้านใน ความพิเศษช่วงคริสต์มาสของทุกปี ที่นี่จะมีงานเฉลิมฉลอง และตีระฆังโบสถ์เป็นเพลงคริสต์มาสนอกเหนือจากการตีบอกเวลาตามปกติ

EAST MEETS WEST

วัดราชาธิวาสราชวรวิหาร

เรือแล่นถึงจุดหมายเดินขึ้นฝั่งที่ท่าเรือ ‘วัดราชาธิวาสวิหาร’ เดิมชื่อวัดสมอราย เพี้ยนมาจากคำว่า ถมอราย แปลว่า วัดที่มีหินอยู่เรียงราย  (ถมอ ภาษาเขมรแปลว่า หิน) ได้รับการบูรณะเมื่อรัชกาลที่ 5 มีพระราชประสงค์ให้สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ออกแบบ หากสังเกตจากโครงสร้างของพระอุโบสถคล้ายปราสาทเขมร เขียนลายกระจังแบบไทย แต่สร้างด้วยคอนกรีตและปูนซีเมนต์ ด้านหน้ามีเสาหงส์แบบไทย ส่วนข้างบนเป็นพระพุทธรูปศิลปะอยุธยา-อู่ทองที่บูรณะแล้ว และอุโบสถแห่งนี้ยังเป็นต้นแบบของหอประชุมจุฬาฯ อีกด้วย

EAST MEETS WEST
EAST MEETS WEST

เนื่องจากวัดราชาธิวาสราชวรวิหารอยู่ใกล้กับโบสถ์คอนเซ็ปชัญ จึงเกิดการเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างชาติตะวันออกและชาติตะวันตก บาทหลวงและเจ้าอาวาสแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างภาษาไทยกับภาษาอังกฤษ จนบาทหลวงปัลเลอกัวซ์จัดทำพจนานุกรมสี่ภาษาเล่มแรกของไทย ‘สัพะ พะจะนะ พาสา ไท’ ประกอบด้วยภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ภาษาฝรั่งเศส และภาษาละติน

EAST MEETS WEST
EAST MEETS WEST

จิตรกรรมฝาผนังในพระอุโบสถวัดราชาธิวาสราชวรวิหาร

ภาพจิตรกรรมฝาผนังในอุโบสถแม้จะเล่าเรื่องพระเวสสันดรชาดก แต่เป็นลายเส้นแบบตะวันตก เพราะวาดโดยนาย ซี. รีโกลี และศาสตราจารย์แกลิเลโอ กินี ช่างชาวอิตาลี เจ้าของเดียวกับจิตรกรรมฝาผนังในพระที่นั่งอนันตสมาคม โดยใช้เทคนิกการวาดแบบเฟรสโก เป็นการผสมสีกับน้ำแล้ววาดลงบนผนังขณะที่ปูนบนผนังยังเปียกอยู่ ถือเป็นเทคนิคยอดฮิตสมัยยุคเรเนซองส์

EAST MEETS WEST
EAST MEETS WEST
EAST MEETS WEST
EAST MEETS WEST

เจ้าพระยา พาลาซโซ

อดีตบ้านบางยี่ขันที่เคยถูกสร้างขึ้นเป็นเรือนหอ เป็นโรงเรียน และเคยถูกทิ้งร้างอยู่ช่วงหนึ่ง แต่ด้วยสถาปัตยกรรมที่ยังคงความงดงามทำให้ปัจจุบันถูกบูรณะใหม่จนกลายเป็นโรงแรมพระยา พาลาซโซ สุดคลาสสิกริมแม่น้ำเจ้าพระยา

ทรงอาคารเป็นสถาปัตยกรรมพาลาดิโอ สร้างในสมัยรัชกาลที่ 6 ตัวอาคารก่ออิฐถือปูนสีเหลืองนวลตา 2 ชั้น แบบนีโอคลาสสิก มีช่องโค้ง บันไดเฉลียงด้านหน้าเชื่อมถึงกันทั้งหมด มีมุข 2 ข้าง หลังคาประดับกระเบื้องโค้ง หากใช้ในวัดจะเรียกว่า กาบู

บริเวณพื้นที่ทั้งหมดหันหน้าเข้าหาแม่น้ำ ในทริปนี้ถูกจัดให้เป็นสถานที่ทำกิจกรรมเวิร์กช็อปคอลลาจภาพถ่ายกับคุณนักรบ มูลมานัส นักทำภาพประกอบสุดสร้างสรรค์ และเป็นที่รับประทานอาหารเย็นด้วยเมนูอาหารไทยสุดพิเศษ

EAST MEETS WEST
EAST MEETS WEST
EAST MEETS WEST

Hacker-Craft Boat

เปิดประสบการณ์และมุมมองใหม่ครั้งแรกของเอเชียในการล่องผืนน้ำกับ True Leasing ด้วยเรือ Hacker-Craft เรือสุดคลาสสิกสัญชาติอเมริกัน สรรค์สร้างจากบริษัทประกอบเรือคราฟต์เก่าแก่ที่สร้างด้วยมือมานานกว่า 100 ปี ความประณีตและพิถีพิถันโดยช่างมากฝีมือผู้ชำนาญไม่เป็นสองรองใคร จนกลายเป็นเรือคราฟต์สุดหรู จากการนำไม้เนื้อแข็งอย่างมะฮอกกานีมาใช้ในการสร้างเรือทั้งลำ

นอกจากจะทนทานเป็นพิเศษ ยังให้สีสันและลวดลายสวยงาม จนต้องบอกว่า ‘นี่ไม่ใช่เพียงแค่เรือ หากแต่เป็นงานศิลปะที่ลอยอยู่บนน้ำ’

EAST MEETS WEST
EAST MEETS WEST

เป็นอีกกิจกรรมดีๆ ในการนั่งเรือท่องเที่ยว เพื่อเดินเท้าเที่ยวชมสถานที่ที่มีความโดดเด่นด้านงานสถาปัตยกรรม เป็นการผสมผสานศิลปวัฒนธรรมของโลกตะวันออกและตะวันตกเข้าไว้ด้วยกัน ทำให้เกิดวัฒนธรรมที่สร้างสรรค์ที่ปัจจุบันยังคงความงดงามไว้ให้ชื่นชม รวมถึงยังได้รับรู้เรื่องราวและประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจของแต่ละสถานที่ ซึ่งทำให้เกิดมุมมองต่อกรุงเทพฯ หรือสถานที่เดิมๆ ในความรู้สึกที่ต่างออกไป และจดจำแต่ละสถานที่ในมุมมองใหม่ที่เป็นมากกว่าแค่ซอย ถนน หรือวัดธรรมดาๆ อย่างที่เคยผ่านตา

EAST MEETS WEST
 

Writer

Avatar

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

Photographer

Avatar

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

“หนังสือเล่มนี้ไม่ได้จะมาเล่าเรื่องราวของกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ แต่ตั้งใจบอกเล่าเรื่องราวของนักฝันคนหนึ่งที่มองไปยังเส้นทางในอนาคตด้วยวิสัยทัศน์ที่น่าอัศจรรย์”

ข้อความขึ้นต้นในพ็อกเก็ตบุ๊ก ‘The Visionary’ ถอดรหัสกษัตริย์ผู้มองเห็นอนาคต พอจะทำให้เห็นภาพการเล่าเรื่องในหลวงรัชกาลที่ 9 ในมุมมองใหม่ การกลั่นกรองข้อมูลมหาศาลเป็นหนังสืออ่านง่ายขนาดถนัดมือ เป็นความตั้งใจของทีมงาน ‘สานต่อที่พ่อทำ’ ที่อยากถ่ายทอดแนวคิดการทรงงานของพระราชาให้เรียบง่ายที่สุด ไม่ใช่เพียงเพื่อชื่นชมพระองค์ในฐานะกษัตริย์ แต่มองเห็นหลักการทำงานและใช้ชีวิตของคนทำงานคนหนึ่ง ซึ่งผู้อ่านสามารถแกะรอยและลงมือปฏิบัติตามได้จริงทันที

เราได้มีโอกาสพูดคุยกับทีมงานสานต่อที่พ่อทำ จึงได้รู้ว่าไอเดียเบื้องหลังการทำหนังสือเล่มนี้ไม่ธรรมดา ที่สำคัญคือ ‘The Visionary’ ไม่มีวางแผงขาย เพราะกำลังเปิดให้จอง และจะแจกให้คนไทยที่สนใจฟรีๆ ในเดือนกันยายนที่กำลังมาถึง

ก่อนลงมือสั่งจองหนังสือ มาทำความรู้จักที่มาที่ไปของหนังสือในหลวงที่แปลกที่สุดเล่มหนึ่ง และเหตุผลที่ควรอ่านหนังสือเล่มนี้ให้จบรวดเดียวกันดีกว่า

´The Visionary’ ถอดรหัสกษัตริย์ผู้มองเห็นอนาคตเป็นหนังสือสำหรับคนไทย

1. เล่าเรื่องที่ใครๆ ไม่เคยรู้

เบื้องหลังโครงการ ‘สานต่อที่พ่อทำ’ คือกลุ่มคนที่ทำงานด้านสื่อสารมวลชน นักคิด นักเขียน ครีเอทีฟ ผู้กำกับหนังโฆษณา ซึ่งรวมตัวกันกลางปี 2559 เพื่อทำงานบอกเล่าเรื่องราวพ่อของแผ่นดิน ในวาระที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ครองราชย์ครบ 70 ปี และจะมีพระชนมพรรษา 90 พรรษาในปี 2560 แม้เหตุการณ์ไม่คาดฝันในเดือนตุลาคมปีที่แล้วทำให้โครงการชะงัก แต่สุดท้ายทีมงานทั้งหมดก็ตัดสินใจเดินหน้าทำงานกันต่อ เกิดเป็นหนังโฆษณาชุดสานต่อที่พ่อทำ 9 เรื่อง, ทริป ‘เดินทางพ่อ’, การ์ตูนเด็ก, และเพจ Facebook สานต่อที่พ่อทำ โดยทีมงานกลุ่มสุดท้ายสนใจถ่ายทอด untold story ของในหลวง ไม่ใช่เรื่องโด่งดังอย่างโครงการในพระราชดำริต่างๆ แต่เป็นอีกแง่มุมที่หลายคนอาจไม่เคยรู้มาก่อน

“พวกเราเป็นเจนวายรุ่นแรกๆ ที่ตอนเด็กยังทันเห็นพระองค์ทรงงานหนัก เสด็จฯ ไปตามพื้นที่ต่างๆ ทั่วไทย แต่ว่าเด็กรุ่นหลังพวกเราไม่กี่ปีไม่ทันเห็นเรื่องเหล่านี้แล้ว ได้แต่ฟังเรื่องราวที่ดูห่างไกล เข้าไม่ถึง เราเลยอยากเล่าเรื่องราวที่จับต้องได้ ไม่อยากเก็บเรื่องของในหลวงไว้บนหิ้ง เพราะสิ่งที่พระองค์ทรงทำมีหลักฐาน เลยตั้งใจสื่อสารกับคนรุ่นใหม่ว่าลองเปิดใจแล้วมารู้จักในหลวงกัน โดยการหาหีบห่อในการเล่าที่ไม่เหมือนเดิม โจทย์ในการหาข้อมูลคือเลือกเรื่องที่ไม่ได้พูดถึงกันทั่วไป ไม่ใช่เรื่องแก้มลิง คุณยายถือดอกบัว แต่เป็นข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์คนที่ทำงานกับพระองค์จริงๆ เป็นเรื่องดีๆ ที่คนไม่เคยรู้ แล้วเราอยากบอกให้คนอื่นรู้”

´The Visionary’ ถอดรหัสกษัตริย์ผู้มองเห็นอนาคตเป็นหนังสือสำหรับคนไทย ´The Visionary’ ถอดรหัสกษัตริย์ผู้มองเห็นอนาคตเป็นหนังสือสำหรับคนไทย ´The Visionary’ ถอดรหัสกษัตริย์ผู้มองเห็นอนาคตเป็นหนังสือสำหรับคนไทย

2. กลั่นกรองข้อมูลมหาศาล

“ปัญหาของการหาข้อมูลคือข้อมูลกระจัดกระจาย พระองค์ทรงงานหนักหลายด้านเป็นระยะเวลายาวนานมากๆ แหล่งข้อมูลมีเรื่องในหลวงในมุมเดียว เหลี่ยมเดียว หรือช่วงเวลาเดียว มีเรื่องน้ำ เรื่องดิน เรื่องป่าไม้ เรื่องเศรษฐกิจพอเพียง แต่ไม่มีการรวมรวมข้อมูลเป็นชุดเดียวกัน ข้อมูลที่คนไทยรับรู้เลยโดดไปโดดมา เราเห็นพระบรมฉายาลักษณ์ในหลวงเต็มไปหมด แต่นึกไม่ออกเลยว่านั่นคือช่วงเวลาไหน หรือพระองค์ทรงงานด้านไหนอยู่

“ระหว่างที่เราค้นคว้าข้อมูล เราก็รู้จักในหลวงมากขึ้นเรื่อยๆ นี่เป็น magic ที่ทำให้ทีมทำงานต่อไปไม่หยุด พอได้ข้อมูลแต่ละที่มาเราก็มาต่อจิ๊กซอว์จนเห็นภาพพระองค์ชัดขึ้น จนเรื่องร้อยกันเป็นหนึ่งเดียว”  

ทีมงานเพจสานต่อที่พ่อทำตัดสินใจใช้เวลา 1 ปีเล่าพระราชประวัติในหลวงรัชกาลที่ 9 บนโลกออนไลน์ ย่อยข้อมูลตลอดระยะเวลา 70 ปีให้อยู่ในปีเดียว โดยแบ่งข้อมูลเป็น 12 หมวด สำหรับ 12 เดือน การวางไทม์ไลน์ยาวๆ ทำให้พวกเขาเข้าใจวิธีและพัฒนาการการทำงาน จากการทดลองอ่างเก็บน้ำราคา 60,000 บาท จนถึงเขื่อนระดับหมื่นล้าน การจัดการข้อมูลมหาศาลเพื่อถ่ายทอดให้สนุก เข้าใจง่าย ทำให้พวกเขามองเห็นภาพพระราชาในมุมที่ต่างออกไป

“ช่วงเวลาที่เข้มข้นสุดๆ คือช่วงที่พระองค์มีพระชนมพรรษาสามสิบกว่าพรรษาถึงหกสิบกว่าพรรษา ทรงมีวังในทุกภาคของประเทศไทย พอภาคเหนือหนาวก็เสด็จฯ ขึ้นเหนือ พอภาคใต้น้ำท่วมก็เสด็จฯ ลงใต้ พออีสานแล้งก็เสด็จฯ ไป แล้วก็กลับมากรุงเทพฯ กับหัวหิน วนเป็นวงจรแบบนี้อยู่หลายสิบปี โครงการต่างๆ ถึงเกิดขึ้นทั่วประเทศและดำเนินไปได้พร้อมกัน งานแต่ละภาคก็ไม่เหมือนกัน ภาคเหนือมีเรื่องฝิ่น ภาคใต้เรื่องป่าพรุ ภาคอีสานมีเรื่องขาดแคลนน้ำ แล้วยังมีศูนย์ทดลองในภาคกลางอีก เราเลยจัดกลุ่มเรื่องพวกนี้เป็นก้อนๆ เรียงตามไทม์ไลน์ และกลั่นกรองเป็นปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งเราได้ยินกันจนเบื่อ รู้สึกว่ามันจับต้องไม่ได้ ทั้งที่จริงๆ แล้วมันเรียบง่าย สมเหตุสมผล และดีมาก”

การกลั่นกรองเนื้อหาทำให้ทีมงานตกตะกอนข้อมูลชุดใหม่ขึ้นมาเป็นแนวคิดเบื้องหลังการทรงงาน เมื่อสิ่งที่อยากจะเล่ามีมากเกินกว่าจะถ่ายทอดบนพื้นที่ออนไลน์เพียงอย่างเดียว พวกเขาตัดสินใจแปลงข้อมูลเป็นหนังสือชื่อ ‘The Visionary’

´The Visionary’ ถอดรหัสกษัตริย์ผู้มองเห็นอนาคตเป็นหนังสือสำหรับคนไทย ´The Visionary’ ถอดรหัสกษัตริย์ผู้มองเห็นอนาคตเป็นหนังสือสำหรับคนไทย ´The Visionary’ ถอดรหัสกษัตริย์ผู้มองเห็นอนาคตเป็นหนังสือสำหรับคนไทย

3. วิสัยทัศน์สำหรับสวมใส่

“เราทำงานโฆษณามา รู้ว่าต้องทำสิ่งที่คนดูอยากดู ไม่ใช่สิ่งที่เราอยากทำ และเราไม่ได้อยากทำหนังสือประวัติศาสตร์ แต่นึกถึงหนังสือวิเคราะห์การทำงานของ Steve Jobs, Elon Musk หรือ Jack Ma ที่คนสมัยนี้ชอบอ่าน คนรุ่นใหม่ต้องการผู้นำทางความคิด ไอดอลด้านการทำงาน”

ทีมงานสานต่อที่พ่อทำเล่าว่า ตอนแรกหนังสือเล่มนี้จะชื่อ ‘จักรวาลงานของพ่อ’ โดยเน้นเล่าเรื่องงานต่างๆ ผ่านอุปกรณ์ของในหลวงรัชกาลที่ 9 แต่เพจ Facebook ทำให้พวกเขาเรียนรู้ว่าเรื่องของพระองค์มีมากกว่าการเล่าผ่านสิ่งของ

vision ของพระองค์ต่างหากที่พิเศษกว่าเรื่องอื่นใด ดังนั้นผู้อ่านควรได้รู้จักพระองค์ในฐานะ ‘คนทำงาน’

พวกเขาทำสิ่งที่ไม่มีใครทำมาก่อน คือเอาข้อมูลมาแบแล้วเล่นแร่แปรธาตุ ลบไทม์ไลน์เวลาออก แล้วจัดกลุ่มข้อมูลใหม่เป็น 9 บท แต่ละบทถ่ายทอดแนวพระราชดำริการทรงงานที่ในหลวงทรงใช้ตลอดรัชสมัย โดยดีไซน์เส้นทางการอ่านให้ชัดเจน ตรรกะเรียบง่าย ใช้คำราชาศัพท์เพียงเท่าที่จำเป็น ทำให้วิธีคิดในทุกบทนำมาใช้ร่วมกันได้ มีการสรุปใจความเป็น Key of Success ก่อนพลิกไปบทถัดไป

“เราเริ่มเล่าเรื่องจากบทที่ 1 การใช้วิทยุสื่อสาร แก่นคือการสื่อสารเป็นการเชื่อมต่อกับประชาชน บทที่ 2 การใช้อุปกรณ์หรือแผนที่ จริงๆ หมายถึงการปรับเปลี่ยนอุปกรณ์ให้ใช้ทำงานได้หลายอย่าง จนจบที่ปรัชญาการทำงานที่คนรู้จักในชื่อเศรษฐกิจพอเพียง จะเห็นเส้นทางการทำงานจากจุดเล็กๆ คิดแก้ปัญหาจนกลายเป็นปรัชญา”

นอกจากเป็นหนังสือแนวคิดการทำงานยุคใหม่ สิ่งที่ทำให้หนังสือเล่มนี้แปลกไปจากหนังสือในหลวงเล่มอื่นๆ คือไม่มีพระบรมฉายาลักษณ์ของรัชกาลที่ 9 ในตัวเล่มเลย

“เราทำหนังสือในหลวงที่ไม่มีพระบรมฉายาลักษณ์ในหลวง เพราะอยากให้มองเห็นสารที่จะสื่อมากกว่า สิ่งที่พระองค์ทรงทำน่าสนใจและดีมาก เลยอยากให้คนเสพเนื้อหาจริงๆ ไม่ใช่ติดภาพว่าเป็นพระราชกรณียกิจของในหลวง เรามีแค่รูปฉลองพระเนตรเป็นสัญลักษณ์ เหมือนเราเอาฉลองพระเนตรหรือ vision ของในหลวงมาให้คุณลองใส่ และอีกแง่นึง คือได้มองย้อนกลับไปว่าเบื้องหลังฉลองพระเนตรของพระองค์ ในหลวงทรงมีพระราชดำริอย่างไร”

´The Visionary’ ถอดรหัสกษัตริย์ผู้มองเห็นอนาคตเป็นหนังสือสำหรับคนไทย ´The Visionary’ ถอดรหัสกษัตริย์ผู้มองเห็นอนาคตเป็นหนังสือสำหรับคนไทย ´The Visionary’ ถอดรหัสกษัตริย์ผู้มองเห็นอนาคตเป็นหนังสือสำหรับคนไทย

4. ของขวัญสำหรับทุกคน

“หนังสือเล่มนี้เป็นสิ่งสุดท้ายในโครงการสานต่อที่พ่อทำ ถ้าสิ่งที่เราทำทั้งหมดเป็นหม้อต้มยา นี่คือเคี่ยวจนได้จอกสุดท้าย กินเข้าไปแล้วนำไปใช้ได้เลย”

ทีมงานสานต่อที่พ่อทำกล่าวตบท้าย

‘The Visionary’ ถอดรหัสกษัตริย์ผู้มองเห็นอนาคต จะแจกฟรีทั่วประเทศสำหรับผู้ที่สนใจคนละ 1 เล่ม เข้าไปสั่งจองและดูรายละเอียดการรับหนังสือได้ใน Facebook Page สานต่อที่พ่อทำ หรือ www.zipeventapp.com/e/The-Visionary ตั้งแต่วันนี้ – 12 กันยายน 2560 นอกจากนี้ยังมีหนังสือเสียงที่ศิลปิน 9 คน มาอ่านเนื้อหาแต่ละบท คือ บอย โกสิยพงษ์, แต้ว ณฐพร, หมาก ปริญ, ตูน บอดี้แสลม, มาโนช พุฒตาล, ต่อ ธนญชัย, อาย กมลเนตร, ปุ๊ อัญชลี และ ลีโอ พุฒ โดยหนังสือเสียงนี้จะกระจายตามห้องสมุดเสียงและเผยแพร่ทางออนไลน์ พร้อมๆ กับหนังสือเล่ม ตั้งแต่วันที่ 13 กันยายน 2560

ขอปิดท้ายเบื้องหลังการถอดรหัสกษัตริย์ผู้มองเห็นอนาคต ด้วยข้อความในหนังสือที่ทีมงานสานต่อที่พ่อทำฝากไว้

“เราเชื่อว่าการสานต่อสิ่งที่ในหลวงทำ คือการนำวิธีคิดที่เปี่ยมด้วยคุณค่าของพระองค์มาใช้เพื่อชีวิตที่ดีขึ้น และเมื่อใดที่เรามีชีวิตที่ดีขึ้น คนรอบตัวก็ดีขึ้น และสุดท้ายสังคมนี้ก็จะดีขึ้น นั่นต่างหากถึงจะสมประสงค์กับสิ่งที่ในหลวงทรงทุ่มเทกระทำมาตลอดอายุขัยของท่าน”

´The Visionary’ ถอดรหัสกษัตริย์ผู้มองเห็นอนาคตเป็นหนังสือสำหรับคนไทย

FB: สานต่อที่พ่อทำ

Writer

Avatar

The Cloud

นิตยสารออนไลน์ที่เล่า 3 เรื่องหลักอย่าง Local, Creative Culture และ Better Living ส่งเนื้อหารายวัน แต่เสิร์ฟความประณีตแบบนิตยสารรายเดือน

Photographer

Avatar

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load