ปลายฤดูหนาว 

ยามบ่ายที่แสงแดดจัดจ้า ท้องฟ้าสีครามเข้มแต่อุณหภูมิ บนเส้นทางคดเคี้ยว ขนาบด้วยป่าเบญจพรรณ ซึ่งรถขับเคลื่อน 4 ล้อสีบรอนซ์เก่า ๆ กำลังแล่นอยู่ เย็นยะเยือก 

หลังจากข้ามลำห้วยเล็ก ๆ มาราว 15 เมตร เส้นทางเป็นเนินชัน ชายผู้บังคับรถหยุด ปลดเกียร์หลักเป็นเกียร์ว่าง และผลักเกียร์ขับเคลื่อน 4 ล้อ ไปในเกียร์โลว์ รถเคลื่อนขึ้นเนินชันช้า ๆ ไม่มีอาการลื่นไถล สุดปลายเนิน เขาหยุดรถ ปลดเกียร์มาไว้ในตำแหน่งขับเคลื่อน 2 ล้อ

“ต้องถนอมหน่อยครับ ใช้เขามานานแล้ว” ชายผู้ขับรถพูด

ผมหันมองหน้า ประภาส มั่นคง ชายผู้กำลังขับรถ ใบหน้ากร้านแดด ลม ดูคล้ายนักร้องเพื่อชีวิตรุ่นใหญ่คนหนึ่ง

“หลับตาขับก็ได้มั้ง” ผมพูด เรารู้จักกันมานานเกิน 20 ปี และเขาก็เดินทางอยู่บนเส้นทางนี้มากว่า 20 ปีเช่นกัน

“อีกปีกว่า ๆ ก็เกษียณแล้วล่ะครับ” ประภาสพูดเบา ๆ

เขาเป็นพนักงานพิทักษ์ป่า ซึ่งนามเรียกขานขึ้นต้นด้วยเลขแปด 

ชีวิตใกล้ปลดระวางของพนักงานพิทักษ์ป่า ผู้สืบเจตจำนงของ สืบ นาคะเสถียร
ประภาส พิทักษ์ป่า
ภาพ : เกศรินทร์  เจริญรักษ์ 

“พวกรหัสแปดนี่เหลือไม่กี่คนหรอกครับ จะปลดระวางพร้อม ๆ กันนี่แหละ ที่เหลือก็เป็นพนักงานราชการ”

“วางแผนไว้ว่าจะทำอะไรหรือยังครับ” ผมชวนคุย

“อยู่บ้านปลูกต้นไม้ไปแหละครับ ไม่น่าจะลำบาก โชคดีที่มีบำนาญใช้ทุกเดือน”

ประภาสและเพื่อน ๆ คือรุ่นสุดท้ายของคนทำงานในป่าที่มีตำแหน่ง ‘พิทักษ์ป่า’ มีสถานภาพใกล้เคียงกับการเป็นข้าราชการ

“อยู่บ้านปลูกต้นไม้ จะเหงา คิดถึงป่าไหม อยู่ในป่ามานานขนาดนี้”

ประภาสหันมองหน้า ยิ้ม ๆ ไม่ตอบคำถาม 

หลายวันก่อน ผมมาถึงหน่วยพิทักษ์ป่า ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ และอยู่ห่างจากสำนักงานเขต 12 กิโลเมตร เส้นทางลำลองมีขึ้น-ลงหุบ แต่ใช้ได้ตลอดปีแม้ในช่วงฤดูฝน ใช้เวลาเดินทางจากสำนักงานเขตไม่นาน และคล่องตัวกับการใช้มอเตอร์ไซค์

ในฤดูฝน บนเส้นทางมีต้นไม้ล้มบ้าง และบางครั้งเสียเวลากับการจัดการรื้อกอไผ่ที่ช้างดึงล้มมาขวางทั้งกอ

สำนักงานหน่วยพิทักษ์ป่าเป็นบ้านไม้ รูปทรงสิ่งก่อสร้างในยุคแรก ๆ ของบ้านในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า

บ้านที่ใช้เป็นสำนักงานสูงจากพื้น ราว 1 เมตร บันได 3 ขั้น ด้านหน้าเป็นระเบียงยาว ฝาไม้กระดานสีเขียวอ่อน ๆ ทาทับสีเขียวซีด ๆ ที่นี่ใช้เป็นห้องวิทยุสื่อสาร รวมทั้งเป็นที่พักหัวหน้าหน่วย

ชีวิตใกล้ปลดระวางของพนักงานพิทักษ์ป่า ผู้สืบเจตจำนงของ สืบ นาคะเสถียร

เดินขึ้นบันได จะเห็นภาพวัวแดงตัวผู้ 2 ตัวสีจาง ๆ เป็นภาพโปสเตอร์ที่พิมพ์มาเนิ่นนาน เหนือภาพวัวแดงมีตัวหนังสือหนา ๆ เขียนว่า ‘ใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง’

ด้านซ้ายมือมีประตูเข้าห้องที่วางเครื่องรับส่งวิทยุ ติดผนังมีแผนที่ขนาดใหญ่ แสดงอาณาเขตและพื้นที่ รวมทั้งตำแหน่งที่ตั้งของหน่วยพิทักษ์ป่าต่าง ๆ

ผนังฝั่งตรงข้ามท้ายห้องมีโปสเตอร์ขนาดใหญ่อีกแผ่นเป็นรูปผู้ชายสวมแว่นตา เสื้อกันหนาวทรงทหารสีเขียว มือซ้ายถือกล้องยาสูบ ไหล่ด้านขวาสะพายย่ามสีมอ ๆ กำลังก้มให้ชายร่างเล็กใช้นิ้วจิ้มสีบนหน้าผาก ใต้ภาพมีตัวหนังสือตัวใหญ่ เขียนว่า ‘25 ปี สืบ’

ความหมาย 25 ปีในโปสเตอร์ คือระยะเวลาที่ สืบ นาคะเสถียร จากไป 

จากไปอย่างตั้งใจให้สงครามที่เขาเผชิญชนะ

ชีวิตใกล้ปลดระวางของพนักงานพิทักษ์ป่า ผู้สืบเจตจำนงของ สืบ นาคะเสถียร

พลบค่ำ ผมขึ้นรถที่ประภาสนำมารอรับ 

“กระทิงออกมาตลอดบ่ายจนค่ำเลยครับ ตอนเดินออกมานี่ก็ยังอยู่ในโป่ง” 

“เมื่อก่อนตอนผมทำงานใหม่ ๆ สัตว์ไม่ได้เยอะหรือเห็นง่ายอย่างนี้นะครับ” ประภาสพูด

ถึงแม้ว่าป่านี้จะได้รับการประกาศให้เป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เป็นพื้นที่คุ้มครอง แต่การล่าสัตว์ บุกรุกพื้นที่ ตัดไม้ ยังดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง

สืบ นาคะเสถียร ในฐานะหัวหน้าเขตในช่วงเวลานั้น ตัดสินใจเลือกใช้ชีวิตของเขาเป็นเครื่องมือบอกให้คนได้รับรู้ถึงปัญหา 

และมันได้ผล

ชีวิตใกล้ปลดระวางของพนักงานพิทักษ์ป่า ผู้สืบเจตจำนงของ สืบ นาคะเสถียร

หลังการจากไปของเขา มีสิ่งที่เรียกได้ว่าเป็น ‘สรรพกำลัง’ มากมายทุ่มเทเข้ามาในป่านี้ มีการทำงานป้องกันอย่างเป็นระบบจริงจัง เป็นแหล่งอาศัยสัตว์ป่าอันเหมาะสม ประชากรสัตว์ป่าเพิ่มจำนวน

นกยูงเดินริมถนน พบได้ทุกที่ มีจุดที่พบวัวแดงเป็นฝูงใหญ่ง่าย ๆ

สืบ นาคะเสถียร ทำความตั้งใจของเขาให้เป็นจริง

และที่สำคัญ เขาได้มอบความเป็นผู้ ‘พิทักษ์ป่า’ ไว้ในใจคน

ชีวิตใกล้ปลดระวางของพนักงานพิทักษ์ป่า ผู้สืบเจตจำนงของ สืบ นาคะเสถียร

เช้านี้หน่วยพิทักษ์ป่าเงียบสงบ เสียงชะนี 2 ครอบครัวที่ร้องโต้ตอบกันเงียบไปแล้ว เก้ง 2 ตัวเดินหางกระดิกเข้ามา พญากระรอกดำกระโจนข้ามกิ่งไม้ เอาหัวห้อย ใช้หางยาว ๆ เกาะกิ่งไม้ไว้

ตรงข้ามกับสำนักงาน มีแผงผลิตพลังงานจากแสงอาทิตย์และห้องควบคุม ด้านซ้ายมือคือบ้านพักที่เรียกว่าบ้าน 4 ครอบครัว ถัดมาหน่อยเป็นเพิงเล็ก ๆ ใช้เป็นที่ประกอบอาหาร ข้างกองไฟมีเปลสีเขียวผูกอยู่ ผู้ชายร่างผอมหลับสนิท เขาอยู่เฝ้าหน่วย หลังเพื่อน ๆ เดินกลับจากลาดตระเวนก็กลับบ้าน อีก 2 วันจะกลับมา

ว่าตามจริง นี่คือสภาพหน่วยพิทักษ์ป่าและคนทำงานในป่าที่หลายคนพบเจอ ช่วงเวลาที่พวกเขาพักจากงาน เวลาที่ผ่อนคลาย หลายคนมีกลิ่นแอลกอฮอล์คลุ้ง 

แต่นี่คือคนทำงานที่ได้รับการฝึกฝนอบรมในระบบลาดตระเวนเชิงคุณภาพคนละหลายครั้งจนชำนาญ

ขณะทำงาน พวกเขาจะมีอีกสภาพหนึ่ง และเป็นภาพที่คนมักจะไม่ได้เห็น

ภาพวัวแดงในโปสเตอร์ที่พิมพ์มาเนิ่นนาน พร้อมคำอธิบายว่า ใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง ยังติดอยู่บนผนัง

แต่ถึงวันนี้ ที่นี่ดูเหมือนจะเป็นป่าที่พบเจอวัวแดงที่อาศัยอยู่ในธรรมชาติได้ง่ายที่สุด  

บางที นี่นับได้ว่าเป็นหลักฐานยืนยันผลงานของคนทำงานในป่าอย่างเป็นรูปธรรม  

มีความจริงอีกอย่างที่ไม่ได้เห็น คือ คนทำงานในป่าเหล่านี้ ทำงานของพวกเขาได้ผลมากเกินกว่า ‘ความใส่ใจ’ และปัจจัยที่ได้รับ…

แสงไฟสาดส่องไปตามเส้นทางคดโค้ง ขนาบด้วยต้นไม้แน่นทึบ ประภาสชะลอรถ เม่น 2 ตัวเดินนำหน้าไปสักพักก่อน ค่อยเลี้ยวเข้าด่านด้านซ้าย

“อยู่บ้านปลูกต้นไม้จะคิดถึงป่าไหมครับ” ผมถามซ้ำ

ประภาสหันมอง ใบหน้าคล้ายนักร้องเพื่อชีวิตยิ้มกว้าง

“ไม่คิดถึงหรอกครับ” เขาตอบ

“ป่ามันอยู่กับผม ไม่ได้ห่างไปไหน ไม่ว่าอย่างไร ผมก็ ‘เป็น’ พิทักษ์ป่าครับ

คนทำงานในป่ามากว่าครึ่งชีวิตตอบคำถาม 

เป็นคำตอบอันทำให้ผมเข้าใจความหมายของการทำงานด้วยหัวใจ

คุยกับ ประภาส มั่นคง คนทำงานในป่าที่มีตำแหน่ง ‘พิทักษ์ป่า’ รุ่นสุดท้ายก่อนเกษียณ ถึงชีวิตที่มีป่าอยู่ในหัวใจ
คุยกับ ประภาส มั่นคง คนทำงานในป่าที่มีตำแหน่ง ‘พิทักษ์ป่า’ รุ่นสุดท้ายก่อนเกษียณ ถึงชีวิตที่มีป่าอยู่ในหัวใจ
คุยกับ ประภาส มั่นคง คนทำงานในป่าที่มีตำแหน่ง ‘พิทักษ์ป่า’ รุ่นสุดท้ายก่อนเกษียณ ถึงชีวิตที่มีป่าอยู่ในหัวใจ
  ส่วนหนึ่งของสัตว์ป่าที่อยู่ในแหล่งอาศัยที่ได้รับการดูแลป้องกันและได้ดำเนินชีวิตไปตามวิถี
สารคดีสัญชาติไทย

Writer & Photographer

ปริญญากร วรวรรณ

ถ่ายทอดเรื่องราวของสัตว์ป่าและดงลึกทั่วประเทศไทยผ่านเลนส์และปลายปากกามากว่า 30 ปี มล. ปริญญากร ถือเป็นแบบอย่างสำคัญของการใช้ชีวิตอย่างเคารพธรรมชาติให้คนกิจกรรมกลางแจ้งและช่างภาพธรรมชาติรุ่นปัจจุบัน

Life on Earth

เรื่องราวสรรพชีวิตที่อยู่บนโลกใบเดียวกับเรา

01

ในม่านหมอกฟ้าขุ่นใต้ทะเลด้านหน้า มีเงาราง ๆ ของสัตว์ขนาดใหญ่เคลื่อนตัวผ่านหน้าไปช้า ๆ นักดำน้ำทุกคนเพ่งสายตาและหันหน้าไปทางทิศเดียวกันเพื่อไล่ตามให้ทัน ไม่รู้ว่าด้วยเหตุผลใดฉลามวาฬที่เป็นเป้าหมายของทุกคนหักเลี้ยวเข้ามาทางทิศที่เราลอยตัวรออยู่ เงาจาง ๆ ค่อย ๆ ชัดขึ้นทุกที จนเห็นลวดลายสีขาวบนตัวของมันได้ชัด จุดขาวเหล่านี้ เหมือนกับลายนิ้วมือของคนเรา ไม่มีฉลามวาฬตัวไหนมีลวดลายซ้ำกัน

ถึงแม้จะเคยเจอฉลามวาฬมาก่อน แต่ทุกครั้งที่ได้เจอ เราก็ยังคงตื่นเต้นจนทุกอย่างรอบตัวเหมือนจะเลือนหายไป

นักดำน้ำหลายคนตามหาฉลามวาฬตัวแรกในชีวิตมาหลายปี บางคนผ่านการดำน้ำมาหลายร้อยไดฟ์ก็ยังไม่ได้เห็น บนเรือในทริปเดียวกัน บางคนอาจจะเจอ บางคนอาจจะพลาด ขนาดลงดำน้ำที่จุดเดียวกันพร้อม ๆ กัน ก็ไม่ใช่ว่าจะได้เจอกันหมดทุกคน คนใกล้ตัวเราเคยพูดติดตลกว่า ฉลามวาฬก็เหมือนกับความรัก รู้ว่ามีแต่ไม่เคยเจอ คนส่วนใหญ่จึงพยายามไล่ตามโอกาสนั้นสักครั้ง

นักดำน้ำและชาวประมง ใครเป็นตัวร้ายในเรื่องราวใต้ท้องทะเล
02

มันเริ่มต้นเมื่อปีที่แล้ว ชาวประมงในพื้นที่หลีเป๊ะส่งข่าวบอกนักดำน้ำท้องถิ่นว่า เวลาที่พวกเขาลงไปกู้ลอบปลาที่หินแปดไมล์ เขาได้เจอกับฉลามวาฬบ่อยครั้ง นักดำน้ำกลุ่มแรก ๆ เดินทางไปตามข่าวจากชาวประมง และพบว่าฉลามวาฬที่เข้ามาที่หินแปดไมล์ มีขนาดโดยเฉลี่ยใหญ่กว่าที่พบเจอในจุดดำน้ำอื่น และบางครั้งพวกมันเข้ามาพร้อม ๆ กัน มากกว่าหนึ่งตัว

ฉลามวาฬไม่ใช่วาฬที่ต้องโผล่ขึ้นมาหายใจบนผิวน้ำ พวกมันเป็นปลาแท้ ๆ ที่อยากจะว่ายน้ำลงไปลึกแค่ไหนก็ได้ จะว่ายไปที่ไหนก็ได้ การมีสถานที่ที่เป็นจุดนัดพบกับพวกมันเป็นประจำถือเป็นเรื่องที่ไม่ธรรมดา

หลังจากนั้นไม่นาน หินแปดไมล์ถูกยึดครองด้วยเรือบริการนักดำน้ำเกือบทุกวัน บางวันมีเรือมาจอดรอพร้อม ๆ กัน 5 ลำ

ถ้าไม่มีข่าวฉลามวาฬ หินแปดไมล์คือจุดดำน้ำที่แทบจะไม่ค่อยมีใครอยากไป ความแรงของกระแสน้ำที่นี่ทำให้อากาศในถังอากาศที่พกลงไปหมดลงได้ง่าย ๆ โดยเฉพาะถ้าต้องว่ายต้านน้ำอยู่ตลอดเวลา ถึงจะมีปลาเล็กปลาน้อยคลุมกองหินอยู่เยอะ แต่ส่วนใหญ่แล้วน้ำค่อนข้างขุ่นเหมือนหมอกหนาทึบ ถึงจะมีฉลามวาฬว่ายอยู่ใกล้ ก็อาจจะมองไม่เห็นตัวเสียด้วยซ้ำ

นักดำน้ำและชาวประมง ใครเป็นตัวร้ายในเรื่องราวใต้ท้องทะเล
นักดำน้ำและชาวประมง ใครเป็นตัวร้ายในเรื่องราวใต้ท้องทะเล
03

ในกองหินมีลอบจับปลาขนาดใหญ่วางอยู่ 4 – 5 ลูก ตั้งแต่โควิดระบาดรุนแรง คนท้องที่ที่เคยทำงานบริการท่องเที่ยวผันตัวกลับมาเป็นชาวประมง บางหมู่บ้านลงขันกันสร้างลอบตักปลาขนาดใหญ่ซึ่งมีราคาแตะหมื่นบาท เพื่อจะเป็นอุปกรณ์หลักในการเลี้ยงดูชีวิต ทดแทนรายได้ที่หดหาย อุปกรณ์จับปลามีหลายแบบ บางอย่างก็ทำลายล้างกวาดหน้าดิน บางอย่างก็ทำลายทั้งแนวปะการัง แต่พวกเขาเลือกใช้ลอบจับปลาเพราะมันไม่ได้รุกรานธรรมชาติใด ๆ แค่เพียงวางไว้เฉย ๆ ไม่ต้องใช้เหยื่อล่อ เป็นตัวเลือกที่ชาวบ้านเลือกมาอย่างดีแล้ว

เราว่ายเข้าไปใกล้ลอบด้วยความสนใจ ลอบที่หินแปดไมล์ถูกบรรจงวางอย่างดี ชาวประมงนำหินมารองฐาน เพื่อยกโครงสร้างของลอบไม่ให้ทับปะการัง ลอบใหญ่แบบนี้จะถูกวางทิ้งไว้เป็นเวลานาน ชาวประมงจะแวะมาเก็บปลาออกจากลอบ แต่ไม่ได้ยกลอบขึ้น ตามโครงสร้างจึงเริ่มมีสาหร่ายเริ่มมาเกาะ บางอันถึงกับมีปะการังอ่อนต้นเล็ก ๆ เติบโตที่ฐาน ถ้ามันไม่ถูกกู้เก็บขึ้นไป คงมีสักวันหนึ่งที่ปะการังจะโตครอบทับสิ่งแปลกปลอมนี้จนกลืนหายไป

ในระหว่างที่เรากำลังดูปลาในลอบเพลิน ๆ ก็ได้ยินเสียงเครื่องเรือหางยาวดังมาจากด้านบน หลังจากเสียงเงียบไปสักครู่ เราเห็นกลุ่มคนกำลังดำลงมาจากผิวน้ำ อุปกรณ์ที่เขามีแตกต่างกับนักดำน้ำแบบเราอย่างชัดเจน ปลายท่อยางขนาดเล็กเสียบไว้กับหน้ากากดำน้ำ อีกด้านถูกเหน็บล็อกไว้กับเข็มขัดตะกั่วก่อนที่จะลากยาวขึ้นไปสู่ผิวน้ำด้านบน สายนี้ต่อตรงกับเครื่องปั๊มอากาศด้านบน เหนือหัวของพวกเขามีฟองอากาศออกมาตลอดเวลา พวกเขาไม่ใส่ตีนกบเหมือนอย่างนักดำน้ำ แต่เป็นรองเท้าสวมดูทะมัดทะแมง

เราลอยตัวดู ชาวประมง 2 คนที่ว่ายตรงลงมาที่ลอบซึ่งวางอยู่ที่ความลึก 20 เมตร พร้อมถังแกลลอนเปล่าใบใหญ่ คนหนึ่งตรงไปแก้ลวดที่มัดปิดล็อกบานประตูเปิด แล้วเอาอวนเล็กครอบทับบานเปิด เมื่ออวนเข้าที่พร้อม อีกคนก็เริ่มไล่ปลาจากในลอบให้ว่ายไปเข้าอวนที่รออยู่ พอปลาออกมาจนหมดก็มัดรวบปากอวนผูกเข้ากับถังแกลลอน เติมลมใส่ถังที่คว่ำปากลง ใช้เป็นถุงลมยกอวนที่มีปลาอยู่ลอยกลับขึ้นไปสู่ผิวน้ำด้วยความเร็วที่น่าตกใจ อีกคนมัดลวดปิดปากลอบให้กลับสู่สภาพเดิม ไม่ต้องมีใครเอ่ยปากหรือทำท่าสื่อสารสั่งงานกัน งานทั้งหมดจบลงภายในไม่กี่นาที เราดูเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยความทึ่ง ตื่นเต้นกับการทำงานของพวกเขา จนทุกอย่างรอบตัวเหมือนจะเลือนหายไป แบบเดียวกับตอนที่เห็นฉลามวาฬว่ายผ่านมา

ชาวประมงพื้นบ้านเปลี่ยนจากการดำน้ำตัวเปล่ามาเป็นดำน้ำกับเครื่องอัดอากาศ เพื่อให้มีเวลาทำงานใต้น้ำได้นานขึ้น แต่พวกเขาไม่ได้สนใจเรียนทฤษฏีความดันแบบที่นักดำน้ำเรียนรู้ การขึ้นสู่ผิวน้ำอย่างรวดเร็ว และแช่ทำงานอยู่ในพื้นที่ลึกนานจนเกินลิมิตที่มี รวมถึงการลงเก็บกู้ลอบหลายลูกในหนึ่งวัน ทำให้ชาวประมงเหล่านี้เจ็บป่วยจากโรคน้ำหนีบบ่อยครั้ง และผลของโรคนี้อาจจะทำให้พิการ อัมพาต หรือตายได้

04

ลอบจับปลาที่วางอยู่กลางจุดดำน้ำ เป็นภาพบาดตาสำหรับนักดำน้ำที่รักธรรมชาติหลายคน นักดำน้ำมักจะถูกสอนให้เกลียดชังชาวประมง เพราะชาวประมงคือตัวร้ายที่คอยจับปลาสวยงามออกจากจุดดำน้ำของพวกเขา หลายคนทนไม่ได้ ต้องทำหน้าที่เป็นตัวเอกช่วยเปิดหรือทำลายลอบเพื่อช่วยปลาออกมา พวกเขาลืมไปแล้วว่า ใครเป็นคนส่งข่าวพบเจอฉลามวาฬที่กองหินนี้

ลอบที่เสียหาย ถึงจะรู้ว่าเป็นฝีมือของนักดำน้ำ แต่ก็จับตัวหรือชี้ชัดไม่ได้ว่าเป็นใคร ถึงแม้เรือบริการนักดำน้ำหลายลำจะช่วยกันพูดบอกว่าอย่าทำลายลอบ แต่เหตุการณ์ก็ยังมีให้เห็นอยู่เสมอ

จำนวนนักดำน้ำที่เพิ่มขึ้น ทำให้ปลาว่ายเข้าลอบลดลงอย่างเห็นได้ชัด พอมีคนว่ายวนไปมาอยู่หน้าลอบ ปลาก็หนีออกไปนอกกองหิน ไม่ว่ายเข้ามาติดในลอบ ชาวประมงหลายคนย้ายลอบของตัวเองให้ลงไปสู่น้ำที่ลึกขึ้นด้านนอก เพื่อหนีปัญหาจากนักดำน้ำ แต่ยิ่งลึกก็ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงในการทำงาน เริ่มมีคนป่วยจากโรคน้ำหนีบบ่อยขึ้น ในสายตาของชาวประมง นักดำน้ำคือตัวร้ายที่คอยขัดขวางการหาเลี้ยงชีวิตของพวกเขา

ตัวร้ายในละครถูกวางบทให้ตรงข้ามกับตัวเอก ในชีวิตจริงไม่จำเป็นต้องยัดเยียดบทตัวร้ายให้กับใคร เพราะตัวเราก็อาจจะเป็นตัวร้ายในสายตาของเรื่องอีกมุมก็ได้

กลางเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา หินแปดไมล์มีประกาศคำสั่งห้ามทำประมง เพราะเหตุผลว่าเป็นแนวปะการังที่มีความสำคัญด้านการท่องเที่ยวดำน้ำของประเทศ การทำประมงในพื้นที่นี้ถือเป็นเรื่องผิดกฎหมาย

กองหินนี้ไม่ควรเป็นของใครกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ความพิเศษของมันไม่ได้มาจากฉลามวาฬที่ผ่านเข้ามาเท่านั้น แต่ความพิเศษของมันเกิดขึ้นจากมิตรภาพที่ชาวประมงมีให้นักดำน้ำ เราอยากให้มันยังคงเป็นพื้นที่ที่แบ่งปันให้ใช้ร่วมกันได้ โดยไม่มีใครเป็นตัวร้าย ไม่มีใครจ้องจะทำลายธรรมชาติ เมื่อถึงวันนั้น พื้นที่นี้จะกลับมาเป็นพื้นที่ที่พิเศษสุดจริง ๆ อีกครั้ง

หมายเหตุ : คำสั่งกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ที่ 210/2564 เรื่องมาตรการคุ้มครองทรัพยากรปะการังในพื้นที่กองหินแปดไมล์ อำเภอเมืองสตูล จังหวัดสตูล มีผลบังคับใช้เป็นระยะเวลา 3 ปี

สารคดีสัญชาติไทย

Writer & Photographer

ชุตินันท์ โมรา

ช่างภาพ/วิดีโอใต้น้ำมือรางวัลระดับเอเชีย ที่เห็นความเปลี่ยนแปลงของโลกใต้น้ำทั้งในและนอกประเทศมากว่า 17 ปี ทำหนังสือดำน้ำระดับนานาชาติหลายเล่ม เป็นทีมวิดีโอใต้น้ำและคนเบื้องหลังสารคดีและโฆษณาหลายตัว นอกจากนี้ยังเป็นแอดมินเพจ digitalay และเป็นหนึ่งในทีม #สารคดีสัญชาติไทย

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load