4 กุมภาพันธ์ 2564
16 K

หากให้แต่ละคนนิยามความหมายของบ้าน คำตอบที่ได้ คงแตกต่างตามโจทย์การดำเนินชีวิต

เราจึงเชื่อเสมอว่า การออกแบบบ้านสักหลัง มากกว่าความงามที่มองเห็นจากภายนอก เมื่อมองให้ลึก คือการออกแบบรูปแบบการใช้ชีวิตอย่างสะดวก และทำให้ที่แห่งนั้นเดินเท้าเปล่าอย่างสบายใจที่สุด

มีหนึ่งโครงการที่น่าสนใจมาก ออกแบบบ้านด้วยวิถีที่ว่ามานี้ แต่มีแนวคิดใหม่และเกิดขึ้นตั้งแต่ 6 ปีก่อน ซึ่งถือว่าก้าวนำเทรนด์การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในไทย (อาจเรียกว่าในโลกด้วยก็ได้) และทำให้คนเข้าใจว่าพื้นที่เช่นนี้ ไม่ใช่คอนโดมิเนียมอีกต่อไป

คอลัมน์หมู่บ้านถือโอกาสชวน คุณใหญ่-โชติพล เตชะไกรศรี กรรมการผู้จัดการบริษัท วาย แอล พี จำกัด มาเล่าแนวคิดเบื้องหลังทั้งหมดของ WINDSHELL โครงการที่สร้างบ้านเพื่อให้คนอยู่ได้สร้างบ้านของตัวเองแห่งนี้ มีรายละเอียดตามมาลึกซึ้งทุกส่วน ขยายจากความเป็นบ้านที่ไม่เหมือนใคร และคงไม่มีใครกล้าทำ เพราะทั้งหมดมาจากแพสชันและความเชื่อที่อยากทำบ้านที่ดีในอีกความหมาย

Windshell นราธิวาสฯ

เขาว่า ถ้าคุณจะทำอะไรเป็นอย่างแรก ต้องทำเป็นคนแรก

WINDSHELL มีจุดเริ่มต้นจากการอยากสร้างบ้านในเมือง ตั้งอยู่บนทำเลอันเงียบสงบแต่สะดวก มี Facility แบบคอนโดมิเนียม ก็เลยคิดแบบบ้านท้ายซอย ผลลัพธ์จึงกลายเป็นนวัตกรรมการสร้างบ้านแบบใหม่ในคอนเซปต์ที่แปลกและไม่ซ้ำใคร เขานิยามให้มันเป็น Tropical Stacking Home หรือบ้านแนวตั้ง โดยแต่ละยูนิต มีหน้าบ้าน (Front Garden) มีหลังบ้าน (Back Garden) มีสองชั้น และได้ใกล้ชิดธรรมชาติไม่ว่าซอกมุมใดของบ้าน

เหตุผลที่ขายเป็นห้องเปล่าขนาดใหญ่ (Bareshell) ไม่มีคานไม่มีเสาด้วยโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก (Shear Wall) ไม่ปิดซ่อนโครงสร้าง-งานระบบ ไม่ทาสี และไม่มีบันได แม้จะบอกว่ามีสองชั้น ก็เพื่อให้ผู้อยู่ได้ออกแบบบ้านที่เหมาะกับตัวเอง

WINDSHELL โครงการบ้านแนวตั้งเดียวของไทยที่ออกแบบให้รับลมธรรมชาติตลอดปีและมีพื้นที่หลังบ้าน

ที่สำคัญ ออกแบบรูปลักษณ์สถาปัตยกรรม ทิศทางอาคาร และการระบายอากาศด้วยวิธีธรรมชาติ ให้รับลมได้ตลอดปีทุกยูนิต นี่เลยเป็นที่มาของชื่อ WINDSHELL

และที่เจ๋งยิ่งกว่า เป็นโครงการที่เจ้าของยังอยู่เองด้วย

บ้านคือความสะดวกสบาย

ขอให้ข้อมูลอย่างย่อ WINDSHELL เป็นโครงการที่พักอาศัยในรูปแบบฟรีโฮลด์บนถนนนราธิวาสราชนครินทร์ มีทั้งหมด 28 ชั้น 36 ยูนิต ทั้งชั้นมีเพียง 2 ยูนิต ขนาด 453.28 ตารางเมตร และ 562.35 ตารางเมตร รูปแบบห้องเป็นแบบดูเพล็กซ์พร้อมลิฟต์ส่วนตัว โครงการมี Facility แบบคอนโดมิเนียม ทั้งทำเลสะดวก ส่วนกลางฟิตเนส สระว่ายน้ำพร้อมวิวคุ้งบางกะเจ้า 360 องศา ห้องซาวน่า ครัวแบบ Communal Kitchen สวนหย่อมขนาด 800 ตารางเมตร ล็อบบี้ ไปจนถึงการดูแลความปลอดภัยและการซ่อมบำรุง

WINDSHELL โครงการบ้านแนวตั้งเดียวของไทยที่ออกแบบให้รับลมธรรมชาติตลอดปีและมีพื้นที่หลังบ้าน

“โครงการนี้เริ่มต้นจากการที่เราเอาตัวเองเป็นผู้อยู่อาศัย เราอยู่คอนโดฯ มาก่อน พอเริ่มมีลูก มีครอบครัว ย้ายไปอยู่บ้านเพื่อให้มีพื้นที่ มีบริเวณมากขึ้น บวกกับพอเราโตขึ้น อยากใกล้ชิดธรรมชาติด้วย พอถึงวันนั้นที่เราตัดสินใจว่าจะหาบ้านแล้ว เรารู้ว่าในตลาดมีอะไรบ้าง แน่นอนว่าถ้าอยากได้พื้นที่มาก ส่วนใหญ่ต้องยอมออกไปไกลขึ้น แต่สุดท้ายมันก็ไม่ตอบโจทย์เราในเรื่องเดินทาง เรื่องรถติด เรื่องไลฟ์สไตล์ของเราที่ชินกับในเมือง ต้องยอมรับว่าความเจริญหรือไลฟ์สไตล์แบบนี้มันไม่ได้กระจายออกไป แต่พอไปดูคอนโดฯ ขนาดใหญ่ขึ้น ก็ไม่ตอบโจทย์วิธีการใช้ชีวิตแบบที่เราให้นิยามคำว่าบ้าน

“ความเป็นบ้านของผม ต้องมีบริเวณเยอะและมีคุณภาพ ต้องได้ฟังก์ชัน เช่น ใหญ่อย่างเดียวแล้วคุณทำอาหารไม่ได้หรือเหม็นอยู่ในบ้านก็ไม่มีประโยชน์ ต้องมีการออกแบบเลย์เอาต์และการจัดการตึกที่ดี ระบายอากาศได้ มีที่เก็บของ แล้วก็ต้องมีความเป็นส่วนตัว 

“ผมต้องการใกล้ชิดธรรมชาติ คำว่าธรรมชาติไม่ใช่มีแค่ต้นไม้ แต่รวมถึงแสงธรรมชาติ การระบายอากาศแบบลมผ่านอาคาร (Cross Ventilation) ซึ่งอันนี้สำคัญ ทำให้รู้สึกเหมือนได้อยู่บ้าน เพราะไม่ต้องอยู่ห้องแอร์ตลอดเวลา ในขณะเดียวกันผมต้องการ Facility บางอย่าง เช่น สระว่ายน้ำยี่สิบเมตรให้ลูกได้ใช้เรียนว่ายน้ำ มีฟิตเนส ถ้าจะไปอยู่บ้านเดี่ยวแล้วทำเองก็ไม่สมเหตุสมผล และความปลอดภัย สิ่งอำนวยความสะดวก เช่น ช่างอาคารที่คอยช่วยเรา เวลามีปัญหาในบ้าน ซึ่งผมว่าความต้องการเหล่านี้เป็นเรื่องพื้นฐาน” 

WINDSHELL โครงการบ้านแนวตั้งเดียวของไทยที่ออกแบบให้รับลมธรรมชาติตลอดปีและมีพื้นที่หลังบ้าน

คุณโชติพลเล่าที่มาของโครงการ WINDSHELL ซึ่งเขาลงมือทำเองเพื่อตอบสนองความต้องการอย่างคิดไว้ โดยไม่ได้วิ่งไล่ตามตลาด แต่สร้างในสิ่งที่ขาดและยังไม่มีที่ไหนตอบโจทย์ความเป็นบ้าน ที่หลอมสิ่งอำนวยความสะดวกแบบคอนโดมิเนียมไว้รวมกัน

ผู้พัฒนาโครงการบ้านแบบ Stacking Home ยังบอกอีกว่าเขาพยายามคิดไอเดียทั้งหมดและลงมือพัฒนามาตั้งแต่ 6 ปีก่อน ซึ่งโชคดีที่วันนี้กลายเป็นไอเดียใหม่และไม่เร็วเกินไปนัก เพราะกลุ่มคนที่อยู่คอนโดมิเนียมมาหลายปี เข้าใจเรื่องที่อยู่อาศัยแบบต่างๆ ถึงเวลาเลือกว่าจะอยู่คอนโดฯ ต่อไปหรือย้ายไปอยู่บ้าน การมีสินค้าไฮบริดและเอาข้อดีของทั้งสองอย่างมารวมกันไว้ จึงเป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับทุกคนที่อยากมีบ้านกลางเมือง และลงตัวตามผังเมืองของกรุงเทพฯ

WINDSHELL ไม่ได้ออกแบบมาเฉพาะสำหรับครอบครัวที่ต้องการพื้นที่เพิ่มขึ้นเท่านั้น ด้วยข้อดีของสเปซแบบบ้านและ Facility แบบคอนโดฯ ไม่่ว่าคนวัยเกษียณ คู่รักแต่งงาน คนที่มีสัตว์เลี้ยง หรือใครที่อยากมีคนช่วยดูแลและซ่อมบำรุงบ้านให้ ก็เลือกอยู่ที่นี่ได้เช่นกัน

บ้านคือพื้นที่และบริบทรอบๆ

หน้าบ้าน หลังบ้าน และการมีสองชั้น ล้วนเป็นองค์ประกอบที่ทำให้ WINDSHELL มีความหมายเป็นบ้านหลังใหญ่ในแบบของคุณโชติพล

“ไอเดียหลักให้โครงการนี้เลยคือหลังบ้าน (Back Garden) ถ้าไม่มี ก็ไม่ใช่บ้านที่ทำครัวไทยได้ มีพื้นที่ซักล้าง ตากผ้า เหมือนบ้านบนดิน และหลังบ้านยังช่วยการไหลเวียนของอากาศทั่วบ้าน ช่วยให้คอนเซปต์การ Cross Ventilation แข็งแรง และเราฮาร์ดคอร์กว่าที่อื่นๆ คือต้องมีทุกห้อง แม้กระทั่งห้องน้ำ ห้องแม่บ้าน ส่วนหน้าบ้านเป็นทางเข้า จะปลูกต้นไม้ ทำสวนก็ได้ ที่เหลือเป็นความยากของโครงสร้างและการออกแบบว่าต้องทำให้ตอบโจทย์ที่เราอยากได้ ซึ่งปัจจัยที่ทำให้ครบตรงนั้นมันไม่ง่าย”

WINDSHELL โครงการบ้านแนวตั้งเดียวของไทยที่ออกแบบให้รับลมธรรมชาติตลอดปีและมีพื้นที่หลังบ้าน
WINDSHELL โครงการบ้านแนวตั้งเดียวของไทยที่ออกแบบให้รับลมธรรมชาติตลอดปีและมีพื้นที่หลังบ้าน
WINDSHELL โครงการบ้านแนวตั้งเดียวของไทยที่ออกแบบให้รับลมธรรมชาติตลอดปีและมีพื้นที่หลังบ้าน

เมื่อตั้งโจทย์ตามความต้องการแล้ว ขั้นถัดไปจึงตามหาสถาปนิกผู้แปรความคิดของเขาออกมาเป็นรูปร่าง ซึ่งคุณโชติพลใช้เวลาเกือบปี สุดท้ายบังเอิญได้เห็นงานของ เควิน มาร์ก โลว์ (Kevin Mark Low) สถาปนิกชาวมาเลเซีย

เควินมีงานหลักคือ สอนหนังสือ ทำงานสถาปนิกชุมชน และเคยตีพิมพ์หนังสือที่มีชื่อว่า Small Projects งานของเขามักเป็นสถาปัตยกรรมเขตร้อน (Tropical Architecture) ใช้วัสดุและโครงสร้างเรียบง่าย โดยคิดเผื่อสิ่งแวดล้อมอยู่เสมอ

“หาคนที่เข้าใจความละเอียดอ่อนตรงนี้ยากมาก แต่เควินเข้าใจทันที เราวิดีโอคอลกัน จากนั้นผมบินไปหาที่นู่น เหมือนเควินมีไอเดียแบบนี้อยู่แล้ว รอคนมามอบโจทย์นี้ให้ ที่มาเลเซียเองไม่เคยมีนักพัฒนาเจ้าไหนมาขอให้ทำ ซึ่งมันก็สร้างความประหลาดใจให้ทั้งผมและเขา

“เควินถามผมว่า บ้านของคุณคืออะไร และอะไรที่ขาดหายไปจากคอนโดฯ ทั่วไป ผมก็บอกไปว่า เนี่ย ผมต้องอยู่ห้องแอร์ตลอดเวลา ทำกับข้าวไม่ได้ รู้สึกว่าลูกผมนั่งพื้นมองไปเพดาน ได้แต่ยืนมองต้นไม้ในสวนลุมพินีจากห้องมีกระจกกั้น สิ่งที่ขาดไปคือเราไม่ได้ใกล้ชิดกับธรรมชาติเลย เหมือนถูกบล็อกอยู่ในห้องกระจก สิ่งที่เราพูดไปมันคือเซนส์ของบ้าน ไม่ใช่หินนำเข้า ไม่ใช่เพดานสูง ไม่ใช่ผนังกระจก พอคุยกันแล้วเข้าใจ วันรุ่งขึ้นเขาก็สเก็ตช์ให้ดูเลย ซึ่งหน้าบ้าน หลังบ้าน และบ้านสองชั้น กลายเป็นคอนเซปต์ตั้งแต่อาทิตย์แรกเลยนะครับ และใช้เวลาอีกหนึ่งปีใส่รายละเอียดการดีไซน์ ว่าโครงสร้างจะเป็นลักษณะอย่างไร งานระบบจะเดินแบบไหน และใช้เวลาก่อสร้างอีกสามปี”

อีกหนึ่งเรื่องที่ทำให้ WINDSHELL พิเศษไม่เหมือนโครงการใดๆ คือการออกแบบอาคาร ซึ่งเจาะจงเฉพาะกับที่ดินผืนนี้เท่านั้น ทั้งการหันหน้ารับทิศทางลมได้ตลอดทั้งปี การวางแปลนห้องและหน้าต่างเพื่อควบคุมการหมุนเวียนอากาศ แสงธรรมชาติจากการขึ้นและตกของดวงอาทิตย์ วิวที่เปิดรับจากทั้งสองฝั่ง รวมทั้งความเป็นบ้านท้ายซอย

WINDSHELL โครงการบ้านแนวตั้งเดียวของไทยที่ออกแบบให้รับลมธรรมชาติตลอดปีและมีพื้นที่หลังบ้าน

“มันจะไม่ใช่แบบนี้เลยถ้าเราไปทำอย่างนี้กับที่อื่น ประเทศมีฤดูหนาวทำไม่ได้แน่นอน เพราะเราเน้นการเปิดโล่ง Cross Ventilation ก็เหลือแค่เมืองร้อนชื้น ซึ่งมีหลายประเทศ แต่ที่อื่นทำไม่ได้ ด้วยผังเมืองไม่เหมือนเรา อย่างสิงคโปร์หรือมาเลเซียที่ความเจริญไม่ได้กระจุกอยู่ในตัวเมือง เดินทางไกลแต่รถไม่ติด เขาซื้อบ้านก็ได้ไม่ต้องมาอยู่บนตึก และสาธารณูปโภคหลายๆ อย่างของกรุงเทพฯ ก็เป็นโจทย์ทำให้เกิดโครงการนี้ในแนวคิด Tropical Stacking Home”

ความโชคดีของที่ดินผืนนี้คือด้านหลังโครงการติดซอยเก่งชวน ส่งให้บ้านแนวตั้งหลังนี้ไม่เจอความพลุกพล่าน และมองเห็นร่มไม้ใหญ่จากบ้านเก่าแก่ตลอดทั้งเส้น

“เป็นอีกเหตุผลที่ไปทำที่อื่นไม่ได้ เนื่องจากบริบทของซอยเก่งชวนเอง เมื่อเดินลงไปก็จะเห็นต้นไม้ นก คนกวาดถนน คนออกกำลังกาย เรียกลูกให้เอาจักรยานมาฝึกขี่ บอกให้พี่เลี้ยงเดินไปซื้อก๋วยเตี๋ยวหน้าปากซอยได้” คุณโชติพลเล่าบริบทรอบๆ ที่เติมเต็มคำว่าบ้านท้ายซอยอย่างชัดเจนที่สุด

WINDSHELL โครงการบ้านแนวตั้งเดียวของไทยที่ออกแบบให้รับลมธรรมชาติตลอดปีและมีพื้นที่หลังบ้าน
WINDSHELL โครงการบ้านแนวตั้งเดียวของไทยที่ออกแบบให้รับลมธรรมชาติตลอดปีและมีพื้นที่หลังบ้าน

บ้านคือตัวตนของคนอยู่

หากไม่กล่าวถึงสิ่งสะดุดตา เป็นที่ฮือฮาอย่างตัวสถาปัตยกรรมทั้งภายนอกและภายในที่เปลือยเปล่าเผยสัจจะวัสดุ เห็นจะไม่ได้

เขาว่าการไม่ปกปิดพื้นผิวใดๆ เป็นลายเซ็นของสถาปนิกที่เชื่อว่าตัววัสดุมีเสน่ห์ในตัวเองอยู่แล้ว

“สมัยนี้ตึกหรือห้างร้านเน้นโชว์รูปลักษณ์ภายนอก สำหรับผม รูปลักษณ์ภายนอกก็เหมือนคนที่แต่งตัวใส่สูท ผู้หญิงใส่เดรสแต่งหน้าจนดูดี เรารับรู้และมองความสวยงามจากลักษณะภายนอกพวกนั้น แต่เนื่องจากโครงการนี้เป็นบ้าน ผมคิดว่ามันมีความหมายลึกซึ้งกว่านั้น เป็นสิ่งที่เรารักมันจริงๆ คำว่าบ้านเหมือนกับร่างกายของเรา ถามว่าถ้าคุณมีลูก อยากให้เขาเกิดมาแต่งตัวเก่งหรืออยากให้แข็งแรง คำว่าแข็งแรงแน่นอน โครงสร้างกระดูกแข็งแรง อวัยวะภายในแข็งแรง ปอดทำงานดี ทุกอย่างทำงานดี คุณคงกังวลแค่นั้น พอลูกคุณโตเป็นผู้ใหญ่ เขาอยากแต่งตัวยังไง คุณคงไม่ได้ให้ความสำคัญมาก เพราะอย่างน้อย คุณคงมั่นใจแล้วว่าคุณเลี้ยงมาหรือผมสร้างตึกนี้มา โครงสร้างพื้นฐานมันแข็งแรง ส่วนที่เหลือเป็นอิสระของคนอยู่”

WINDSHELL โครงการบ้านแนวตั้งเดียวของไทยที่ออกแบบให้รับลมธรรมชาติตลอดปีและมีพื้นที่หลังบ้าน

กำแพงทั้งหมดเป็นโครงสร้างเป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก (Shear Wall) ใช้รับน้ำหนักแทนคานและเสา ส่วนข้อดีที่ 1 ซึ่งพ่วงมากับความงาม คือจัดการง่ายและลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น เช่น การทาสีหรือทาซ้ำเมื่อลอกร่อน

“เหมือนคุณหุ่นดีอยู่แล้ว คุณก็โชว์ได้ ไม่ต้องไปปิดอะไรมาก งานระบบเราก็เดินไว้เปลือยๆ ตามคอนเซปต์ของเควิน ซึ่งยากมาก เป็นงานท้าทายสำหรับผู้รับเหมาด้วยที่ทำให้มันเรียบร้อยและใช้งานได้จริง เราเช็กอยู่ตลอดว่าถูกต้องไหม การเดินระบบน้ำ ไฟ ท่อ ขัดกันหรือเปล่า ถ้าขัดก็ต้องเปลี่ยนรูทใหม่ และถ้ามีอะไรรั่วหรือไม่ฟังก์ชัน ก็ไม่ต้องรื้อฝ้า ไม่ต้องนั่งหา มันก็ฟ้องตรงนั้นเลย” คุณโชติพลอธิบายอย่างเห็นภาพ

ข้อดีที่ 2 ซึ่งพ่วงมากับความสูงจากพื้นถึงเพดาน 7 เมตร คือพื้นที่โล่งกว้างให้แต่ละคนวางแปลนห้อง ใส่ตัวตนลงไปได้เต็มที่ 

WINDSHELL โครงการบ้านแนวตั้งเดียวของไทยที่ออกแบบให้รับลมธรรมชาติตลอดปีและมีพื้นที่หลังบ้าน
WINDSHELL โครงการบ้านแนวตั้งเดียวของไทยที่ออกแบบให้รับลมธรรมชาติตลอดปีและมีพื้นที่หลังบ้าน

 “ที่ขายเป็นห้องเปล่า (Bare Shell) ผมว่าคำว่าดีไซน์หรืออินทิเรียคือแฟชั่น โดยพื้นฐานแล้วมันไม่มีอะไรผิด สิ่งที่ผมต้องการหรือคิดว่าดีอาจไม่ใช่รูปแบบชีวิตของแต่ละคน เพียงแต่เราสร้างความมั่นใจว่าเราได้ให้บ้านที่ดีและยืดหยุ่นที่สุดแล้ว

“ผมมีลูกสามคน พื้นที่ใช้สอยของผมคงไม่เหมือนคู่รักที่มีหมาหนึ่งตัว หรือคนที่ทำอาหารทุกวันกับไม่เคยทำเลย คนที่ชอบทำงานที่บ้าน คนที่ชอบความเป็นส่วนตัวกับคนที่ชอบปาร์ตี้ทุกอาทิตย์ ทุกคนใช้พื้นที่ต่างกัน พอเป็นบ้านเปล่า แต่ะละคนก็ตกแต่งตามรสนิยมส่วนตัวและความต้องการของตัวเองได้”

คุณโชติพลยังเล่าต่ออีกว่า การขายเป็นห้องเปล่าๆ บางคนก็เข้าใจ แต่คนจำนวนมากก็ไม่เก็ต จึงต้องทำห้องตัวอย่างให้เห็นว่าจะออกมาเป็นบ้านหน้าตาแบบไหนได้บ้าง และถ้ามีแบบในใจแล้ว ก่อนลงมือตกแต่ง ต้องเอามาให้เขาช่วยดูว่ากระทบกับโครงสร้างและงานระบบที่วางไว้ไหม

WINDSHELL โครงการบ้านแนวตั้งเดียวของไทยที่ออกแบบให้รับลมธรรมชาติตลอดปีและมีพื้นที่หลังบ้าน
WINDSHELL โครงการบ้านแนวตั้งเดียวของไทยที่ออกแบบให้รับลมธรรมชาติตลอดปีและมีพื้นที่หลังบ้าน
WINDSHELL โครงการบ้านแนวตั้งเดียวของไทยที่ออกแบบให้รับลมธรรมชาติตลอดปีและมีพื้นที่หลังบ้าน

บ้านคือชีวิต

หลายคนอาจตีความที่นี่ว่าต้องความหรูหราด้วยวัสดุ ของตกแต่ง หรือการบริการอย่างที่คุ้นเคย แต่คุณโชติพลกลับตีความคำว่าหรูหรา หรือ Luxury ในอีกรูปแบบหนึ่ง

สิ่งที่เจ้าของบ้านหลังสูงใหญ่นี้ คิดต่าง ทำต่าง และตั้งใจใส่ลงไป คือพื้นที่ที่คุณภาพ เรียบง่าย ฟังก์ชั่นที่ลงตัว งานระบบที่ดี มีความสงบและความเป็นส่วนตัว รวมถึงธรรมชาติรอบๆ ตั้งแต่สวนหย่อม ต้นไม้เก่าในโครงการที่เก็บไว้ไม่ตัดเลยสักต้นและยังเพิ่มเข้ามาอีกนับร้อย โดยเฉพาะเรื่องแสงและลมที่ออกแบบเพื่อถ่ายเทอากาศให้การอยู่อาศัยสบายที่สุด

นั่นเป็นความหรูหราที่ได้ใกล้ชิดธรรมชาติ และเป็นความเรียบหรูในมุมมองของเขามากกว่า

WINDSHELL โครงการบ้านแนวตั้งเดียวของไทยที่ออกแบบให้รับลมธรรมชาติตลอดปีและมีพื้นที่หลังบ้าน

รายละเอียดเล็กๆ อีกอย่างที่เราชอบมากและไม่อาจมองข้ามอยู่ที่ล็อบบี้ ซึ่งประดับด้วยภาพถ่ายของ ดุสิต เสมาเงิน

“ตรงนั้นคงคล้ายๆ ห้องเปล่าที่เราขาย ซึ่งผมพยายามไม่หยิบยื่นว่านี่คือสิ่งที่สวย แต่คิดว่าตกแต่งสถานที่ยังไงให้ดูเรียบร้อย แทนที่จะเป็นอาร์ตเวิร์ก เป็นภาพวาด หรือรูปภาพ มันก็ไม่ต้องมีเหตุผลมาก มีข้อเท็จจริงอยู่แล้วในตัวรูป ซึ่งเป็นอีกมุมมองหนึ่งของกรุงเทพฯ ผมได้ยินมาว่าเขาเดินไปสลัมหรือทุกที่แล้วถ่ายรูป ผมเองแทบไม่ได้ไปในที่แบบนั้นเลย ทำให้เราคิดว่า กรุงเทพฯ ไม่ได้แคบ ไม่มีได้มีมิติเดียว มีชีวิตอีกด้านหนึ่งที่คนที่นี่ไม่ได้รู้ ไม่ได้เห็น มันเป็นสิ่งที่เตือนเรา คนในตึกนี้หรือลูกผมเอง ว่าอย่าคิดว่ามึงอยู่บนสวรรค์นะเว้ย กรุงเทพฯ มีอย่างอื่นที่ไม่ได้สวยงาม จริงๆ ผมอยากเก็บไว้เตือนตัวเองว่าควรใช้ความโชคดีให้เป็นประโยชน์กับสังคม ไม่ใช่หลุดไปกับความโชคดี โดยที่ไม่รู้ตัวเลยว่าที่อื่นเป็นยังไงบ้าง หรือมีอะไรลึกซึ้งไปกว่านั้น อาจจะไม่ได้มีใครเก็ตตรงนี้ด้วยซ้ำ”

WINDSHELL โครงการบ้านแนวตั้งเดียวของไทยที่ออกแบบให้รับลมธรรมชาติตลอดปีและมีพื้นที่หลังบ้าน

เพราะเชื่อว่าบ้านแสดงความสัมพันธ์ของคนกับพื้นที่ และมีผลต่อคุณภาพชีวิต จึงไม่ลืมมอบสิ่งซึ่งเติมเต็มชีวิตในบ้านให้สมบูรณ์ ทั้งครัวไทยที่ใช้แก๊ส ระเบียงพักผ่อน และสวนหน้าบ้านพร้อมต้นไม้ใหญ่ ประตูบ้านเฟี้ยมสูง 5 เมตรให้แสงส่องสว่างและมองเห็นวิวรอบๆ รวมถึงอนุญาตให้เลี้ยงสัตว์ สมาชิกในครอบครัวสำหรับบางคน

WINDSHELL โครงการบ้านแนวตั้งเดียวของไทยที่ออกแบบให้รับลมธรรมชาติตลอดปีและมีพื้นที่หลังบ้าน
WINDSHELL โครงการบ้านแนวตั้งเดียวของไทยที่ออกแบบให้รับลมธรรมชาติตลอดปีและมีพื้นที่หลังบ้าน

“ผมอยากให้ที่นี่เป็นบ้าน เป็นพื้นที่ใช้ชีวิตของคุณ

“ถ้านั่งตรงโต๊ะนี้แล้วเปิดหน้าต่างทั้งหมด เห็นภรรยาและลูกเราอยู่ห้องนู้น ผมว่ามันเป็นสเปซที่มีคุณภาพมากกว่าคอนโดฯ ทั่วไป หรือบ้านหลังใหญ่ที่คุณเข้าไปถึงปุ๊บ ต่างคนต่างหายไปหมดเลย มองออกไปไม่มีใคร ที่นี่ต่อให้มันใหญ่ แต่มีคุณภาพของพื้นที่ มีสัดส่วนที่ไม่ได้ทำให้คุณหายไปในพื้นที่ของคุณคนเดียว มีการเชื่อมโยงกันให้คุณได้ใกล้ชิดกับคนในบ้านผ่านการมองเห็น”

เรื่องราวเหล่านี้คือสิ่งที่คุณโชติพลบอกว่าเป็นรายละเอียดที่ทำการตลาดไม่ได้ ต้องลองสัมผัสด้วยตัวเอง

ก่อนกลับ เราเดินสำรวจบ้านตัวอย่างทั้งสามที่ตกแต่งไม่เหมือนกันเลยสักหลัง และลองจินตนาการว่าถ้าได้เป็นเจ้าของจะตกแต่งแบบไหน มีห้องอะไรบ้าง พลางนึกถึงคำพูดที่คุณโชติพลทิ้งท้าย ก็อดเห็นด้วยไม่ได้ว่า

“การที่คุณตื่นเช้ามา หรือกลับมาจากที่ทำงาน แล้วใช้เวลาที่เหลือทั้งคืนกับสถานที่ที่หนึ่ง มันมีผลกับคุณในวันถัดไปอย่างแน่นอน”

WINDSHELL โครงการบ้านแนวตั้งเดียวของไทยที่ออกแบบให้รับลมธรรมชาติตลอดปีและมีพื้นที่หลังบ้าน

Writer

ปาริฉัตร คำวาส

อดีตบรรณาธิการสื่อสังคมและบทความศิลปวัฒนธรรม ผู้เชื่อว่าบ้านคือตัวตนของคนอยู่ เชื่อว่าความเรียบง่ายคือสิ่งซับซ้อนที่สุด และสนใจงานออกแบบเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี (กับเธอ)

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

หมู่บ้าน

แนวคิดของผู้สร้างที่อยู่อาศัยเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีให้ผู้อยู่

14 กุมภาพันธ์ 2565
33 K

คำขวัญของหมู่บ้านป่าน้ำใสคือ ‘Freedom of Life’ หรือชีวิตที่เลือกได้ 

จากเทรนด์ที่อยู่อาศัยยุคนี้ที่คนใช้ชีวิตอยู่กับบ้านมากขึ้น เมืองถูกจำกัดจำเขี่ยกันถึงที่สุด จนบางคนตระหนักรู้แล้วว่านี่อาจไม่ใช่ชีวิตที่เลือกได้เท่าใดนัก แถมยังตกอยู่ในสภาวะที่ไม่สุขกายและไม่สบายใจ กลายเป็นว่าสุดท้าย เรากลับยังคงโหยหาอิสรภาพจากธรรมชาติอยู่เมื่อเชื่อวัน 

เราเลยอาสาพาขับรถมุ่งหน้าจากเซนทรัลปิ่นเกล้าราว 50 นาที สู่ผืนดินกว่า 435 ไร่ที่ตั้งต้นจากความอยากอยู่กับธรรมชาติในทุก ๆ วัน และขยายเป็นหมู่บ้านในฝันแห่งใหม่เพื่อสร้างชีวิตที่เลือกได้ แถมการดำรงอยู่ของหมู่บ้านกลางป่าแห่งนี้ คือ Social Enterprise ที่ไม่ได้แสวงหาผลกำไรเป็นที่ตั้ง เพราะเลือกทำบนดุลยภาพของวิถีธรรมและวิธีทุน เพื่อให้โครงการเลี้ยงตัวเองได้อย่างยั่งยืน

เบื้องหลังแนวคิดทั้งหมดของผืนดินที่รายล้อมด้วยสุนทรียะแห่งการใช้ชีวิตแห่งนี้เป็นอย่างไร คอลัมน์หมู่บ้านรอบนี้ ชวนตามไปหาคำตอบกับ ชูชัย ฤดีสุขสกุล ที่วันนี้ขอวางบทบาทนักธุรกิจและนักขับเคลื่อนสังคม มาพูดคุยกันในฐานะผู้คิดริเริ่มโครงการ ถึงอาณาจักรในฝันที่อยากอยากปลุกปั้นชุมชนทางเลือกให้เกิดขึ้นจริง

ป่าน้ำใส หมู่บ้านกลางป่าและทะเลสาบ 435 ไร่ในนครปฐม ที่อยากให้คนใช้ชีวิตที่เลือกได้

ความสบายกายและสบายใจ 

ย้อนเวลากลับไปเมื่อ 35 ปีก่อนต้นไม้จะกลายเป็นป่าปลูกและทะเลสาบอย่างทุกวันนี้ มีจุดตั้งต้นที่ชูชัยนั่งลงเล่าให้เราฟัง ว่ามาจาก 2 คำคือ ‘สบายกาย’ และ ‘สบายใจ’

“ตอนผมทำงานอายุประมาณ 31 ปี มันเกิดความขัดแย้งในใจเยอะเหมือนกัน ในฐานะคนทำงานภาคธุรกิจ เราใส่สูทผูกเนกไท ไปนั่งประชุมแถวหน้า ตอนนั้นกลับรู้สึกไม่ชอบเลย ทำไมชีวิตคนเรามันต้องเป็นอย่างนี้ด้วย ทำไมต้อง VIP แล้วความสุขจริง ๆ ของคนมันเป็นอย่างนั้นจริงเหรอ สุดท้ายพอกลับมาหาคำตอบกับตัวเอง ก็พบว่าการอยู่ให้ไม่ทุกข์หรืออยู่แล้วสุขมีแค่สองอย่างเท่านั้นเอง” เขาเว้นจังหวะให้เราคาดเดา

 “อยู่ในที่ที่อากาศดี ได้ออกกำลังกาย กินอาหารดี ๆ ซึ่งชีวิตที่อยู่กับป่าอยู่กับน้ำก็ตอบคำถามเหล่านี้ได้” ชูชัยเฉลยถึงแรงบันดาลใจที่ทำให้ฉุกคิดขึ้นมา เรื่องความฝันกับการสร้างอาณาจักรที่อยากอยู่

ป่าน้ำใส หมู่บ้านกลางป่าและทะเลสาบ 435 ไร่ในนครปฐม ที่อยากให้คนใช้ชีวิตที่เลือกได้

และเมื่อเพื่อนเขาออกปากบอกว่ามีที่ดินหลายผืนในจังหวัดนครปฐมที่มาต่อเติมความฝันได้ ผนวกกับเป็นจังหวัดที่หลงรักเป็นทุนเดิม ทำให้เขากลายมาเป็นเจ้าที่ดิน 285 ไร่ และเริ่มจุดประกายความสุขที่กำลังตามหา และเพียรปลูกต้นไม้เอาไว้ก่อนนับตั้งแต่นั้น

“ด้วยเป็นพื้นเพของครอบครัวฝั่งคุณแม่ ผนวกกับความเป็นบ้านนอกในเมืองที่มีพร้อมสรรพทุกสิ่ง เลยเป็นเหตุผลที่เลือกนครปฐม ด้วยวิถีชีวิตบางอย่างที่คงอยู่ เรายังพูดเหน่อ ๆ ยังขายของแบบบ้าน ๆ เป็นเสน่ห์ที่ทำให้เราตกหลุมรัก แล้วอาหารดี ๆ แถวนี้เยอะมากเลย เพราะนครปฐมเป็นแหล่งอาหารของแผ่นดินอยู่แล้ว ทั้งปศุสัตว์และเกษตรกรรมทั้งหลาย ก็ส่งออกจากที่นี่น่าจะเกือบครึ่งหนึ่งของประเทศ แน่นอนว่าสร้างสุขภาวะสบายกาย กินดี อยู่ดี แล้วก็สบายใจได้” เจ้าของที่ดินย้ำถึงแนวคิดริเริ่มที่เขาเรียกว่าโดยรวมว่า ‘ชุมชนสุขภาวะ’

ป่าน้ำใส หมู่บ้านกลางป่าและทะเลสาบ 435 ไร่ในนครปฐม ที่อยากให้คนใช้ชีวิตที่เลือกได้

สานต่อความฝัน

เมื่อตกผลึกทางความคิดดิบดีและถึงเวลาอันเหมาะสม เขาก็ว่าจ้างสถาปนิกให้มาออกแบบพื้นที่ให้ โดยจุดเด่นที่ทำให้เป็นอย่างที่เขาตั้งใจไว้คือ มีที่อยู่น้อย ๆ แต่มีป่ากับน้ำมาก ๆ 

“เดิมที ผมตั้งใจทำไว้อยู่เองกับเพื่อน ๆ ญาติ ๆ และหุ้นส่วน ในเมื่อเราอยากอยู่กับป่ากับน้ำ ก็ออกแบบให้เป็นที่อยู่สัก 28 เปอร์เซ็นต์พอ แล้วก็เว้นพื้นที่ไว้ด้วยสำหรับทำกิจกรรมอื่น ๆ พอวางแปลนเสร็จ เราก็ขุดดินเอามาถม ทำเป็นทะเลสาบ ระหว่างขุดดินไปก็ปลูกต้นไม้ไปด้วย หมดไปเป็นล้านเฉพาะต้นไม้ เพราะตายไปเกือบครึ่ง” ชูชัยเล่าขำ ๆ ก่อนเพิ่มว่าบทเรียนนี้นำมาซึ่งการเรียนรู้เพื่อวางระบบน้ำให้ขึ้น

จากที่ดินที่ไม่มีอะไรและตั้งใจแวะมาอยู่ชั่วครั้งชั่วคราว พื้นที่แห่งนี้กลับต้องมนต์จนเขาเลือกโยกย้ายจากหมู่บ้านจัดสรรขนาด 200 ไร่ มาใช้ชีวิตในบ้านกลางป่า

ป่าน้ำใส หมู่บ้านกลางป่าและทะเลสาบ 435 ไร่ในนครปฐม ที่อยากให้คนใช้ชีวิตที่เลือกได้

“ตอนแรกลังเลอยู่เหมือนกันว่าจะมาอยู่เลยดีไหม พอมานอนได้คืนสองคืน มันเข้าท่านี่หว่า ก็เลยเข้ามาอยู่ อยู่ไปอยู่มา เฮ้ย มันสนุกว่ะ สนุกทุกวันแล้วก็มีความสุขด้วย ก็เลยอยู่จริง ๆ จัง ๆ จนถึงตอนนี้น่าจะ 15 ปีได้แล้ว” เขาเล่าไปยิ้มไป พร้อมบอกต่อว่าความสนุกที่เขาพูดถึงคือการปลูกต้นไม้ วางโครงสร้างต่าง ๆ และสารพัดงานดูแลพื้นที่ ไป ๆ มา ๆ ก็ขยายเพิ่มขึ้นจนกลายเป็น 435 ไร่ในที่สุด

พออยู่เองแล้วชอบ ก็กลายเป็นว่าอยากให้คนอื่นมาอยู่ด้วย

“ผมอยากเปิดให้คนมาอยู่ก็ตอนเริ่มอายุเยอะขึ้น เรารู้ว่าความฝันของเราใหญ่มาก พื้นที่ก็ใหญ่ เดี๋ยวเราแก่ตายไปทำยังไงดี เลยคิดว่าน่าจะต้องหาเพื่อนร่วมอุดมการณ์ที่มาสานต่อได้” 

สุดท้าย ก็ตกตะกอนกลายเป็น 3 กลยุทธ์หลักเพื่อขยายแนวคิดในสเกลที่กว้างขึ้นสู่หมู่บ้านป่าน้ำใส ตั้งแต่การตามหาคนที่ใช่มาอยู่ด้วย การเคารพธรรมชาติ และข้อสำคัญคือสร้าง Living Community ให้เกิดขึ้น

ป่าน้ำใส หมู่บ้านกลางป่าและทะเลสาบ 435 ไร่ในนครปฐม ที่อยากให้คนใช้ชีวิตที่เลือกได้

ตามหาคนเผ่าเดียวกัน

แล้วคนแบบไหนคือคนที่ใช่ เราถามเพื่อคลายข้อสงสัย เขาก็ตอบให้ว่าคือเพื่อนร่วมอุดมการณ์ที่เป็น ‘คนเผ่าเดียวกัน’

“ใหม่ ๆ ก็จับกฎเกณฑ์ไม่ค่อยได้เท่าไรนะ แต่พอมาตกตะกอนก็พบว่า ข้อแรกคือเป็นคนมีจริตที่ใช่ อัตตาหรือการยึดมั่นถือมั่นในตัวในตนน้อย ๆ ต่อไปจะมีความเอื้อเฟื้อเกื้อกูลกัน ไม่ได้ยึดตัวเองเป็นที่ตั้ง แต่คิดถึงคนอื่นด้วย 

“ข้อที่สองคือใจกว้าง-จิตใหญ่ เขาจะยอมรับความแตกต่างหลากหลายได้ เมื่อเขาเปิดรับฟังความคิดเห็น พอเข้ามาอยู่ในชุมชนจะช่วยสร้างสรรค์คุณภาพใหม่ ๆ ได้ด้วย พอใจกว้าง ก็นำมาซึ่งการเคารพความเป็นมนุษย์ 

“และข้อสามที่สรุปได้คือ คนที่อยู่ในโลกของความเป็นจริง ชอบก็บอกว่าชอบ ไม่ชอบก็บอกว่าไม่ชอบ ฉะนั้นพออยู่ด้วยกัน จะไม่ทะเลาะกันเลย เพราะต่างคนต่างรู้กัน แล้วฉันก็ไม่บังคับคุณให้ชอบเหมือนฉัน อย่างนี้ก็เรียกว่าการเคารพกัน” 

ทั้งหมดนี้ ศิษย์เก่าธรรมศาสตร์อย่างเขา ยึดมาจาก 3 คำสำคัญที่ อาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ปลูกฝังเอาไว้ นั่นคือ ‘เสรีภาพ เสมอภาค และภราดรภาพ’ 

“ถ้าคุณมีอีโก้เยอะ ก็ไปจำกัดเสรีภาพคนอื่น คนอีโก้น้อยจะทำให้บรรยากาศของเสรีภาพมันมากขึ้น ความใจกว้าง-จิตใหญ่ เป็นเรื่องของภราดรภาพ คือการอยู่ร่วมกันด้วยความเอื้อเฟื้อ ส่วนเรื่องของการเคารพคุณค่าของความเป็นมนุษย์คือความเสมอภาค เลือกยอมรับฟังความเห็นต่างได้”

ป่าน้ำใส หมู่บ้านกลางป่าและทะเลสาบ 435 ไร่ในนครปฐม ที่อยากให้คนใช้ชีวิตที่เลือกได้

หลังอธิบายจบ ชูชัยก็ชี้ชวนเราให้หันไปดูที่ซุ้มประตูทางเข้า เขาเล่าต่อว่านี่คือประติมากรรมที่ถูก 3 คำนี้กำหนดให้เป็นคอนเซ็ปต์ของการออกแบบเช่นกัน ซึ่งประกอบด้วยแท่งไม้ 10 แท่งที่มีความอ้วนผอมไม่เท่ากัน แสดงถึงความแตกต่างของสถานภาพของมนุษย์ แต่ว่าทุกแท่งสูงเท่ากันหมด เป็นตัวแทนของความเสมอภาค แท่งไม้ไม่มีการยึดโยงและเป็นอิสระจากกัน คือการให้เสรีภาพกับทุกตารางนิ้ว แต่ทั้งหมดนี้อยู่รวมกันเป็นกลุ่มได้ด้วยความเป็นภราดรภาพ เช่นเดียวกับป่าน้ำใสที่อยากสร้างเสรีภาพบนพื้นที่ทุกตารางนิ้ว

ฉะนั้น ถ้าคุณสนใจอยากมาสร้างบ้านที่หมู่บ้านแห่งนี้ ด่านแรกจะไม่ใช่การซื้อ-ขายในทันที แต่เป็นการพูดคุยกัน 

“เราต้องบอกก่อนว่านี่ไม่ใช่หมู่บ้านจัดสรรนะ เราต้องการสมาชิกที่เป็นคนมีจริตเดียวกัน มีอุดมการณ์ใกล้เคียงกันมาอยู่ร่วมกันมากกว่า ถ้าดูแล้วไม่ใช่ เราก็จะบอกเลยว่าอย่าซื้อเลย คุณอยู่ที่นี่จะไม่มีความสุขนะ แต่ถ้าคุยไปแล้วยังไม่รู้ว่าใช่หรือไม่ ก็ต้องชวนเขากินข้าว หนัก ๆ เข้าก็ชวนข้างคืนเลย” ชูชัยเล่าถึงกระบวนการออกตามหาชาวป่าน้ำใส เพื่อให้ได้คนเผ่าเดียวกันอย่างที่ตั้งใจ

ป่า ดิน น้ำและที่อยู่ 30 เปอร์เซ็นต์

นอกจากแนวคิดการออกตามหาคน อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญของโครงการนี้คือการเคารพธรรมชาติ โดยการทำให้ป่า ดิน และน้ำสมบูรณ์ ซึ่งต้องวางโครงสร้าง กฎกติกา รวมทั้งการบริหารจัดการที่ยั่งยืนเพื่อไม่ไปเบียดเบียนกันและกัน 

ตัวอย่างกฎของที่นี่ ก็มีทั้งเรื่องธีมของสิ่งปลูกสร้าง ที่ถูกคุมด้วยรูปแบบ โทนสี Earth Tone เพื่อให้เข้ากับบรรยากาศโดยรอบ ต้องมีความสูงไม่เกิน 7 เมตร และต้องเว้นระยะร่นจากคลอง และมีเงื่อนไขต้องสร้างบ้านหลังจากซื้อที่ดินภายใน 2 ปี เพื่อตอบหมุดหมายการสร้างชุมชน โดยแม้จะขายเฉพาะผืนที่ดิน แต่โครงการก็มีผู้ให้คำปรึกษาด้านการสร้างบ้าน ต้องส่งแบบให้ช่วยดู เพื่อให้เป็นไปตามระเบียบโครงการ และข้อสำคัญที่สุดในการสร้างบ้าน คือจะไม่มีการตัดต้นไม้เลยสักต้น

ป่าน้ำใส หมู่บ้านกลางป่าและทะเลสาบ 435 ไร่ในนครปฐม ที่อยากให้คนใช้ชีวิตที่เลือกได้
ป่าน้ำใส หมู่บ้านกลางป่าและทะเลสาบ 435 ไร่ในนครปฐม ที่อยากให้คนใช้ชีวิตที่เลือกได้

“เราพยายามหลีกเลี่ยงที่สุด นอกจากจำเป็นจริง ๆ ถึงจะล้อมออก แต่คนที่มาอยู่ที่นี่เขาชอบต้นไม้เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เขาก็ไม่อยากตัดกันสักคน กลับอยากได้เพิ่มเสียอีก อย่างบางแปลง ลูกค้าถึงกับบอกว่าต้นไม้น้อยไปหน่อยนะ เราก็บอกว่าไม่ต้องห่วงเดี๋ยวเติมให้ ให้ฟรีเลย เพราะว่าเราต้องการให้มีต้นไม้เยอะ ๆ อยู่แล้ว”

ส่วนเรื่องสิ่งแวดล้อม ชูชัยก็เล่าให้ฟังว่าที่นี่ยังคิดถึงนิเวศน์ของน้ำด้วย ทั้งการวางโครงสร้างทะเลสาบอย่างดี มีมวลน้ำจำนวนมากพอ ความลึกที่เพียงพอที่จะไม่ทำให้เกิดขี้แดด หรือพวกแพลงก์ตอนที่โดนแดดแล้วตายลอยขึ้นมา จึงมีการห้ามปล่อยน้ำทุกชนิดลงทะเลสาบ และปลาที่มีอยู่ในทะเลสาบ สามารถตกกินได้แต่ห้ามนำไปขายหรือตกเล่น ส่วนน้ำที่ใช้ในครัวเรือนทั้งหมดต้องลงบ่อบำบัดก่อน ซึ่งถ้ามีน้ำปริมาณมากพอ ระบบก็จะนำน้ำไปรดต้นไม้ในโครงการ และทั้งหมดนี้อยู่ในบันทึกข้อตกลงก่อนทำการซื้อขาย

หากย้อนกลับไปยังความตั้งใจแรกที่เปิดให้คนมาอยู่ได้เพียง 30 เปอร์เซ็นต์ แม้จะมีพื้นที่มากมาย เหตุผลที่เป็นส่วนประกอบ คือ “มาจากคอนเซ็ปต์เรื่องสเปซที่ทำให้อยู่ดี กินดี และสบายใจ และที่ว่างที่ว่าเกิดขึ้นจากป่าที่เพียงพอ อีกอย่าง เราเป็นส่วนหนึ่งของโลกข้างนอก ถ้าเราเปิดให้คนมาอยู่เยอะ ๆ พื้นที่ป่าลดลง อากาศก็แย่ อุณหภูมิสูงขึ้น ถ้ามีคนน้อยหน่อย อย่างน้อยเราก็รักษาธรรมชาติที่มีเอาไว้ได้”

อีกข้อต่างของหมู่บ้านนี้ คือการไม่มีพื้นที่ส่วนกลาง แต่จะกลายมาเป็นพื้นที่กิจกรรมแทน เพื่อส่งเสริมทั้งด้านสุขภาพ ศิลปะ จนถึงแหล่งท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติต่อไป

“ที่ไม่เรียกว่าพื้นที่ส่วนกลาง เพราะเดี๋ยวสมาชิกเข้าใจผิดว่าเป็นเจ้าของ เราจะบอกตั้งแต่แรกว่าพื้นที่กิจกรรมพวกนี้เป็นของโครงการนะ แต่คุณมาใช้ประโยชน์ได้ ซึ่งในอนาคตอาจเป็นหน่วยธุรกิจต่าง ๆ เช่น ร้านกาแฟ ร้านอาหาร รีสอร์ต โรงแรม พิพิธภัณฑ์ หรือถ้าสมาชิกอยากเปิดอะไรของตัวเองขึ้นมา โครงการเองก็จะสนับสนุน” 

ป่าน้ำใส หมู่บ้านกลางป่าและทะเลสาบ 435 ไร่ในนครปฐม ที่อยากให้คนใช้ชีวิตที่เลือกได้
เยี่ยมหมู่บ้านในป่าปลูกเองกว่า 35 ปี ที่ตั้งใจให้คนอยู่แค่ 30 เปอร์เซ็นต์ และอยากสร้าง Living Community ให้เป็นจริง

จากนั้น เขาก็พาเราล่องแพและชี้หมุดหมายหน่วยธุรกิจที่พูดถึง ซึ่งกำลังเกิดขึ้นบนพื้นที่เฟส 3 และ 4 จนถึงบริเวณอาคารโรงทอผ้าเก่า ที่จะถูกแปลงโฉมให้กลายเป็น Art Gallery & Market ในลำดับถัดไป

สังคมดีไม่มีขาย อยากได้ต้องร่วมสร้าง

อาณาจักรแห่งนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากขาดกลุ่มคน ซึ่งชูชัยนิยามมันว่าชุมชนที่มีชีวิต

“เราต้องทำให้ชุมชนมีชีวิตเป็นคอมมูนิตี้ขึ้นมา เพราะไม่อย่างนั้นมันก็เหมือนโครงการในฝันที่ร้าง หนึ่งคือต้องมีผู้คนเพื่อสร้างระบบเปิด เราต้องการปฏิสัมพันธ์ของสรรพสิ่งที่มีชีวิต ไม่อย่างนั้นเราก็เหมือนโรงงานกับเครื่องจักร

“แล้วชุมชนที่จะเกิดขึ้นต้องมีชีวิตชีวา หรือเป็น Living Community คือมีพลวัตความเคลื่อนไหว ซึ่งข้อนี้ยากมาก อย่างสมัยก่อนเรารู้จักเพื่อนบ้านข้าง ๆ เวลาแกงหม้อหนึ่ง ก็ตักแบ่งไปแจกกัน แต่เดี๋ยวนี้พอเป็นวัฒนธรรมของสังคมเมืองเข้าไปครอบมากเข้า ก็เริ่มไม่ค่อยเห็นบรรยากาศแบบนั้น” 

วิธีการที่จะทำให้สิ่งนี้เกิดขึ้นได้ เขามองว่าต้องมาจากการออกแบบทั้งทางกายภาพและการสร้างระบบ

“ทางกายภาพคือชวนเหล่าคนที่ใช่ที่มาอยู่ด้วย พวกเขาอาจเป็นพาร์ตเนอร์ ผู้ช่วยจุดประกายความรู้หรือผลักดันสังคมให้เกิดได้ง่ายขึ้น พอคนจำนวนหนึ่งสร้างเกิดวัฒนธรรมขึ้นมา ชุมชนมีความเข้มแข็ง เขาก็อาจตั้งนิติบุคคลมาดูแลพื้นที่ในบริเวณโซนของตัวเองเพื่อช่วยกันดูแลรับผิดชอบพื้นที่ ต่อไปถ้ามีหน่วยธุรกิจสุขภาวะเกิดขึ้น ก็จะไม่มีคนนอกที่ผ่านเข้ามาโดยไม่ผ่านกลไกนี้ของเรา ระบบเหล่านี้ก็ทำให้คนกับสิ่งแวดล้อมโดยรอบอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืนและอยู่ได้ด้วยตัวเอง” 

ปัจจัยอีก 2 ส่วนที่สำคัญไม่แพ้กัน คือการสร้างการมีส่วนร่วมและการเรียนรู้ ชุมชนถึงจะมีชีวิตชีวา

“หัวใจของทฤษฎีการเรียนรู้ เกิดจากการส่งเสริมการมีส่วนร่วมและการเรียนรู้ของมนุษย์ ไม่ว่าหน่วยธุรกิจอะไรที่จะเกิดขึ้นในพื้นที่กิจกรรม เราอยากให้มนุษย์มามีปฏิสัมพันธ์กัน เพื่อสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ จนได้เรียนรู้ระหว่างกันทั้งด้านธุรกิจ สังคม สติปัญญา หรืออย่างน้อยที่สุด คือได้เรียนรู้ตัวเองจนยกระดับจิตใจ และคลี่คลายปัญหาบางอย่างไปได้”

เมื่อชุมชนภายในถูกตั้งขึ้นแล้ว แผนงานต่อไปจะเป็นกลไกการมีส่วนร่วมที่ขยายออกไปถึงชุมชนภายนอก “ตัวโครงการดูเหมือนผืนป่าก็จริง แต่มีถนนและชาวบ้านล้อมรอบเราไปหมด ดังนั้นเลยจำเป็นต้องเชื่อมโยงการมีส่วนร่วมไปสู่มิติสังคมข้างนอกด้วย ไม่งั้นเราจะโดดเดี่ยวมาก เราก็ใช้วิธีช่วยเหลือเกื้อกูลให้กับชุมชน เขาก็จะเกรงใจเรา มีอะไรเขาก็จะคอยเป็นยามระวังภัยและเป็นคนช่วยเหลือเราด้วยเช่นกัน”

เจ้าของที่ดินผืนใหญ่ย้ำตลอดการสนทนาว่า การสร้างชุมชนไม่ใช่เรื่องง่าย สิ่งนี้จึงไม่ใช่ข้อผูกมัดที่โครงการป่าน้ำใสจะสร้างคอมมูนิตี้ได้ด้วยตัวคนเดียว “เคยได้ยินไหมว่า ‘สังคมดีไม่มีขาย อยากได้ต้องร่วมสร้าง’ เพราะฉะนั้นโครงการนี้ไม่ได้จะสร้างสังคมดีให้กับคุณนะ คุณต้องมาร่วมสร้างกับเรา ถึงได้สร้างกระบวนการการมีส่วนร่วมเอาไว้เยอะมาก เพราะมันไม่มีทางสำเร็จเลย ถ้าไม่ได้เกิดจากการมีส่วนร่วมของชุมชนและคนจริง ๆ” 

เยี่ยมหมู่บ้านในป่าปลูกเองกว่า 35 ปี ที่ตั้งใจให้คนอยู่แค่ 30 เปอร์เซ็นต์ และอยากสร้าง Living Community ให้เป็นจริง

ชุมชนสุขภาวะแห่งอนาคต

ทิศทางต่อไปที่เราจะได้เห็น นอกจากต้นไม้ที่มากขึ้น คือผู้ร่วมชุมชนอีกหลายหลัง ที่อยากเชื้อเชิญให้มาอยู่ด้วยกัน

“อนาคตอันสั้น เราก็คงอยากชวนสมาชิกที่ใช่มาสร้างบ้านและอยู่กับเราจริงจัง ส่วนในระยะยาวก็คงอยากเห็นชุมชนสุขภาวะที่มันเป็นรูปธรรมมากขึ้น ระบบสาธารณูปโภคก็จะถูกพัฒนามากขึ้น อาจมีรีสอร์ตหรือห้องสัมมนาที่ส่งเสริมการเรียนรู้ระหว่างกันเพื่อสรรค์สร้างไอเดียใหม่ ๆ เพิ่มเติม อยากให้ป่าน้ำใสเป็นป่าในเมืองที่คงอยู่อย่างนี้ ซึ่งเชื่อว่าสมาชิกเราคงหวนแหนธรรมชาติกันแน่นอน และหวังว่าจะยิ่งเป็นป่าที่สวยขึ้นเรื่อย ๆ” เขาพูดพลางอมยิ้มว่า ถ้าชุมชนนี้ไปถึงฝันอย่างที่คิดได้จริง นี่คงเป็นอีกหนึ่งชุมชนที่น่ารักมาก และอาจเป็นจุดเริ่มต้นของวัฒนธรรมบางอย่าง ที่อาจเปลี่ยนแปลงสังคมได้อนาคต

“ไม่แน่ว่าป่าน้ำใสของเราอาจผุดบังเกิดความคิดและคุณภาพใหม่ ๆ ขึ้นได้ ก็หวังว่าทั้งหมดจะเกิดขึ้นได้จากที่นี่ในแบบที่คิดไว้” ชูชัยกล่าวทิ้งท้าย

ตอนนี้หมู่บ้านป่าน้ำใสยังเปิดรับสมาชิกสำหรับเฟส 1 อีกหลายครอบครัว สามารถนัดหมายเข้าชมโครงการแบบ Private Visit ได้แล้ววันนี้ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ Facebook : ป่าน้ำใส Paa Namsai หรือโทร. 08 1495 9269

เยี่ยมหมู่บ้านในป่าปลูกเองกว่า 35 ปี ที่ตั้งใจให้คนอยู่แค่ 30 เปอร์เซ็นต์ และอยากสร้าง Living Community ให้เป็นจริง

Writer

ฉัตรชนก ชโลธรพิเศษ

ชาวนนทบุเรี่ยน ชอบเขียน และกำลังฝึกเขียนอย่างพากเพียร มีความหวังจะได้เป็นเซียน ในเรื่องขีดๆ เขียนๆ สักวันหนึ่ง

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load