ถ้าอธิบายให้เห็นภาพ Winnonie (อ่านว่า วิน โน หนี้) คือ Business Model ใหม่ของบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ที่มีวินมอเตอร์ไซค์เป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่ง

แต่ถ้าอธิบายให้ถูกต้อง ต้องบอกว่า Winnonie เป็นแพลตฟอร์มยกระดับคุณภาพชีวิตของมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ด้วยการให้เช่ามอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าเพื่อลดต้นทุนค่าน้ำมัน ค่าผ่อนมอเตอร์ไซค์ ค่าซ่อมบำรุงของวินมอเตอร์ไซค์รับจ้าง และตอบโจทย์การเข้าสู่ธุรกิจรถไฟฟ้าของกลุ่มบางจากฯ

แค่ได้ฟังว่าบริษัทน้ำมันให้บริการเช่ามอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า ก็น่าสนใจแล้ว

โครงการนี้ที่เริ่มต้นจากการให้พนักงานคิดนำ Design Thinking ไป Empathy กับวินมอเตอร์ไซค์รอบๆ บริษัท เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “ปั้นคนในให้เป็นเถ้าแก่” (The Intrapreneur) จนกลายออกมาเป็นผลลัพธ์ที่พร้อมจะต่อยอดเป็นธุรกิจใหม่ของบางจาก     

Winnonie แพลตฟอร์มวินมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าจากบางจาก ที่จะช่วยลดหนี้ให้พี่วิน, ชัยวัฒน์ โควาวิสารัช, CEO บางจาก

คุณชัยวัฒน์ โควาวิสารัช CEO บางจาก พร้อมด้วยทีมงาน Winnonie ชวนเรานั่งคุยเรื่องนี้ที่ลานใต้ต้นไม้ในโรงกลั่นบางจาก

การได้นั่งคุยกับ CEO ของบริษัทที่ขึ้นชื่อเรื่องความยั่งยืนมายาวนานหลายสิบปี จะไม่คุยเรื่องการปรับตัวของธุรกิจน้ำมันในวันที่ใครๆ ก็เริ่มไม่รัก คงไม่ได้ คุยไปคุยมา ก็พบว่า ด้วยการปรับตัวในแนวทางนี้เอง ที่ทำให้เกิดโปรเจกต์ทดลองอย่าง Winnonie

อนาคตของรถใช้น้ำมัน

ผมเคยไปร่วมงาน Movin’On Summit ที่ว่าด้วยเรื่องราวของการเดินทางขนส่งที่ยั่งยืนจากทั้งโลก จากงานนั้นดูเหมือนยานพาหนะทั้งหลายกำลังพัฒนาไปในทางที่หันหลังให้น้ำมัน แล้วบริษัทน้ำมันจะอยู่กันยังไง

“เราเริ่มใช้น้ำมันในช่วง ค.ศ. 1910 นี่เอง ก่อนหน้านี้เป็นรถม้า แล้วก็เปลี่ยนจากรถม้าเป็นรถไฟฟ้า หรือ EV (Electric Vehicle) แต่แบตเตอรี่ในสมัยนั้นทำได้แค่นั้น สุดท้ายก็เลยมาหันมาใช้รถน้ำมันแทน” ซีอีโอบริษัทน้ำมันเริ่มเล่าประวัติศาสตร์ของรถยนต์ไฟฟ้าซึ่งเกิดขึ้นตั้งแต่ร้อยปีก่อนแล้วล้มหาย จนกลับมาเกิดใหม่อีกครั้งกับรถ Tesla ของอีลอน มัสก์ (Elon Musk)

“อีลอน มัสก์ ทำ PayPal แล้วขาย ได้เงินมาหลายพันล้านเหรียญ พอผู้ชายมีเงิน สิ่งแรกคือ จีบดาราเป็นแฟนก่อน” คุณชัยวัฒน์หัวเราะ “สิ่งที่สองก็คือซื้อซูเปอร์คาร์ พอเลิกกับแฟนก็หงุดหงิด อยากเป็นฮีโร่เปลี่ยนโลก เลยเอารถซูเปอร์คาร์ของตัวเองมาทดลองใส่แบตเตอรี่”

เมื่อ 4 ปีก่อน คุณชัยวัฒน์ได้อ่านเจอว่าทายาทรุ่นสามของโตโยต้าเล่าว่า ทำรถไฮบริด Prius มา 12 ปี แต่ไม่มีอนาคต พัฒนาต่อไม่ได้ ติดข้อจำกัดมากมาย เปลี่ยนแบตเตอรี่ครั้งหนึ่งก็ราคาหลายแสนบาท เลยตัดสินใจเลิกพัฒนารถยนต์พลังไฟฟ้าที่ใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ เปลี่ยนไปเน้นพลังงานไฮโดรเจนแทน

“โตโยต้าพลาดตรงมองอีวีเป็นตลาดแมส ซึ่งต้องราคาถูก แต่แบตเตอรี่ราคาแพงมาก แล้วก็ต้องแบกน้ำหนักตัวเอง ยิ่งจะทำให้รถแรง แบตเตอรี่ก็ยิ่งหนัก ราคาก็ยิ่งแพง อีวีที่เป็นอีโคคาร์ถึงไม่เกิด แต่พอเทสลาเริ่มจากซูเปอร์คาร์คันละห้าล้าน สิบล้าน ต้นทุนค่าแบตเตอรี่จึงไม่มีผลกับราคารถมาก แล้วค่อยขยายการผลิตมาเป็นตลาดแมส”

นั่นคือประวัติศาสตร์รถยนต์ไฟฟ้าแบบสั้น

รถยนต์ใช้น้ำมันจะหมดจากโลกไหม

แล้วรถยนต์ที่ใช้น้ำมันจะกลายเป็นอดีตหรือไม่

คุณชัยวัฒน์ตอบคำถามนี้ด้วยการเล่าว่า เมื่อก่อนประเทศจีนผลิตไฟฟ้าจากพลังงานถ่านหินค่อนข้างมาก จนหลายเมืองเจอปัญหามลพิษ รัฐบาลจึงหันมาสนับสนุนพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งใน 10 ปีที่ผ่านมา เป็นแหล่งผลิตไฟที่สามารถแข่งขันกับการผลิตไฟฟ้าทั่วไป และใน 5 ปีที่ผ่านมา จีนเริ่มทุ่มพัฒนาแบตเตอรี่ด้วยการให้เงินสนับสนุนถึง 6 ล้านล้านบาท และอานิสงส์นี้ก็ทำให้แบตเตอรี่สำหรับอีวีคุณภาพดีขึ้น และราคาถูกลง

บนโลกใบนี้มีประชากรรถยนต์ทั้งหมด 1,300 ล้านคัน เพิ่มขึ้นปีละ 80 ล้านคัน

จีนคือประเทศที่ซื้อรถใหม่มากที่สุดในโลก ปีละ 22 ล้านคัน

หลังจากรัฐบาลจีนทุ่มเงินสนับสนุนแบตเตอรี่ ปีที่แล้วเป็นปีแรกที่ยอดขายรถยนต์ ICE (Internal Combustion Engine) หรือรถเครื่องยนต์สันดาปทั่วไปในประเทศจีนมียอดขายตกลง และอีวีมียอดขายที่โตมาก ขายได้เกือบ 2 ล้านคัน

ยอดขายอีวีในจีนถือเป็น 90 เปอร์เซ็นต์ของทั้งโลก ทั้งโลกขายอีวีได้ราว 2.2 ล้านคันต่อปี

แต่ยอดขายอีวีในจีน คิดเป็นแค่ 10 เปอร์เซ็นต์ของยอดขายรถใหม่ทั้งหมดในปีที่ผ่านมา

ถ้าเทียบในสเกลโลก รถใหม่ในแต่ละปี มีอีวีแค่ 0.25 เปอร์เซ็นต์

ถ้าเอาตัวเลขนี้ไปเทียบกับประชากรรถยนต์ทั้งโลก จะเป็นแค่ 0.001 เปอร์เซ็นต์

ค.ศ. 2050 ประชากรบนโลกจะขยับจาก 7,800 ล้านคน ในปัจจุบัน เป็นหมื่นล้านคน รถยนต์ที่ใช้น้ำมันก็จะเพิ่มในสัดส่วนประมาณนี้

“นี่คือคำตอบว่า รถยนต์ที่ใช้น้ำมันจะหมดจากโลกไหมครับ” คุณชัยวัฒน์ตอบพร้อมรอยยิ้ม ซึ่งถึงผมจะไม่ได้เอ่ยออกไป คำตอบที่อยู่ในใจก็คือ “ฟังอย่างนี้แล้ว มั่นใจได้ว่ายังไม่หมดไปในเวลาอันใกล้แน่นอน”

Winnonie แพลตฟอร์มวินมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าจากบางจาก ที่จะช่วยลดหนี้ให้พี่วิน, ชัยวัฒน์ โควาวิสารัช, CEO บางจาก

แต่รถยนต์พลังไฟฟ้าจะมาแน่นอน

คุณชัยวัฒน์มองว่า เมืองที่มีประชากรหนาแน่น อย่างกรุงเทพฯ นิวยอร์ก ลอนดอน หรือเดลี ต่างก็เจอปัญหามลพิษทางอากาศ นั่นคือปัจจัยสำคัญที่จะทำให้อีวีเติบโตอย่างรวดเร็ว และคนในเมืองใหญ่ก็มีกำลังพอจะซื้ออีวีมาใช้ได้

คุณชัยวัฒน์คาดว่า อีกสัก 15 – 20 ปี อีวีจะมีส่วนแบ่งทางการตลาดสัก 10 เปอร์เซ็นต์ เทียบง่ายๆ จาก 1,500 ล้านคัน ก็คือ 150 ล้านคัน ทั้งที่ปีที่แล้วเพิ่งขายได้ 2 ล้านคันเอง อีวีจะเป็นอุตสาหกรรมที่โตเร็วมาก แต่โอกาสที่จะแทนที่รถยนต์ใช้น้ำมันทั้งหมดคงยาก

ซีอีโอผู้ขับรถไฮบริดให้ข้อมูลอีกชุดว่า งานวิจัยของ Bloomberg บอกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ของการเดินทางแต่ละเที่ยวของคนในเมือง ไม่เกิน 8 กิโลเมตร และ 90 เปอร์เซ็นต์ของการเดินทาง ไม่เกิน 15 กิโลเมตร คนในเมืองจึงต้องการพาหนะที่รองรับการเดินทางเที่ยวละ 30 – 40 กิโลเมตรก็พอ จากบ้านมาถึงออฟฟิศก็ชาร์จ กลับมาบ้านก็ชาร์จ ด้วยเทคโนโลยีที่มีอยู่ จึงตอบโจทย์คนเมืองได้ค่อนข้างดี แต่การเดินทางระยะไกล เช่น ท่องเที่ยวทั่วประเทศ ยังเป็นประเด็นอยู่ เนื่องจากอายุการใช้งานรถอีวีอยู่ที่ประมาณ 300 – 400 กิโลเมตร

คนขับอีวีส่วนใหญ่ไม่ได้ชาร์จไฟที่ปั๊มน้ำมัน

“ผมพูดมาห้าปีแล้วว่า ผมไม่คิดว่าคนจะมาชาร์จอีวีในปั๊มน้ำมัน แค่คุณเติมน้ำมันเกินสามนาที คุณยังหงุดหงิดเลย แต่การชาร์จอีวีต้องใช้เวลาสามสิบถึงห้าสิบนาที สถานที่ที่คนจะชาร์จคือ บ้าน ที่ทำงาน โรงหนัง ร้านอาหาร โรงแรม แต่คนจะเติมไฟ (ชาร์จไฟ) ในปั๊มเมื่อเดินทางไปต่างจังหวัด เนื่องจาก Range Limitation เช่น ไปเขาใหญ่คงต้องหาปั๊มเพื่อเติมหรือชาร์จไฟ” คุณชัยวัฒน์ให้ข้อมูลที่หลายคนคิดไม่ถึง

ตอนนี้ปั๊มน้ำมันบางจากทำโครงการร่วมกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ติดจุดชาร์จรถพลังงานไฟฟ้า 62 จุดใน 62 จังหวัด ซึ่งคาดว่าคนที่เดินทางไกลจะแวะชาร์จตอนแวะเข้าห้องน้ำ นั่งพักกินกาแฟสักครึ่งชั่วโมง แล้วไปชาร์จต่อตอนแวะปั๊มครั้งต่อไป

คุณชัยวัฒน์มองสิ่งที่เกิดขึ้นในต่างประเทศและเงื่อนไขของไทย แล้ววิเคราะห์ว่า อีวีที่น่าจะเกิดได้ก่อนเป็นกลุ่มแรกในไทยน่าจะมีเงื่อนไขดังนี้ หนึ่ง เป็นยานพาหนะประเภทสองล้อ พวกสกูตเตอร์ไฟฟ้า สอง ใช้เดินทางระยะใกล้ และ สาม ใช้เคลื่อนที่จากจุดสู่จุด ไม่ใช่ขับขี่ไปทั่ว

ปั๊มน้ำมันปรับน้ำมัน

คุณชัยวัฒน์บอกว่า ในเงื่อนไขโลกที่เปลี่ยนไป ปั๊มน้ำมันบางจาก เริ่มปรับตัวอย่างแรกจากการปรับน้ำมัน ซึ่งอาจจะไม่มีคนสังเกตเห็นเลยด้วยซ้ำ

“คุณจำช่วงเดือนธันวาคมถึงกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาซึ่งมีปัญหาฝุ่น PM 2.5 ในกรุงเทพฯ เยอะๆ ได้ไหม น้ำมันที่ปล่อยฝุ่นมากที่สุดคือ ดีเซล สามเดือนนั้นปั๊มน้ำมันบางจากทุกสาขาในกรุงเทพฯ และปริมณฑล อัปเกรดน้ำมันดีเซลจากมาตรฐาน Euro 4 เป็น Euro 5 (ปล่อยกำมะถันต่ำกว่า 10 PPM หรือลดลงถึง 5 เท่าเมื่อเทียบกับมาตรฐาน Euro 4) โดยที่ขายในราคา Euro 4 มันก็เข้าเนื้อนะ แต่ก็เป็นสิ่งที่เราคิดว่าควรคืนให้สังคม”

คุณชัยวัฒน์เล่าต่อว่า ปั๊มบางจากเลิกขายน้ำมันจากฟอสซิล 100 เปอร์เซ็นต์ มาเกือบสิบปีแล้ว แต่จะมีการผสมน้ำมันจากชีวภาพไปด้วย (ตระกูล B หรือ Biodiesel ทั้งหลาย) แล้วก็เป็นปั๊มน้ำมันแรกๆ ที่โปรโมตให้คนหันมาใช้เอทานอลและแก๊สโซฮอล์

Winnonie แพลตฟอร์มวินมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าจากบางจาก ที่จะช่วยลดหนี้ให้พี่วิน, ชัยวัฒน์ โควาวิสารัช, CEO บางจาก
Winnonie แพลตฟอร์มวินมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าจากบางจาก ที่จะช่วยลดหนี้ให้พี่วิน, ชัยวัฒน์ โควาวิสารัช, CEO บางจาก

ปรับปั๊ม

การปรับตัวของปั๊มน้ำมันในยุคที่พลังงานสะอาดกำลังมา ทำอะไรได้มากกว่าติดแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาปั๊ม

“ปั๊มน้ำมันสาขาศรีนครินทร์ เราทำแหล่งเก็บพลังงานที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ ขนาดหนึ่งเมกะวัตต์-ชั่วโมง นอกจากสะสมอิเล็กตรอนจากแผงโซลาร์เซลล์แล้ว เรายังซื้อไฟจากการไฟฟ้าตอนกลางคืนมาเก็บด้วย” คุณชัยวัฒน์เล่าถึงโครงการ GEMS (Green Community Energy Management System) ซึ่งกวาดรางวัลด้านนวัตกรรมมากจากหลายสถาบัน

อย่างแรก เราต้องเข้าใจก่อนว่า เวลาโรงไฟฟ้าเดินเครื่องผลิตไฟฟ้า สมมติว่า 100 หน่วย ถ้ามีคนใช้ 60 หน่วย อีก 40 หน่วยก็จะสูญหายไปกับระบบ เพราะไม่มีการกักเก็บ

อย่างที่สอง ค่าไฟในช่วงที่มีคนใช้งานพร้อมกันมากๆ มีราคาแพงกว่า ช่วงที่คนใช้งานน้อย เช่นช่วงดึก

อย่างที่สาม ถ้าเราลดการใช้ไฟฟ้าในช่วงพีกลงได้ ก็ชะลอการสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มได้ และถ้าเราเพิ่มการใช้ไฟฟ้าในช่วงที่ไม่มีคนใช้ได้ การผลิตไฟฟ้าก็จะคุ้มค่ามากขึ้น

โครงการนี้ซื้อไฟฟ้าจากการไฟฟ้านครหลวงในช่วงเที่ยงคืนถึงตี 4 ราคาหน่วยละประมาณ 3.50 บาท มาเก็บไว้ในแบตเตอรี่ ช่วงกลางวันที่ราคาค่าไฟอยู่ที่หน่วยละ 5 บาท บางจากก็เอาออกมาขายให้ร้านค้าในโครงการ โดยประมูลราคากันผ่าน Blockchain ราคาประมาณ 4.50 บาท

การไฟฟ้าฯ ไม่ต้องเดินเครื่องหนักในเวลากลางวัน ลดการเหลือไฟทิ้งในเวลากลางคืน ร้านค้าจ่ายค่าไฟถูกลง และบางจากก็ได้กำไรจากการขายพลังงาน

ส่วนสาขาราชพฤกษ์ก็มีระบบรองน้ำฝนจากหลังคามาเก็บไว้ในถังน้ำใต้ดิน เพื่อใช้ในห้องน้ำและรดน้ำต้นไม้ แทนที่การใช้น้ำประปา

ร้าน Inthanin Coffee ก็เปลี่ยนมาใช้แก้วพลาสติกที่ย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติเท่านั้น และออกแบบฝาแก้วให้ไม่ต้องใช้หลอด ลดขยะจากแก้วพลาสติกแบบเดิมไปได้ปีละ 50 ล้านใบ

ธุรกิจอิเล็กตรอนสีเขียว

บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) หรือ BCPG ในเครือของบางจากก็น่าสนใจ เพราะเป็นบริษัทที่ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดเท่านั้น มีพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศไทยและญี่ปุ่นราว 250 เมกะวัตต์ พลังงานลมในฟิลิปปินส์และไทยราว 30 เมกะวัตต์ พลังงานความร้อนใต้พิภพที่อินโดนีเซียราว 180 เมกะวัตต์ และพลังงานน้ำในลาว 115 เมกะวัตต์

ถ้าดูแค่รายได้ การขายไฟฟ้าไม่น่าเทียบการขายน้ำมันได้ เพราะรายได้ต่อปีต่างกันขนาด 3,000 ล้านบาท กับ 150,000 ล้านบาท แต่ถ้าเทียบกำไร ก็ต้องบอกว่า ธุรกิจพลังงานสะอาดดูมีอนาคต เพราะ ทำกำไรได้ปีละ 2,500 ล้านบาท ในขณะที่น้ำมันได้กำไร 500 – 700 ล้านบาท

“แล้วเราก็ยังมี BBGI เป็นกลุ่มบริษัทที่ทำเชื้อเพลิงชีวภาพ เอทานอล ประมาณล้านลิตร B100 (Biodiesel 100 เปอร์เซ็นต์) ประมาณ 1.2 ล้านลิตร รวมกัน 2.2 ล้านลิตร เป็นผู้ผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ เป็นการขยับขยาย กระจายความเสี่ยง ไปในทางที่เป็น Core Value ของเรา คือสีเขียว ดูแลธรรมชาติ เป็นธุรกิจที่ดูแลโลกไปพร้อมๆ กับทำกำไรให้ผู้ถือหุ้น” คุณชัยวัฒน์อธิบาย

ลงทุนกับสตาร์ทอัพ

“ตั้งแต่ผมเป็นซีอีโอปีแรกเมื่อหกปีที่แล้ว ผมขอเงินบอร์ดปีละห้าถึงสิบล้านเหรียญ เอาไปลงทุนในสตาร์ทอัพ บริษัทแรกที่ผมลงทุนคือ Lithium Americas เป็นบริษัททำเหมืองแร่ลิเทียม ผมคิดว่าลิเทียมเป็นอะไรที่มาแน่ๆ เข้าบอร์ดห้ารอบมั้งกว่าจะผ่าน ลงไปห้าล้านเหรียญ ตอนนั้นราคาหุ้นละเหรียญ ตอนนี้ราคาหุ้นละแปดเหรียญ เคยขึ้นสูงสุดที่สิบห้าเหรียญ เราเข้าไปช่วยเขาพัฒนา ช่วย Incubate เขาว่าต้องทำอะไรยังไง ต่อยอดยังไง จนวันนี้เขากลายเป็นบริษัทใหญ่แล้ว เรามีสิทธิ์จะซื้อลิเทียมคาร์บอเนตของเขาได้ประมาณหกพันตันต่อปี”

คุณชัยวัฒน์ขยายความต่อว่า ลิเทียมเป็นแร่ธาตุที่สำคัญที่สุดในการทำแบตเตอรี่ เมื่อประสบความสำเร็จกับการลงทุนครั้งแรก เขาก็ลงทุนต่อกับบริษัท Plug and Play Tech Center ซึ่งเป็น Accelator รายใหญ่มีสายตาเฉียบคม เคยลงทุนใน PayPal และ Google มาแล้ว ซึ่งลงทุนใน Google ไปไม่กี่แสนเหรียญแต่ได้กำไรมาหลายพันล้านเหรียญ

“ผมคุยกับเขาว่า จะขอเป็นสปอนเซอร์ให้ แต่ต้องเปิดแนวธุรกิจใหม่คือ Green Energy เราเป็นบริษัทของไทยรายแรกที่ไปลงทุนกับเขา จากนั้นผมก็ไปลงทุนเรื่องผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากวัสดุชีวภาพ (Bio-based Product) ทำร่วมกับโปรเฟสเซอร์จากสถาบัน MIT น่าจะเปิดตัวได้เร็วๆ นี้” คุณชัยวัฒน์แอบหยอดโปรเจกต์ใหม่ให้ฟัง

จากความสำเร็จทั้งหลาย เลยทำให้บอร์ดอนุมัติให้ตั้งสถาบันนวัตกรรมและบ่มเพาะธุรกิจ (BiiC) เพื่อทำงานด้านนี้อย่างจริงจัง

“ในเมืองไทย เราจะไม่ลงทุนกับการทำแอปพลิเคชัน” คุณชัยวัฒน์เล่าเรื่องที่ดูคิดต่างจากองค์กรอื่น “มันสเกลได้ง่ายและเร็วก็จริง แต่ Barrier to entry ต่ำ คุณทำได้ คนอื่นก็ทำได้ เราขออยู่กับสิ่งที่จับต้องได้ ขอเป็นเทคโนโลยีที่ใกล้ๆ จะทำขายได้แล้ว แล้วต้องเกี่ยวกับเราด้วย เช่น ระบบกักเก็บพลังงาน เพราะเรามีเหมืองลิเทียม หรือผลิตภัณฑ์ที่ทำจากชีวภาพ ซึ่งประเทศไทยมีความได้เปรียบมาก”

Winnonie

“สองปีที่แล้ว เราสอนเรื่อง Design Thinking ให้พนักงาน ส่วนใหญ่เรียนแล้วกลับบ้านก็คืนครูหมด เราเลยให้พนักงานรวมทีมทำโปรเจกต์มาประกวดกัน ในเมื่อเราพร้อมจะจ่ายเงินตั้งเยอะให้สตาร์ทอัพข้างนอก ถ้าข้างในมีเด็กที่พร้อมจะทำได้ ทำไมจะไม่ทำล่ะ เราเรียกว่า Intrapreneur–ปั้นคนในให้เป็นเถ้าแก่ ให้เขาประกวดกันมา แต่มันก็ช้ามากนะ ผ่านไปเกือบปี เพิ่งเปิดตัว ผมว่าน่าจะสเกลอัพได้เร็วกว่านี้ ไม่ทันใจ ก็บอกแล้วให้ลาออกไปทำเต็มตัว เดี๋ยวบางจากลงทุนให้” คุณชัยวัฒน์หัวเราะ

สมาชิกทีม Winnonie ประกอบด้วย ชนิดา ตันวัฒนเสรี, กฤษนัย จันทวงษ์ศรี, นฤมล วสุกาญจน์, กฤตภาส วิริยจันทร์ตา และ ภัทษินันตน์ อัศวรชานนท์ หัวเราะตามซีอีโอ ซึ่งพูดเรื่องลาออกตั้งแต่ตอนที่พวกเขาชนะ ซีอีโอของพวกเขามองว่า อยากให้ทำงานนี้ด้วยจิตวิญญาณแบบสตาร์ทอัพจริงๆ เอาเงินก้อนแรกจากบางจากไปทำให้เกิด จากนั้นเมื่อถึงเป้าหมายแรก ก็รับเงินก้อนสองไปขยายผลต่อ

Winnonie แพลตฟอร์มวินมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าจากบางจาก ที่จะช่วยลดหนี้ให้พี่วิน, ชัยวัฒน์ โควาวิสารัช, CEO บางจาก

“ส่วนใหญ่สตาร์ทอัพในเมืองไทยจะคิดว่าตัวเองอยากได้อะไร แล้วเอาตัวเองไปต่อยอด แต่กลุ่มนี้เข้าไปรับฟังปัญหาว่าคืออะไร แล้วถึงคิดว่าจะทำอะไร ผมว่านี่เป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ” คุณชัยวัฒน์พูดถึงจุดเริ่มต้นโครงการที่ให้โจทย์พนักงานไปสำรวจชุมชนรอบโรงกลั่นว่า ทำอะไรให้พวกเขามีชีวิตที่ดีขึ้นได้บ้าง

ชนิดาเล่าต่อว่า “ตอนไปคุยกับพี่วินรอบแรก ไม่มีใครคุยด้วยเลย หนีหมด เขาคิดว่าเราคงมาขายของ ไม่มีใครอยากมาช่วยเขาจริงๆ หรอก ไปคุยอยู่สี่รอบ ใช้ความเป็นพนักงานบางจากที่เขาคุ้นเคย จนเขายอมเปิดใจ ทีแรกเราจะเอาตัวเองเป็นที่ตั้ง อยากโดยสารแล้วปลอดภัย พี่ต้องขี่ช้าๆ แต่เขาไม่สนใจเราเลย เขาบอกว่า คุณรู้ไหมว่าผมเจอปัญหาอะไรบ้าง

“ลูกผมตาย ต้องรับหลานมาเลี้ยง มอเตอร์ไซค์คันนี้แสนห้า จ่ายดอกเบี้ยวันละร้อย ไม่รู้เลยว่าจะแตะเงินต้นเมื่อไหร่ ฟังแล้วพบกว่าปัญหาของเราเป็นเรื่องเล็กไปเลย เราเอาโมเดลธุรกิจต่างๆ ไปเสนอ เช่น Grab คนอายุห้าสิบหกสิบเขาไม่ถนัดมาดูมือถือหรอก เขาอยากทำอะไรที่เขาคุ้นเคย”

ต้นทุนของวินมอเตอร์ไซค์รับจ้างต้องจ่ายค่าเช่ารถหรือค่าผ่อนรถ ค่าซ่อม รวมค่าน้ำมันอีก ตกวันละ 200 – 300 บาท ถ้าจะมีเงินเหลือก็ต้องวิ่งงานให้ได้วันละประมาณ 800 บาท โครงการนี้ก็เลยจะไปช่วยลดต้นทุนให้พี่วิน

ด้วยการให้เช่ามอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า

พวกเขาหามอเตอร์ไซค์ไฟฟ้ามาทดสอบ 13 รุ่นจากเกือบสิบแบรนด์ กว่าจะได้รถที่ตรงตามความต้องการ เช่น เบาะยาว มีแรงพอจะซ้อนสามขึ้นสะพานได้ แล้วก็เลือกรุ่นที่ใช้แบตเตอรี่แบบถอดได้ จะได้ไม่ต้องเจอปัญหาจอดรถชาร์จแบตครั้งละ 4 ชั่วโมง

Winnonie แพลตฟอร์มวินมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าจากบางจาก ที่จะช่วยลดหนี้ให้พี่วิน, ชัยวัฒน์ โควาวิสารัช, CEO บางจาก
Winnonie แพลตฟอร์มวินมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าจากบางจาก ที่จะช่วยลดหนี้ให้พี่วิน, ชัยวัฒน์ โควาวิสารัช, CEO บางจาก

Winnonie คิดค่าเช่าวันละ 150 บาท รวมค่าเปลี่ยนแบตเตอรี่ระหว่างวันด้วย ต้นทุนจากวันละ 300 บาท จึงเหลือแค่ 150 บาท

โดยที่วินมอเตอร์ไซค์ได้รถที่นิ่มกว่า เงียบกว่า มีแอปฯ บอกว่าวิ่งไปไหนบ้าง พฤติกรรมเป็นยังไง สามารถเก็บข้อมูลไว้ใช้ต่อได้

Winnonie แพลตฟอร์มวินมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าจากบางจาก ที่จะช่วยลดหนี้ให้พี่วิน, ชัยวัฒน์ โควาวิสารัช, CEO บางจาก
Winnonie แพลตฟอร์มวินมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าจากบางจาก ที่จะช่วยลดหนี้ให้พี่วิน, ชัยวัฒน์ โควาวิสารัช, CEO บางจาก

ตอนนี้อยู่ในช่วงทดลองวิ่ง 3 คันที่วินมอเตอร์ไซค์หน้าโรงกลั่น โดยใช้ระบบเก็บแบตเตอรี่ไว้ที่ปั๊มน้ำมัน ให้วินมอเตอร์ไซค์ใกล้เคียงมาร่วมแชร์ตู้แบตเตอรี่ได้ โดยมีแผนว่าจะขยายวงออกไปเรื่อยๆ แล้วทำให้มอเตอร์ไซค์อาจจะไม่จำเป็นต้องวิ่งจากจุดสู่จุด แต่วิ่งได้ในเขตพื้นที่ที่มีที่เปลี่ยนแบตเตอรี่

Winnonie แพลตฟอร์มวินมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าจากบางจาก ที่จะช่วยลดหนี้ให้พี่วิน, ชัยวัฒน์ โควาวิสารัช, CEO บางจาก

“เมืองไทยขายมอเตอร์ไซค์ปีละเกือบสองล้านคัน มีประชากรมอเตอร์ไซค์เป็นสิบล้านคัน เป็นตลาดใหญ่ที่มีอะไรให้เราทำได้พอสมควรเลย ถ้ามันสเกลอัพได้ ก็เป็นธุรกิจใหม่ของบางจากได้นะ ตอบโจทย์หลายข้อ ทั้งการเป็นอีวีที่เป็นสองล้อ ระยะสั้น เคลื่อนที่จากจุดสู่จุด เราต้องตั้งเป้าว่าจะมีร้อยคันแรกเมื่อไหร่ จะเป็นพันคันเมื่อไหร่” คุณชัยวัฒน์หันไปฝากการบ้านกับทีม Winnonie

“คงอีกนานกว่าเชื้อเพลิงฟอสซิลจะหมดจากโลก แต่ระหว่างนี้เรามีโอกาสสร้างอะไรที่เป็นเทรนด์ใหม่ๆ ไว้รองรับการเปลี่ยนแปลงของโลก” คุณชัยวัฒน์ทิ้งท้าย ซึ่งอาจจะเป็นการตอบคำถามแรกด้วยว่า บริษัทน้ำมันในโลกในยุคพลังงานสะอาดจะมุ่งหน้าไปทางไหน

Winnonie แพลตฟอร์มวินมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าจากบางจาก ที่จะช่วยลดหนี้ให้พี่วิน, ชัยวัฒน์ โควาวิสารัช, CEO บางจาก

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

ตั้งสติก่อนสตาร์ท

มาตั้งสติจากแนวคิดและบทเรียนน่ารู้ของสตาร์ทอัพที่น่าจับตา

Yindii (ยินดี) คือแพลตฟอร์มซื้อ-ขาย เบเกอรี่ ขนม ผักผลไม้ สารพัดอาหารทางออนไลน์ในไทยที่มีอายุเพียง 1 ขวบ แต่กำลังเป็นที่กล่าวถึงบนโลกโซเชียลและเติบโตอย่างน่าติดตาม แม้อยู่ท่ามกลางสมรภูมิที่มีการแข่งขันกันอย่างดุเดือดของบริษัทยักษ์ใหญ่

จุดเด่นของสตาร์ทอัพน้องใหม่ชื่อไทยรายนี้คือ ผู้ใช้งานสามารถซื้อเบเกอรี่หรืออาหารคุณภาพดีจากโรงแรมระดับ 5 ดาวและร้านค้าสุดพรีเมี่ยม ด้วยราคาที่ถูกลง 50 – 70 เปอร์เซ็นต์ ช่วยสร้างรายได้ให้ธุรกิจในภาวะซบเซา และลดการสร้างภาระต่อสิ่งแวดล้อมโดยไม่จำเป็น ได้ประโยชน์กันทุกฝ่าย

ก่อตั้งโดย Louis-Alban Batard-Dupre (หลุยส์) ซีอีโอชาวฝรั่งเศสที่เพิ่งย้ายถิ่นฐานมาทำงานที่ไทยเมื่อราว 2 ปีก่อน และตัดสินใจลาออกจากงานประจำมาสร้างแพลตฟอร์ม เดือนมีนาคม พ.ศ. 2563 ตอนที่ COVID-19 กำลังแพร่ระบาดในวงกว้างเป็นครั้งแรก 

 Louis-Alban Batard-Dupre (หลุยส์)

ดูเสี่ยงไม่ใช่น้อย แต่หลุยส์เลือกเดินพันกับภารกิจนี้ เพื่อแก้ไขหนึ่งในปัญหาของสังคมที่เขาพอจะทำอะไรได้บ้าง อย่างเรื่อง ‘อาหารส่วนเกิน’ (Surplus Food) 

“วิสัยทัศน์ของผมคือ Yindii จะเป็นมากกว่าพื้นที่ซื้อขาย แต่เป็นไลฟ์สไตล์ของผู้คน เราอยากเปลี่ยนแปลงวงการอาหารและเดลิเวอรี่ให้เป็นมิตรต่อโลกมากขึ้น สร้างความตระหนักรู้เรื่องขยะอาหารและผลกระทบที่เกิดขึ้น ด้วยวิธีการนี้ เราจะป้องกันการเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศ (Climate Change) ร่วมกันได้” หลุยส์กล่าว

ขยะอาหารอาจฟังดูไม่ใช่ปัญหาสำคัญ แต่เรื่องนี้อยู่ใกล้ตัวและเร่งด่วนกว่าที่คิด เพราะราว 17 เปอร์เซ็นต์ (931 ล้านตัน) ของอาหารที่ผลิตในโลกตอนนี้ มีจุดจบสุดท้ายเป็นขยะอาหาร ส่วนหนึ่งเน่าเสีย เกินอายุ สูญเสียไประหว่างกระบวนการ อีกส่วนเป็นอาหารส่วนเกินที่ยังคุณภาพดีอยู่ แต่ไม่มีคนซื้อทานก่อนหมดวันขาย ถูกคัดทิ้งด้วยหน้าตาที่ดูไม่สวยงามตามมาตรฐาน หากตีเป็นเงินแล้ว มูลค่าความเสียหายจะสูงถึงราว 936,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี

ในขณะที่ประชากรกว่า 690 ล้านคนกำลังหิวโหยอยู่ทั่วโลก หากเราลดขยะอาหารได้เพียงสัก 1 ใน 4 ของทั้งหมดและกระจายต่อให้เข้าถึงได้ พวกเขาจะมีอาหารเพียงพอต่อการดำรงชีวิตทันที

“คนอาจรู้สึกว่าทิ้งขนมปังชิ้นเดียวเอง ไม่เป็นอะไรหรอก แต่จริงๆ ขนมปังนี้หมายถึงน้ำที่ต้องใช้ไปเป็นลิตรตั้งแต่ต้นทาง หมายถึงเหงื่อของชาวนาที่ปลูกข้าวสาลี แก๊สและพลังงานที่ต้องใช้ในการขนส่ง ผลกระทบของขยะอาหารนั้นสูงกว่าที่ใครหลายคนจินตนาการถึงเลย” หลุยส์เน้นย้ำ พร้อมบอกว่าการผลิตอาหารและต้องกำจัดทิ้งปล่อยก๊าซเรือนกระจก คิดเป็น 8 – 10 เปอร์เซ็นต์ของทั้งหมดในโลก มากกว่าอุตสาหกรรมการบินตั้ง 4 – 5 เท่า

เศษบนจานข้าวของเราแต่ละคนจึงไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ที่ควรเพิกเฉย และเป็นเหตุผลที่เรามาคุยกับซีอีโอผู้ใช้ชื่อตำแหน่งตัวเองว่าเป็น ‘Food Waste Fighter’ คนนี้

 Louis-Alban Batard-Dupre (หลุยส์)
01

ยินดีแก้ปัญหา

“ผมตัดสินใจเรื่องงานตั้งแต่เนิ่นๆ ในชีวิตเลยว่าอยากทำงานที่สร้างการเปลี่ยนแปลง” หลุยส์เล่าแนวคิดที่มีในใจเสมอมาตั้งแต่เริ่มทำงาน

10 ปีที่ผ่านมา งานประจำของเขาคือการพัฒนาสตาร์ทอัพให้เติบโต ตระเวนไปตามประเทศต่างๆ ตั้งแต่สเปน โปรตุเกส แถบละตินอเมริกา สหรัฐอเมริกา ก่อนคว้ากระเป๋า ย้ายมาอีกซีกโลกหนึ่งเมื่อ 2 ปีก่อน

“ผมคิดว่าภูมิภาคนี้กำลังเติบโตและมีโอกาสมากมายที่น่าตื่นเต้น ก่อนหน้านี้ ผมเคยมาประเทศไทยและรู้สึกชอบ เมื่อถึงเวลา ผมจึงเลือกมาที่กรุงเทพฯ” 

ระหว่างทำงานในโลกธุรกิจ หลุยส์เข้าร่วมเป็นอาสาสมัครของ SOS Thailand (Scholars of Sustenance หรือมูลนิธิรักษ์อาหาร) ที่ขับเคลื่อนการจัดการอาหารส่วนเกินให้เป็นประโยชน์แก่ชุมชน โดยมีส่วนเข้าไปช่วยคิดแนวทางการระดมทุน ประสบการณ์นี้ทำให้เขาค่อยๆ เริ่มเข้าใจเรื่องปัญหาขยะอาหารในไทย

จนเมื่อ COVID-19 แพร่ระบาดช่วงเดือนมีนาคมปีที่แล้ว หลุยส์ตัดสินใจผันตัวเป็นผู้ประกอบการ นำประสบการณ์มาลองสร้างโมเดลการแก้ปัญหาที่ยั่งยืนในรูปแบบธุรกิจ

“นักท่องเที่ยวหาย คนตกงานมากขึ้น อาหารเหลือเต็มไปหมด ผมอยากจะทำประโยชน์อะไรสักอย่าง เลยชวนเพื่อนมาลองสร้างอะไรกันเร็วมากๆ แล้วดูว่าเวิร์กไหม เราแค่เริ่มจากปัญหาเลย”

02

ยินดีทำให้ทุกฝ่าย

“เราอยู่ในโลกที่ไม่แน่นอน ปัญหาใหญ่ของร้านอาหารคือคาดการณ์ไม่ได้ว่าวันนี้จะขายได้เท่าไร” นักธุรกิจผู้ผ่านประสบการณ์มาหลากหลายเล่าปัญหาที่สังเกตเห็น ซึ่งชัดเจนยิ่งขึ้นในภาวะโรคระบาดที่กระทบทั้งอุตสาหกรรมอย่างหนักหน่วง

“หากคุณทำอาหารน้อยไป คุณจะเสียโอกาสในการขาย แต่ถ้าทำมากเกิน เมื่อถึงเวลาปิดร้าน จะมีอาหารที่คุณขายวันต่อไปไม่ได้อีก แต่ยังทานภายในวันนี้ได้อยู่ คุณภาพดี สะอาด ปลอดภัย และหลายคนก็รักอาหารที่ตัวเองทำ แต่กลับต้องแจกจ่ายหรือทิ้ง ทำให้สูญเสียรายได้และต้องจ่ายเงินเพื่อจัดการอีกด้วย”

ในขณะที่ฝั่งผู้บริโภค มีคนจำนวนมากแสวงหารสชาติอาหารชั้นเลิศอยู่แล้ว หากเข้าถึงได้ในราคาที่ถูกลงมากถึง 50 หรือ 70 เปอร์เซ็นต์ ก็คงตอบโจทย์ชีวิตเป็นอย่างดี

Yindii จึงรับหน้าที่เป็นตัวกลาง พัฒนาแอปพลิเคชันและเว็บไซต์สำหรับซื้อ-ขาย อาหารออนไลน์ จับคู่ความต้องการและมอบประสบการณ์ใหม่ให้ทั้งสองฝ่าย

ในแพลตฟอร์ม ผู้ใช้งานสามารถเข้าไปกดจองล่วงหน้าเพื่อสั่งซื้อเบเกอรี่และอาหารจากร้านที่ต้องการตามเวลาที่กำหนดไว้ มีทั้งช่วงเช้า สาย กลางวัน และเย็น โดยเมนูจะเป็นแบบสุ่ม จัดใส่ลงถุงปริศนา (Yindii Box) เพราะขึ้นอยู่กับอาหารที่มี ณ ช่วงเวลานั้นๆ (กรอกเพื่อแจ้งข้อจำกัดการทานอาหารก่อนได้)

Yindii สตาร์ทอัพสั่งอาหารคุณภาพดีราคา 50% ที่ให้คุณและธุรกิจจับมือกันพิทักษ์โลก
Yindii สตาร์ทอัพสั่งอาหารคุณภาพดีราคา 50% ที่ให้คุณและธุรกิจจับมือกันพิทักษ์โลก

เช่น ชุดอาหารเช้าจาก Grand Hyatt Erawan หรือเบเกอรี่จาก Le Macaron แต่ละรอบมีจำนวนชุดอาหารจำกัด ถือเป็นการเพิ่มความน่าตื่นเต้นให้คอยลุ้นกันว่าจะมื้อนี้จะจองได้ไหม และจะได้ทานอะไร

“ตอนเราไปคุยกับร้าน เขาตอบกลับมาว่ามีของเหลืออยู่แล้ว แต่ไม่รู้หรอกว่าจะมีอะไรเหลือบ้างในแต่ละวัน เท่าไร ตอนนั้นเรารู้ทันทีว่าต้องทำให้แตกต่างจากเดลิเวอรี่อาหารอื่นๆ ถือเป็นโอกาสลองทำให้มันน่าตื่นเต้นขึ้นสักหน่อย พอไปถามลูกค้า หลายคนตอบว่าถ้ายังได้เป็นเบเกอรี่ อะไรก็กินได้ จึงเกิดเป็นโมเดลนี้”

ส่วนการรับอาหาร ผู้ใช้งานสามารถเลือกว่าจะไปรับที่ร้านเองหรือให้ส่งตรงถึงที่หมาย เมื่อการสั่งซื้อสำเร็จแพลตฟอร์มจะได้รับส่วนแบ่งเป็นค่าดำเนินการ 

หากไม่มีการขายเกิดขึ้น ร้านจะไม่เสียอะไรเลย (ยกเว้นอาหาร) กลายเป็นว่ามีโอกาสสร้างรายได้เพิ่มจากของที่เดิมต้องทิ้งลงถังเมื่อหมดวัน ผู้บริโภคมีอาหารอร่อยๆ ทานในราคาย่อมเยา และมีส่วนช่วยกันป้องกันไม่ให้เกิดขยะอาหาร โดยทุก 3 กิโลกรัมที่รักษาได้ จะเทียบเท่าการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกประมาณ 4.5 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์ 

เป็นโมเดลที่ทำให้ทุกฝ่ายยินดี

Yindii สตาร์ทอัพสั่งอาหารคุณภาพดีราคา 50% ที่ให้คุณและธุรกิจจับมือกันพิทักษ์โลก
03

ยินดีเปลี่ยนความคิด

หนึ่งในความท้าทายของแนวคิดที่หลุยส์และ Yindii กำลังนำเสนอคือ ทัศนคติของคนที่มีต่ออาหารส่วนเกิน ทั้งมองว่าสกปรก ไม่ได้คุณภาพ หน้าตาไม่สวยเท่าไร ซึ่งไม่ผิดนักที่เราจะมีภาพจำเช่นนั้นจากประสบการณ์ในอดีต

“ผมมองว่ามันเหมือนปัญหาขยะพลาสติก เมื่อสิบปีก่อน คนยังไม่ค่อยรู้ผลกระทบมากนัก แต่พอสื่อสารไปเรื่อยๆ ตอนนี้คนก็เห็นความสำคัญในวงกว้างมากขึ้น” หลุยส์กล่าว สาเหตุที่เขาสนใจเรื่องขยะอาหารจนถึงขั้นทำเป็นธุรกิจนั้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเขาผ่านการปลูกฝังรับสารมานานตั้งแต่ยังเล็กเหมือนกัน

“ย้อนกลับไปตอนผมเป็นเด็ก ถ้าทานอาหารไม่หมด ผมลุกออกจากโต๊ะไม่ได้เลย คุณตาจะมองผมแล้วบอกว่ายังมีอาหารเหลืออยู่นะ และมีแคมเปญมากมายบอกเราว่าหลายคนกำลังอดอยาก ทานอาหารให้หมดเสีย บางประเทศที่ผมเคยไปอยู่ ถึงขั้นบัญญัติกฎหมายว่า ถ้าซูเปอร์มาร์เก็ตทิ้งอาหารที่ยังไม่หมดอายุ พวกเขาต้องจ่ายค่าปรับด้วย” 

ภารกิจสำคัญของ Yindii คือการเลือกหาวิธีสื่อสารและสร้างการรับรู้ใหม่ที่เหมาะสม หนึ่งในวิธีที่พวกเขาเริ่มทำคือ ให้ร้านบนแพลตฟอร์มเป็นสัญญาณบ่งบอกคุณภาพ และช่วยลบภาพจำเดิมของคนทิ้งไปเอง

“เราต้องการสร้างมาตรฐานอาหารที่สูง ผู้ใช้งานจะได้รู้สึกมั่นใจทันทีว่าอาหารที่ได้รับนั้นดีแน่นอน แม้ใกล้จะหมดวัน เป็นเหตุผลที่ช่วงแรกเราเลือกทำงานกับโรงแรมห้าดาว ร้านเบเกอรี่และซูเปอร์มาร์เก็ตระดับพรีเมี่ยมเป็นหลัก เพราะพวกเขาใส่ใจคุณภาพและประสบการณ์ของลูกค้ามาก” 

การชักชวนธุรกิจเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องง่ายในช่วงแรก เมื่อเพิ่งสร้างแพลตฟอร์มขึ้นใหม่ๆ และธุรกิจอาจกังวลว่าอาหารเหลือดูเป็นเรื่องไม่ดี อาจแปลว่าคนซื้อไม่มากเท่าที่ควร แต่หลุยส์พยายามสื่อสารว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นได้ในการทำธุรกิจและไม่น่าอับอาย

สิ่งที่ธุรกิจควรทำคือ ร่วมกันทำให้ผู้บริโภคเห็นคุณค่าของอาหารส่วนเกิน โดยแพลตฟอร์มจะทำหน้าที่เป็นเหมือนตาข่ายรองรับความเป็นอยู่ของอาหารเหล่านั้นเอง ธุรกิจยังไม่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนอะไรให้วุ่นวายเลย

“แต่ตอนแรกมันท้าทายอยู่แล้ว จนกระทั่งเราเจอ Early Adopter (ผู้ทดลองกลุ่มแรกๆ) อย่างซูเปอร์มาร์เก็ตด้านสุขภาพ Sunshine Market ตอนที่เจ้าของได้ยินไอเดียของเรา เธอบอกว่ารอสิ่งนี้มานานแล้ว และเรามาถูกทาง” หลุยส์เล่าถึงร้านที่เชื่อในพันธกิจของเขา

หลังจากนั้น โรงแรมโซฟิเทล สุขุมวิท ตกลงเข้าร่วมแพลตฟอร์มเป็นโรงแรมแรก เมื่อมีรายแรก รายที่ 2 3 4 ก็สนใจตามกันมา จนตอนนี้มีร้านอยู่บนแอปพลิเคชันมากถึงเกือบ 100 ร้านในเขตกรุงเทพฯ แล้ว

“ร้านค้าที่เข้ามาไม่ได้ขายอาหารราคาที่ถูกลงเท่านั้น แต่สร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าใหม่ๆ ด้วย พวกเขาอาจค้นเจอร้านคุณโดยบังเอิญ และถ้าชอบอาหาร เขาอาจอุดหนุนในโอกาสต่อไป ทำให้มีลูกค้าและยอดขายเพิ่มขึ้น ธุรกิจอยู่รอด โดยเฉพาะในช่วง COVID-19

“ที่สำคัญ พวกคุณจะได้ร่วมกันลดขยะและต่อสู้เพื่อโลกใบนี้ ในวันที่ผู้บริโภคมีสิทธิ์เลือกว่าจะสนับสนุนใคร ระหว่างธุรกิจที่ใส่ใจเรื่องความยั่งยืน หรือธุรกิจที่ไม่สนอะไรเลย” 

คุณอยากสร้างความสัมพันธ์แบบใด ทางเลือกเป็นของคุณ

Yindii สตาร์ทอัพสั่งอาหารคุณภาพดีราคา 50% ที่ให้คุณและธุรกิจจับมือกันพิทักษ์โลก
04

ยินดีเติบโต

“ผมตื่นเต้นมากที่ได้เห็นผลตอบรับจากคนไทย มีคนเข้ามาคอมเมนต์ในแอปพลิเคชัน ถ่ายภาพอาหารให้คนอื่นเพื่อช่วยในการตัดสินใจ บอกว่าชอบสิ่งที่เราทำ และตอนที่ระบบเรามีปัญหา หลายคนก็เข้าใจและบอกว่าไม่เป็นอะไร ทำต่อไปนะ” ซีอีโอชาวฝรั่งเศสกล่าวถึงเสียงตอบรับที่เกิดขึ้น ช่วงแรก ลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็นคนชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในไทย แต่ตอนนี้มีคนไทยใช้แอปพลิเคชันคิดเป็น 90 เปอร์เซ็นต์แล้ว

ตัวเลขนี้เกิดขึ้นจากการบอกปากต่อปากและแชร์ผ่านโซเชียลมีเดีย เช่น มีคนทำวิดีโอแนว Unboxing รีวิวการเปิดกล่อง สร้างความตื่นเต้นให้ผู้คนอยากลองสั่งมาลุ้นกันบ้าง

รวมถึงมีคนไทยอย่าง ชวิน อัศวเสตกุล วัย 19 ปี ที่แนวคิดตรงกันกับหลุยส์และมีความเป็นผู้นำ เข้ามาร่วมก่อตั้งและช่วยขยับขยายตลาดในไทย ก่อนไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด

แรงขับเคลื่อนเหล่านี้ ทำให้เดือนเมษายนที่ผ่านมา Yindii มีผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นกว่า 300 เปอร์เซ็นต์ และมีผู้ใช้งานในระบบมากถึง 30,000 รายแบบไม่ทันตั้งตัว 

“เพราะผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นเร็วมาก แพลตฟอร์มที่เพิ่งสร้างเสร็จเดือนตุลาคมและยังอยู่ในช่วงทดลองเลยช้าลง เรากำลังเร่งปรับปรุงแอปพลิเคชันใหม่อยู่ ถ้าใช้งานตอนนี้คุณอาจต้องอดทนสักหน่อย แต่อยากให้ได้ลองพิทักษ์อาหารเหล่านี้บน Yindii สักครั้งนะ ผมเชื่อว่าคุณจะหลงรักการช่วยรักษาโลกด้วยวิธีนี้” 

Yindii สตาร์ทอัพสั่งอาหารคุณภาพดีราคา 50% ที่ให้คุณและธุรกิจจับมือกันพิทักษ์โลก
05

ยินดีมีจุดยืนที่แตกต่าง

“สิ่งที่ Yindii แตกต่างจากแพลตฟอร์มอื่นๆ คือ เมื่อคุณสั่งซื้ออาหารกับเรา คุณคือ Food Hero คุณคือนักขับเคลื่อนทางสังคมและสิ่งแวดล้อม ต่อให้มีแพลตฟอร์มใหญ่ทำโมเดลคล้ายกัน มันอาจไม่ได้ทำเพื่อเหตุผลเดียวกันนี้ และผู้คนจะยังไม่เชื่อในทันที” หลุยส์ตอบ เมื่อเราถามถึงการทำธุรกิจให้แตกต่างและอยู่รอดในอุตสาหกรรมที่แข่งขันกันทุ่มเงินเพื่อครองใจลูกค้า

แพลตฟอร์มใหญ่ที่บริการด้านเดลิเวอรี่อยู่แล้วมีข้อจำกัด ต่างจากรายใหม่ที่แนวทางชัดอย่าง Yindii ส่งผลให้การเข้ามาแข่งขันในตลาดอาหารส่วนเกินเป็นเรื่องยาก ไม่น่าดึงดูดใจ เพราะหากทำจริง สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือการตัดราคากันเอง

เช่น ร้าน A ขายพิซซ่าปกติในราคาเต็ม 100 บาท หากจู่ๆ มีโปรโมชันพิซซ่าปริศนาที่คุณภาพเหมือนกัน ลดราคา 70 เปอร์เซ็นต์ คนย่อมสนใจข้อเสนอนี้ แต่จะเกิดการเปรียบเทียบกับราคาปกติในแพลตฟอร์ม และร้าน A จะสูญเสียโอกาสการสร้างรายได้เท่าเดิมไปทันที

เมื่อดูรายละเอียดลึกลงไปแพลตฟอร์มนี้มีแนวโน้มที่จะส่งอาหารถึงผู้สั่งช้ากว่าแอปพลิเคชันอื่นที่อาจคุ้นเคยกันด้วย ซึ่งไม่ใช่ข้อผิดพลาด เพราะพวกเขาตั้งใจออกแบบให้เป็นเช่นนั้น

“ธุรกิจส่งอาหารในประเทศไทยโตขึ้นรวดเร็วมาก และเป็นสิ่งที่หลายคนกำลังกังวล เพราะมักเป็นการส่งแบบจากที่หนึ่งไปสู่ที่หนึ่งในครั้งเดียว แต่เราคิดว่า แทนที่จะต้องรีบส่งภายในยี่สิบนาที เราจะบอกคุณว่าอาจรอถึงหนึ่งชั่วโมงนะ แล้วเราจะใช้เวลาไปรับอาหารห้าถึงหกกล่อง นำส่งให้ลูกค้าห้าถึงหกคนในทีเดียว ไม่ต้องวิ่งไปวิ่งมา และลดการสร้างคาร์บอนฟุตพรินต์ของประเทศด้วย​” หลุยส์อธิบายแนวคิด พร้อมเสริมว่า Yindii พยายามสนับสนุนร้านไม่ใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติก เพื่อให้เกิดการขนส่งที่เป็นมิตรทั้งกระบวนการ

“เราทำสิ่งที่แตกต่างกันในคนละตลาด ผมเลยไม่ได้กังวลเรื่องผู้เล่นรายใหญ่เท่าไรนะ สำหรับเรา ความยั่งยืนคือหัวใจของความสำเร็จ” 

06

ยินดีก้าวต่อไป

ปัจจุบัน Yindii ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกผ่านอาหารส่วนเกินนี้ไปมากกว่าหมื่นกิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า เป้าหมายระยะสั้นต่อไปของพวกเขา คือการลดให้ได้มากกว่า 100,000 กิโลกรัมภายในระยะเวลา 1 ปี ด้วยความคาดหวังว่าจะมีผู้ใช้งานแตะ 1 ล้านคน พร้อมร้านค้าอีกมากที่เข้าร่วมอุดมการณ์ เป็น Food Hero ให้ผู้บริโภคเลือกสรรอย่างไว้วางใจ 

รวมถึงร่วมมือกับ SOS Thailand เพื่อให้คนได้ทั้งซื้ออาหารและสนับสนุนเงินทุนให้ SOS Thailand นำไปปรุงอาหารส่วนเกินช่วยเหลือผู้อื่นต่อ (ปัจจุบัน Yindii เปิดในส่วนการสนับสนุนเงินทุน เป็นอีกหนึ่งช่องทางการบริจาค) 

ส่วนเป้าหมายระยะไกล คือการขยายไปสู่ภูมิภาคต่างๆ ไม่ใช่แค่ในไทย แต่เป็นในระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และพื้นที่อื่น เพื่อขยายผลและปักหมุดความสำเร็จให้กับสตาร์ทอัพจากประเทศไทย

“One small box, One big step” หลุยส์สรุปแก่นสำคัญของ Yindii เมื่อคนเริ่มสั่งซื้ออาหารส่วนเกิน 1 กล่องเล็กๆ นี้ เขาจะเริ่มเห็นข้อดีและอาจเปลี่ยนพฤติกรรมอื่นต่อไป เช่น เลิกใช้หลอดพลาสติก ทานอาหารให้หมดจาน แม้ดูเล็กน้อย แต่แสนสำคัญ

เป็นก้าวเล็กๆ ที่รวมกันแล้วทำให้มนุษย์อิ่มท้อง​ ไม่ทำร้ายโลกใบเดียวที่เรามีไปมากกว่านี้ และรักษาไว้ให้ยังคงน่าอยู่อย่างยินดีสำหรับคนรุ่นต่อจากเรา

 Louis-Alban Batard-Dupre (หลุยส์)

Writers

ปัน หลั่งน้ำสังข์

บัณฑิตวิศวฯ ที่ผันตัวมาทำงานด้านสื่อ เพราะเชื่อว่าเนื้อหาดี ๆ จะช่วยให้คนอยากมีชีวิตอยู่ต่อไป

วุฒิเมศร์ ฉัตรอิสราวิชญ์

นักเรียนรู้ผู้ชื่นชอบการได้สนทนากับผู้คนและพบเจอสิ่งใหม่ๆ หลงใหลในการจิบชา และเชื่อว่าทุกสิ่งล้วนมีเรื่องราวให้ค้นหา

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ผู้ที่หาความสุขจากสิ่งรอบๆ ตัว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load