ทยอยจัดกิจกรรมดีๆ ออกมาตลอดในโอกาสครบรอบ 10 ปี เดอะวิสดอมกสิกรไทย ล่าสุด เดอะวิสดอมกสิกรไทยร่วมกับ The Cloud  จัดกิจกรรม ‘EAST MEETS WEST’ ชวนสมาชิกเดอะวิสดอมล่องเรือย้อนอดีตบนเส้นทางสายหลักอย่างแม่น้ำเจ้าพระยา จุดนัดพบของชาติตะวันออกกับชาติตะวันตก จนเกิดการหลอมรวมวัฒนธรรม สถาปัตยกรรม เครื่องแต่งกาย และอาหารการกิน ผ่านเรื่องเล่าเคล้าประวัติศาสตร์สุดสนุกกับ นักรบ มูลมานัส สุดยอดแฟนพันธุ์แท้ ‘คนรักวัง’

นอกจากสมาชิกเดอะวิสดอมจะได้นั่งเรือชมสถาปัตยกรรมริมสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา เดินลัดเลาะซอยโอเรียนเต็ลชมอาสนวิหารอัสสัมชัญและอีสต์เอเชียติก ซึ่งกำลังจัดแสดงผลงานศิลปะของงาน Bangkok Art Biennale 2018 และขึ้นฝั่งเดินชมจิตรกรรมฝาผนังอันเลื่องชื่อของวัดราชาธิวาส ยังมีไฮไลต์เป็นมื้อเย็นสุดพิเศษในบ้านเก่าริมน้ำที่ตอนนี้กลายเป็นโรงแรมสุดคลาสสิกอย่างพระยา พาลาซโซ ปิดท้ายด้วยประสบการณ์พิเศษกับการนั่งเรือ Hacker-Craft เรือคราฟต์สัญชาติอเมริกัน หนึ่งใน Classic Boat อายุร้อยกว่าปีที่ยังคงโลดแล่นอยู่จนถึงปัจจุบัน เพื่อชมพระอาทิตย์ตกยามเย็น

ถ้าพร้อมแล้ว ก้าวขาลงเรือลำเดียวกันเลย!

EAST MEETS WEST
EAST MEETS WEST

ตะวันออก : ตะวันตก

การล่องเรือเดินทางครั้งนี้จะทำให้ได้สัมผัสและรับรู้ถึงการผสมผสานวัฒนธรรมของตะวันออกและตะวันตกมากยิ่งขึ้น เพราะในยุคสมัยที่ยังไม่มีเรือบินหรือเครื่องบิน ชาวตะวันตกทั้งหลายก็ใช้หนทางนี้ ในการเดินทางเข้ามากรุงศรีอยุธยา กรุงธนบุรี เรื่อยมาจนถึงกรุงรัตนโกสินทร์ และบรรพบุรุษของเราก็ยังใช้เส้นทางเดียวกันนี้ในการเดินทางไปยังโลกตะวันตกด้วย

ฝั่งธนบุรี ตั้งอยู่ทิศตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นราชธานีมานานกว่า 15 ปี เพราะมีภูมิทัศน์ดี มีชัยไปกว่าครึ่ง จนกระทั่งพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงย้ายเมืองหลวงมาฝั่งพระนคร ตั้งอยู่ทิศตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา ทั้งยังเป็นที่ตั้งของพระราชวังหลวง ถือว่าเป็นทำเลทองเพราะเดิมทีเป็นที่ดินของชาวจีน และชาวจีนมักดูตำแหน่งฮวงจุ้ยก่อนลงหลักปักฐาน แต่เมื่อมีการแลกเปลี่ยนที่ดิน เป็นผลให้ชาวจีนย้ายไปตั้งถิ่นฐานแถวตลาดน้อยและสำเพ็งแทน โดยมีท่าเรือฮวยจุ่งล้งฝั่งตรงข้ามเป็นศูนย์กลาง

EAST MEETS WEST
EAST MEETS WEST

ล้ง 1919

ก่อนออกเดินทางจากท่าเรือล้ง 1919 ไปยังท่าเรือโอเรียนเต็ล ขอชวนมาล้อมวงฟังประวัติล้ง 1919 ฉบับย่อส่วนกันเสียก่อน

ล้ง มาจากชื่อ ฮวยจุ่งล้ง แปลว่า เรือกลไฟ แรกเริ่มเดิมทีเป็นท่าเรือของพระยาพิศาลศุภพล (ชื่น พิศาลบุตร) สร้างเป็นท่าเรือกลไฟและโกดังเก็บสินค้า เพื่อรองรับเรือสินค้าจากจีน มลายู ฮ่องกง และสิงคโปร์ ว่ากันว่าบรรพบุรุษจากจีนแผ่นดินใหญ่จะต้องมาลงที่ท่าเรือแห่งนี้เป็นสถานที่แรกเพื่อสักการะศาลเจ้าแม่หม่าโจ้วทั้ง 3 ปางเพื่อความเป็นสิริมงคล

1919 เป็นปีคริสต์ศักราชที่นายตันลิบบ๊วย ต้นตระกูลหวั่งหลี รับช่วงต่อกิจการจากเจ้าสัวชื่น แถมยังปรับท่าเรือเป็นสำนักงานและโกดังเก็บสินค้าการเกษตรเรื่อยมาจนกระทั่ง พ.ศ. 2560 จากท่าเรือฮวยจุ่งล้ง กลายเป็น ‘ล้ง 1919’ สถานที่ท่องเที่ยวริมแม่น้ำเจ้าพระยาในปัจจุบัน

EAST MEETS WEST
EAST MEETS WEST

อีสต์เอเชียติก

เรือล่องทวนน้ำได้ไม่นานก็ถึงท่าเรือโอเรียนเต็ล ที่ตั้งของ ‘อีสต์เอเชียติก’ ก่อตั้งโดยกัปตันฮันส์ นีลส์ แอนเดอร์เซน ชาวเดนมาร์ก อาคาร 3 ชั้นแบบนีโอคลาสสิก ที่มีร่องรอยของความเก่าและความใหม่ ตัวอาคารมีช่องโค้ง ด้านบนสุดของอาคารมีจั่วแบบบาโรก มีสัญลักษณ์ธง สมอเรือ หมวกเมอร์คิวรีและคทางูไขว้ แสดงถึงการค้าขาย การเดินเรือและการสื่อสาร ภายในอาคารมีภาพโมเสสนกนางนวลขนาดใหญ่ เตือนใจให้นึกถึงประเทศเดนมาร์กอยู่เสมอ

ปัจจุบันเป็นสถานที่แสดงงานศิลปะของศิลปินหลากหลายประเทศจากงานบางกอก อาร์ต เบียนนาเล่ 2018 อาทิ ‘Performing Textiles Series’ ของ กวิตา วัฒนะชยังกูร เป็นการแสดงออกทางร่างกายของกระบวนการต่างๆ ในการใช้แรงงานของสตรีในประเทศไทย หรือ ‘Diluvium’ ของ อี บุล ศิลปินจากประเทศเกาหลี แปลงโฉมพื้นที่ส่วนหนึ่งเป็นเขาวงกตด้วยเทปสีเงินคล้ายจะพาผู้ชมเดินทางไปสู่โลกอนาคตในขณะเดียวกันก็ขัดแย้งกับสถาปัตยกรรมเก่าแก่ของอีสต์เอเชียติก

EAST MEETS WEST
EAST MEETS WEST
EAST MEETS WEST
EAST MEETS WEST

อาสนาวิหารอัสสัมชัญ

อัสสัมชัญ (Assumption) หมายความว่า พระนางมารีรับเกียรติเข้าสู่สวรรค์ ‘อาสนวิหารอัสสัมชัญ’ สร้างขึ้นครั้งแรกโดยบางหลวงปาสกัล ชาวไทย-โปรตุเกส และโบสถ์หลังปัจจุบันสร้างโดยบาทหลวงเอมิล ออกัสต์ กอลัมเบต์ ชาวฝรั่งเศส วิหารเป็นสถาปัตยกรรมแบบเรเนซองส์ โครงสร้างเดียวกันกับอาสนวิหารน็อทร์-ดามแห่งปารีส ประเทศฝรั่งเศส สังเกตจากหอระฆังทั้งสองข้าง

ภายในวิหารมีออร์แกนแบบฉบับดั้งเดิม หากมองเหนือขึ้นไปจะเจอกับช่องกระจกตกแต่งด้วยกระจกสีนำเข้าจากประเทศอิตาลี เรียกอีกชื่อว่า Rose Window เพราะกระจกสีที่ซ้อนทับกันมีลักษณะคล้ายกับกลีบของดอกกุหลาบ

EAST MEETS WEST
EAST MEETS WEST

ศุลกสถาน

ถัดจากอีสต์เอเชียติกเป็นตรอกโรงภาษี ครั้งหนึ่งเคยเป็นด่านภาษี สังเกตได้จาก ‘ตึกศุลกสถาน’ อาคารสูง 3 ชั้นทรงนีโอคลาสสิก ออกแบบโดยสถาปนิกชาวอิตาลี เป็นสถานที่เก็บภาษีร้อยชักสาม สัญลักษณ์ของการสร้างระบบการค้าที่สากล ทั้งยังเคยเป็นสถานที่จัดเลี้ยงและเต้นรำของเชื้อพระวงศ์และชาวต่างชาติในสมัยนั้น

รวมทั้งเป็นที่จัดเลี้ยงงานสมโภชครั้งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จนิวัตพระนครจากการเสด็จประพาสยุโรปครั้งแรก กระทั่งเมื่อ พ.ศ. 2502 สถานที่แห่งนี้ถูกปรับเป็นที่ทำการของสถานีตำรวจบางรักและอยู่ในความดูแลของกองตำรวจดับเพลิงมาจนปัจจุบัน

นักเล่าเรื่องชวนสังเกต ศุลกสถานถือเป็นหนึ่งในสองสัญลักษณ์ของชาติตะวันตกที่แสดงว่าล่องเรือข้ามน้ำข้ามทะเลมาถึงบางกอกแล้ว เพราะจะต้องมาเสียภาษีที่ศุลกสถานเสียก่อน ส่วนอีกหนึ่งสัญลักษณ์คือ พระปรางค์วัดอรุณฯ นั่นเอง

EAST MEETS WEST

โบสถ์ซางตาครู้ส

วนเรือกลับเพื่อไปวัดราชาธิวาส เรือล่องผ่าน ‘โบสถ์ซางตาครู้ส’ ซึ่งสร้างในสมัยที่พระเจ้าตากสินครองราชย์และคนโปรตุเกสมาขอพึ่งพระบรมโพธิสมภาร จึงทรงให้ตั้งชุมชนในบริเวณกุฎีจีนและสร้างโบสถ์ซางตาครู้สขึ้น เนื่องจากเป็นโบสถ์นิกายคาทอลิก ตัวโบสถ์จึงงดงามโอ่อ่าทั้งด้านนอกและด้านใน ความพิเศษช่วงคริสต์มาสของทุกปี ที่นี่จะมีงานเฉลิมฉลอง และตีระฆังโบสถ์เป็นเพลงคริสต์มาสนอกเหนือจากการตีบอกเวลาตามปกติ

EAST MEETS WEST

วัดราชาธิวาสราชวรวิหาร

เรือแล่นถึงจุดหมายเดินขึ้นฝั่งที่ท่าเรือ ‘วัดราชาธิวาสวิหาร’ เดิมชื่อวัดสมอราย เพี้ยนมาจากคำว่า ถมอราย แปลว่า วัดที่มีหินอยู่เรียงราย  (ถมอ ภาษาเขมรแปลว่า หิน) ได้รับการบูรณะเมื่อรัชกาลที่ 5 มีพระราชประสงค์ให้สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ออกแบบ หากสังเกตจากโครงสร้างของพระอุโบสถคล้ายปราสาทเขมร เขียนลายกระจังแบบไทย แต่สร้างด้วยคอนกรีตและปูนซีเมนต์ ด้านหน้ามีเสาหงส์แบบไทย ส่วนข้างบนเป็นพระพุทธรูปศิลปะอยุธยา-อู่ทองที่บูรณะแล้ว และอุโบสถแห่งนี้ยังเป็นต้นแบบของหอประชุมจุฬาฯ อีกด้วย

EAST MEETS WEST
EAST MEETS WEST

เนื่องจากวัดราชาธิวาสราชวรวิหารอยู่ใกล้กับโบสถ์คอนเซ็ปชัญ จึงเกิดการเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างชาติตะวันออกและชาติตะวันตก บาทหลวงและเจ้าอาวาสแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างภาษาไทยกับภาษาอังกฤษ จนบาทหลวงปัลเลอกัวซ์จัดทำพจนานุกรมสี่ภาษาเล่มแรกของไทย ‘สัพะ พะจะนะ พาสา ไท’ ประกอบด้วยภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ภาษาฝรั่งเศส และภาษาละติน

EAST MEETS WEST
EAST MEETS WEST

จิตรกรรมฝาผนังในพระอุโบสถวัดราชาธิวาสราชวรวิหาร

ภาพจิตรกรรมฝาผนังในอุโบสถแม้จะเล่าเรื่องพระเวสสันดรชาดก แต่เป็นลายเส้นแบบตะวันตก เพราะวาดโดยนาย ซี. รีโกลี และศาสตราจารย์แกลิเลโอ กินี ช่างชาวอิตาลี เจ้าของเดียวกับจิตรกรรมฝาผนังในพระที่นั่งอนันตสมาคม โดยใช้เทคนิกการวาดแบบเฟรสโก เป็นการผสมสีกับน้ำแล้ววาดลงบนผนังขณะที่ปูนบนผนังยังเปียกอยู่ ถือเป็นเทคนิคยอดฮิตสมัยยุคเรเนซองส์

EAST MEETS WEST
EAST MEETS WEST
EAST MEETS WEST
EAST MEETS WEST

เจ้าพระยา พาลาซโซ

อดีตบ้านบางยี่ขันที่เคยถูกสร้างขึ้นเป็นเรือนหอ เป็นโรงเรียน และเคยถูกทิ้งร้างอยู่ช่วงหนึ่ง แต่ด้วยสถาปัตยกรรมที่ยังคงความงดงามทำให้ปัจจุบันถูกบูรณะใหม่จนกลายเป็นโรงแรมพระยา พาลาซโซ สุดคลาสสิกริมแม่น้ำเจ้าพระยา

ทรงอาคารเป็นสถาปัตยกรรมพาลาดิโอ สร้างในสมัยรัชกาลที่ 6 ตัวอาคารก่ออิฐถือปูนสีเหลืองนวลตา 2 ชั้น แบบนีโอคลาสสิก มีช่องโค้ง บันไดเฉลียงด้านหน้าเชื่อมถึงกันทั้งหมด มีมุข 2 ข้าง หลังคาประดับกระเบื้องโค้ง หากใช้ในวัดจะเรียกว่า กาบู

บริเวณพื้นที่ทั้งหมดหันหน้าเข้าหาแม่น้ำ ในทริปนี้ถูกจัดให้เป็นสถานที่ทำกิจกรรมเวิร์กช็อปคอลลาจภาพถ่ายกับคุณนักรบ มูลมานัส นักทำภาพประกอบสุดสร้างสรรค์ และเป็นที่รับประทานอาหารเย็นด้วยเมนูอาหารไทยสุดพิเศษ

EAST MEETS WEST
EAST MEETS WEST
EAST MEETS WEST

Hacker-Craft Boat

เปิดประสบการณ์และมุมมองใหม่ครั้งแรกของเอเชียในการล่องผืนน้ำกับ True Leasing ด้วยเรือ Hacker-Craft เรือสุดคลาสสิกสัญชาติอเมริกัน สรรค์สร้างจากบริษัทประกอบเรือคราฟต์เก่าแก่ที่สร้างด้วยมือมานานกว่า 100 ปี ความประณีตและพิถีพิถันโดยช่างมากฝีมือผู้ชำนาญไม่เป็นสองรองใคร จนกลายเป็นเรือคราฟต์สุดหรู จากการนำไม้เนื้อแข็งอย่างมะฮอกกานีมาใช้ในการสร้างเรือทั้งลำ

นอกจากจะทนทานเป็นพิเศษ ยังให้สีสันและลวดลายสวยงาม จนต้องบอกว่า ‘นี่ไม่ใช่เพียงแค่เรือ หากแต่เป็นงานศิลปะที่ลอยอยู่บนน้ำ’

EAST MEETS WEST
EAST MEETS WEST

เป็นอีกกิจกรรมดีๆ ในการนั่งเรือท่องเที่ยว เพื่อเดินเท้าเที่ยวชมสถานที่ที่มีความโดดเด่นด้านงานสถาปัตยกรรม เป็นการผสมผสานศิลปวัฒนธรรมของโลกตะวันออกและตะวันตกเข้าไว้ด้วยกัน ทำให้เกิดวัฒนธรรมที่สร้างสรรค์ที่ปัจจุบันยังคงความงดงามไว้ให้ชื่นชม รวมถึงยังได้รับรู้เรื่องราวและประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจของแต่ละสถานที่ ซึ่งทำให้เกิดมุมมองต่อกรุงเทพฯ หรือสถานที่เดิมๆ ในความรู้สึกที่ต่างออกไป และจดจำแต่ละสถานที่ในมุมมองใหม่ที่เป็นมากกว่าแค่ซอย ถนน หรือวัดธรรมดาๆ อย่างที่เคยผ่านตา

EAST MEETS WEST
 

Writer

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

29 พฤศจิกายน 2565

“เรื่องนี้เราจะไม่รอ”

เป็นคำพูดที่ นายกฤษณ์ จิตต์แจ้ง กรรมการผู้จัดการของธนาคารกสิกรไทยเน้นย้ำกับ The Cloud เพื่อแสดงเจตนาที่แน่วแน่ในการร่วมเปลี่ยนผ่านสังคมธุรกิจของประเทศไทยไปสู่กระบวนการที่ยั่งยืน แม้เรื่องนี้จะไม่ง่าย แต่ธนาคารยักษ์ใหญ่ก็ยินดีที่จะก้าวออกมาข้างหน้าเพื่อชวนทุกคนเดินไปด้วยกัน

เป้าหมายที่ทุกองค์กรทั่วโลกตั้งใจทำให้สำเร็จ คือเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติ (SDGs) ซึ่งครอบคลุมทุกมิติของมนุษยชาติ รวมทั้งสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวเนื่องกันทั้งหมด แนวทางการทำธุรกิจอย่างยั่งยืนโดยคำนึงถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาลที่ดี หรือ ESG ถูกหยิบยกมาใช้บ่อยขึ้น และกำลังจะกลายเป็นขอบเส้นของมาตรฐานการทำธุรกิจในบริบทใหม่ที่ทุกคนต้องเดินตาม

เปลี่ยนวันนี้ ก่อนจะไม่มีโอกาสได้เปลี่ยน และธนาคารกสิกรไทยก็เริ่มต้นมาได้สักพักแล้ว

"ถ้าทำไม่ได้ เราจะไม่พูด” วิถีความยั่งยืนแบบ Walk the Talk ของธนาคารกสิกรไทย

เริ่มต้นที่ตัวเรา

สิ่งสำคัญของการเปลี่ยนผ่านไปสู่ความยั่งยืน คือการชี้วัดอย่างเป็นรูปธรรมของผลกระทบที่เกี่ยวข้องกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมด เริ่มจากกระบวนการทำงานภายในองค์กรที่ทำได้ทันที จากนั้นเป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับคู่ค้า ลูกค้า และพันธมิตรทางธุรกิจ ส่วนที่ยากที่สุดคือพฤติกรรมของผู้บริโภคที่อยู่ปลายทาง ซึ่งต้องนำมาพิจารณาด้วย

การจัดการภายในจึงเป็นสิ่งที่เริ่มได้เร็วกว่าทางอื่น

“เรามองมาที่การทำงานของเรา ว่าอะไรที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเยอะบ้าง นั่นก็คือรถยนต์ที่เราใช้ เรามีรถเป็นพันคัน สองคือการใช้ไฟฟ้า แม้เราจะไม่ใช่โรงงาน แต่ก็มีสาขา มีสำนักงานขนาดใหญ่ทั่วประเทศถึง 7 อาคาร ซึ่งใช้ไฟฟ้าพอสมควร

“ถามว่าจะไม่ใช้รถหรือไฟฟ้าได้ไหม ก็ไม่ได้ เราพยายามปรับไปใช้น้ำมัน E85 ก็ช่วยลดคาร์บอนได้บ้าง สุดท้ายเราจะเปลี่ยนเป็นรถยนต์ไฟฟ้าทั้งหมดในอนาคต ดังนั้น รถหมดสัญญาแล้วก็จะทยอยเปลี่ยนเป็นรถยนต์ไฟฟ้าครับ ส่วนเรื่องการใช้ไฟฟ้า เราติดโซลาร์เซลล์ตามสาขาต่าง ๆ คิดว่าน่าจะประมาณ 200 – 300 สาขาที่ธนาคารเป็นเจ้าของพื้นที่และมีศักยภาพในการติดตั้งได้ จากทั้งหมด 800 สาขาที่มี ก็ช่วยลดค่าไฟได้ 10 – 20% ที่เหลือก็ต้องหักล้างเรื่องคาร์บอนเครดิตเอาอีกที” 

ทุกกิจกรรมทางเศรษฐกิจมีร่องรอยของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งสิ้น

"ถ้าทำไม่ได้ เราจะไม่พูด” วิถีความยั่งยืนแบบ Walk the Talk ของธนาคารกสิกรไทย

Green Transition การเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ที่เป็นไปได้

เป้าหมายที่สำคัญของธนาคารกสิกรไทยในการผลักดันเรื่องความยั่งยืนที่สอดคล้องกับเป้าหมายของประเทศไทย โดยธนาคารมีความตั้งใจจะปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์จากการดำเนินงานของธนาคาร ใน พ.ศ. 2573 และมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ในพอร์ตโฟลิโอของธนาคารตามทิศทางของประเทศ ด้วยชุดความคิดที่เป็นไปได้และทำได้จริงมากกว่าการประกาศเป้าหมายเท่ ๆ

“สิ่งที่ท้าทายคือ พอร์ตสินเชื่อของเรามีถึง 2.4 ล้านล้านบาท ซึ่งใหญ่มาก เราต้องดูว่าจะเริ่มตรงไหน จบตรงไหน ทำได้จริงแค่ไหน ซึ่งเราทำคนเดียวไม่ได้ ขึ้นกับว่าลูกค้าเอากับเราด้วยไหม เราก็ต้องไปเฟ้นหาว่าลูกค้ากลุ่มไหนจะไปด้วยกันต่อ เราเพิ่งจ้างที่ปรึกษาระดับโลกมาวิเคราะห์พอร์ตสินเชื่อของเรา ดูเป็นรายอุตสาหกรรมเลย ซึ่งแบ่งออกได้เป็น 5 กลุ่มที่เราจะเน้น โดยประเมินออกมาเป็น 3 เซกเตอร์ที่มีบทบาทมากที่สุดคือ 27% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งพอร์ตของเรา ส่วนอีก 2 อันคิดเป็นสัดส่วน 13% ถ้าทำทั้งหมด 5 กลุ่มนี้ ก็จะคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 40% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งพอร์ตของเรา อย่างธุรกิจพลังงาน โรงไฟฟ้าเป็นพอร์ตที่สำคัญซึ่งเกี่ยวข้องกับนโยบายภาครัฐทั้งเรื่องพลังงานทดแทนและโรงไฟฟ้าด้วย เรื่องนี้เราจับตามองอยู่ แต่เราก็ไม่รอนะ เราคุยกับลูกค้าไปเลยว่าพอจะเปลี่ยนตรงไหน อย่างไรได้บ้าง”

บริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยต่างเข้าใจและรู้ถึงความสำคัญของ ESG รวมทั้งรายงานต่าง ๆ ที่ต้องจัดทำเพื่อให้สอดคล้องกับการกำกับดูแล คุณกฤษณ์มองว่านี่เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

“สุดท้ายเราต้องพูดเป็นตัวเลขออกมาให้ได้ อย่างพวกถ่านหิน เราก็ไม่ปล่อยกู้ให้โรงไฟฟ้าถ่านหินโรงใหม่ เราทำแบบนี้มาได้สักปีหนึ่งแล้ว คือของเดิมที่มีอยู่ แต่ถ้าเขาจะปรับปรุงเพื่อลดการใช้ถ่านหินลง เราก็พร้อมคุย เพราะว่าเป็นการเปลี่ยนผ่านไปสู่ธุรกิจที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ถึงยังไงผมก็ไม่คิดว่าเราจะตัดพวกเขาออกไปได้ เพราะว่าเวลาลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าไปแล้ว เราก็ต้องอยู่กับเขาไปอีก 20 ปี สมมติสร้างโรงงานมา 5 พันล้านแล้ว จะมีใครมาปิดมันง่าย ๆ ดังนั้น ต้องช่วยกันคิดที่จะปรับเปลี่ยนตัวเอง

“ช่วงที่ผ่านมามีประชุมกับกลุ่มนักลงทุนตลอด ล่าสุดมีกลุ่มที่เข้ามาขอคุยเรื่อง ESG อย่างเดียวเลย ดูว่าเราเป็นอย่างไร อันไหนทำได้ อันไหนทำไม่ได้ เราก็รู้สึกดี ผมเองไม่ได้มีคำตอบให้เขาทุกอย่าง แต่เราบอกเขาเรื่อง KBank Way คือ Walk the Talk พูดแล้วก็ทำ ถ้าทำไม่ได้ เราจะไม่พูด”

เรียบง่ายแต่หนักแน่นเอาเรื่อง สำคัญวิถีของธนาคารกสิกรไทย

ความยั่งยืนทำคนเดียวไม่ได้

สิ่งที่เป็นอุปสรรคและความท้าทายของธนาคารคือ การชวนผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็กมาร่วมเปลี่ยนผ่านกระบวนการทางธุรกิจไปด้วยกัน ซึ่งกลุ่มนี้อาจต้องใช้ทั้งแรงผลักและแรงจูงใจมากกว่าบริษัทขนาดใหญ่

“ความท้าทายของเราคือลูกค้าขนาดที่เล็กลงมา ไม่ได้อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ เขาจะมองว่าพอต้องใช้เงินลงทุนที่มากขึ้น แต่ผลตอบแทนหรือกำไรที่ได้อาจจะลดลง แล้วแบบนี้แรงจูงใจที่จะให้เขาทำคืออะไร อย่างลงทุนทำโรงงานสีเขียว 100 ล้านบาท ถ้าเราเป็นผู้ประกอบการก็จะคิดว่าทำไปทำไม อย่างแรกเราต้องมีแรงจูงใจ เราเองต้องไปชวนลูกค้าคุย เอาตัวเลขไปเสนอเพื่อประกอบการตัดสินใจ อันที่สองผมว่าภาครัฐก็ต้องเข้ามาช่วยด้วย ผมคิดว่าภาครัฐควรทำเป็นรายอุตสาหกรรมไป ไม่ต้องทำผ่านระบบธนาคาร บอกไปเลยว่าถ้าใครเดินมาทางนี้ จะได้แบบนี้ ถ้าใครไม่ทำตามนี้ ก็จะเกิดผลแบบนี้ ภาครัฐก็ต้องเล่น 2 บทด้วย” 

ล่าสุด ทางธนาคารแห่งประเทศไทยได้จัดตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนการกำหนดนิยามและจัดหมวดหมู่โครงการหรือกิจกรรมในภาคเศรษฐกิจที่ยั่งยืนสำหรับประเทศไทย (Thailand Taxonomy) ซึ่งอยู่ระหว่างการจัดทำนิยามและหมวดหมู่ เพื่อให้ภาครัฐ ธนาคาร และกลุ่มธุรกิจ มีความเข้าใจตรงกันและมีจุดที่ใช้อ้างอิงในการกำหนดแผนและนโยบายต่าง ๆ ขององค์กร ซึ่งสถาบันการเงินต้องประเมินความเสี่ยง รวมทั้งเปิดเผยข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นอีกก้าวของการร่วมมือกันในวงที่กว้างขึ้น

“ในต่างประเทศเขาบังคับผ่านกฎหมายเป็นรายอุตสาหกรรมเลยนะ เริ่มจากการวัดคาร์บอนก่อน พิจารณาเป็นรายอุตสาหกรรมไป ซึ่งปัจจุบันบ้านเรายังไม่มีเรื่องพวกนั้น ตอนนี้เริ่มแล้วแต่ยังเป็นภาพกว้าง ๆ อยู่ ผมว่าการเปลี่ยนแปลงในช่วงที่ผ่านมา สิ่งหนึ่งที่เห็นคือ เราเอาสิ่งนั้นมาเชื่อมกับธุรกิจเยอะขึ้น ผมเป็นกรรมการผู้จัดการที่ดูแลด้านเป้าหมายสินเชื่อและด้านความเสี่ยง ดูว่าเป็นอย่างไร รายได้มาจากทางไหน เสี่ยงอย่างไร ผมก็เอาเรื่อง ESG ใส่ไปด้วย มันยากขึ้นคือเป้าสินเชื่อก็ต้องทำให้ได้ เรื่อง ESG ก็ต้องทำให้ชัดว่าพอร์ตสินเชื่อเราจะวิ่งไปทางไหน และทำไมต้องเป็นทางนั้น นี่เป็นโจทย์ทางธุรกิจไปแล้ว

“เรามี Climate Pillar เป็นเสาหลักอันใหม่ขึ้นมา คือรวมโจทย์ที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมาไว้ด้วยกัน แล้วทางนี้ก็จะเอามาตั้งเป็นเป้า เราอยากเป็นผู้นำด้าน ESG ของภูมิภาคก็ต้องออกมาทำก่อน ทั้งการตั้งเป้าหมาย มีคำมั่นสัญญา ผู้นำในความหมายของเราไม่ใช่ผู้นำที่ทิ้งคนอื่นนะ แต่เป็นผู้นำที่ชวนคนอื่นเข้ามาทำด้วย มีคนถามว่ากลัวคนอื่นมาแข่งมั้ย ผมตอบว่าผมชอบเลย มาแข่งเรื่อง ESG ถือว่าดี ใครมีวิธีดี ๆ หรือเทคโนโลยีอย่างไรก็มาแชร์กัน เรื่องนี้อยากชวนมาแข่งนะ เพื่อทำให้เป็นรูปธรรม จับต้องได้มากขึ้น ตอนนี้เราพยายามสร้างมาตรฐานใหม่และคุยกับแบงก์ชาติ แต่ต้องบอกว่าเรื่องนี้ทำคนเดียวไม่ได้ ต้องร่วมมือกัน ถ้าลูกค้าไม่เอาด้วยก็จะเกิดช้าครับ”

การเปลี่ยนแปลงที่มีผลในวงกว้าง จะฉายเดี่ยวไม่ได้

เป้าหมายความยั่งยืนที่ชี้วัดได้

แล้วตอนนี้ธนาคารกสิกรไทยมีสินเชื่อที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนผ่านและความยั่งยืนอยู่เท่าไหร่ 

นี่คือคำตอบ

“ประมาณ 1 – 2 % ของสินเชื่อทั้งหมดครับ เมื่อก่อนมีความท้าทายเรื่องการเปลี่ยนผ่านไปสู่ธุรกิจสีเขียวว่าวัดยังไง ปีนี้เราเริ่มนับแล้ว ตอนนี้จะชัดขึ้นว่าอันไหนได้หรือไม่ได้ อาคารสร้างขึ้นมาแบบประหยัดพลังงานหรือเปล่า สร้างอย่างไร เพราะภาคอสังหาริมทรัพย์เป็นอีกอันที่เราเน้น เนื่องจากปล่อยคาร์บอนเยอะ ต้องมีกระบวนการประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมก่อนการพิจารณาเครดิต เราทำมาหลายปีแล้ว อย่างเช่น ลูกค้าอยากทำโรงงานผลิตไฟฟ้าจากขยะ ฟังดูน่าจะกระทบกับสิ่งแวดล้อมและชุมชน เราก็ดูว่าเขากู้เงินไปแล้วจะใช้ทำอะไรบ้าง คืนอะไร อย่างไร มาตรฐานสากลของสิ่งนั้นคืออะไร ปล่อยมลพิษไปแล้วกระทบอะไรมั้ย เทคโนโลยีที่ใช้คืออะไร ถ้าผ่านตามมาตรฐานหมด ก็จะเข้าไปคณะกรรมการของธนาคาร ถ้าเขาไฟเขียวถึงจะเอามาดูต่อ แปลว่าถ้าไม่ได้ตามมาตรฐาน เราก็จะไปคุยถึงปัญหา หา Solution ให้ลูกค้า แต่ถ้ายังทำไม่ได้เราไม่คุยด้วย

“ตอนนี้เราตั้งเป้าเพิ่มสินเชื่อและการลงทุนสีเขียวเข้าไปในระบบอีกสัก 2 แสนล้านบาท เราอยากชวนธุรกิจมาทำกันเพิ่ม เรื่องความยั่งยืนนี้ ธุรกิจขนาดใหญ่ยังไงก็จุดติด แต่ว่าสำหรับผู้ประกอบการรายเล็กและขนาดกลางจะยากหน่อย ส่วนประชาชนทั่วไปก็เป็นเรื่องวิถีชีวิต อย่างรถหรือบ้านที่ประหยัดพลังงาน ก็ต้องปรับเปลี่ยน เราอยากเป็นต้นแบบเรื่องความยั่งยืนให้พวกเขา

"ถ้าทำไม่ได้ เราจะไม่พูด” วิถีความยั่งยืนแบบ Walk the Talk ของธนาคารกสิกรไทย

“ส่วนการตรวจสอบมันก็จะมีกระบวนการอยู่ เราดูว่าเครื่องจักรเขาเป็นไปตามที่กำหนดมั้ย มีทีมลงไปดู มีกระบวนการทบทวนวงเงิน เวลาเราให้เงินใครไป เราก็ต้องไปติดตามและดูแล ถือเป็นความท้าทายเวลาที่เราจะทำเรื่องความยั่งยืนให้ใหญ่ขึ้น บางอย่างอาจต้องมีองค์กรภายนอกเข้ามาช่วย สุดท้ายก็จะเกิดการขยายธุรกิจที่เกี่ยวข้องตามมาด้วย” 

ธนาคารกสิกรไทยประกาศตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อเพื่อความยั่งยืนที่ 2.5 หมื่นล้านบาทต่อปี รวมเป็นวงเงินกว่า 2 แสนล้านบาท ภายใน พ.ศ. 2573 แม้ใน 3 ไตรมาสแรกของ พ.ศ. 2565 ตัวเลขจะยังไปไม่ถึงจุดที่หวัง ซึ่งธนาคารได้ให้สินเชื่อไปแล้วกว่า1.6 หมื่นล้านบาท แต่ก็ยังคงผลักดันต่อและคาดว่าขนาดของสินเชื่อใน พ.ศ. 2566 น่าจะโตได้ใกล้เคียงกับเป้าหมายที่ตั้งไว้ 

“ตัวเลขพวกนี้จะสะท้อนว่าเราทำได้และทำจริงมั้ย ปล่อยไปแล้วเป็นไง ติดข้อจำกัดอะไรบ้าง อีกเรื่องคือแผนที่วางไว้ ลูกค้าเดินด้วยกับเราหรือเปล่า เรามีองค์ความรู้ที่จะขยายไปอุตสาหกรรมอื่นมั้ย ซึ่งโจทย์พวกนี้ต้องรวมไว้ใน Climate Pillar ซึ่งกลายเป็นเป้าหมายของทีมขายไปแล้ว พวกเขาก็รับโจทย์ไป ผมเองก็ถูกคาดหวังให้รายงานตัวเลขพวกนี้ตลอดกับบอร์ดและสื่อมวลชน ผมเชื่อว่าการที่เราแชร์เรื่องพวกนี้ได้ เป็นการตอกย้ำว่าเราทำตามที่สัญญาและเห็นว่ามันสำคัญ”

เมื่อ The Cloud ถามคุณกฤษณ์ว่าเป้าหมายที่ประกาศออกมาดูจะค่อยเป็นค่อยไป ไม่หวือหวา ถือว่าธนาคารระวังตัวไปหน่อยหรือไม่ คำตอบที่ได้น่าสนใจทีเดียว

“ผมว่าบางเรื่องเราทำคนเดียวไม่ได้ จะมาประกาศว่าจะไม่ปล่อยกู้ให้พวกธุรกิจพลังงานเลย หยุดปล่อยกู้หมดถ้าไม่ใช่ธุรกิจสีเขียว ทำแบบนี้เท่ากับเราทิ้งลูกค้านะ ซึ่งไม่ใช่การตัดสินใจที่มีเหตุผล เพราะว่าลูกค้ากับเราต้องไปด้วยกันต่างหาก ผมว่าเราต้องคำนวณเป็นตัวเลขออกมาให้ได้ ถ้าเหมาะสมเราก็จะทำ ถ้าอันไหนทำได้เราก็จะให้คำมั่นสัญญา สิ่งที่เราทำคือ Walk the Talk อันไหนเราสัญญาจะทำ เราทำ แต่สิ่งที่เราจะไม่ทำคือเราจะไม่รอ บางคนบอกว่าเรื่องนี้รอได้ รอคนอื่นทำไปก่อน แต่ที่กสิกรไทยเราไม่รอครับ”

พูดแล้วทำ อันไหนไม่ทำก็ไม่พูด

KBank กับการเป็นผู้นำอุตสาหกรรมการเงินเพื่อความยั่งยืนระดับภูมิภาค บนพื้นฐานของการทำธุรกิจที่คำนึงถึง ESG

ยั่งยืนที่วิถีชีวิตและโอกาสเติบโต

สิ่งที่แยกจากกันไม่ได้สำหรับการเปลี่ยนผ่านไปสู่สิ่งใหม่ คือการพาทุกคนไปข้างหน้าด้วยกันโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เรื่องการทำธุรกิจอย่างยั่งยืนก็เช่นกัน สิ่งที่ผู้บริหารธนาคารกสิกรไทยเป็นห่วงคือภาคเกษตรกรรม ซึ่งตอนนี้ดูเหมือนทางออกสำหรับเกษตรกรที่อยู่ในระบบนับล้านรายจะยังไม่ชัดเจนนัก ซึ่งเกษตรกรเองอาจจะยังไม่ตระหนักถึงเรื่องนี้ รวมทั้งเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องก็ยังมีราคาสูง บทบาทของภาครัฐจึงสำคัญมากในการออกนโยบายและมาตรการจูงใจเพื่อสร้างจุดเริ่มต้นให้เกิดขึ้น

ชุดความคิดใหม่ ๆ นอกกรอบจึงต้องนำมาใช้กับกระบวนการทางธุรกิจ ซึ่งจะเป็นตัวเร่งที่ดีให้ผู้บริโภคปรับตัวได้เร็วขึ้น

“เรามีโครงการ SolarPlus คือคิดว่าถ้าเราสามารถคุยกับลูกบ้านในหมู่บ้านต่าง ๆ ให้พวกเขาอนุญาตให้ติดโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้าน โดยที่เราออกเงินให้ เขาไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ลูกบ้านได้ประหยัดค่าไฟ โดยที่ธนาคารปล่อยกู้ให้กับบริษัทที่ติดตั้ง สุดท้ายแล้วลูกบ้านไม่ต้องใช้เงินลงทุน บริษัทติดตั้งก็ได้ธุรกิจเพิ่ม ธนาคารเราได้เรื่องคาร์บอนเครดิต แต่จะยากตรงการขออนุญาตและกระบวนการนี่ล่ะครับที่ต้องผลักดันกันต่อไป นี่เป็นวิธีคิดที่ออกมานอกกรอบ หรืออย่างโครงการส่งเสริมการเช่าจักรยานยนต์ไฟฟ้าแล้วให้มาเปลี่ยนแบตเตอรี่ที่สาขาธนาคารได้ นี่ก็เริ่มแล้วและจะขยายต่อไป

KBank กับการเป็นผู้นำอุตสาหกรรมการเงินเพื่อความยั่งยืนระดับภูมิภาค บนพื้นฐานของการทำธุรกิจที่คำนึงถึง ESG

“นอกจากมิติของสิ่งแวดล้อม สิ่งที่ธนาคารเราทำได้มากคือมิติด้านสังคม ผ่านโจทย์สำคัญเรื่องความครอบคลุมทางการเงิน ปัจจุบันคนใช้ K PLUS มีประมาณ 20 ล้านรายแล้ว แต่ก็ยังมีรายย่อยที่เข้าถึงบริการสินเชื่อยากลำบาก เราก็พยายามทำให้พวกเขาเข้าถึงเงินได้มากขึ้น ปีที่ผ่านมาเราทำให้รายย่อยเข้าถึงสินเชื่อเพิ่มได้ 5 – 6 แสนราย ปีหน้าก็จะไปต่อ เรื่องนี้ต้องดูควบคู่กับปัญหาหนี้ครัวเรือนด้วยนะ ถ้าดันให้สินเชื่อโตมากเกินไป ก็เหมือนธนาคารทำบาป เพราะต้องดูเรื่องความสามารถในการชำระด้วย หนี้กับรายได้ต้องโตคู่กัน หน้าที่เราคือต้องให้กู้กับคนที่เขาชำระหนี้คืนได้ ไม่ใช่ปล่อยให้กับคนที่เขาใช้หนี้แล้วไม่เหลือเงินกินใช้เลย การไปไล่เติมหนี้ฝั่งเดียวมันทำได้ชั่วครั้งชั่วคราว ต้องทำให้เขาเติบโตขึ้นด้วย การทำให้เข้าถึงแหล่งเงินเป็นแค่การเปิดประตู แต่การทำให้เขาเติบโตต่างหากคือสิ่งที่ยั่งยืน”

ปรับที่วิธีคิด เปลี่ยนที่กระบวนการ 

นี่คือก้าวใหม่ที่น่าจับตาของธนาคารกสิกรไทย

Writer

มนต์ชัย วงษ์กิตติไกรวัล

นักข่าวธุรกิจที่ชอบตั้งคำถามใหม่ๆ กับโลกใบเดิม เชื่อว่าตัวเองอายุ 20 ปีเสมอ และมีเพจชื่อ BizKlass

Photographer

วรุตม์ ไฉไลพันธุ์

เมื่อก่อนเป็นช่างภาพหนังสือเดินทาง ปัจจุบันเป็นช่างภาพกักตัวครับ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load