23 กุมภาพันธ์ 2565

‘Wild Nature Artisan’ คือร้านสินค้าออร์แกนิก เรียงรายไปด้วยผลิตภัณฑ์น่ารักแถมน่าลอง รับรองว่าถ้าเผลอไปมอง ต้องตกหลุมรักพร้อมควักกระเป๋าตังค์ออกมา ทั้งแยมหลากรสจากผลไม้ที่เราคุ้นตา อย่างสตรอว์เบอร์รี่ ส้ม มัลเบอร์รี่ จนถึงวัตถุดิบตื่นตาอย่างตะลิงปิง ชาออร์แกนิกอินฟิวชันในชื่อคุ้นหูอย่างต้มโคล้งและต้มยำ ดอกเกลือผสมสมุนไพรที่ไม่ว่าเอาไปโรยกับอะไรก็ Always a good idea! มาพร้อมชื่อสะดุดตาในแพ็กเกจจิ้งน่าหยิบ ซึ่งมาจากการปลูก-ปั้นของ น้อย-ดารา วงศ์วรรณ และ นาย-ทับทิม มลายอริศูนย์ สองพี่น้องผู้ตั้งใจพกความทรงจำน่าสนุกในวัยเยาว์ ผสานกลิ่นอายเชียงใหม่ที่พวกเขาคิดถึงหยิบ จับ ใส่ เติม จนเป็นร้านน่ารักแห่งนี้

Wild Nature Artisan ร้านแยม ชา เกลือออร์แกนิก ที่ปลูกและปรุงจากฟาร์มกลางเชียงใหม่

หากใครกำลังนึกภาพสวนผัก-ผลไม้เขียวขจีกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา ตั้งอยู่ในพื้นที่หลายร้อยไร่ เงียบสงบและห่างไกลตัวเมือง มีคนงานเฉียดร้อยขะมักเขม้นดูแลพืชผักนับร้อยอยู่ล่ะก็ เราขอบอกว่าคุณคิดผิด! 

แม้ Wild Nature Artisan จะมีพืชผักเกินร้อยชนิดจริงตามที่กล่าว ซึ่งเพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภคมากหน้าหลายตา ทั้งยังพอให้สองพี่น้องเก็บเกี่ยวมาทดลองไอเดียใหม่ในทุกเดือน บางคราวยังช่วยให้พี่ ๆ ผู้ดูแลสวนอิ่มท้อง และเหลือพอไว้แบ่งให้ผู้มาเยือนหลักอย่างนกและผีเสื้อด้วย แต่สวนแห่งนี้ไม่ได้ตั้งอยู่ในพื้นที่หลักร้อยไร่ กลับตั้งอยู่ในพื้นที่เพียง 5 ไร่ในเขตหมู่บ้านจัดสรรใจกลางเมืองเชียงใหม่ ภายใต้แนวคิด Urban Farm เกษตรกลางเมือง 

Wild Nature Artisan ร้านแยม ชา เกลือออร์แกนิก ที่ปลูกและปรุงจากฟาร์มกลางเชียงใหม่

เมื่อคิดถึง ก็กลับมา

“เราโตมายุคที่เชียงใหม่ห้อมล้อมไปด้วยธรรมชาติ มีป่าล้อมรอบ จากบ้านเรามองออกไปก็เห็นภูเขา จนมันกลายเป็นสิ่งที่อยู่ในใจเรา ต่อให้เราไปอยู่นิวยอร์กหรือลอนดอน แต่สุดท้ายก็ยังคิดถึงเชียงใหม่ เกิดการเปรียบเทียบว่าถ้าบ้านเขารักษาธรรมชาติให้อยู่คู่กับเมืองได้ บ้านเราก็น่าจะรักษาไว้ได้เหมือนกัน” น้อยเล่าถึงไอเดียเริ่มต้น 

เมื่อสองพี่น้องเติบโตมาอย่างใกล้ชิด ในยุคที่มีสวนหลังบ้านและต้นไม้เป็นสนามเด็กเล่น เคยชินกับการเก็บผักสวนครัวหลังบ้านมาทำกับข้าว แม้ทั้งสองจะแยกย้ายกันไปเติบโตและแวะเวียนไปใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศหลายปี

แต่ไม่ว่าอยู่ที่ไหน เชียงใหม่ก็ยังเป็นสถานที่ที่หวนกลับมาให้พวกเธอคิดถึงบ่อย ๆ

“เราอยากให้ความรู้สึกที่เกิดขึ้นกับเรา เกิดขึ้นกับคนยุคต่อ ๆ ไป” เธอเกริ่นถึงความตั้งใจแรก ก่อนจะเล่าต่อว่า “พอคิดถึงการทำเกษตร ปลูกพืช คนทั่วไปมักคิดว่าพื้นที่การเกษตรต้องอยู่นอกเมือง แต่เราอยากขยับให้สวนเข้ามาใกล้กับคน มากกว่าที่จะให้มันขยับห่างออกไปเรื่อย ๆ และเราอยากให้คนเห็นว่า ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ปลูกพืชได้นะ บนดาดฟ้า กรุงเทพฯ หรือแม้แต่พื้นที่เล็ก ๆ ก็ทำได้ ไม่ต้องใหญ่โต เริ่มจากต้นหอม ผักชี หรือผักที่เรากินอยู่ทุกวัน” น้อยเล่า

วิธีทำการเกษตรในเขตเมืองอย่าง Urban Farm จึงกลายเป็นคำตอบ

Wild Nature Artisan ร้านแยม ชา เกลือออร์แกนิก ที่ปลูกและปรุงจากฟาร์มกลางเชียงใหม่

ก่อนจะกลายเป็น Wild Nature Artisan อันคึกคัก ผู้คนแวะจับจ่าย เพื่อนบ้านแวะทักทาย เดิมทีผืนดินแห่งนี้เป็นพื้นที่ว่าง ไม่มีใครอาศัย เมื่อไม่มีคนอาศัย ดินและต้นไม้ก็เจริญเติบโตอย่างเป็นธรรมชาติ ไร้ซึ่งกิจกรรมทำร้ายดิน จึงกลายเป็นเหตุให้ดินในบริเวณนี้มีความอุดมสมบรูณ์ แม้ดินจะสุขภาพดีอยู่แล้ว แต่ก็ยังดีขึ้นกว่านี้ได้อีก!

“พี่สาวเรามี Green Fingers ค่ะ เขาปลูกต้นไม้ได้ดี ส่วนเราชอบค้นคว้า เวลาจะปลูกต้นไม้ ก็ไม่ใช่ว่าจะปลูกได้เลย ต้องค้นคว้า ต้องเตรียมดิน ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยวัดค่าของดินในพื้นที่ของเรา ต้องให้อาหาร เพื่อให้ดินอุดมสมบูรณ์ที่สุด เตรียมแหล่งน้ำที่สะอาด ซึ่งเราใช้น้ำบาดาลที่มีอยู่แล้ว นำมากรอง ตรวจเช็กค่าต่าง ๆ ก่อนนำมาใช้งาน อะไรที่รู้สึกว่ายาก เราต้องทำให้ได้ อะไรผิดเราต้องแก้ ปลูกผิดเราก็ปลูกใหม่ ถ้าต้นนี้ไม่ชอบแสงตรงนี้ ก็ต้องย้าย”

น้องสาวเล่าถึงวิธีคิดแสนธรรมดาแต่น่ารัก ฟังแล้วชวนมองพืชผักเหมือนเพื่อนมนุษย์ต่อว่า 

“คนเรายังต้องดื่มน้ำสะอาด พืชก็เหมือนกัน”

ที่นี่มีแนวทางการทำ Zero Waste ในฟาร์มด้วย ทั้งวัชพืช กิ่งไม้ ต้นไม้ที่ถูกตัดแต่ง หรือผลผลิตที่ร่วงโรยตามกาลเวลา จะถูกนำไปหมักเป็นปุ๋ยเพื่อใช้บำรุงดินต่อไป แถมหากต้องการห่อของหรือสินค้า สองพี่น้องก็ยังเต็มใจใช้ใบตองแทนบรรจุภัณฑ์พลาสติก ใช้ใบต้นเล็บครุฑแทนถ้วยชาม เพราะอยากทำให้พื้นที่ภายในไร้ขยะ และอยากสื่อสารให้เห็นผ่านการลงมือทำให้มากเท่าที่พวกเธอจะทำได้ เพื่อสร้างการตระหนักถึงธรรมชาติและช่วยกันลดพลาสติก

Wild Nature Artisan ร้านแยม ชา เกลือออร์แกนิก ที่ปลูกและปรุงจากฟาร์มกลางเชียงใหม่

พอดินดี น้ำพร้อม ก็ถึงเวลาลงมือ!

“เราชอบคิด ชอบทำ เลยทำด้วยมือเสียส่วนใหญ่ อาจจะคิดว่าทำด้วยมือมันช้า แต่เรามีความประณีตมากกว่า Artisan คือการที่เราใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 สายตาต้องมอง จมูกต้องรับกลิ่น มือต้องสัมผัส” น้องสาวเล่า

Wild Nature Artisan จึงใช้สองมือเป็นอุปกรณ์หลัก แม้จะเป็นวิธีที่ใช้เวลานาน ทำได้ในปริมาณน้อย แต่กลับให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าเครื่องจักรอย่างเหลือเชื่อ ที่ดินผืนขนาดพอดีแห่งนี้จึงถูกควบคุมและดูแลด้วยคนทั้งหมด ตั้งแต่ขั้นตอนการปลูก ดูแล เก็บเกี่ยว ผลิต จนถึงแพ็กส่ง เพราะสองพี่น้องอยากลดปัจจัยที่กระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้มากที่สุด 

เมื่อไร้เครื่องจักร ดินแดนแห่งนี้ก็เสมือนไร้มลพิษ อบอวลไปด้วยอากาศบริสุทธิ์ ผืนดินอุดมสมบูรณ์ พืชผักนานาชนิดเติบโตงอกงาม ชวนแขกไม่ได้รับเชิญให้เดินทางมาอย่างไม่ขาดสาย ทั้งชันโรง นก ผีเสื้อ และแมลงสารพัดชนิด

แล้วหากไม่ใช้เครื่องจักร ไม่ใช้สารพิษ แล้วมีวิธีอยู่ร่วมกับเจ้าแมลงอย่างไรกันนะ-เราถาม

Wild Nature Artisan ร้านแยม ชา เกลือออร์แกนิก ที่ปลูกและปรุงจากฟาร์มกลางเชียงใหม่

“ปลูกพืชกลิ่นแรงไว้ไล่แมลงค่ะ ใช้การปลูกกะเพราที่หัวแปลง อย่างชันโรงเราก็ทำบ้านให้เขา ทำ Bug Condo เป็นการสร้างสภาพแวดล้อมให้เอื้อซึ่งกันและกัน สัตว์อยู่ได้ พืชอยู่ได้ คนอยู่ได้ ไม่ต้องทำร้ายกัน ถ้าเกิดต้นไหนเขาอยากกิน เราก็ปลูกเผื่อ อย่างตะขบสามต้น เราใช้เองสองต้น อีกต้นไว้ให้เขา (นก) กิน” น้อยเล่า แต่เรายิ้ม

แม้ภายในฟาร์มแห่งนี้จะมีชั่วโมงการผลิตในทุกวัน แต่นั้นไม่ใช่กิจวัตรที่น่าเบื่ออย่างใจคิด เพราะผลิตภัณฑ์ในแต่ละวันแตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับว่าเก็บอะไรได้ ทำให้ผลิตภัณฑ์ที่ถูกส่งไปในแต่ละครั้งสดใหม่อยู่เสมอ

“อย่างกุหลาบต้องเก็บก่อนพระอาทิตย์ขึ้น ตอนที่น้ำค้างยังเกาะอยู่ เพราะรักษาความสดไว้ได้ดี เวลาเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ยิ่งตอนบ่ายเราไม่เก็บผลผลิตเลย แดดร้อน คนก็ร้อน กิ่งไม้ที่ถูกตัดก็ร้อน เราเป็นสิ่งมีชีวิตเหมือนกัน” เธอเสริม

Wild Nature Artisan ร้านแยม ชา เกลือออร์แกนิก ที่ปลูกและปรุงจากฟาร์มกลางเชียงใหม่
Wild Nature Artisan ร้านแยม ชา เกลือออร์แกนิก ที่ปลูกและปรุงจากฟาร์มกลางเชียงใหม่

ลืม ลืมฉัน ลืมไปก่อน

“เราทำงานเป็นอาสาสมัครกับสาธารณะสุขจังหวัดเชียงใหม่ ให้เชียงใหม่เป็นเมืองอาหารปลอดภัย พอเราได้ลงพื้นที่ ใกล้ชิดเกษตรกร ทำให้เรารับรู้ถึงปัญหา อีกอย่างการที่เราใกล้ชิดกับเกษตรกร มันทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้กัน แล้วเขาก็จะดูแลพืชโดยไม่ใช้สารเคมี ซึ่งก็ช่วยให้ต้นน้ำเราสะอาดมากขึ้นด้วย” น้อยเล่าถึงที่มา

นอกจากพืชผักและสมุนไพรที่งอกงามอยู่ภายในพื้นที่ 5 ไร่ ผลไม้ส่วนใหญ่ก็ส่งตรงมาจากเกษตรกรต้นน้ำบนดอย เมื่อนักค้นคว้า นักปลูก เกษตรกรมือฉมัง มีผลไม้สดแสนอร่อยอยู่ในมือ ความอร่อยจึงบังเกิด

“พอเราชอบค้นคว้า ก็คิดไปเรื่อย ค้นไปเรื่อย ทำได้แต่ยังไม่พอใจก็ลองใหม่ กว่าจะออกมาเป็นแยมกระปุกแรกก็ร่วมปี ก่อนผลผลิตในฟาร์มจะเติบโตจนกลายเป็นดอกเกลือผสมสมุนไพร และ Organic Infusion รสชาติส่วนใหญ่เก็บเกี่ยวมาจากประสบการณ์ที่เราไปพบเจอมา เรื่องราวในความทรงจำ และเกือบทุกรสมาจากการเดินทาง”

โดยปกติแยมส้มหรือผลผลิตตระกูล Citrus ที่ถูกเอามารวมกัน มักเป็นส้มกับส้ม ไม่ก็ส้มกับเลม่อน ไม่ว่าจะด้วยความตั้งใจหรือความเคยชินก็ตาม แต่ Citrus Melodies แยมส้มเขียวหวาน 4 สายพันธุ์ของสองพี่น้อง กลับถูกเติมกลิ่นด้วยใบโหระพาออร์แกนิกเก็บสด ๆ จากสวน นอกจากรสเปรี้ยวสดชื่นจากส้ม ยังได้กลิ่นหอมและรสอ่อน ๆ ของโหระพา กระซิบว่าเข้ากันอย่างไม่น่าเชื่อ ความซับซ้อนของรสชาตินี้ น้อยว่าเธอเก็บเกี่ยวมาจากการไปทาน Chef’s Table

Wild Nature Artisan ร้านแยม ชา เกลือออร์แกนิก ที่ปลูกและปรุงจากฟาร์มกลางเชียงใหม่
จับจ่ายแยม ชาออร์แกนิก และเกลือสมุนไพร จาก Urban Farm ของสองพี่น้องเชียงใหม่ ที่ตั้งใจให้คนปลูกและคนกินมีความสุข

ส่วนชาออร์แกนิกอินฟิวชันในชื่อส้มฉุน ก็แตกไอเดียมาจากกาพย์เห่เรือสมัยเด็ก ส่วน Magic Mints เป็นการผสมผสานมิ้นต์ 4 สายพันธุ์เข้าด้วยกัน เด็ดสดใหม่จากต้น เธอรับรองว่าหอมสดชื่น อีกผลิตภัณฑ์คือ ดอกเกลือออร์แกนิกผสมสามเกลอในชื่อ Thai Thai Grill และ Always a Good Idea ที่ไม่ว่าจะเอาไปปรุงกับอะไรก็เข้ากันไปเสียหมด 

“It takes two #1 ก็เป็นอีกความสนุกนะ แยมทุกขวดต้องผ่านการพาสเจอไรซ์ก่อน แต่ความตั้งใจของเราคือ แยมรสนี้ต้องมีเลเยอร์ 2 สีให้ได้ เราต้องทำยังไงก็ได้ให้ 2 รสนี้ไม่ปนกัน กลายเป็นความท้าทายของเรา ส่วนผู้บริโภคเองจะต้องตักยังไงก็ได้ให้ได้ทั้ง 2 รสภายใน 1 คำ ยากทั้งคนทำและกิน แต่ในความยากมีความสนุกอยู่

เมื่อก่อนคนมองว่าแยมคือแยม ต้องทาขนมปังอย่างเดียว แต่ไม่ค่ะ ในความคิดของเรามันไม่ใช่” เธอย้ำ

เราอยากชวนทุกคนลืมภาพแยม ดอกเกลือ และชาอินฟิวชันในภาพเดิม ๆ เสียก่อน เพราะผลิตภัณฑ์นานาชนิดจาก Wild Nature Artisan ไม่ได้ถูกปาดป้ายอยู่เพียงแผ่นขนมปังหรือรูปแบบเดิมที่เราคุ้นเคยเท่านั้น แต่สองพี่น้องตั้งใจเปิดกว้างให้เรานำไปสร้างสรรค์และต่อยอดได้อย่างอิสระ ดังที่เห็นได้จากรีวิวบนหน้าเพจ บางจานเจ้าของร้านก็แอบกระซิบว่าน่าสนุกจนอดรีโพสต์ไม่ได้ บ้างเอา Always a Good Idea ดอกเกลือผสมสมุนไพรไปมิกซ์จนกลายเป็นบัลซามิกสูตรเด็ด บ้างเอาไปโรยไข่ต้ม ถ้าเอาไปโรยพาสต้าก็จะได้รสชาติอีกแบบ บอกแล้วว่า Always สมชื่อ!

จับจ่ายแยม ชาออร์แกนิก และเกลือสมุนไพร จาก Urban Farm ของสองพี่น้องเชียงใหม่ ที่ตั้งใจให้คนปลูกและคนกินมีความสุข

แถมเรายังเห็นผลิตภัณฑ์น่าอร่อยใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นจากความสนุกภายในฟาร์ม อย่างไอศกรีมและเครื่องดื่ม ‘ชื่นใจ’ ผลิตภัณฑ์น้องใหม่ที่เกิดจากการนำเทคนิคและส่วนผสมที่ได้จากการทำแยม หยิบยกออกมานำเสนอในวิธีการใหม่ ฉบับสองพี่น้องและ Mixologist ประจำร้าน น้อยเล่าให้ฟังถึงแยม Banoffee Dream ที่มีรสหอมหวานของกล้วยหอม ผสมผสานกับคาราเมลและ Masala Chai ให้รสและกลิ่นเป็นเอกลักษณ์ แต่ยังเข้าถึงง่ายด้วยชื่อคุ้นปากอย่างบานอฟฟี่ เมื่อ Mixologist นำไปผสมกับรัม ก็กลายเป็นเครื่องดื่มแก้วใหม่ สดชื่น แถมไม่เหลือเค้าของบานอฟฟี่อยู่เลย

เครื่องดื่มและไอศกรีมในนามชื่นใจ จึงตั้งใจออกแบบให้เมื่อลิ้มลองเข้าไปเพียงคำแรก ก็จะต้องพูดออกมาว่า ‘ชื่นใจจริง ๆ’ ให้ได้ แค่ได้ยินก็อยากจะวิ่งไปหยิบชุดโปรดแพ็กลงกระเป๋า จองตั๋ว บินไปถึงหน้าฟาร์มเดี๋ยวนั้นเลย!

ส่วนผสมลับรสกลมกล่อม

“ถ้าถามว่า Wild Nature Artisan คือใคร คำตอบคือ ‘เรา’ วัยเด็กและธรรมชาติของเชียงใหม่ เป็นสิ่งที่เราทั้งคู่มีแพสชันกับมัน” เธอเล่าถึงส่วนผสมลับอันลงตัว ที่สองพี่น้องตั้งใจปรุงความเป็นเชียงใหม่ลงไปในทุกขั้นตอน 

ตั้งแต่โคมลอย พระธาตุดอยสุเทพ ธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ และเจ้านกตัวจิ๋วที่อวดโฉมบนกล่องชา

น้อยบอกว่ามันคือนกปิ๊ดจะลิ่ว (นกปรอดหัวโขน) เป็นนกที่มีจำนวนน้อยลงจนใกล้สูญพันธุ์ การใส่สิ่งเหล่านี้ไว้ในแพ็กเกจจิ้งที่ส่งไปถึงมือทุกคน จึงเป็นการเชิญชวนกลาย ๆ ว่ามาปลูกต้นไม้กันเถอะนะ ถ้าเรารื้อฟื้นป่าให้อุดมสมบูรณ์เฉกเช่นเดิมได้ สิ่งมีชีวิตเหล่านี้ก็จะอยู่ต่อไป ให้คนรุ่นลูกรุ่นหลานได้เห็นและโลกเราก็จะมีสีเขียวเพิ่มขึ้น

ส่วนอาหารสุดฮิตของเชียงใหม่อย่างไส้อั่ว ก็ถูกพลิกโฉมใหม่ให้กลายเป็นไส้อั่วในมาดดอกเกลือผสมสมุนไพรในนาม Love Chiangmai #1 เป็นมิตรต่อสาวกคนไม่กินไส้ แถมพกเชียงใหม่ลงกระเป๋า ติดตัวไปมุมไหนของโลกก็ง่ายแค่นิดเดียว นอกจากความหลงใหลที่มีต่อเชียงใหม่ ความคิดถึงประเทศไทยของทั้งคู่ก็น่ารักไม่แพ้กัน จนเกิดเป็นชาออร์แกนิคอินฟิวชันรสชาติต้มโคล้งและรสชาติต้มยำ เอาไว้ชงดื่มให้คล่องคอในวันที่อากาศหนาว ๆ ยามอยู่ต่างเมือง ให้พอแก้คิดถึงบ้านเกิดเมืองนอน ถ้าใครอยากเอาไปทำต้มโคล้งหรือต้มยำจริง ๆ สองพี่น้องก็ไม่ติด รับรองถึงเครื่อง!

จับจ่ายแยม ชาออร์แกนิก และเกลือสมุนไพร จาก Urban Farm ของสองพี่น้องเชียงใหม่ ที่ตั้งใจให้คนปลูกและคนกินมีความสุข
จับจ่ายแยม ชาออร์แกนิก และเกลือสมุนไพร จาก Urban Farm ของสองพี่น้องเชียงใหม่ ที่ตั้งใจให้คนปลูกและคนกินมีความสุข

ครอบครัวต้องฟังกัน

 เราทำ Wild Nature Artisan ด้วยความสุข เหมือนเวลาให้คนอารมณ์ดีกับคนอารมณ์ไม่ดีทำอาหาร แม้จะเป็นเมนูเดียวกัน สูตรเดียวกัน แต่ผลลัพธ์ออกมาไม่เหมือน ถ้าเขาทำด้วยใจรัก เขาก็จะมีความสุขกับการทำงาน

“เหมือนเวลาดอกไม้บาน มันจะฟู บาน สวยเลยแหละ” น้อยเปรียบเปรยพร้อมรอยยิ้ม

ภาพการทำงานภายในฟาร์มแห่งนี้ไม่เหมือนกับภาพที่เราคิดไว้สักเท่าไหร่ ภาพพี่คนสวนที่ขะมักเขม้นดูแลสวน ถูกแทนด้วยภาพการทำงานอย่างมีความสุขของครอบครัวในพริบตา แม้ไม่ใช่ทางสายเลือด แต่เป็นทางความรู้สึก 

เราเปิดโอกาสให้ทุกคนตลอด ไม่เว้นแม้แต่ตัวเราเอง เราไม่ปิดกั้นอะไรเลย ทุกคนแสดงความคิดเห็นได้เต็มที่ เราไม่ได้บอกว่าคุณเรียนมาน้อยกว่า คุณเห็นมาน้อยกว่า ไม่ใช่ ประสบการณ์ของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ความชำนาญของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน เราต้องยอมรับและให้เกียรติซึ่งกันและกัน” เธออธิบายเสริม

จงอย่าแปลกใจหากผลิตภัณฑ์ของพวกเขาจะถูกลงท้ายด้วย #1 #2 #3 ไปเรื่อย ๆ 

เพราะเมื่อไม่ปิดกั้น ไอเดียและการคิดค้นทดลองอย่างไม่รู้จบจึงเกิดขึ้น 

“เราไม่ได้บอกว่าวันนี้สูตรนี้ดีที่สุด เพราะในทุก ๆ วันเราคิดว่า อันนี้ดีแล้ว แต่มันจะต้องมีอะไรที่ดีกว่านี้ ขนาดโลกเรายังไม่หยุดหมุน เราก็ต้องพัฒนามันต่อไปเรื่อย ๆ” – แล้วคุณมีวิธีการทำงานร่วมกันอย่างไร (เราสงสัย)

“ใช้วิธีคุยกัน บางครั้งเขาก็มาบอกว่า วันนี้มีหน่อไม้ตรงนี้นะ เอาไปทำนู่น ทำนี่ดีไหม ตรงนี้ได้รับแสงดีกว่าในฤดูนี้นะ ถ้าเป็นฤดูหนาวแสงจะมาทางนี้ ย้ายแปลงปลูกดีกว่านะ บางทีเขาเห็นมามากกว่าเรา เราก็ต้องฟัง” เธอตอบ

ส่วนใครที่ไม่อยากลิ้มลองผลิตภัณฑ์ของ Wild Nature Artisan อยู่ที่บ้านเฉย ๆ เราขอแนะนำให้มาเยือนฟาร์มพื้นที่ 5 ไร่ ในจังหวัดเชียงใหม่ รับรองว่าสนุกและน่าประทับใจไม่แพ้ที่ไหน เพราะมีให้เพลินทั้งเวิร์กชอป Tea Cupping ทำแยม ทำไอศกรีม และเดินชมฟาร์ม เจ้าบ้านแอบบอกว่าคุณจะได้เด็ด ชม ชิม และลงมือทำด้วยตัวเอง 

“เราจะไม่บอกเขาแค่ว่าอันนี้ต้นอะไร ปลูกยังไง แต่จะลงลึกกว่านั้น ต้นนี้ทำอะไรได้บ้าง จะเป็นอาหารขึ้นชื่อของเชียงใหม่ได้อย่างไร ไปอยู่ใน Love Chiangmai #1 ได้อย่างไร มันเป็นการเล่าเรื่องและแชร์ประสบการณ์ด้วยกันมากกว่า และที่สำคัญ เราอยากเป็นจุดเล็ก ๆ ในการทำ Urban Farm อยากให้เกิดการรับรู้ว่า ถ้าเราทำสิ่งนี้ในหมู่บ้านได้ ไม่ว่าอยู่ที่ไหนเราก็ปลูกพืชได้ และถ้าเราทำได้ สิ่งแวดล้อมก็จะยั่งยืน โรคภัยไข้เจ็บน้อยลง และเราก็ยังเชื่อมั่นว่า You are what you eat เราไม่อยากให้คุณนึกถึงสุขภาพที่ดีตอนคุณกำลังป่วย ไม่จำเป็นว่าคุณต้องเป็นคนที่รักสุขภาพจ๋า เพียงคุณแวะเวียนเข้ามาหาเรา เราเชื่อว่าคนจำนวน 50 เปอร์เซ็นต์ที่มา จะอยากกลับไปปลูกต้นไม้ อยากอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

“ความใฝ่ฝันของเราคือ เราอยากเห็นทุกคนมีสุขภาพดี และมีความสุขในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่” เธอทิ้งท้าย

จับจ่ายแยม ชาออร์แกนิก และเกลือสมุนไพร จาก Urban Farm ของสองพี่น้องเชียงใหม่ ที่ตั้งใจให้คนปลูกและคนกินมีความสุข

Wild Nature Artisan

ที่ตั้ง : 119/28 หมู่ 5 ถนนมหิดล ตำบลหนองหอย อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ (แผนที่)

วัน-เวลาทำการ : เปิดบริการวันจันทร์-เสาร์ (ปิดวันอาทิตย์) เวลา 09.00 -17.00 น.

โทรศัพท์ : 095 536 5156

เว็บไซต์ : wildnatureartisan.com

Facebook : Wild Nature Artisan – An Edible Memoir of Chiang Mai

Writer

นิธิตา เอกปฐมศักดิ์

นักคิดนักเขียนมือสมัครเล่น ผู้สนใจงานคราฟต์ ต้นไม้และการออกแบบเป็นพิเศษ แต่สนใจหมูสามชั้นย่างเป็นพิเศษใส่ไข่

Photographer

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ ร่ำเรียนมาทางศิลปะจากคณะที่ได้ชื่อว่ามีวงดนตรีลูกทุ่งแสนบันเทิงของเมืองเหนือ มีความสุขกับการกดชัตเตอร์ในแสงเงาธรรมชาติ ชอบแมว หมา และบ้าจักรยานไม่แพ้กิจกรรมกลางแจ้งอื่น ๆ

Share Location

รวมสถานที่สวยและดีที่อยากชวนคุณแวะเวียนไปช่วงวันหยุด

คนเมืองเหนือเปิ้นฮ้องพื้นที่ใต้ร่มเงาของต้นไม้ใหญ่ว่า ‘เก๊าไม้’ ส่วน ‘เก๊าไม้ล้านนา’ คือชื่อรีสอร์ตในอำเภอสันป่าตอง อยู่ระหว่างเส้นทางที่เชื่อมตัวเมืองเชียงใหม่สู่ดอยอินทนนท์

หลายคนจดจำรีสอร์ตแห่งนี้ได้ดีจากพื้นที่ที่อุดมไปด้วยต้นไม้สูงใหญ่ (สมชื่อ) ราวกับป่าขนาดย่อม และอาคารห้องพักที่ดัดแปลงมาจากโรงบ่มยาสูบเก่า เขียวขจีไปด้วยต้นตีนตุ๊กแกที่ฝังรากลงบนผนัง ราวกับจะกลืนกินไปทั้งอาคาร สวยจนใครก็อดใจถ่ายรูปเก็บไว้ไม่ได้

นอกจากการเป็นรีสอร์ตที่มีอาคารเป็นเอกลักษณ์ และเป็นโลเคชันยอดฮิตสำหรับคู่รักที่กำลังมองหาสถานที่ถ่าย Pre Wedding ล่าสุด เก๊าไม้ล้านนา รีสอร์ท ก็ได้ปรับภูมิทัศน์ด้านในให้กลายมาเป็น Kaomai Estate 1955 พื้นที่ที่รวมเอาคาเฟ่ พิพิธภัณฑ์ และลานอเนกประสงค์กลางแจ้งที่รายล้อมด้วยต้นไม้ใหญ่เข้าไว้ด้วยกัน เป็นจุดเช็กอินแห่งใหม่ที่แม้คุณจะไม่ใช่แขกของรีสอร์ตก็สามารถเข้ามานั่งทอดอารมณ์ยามเช้าจรดบ่ายให้สุกกรอบพอดีคำได้อย่างรื่นรมย์

และล่าสุด Kaomai Estate 1955 เพิ่งได้รับรางวัลการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม จาก UNESCO เอเชีย-แปซิฟิก ในสาขาการออกแบบใหม่ในบริบทมรดก

นี่ถือเป็นครั้งแรกที่โครงการจากประเทศไทยได้รับรางวัลในสาขานี้จาก UNESCO เอเชีย-แปซิฟิก โดยรางวัลสาขานี้จะมอบให้กับโครงการที่มีสิ่งปลูกสร้างใหม่ผ่านการออกแบบอันโดดเด่นให้กลมกลืนกับบริบทในอดีต เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน

เก๊าไม้ล้านนา, Kaomai Estate 1955 จากโรงบ่มยาสูบเก่าสู่ที่พักและคาเฟ่ที่บอกเล่าประวัติศาสตร์เชียงใหม่
เก๊าไม้ล้านนา, Kaomai Estate 1955 จากโรงบ่มยาสูบเก่าสู่ที่พักและคาเฟ่ที่บอกเล่าประวัติศาสตร์เชียงใหม่

เราจึงอยากชวนคุณอ่านเรื่องราวความตั้งใจของ Kaomai Estate 1955 ในการอนุรักษ์มรดกทางสถาปัตยกรรม จากโครงอาคารโรงบ่มใบยาสูบเก่าดั้งเดิม ไปพร้อมๆ กับต้นไม้ใหญ่และธรรมชาติในพื้นที่ให้คงอยู่ให้นานที่สุด

1
ประวัติศาสตร์ย่อของอาคารก่อนที่ต้นตีนตุ๊กแกจะฝังรากลงบนผนัง

ต้นตีนตุ๊กแกหาใช่ไม้เลื้อยเพียงพันธุ์เดียวที่ปกคลุมอาคารของเก๊าไม้ล้านนา รีสอร์ท จนเกิดเป็นอัตลักษณ์คุ้นตา เพราะหากสังเกตดีๆ นอกจากใบจิ๋วๆ ของตีนตุ๊กแก ยังมีต้นพริกไทยและผลสีแดงจากต้นดีปลีแซมขึ้นมาอย่างกลมกลืน ซึ่งความกลมกลืนบนผนังอาคารนี้ (จะด้วยความตั้งใจหรือไม่ก็ตาม) ก็ช่วยสะท้อนความอุดมสมบูรณ์ทางผลหมากรากไม้ รวมไปถึงประวัติศาสตร์ที่เหลื่อมซ้อนกันในภาพใหญ่ของพื้นที่แห่งนี้ได้ดีเลยล่ะ

เก๊าไม้ล้านนา, Kaomai Estate 1955 จากโรงบ่มยาสูบเก่าสู่ที่พักและคาเฟ่ที่บอกเล่าประวัติศาสตร์เชียงใหม่

ทั้งนี้การจะไล่เรียงถึงเก๊าไม้ เอสเตท 1955 ให้เห็นภาพมากที่สุด คือการต้องย้อนกลับไปใน พ.ศ. 2498 (ค.ศ. 1955) ณ จุดเริ่มต้นบนที่ดินขนาด 44 ไร่ ริมถนนสายเชียงใหม่-ฮอด ถูกครอบครองโดยต้นจามจุรีและต้นมะขามสูงใหญ่ผู้เป็นเจ้าของพื้นที่มาตั้งแต่ต้น ก่อนจะมีการก่อสร้างกลุ่มอาคารโครงสร้างไม้ไผ่สานแตะฉาบด้วยดินโคลนแบบบ้านๆ สำหรับเป็นโรงบ่มใบยาสูบของบริษัท แม่ปิงยาสูบ ขึ้นทีละหลัง

บริษัท แม่ปิงยาสูบ ก่อตั้งโดย เจ้าชื่น สิโรรส ผู้ริเริ่มและส่งเสริมให้ปลูกใบยาสูบในภาคเหนือของประเทศไทย อันเป็นจุดเริ่มต้นของธุรกิจยาสูบท้องถิ่นอันเฟื่องฟูอยู่หลายทศวรรษ ก่อนจะค่อยๆ ซบซาไปตามกาลเวลา

เก๊าไม้ล้านนา, Kaomai Estate 1955 จากโรงบ่มยาสูบเก่าสู่ที่พักและคาเฟ่ที่บอกเล่าประวัติศาสตร์เชียงใหม่
เก๊าไม้ล้านนา, Kaomai Estate 1955 จากโรงบ่มยาสูบเก่าสู่ที่พักและคาเฟ่ที่บอกเล่าประวัติศาสตร์เชียงใหม่

“ในแต่ละโรงบ่มจะมีการวางคานต่อๆ กันเป็นชั้น พอถึงเวลาบ่มจะใช้คน 6 คนยืนต่อกันบนคาน ส่งใบยาที่ขึ้นไปวางซ้อนกันจากข้างบนลงมาข้างล่าง พอวางเสร็จก็จะทยอยออกมาสุมไฟจากเตาฟืนที่อยู่นอกโรงบ่ม ความร้อนจะส่งผ่านท่อที่ต่อเข้าไปในอาคาร ด้วยวิธีการนี้ทำให้สามารถบ่มใบยาโดยไม่มีควันเข้าไปปนกับกลิ่นยาสูบ พอบ่มพ้นหนึ่งวันหนึ่งคืนเต็ม ก็จะมีการจัดเก็บเข้าโรงคัด ส่งไปขายที่โรงงานยาสูบในตัวเมืองเชียงใหม่พ่อหลวงอาทิตย์ วรรณเรือน ย้อนความจำเมื่อครั้งสถานที่แห่งนี้ยังคงอวลไปด้วยกลิ่นใบยาสูบ

เก๊าไม้ล้านนา, Kaomai Estate 1955 จากโรงบ่มยาสูบเก่าสู่ที่พักและคาเฟ่ที่บอกเล่าประวัติศาสตร์เชียงใหม่

พ่อหลวงอาทิตย์ วรรณเรือน เกิด พ.ศ. 2499 หนึ่งปีให้หลังที่โรงบ่มยาสูบแห่งนี้เปิดทำการ พ่อหลวงเป็นลูกชายของคนงานบ่มยาที่นี่ เขามีบ้านอยู่ด้านหลังโรงบ่มยา (ซึ่งปัจจุบันเขายังคงอาศัยอยู่ในบ้านหลังเดิม) และแม้พ่อหลวงจะไม่เคยทำงานที่เดียวกับพ่อ แต่ความทรงจำในวัยเด็กเกี่ยวกับขั้นตอนการบ่มยาสูบจากการติดตามพ่อไปทำงาน รวมไปถึงการเปลี่ยนผ่านในยุคสมัยต่างๆ ภายในพื้นที่ยังคงแจ่มชัด

“ความที่ต้องทำงานกับไฟ จึงจำเป็นต้องมีนายสถานีคอยดูแลพื้นที่ตลอด 24 ชั่วโมง นายสถานีจะมีบ้านประจำอยู่ที่นี่ (ปัจจุบันบ้านของนายสถานียังถูกรักษาไว้อย่างดี และปรับเปลี่ยนเป็นอาคารสปาของรีสอร์ต-ผู้เขียน) ต่อมาบริษัทก็เปลี่ยนอาคารโรงบ่มเป็นอาคารก่ออิฐมอญ และภายหลังค่อยเปลี่ยนมาเป็นอาคารอิฐบล็อกที่สามารถควบคุมอุณหภูมิการบ่มได้ดีกว่า” พ่อหลวงคนเดิมกล่าว

แต่แม้จะมีการปรับเปลี่ยนวัสดุเพื่อรองรับการบ่มยาให้ปลอดภัยและได้ประสิทธิภาพอยู่เสมอ ก็ใช่ว่าจะป้องกันอุบัติเหตุได้ทั้งหมด เพราะในระหว่างการบ่มครั้งหนึ่งใน พ.ศ.2512 ใบยาที่ถูกอบแห้งเกิดร่วงตกลงมาโดนท่อส่งความร้อนที่กำลังแดง จึงเกิดไฟไหม้จนทำให้กำแพงภายในอาคารที่เกิดเหตุและอาคารข้างเคียงอีกหลังทลายลงมา ต่อมาจึงมีการบูรณะดังกล่าวโดยการสร้างโรงบ่มใหม่ควบรวมอาคารที่เสียหายทั้งสองหลังเป็น ‘อาคารแฝด’ เพียงหลังเดียว

ซึ่งนั่นล่ะค่ะ แม้แต่ผู้บูรณะในยุคนั้นเองก็ไม่อาจจินตนาการได้เลยว่า อีกเกือบ 50 ปีต่อมาเจ้าของรุ่นหลังจะเปลี่ยนโรงบ่มแฝดดังกล่าวให้กลายมาเป็นคาเฟ่สุดชิค ศูนย์กลางของโครงการเก๊าไม้เอสเตทฯ ในยุคปัจจุบัน

เก๊าไม้ล้านนา, Kaomai Estate 1955 จากโรงบ่มยาสูบเก่าสู่ที่พักและคาเฟ่ที่บอกเล่าประวัติศาสตร์เชียงใหม่

2
เรื่องของฟาร์มทุ่งเสี้ยว การเปลี่ยนผ่านจากโรงยาสู่โรงแรม

พ้นจากเรื่องเล่าของพ่อหลวงอาทิตย์ คนต่อมาที่จะมาบอกเล่าการเปลี่ยนผ่านของพื้นที่แห่งนี้ได้ดีคือ คุณธวัช เชิดสถิรกุล นักธุรกิจการเกษตรที่เข้ามาซื้อกิจการโรงบ่มใบยาสูบแห่งนี้เมื่อ พ.ศ. 2529 ก่อตั้งห้างหุ้นส่วนจำกัด ฟาร์มทุ่งเสี้ยว (ตั้งชื่อตามหมู่บ้านที่เป็นที่ตั้งของโรงบ่ม)

คุณธวัชเข้ามาดำเนินกิจการโรงบ่มยาสูบต่อจากบริษัท แม่ปิงยาสูบ เปลี่ยนอาคารโรงบ่มเป็นอิฐบล็อกเพื่อความทนทาน และขยายกำลังการผลิตจากโรงบ่มเดิมที่มีอยู่ 35 หลัง เป็น 50 หลัง ปรับปรุงพื้นที่ส่วนหนึ่งเป็นร้านอาหาร รวมทั้งเปลี่ยนพื้นที่ภายในอาคารโรงบ่มเป็นที่พักตากอากาศของครอบครัวและเพื่อนฝูง เขาบริหารโรงบ่มจนถึง พ.ศ. 2538 เมื่อกิจการยาสูบในประเทศถูกบุหรี่นำเข้าจากต่างประเทศเข้ามาตีตลาด ประกอบกับปัจจัยหลายอย่าง จึงตัดสินใจเลิกกิจการ

เก๊าไม้ล้านนา, Kaomai Estate 1955 จากโรงบ่มยาสูบเก่าสู่ที่พักและคาเฟ่ที่บอกเล่าประวัติศาสตร์เชียงใหม่

กระนั้น ด้วยความที่เขาเคยได้ปรับเปลี่ยนภายในอาคารโรงบ่มเป็นที่พักมาก่อนแล้ว สิ่งนี้จุดประกายให้เขาเปลี่ยนอาคารโรงบ่มเป็นอาคารที่เหมาะสำหรับการหลับค้างอ้างแรมเป็นจำนวนทั้งสิ้น 18 หลัง ปลูกตีนตุ๊กแก พริกไทย และดีปลี ให้ขึ้นปกคลุมผิวอาคาร และเปิดพื้นที่เป็น ‘เก๊าไม้ล้านนา รีสอร์ท’ รีสอร์ทแห่งแรกของประเทศที่ดัดแปลงมาจากโรงบ่มยาสูบ เปิดทำการ 2 ปีให้หลังจากกิจการบ่มยาสูบลาโรงไป

“จริงๆ พ่อผมเขาแค่อยากมีมุมสำหรับนั่งดื่มกับเพื่อนๆ ของเขาอยู่นอกเมืองเท่านั้น แต่พอเปลี่ยนพื้นที่เป็นที่พักและพบถึงความเป็นไปได้ เก๊าไม้ล้านนาเลยกลายเป็นโครงการที่เป็นรูปธรรม” คุณจักร์ เชิดสถิรกุล Project Manager ของโครงการเก๊าไม้ เอสเตท 1955 กล่าวถึงต้นเหตุสำคัญของการเปลี่ยนผ่านจากโรงบ่มใบยาสูบเจ้าใหญ่ทางตอนเหนือของจังหวัดเชียงใหม่สู่การเป็นบูทีกรีสอร์ทที่ถือได้ว่ามาก่อนเทรนด์ Renovation หรือ Up-cycling ทั้งหลายที่กำลังได้รับความนิยมในปัจจุบัน

เก๊าไม้ล้านนา, Kaomai Estate 1955 จากโรงบ่มยาสูบเก่าสู่ที่พักและคาเฟ่ที่บอกเล่าประวัติศาสตร์เชียงใหม่

คุณจักร์เป็นลูกชายของคุณธวัช เขาเติบโตทันในช่วงที่พ่อของเขาบริหารโรงบ่มยาสูบ ที่ซึ่งในเกือบทุกสุดสัปดาห์ พ่อจะพาแม่ เขา และพี่สาวของเขา ขับรถมานอนค้างยังโรงบ่มที่มีชื่อว่า ‘ฟาร์มทุ่งเสี้ยว’ แห่งนี้

ชายหนุ่มเล่าว่า ควบคู่ไปกับการบ่มยาสูบ พ่อเขายังใช้พื้นที่ดังกล่าวเพาะพันธุ์ต้นไม้เพื่อจำหน่าย รวมถึงเป็นที่เพาะครั่งดิบสำหรับส่งออกต่างประเทศ โดยกิจการที่พ่อของเขาทำควบคู่ไปเหล่านี้ ส่งผลให้ปัจจุบันพื้นที่ของรีสอร์ตจึงเต็มไปด้วยต้นไม้ขนาดใหญ่ร่มรื่นและหลากหลายมากกว่า 100 สายพันธุ์ แถมต้นไม้เหล่านี้ยังกลายเป็นบ้านของนกที่หมุนเวียนมาพักอาศัยกว่า 50 สายพันธุ์ และเหล่านี้คือมรดกที่ไม่อาจประเมินค่าได้ซึ่งตกทอดมาสู่เขา หลังจากที่พ่อจากเขาไปเมื่อ 2 ปีก่อน

เก๊าไม้ล้านนา, Kaomai Estate 1955 จากโรงบ่มยาสูบเก่าสู่ที่พักและคาเฟ่ที่บอกเล่าประวัติศาสตร์เชียงใหม่

3
ถนนสายเก่าตัดใหม่ที่ชื่อเก๊าไม้

เก๊าไม้ เอสเตท 1955 คือโครงการที่คุณจักร์ก่อตั้งร่วมกับพี่สาวของเขา คุณขัตติรัตน์ เชิดสถิรกุล เป็นโครงการต่อขยายด้านหลังของเก๊าไม้ล้านนา รีสอร์ท ประกอบด้วย ‘พิพิธภัณฑ์เก๊าไม้’ ที่ปรับพื้นที่ภายในโรงบ่มให้เป็นพิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง ‘คาเฟ่โรงบ่ม’ คาเฟ่ที่พัฒนาจากโรงบ่มแฝด และ Amphitheater หรือลานอเนกประสงค์ที่จัดกิจกรรมทางตลาดนัดสินค้าทำมือ การแสดงดนตรี หรือกิจกรรมทางศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยที่มีการผัดเปลี่ยนหมุนเวียนอยู่เสมอ

ที่แห่งนี้ถือเป็นการต่อยอดครั้งล่าสุดของพื้นที่ การต่อยอดที่คุณจักร์ตั้งใจจะรื้อฟื้นคุณค่าที่เป็นมาแต่ดั้งแต่เดิม ผ่านประจักษ์พยานทางสถาปัตยกรรมและวัตถุที่ยังคงมีการอนุรักษ์ให้เห็นจริง สู่สถานะของพื้นที่เปิดกึ่งสาธารณะในปัจจุบัน…

เก๊าไม้ล้านนา, Kaomai Estate 1955 จากโรงบ่มยาสูบเก่าสู่ที่พักและคาเฟ่ที่บอกเล่าประวัติศาสตร์เชียงใหม่
เก๊าไม้ล้านนา, Kaomai Estate 1955 จากโรงบ่มยาสูบเก่าสู่ที่พักและคาเฟ่ที่บอกเล่าประวัติศาสตร์เชียงใหม่

นั่นล่ะค่ะ เป็นเหตุผลว่าทำไมการจะเขียนถึงสถานที่แห่งนี้ คนเขียนจึงต้องเล่ายาว ย้อนไปตั้งแต่ปี 1955 ด้วย

“ส่วนใหญ่คนจะรู้จักเก๊าไม้รีสอร์ทว่าเป็นพื้นที่ปิด หรือรู้จักแต่อาคารที่มีต้นตีนตุ๊กแกเท่านั้น ผมจึงคิดว่าจริงๆ แล้วข้างในพื้นที่ยังมีเรื่องน่าสนใจกว่านั้น ทั้งการเป็นอาคารโรงบ่มเก่า ไม้ใหญ่ในพื้นที่อีกหลายสายพันธุ์ หรือพื้นที่ที่สามารถต่อยอดไปสู่สิ่งใหม่ๆ ท่ามกลางบริบทดั้งเดิมได้อีกมาก นั่นทำให้เราคิดถึงการเปิดพื้นที่ส่วนนี้ให้ทุกคนมีโอกาสได้รับชม แต่ก็ยังคงรักษาความเป็นส่วนตัวแก่แขกที่มาพักในรีสอร์ตไว้อยู่” คุณจักร์ กล่าว

เก๊าไม้ เอสเตท 1955 ตั้งอยู่บนถนนสายเก๊าไม้ ถนนสายเล็กๆ ที่คนงานโรงบ่มเคยใช้สัญจรเพื่อทำงานประจำวัน หากขับรถเข้ามาจากประตูหน้าโรงแรม ตรงผ่านทิวอาคารห้องพักที่ตั้งเรียงกันทางด้านขวา ถนนสายนี้จะตั้งอยู่สุดทางด้านขวามือ สองข้างทางเรียงรายไปด้วยโรงบ่มเก่าแก่ซึ่งมีโรงบ่มเวอร์ชันต่างๆ ในแต่ละยุคสมัย ยืนประชันโฉมเรียงกัน สอดแซมด้วยแนวต้นไม้น้อยใหญ่

การเปลี่ยนผ่านจากโรงยาสู่โรงแรมและคาเฟ่ในโครงการ Kaomai Estate 1955 พื้นที่ที่บอกเล่าประวัติศาสตร์เชียงใหม่ ได้อย่างร่มรื่นและรื่นรมย์

อาคารโรงบ่มที่ตั้งอยู่บริเวณปากถนนฝั่งซ้ายถูกปรับให้เป็นพิพิธภัณฑ์บอกเล่าช่วงเวลาต่างๆ ของพื้นที่ ขณะที่อาคารปากถนนฝั่งขวาคงโฉมทั้งภายในและภายนอกของโรงบ่มไว้ ที่ซึ่งคานไม้สำหรับวางใบยา และท่อส่งความร้อนเข้าไปในโรงบ่มถูกจัดแสดงพร้อมป้ายอธิบายกระบวนการถ่ายเทความร้อนระหว่างบ่มใบยาในอดีต วัตถุจัดแสดงถูกกำกับโดยป้ายบอกข้อมูลที่สรุปเรื่องได้อย่างกระชับ อ่านง่าย ดีไซน์สวย (คุณจักร์เล่าให้ฟังภายหลังว่า เป็นผลงานออกแบบของ PAVA architects กลุ่มสถาปนิกที่หลงใหลในการออกแบบพิพิธภัณฑ์เป็นพิเศษ)

การเปลี่ยนผ่านจากโรงยาสู่โรงแรมและคาเฟ่ในโครงการ Kaomai Estate 1955 พื้นที่ที่บอกเล่าประวัติศาสตร์เชียงใหม่ ได้อย่างร่มรื่นและรื่นรมย์

คาเฟ่โรงบ่มตั้งอยู่ถัดจากโซนพิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง เป็นอาคารกล่องกระจกใสที่แต่เดิมคืออาคารโรงบ่มแฝดหลังเดียวของพื้นที่ (อาคารที่เคยเกิดอุบัติเหตุไฟไหม้จนถล่มลงมา ก่อนจะมีการซ่อมแซมโดยการสร้างอาคารฟิวชันดังที่กล่าวไว้ตอนต้น) ทั้งนี้เมื่อปรับเปลี่ยนเป็นคาเฟ่ ก็ยังคงเหลือผนังของอาคารโรงบ่มแฝดทั้งสองฝั่งเอาไว้ คาเฟ่มี 2 ชั้น ชั้นบนนอกจากเป็นที่นั่งแล้ว ยังมีนิทรรศการเสริมที่แสดงภาพถ่ายเก่าๆ ในพื้นที่เล่าต่อมาจากส่วนพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งอีก ขณะที่ผนังด้านในยังมีตัวอย่างของ ‘พื้นผิว’ โรงบ่มในแต่ละยุค ไล่เรียงเป็นไทม์ไลน์ ตั้งแต่ยุคไม้ไผ่สาน อิฐมอญ อิฐบล็อก และผนังที่ปกคลุมด้วยต้นตีนตุ๊กแกอันเป็นสถานะของเก๊าไม้ล้านนา รีสอร์ท ในปัจจุบัน รวมไปถึงผนังเปล่าๆ ที่ชวนตั้งคำถามถึงอนาคตของพื้นที่แห่งนี้

การเปลี่ยนผ่านจากโรงยาสู่โรงแรมและคาเฟ่ในโครงการ Kaomai Estate 1955 พื้นที่ที่บอกเล่าประวัติศาสตร์เชียงใหม่ ได้อย่างร่มรื่นและรื่นรมย์
การเปลี่ยนผ่านจากโรงยาสู่โรงแรมและคาเฟ่ในโครงการ Kaomai Estate 1955 พื้นที่ที่บอกเล่าประวัติศาสตร์เชียงใหม่ ได้อย่างร่มรื่นและรื่นรมย์
การเปลี่ยนผ่านจากโรงยาสู่โรงแรมและคาเฟ่ในโครงการ Kaomai Estate 1955 พื้นที่ที่บอกเล่าประวัติศาสตร์เชียงใหม่ ได้อย่างร่มรื่นและรื่นรมย์

ด้านหลังของคาเฟ่คือลานสนามหญ้ากว้างขวางมีอัฒจันทร์กลางแจ้งขนาดย่อม ตั้งอยู่ใต้ร่มเงาของต้นจามจุรีใหญ่ยักษ์ ต้นไม้ดั้งเดิมในพื้นที่ ที่นี่คือ Amphitheater ที่คุณจักร์ตั้งใจจะใช้เป็นทั้งสวนพักผ่อน ลานอเนกประสงค์จัดดนตรีในสวน รวมไปถึงตลาดนัดสินค้าทำมือ เป็นอาทิ

4
พื้นที่ที่ต้นไม้ยังคงเป็นเจ้าถิ่น

ความพิเศษของเก๊าไม้ เอสเตทฯ ไม่ได้อยู่ที่คาเฟ่ พิพิธภัณฑ์ หรือลานสนามหญ้า อย่างใดอย่างหนึ่ง หากเป็นการทำงานร่วมกันด้านทัศนียภาพของพื้นที่สามส่วนนี้ รวมไปถึงภูมิทัศน์ของต้นไม้น้อยใหญ่ที่มีอยู่ก่อนเดิมรวมไปถึงเพิ่งล้อมมาลงใหม่ตลอดตลอด 63 ปีที่พื้นที่นี้ได้รับการพัฒนา ทั้งต้นมะขามเอย จามจุรีเอย มะขามเทศ (ที่ใหญ่เสียจนผิดแผกมะขามเทศทั่วไป) กาสะลอง กัลปพฤกษ์ ไทรย้อย พะยูง ยอป่า มะเดื่อ ไล่เรียงไม่หวาดไหว (อันนี้ไม่ใช่ชื่อต้นไม้นะคะ) ไหนจะแปลงผักผลไม้ออร์แกนิก และอาคารเก่าอย่างโกดังที่แต่เดิมคือโรงรับซื้อใบยา และอาคารรีสอร์ตที่ปกคลุมด้วยไม้เลื้อย ซึ่งล้วนตระหง่านอยู่อย่างนอบน้อมกับต้นไม้เจ้าถิ่นอย่างน่ารัก ซึ่งก็ต้องยกเครดิตให้ทีมภูมิสถาปนิก Shma SoEn ที่คุณจักร์ชักชวนให้มาร่วมกันไฮไลต์ต้นไม้ให้เฉิดฉาน

การเปลี่ยนผ่านจากโรงยาสู่โรงแรมและคาเฟ่ในโครงการ Kaomai Estate 1955 พื้นที่ที่บอกเล่าประวัติศาสตร์เชียงใหม่ ได้อย่างร่มรื่นและรื่นรมย์
การเปลี่ยนผ่านจากโรงยาสู่โรงแรมและคาเฟ่ในโครงการ Kaomai Estate 1955 พื้นที่ที่บอกเล่าประวัติศาสตร์เชียงใหม่ ได้อย่างร่มรื่นและรื่นรมย์

นอกจากนี้ความน่ารักอีกอย่างก็คือต้นไม้ทุกต้นที่เราเห็นล้วนมีป้ายเล็กๆ ที่ระบุชื่อ สายพันธุ์ และแหล่งที่มา ของต้นไม้เหล่านั้นไว้ครบถ้วน (จัดทำข้อมูลโดยนักวิจัยจากสำนักหอพรรณไม้) ทำให้การเดินเล่นและถ่ายรูปในสวนยังทำให้เรารู้สึกเหมือนกำลังอยู่บนเวทีประกวดนางงามต้นไม้โลกไปกลายๆ (นี่ก็เพิ่งรู้จากการได้มาที่นี่แหละค่ะว่าต้นจามจุรีที่เราคุ้นเคยและเข้าใจไปว่าคือไม้พื้นถิ่นมีถิ่นกำเนิดจากอเมริกาใต้นู่นเลย)

“เครดิตส่วนสำคัญต้องยกให้คุณพ่อ ที่ท่านริเริ่มในการเปลี่ยนโรงบ่มเป็นรีสอร์ต รวมไปถึงการกำชับไม่ให้เราตัดต้นไม้ต้นใดในพื้นที่ออกเลย นั่นทำให้เราตระหนักว่าการสร้างสิ่งใหม่ๆ ไม่จำเป็นต้องรื้อทำลายสิ่งเก่า และคิดถึงการรักษาสมดุลระหว่างสิ่งปลูกสร้างกับต้นไม้ ให้สองส่วนนี้สอดคล้องไปด้วยกัน” คุณจักร์กล่าว

เก๊าไม้ เอสเตท 1955 เปิดตัวไปเมื่อปลายปี 2017 ที่ผ่านมา ขณะที่ในปัจจุบันคุณจักร์ยังคงมีแผนการร่วมกับ PAVA architects ในการขยายพื้นที่พิพิธภัณฑ์ โดยเน้นไปที่นิทรรศการเกี่ยวกับวัฒนธรรมยาสูบแต่ดั้งเดิมในเชียงใหม่ รวมไปถึงการปรับโรงบ่มเก่าในพื้นที่ให้เป็นโรงงานช็อกโกแลตในอนาคต

ค่ะ, ถ้าถึงเวลานั้นจริง คิดว่านี่คงจะเป็นโรงงานช็อกโกแลตที่น่าอยู่ที่สุดแห่งหนึ่งก็ว่าได้

การเปลี่ยนผ่านจากโรงยาสู่โรงแรมและคาเฟ่ในโครงการ Kaomai Estate 1955 พื้นที่ที่บอกเล่าประวัติศาสตร์เชียงใหม่ ได้อย่างร่มรื่นและรื่นรมย์
 

รางวัลการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม จากองค์การ UNESCO ภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก (Awards For Cultural Heritage Conservation) มีจุดประสงค์หลักเพื่อยกย่องโครงการภาคเอกชนหรือองค์กรอื่นๆ ที่ประสบความสำเร็จในการบูรณปฏิสังขรณ์อาคารและสิ่งก่อสร้างอันเป็นมรดกทรงคุณค่าในภูมิภาค

รางวัลนี้ยังมุ่งส่งเสริมให้เจ้าของพื้นที่ร่วมดำเนินโครงการอนุรักษ์ร่วมกับภาคชุมชน ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบอิสระหรือเป็นรูปแบบการร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน โดยโครงการที่ได้รับรางวัลจะต้องมีความเข้าใจอย่างถ่องแท้ในหลักเกณฑ์ต่างๆ และมีการใช้ปฏิบัติ เช่นการเข้าใจและคงไว้ซึ่งความเป็นเอกลักษณ์ของสถานที่นั้น การประสบความสำเร็จด้านเทคนิคในการอนุรักษ์ และการสร้างผลกระทบที่ดีทางสังคมและนโยบาย

หมวดรางวัลการออกแบบใหม่ในบริบทของมรดกทางวัฒนธรรม (Awards For New Design In Heritage Contexts) ได้ถูกริเริ่มขึ้นในปี 2005 รางวัลพิเศษในหมวดนี้เน้นการให้รางวัลกับโครงการที่มีการก่อสร้างใหม่ แต่มีการแสดงให้เห็นถึงการออกแบบที่มีความโดดเด่นและมีความสอดคล้องกับบริบททางวัฒนธรรมโดยรอบได้ดี

Writer

ไข่มุก แสงมีอานุภาพ

เลี้ยงแมวเป็นอาชีพ โดยมีงานอดิเรกคือรับออกแบบกราฟิก วาดภาพประกอบ และทำ Food Styling อ่อ… แล้วก็เขียนหนังสือด้วย ล่าสุดยังมีเวลาไปทำแบรนด์เสื้อผ้า ชื่อ www.instagram.com/wearfingerscrossed

Photographer

ชัยวัฒน์ ทาสุรินทร์

โด้เป็นช่างภาพดาวรุ่งจากสาขาศิลปะการถ่ายภาพ คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นที่รักของเพื่อนๆ และสาวๆ ถึงกับมีคนก่อตั้งเพจแฟนคลับให้เขา ชื่อว่า 'ไอ้โด้ FC'

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load