ถ้าอธิบายให้เห็นภาพ Winnonie (อ่านว่า วิน โน หนี้) คือ Business Model ใหม่ของบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ที่มีวินมอเตอร์ไซค์เป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่ง

แต่ถ้าอธิบายให้ถูกต้อง ต้องบอกว่า Winnonie เป็นแพลตฟอร์มยกระดับคุณภาพชีวิตของมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ด้วยการให้เช่ามอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าเพื่อลดต้นทุนค่าน้ำมัน ค่าผ่อนมอเตอร์ไซค์ ค่าซ่อมบำรุงของวินมอเตอร์ไซค์รับจ้าง และตอบโจทย์การเข้าสู่ธุรกิจรถไฟฟ้าของกลุ่มบางจากฯ

แค่ได้ฟังว่าบริษัทน้ำมันให้บริการเช่ามอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า ก็น่าสนใจแล้ว

โครงการนี้ที่เริ่มต้นจากการให้พนักงานคิดนำ Design Thinking ไป Empathy กับวินมอเตอร์ไซค์รอบๆ บริษัท เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “ปั้นคนในให้เป็นเถ้าแก่” (The Intrapreneur) จนกลายออกมาเป็นผลลัพธ์ที่พร้อมจะต่อยอดเป็นธุรกิจใหม่ของบางจาก     

Winnonie แพลตฟอร์มวินมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าจากบางจาก ที่จะช่วยลดหนี้ให้พี่วิน, ชัยวัฒน์ โควาวิสารัช, CEO บางจาก

คุณชัยวัฒน์ โควาวิสารัช CEO บางจาก พร้อมด้วยทีมงาน Winnonie ชวนเรานั่งคุยเรื่องนี้ที่ลานใต้ต้นไม้ในโรงกลั่นบางจาก

การได้นั่งคุยกับ CEO ของบริษัทที่ขึ้นชื่อเรื่องความยั่งยืนมายาวนานหลายสิบปี จะไม่คุยเรื่องการปรับตัวของธุรกิจน้ำมันในวันที่ใครๆ ก็เริ่มไม่รัก คงไม่ได้ คุยไปคุยมา ก็พบว่า ด้วยการปรับตัวในแนวทางนี้เอง ที่ทำให้เกิดโปรเจกต์ทดลองอย่าง Winnonie

อนาคตของรถใช้น้ำมัน

ผมเคยไปร่วมงาน Movin’On Summit ที่ว่าด้วยเรื่องราวของการเดินทางขนส่งที่ยั่งยืนจากทั้งโลก จากงานนั้นดูเหมือนยานพาหนะทั้งหลายกำลังพัฒนาไปในทางที่หันหลังให้น้ำมัน แล้วบริษัทน้ำมันจะอยู่กันยังไง

“เราเริ่มใช้น้ำมันในช่วง ค.ศ. 1910 นี่เอง ก่อนหน้านี้เป็นรถม้า แล้วก็เปลี่ยนจากรถม้าเป็นรถไฟฟ้า หรือ EV (Electric Vehicle) แต่แบตเตอรี่ในสมัยนั้นทำได้แค่นั้น สุดท้ายก็เลยมาหันมาใช้รถน้ำมันแทน” ซีอีโอบริษัทน้ำมันเริ่มเล่าประวัติศาสตร์ของรถยนต์ไฟฟ้าซึ่งเกิดขึ้นตั้งแต่ร้อยปีก่อนแล้วล้มหาย จนกลับมาเกิดใหม่อีกครั้งกับรถ Tesla ของอีลอน มัสก์ (Elon Musk)

“อีลอน มัสก์ ทำ PayPal แล้วขาย ได้เงินมาหลายพันล้านเหรียญ พอผู้ชายมีเงิน สิ่งแรกคือ จีบดาราเป็นแฟนก่อน” คุณชัยวัฒน์หัวเราะ “สิ่งที่สองก็คือซื้อซูเปอร์คาร์ พอเลิกกับแฟนก็หงุดหงิด อยากเป็นฮีโร่เปลี่ยนโลก เลยเอารถซูเปอร์คาร์ของตัวเองมาทดลองใส่แบตเตอรี่”

เมื่อ 4 ปีก่อน คุณชัยวัฒน์ได้อ่านเจอว่าทายาทรุ่นสามของโตโยต้าเล่าว่า ทำรถไฮบริด Prius มา 12 ปี แต่ไม่มีอนาคต พัฒนาต่อไม่ได้ ติดข้อจำกัดมากมาย เปลี่ยนแบตเตอรี่ครั้งหนึ่งก็ราคาหลายแสนบาท เลยตัดสินใจเลิกพัฒนารถยนต์พลังไฟฟ้าที่ใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ เปลี่ยนไปเน้นพลังงานไฮโดรเจนแทน

“โตโยต้าพลาดตรงมองอีวีเป็นตลาดแมส ซึ่งต้องราคาถูก แต่แบตเตอรี่ราคาแพงมาก แล้วก็ต้องแบกน้ำหนักตัวเอง ยิ่งจะทำให้รถแรง แบตเตอรี่ก็ยิ่งหนัก ราคาก็ยิ่งแพง อีวีที่เป็นอีโคคาร์ถึงไม่เกิด แต่พอเทสลาเริ่มจากซูเปอร์คาร์คันละห้าล้าน สิบล้าน ต้นทุนค่าแบตเตอรี่จึงไม่มีผลกับราคารถมาก แล้วค่อยขยายการผลิตมาเป็นตลาดแมส”

นั่นคือประวัติศาสตร์รถยนต์ไฟฟ้าแบบสั้น

รถยนต์ใช้น้ำมันจะหมดจากโลกไหม

แล้วรถยนต์ที่ใช้น้ำมันจะกลายเป็นอดีตหรือไม่

คุณชัยวัฒน์ตอบคำถามนี้ด้วยการเล่าว่า เมื่อก่อนประเทศจีนผลิตไฟฟ้าจากพลังงานถ่านหินค่อนข้างมาก จนหลายเมืองเจอปัญหามลพิษ รัฐบาลจึงหันมาสนับสนุนพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งใน 10 ปีที่ผ่านมา เป็นแหล่งผลิตไฟที่สามารถแข่งขันกับการผลิตไฟฟ้าทั่วไป และใน 5 ปีที่ผ่านมา จีนเริ่มทุ่มพัฒนาแบตเตอรี่ด้วยการให้เงินสนับสนุนถึง 6 ล้านล้านบาท และอานิสงส์นี้ก็ทำให้แบตเตอรี่สำหรับอีวีคุณภาพดีขึ้น และราคาถูกลง

บนโลกใบนี้มีประชากรรถยนต์ทั้งหมด 1,300 ล้านคัน เพิ่มขึ้นปีละ 80 ล้านคัน

จีนคือประเทศที่ซื้อรถใหม่มากที่สุดในโลก ปีละ 22 ล้านคัน

หลังจากรัฐบาลจีนทุ่มเงินสนับสนุนแบตเตอรี่ ปีที่แล้วเป็นปีแรกที่ยอดขายรถยนต์ ICE (Internal Combustion Engine) หรือรถเครื่องยนต์สันดาปทั่วไปในประเทศจีนมียอดขายตกลง และอีวีมียอดขายที่โตมาก ขายได้เกือบ 2 ล้านคัน

ยอดขายอีวีในจีนถือเป็น 90 เปอร์เซ็นต์ของทั้งโลก ทั้งโลกขายอีวีได้ราว 2.2 ล้านคันต่อปี

แต่ยอดขายอีวีในจีน คิดเป็นแค่ 10 เปอร์เซ็นต์ของยอดขายรถใหม่ทั้งหมดในปีที่ผ่านมา

ถ้าเทียบในสเกลโลก รถใหม่ในแต่ละปี มีอีวีแค่ 0.25 เปอร์เซ็นต์

ถ้าเอาตัวเลขนี้ไปเทียบกับประชากรรถยนต์ทั้งโลก จะเป็นแค่ 0.001 เปอร์เซ็นต์

ค.ศ. 2050 ประชากรบนโลกจะขยับจาก 7,800 ล้านคน ในปัจจุบัน เป็นหมื่นล้านคน รถยนต์ที่ใช้น้ำมันก็จะเพิ่มในสัดส่วนประมาณนี้

“นี่คือคำตอบว่า รถยนต์ที่ใช้น้ำมันจะหมดจากโลกไหมครับ” คุณชัยวัฒน์ตอบพร้อมรอยยิ้ม ซึ่งถึงผมจะไม่ได้เอ่ยออกไป คำตอบที่อยู่ในใจก็คือ “ฟังอย่างนี้แล้ว มั่นใจได้ว่ายังไม่หมดไปในเวลาอันใกล้แน่นอน”

Winnonie แพลตฟอร์มวินมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าจากบางจาก ที่จะช่วยลดหนี้ให้พี่วิน, ชัยวัฒน์ โควาวิสารัช, CEO บางจาก

แต่รถยนต์พลังไฟฟ้าจะมาแน่นอน

คุณชัยวัฒน์มองว่า เมืองที่มีประชากรหนาแน่น อย่างกรุงเทพฯ นิวยอร์ก ลอนดอน หรือเดลี ต่างก็เจอปัญหามลพิษทางอากาศ นั่นคือปัจจัยสำคัญที่จะทำให้อีวีเติบโตอย่างรวดเร็ว และคนในเมืองใหญ่ก็มีกำลังพอจะซื้ออีวีมาใช้ได้

คุณชัยวัฒน์คาดว่า อีกสัก 15 – 20 ปี อีวีจะมีส่วนแบ่งทางการตลาดสัก 10 เปอร์เซ็นต์ เทียบง่ายๆ จาก 1,500 ล้านคัน ก็คือ 150 ล้านคัน ทั้งที่ปีที่แล้วเพิ่งขายได้ 2 ล้านคันเอง อีวีจะเป็นอุตสาหกรรมที่โตเร็วมาก แต่โอกาสที่จะแทนที่รถยนต์ใช้น้ำมันทั้งหมดคงยาก

ซีอีโอผู้ขับรถไฮบริดให้ข้อมูลอีกชุดว่า งานวิจัยของ Bloomberg บอกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ของการเดินทางแต่ละเที่ยวของคนในเมือง ไม่เกิน 8 กิโลเมตร และ 90 เปอร์เซ็นต์ของการเดินทาง ไม่เกิน 15 กิโลเมตร คนในเมืองจึงต้องการพาหนะที่รองรับการเดินทางเที่ยวละ 30 – 40 กิโลเมตรก็พอ จากบ้านมาถึงออฟฟิศก็ชาร์จ กลับมาบ้านก็ชาร์จ ด้วยเทคโนโลยีที่มีอยู่ จึงตอบโจทย์คนเมืองได้ค่อนข้างดี แต่การเดินทางระยะไกล เช่น ท่องเที่ยวทั่วประเทศ ยังเป็นประเด็นอยู่ เนื่องจากอายุการใช้งานรถอีวีอยู่ที่ประมาณ 300 – 400 กิโลเมตร

คนขับอีวีส่วนใหญ่ไม่ได้ชาร์จไฟที่ปั๊มน้ำมัน

“ผมพูดมาห้าปีแล้วว่า ผมไม่คิดว่าคนจะมาชาร์จอีวีในปั๊มน้ำมัน แค่คุณเติมน้ำมันเกินสามนาที คุณยังหงุดหงิดเลย แต่การชาร์จอีวีต้องใช้เวลาสามสิบถึงห้าสิบนาที สถานที่ที่คนจะชาร์จคือ บ้าน ที่ทำงาน โรงหนัง ร้านอาหาร โรงแรม แต่คนจะเติมไฟ (ชาร์จไฟ) ในปั๊มเมื่อเดินทางไปต่างจังหวัด เนื่องจาก Range Limitation เช่น ไปเขาใหญ่คงต้องหาปั๊มเพื่อเติมหรือชาร์จไฟ” คุณชัยวัฒน์ให้ข้อมูลที่หลายคนคิดไม่ถึง

ตอนนี้ปั๊มน้ำมันบางจากทำโครงการร่วมกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ติดจุดชาร์จรถพลังงานไฟฟ้า 62 จุดใน 62 จังหวัด ซึ่งคาดว่าคนที่เดินทางไกลจะแวะชาร์จตอนแวะเข้าห้องน้ำ นั่งพักกินกาแฟสักครึ่งชั่วโมง แล้วไปชาร์จต่อตอนแวะปั๊มครั้งต่อไป

คุณชัยวัฒน์มองสิ่งที่เกิดขึ้นในต่างประเทศและเงื่อนไขของไทย แล้ววิเคราะห์ว่า อีวีที่น่าจะเกิดได้ก่อนเป็นกลุ่มแรกในไทยน่าจะมีเงื่อนไขดังนี้ หนึ่ง เป็นยานพาหนะประเภทสองล้อ พวกสกูตเตอร์ไฟฟ้า สอง ใช้เดินทางระยะใกล้ และ สาม ใช้เคลื่อนที่จากจุดสู่จุด ไม่ใช่ขับขี่ไปทั่ว

ปั๊มน้ำมันปรับน้ำมัน

คุณชัยวัฒน์บอกว่า ในเงื่อนไขโลกที่เปลี่ยนไป ปั๊มน้ำมันบางจาก เริ่มปรับตัวอย่างแรกจากการปรับน้ำมัน ซึ่งอาจจะไม่มีคนสังเกตเห็นเลยด้วยซ้ำ

“คุณจำช่วงเดือนธันวาคมถึงกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาซึ่งมีปัญหาฝุ่น PM 2.5 ในกรุงเทพฯ เยอะๆ ได้ไหม น้ำมันที่ปล่อยฝุ่นมากที่สุดคือ ดีเซล สามเดือนนั้นปั๊มน้ำมันบางจากทุกสาขาในกรุงเทพฯ และปริมณฑล อัปเกรดน้ำมันดีเซลจากมาตรฐาน Euro 4 เป็น Euro 5 (ปล่อยกำมะถันต่ำกว่า 10 PPM หรือลดลงถึง 5 เท่าเมื่อเทียบกับมาตรฐาน Euro 4) โดยที่ขายในราคา Euro 4 มันก็เข้าเนื้อนะ แต่ก็เป็นสิ่งที่เราคิดว่าควรคืนให้สังคม”

คุณชัยวัฒน์เล่าต่อว่า ปั๊มบางจากเลิกขายน้ำมันจากฟอสซิล 100 เปอร์เซ็นต์ มาเกือบสิบปีแล้ว แต่จะมีการผสมน้ำมันจากชีวภาพไปด้วย (ตระกูล B หรือ Biodiesel ทั้งหลาย) แล้วก็เป็นปั๊มน้ำมันแรกๆ ที่โปรโมตให้คนหันมาใช้เอทานอลและแก๊สโซฮอล์

Winnonie แพลตฟอร์มวินมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าจากบางจาก ที่จะช่วยลดหนี้ให้พี่วิน, ชัยวัฒน์ โควาวิสารัช, CEO บางจาก
Winnonie แพลตฟอร์มวินมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าจากบางจาก ที่จะช่วยลดหนี้ให้พี่วิน, ชัยวัฒน์ โควาวิสารัช, CEO บางจาก

ปรับปั๊ม

การปรับตัวของปั๊มน้ำมันในยุคที่พลังงานสะอาดกำลังมา ทำอะไรได้มากกว่าติดแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาปั๊ม

“ปั๊มน้ำมันสาขาศรีนครินทร์ เราทำแหล่งเก็บพลังงานที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ ขนาดหนึ่งเมกะวัตต์-ชั่วโมง นอกจากสะสมอิเล็กตรอนจากแผงโซลาร์เซลล์แล้ว เรายังซื้อไฟจากการไฟฟ้าตอนกลางคืนมาเก็บด้วย” คุณชัยวัฒน์เล่าถึงโครงการ GEMS (Green Community Energy Management System) ซึ่งกวาดรางวัลด้านนวัตกรรมมากจากหลายสถาบัน

อย่างแรก เราต้องเข้าใจก่อนว่า เวลาโรงไฟฟ้าเดินเครื่องผลิตไฟฟ้า สมมติว่า 100 หน่วย ถ้ามีคนใช้ 60 หน่วย อีก 40 หน่วยก็จะสูญหายไปกับระบบ เพราะไม่มีการกักเก็บ

อย่างที่สอง ค่าไฟในช่วงที่มีคนใช้งานพร้อมกันมากๆ มีราคาแพงกว่า ช่วงที่คนใช้งานน้อย เช่นช่วงดึก

อย่างที่สาม ถ้าเราลดการใช้ไฟฟ้าในช่วงพีกลงได้ ก็ชะลอการสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มได้ และถ้าเราเพิ่มการใช้ไฟฟ้าในช่วงที่ไม่มีคนใช้ได้ การผลิตไฟฟ้าก็จะคุ้มค่ามากขึ้น

โครงการนี้ซื้อไฟฟ้าจากการไฟฟ้านครหลวงในช่วงเที่ยงคืนถึงตี 4 ราคาหน่วยละประมาณ 3.50 บาท มาเก็บไว้ในแบตเตอรี่ ช่วงกลางวันที่ราคาค่าไฟอยู่ที่หน่วยละ 5 บาท บางจากก็เอาออกมาขายให้ร้านค้าในโครงการ โดยประมูลราคากันผ่าน Blockchain ราคาประมาณ 4.50 บาท

การไฟฟ้าฯ ไม่ต้องเดินเครื่องหนักในเวลากลางวัน ลดการเหลือไฟทิ้งในเวลากลางคืน ร้านค้าจ่ายค่าไฟถูกลง และบางจากก็ได้กำไรจากการขายพลังงาน

ส่วนสาขาราชพฤกษ์ก็มีระบบรองน้ำฝนจากหลังคามาเก็บไว้ในถังน้ำใต้ดิน เพื่อใช้ในห้องน้ำและรดน้ำต้นไม้ แทนที่การใช้น้ำประปา

ร้าน Inthanin Coffee ก็เปลี่ยนมาใช้แก้วพลาสติกที่ย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติเท่านั้น และออกแบบฝาแก้วให้ไม่ต้องใช้หลอด ลดขยะจากแก้วพลาสติกแบบเดิมไปได้ปีละ 50 ล้านใบ

ธุรกิจอิเล็กตรอนสีเขียว

บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) หรือ BCPG ในเครือของบางจากก็น่าสนใจ เพราะเป็นบริษัทที่ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดเท่านั้น มีพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศไทยและญี่ปุ่นราว 250 เมกะวัตต์ พลังงานลมในฟิลิปปินส์และไทยราว 30 เมกะวัตต์ พลังงานความร้อนใต้พิภพที่อินโดนีเซียราว 180 เมกะวัตต์ และพลังงานน้ำในลาว 115 เมกะวัตต์

ถ้าดูแค่รายได้ การขายไฟฟ้าไม่น่าเทียบการขายน้ำมันได้ เพราะรายได้ต่อปีต่างกันขนาด 3,000 ล้านบาท กับ 150,000 ล้านบาท แต่ถ้าเทียบกำไร ก็ต้องบอกว่า ธุรกิจพลังงานสะอาดดูมีอนาคต เพราะ ทำกำไรได้ปีละ 2,500 ล้านบาท ในขณะที่น้ำมันได้กำไร 500 – 700 ล้านบาท

“แล้วเราก็ยังมี BBGI เป็นกลุ่มบริษัทที่ทำเชื้อเพลิงชีวภาพ เอทานอล ประมาณล้านลิตร B100 (Biodiesel 100 เปอร์เซ็นต์) ประมาณ 1.2 ล้านลิตร รวมกัน 2.2 ล้านลิตร เป็นผู้ผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ เป็นการขยับขยาย กระจายความเสี่ยง ไปในทางที่เป็น Core Value ของเรา คือสีเขียว ดูแลธรรมชาติ เป็นธุรกิจที่ดูแลโลกไปพร้อมๆ กับทำกำไรให้ผู้ถือหุ้น” คุณชัยวัฒน์อธิบาย

ลงทุนกับสตาร์ทอัพ

“ตั้งแต่ผมเป็นซีอีโอปีแรกเมื่อหกปีที่แล้ว ผมขอเงินบอร์ดปีละห้าถึงสิบล้านเหรียญ เอาไปลงทุนในสตาร์ทอัพ บริษัทแรกที่ผมลงทุนคือ Lithium Americas เป็นบริษัททำเหมืองแร่ลิเทียม ผมคิดว่าลิเทียมเป็นอะไรที่มาแน่ๆ เข้าบอร์ดห้ารอบมั้งกว่าจะผ่าน ลงไปห้าล้านเหรียญ ตอนนั้นราคาหุ้นละเหรียญ ตอนนี้ราคาหุ้นละแปดเหรียญ เคยขึ้นสูงสุดที่สิบห้าเหรียญ เราเข้าไปช่วยเขาพัฒนา ช่วย Incubate เขาว่าต้องทำอะไรยังไง ต่อยอดยังไง จนวันนี้เขากลายเป็นบริษัทใหญ่แล้ว เรามีสิทธิ์จะซื้อลิเทียมคาร์บอเนตของเขาได้ประมาณหกพันตันต่อปี”

คุณชัยวัฒน์ขยายความต่อว่า ลิเทียมเป็นแร่ธาตุที่สำคัญที่สุดในการทำแบตเตอรี่ เมื่อประสบความสำเร็จกับการลงทุนครั้งแรก เขาก็ลงทุนต่อกับบริษัท Plug and Play Tech Center ซึ่งเป็น Accelator รายใหญ่มีสายตาเฉียบคม เคยลงทุนใน PayPal และ Google มาแล้ว ซึ่งลงทุนใน Google ไปไม่กี่แสนเหรียญแต่ได้กำไรมาหลายพันล้านเหรียญ

“ผมคุยกับเขาว่า จะขอเป็นสปอนเซอร์ให้ แต่ต้องเปิดแนวธุรกิจใหม่คือ Green Energy เราเป็นบริษัทของไทยรายแรกที่ไปลงทุนกับเขา จากนั้นผมก็ไปลงทุนเรื่องผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากวัสดุชีวภาพ (Bio-based Product) ทำร่วมกับโปรเฟสเซอร์จากสถาบัน MIT น่าจะเปิดตัวได้เร็วๆ นี้” คุณชัยวัฒน์แอบหยอดโปรเจกต์ใหม่ให้ฟัง

จากความสำเร็จทั้งหลาย เลยทำให้บอร์ดอนุมัติให้ตั้งสถาบันนวัตกรรมและบ่มเพาะธุรกิจ (BiiC) เพื่อทำงานด้านนี้อย่างจริงจัง

“ในเมืองไทย เราจะไม่ลงทุนกับการทำแอปพลิเคชัน” คุณชัยวัฒน์เล่าเรื่องที่ดูคิดต่างจากองค์กรอื่น “มันสเกลได้ง่ายและเร็วก็จริง แต่ Barrier to entry ต่ำ คุณทำได้ คนอื่นก็ทำได้ เราขออยู่กับสิ่งที่จับต้องได้ ขอเป็นเทคโนโลยีที่ใกล้ๆ จะทำขายได้แล้ว แล้วต้องเกี่ยวกับเราด้วย เช่น ระบบกักเก็บพลังงาน เพราะเรามีเหมืองลิเทียม หรือผลิตภัณฑ์ที่ทำจากชีวภาพ ซึ่งประเทศไทยมีความได้เปรียบมาก”

Winnonie

“สองปีที่แล้ว เราสอนเรื่อง Design Thinking ให้พนักงาน ส่วนใหญ่เรียนแล้วกลับบ้านก็คืนครูหมด เราเลยให้พนักงานรวมทีมทำโปรเจกต์มาประกวดกัน ในเมื่อเราพร้อมจะจ่ายเงินตั้งเยอะให้สตาร์ทอัพข้างนอก ถ้าข้างในมีเด็กที่พร้อมจะทำได้ ทำไมจะไม่ทำล่ะ เราเรียกว่า Intrapreneur–ปั้นคนในให้เป็นเถ้าแก่ ให้เขาประกวดกันมา แต่มันก็ช้ามากนะ ผ่านไปเกือบปี เพิ่งเปิดตัว ผมว่าน่าจะสเกลอัพได้เร็วกว่านี้ ไม่ทันใจ ก็บอกแล้วให้ลาออกไปทำเต็มตัว เดี๋ยวบางจากลงทุนให้” คุณชัยวัฒน์หัวเราะ

สมาชิกทีม Winnonie ประกอบด้วย ชนิดา ตันวัฒนเสรี, กฤษนัย จันทวงษ์ศรี, นฤมล วสุกาญจน์, กฤตภาส วิริยจันทร์ตา และ ภัทษินันตน์ อัศวรชานนท์ หัวเราะตามซีอีโอ ซึ่งพูดเรื่องลาออกตั้งแต่ตอนที่พวกเขาชนะ ซีอีโอของพวกเขามองว่า อยากให้ทำงานนี้ด้วยจิตวิญญาณแบบสตาร์ทอัพจริงๆ เอาเงินก้อนแรกจากบางจากไปทำให้เกิด จากนั้นเมื่อถึงเป้าหมายแรก ก็รับเงินก้อนสองไปขยายผลต่อ

Winnonie แพลตฟอร์มวินมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าจากบางจาก ที่จะช่วยลดหนี้ให้พี่วิน, ชัยวัฒน์ โควาวิสารัช, CEO บางจาก

“ส่วนใหญ่สตาร์ทอัพในเมืองไทยจะคิดว่าตัวเองอยากได้อะไร แล้วเอาตัวเองไปต่อยอด แต่กลุ่มนี้เข้าไปรับฟังปัญหาว่าคืออะไร แล้วถึงคิดว่าจะทำอะไร ผมว่านี่เป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ” คุณชัยวัฒน์พูดถึงจุดเริ่มต้นโครงการที่ให้โจทย์พนักงานไปสำรวจชุมชนรอบโรงกลั่นว่า ทำอะไรให้พวกเขามีชีวิตที่ดีขึ้นได้บ้าง

ชนิดาเล่าต่อว่า “ตอนไปคุยกับพี่วินรอบแรก ไม่มีใครคุยด้วยเลย หนีหมด เขาคิดว่าเราคงมาขายของ ไม่มีใครอยากมาช่วยเขาจริงๆ หรอก ไปคุยอยู่สี่รอบ ใช้ความเป็นพนักงานบางจากที่เขาคุ้นเคย จนเขายอมเปิดใจ ทีแรกเราจะเอาตัวเองเป็นที่ตั้ง อยากโดยสารแล้วปลอดภัย พี่ต้องขี่ช้าๆ แต่เขาไม่สนใจเราเลย เขาบอกว่า คุณรู้ไหมว่าผมเจอปัญหาอะไรบ้าง

“ลูกผมตาย ต้องรับหลานมาเลี้ยง มอเตอร์ไซค์คันนี้แสนห้า จ่ายดอกเบี้ยวันละร้อย ไม่รู้เลยว่าจะแตะเงินต้นเมื่อไหร่ ฟังแล้วพบกว่าปัญหาของเราเป็นเรื่องเล็กไปเลย เราเอาโมเดลธุรกิจต่างๆ ไปเสนอ เช่น Grab คนอายุห้าสิบหกสิบเขาไม่ถนัดมาดูมือถือหรอก เขาอยากทำอะไรที่เขาคุ้นเคย”

ต้นทุนของวินมอเตอร์ไซค์รับจ้างต้องจ่ายค่าเช่ารถหรือค่าผ่อนรถ ค่าซ่อม รวมค่าน้ำมันอีก ตกวันละ 200 – 300 บาท ถ้าจะมีเงินเหลือก็ต้องวิ่งงานให้ได้วันละประมาณ 800 บาท โครงการนี้ก็เลยจะไปช่วยลดต้นทุนให้พี่วิน

ด้วยการให้เช่ามอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า

พวกเขาหามอเตอร์ไซค์ไฟฟ้ามาทดสอบ 13 รุ่นจากเกือบสิบแบรนด์ กว่าจะได้รถที่ตรงตามความต้องการ เช่น เบาะยาว มีแรงพอจะซ้อนสามขึ้นสะพานได้ แล้วก็เลือกรุ่นที่ใช้แบตเตอรี่แบบถอดได้ จะได้ไม่ต้องเจอปัญหาจอดรถชาร์จแบตครั้งละ 4 ชั่วโมง

Winnonie แพลตฟอร์มวินมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าจากบางจาก ที่จะช่วยลดหนี้ให้พี่วิน, ชัยวัฒน์ โควาวิสารัช, CEO บางจาก
Winnonie แพลตฟอร์มวินมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าจากบางจาก ที่จะช่วยลดหนี้ให้พี่วิน, ชัยวัฒน์ โควาวิสารัช, CEO บางจาก

Winnonie คิดค่าเช่าวันละ 150 บาท รวมค่าเปลี่ยนแบตเตอรี่ระหว่างวันด้วย ต้นทุนจากวันละ 300 บาท จึงเหลือแค่ 150 บาท

โดยที่วินมอเตอร์ไซค์ได้รถที่นิ่มกว่า เงียบกว่า มีแอปฯ บอกว่าวิ่งไปไหนบ้าง พฤติกรรมเป็นยังไง สามารถเก็บข้อมูลไว้ใช้ต่อได้

Winnonie แพลตฟอร์มวินมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าจากบางจาก ที่จะช่วยลดหนี้ให้พี่วิน, ชัยวัฒน์ โควาวิสารัช, CEO บางจาก
Winnonie แพลตฟอร์มวินมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าจากบางจาก ที่จะช่วยลดหนี้ให้พี่วิน, ชัยวัฒน์ โควาวิสารัช, CEO บางจาก

ตอนนี้อยู่ในช่วงทดลองวิ่ง 3 คันที่วินมอเตอร์ไซค์หน้าโรงกลั่น โดยใช้ระบบเก็บแบตเตอรี่ไว้ที่ปั๊มน้ำมัน ให้วินมอเตอร์ไซค์ใกล้เคียงมาร่วมแชร์ตู้แบตเตอรี่ได้ โดยมีแผนว่าจะขยายวงออกไปเรื่อยๆ แล้วทำให้มอเตอร์ไซค์อาจจะไม่จำเป็นต้องวิ่งจากจุดสู่จุด แต่วิ่งได้ในเขตพื้นที่ที่มีที่เปลี่ยนแบตเตอรี่

Winnonie แพลตฟอร์มวินมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าจากบางจาก ที่จะช่วยลดหนี้ให้พี่วิน, ชัยวัฒน์ โควาวิสารัช, CEO บางจาก

“เมืองไทยขายมอเตอร์ไซค์ปีละเกือบสองล้านคัน มีประชากรมอเตอร์ไซค์เป็นสิบล้านคัน เป็นตลาดใหญ่ที่มีอะไรให้เราทำได้พอสมควรเลย ถ้ามันสเกลอัพได้ ก็เป็นธุรกิจใหม่ของบางจากได้นะ ตอบโจทย์หลายข้อ ทั้งการเป็นอีวีที่เป็นสองล้อ ระยะสั้น เคลื่อนที่จากจุดสู่จุด เราต้องตั้งเป้าว่าจะมีร้อยคันแรกเมื่อไหร่ จะเป็นพันคันเมื่อไหร่” คุณชัยวัฒน์หันไปฝากการบ้านกับทีม Winnonie

“คงอีกนานกว่าเชื้อเพลิงฟอสซิลจะหมดจากโลก แต่ระหว่างนี้เรามีโอกาสสร้างอะไรที่เป็นเทรนด์ใหม่ๆ ไว้รองรับการเปลี่ยนแปลงของโลก” คุณชัยวัฒน์ทิ้งท้าย ซึ่งอาจจะเป็นการตอบคำถามแรกด้วยว่า บริษัทน้ำมันในโลกในยุคพลังงานสะอาดจะมุ่งหน้าไปทางไหน

Winnonie แพลตฟอร์มวินมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าจากบางจาก ที่จะช่วยลดหนี้ให้พี่วิน, ชัยวัฒน์ โควาวิสารัช, CEO บางจาก

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

ตั้งสติก่อนสตาร์ท

มาตั้งสติจากแนวคิดและบทเรียนน่ารู้ของสตาร์ทอัพที่น่าจับตา

BASE Playhouse’ คือธุรกิจออกแบบประสบการณ์การเรียนรู้ทักษะยุคใหม่อย่าง Soft Skills ของมนุษย์ที่ฉีกภาพจำของห้องเรียนแบบเดิมๆ ทิ้งไปอย่างหมดสิ้น

เคยไหมที่ง่วงเหงาหาวนอน จ้องมองนาฬิการอเวลาเลิกเรียน จำใจเข้าเทรนนิ่งขององค์กรที่รู้ว่าเข้าไปจะไม่ได้อะไร แอบทำอย่างอื่นระหว่างเวิร์กชอปออนไลน์เพราะน่าเบื่อเกินกว่าจะทน โดนคุณครูในโรงเรียนตำหนิเพราะเขาประเมินศักยภาพอย่างฉาบฉวย ไม่เห็นคุณค่าแท้จริงที่ซ่อนอยู่ในตัวคุณ

ประสบการณ์แย่ๆ ที่ประชากรไทยจำนวนมากเคยสัมผัสมาร่วมกันเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ยากมากในห้องเรียนของ BASE Playhouse เพราะพวกเขาจริงจังกับการทำความเข้าใจผู้เรียนที่เป็นมนุษย์ หยิบจับองค์ประกอบของเกมมาผสมผสานการสอน สร้างสรรค์เป็นกระบวนการที่ผู้เรียน ทั้งวัยเรียนและวัยทำงาน ได้มีส่วนร่วม พร้อมพัฒนาทักษะสำคัญสำหรับอนาคตที่ไม่ค่อยมีสอนในโรงเรียนหรือองค์กรอย่างเป็นระบบ

BASE Playhouse ธุรกิจออกแบบการเรียนรู้ที่ไม่เน้นสอบ ใช้เกมช่วยฝึกทักษะสำคัญสำหรับอนาคต

ก่อตั้งโดย ม๋ำ-เมธวิน ปิติพรวิวัฒน์ และ แม็ก-ภีศเดช เพชรน้อย สองนักออกแบบการเรียนรู้ (Learning Designer) รุ่นใหม่ ผู้คลุกคลีอยู่กับการสอนและจัดเวิร์กชอปตั้งแต่สมัยเรียน เห็นช่องว่างของระบบการศึกษา และตัดสินใจสร้างธุรกิจเพื่อลงมือแก้ไขปัญหา

“ความเชื่อของเราคือกระบวนการเรียนรู้ที่ใช่จะปลดล็อกศักยภาพมนุษย์ให้ก้าวขึ้นไปเป็นตัวเองในแบบที่ดีขึ้นกว่าเดิม”

นี่คือรากฐานสำคัญของบ้านและโรงเรียนแห่งนี้

ในวันที่คุณค่าของผู้เรียนยังถูกวัดด้วยคะแนนสอบทางวิชาการเป็นหลัก ม๋ำและแม็กมองเห็นว่าโลกอนาคตที่ปรับเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว ยากต่อการคาดเดา จะไม่ได้ต้องการคนเรียนเก่งอีกต่อไป หากแต่เป็นคนเก่งที่รู้จักตัวเอง มีทักษะชีวิตและการทำงานร่วมกับมนุษย์ผู้อื่น ทุกคอร์สของ BASE Playhouse จึงออกแบบมาให้ตอบโจทย์นี้ทั้งหมด

แม้เผชิญความท้าทายจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ทำให้การสอนแบบออฟไลน์เป็นไปได้ยาก แต่พวกเขาสามารถปรับตัว ออกแบบกระบวนการสอนออนไลน์ที่ทำให้คนยังอยากกลับมาเรียนอีกครั้ง พร้อมสร้างหน่วยสตาร์ทอัพใหม่ขึ้นเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีวัดผลทักษะที่เคยจับต้องได้ยากอีกด้วย

BASE Playhouse แก้โจทย์ที่ผู้สอน โรงเรียนและองค์กร ปวดหัวมาตลอดได้อย่างไร เราขอชวนคุณวางตำราการสอนเล่มหนาที่อาจคุ้นเคย เดินเข้าสนามฝึกสกิล และเรียนรู้จากสองผู้ประกอบการธุรกิจและสตาร์ทอัพการศึกษาที่แตกต่างนี้ไปด้วยกัน

BASE Playhouse ธุรกิจออกแบบการเรียนรู้ที่ไม่เน้นสอบ ใช้เกมช่วยฝึกทักษะสำคัญสำหรับอนาคต
ม๋ำ (ซ้าย) – แม็ก (ขวา)
Level 01

ทดลอง สร้างรากฐานอย่างกล้าหาญ

การตอกเสาเข็มแรกของ BASE Playhouse เริ่มต้นขึ้นจากสองคู่หูต่างขั้วที่เชื่อเรื่องการพัฒนามนุษย์ร่วมกัน แม้ไม่ได้ทำงานด้านการศึกษาโดยตรงในตอนแรก

ม๋ำคือเด็กกิจกรรมประจำโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย และคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เขาหลงใหลในเทคนิคเบื้องหลังยานยนต์และเครื่องบิน เลือกศึกษาต่อระดับปริญญาโทด้านนี้โดยเฉพาะ ก่อนเข้าทำงานในองค์กรชั้นนำแห่งหนึ่ง ด้วยทักษะการคิดเชิงเหตุผลแบบฉบับวิศวกรที่ถูกฝึกปรือมาอย่างดี

ส่วนแม็กเป็นเด็กกิจกรรมจากคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชีที่เชื่อในพลังของเทคโนโลยีและเลือกทำงานสายนี้ โดยพกพาความใส่ใจ ประสบการณ์ อารมณ์และความรู้สึกของมนุษย์ ติดตัวไปในงานที่ทำด้วยเสมอ

ทั้งสองโคจรมาเจอะเจอกันในงาน TEDxBangkok 2016 ผ่านเพื่อนร่วมมหาวิทยาลัย และฟอร์มทีมขึ้นเพื่อทำโปรเจกต์ทดลองด้านเครื่องยนต์ที่ม๋ำครุ่นคิดอยู่ เสริมจากงานประจำ

“สุดท้าย ไอเดียนั้นเฟล เปลี่ยนไปลองทำอย่างอื่นก็ไม่เวิร์ก แต่จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นตอนครูที่โรงเรียนเก่าทักมาว่าอยากให้เราไปช่วยสอนน้องๆ มัธยมศึกษาเตรียมตัวแข่งขันการทำธุรกิจ” นักจัดกิจกรรมขาประจำของโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนฯ เล่าย้อนความ

เมื่อโอกาสเข้ามา ทั้งสองลองกลั่นประสบการณ์การทำกิจกรรมทั้งหมดที่เคยผ่านมา เพื่อออกแบบการสอนให้ไม่น่าเบื่อ ปรากฏว่าได้รับผลตอบรับเป็นอย่างดี เด็กๆ อยากเรียนต่ออีก

“มันเป็นไปได้ไหมที่ไอเดียนี้จะกลายเป็นธุรกิจ” แม็กเล่าคำถามสำคัญของม๋ำเมื่อ 5 ปีก่อน ที่ทำให้พวกเขาเริ่มการเดินทางครั้งใหม่เพื่อไขข้อสงสัย

BASE Playhouse ธุรกิจออกแบบการเรียนรู้ที่ไม่เน้นสอบ ใช้เกมช่วยฝึกทักษะสำคัญสำหรับอนาคต

“เราลองออกแบบ Prototype (ค่ายต้นแบบ) สองช่วง ช่วงแรกคือเช็กว่าสิ่งที่เราจะทำน่าสนใจและดีจริงไหม นั่งคิดกันตั้งแต่ต้นว่าต้องมีอะไรบ้างถึงทำให้สิ่งนี้เกิดขึ้นจริง

“หนึ่งคือคนสอน ซึ่งเราพอมีคนรู้จักอยู่ สองคือสถานที่ ตอนนั้นเราเจอว่าคณะวิศวะฯ มี Co-working Space อยู่ ลองติดต่อไปและวันต่อมาก็ Pitch ขอใช้สถานที่เลย ทำสไลด์เสร็จภายในหนึ่งวัน เป็นการ Pitching ครั้งแรกของ BASE ตอนนั้นรู้แค่ว่าต้องขอสถานที่นี้มาใช้ให้ได้” ม๋ำเล่า การ Pitch อย่างเร่งด่วนนั้นผ่านไปได้ด้วยดี

พอเปิดรับสมัครคนเข้าร่วมค่าย ‘Business for Youngsters’ สอนสร้างธุรกิจสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายรุ่นหนึ่งฟรี มีคนสมัครเข้ามา 300 คน ทะลุเป้า 30 คนที่ตั้งไว้เพื่อการดูแลที่ทั่วถึง

พอลองทดสอบช่วงที่ 2 ด้วยการตั้งราคาคอร์สขึ้นมาในรุ่นถัดไป ปรากฏว่าคนสมัครเต็มอีกครั้งหนึ่ง เรียนแล้วผลตอบรับดีทั้งสองรอบ ตอบทุกโจทย์ที่พวกเขาเคยสงสัย

เมื่อเห็นความเป็นไปได้ ม๋ำและแม็กรีบตามหาสมาชิกร่วมบุกเบิก โดยการถามตัวเองก่อนว่าพวกเขาต้องการศักยภาพและคนแบบใดเข้าร่วมทีม

“วิธีหาเหมือนเดิม เราลิสต์กันว่ารู้จักใครบ้าง พอได้ชื่อปุ๊บ เราขอขับรถไปคุยด้วยเลย” ม๋ำเล่า วิธีการนี้ทำให้เขาชักชวนนักจิตวิทยา ดีไซเนอร์ โปรแกรมเมอร์ และเพื่อนที่เรียนด้านนวัตกรรม ร่วมขบวนการได้สำเร็จ

“เราเห็นว่าปัญหาหลักของคนจะทำสตาร์ทอัพหลายที่คืออยากเริ่ม แต่หาคนไม่ได้ สิ่งที่เราเรียนรู้คือมันต้องกล้าเข้าหาและชักชวนคนที่เชื่อเหมือนกันให้ได้ อาจต้องดิ้นรนหน่อยช่วงแรก” 

ปัจจุบัน ทีมงานชุดแรกยังทำงานอยู่ด้วยกันเกือบครบ และค่าย Business for Youngster จัดมาราว 30 รุ่นแล้ว

BASE Playhouse ธุรกิจออกแบบการเรียนรู้ที่ไม่เน้นสอบ ใช้เกมช่วยฝึกทักษะสำคัญสำหรับอนาคต
Level 02

เข้าใจความเจ็บปวดที่ยังไม่มีใครแก้

จุดเด่น 2 เรื่องที่ทำให้ BASE Playhouse โดดเด่นจากโรงเรียนหรือสถาบันอื่นๆ ในช่วงแรกคือ เนื้อหาและกระบวนการสอน

ด้านเนื้อหา พวกเขาค้นคว้าเทรนด์การศึกษาทั่วโลก และพบว่ารากฐานสำคัญสำหรับคนรุ่นต่อไปคือทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ที่จัดจำแนกง่ายๆ ได้เป็น 4C คือ Critical Thinking (การคิดอย่างมีเหตุผลและแก้ไขปัญหา), Creativity (การคิดสร้างสรรค์), Collaboration (การทำงานร่วมกับผู้อื่น) และ Communication (การสื่อสาร) จึงนำมาออกแบบเป็นหลักสูตรเสริมสร้างแต่ละทักษะ

“เราชวนผู้สอนสิบกว่าคนที่เรารู้จัก มานั่งถกกันว่าทักษะเหล่านี้สำคัญจริงไหม เราควรทำเรื่องนี้หรือเปล่า คำตอบที่ได้คือสำคัญมาก เพราะไม่ว่าจะทำงานอาชีพไหนหรือ AI เข้ามาเปลี่ยนโลก ทักษะชุดนี้จะยังจำเป็นอยู่ดี” แม็กเล่า

แม้หลายคนรู้ว่าสำคัญ แต่กลับยังไม่ค่อยมีใครเติมเต็มความต้องการนี้อย่างชัดเจน

“เราคุยกันตั้งแต่แรกว่าจำเป็นต้องทำเรื่องนี้ไหม จริงๆ เป็นหน้าที่ของโรงเรียนหรือเปล่า หลักสูตรแกนกลางก็มีเขียนไว้ว่าควรทำสิ่งนี้ แต่เราเจอปัญหาว่าโรงเรียนส่วนใหญ่ทำไม่ได้” ม๋ำอธิบาย

คุยกับสองนักออกแบบการเรียนรู้ สตาร์ทอัพที่สอนทักษะยุคใหม่ให้นักเรียนและองค์กรไม่อยากเลิกเรียนรู้

คำพูดนี้ไม่ได้เกิดจากการทึกทักเอาเอง แต่เขาและแม็กเคยรับบทเป็นครูพาร์ตไทม์ในโรงเรียนแห่งหนึ่งอยู่นาน 2 ปีระหว่างที่ทำ BASE Playhouse ไปด้วย เพื่อพัฒนาหลักสูตรทักษะผู้ประกอบการ และลองลงพื้นที่จริงเพื่อทำความเข้าใจว่าคุณครูในระบบเผชิญปัญหา ติดขัดเรื่องอะไรบ้าง

“เราเข้าไปเห็นตัวอย่างโรงเรียนที่ดีมาก คุณครูสอนด้วยชุดความคิดยุคใหม่ แต่พอเห็นโรงเรียนอื่นๆ เทียบกันแล้ว พบว่าคุณครูมีภาระและต้องจัดการเรื่องเอกสารหรือระบบเยอะกว่ามาก ทำให้เขาไม่มีเวลาโฟกัสกับการออกแบบกระบวนการเรียนรู้ในห้องเรียน บางที่ไม่ใช่ว่าคุณครูทำไม่ได้ แต่ผู้บริหารไม่ได้มีวิสัยทัศน์เรื่องนี้ เขามองไม่ออกจริงๆ ว่าหลักสูตรที่ควรเป็นคือแบบไหน แม้มีหลักสูตรแกนกลางเขียนไว้ แต่เขียนกว้างมากจนคนที่ไม่ได้มีพื้นฐานความรู้ด้านนี้เอามาตีความต่อยาก

“สุดท้าย ครูที่ไฟแรงถูกระบบการศึกษาดับไฟ พังความตั้งใจของเขา เรามีผู้สอนใน BASE ที่เคยเจอระบบแบบนี้และบอกว่าจะไม่เป็นครูอีกแล้ว เขาอยากทำให้เด็กเก่งขึ้น แต่กลับต้องทำอะไรที่ไม่เกี่ยวข้องเลย สรุปคือระบบปัจจุบันยังไม่เอื้อให้ครูและโรงเรียนทำสิ่งนี้ได้ดี” 

เมื่อได้สัมผัสความเจ็บปวดโดยตรง พวกเขาจึงเข้าใจปัญหาอย่างถ่องแท้ และออกแบบเนื้อหาคอร์สพัฒนาทักษะยุคใหม่ ความรู้ทางธุรกิจและการค้นหาตัวเองได้อย่างตรงจุด ไม่ติดกับกฎเกณฑ์เดิมๆ ของโรงเรียน

คอร์สช่วงแรกเน้นที่ผู้เรียนระดับ ม.ปลาย และ ปวช. เพราะม๋ำและแม็กมองว่านักเรียน ม.ต้น น่าจะยังค้นหาความสนใจของตัวเองอยู่ อาจยังไม่ได้ใช้ทักษะเหล่านี้เต็มที่ ในขณะที่นักศึกษามหาวิทยาลัยค่อนข้างมีโอกาสเข้าถึงกิจกรรมต่างๆ และได้รับการสนับสนุนอยู่พอสมควรแล้ว

แต่ทำไปเรื่อยๆ ทั้งสองค้นพบว่าความต้องการไม่จำกัดอยู่เพียงระดับนักเรียนเท่านั้น ผู้ใหญ่ที่ทำงานในองค์กรก็ต้องการพัฒนาทักษะ และกลายเป็นลูกค้ากลุ่มใหม่ของ BASE ‘for Corporate’

“ช่วงแรกไม่ได้ติดต่อไปหาองค์กรไหน แต่บริษัทติดต่อเข้ามาหาเราเอง อาจเพราะ Position เราชัดแต่แรกว่าจุดเด่นคืออะไร ซึ่งเป็นสิ่งที่องค์กรมองหาและมันไม่มีใน Training แบบเดิมๆ” 

คุยกับสองนักออกแบบการเรียนรู้ สตาร์ทอัพที่สอนทักษะยุคใหม่ให้นักเรียนและองค์กรไม่อยากเลิกเรียนรู้
Level 03

ออกแบบการเรียนรู้ที่ใช่ ไม่ต้องเหมือนใคร

“เราค่อนข้างซีเรียสในการทำความรู้จักผู้เรียน อยากรู้ว่าเขาเป็นใคร มีแรงจูงใจกับเรื่องอะไรบ้าง และอีกหลายคำถามที่บางทีคนและองค์กรก็งง เพราะไม่เคยโดนถามละเอียดแบบนี้มาก่อน” แม็ก Chief Learning Designer เล่ากระบวนการที่เป็นเหมือนสูตรเฉพาะตัวของธุรกิจ

หากเราไม่เข้าใจผู้เรียนจริง คงยากต่อการออกแบบกระบวนการสอนให้ดึงดูดความสนใจ ตราตรึงอยู่ในความทรงจำ และได้พัฒนาทักษะไปพร้อมกัน เชื่อว่าเราต่างเคยผ่านห้องเรียนที่มอบประสบการณ์ดีๆ เหล่านี้ให้ไม่ได้สักอย่าง เผลอๆ ทำให้เราเกลียดวิชานั้นมากกว่าเดิมด้วยซ้ำ

“จากประสบการณ์ที่ทำมาตลอด เราตกผลึกกันว่ากระบวนการเรียนรู้ที่ ‘ใช่’ จะมี 5 องค์ประกอบ” ม๋ำช่วยสรุปแก่นสำคัญของหลัก Learning Design ที่เขาได้ค้นพบ

หนึ่ง สนุก (Fun)

สอง สดใหม่ (Fresh) เพราะโลกเปลี่ยนไปเร็วมาก ต้องเท่าทันการเปลี่ยนแปลง

สาม มีความหมาย (Meaningful) ต่อตัวผู้เรียน รู้ว่าเรียนไปทำไม เอาไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้

สี่ ปฏิบัติตามได้ (Practical)

สุดท้าย ต้องง่าย (Simple) ไม่ว่าเนื้อหาจะยากแค่ไหนก็ตาม 

คุยกับสองนักออกแบบการเรียนรู้ สตาร์ทอัพที่สอนทักษะยุคใหม่ให้นักเรียนและองค์กรไม่อยากเลิกเรียนรู้

การสร้างประสบการณ์ให้ผู้เรียนรู้สึกถึง 5 องค์ประกอบนี้มีหลายกลยุทธ์ หนึ่งกระบวนท่าที่ BASE Playhouse เลือกใช้คือ Gamification หรือการถอดรหัสองค์ประกอบของเกมมาใช้งาน พร้อมแต่งเติมเรื่องราว เพื่อให้เกิดทั้งความสนุกและความรู้ ช่วยสร้างผลลัพธ์บางอย่างนอกเหนือตัวเกม เช่น ผลักดันให้เกิดพฤติกรรมใหม่ หรือเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กร

ยกตัวอย่างที่ผ่านมา ในคอร์สทักษะความเป็นผู้นำ BASE Playhouse สร้างเกมขึ้นมาให้ 30 คนเล่นพร้อมกันทั้งห้องเพื่อปลดปล่อยศักยภาพความเป็นผู้นำออกมาเต็มที่เป็นเวลา 4 ชั่วโมง หรืออย่างคอร์ส Skill of Success ม๋ำและแม็กออกแบบเกมแนว RPG (Role-Playing Game) ให้คนฝึกรวมมิตรทักษะสำคัญไประหว่างทางตลอด 2 วันเต็ม

บางเวิร์กชอป พวกเขาสร้างโปรแกรมจำลองสถานการณ์และประมวลข้อมูล (Simulation) ขึ้นมาเพื่อใช้งาน

บางเวิร์กชอป มีการใช้บอร์ดเกมที่ออกแบบขึ้นใหม่โดยเฉพาะ หาจากที่ไหนไม่ได้อีก

คุยกับสองนักออกแบบการเรียนรู้ สตาร์ทอัพที่สอนทักษะยุคใหม่ให้นักเรียนและองค์กรไม่อยากเลิกเรียนรู้

ทั้งหมดนี้ ลงทุนทำเพื่อสร้างสภาวะจำลองที่ผู้เรียนได้ฝึกปรือฝีมือแบบไม่ต้องกลัวพลาด เกิดกระบวนการโต้ตอบและเรียนรู้ภายในเวลาอันสั้น เหมือนได้เข้าไปใช้เวลาอยู่ในโลกอีกใบ โดยมีรางวัลคือความรู้ (Knowledge) วิธีคิด (Mindset) และทักษะติดตัว (Skill) แม้ไม่เห็นผลทันตาในเวลาอันสั้น แต่จะเป็นจุดเริ่มต้นหรือการเปลี่ยนแปลงที่ดีของชีวิตใครหลายคน

ความพิเศษอีกเรื่องคือ กระบวนการที่ใช้กับแต่ละกลุ่มผู้เรียนผ่านการคิดอย่างละเอียดถี่ถ้วน และในแต่ละรอบอาจไม่เหมือนกันเลย แม้เป็นคอร์สเดียวกันก็ตาม 

“เราทำหน้าที่ให้คำปรึกษาและช่วยตีความว่าเขาจะต้องแก้ปัญหาที่เจออย่างไร บางครั้งองค์กรเข้ามาด้วยโจทย์ว่าอยากฝึกพนักงานเรื่อง Critical Thinking เราถามกลับว่าทักษะนี้จะใช้แก้ปัญหาอะไร คุยไปมา ปรากฏว่าสิ่งที่พวกเขาขาดจริงๆ คือ Communication

“หน้าที่เราคือการแปลความต้องการและหาสิ่งที่ใช่สำหรับผู้เรียน ถึงแม้ว่าจะเป็นคอร์สเดิม แต่ถ้าวิธีการมันไม่ตอบโจทย์ผู้เรียน เราจะเปลี่ยนฟอร์แมตหรือเกมเพื่อให้แก้ปัญหาได้จริงๆ นั่นคือจุดเด่นของเรา”

คุยกับสองนักออกแบบการเรียนรู้ สตาร์ทอัพที่สอนทักษะยุคใหม่ให้นักเรียนและองค์กรไม่อยากเลิกเรียนรู้
Level 04

สู้ความกลัว ปรับตัวสู่โลกออนไลน์

BASE Playhouse ใส่ใจประสบการณ์ของผู้เรียนมาก มากจนปลาย พ.ศ. 2562 พวกเขาตัดสินใจครั้งใหญ่ เช่าสถานที่โซน 24 ชั่วโมงของสามย่านมิตรทาวน์ เนรมิตเป็นออฟฟิศและสนามฝึกสกิลล์ที่มีอุปกรณ์ครบครัน บรรยากาศปลอดโปร่ง เอื้อต่อการเรียนรู้ ไว้จัดเวิร์กชอป ต้อนรับคนเข้ามาใช้พื้นที่ และสร้างคอมมูนิตี้แห่งการเรียนรู้

แต่เปิดตัวไม่นาน เรื่องไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น

คุยกับสองนักออกแบบการเรียนรู้ สตาร์ทอัพที่สอนทักษะยุคใหม่ให้นักเรียนและองค์กรไม่อยากเลิกเรียนรู้

“ความรู้สึกแรกคือเหนื่อยและยากแน่นอน”

“กลัวระดับหนึ่งเลย เพราะเราแคร์ประสบการณ์ผู้เรียนมากๆ พอคนเจอกันไม่ได้ มันเหมือนตัดคุณค่าหลักของธุรกิจไปเลย”

ผู้ประกอบการหลายคนคงเข้าใจความรู้สึกนี้ดี เมื่อข่าวการแพร่ระบาดและความรุนแรงของโควิด-19 ปรากฏให้เห็นชัดขึ้นเรื่อยๆ ช่วงต้นปีก่อน

“เราต้องคิดใหม่เกือบหมด กลับมาถามตัวเองว่าเราจะสร้างทักษะให้คนผ่านทางออนไลน์แทนได้ไหม” แม็กเล่า การสอนเนื้อหาทั่วไปทางออฟไลน์ให้คนชอบและได้ความรู้ก็ถือว่ายากแล้ว พอโจทย์เป็นการฝึกทักษะทางออนไลน์ ยิ่งท้าทายขึ้นอีกระดับ

แต่ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้เลย ถ้าเราลองดูก่อน

“ช่วงนั้นมีคนติดต่อมาให้เราช่วยจัดสอนออนไลน์ คิดว่าเป็นโอกาสดีที่จะลอง ปรากฏว่าทำได้และน่าพอใจด้วย เราแค่ต้องเลิกยึดติดกับความเชื่อว่าความสนุกหรือการโต้ตอบจะเกิดขึ้นต้องอยู่ที่วิทยากรหรือช่องทาง ถ้าโฟกัสกับหลัก Learning Design เราสร้างกระบวนการที่ดีได้นะ” ม๋ำและแม็กยืนยัน

คุยกับสองนักออกแบบการเรียนรู้ สตาร์ทอัพที่สอนทักษะยุคใหม่ให้นักเรียนและองค์กรไม่อยากเลิกเรียนรู้

การทดลองใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นของพวกเขามีหลากหลายรูปแบบมาก

เช่น PRACT คอร์สออนไลน์ใหม่ที่สอนเนื้อหาเป็นโมดูลสั้นๆ ครั้งละเพียง 15 – 20 นาที พร้อมภารกิจให้ผู้เรียนกลับไปทำให้เกิดเป็นนิสัย เพราะเข้าใจธรรมชาติของมนุษย์จริงๆ ว่าเราไม่อาจโฟกัสกับหน้าจอได้นานนักหรอก

Hell Day ที่พวกเขาต้องออกแบบกระบวนการเพื่อช่วยบริษัทหนึ่งคัดเลือกนักศึกษาฝึกงาน โจทย์คือการสร้างพื้นที่ให้ 150 คนแสดงทักษะ 8 ด้านตลอดเวลา 24 ชั่วโมงไม่มีหยุด พร้อมวัดผล เรียกได้ว่ารีดเค้นความคิดสร้างสรรค์และตรรกะในการออกแบบอย่างสุดกำลัง

และ mappa แพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ที่ช่วยเปลี่ยนบ้านให้กลายเป็นพื้นที่เล่น รู้ สนุก ที่ทีม BASE Playhouse เข้าไปช่วยออกแบบระบบและกลไกของเกมให้กระตุ้นพฤติกรรมการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างพ่อแม่และเด็ก

คนอาจมองว่ากระบวนการทางออนไลน์แบบนี้จะสำเร็จต้องใช้เทคโนโลยีล้ำสมัย แต่ม๋ำและแม็กมองว่าแก่นสำคัญจริงๆ อยู่ที่การเข้าใจผู้เรียนเหมือนเดิม

“ตอนออกแบบ เราไม่ได้เริ่มจากเรื่องเทคโนโลยีเลย แต่เราถามว่าผู้เรียนเป็นใคร อยู่ที่ไหน เข้าถึงโลกออนไลน์ได้แค่ไหน ประสบการณ์ที่เขาควรได้รับเป็นอย่างไร แล้วค่อยหาเทคโนโลยีที่เหมาะมาเสริม จากนั้นใช้ความสร้างสรรค์ต่อยอดให้มันพิเศษและสนุกขึ้นไปอีกภายใต้ข้อจำกัดที่มี” 

เมื่อทำไป 2 – 3 งาน ทีม BASE Playhouse กอบกู้ความมั่นใจของตัวเองกลับมา แม้สถานการณ์สังคมยังไม่กลับคืนสู่ภาวะปกติ พวกเขากล้าออกแบบกระบวนการสอนออนไลน์และแนะนำองค์กรใหญ่ๆ มากขึ้น รวมถึงต่อยอดโมเดล ‘School Studio’ จับมือกับโรงเรียนอีกราว 5 แห่ง พัฒนาและดูแลหลักสูตร Entrepreneurship ให้นักเรียนโดยเฉพาะ

“Mindset เราเปลี่ยนไปจากปีที่แล้ว พอรู้ว่าอะไรทำได้ ทำไม่ได้ เรากลัวน้อยลง นั่นคือความแตกต่างที่เกิดขึ้น” ซีอีโอกล่าว หลังทำงานหนักเพื่อฝ่าวิกฤตมาตลอดทั้งปี

แต่การปรับตัวของพวกเขาไม่ได้มีเพียงเท่านี้

คุยกับสองนักออกแบบการเรียนรู้ สตาร์ทอัพที่สอนทักษะยุคใหม่ให้นักเรียนและองค์กรไม่อยากเลิกเรียนรู้
Level 05

เปลี่ยนทิศทาง สร้างสิ่งใหม่

นอกจากขยายเป้าหมายผู้เรียนจากนักเรียนเป็นครอบคลุม ‘มนุษย์’ หลายช่วงวัยมากขึ้นอย่างชัดเจน ช่วงปีที่ผ่านมา BASE Playhouse สร้างบริการใหม่ขึ้นมาให้ตอบโจทย์ทั้งวงจรการพัฒนาศักยภาพและความสามารถของมนุษย์

“Pain Point ที่เราเจอมาตลอดจากการจัดเทรนนิ่ง คือเราวัดความสามารถของคนไม่ได้ นอกจากการสอบ ดู CV และสัมภาษณ์ เราตั้งคำถามขึ้นมาว่ามีวิธีไหนไหมที่ทำให้เราเห็นมิติความเก่งที่ซ่อนอยู่ของคนได้ครบ” 

เมื่อจัดคอร์สออฟไลน์ไม่ได้และมีคำถามนี้ค้างคาอยู่ พวกเขาตัดสินใจเข้าร่วม Hackathon ของ StormBreaker Ventuer Accelerator ลองคิดสิ่งใหม่จนเกิดเป็นหน่วยสตาร์ทอัพในบริษัทชื่อ ‘SEEN’ แพลตฟอร์มที่เปลี่ยนการวัดผล Soft Skills ให้กลายเป็นเรื่องง่ายขึ้น 

เครื่องมือนี้จะช่วยให้โรงเรียนและองค์กรคัดเลือกบุคลากรที่เหมาะสม ทั้งทางด้านทักษะและความเข้ากันกับวัฒนธรรมองค์กรได้อย่างตรงจุดมากขึ้น ในอนาคต เมื่อองค์กรจัดเทรนนิ่ง พวกเขาจะประเมินได้ว่าผู้เรียนพัฒนาขึ้นจริงไหม ด้านใดบ้าง และวางแผนการพัฒนาต่ออย่างเหมาะสม ครบถ้วนทุกประสบการณ์เรียนรู้

SEEN ยังอยู่ในช่วงทดสอบก่อนเปิดให้บริการภายในปีนี้ ถือเป็นสตาร์ทอัพและเทคโนโลยีการศึกษา (EdTech) และบริหารบุคลากร (HRTech) ที่น่าจับตา ฉีกออกจากผู้เล่นที่มีอยู่ในตลาด

“เราเห็นคนไทยสร้าง EdTech เยอะขึ้น อาจเพราะเคยเจ็บปวดมาเหมือนกันหมดเลยอยากแก้ไข แต่มักไม่รอด เพราะเอาเทคโนโลยีมาช่วยกระจายการเข้าถึงการศึกษาเฉยๆ ทำเป็น E-learning เหมือนกันหมด แต่มันเป็นแค่ทางแก้หนึ่งเท่านั้น ถ้าคอนเทนต์หรือกระบวนการเรียนรู้ไม่ได้ออกแบบมาดี ถึงจะส่งหาคนเรียนถึงที่ แต่เขาไม่ได้อยากเรียนหรือมีส่วนร่วม สุดท้ายเขาไม่ได้เรียนรู้อะไรมากขึ้นเหมือนเดิม

“EdTech ควรจะช่วยยกระดับประสบการณ์การเรียนรู้ ตั้งแต่กระบวนการไปจนถึงการวัดผล SEEN เป็นส่วนหนึ่งในนั้นที่เรากำลังทำ และเรายังอยากเห็น EdTech อื่นๆ ใช้เทคโนโลยีมาพัฒนาประสบการณ์ให้ตรงจุดกันมากขึ้น มากกว่าแค่การกระจายความรู้”

คุยกับสองนักออกแบบการเรียนรู้ สตาร์ทอัพที่สอนทักษะยุคใหม่ให้นักเรียนและองค์กรไม่อยากเลิกเรียนรู้
Level 06

สร้างพื้นที่ของคนรุ่นต่อไป

5 ปีผ่านไป จากรากฐานที่แข็งแรง ปัจจุบัน BASE Playhouse ได้รับการต่อเติมให้กลายเป็นบ้านที่อบอุ่น มีชีวิตชีวาและเสียงหัวเราะ

จากสองคนที่เคยอยู่ขั้วตรงข้าม ทะเลาะกันทางความคิดประหนึ่งอยู่กลางสงคราม ม๋ำและแม็กเติบโตเรียนรู้ ซึมซับความเก่งกาจของกันและกัน จนกลายเป็นคู่หูที่มองโลกได้อย่างรอบด้าน

และยิ่งเข้มแข็งขึ้นไปอีก เมื่อพวกเขาขยายทีม ต้อนรับสมาชิกคนรุ่นใหม่ที่เต็มเปี่ยมด้วยพลัง และมองเห็นความสำคัญของการปลดล็อกศักยภาพมนุษย์เหมือนกัน รวมแล้วราว 20 ชีวิต มาร่วมเล่นและผจญภัยไปด้วยกัน

“เราบอกทุกคนในทีมเสมอว่า BASE เป็น Playhouse ของพวกเขาเหมือนกันนะ” พี่ใหญ่เล่าแนวทางการทำงานขององค์กร

“ทีมเราถือเป็นผู้เรียนที่ต้องออกแบบกระบวนการเรียนรู้ให้เขาด้วย เป้าหมายเราไม่ใช่แค่ให้เขามาทำงาน รับเงินเดือนแล้วจบ แต่อยากให้พวกเขาได้เรียนรู้และเติบโตไปพร้อมกัน ลองสิ่งที่อยากลอง ใช้ความเป็นตัวเองฉีกกรอบเดิมๆ ภายใต้สภาวะที่เราพร้อมสนับสนุน เพราะสุดท้าย ทุกคนเป็นมนุษย์ที่กำลังเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา” 

บางองค์กรมุ่งเน้นจะทำให้แต่คนภายนอก แต่กลับลืมคนที่อยู่เคียงข้าง

จากที่เคยพูดคุยใช้เวลากับพนักงานของ BASE Playhouse เรายืนยันว่าพวกเขาใส่ใจเหมือนกัน ทั้งในและนอกบ้าน

ภารกิจสำคัญต่อไปของม๋ำและแม็ก คือการผลักดันน้องๆ รุ่นใหม่ให้กล้าตัดสินใจแทนพวกเขามากขึ้น เปิดโอกาสให้เติบโตและสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ด้วยตัวเอง แม้ท้าทาย แต่ถือเป็นก้าวสำคัญของทุกสตาร์ทอัพที่กำลังขยับขยาย

นอกจากเชื่อพลังของคนรุ่นใหม่วัยทำงานในทีมแล้ว BASE Playhouse ยังสร้างพื้นที่อย่างโครงการ BASE Ambassador คัดเลือกน้องๆ ม.ปลาย และ ปวช. ที่พร้อมเรียนรู้และมีตัวตนที่ชัดเจนแตกต่าง มาติดอาวุธให้เขาก่อนเผชิญโลกแห่งความเป็นผู้ใหญ่ เพื่อพิสูจน์ให้สังคมเห็นว่ากระบวนการเรียนรู้ที่ใช่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตคน

“เราทำมาสองรุ่น น้องบางคนกลับมาฝึกงานกับเรา แล้วเราเห็นสิ่งที่เราเคยสอนไปเมื่อปีก่อนๆ อยู่ในผลงานของเขาชัดมาก มันทำให้เห็นว่าทุกคนเติบโตก้าวกระโดดจริงๆ” 

ใครอยากทำธุรกิจการศึกษา อาจต้องทำใจเผื่อไว้ว่าจะเห็นผลช้าหรือบางทีไม่เห็นด้วยซ้ำ

แต่คุณจะได้รับโอกาสเปลี่ยนความคิด ชีวิต และโลกทั้งใบของใครสักคน

คุยกับสองนักออกแบบการเรียนรู้ สตาร์ทอัพที่สอนทักษะยุคใหม่ให้นักเรียนและองค์กรไม่อยากเลิกเรียนรู้
คุยกับสองนักออกแบบการเรียนรู้ สตาร์ทอัพที่สอนทักษะยุคใหม่ให้นักเรียนและองค์กรไม่อยากเลิกเรียนรู้
Level 07

ปรับไม้บรรทัดของสังคม

อีกหนึ่งเรื่องที่ควรทำใจไว้ด้วย หากอยากประกอบธุรกิจการศึกษาที่แตกต่างในประเทศไทยคือ คนอาจเห็นคุณค่า แต่ไม่ให้ราคาอย่างที่ควรเป็น 

“เราเคยถามตัวเองเหมือนกันว่าตั้งราคาแพงไปไหม แต่คนมักไม่รู้ว่าเบื้องหลังการออกแบบที่ดีมีต้นทุนอะไรบ้าง ประเทศเรามักมองว่าการศึกษาเป็นของฟรี ต่างจากหลายประเทศที่ให้คุณค่าเรื่องนี้มาก ยกให้ครูเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบการเรียนรู้จริงๆ แต่ในไทยยังไม่ได้มีค่านิยมแบบนั้น” ทั้งสองเผย

ความตั้งใจของม๋ำและแม็กในการสร้างธุรกิจการศึกษาที่อยู่ได้อย่างยั่งยืนมักถูกทดสอบจากค่านิยม รวมถึงระบบที่ดำรงอยู่ไม่แปรเปลี่ยนจากแต่ก่อน พวกเขาต้องต่อสู้อยู่กับไม้บรรทัดเดิมของสังคมที่ชี้ว่าคุณค่าของคนอยู่ที่การพิชิตข้อสอบให้ได้ ความรู้ทางวิชาการสำคัญที่สุด ทั้งที่จริงแล้ว ชีวิตมนุษย์หนึ่งคนยังมีอะไรให้เรียนรู้มากกว่านั้น

แต่ความพยายามของพวกเขาใช่ว่าจะสูญเปล่า

คุยกับสองนักออกแบบการเรียนรู้ สตาร์ทอัพที่สอนทักษะยุคใหม่ให้นักเรียนและองค์กรไม่อยากเลิกเรียนรู้

“ช่วงปีที่ผ่านมา เราเริ่มเห็นความเชื่อใหม่ๆ เข้ามาอยู่ในระบบแล้ว เพราะเด็กๆ เข้าถึงข้อมูลและมีตัวเลือกเยอะขึ้น โรงเรียนก็เริ่มปรับตัว หลังผ่านสถานการณ์โควิด-19 ไป จะเกิดการตั้งคำถามกับกระบวนการเรียนรู้ในห้องเรียนว่าแบบเก่าได้ผลจริงไหม หรือถึงเวลาต้องเปลี่ยน และจะเปลี่ยนอย่างไรบ้าง

“เราวางไว้ว่า BASE Playhouse จะเป็นคนที่สร้างห้องเรียนแห่งอนาคตได้ชัดเจนที่สุด โดยการหยิบเทคโนโลยีที่เปลี่ยนอย่างรวดเร็วมาปฏิวัติประสบการณ์เดิมๆ ในห้องเรียน เราจะจับมือกับโรงเรียนมากขึ้น เพราะเป็นไม่กี่วิธีที่เราจะสเกลอิมแพคโดยไม่ต้องคาดหวังการเปลี่ยนโครงสร้างระบบการศึกษา” ม๋ำและแม็กเล่าสิ่งที่สังเกตเห็นและทิศทางอนาคตของธุรกิจไปพร้อมกัน

ทั้งสองเข้าใจเป็นอย่างดีว่าการพลิกโฉมการศึกษาควรแก้ที่โครงสร้างและนโยบาย แต่การทำให้สำเร็จต้องอาศัยพลังมหาศาล และไม่รู้ว่าต้องใช้เวลาอีกนานเพียงใดถึงจะเห็นการเปลี่ยนแปลงที่เฝ้ารอ 

แน่นอนว่าต้องมีคนขับเคลื่อนและแรงสนับสนุนในระดับนี้ด้วย พวกเขาไม่ได้เพิกเฉยและพยายามสร้างคอมมูนิตี้คนแวดวงการศึกษาให้เข้มแข็งขึ้นมาโดยตลอด แต่ในเชิงบริหารธุรกิจ ม๋ำและแม็กกำหนดทิศทางไว้ว่าจะสร้างและขยายผลการเปลี่ยนแปลงภายใต้ข้อจำกัด ผ่านสิ่งที่พลเมืองอย่างพวกเขาทำได้เลยวันนี้

“เราคุยกันเสมอว่าปัญหาที่เราแก้ได้คืออะไรบ้าง อาจเป็นแค่บางอย่างเล็กๆ แต่เชื่อว่าวันหนึ่งผลลัพธ์ของมันจะเปลี่ยนทั้งระบบในอนาคต เราไม่รู้หรอกว่าเด็กคนหนึ่งที่เราตั้งใจออกแบบกระบวนการให้วันนี้ วันหนึ่งเขาจะเป็นใคร ทำอะไรได้บ้าง” 

คุยกับสองนักออกแบบการเรียนรู้ สตาร์ทอัพที่สอนทักษะยุคใหม่ให้นักเรียนและองค์กรไม่อยากเลิกเรียนรู้

นอกจากเด็กและโรงเรียนแล้ว องค์กรคืออีกหนึ่งกลุ่มสำคัญที่ต้องเปลี่ยนด้วยเหมือนกัน ทั้งการจัดอบรมให้พนักงาน และการพยายามทำ CSR ด้านการศึกษา แม้จะเป็นความหวังดี แต่กลับพบว่าใช้จ่ายกันไปอย่างสูญเปล่ามาก

“เราเห็นงบประมาณหลายล้านถูกใช้กับการจัดเทรนนิ่งหรือ CSR ที่ไม่เกิดการเรียนรู้อะไรเลย ไม่มีประสิทธิภาพ ไม่เหมาะกับผู้เรียน วัดผลไม่ได้ BASE Playhouse อยากให้คนรู้ว่ากระบวนการที่ดีและอิมแพคนั้นมีอยู่นะ เราออกแบบการสอนและวัดผลให้ได้ และโปรเจกต์ที่เราอยากทำมากๆ คือการสร้าง CSV (Creating Shared Value) ขององค์กร ที่ไม่ใช่ทำงานกับเด็กเพื่อภาพลักษณ์ แต่ทำเสร็จแล้วเกิดการเปลี่ยนแปลงจริงๆ”

Level 08

ร่วมกันสร้างบ้านที่เรารัก

หลังฝ่าฟันล้มลุกมา 5 ปี ม๋ำและแม็กยังคงต้องเรียนรู้อยู่ทุกวัน ก้าวสำคัญต่อไปของพวกเขาคือการเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับธุรกิจที่มีหลายยูนิตและธรรมชาติแตกต่างกัน หัดถอยออกมาดูภาพรวมองค์กร บริหารให้ทุกทีมทำงานสอดคล้องกัน และเติบโตอย่างยั่งยืน

ฟังดูก็รู้ว่าเส้นทางที่แสนเหนื่อยรออยู่ข้างหน้า แต่ปัญหาที่พวกเขาอยากแก้นั้นสำคัญเกินกว่าจะนั่งกลัว ใจของพวกเขารู้สิ่งนี้ดี

“เส้นทางในอุตสาหกรรมนี้ไม่ง่ายและน่ากลัวมาก มีตัวแปรที่เราควบคุมไม่ได้เยอะ ถ้าใครอยากเข้ามาทำสตาร์ทอัพ อยากให้เช็กว่าใจเราพร้อมสู้จริงๆ ใช่ไหม ยอมแลกกับไลฟ์สไตล์เดิมหรือเงิน เพื่อเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างหรือเปล่า” ทั้งสองแบ่งปันข้อคิดถึงคนที่กำลังสนใจอยากร่วมอุดมการณ์ในวงการ

“ถ้าตอบว่าใช่ พร้อมทุ่มเท อยากให้ดูว่าเรากำลังจะแก้ปัญหาอะไรให้ใคร ส่วนตัวคิดว่าคนทำโซลูชันคอร์สออนไลน์เยอะมากแล้ว แต่ยังไม่ค่อยมีใครยกระดับกระบวนการเรียนรู้ให้ไปถึงจุดที่มีความหมายกับผู้เรียนจริงๆ ถ้าทำจุดนี้สำเร็จ มันจะช่วยยกระดับอุตสาหกรรมให้ไปต่อได้และทำให้ Ecosystem ดีขึ้นมาก”

ยังมีผู้คนจำนวนมากต้องเผชิญห้องเรียนที่ทำให้เบื่อหน่ายการเรียนรู้ เศร้าหมองกับห้องเรียนที่ไม่ตอบคำถามและข้อสงสัยในใจ ทุกข์ระทมกับห้องเรียนที่ไม่ช่วยให้ค้นพบศักยภาพที่ซ่อนอยู่อย่างมากล้น

ยังมีพ่อแม่ คุณครู โรงเรียนและองค์กร ที่แสวงหาหนทางสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ ฝึกหัดทักษะใหม่ๆ ที่ทำให้คนสำคัญของพวกเขามีรากฐานชีวิตที่แข็งแรงและพัฒนาก้าวหน้า

ยังมีความต้องการอีกมากมายที่รอคนช่วยกันเติมเต็ม

ตราบใดที่คนเรายังต้องเติบโต BASE Playhouse จะเป็นหนึ่งในบ้านและโรงเรียนที่อบอุ่นและปลอดภัย พร้อมออกแบบประสบการณ์การเรียนรู้แบบครบวงจร ให้อยู่ติดตัวคู่ความทรงจำและชีวิตคุณไปอีกพักใหญ่

ด้วยพลังของเทคโนโลยี ความคิดสร้างสรรค์

และความเข้าใจมนุษย์อย่างลึกซึ้ง

BASE Playhouse ธุรกิจออกแบบการเรียนรู้ที่ไม่เน้นสอบ ใช้เกมช่วยฝึกทักษะสำคัญสำหรับอนาคต

ขอบคุณภาพบางส่วนจาก BASE Playhouse

Writers

ปัน หลั่งน้ำสังข์

บัณฑิตวิศวฯ ที่ผันตัวมาทำงานด้านสื่อ เพราะเชื่อว่าเนื้อหาดี ๆ จะช่วยให้คนอยากมีชีวิตอยู่ต่อไป

แคทรียา มาลาศรี

คนทักผิดตลอดชีวิตว่าเป็นนักร้องดัง รักการกินผักและรักเนื้อพอๆ กับผัก เกิดที่อีสาน เรียนที่ภาคกลางและหลงทางที่เชียงใหม่

Photographer

ณัฐนิช ชนะฤทธิชัย

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load