15 มิถุนายน 2564
1 K

‘ไอ้’ ในที่นี้ผมหมายถึง ไอ้ด้วน ซึ่งเป็นช้างตัวผู้โตเต็มวัย ค่อนไปทางอาวุโสแล้วตัวหนึ่ง

มันเป็นช้างที่มีชื่อเสียง คนทำงานในป่าด้านตะวันตกรู้จักดี แม้ว่าจะไม่เคยพบตัว แต่ก็จะรู้ถึงกิตติศัพท์เสียงเล่าลือ 

ชื่อเสียงของมันได้มาเพราะเคยทำร้ายคนกระทั่งเสียชีวิตมาแล้ว 3 ราย อีกทั้งเข้าจู่โจมคนที่พบกับมันอีกนับครั้งไม่ถ้วน

ผู้เสียชีวิตคนหนึ่งเป็นเจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เขาขี่รถมอเตอร์ไซค์เข้ามาทำงาน ระหว่างทางพบกับไอ้ด้วนอย่างกะทันหันตรงทางโค้ง หยุดรถไม่ทัน ชนมัน รถล้ม เขาลุกขึ้นวิ่ง แต่ไม่พ้น ไอ้ด้วนเข้าถึงตัว

อีกรายเป็นเจ้าหน้าที่สถานีวิจัยสัตว์ป่า ค่ำวันนั้นเขาขี่มอเตอร์ไซด์จากบ้านกลับสถานี อีก 3 กิโลเมตรจะถึงสถานี ตรงนั้นเป็นทางขึ้นเนินชัน ไอ้ด้วนอยู่บนทาง เขาทิ้งรถ พยายามปีนขึ้นไหล่ทาง ไอ้ด้วนใช้งวงลากตัวเขา เตะที่ลำตัว ก่อน เดินหลบไป ซี่โครงและอวัยวะภายในเสียหายรุนแรง เขามาเสียชีวิตที่โรงพยาบาล ระหว่างทางเขาพูดเพียงว่าหายใจไม่ออก

ไอ้ด้วน ช้างป่าที่ใครๆ ก็ว่าดุร้าย กับการสอนวิชาเติบโตภายในจิตใจให้มนุษย์
 ในโป่งแหล่งอาหารเสริมในระหว่างสมาชิกในฝูงกำลังกิน ช้างตัวหนึ่งจะเดินดูบริเวณรอบๆ

คนหลายคนเข้ามาหาเห็ดบริเวณแนวเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เผชิญหน้ากับไอ้ด้วน พวกเขาส่งเสียงเอะอะ โยนประทัดไล่ ไอ้ด้วนไม่หนี ตรงเข้าต่อกรกับชายคนหนึ่งที่ถือมีดในมือ

คนเสียชีวิต ไอ้ด้วนกลายเป็นช้างมีชื่อเสียงขจรไกลที่ไม่มีใครอยากพบ

ฉายาไอ้ด้วนได้มา เพราะบริเวณปลายหางของมันไม่มีพู่อย่างตัวอื่น ปลายหางถูกตัดไป 

พื้นที่มันอยู่แถวๆ สำนักงานเขตและแนวเขต ในฤดูเห็ด จะมีคนมากมายเข้ามาเก็บเห็ดโคนซึ่งมีมูลค่าสูง เสียงปะทัด เสียงเอะอะ เล่ากันว่าไอ้ด้วนปะทะกับคน ถูกตัดปลายหางขาด อีกหลายครั้ง มันบาดเจ็บเพราะกระสุนปืน นั่นเป็นจุดเริ่มต้นอันทำให้มันจู่โจมทันทีที่พบคน บาดแผลไม่ฉกรรจ์ จนถึงตาย

ไม่ตาย แต่มันจำ

ช้างที่อยู่ในถิ่นเดียวกับไอ้ด้วนและคนพบกับมันบ่อย คนเรียกมันว่า ‘ไอ้เตี้ย’ เพราะรูปร่างอ้วนใหญ่ ไม่สูงนัก ดูจะเตี้ยๆ

ไอ้เตี้ยไม่ขี้หงุดหงิด คล้ายเป็นช้างใจเย็นอารมณ์ดี พบเจอคนก็ไม่สนใจ หากินตามปกติ ถ้าพบเจอบนเส้นทาง จะหลบให้รถผ่านไปก่อน

นิสัยดีๆ ของไอ้เตี้ยดูเหมือนทำให้ไอ้ด้วนดูน่าเกรงขามมากขึ้น

ไอ้ด้วน ช้างป่าที่ใครๆ ก็ว่าดุร้าย กับการสอนวิชาเติบโตภายในจิตใจให้มนุษย์
ช้างเด็กจะถูกประกบด้วยแม่หรือช้างพี่เลี้ยงเสมอ

พายุฝนต้นเดือนพฤษภาคม ทำให้ทั้งผืนป่าชุ่มฉ่ำ ใบไม้เขียวทึบ เส้นทางในป่าหลายช่วงเป็นหล่มโคลน ร่องลึก เนินลื่นไถลทั้งๆ ที่เดือนที่ผ่านมาได้รับการเกรดกระทั่งราบเรียบ

18.00 น. ผมขับรถกลับจากซื้อเสบียงในเมือง มุ่งหน้ากลับเข้าป่า

ผ่านหน่วยพิทักษ์ป่าที่อยู่ระหว่างทาง แวะส่งเสบียง ยาเส้น และเหล้าขาว ที่คนในหน่วยฝากซื้อ คุยกับพวกเขาสักพักก็เดินทางต่อ 

มาได้ราว 4 กิโลเมตรก่อนไต่ขึ้นทางชันๆ พ้นสะพาน ซึ่งเป็นไม้ท่อนวางพอดีล้อข้างละท่อน เส้นทางโค้งไปทางซ้าย สองข้างทางเป็นป่าไผ่ใบเขียวทึบ

พ้นจากโค้งมีร่างทะมึนขวางผมชะลอรถ หันไปหยิบกล้อง

เสียง “แปร๋น” ดังสนั่น  ผมหันกลับมามองร่างทะมึนนั้นอีกครั้ง หัวใหญ่โต ใบหูโบกสบัด มันคือไอ้ด้วน

ผมใส่เกียร์และถอยรถอย่างเร็ว ไอ้ด้วนวิ่งตรงเข้าหา

ชะลอรถเมื่อเห็น ไอ้ด้วนหยุดวิ่ง เดินช้าๆ เข้ามาหยุดห่างผม ราว 3 เมตร ส่ายหัวไป-มามอง สายตาของเราพบกัน

มันหันหน้า เดินหลบเข้าข้างทาง ผมขยับรถผ่านมา

วันนี้ไอ้ด้วนคงอารมณ์ดี

ไอ้ด้วน ช้างป่าที่ใครๆ ก็ว่าดุร้าย กับการสอนวิชาเติบโตภายในจิตใจให้มนุษย์
หลังไฟไหม้ทุ่งหญ้าระบัดเขียวๆ หญ้าอ่อนๆ เริ่มขึ้น เป็นอาหารที่ดีของช้าง

ในป่าคือโรงเรียน เราต่างรู้ดี และรู้กันดีด้วยว่า ในโรงเรียนนี้มีสาขาวิชาให้เลือกเรียนมากมาย

สิ่งมีชีวิตต่างๆ ทั้งพืชและสัตว์เป็น ‘ครู’ ผู้สอน

‘สอน’ ให้ผู้สนใจเลือกเรียนได้ทั้งเรื่องกายภายนอก และเรื่องการเติบโตภายใน 

ผมเลือกเรียนวิชาเติบโตภายใน ใช้เวลาเรียนอยู่ในโรงเรียนนี้มานานพอสมควร ผมพบกับครูที่ใจดี ครูหงุดหงิด  ครูที่พบกับปัญหา 

ไอ้ด้วน ช้างป่าที่ใครๆ ก็ว่าดุร้าย กับการสอนวิชาเติบโตภายในจิตใจให้มนุษย์
การชูงวงสูดกลิ่น คือสิ่งที่ทำเมื่อได้กลิ่นสัตว์ผู้ล่าบริเวณนั้น

‘โลก’ ระหว่างผมกับครูไม่สวยงามนักหรอก การอยู่ร่วมกันไม่ใช่เรื่องง่าย

ว่าตามจริง มีการสั่งสอนเกิดขึ้นเสมอ มีหลายครั้ง ผมจ่ายค่าบทเรียนด้วยเลือดและบาดแผล

ป่าเป็นสังคมที่ชีวิตอยู่อย่างพึ่งพาอาศัยกัน ผมเป็นสิ่งแปลกปลอม เหล่าครูๆ ไม่วางใจผมหรอก จากสายตาของครูจำนวนไม่น้อย เชื่อว่าผมคือสัตว์อันตราย

แต่นี่ไม่ใช่เหตุผลอันจะทำให้ผมเลิกเคารพนับถือครู

ที่บ้านพักคืนนั้น

เทียนบนโต๊ะไม้เก่าๆ วับแวม เหล้าขาวดองม้ากระทืบโรงหมดไปครึ่งขวด 

เสียงหัวเราะเฮฮา ผมเล่านาทีการพบเจอไอ้ด้วนให้เพื่อนๆ ฟัง

เรื่องตื่นเต้น คับขัน กลายเป็นเรื่องสนุกทุกครั้งเมื่อผ่านพ้นไปแล้ว

ไอ้ด้วน ช้างป่าที่ใครๆ ก็ว่าดุร้าย กับการสอนวิชาเติบโตภายในจิตใจให้มนุษย์
พลบค่ำ คือช่วงเวลาที่ช้างจะมาที่แหล่งน้ำ

ฝนไม่มาเยี่ยมแล้ว 2 วัน คืนแรม 15 ค่ำ ท้องฟ้ามืด ดาวส่องประกายระยิบ อากาศยามดึกเย็นยะเยือก 

ผมนั่งบนบันไดขั้นที่ 3 ที่ตรงนี้ หลายครั้งเสือดาวมาใช้เป็นที่นั่งสังเกตการณ์ บ้านพักถูกห้อมล้อมด้วยป่า ผม มองรอบๆ กวางส่งเสียง 

ผมนึกถึงไอ้ด้วน ไม่รู้ว่าเราจะพบกันอีกกี่ครั้ง มันจะทำร้ายใครอีกหรือไม่

ที่เห็นในระยะใกล้คือช้างตัวโตขี้หงุดหงิดตัวหนึ่ง

ไอ้ด้วน ช้างป่าที่ใครๆ ก็ว่าดุร้าย กับการสอนวิชาเติบโตภายในจิตใจให้มนุษย์

ผมนำหน้าชื่อด้วนว่า ‘ไอ้’ ด้วยความคุ้นเคย

ระหว่างผมกับไอ้ด้วนสถานะของเราเหมือนกัน คือยังเป็นนักเรียนที่ทำผิดพลาดอยู่เสมอๆ เราคงต้องใช้เวลาเรียนรู้อีกนาน

ไอ้ด้วนนั้น ผมไม่นับถือมันในฐานะที่เป็นครูหรอก

แต่นับถือมันในฐานะเพื่อน 

เพื่อนที่ใช้วิธีตอบโต้ความรุนแรงด้วยความรุนแรง

‘ไอ้’ ที่ไม่ได้หมายถึงสัตว์อันตรายและต้องเกลียดชัง 

สารคดีสัญชาติไทย

Writer & Photographer

ปริญญากร วรวรรณ

ถ่ายทอดเรื่องราวของสัตว์ป่าและดงลึกทั่วประเทศไทยผ่านเลนส์และปลายปากกามากว่า 30 ปี มล. ปริญญากร ถือเป็นแบบอย่างสำคัญของการใช้ชีวิตอย่างเคารพธรรมชาติให้คนกิจกรรมกลางแจ้งและช่างภาพธรรมชาติรุ่นปัจจุบัน

Life on Earth

เรื่องราวสรรพชีวิตที่อยู่บนโลกใบเดียวกับเรา

10 มิถุนายน 2565
4 K

พื้นที่รกร้างอันพิสุทธิ์ กับแคนู และคืนวันเหนือลำน้ำน่าน

เมื่อต้นปี บริษัทที่ผมทำงานอยู่นัดประชุมใหญ่สามัญผู้ถือหุ้นประจำปีกันเป็นปกติ ที่คนอื่นอาจจะเห็นว่าไม่ปกติก็คือ บริษัทส่วนใหญ่เขานัดประชุมผู้ถือหุ้นกันตามโรงแรมบ้าง ตามร้านอาหารบ้าง หรือไม่ก็นัดกันไปเที่ยวตามแหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ ทั้งในและต่างประเทศบ้าง

แต่บริษัทที่ผมทำงานอยู่เป็นบริษัท Outdoor นัดประชุมผู้ถือหุ้นที ก็มักจะมีอะไรไม่ธรรมดาเสมอ ๆ

อยู่ดี ๆ หุ้นส่วนคนหนึ่งก็พูดขึ้นมาว่า “ในบ้านเราทุกวันนี้จะหาพื้นที่ที่เป็นธรรมชาติจริง ๆ ได้ยากขึ้นทุกที ทุกวันนี้เราใช้ชีวิตกันอยู่ในพื้นที่ที่มีถนน รถยนต์เข้าถึง มีไฟฟ้า มีสัญญาณโทรศัพท์ มีอินเทอร์เน็ตเข้าถึงทุกที่ แม้ว่าจะเป็นใจกลางป่าหรือในอุทยานแห่งชาติ ผมอยากพาพวกเราย้อนเวลากลับไปใช้ชีวิตที่สัมผัสกับธรรมชาติอันห่างไกล ไม่มีเสียงรถยนต์ ไม่มีถนน และไม่มีเสียงจากเครื่องยนต์กลไกสักที่หนึ่ง…”

แม่น้ำน่านในอดีตเป็นเส้นทางคมนาคมที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งทางภาคเหนือของประเทศไทย มีต้นกำเนิดจากเทือกเขาหลวงพระบางในอำเภอปัว จังหวัดน่าน ไหลลงมาผ่านตัวจังหวัดน่านไปยังจังหวัดอุตรดิตถ์ และไหลลงไปบรรจบแม่น้ำปิงที่ตำบลปากน้ำโพ อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ ก่อนจะกลายเป็นแม่น้ำเจ้าพระยา ในยุคสมัยที่ยังไม่มีถนน รถยนต์ หรือรถไฟ แม่น้ำน่านคือเส้นทางคมนาคมหลักที่ชาวน่านใช้ติดต่อกับโลกภายนอก ก่อนที่เส้นทางคมนาคมหลักนี้จะเลือนหายไป พร้อมกับยุคสมัยและการสร้างเขื่อนในยุคใหม่ที่เริ่มต้นเมื่อราว 50 กว่าปีที่ผ่านมานี้เอง

“เราจะเริ่มต้นลงเรือที่เวียงสา ล่องไปตามลำน้ำน่าน ผ่านแก่งหลวง ไปจนถึงบ้านปากนาย ในบริเวณอ่างเก็บน้ำเหนือเขื่อนสิริกิติ์ เอาของไปเท่าที่จำเป็นสำหรับการใช้ชีวิต และต่อจากนี้ 4 วัน 3 คืน เราจะเดินทางไปด้วยกำลังของเราที่จะจ้วงพายลงไปกับสายน้ำ ค่ำที่ไหนก็นอนที่นั่น หาปลาหาอาหารทำกินกันไปตามเรื่องตามราว แค่นี้แหละคือสาระของการประชุมประจำปีของพวกเรา”

จัดประชุมผู้ถือหุ้นบริษัทโดยพายแคนูบนแม่น้ำน่าน ตั้งแคมป์แบบไร้ไฟฟ้าและคลื่นโทรศัพท์
ชาวกรุงและชาวบ้านเวียงสานั่งล้อมวงกินข้าวด้วยกันใต้แสงตะเกียงดวงเดียว ภายใต้แสงจันทร์เสี้ยวริมแม่น้ำน่าน

แคนูแคมป์ปิ้งลำน้ำน่านเกิดจากการรวมตัวของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนของชาวบ้านในอำเภอเวียงสา จากความร่วมมือของมูลนิธิธรรมชาติไม่จำกัด เพื่อส่งเสริมให้ชาวบ้านอยู่ร่วมกับธรรมชาติ และใช้ประโยชน์จากธรรมชาติรอบตัวได้อย่างยั่งยืน 

ชาวบ้านพาผู้คนท่องเที่ยวย้อนเวลาเข้าไปสัมผัสวิถีแบบดั้งเดิมด้วยแคนูแคมป์ปิ้ง ล่องเรือแคนูไปตามลำน้ำน่าน บนเส้นทางคมนาคมสายประวัติศาสตร์ที่ถูกลืมเลือนไปแล้วหลาย 10 ปี โดยนักท่องเที่ยวไม่จำเป็นจะต้องมีเรือแคนูเป็นของตนเอง เตรียมแค่เต็นท์ เครื่องนอน และอาหาร สำหรับการใช้ชีวิตเท่าที่จำเป็นไปบนเส้นทางเพียงเท่านั้น ส่วนเรือแคนูที่ใช้เป็นของวิสาหกิจชุมชนที่ทยอยเก็บรายได้จากการท่องเที่ยวด้วยเรือแคนู ที่เริ่มต้นมาหลายปีแล้วเป็นทุนสะสมเรื่อยมา

จัดประชุมผู้ถือหุ้นบริษัทโดยพายแคนูบนแม่น้ำน่าน ตั้งแคมป์แบบไร้ไฟฟ้าและคลื่นโทรศัพท์
บรรยากาศแคมป์ยามเย็นริมสายน้ำน่าน อาบน้ำในลำธาร ส่วนสุขาต้องขุดหลุมเอาในป่า
จัดประชุมผู้ถือหุ้นบริษัทโดยพายแคนูบนแม่น้ำน่าน ตั้งแคมป์แบบไร้ไฟฟ้าและคลื่นโทรศัพท์
แคมป์ในคืนแรกบนหาดทรายเล็ก ๆ ริมสายน้ำน่าน

เส้นทางในช่วง 2 วันแรกนั้น ก็ยังคงเป็นเส้นทางที่ผ่านไปตามชุมชน เราพบเห็นกับกลุ่มชาวประมง และชาวบ้านที่ออกมาใช้ชีวิตบริเวณริมน้ำ ตลอดเส้นทางมีแก่งเล็ก ๆ พอให้ตื่นเต้นอยู่เป็นระยะ ๆ เย็นวันแรกเราจอดเรือตั้งแคมป์นอนกันบริเวณชายหาดเล็ก ๆ ริมน้ำที่เงียบสงบ หุงหาอาหารและลงไปอาบน้ำชำระร่างกาย เพื่อล้างคราบไคลของคนเมืองกันในแม่น้ำ ก่อนที่จะเริ่มต้นทำอาหารง่าย ๆ ทั้งเสบียงอาหารที่เตรียมมาและปลาที่พวกพี่ ๆ ชาวบ้านลงข่ายจับมาได้ในช่วงเย็น ได้ถูกแปรรูปเป็นอาหารพื้นบ้านหลากหลายชนิด แล้วชาวบ้านจากเวียงสาและชาวเมืองจากกรุงเทพฯ ก็มานั่งล้อมวงกินข้าวรอบกองไฟร่วมกัน

จัดประชุมผู้ถือหุ้นบริษัทโดยพายแคนูบนแม่น้ำน่าน ตั้งแคมป์แบบไร้ไฟฟ้าและคลื่นโทรศัพท์
เมื่อถึงที่หมายในการตั้งแคมป์เรียบร้อย ก็ถึงเวลาที่จะออกไปวางข่ายเพื่อหาอาหาร
จัดประชุมผู้ถือหุ้นบริษัทโดยพายแคนูบนแม่น้ำน่าน ตั้งแคมป์แบบไร้ไฟฟ้าและคลื่นโทรศัพท์
ปลาสะนากยักษ์ที่ได้มาจากการวางข่ายในลำน้ำ นำมาย่างบนไฟ ปลาสารพัดชนิดเป็นหนึ่งในอาหารที่เราหาได้มาจากสายน้ำตลอดเส้นทาง

เมื่อ 10 กว่าปีก่อน ผมและเพื่อน ๆ ได้ทดลองนำเรือแคนูแบบเดียวกันกับที่ชาวบ้านใช้ทุกวันนี้ มาทดลองล่องเรือแคนูแคมป์ปิ้งในลำน้ำน่านแห่งนี้เป็นครั้งแรก และเขียนเรื่องราวของการเดินทางนี้ตีพิมพ์ลงใน อนุสาร อ.ส.ท. แต่ในคราวนั้นเราไปจบทริปที่แก่งหลวง ซึ่งเป็นเพียงครึ่งหนึ่งของเส้นทางที่เราจะไปกันในคราวนี้ 

หลายปีที่ผ่านมา เพื่อน ๆ ของผมได้สำรวจเส้นทางเพิ่มเติม และระดมทุนในหมู่เพื่อนฝูงเพื่อจัดหาทุนตั้งต้นสำหรับชาวบ้านที่พาเราล่องเรือในคราวนั้น จนกลายมาเป็นวิสาหกิจชุมชนที่เลี้ยงดูตนเองได้ และบริหารงานโดยกลุ่มชาวบ้านอำเภอเวียงสา ผ่านเพจที่มีชื่อว่า ‘แคนูแม่น้ำน่าน’ ที่มีเรือแคนูนับ 10 ลำ บวกกับประสบการณ์อีกนับ 10 ปี ในการพานักท่องเที่ยวล่องแม่น้ำสายนี้เป็นประจำในช่วงปลายฤดูฝนจนถึงต้นฤดูแล้ง ก่อนที่น้ำจะเริ่มแห้งลงจนเรือไม่สามารถล่องผ่านแก่งหลาย ๆ จุดไปได้ในช่วงปลายเดือนมีนาคม

จัดประชุมผู้ถือหุ้นบริษัทโดยพายแคนูบนแม่น้ำน่าน ตั้งแคมป์แบบไร้ไฟฟ้าและคลื่นโทรศัพท์
พี่จรและทีมงานแคนูแคมป์ปิ้งลำน้ำน่าน กำลังช่วยกันโยงเรือแคนูที่เต็มไปด้วยสัมภาระให้ไหลลงผ่านแก่งหลวงซึ่งเป็นแก่งที่ใหญ่ที่สุดบนเส้นทางสายนี้

เราแวะพักอีกคืนหนึ่งในบริเวณไม่ห่างจากแก่งหลวง ซึ่งเป็นจุดสุดท้ายที่มีทางรถยนต์เข้าถึง ก่อนที่จะค่อย ๆ โรยเชือกหย่อนเรือแคนูที่เต็มไปด้วยสัมภาระ ปล่อยผ่านแก่งหลวงลงมาทีละลำ บนเส้นทางถัดจากนี้ลงไป เป็นจุดเริ่มต้นของพื้นที่รกร้างอันพิสุทธิ์ที่เราจะไม่ได้ยินเสียงเครื่องยนต์ของรถ ไม่มีถนนตัดผ่านตลอดระยะเวลาอีก 2 วันที่เหลือ และตลอดเส้นทางที่ผ่านไป นอกจากพวกเราแล้ว ก็ไม่พบใครอื่นบนเส้นทางที่ถูกลืมนี้เลย

แคนูเป็นพาหนะที่วิเศษอย่างหนึ่ง ด้วยความเงียบของมันที่ปราศจากเสียงเครื่องยนต์ ทำให้เราพายเรือและจับกลุ่มคุยกันไปได้ตลอดทาง

“นัท รู้ไหมว่าปู่ของพี่เคยล่องเรือค้าขายอยู่บนลำน้ำสายนี้มาก่อน ในยุคสมัยที่น่านยังไม่มีถนน เวลาจะค้าขายอะไร ก็ต้องล่องเรือไปตามลำน้ำสายนี้จนถึงอุตรดิตถ์ พอซื้อของกลับขึ้นมา ต้องถ่อเรือสวนน้ำขึ้นมา ย้อนกลับไปเมื่อเกือบ 100 ปีก่อน การเดินทางไม่ได้ง่ายอย่างทุกวันนี้ สมัยที่พี่ยังเด็ก ๆ ก่อนที่จะสร้างเขื่อนสิริกิติ์ พ่อของพี่กับเพื่อน ๆ ยังเคยมาล่องแก่งในลำน้ำน่านกันหลายครั้ง แต่พี่เองยังเด็กเกินไป พอโตขึ้นมาพอจะเที่ยวป่าได้ พื้นที่ในแถบนี้ก็กลายเป็นพื้นที่สีแดงที่มีการเคลื่อนไหวของผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ การล่องแก่งในลำน้ำน่านจึงเป็นอะไรที่ฝังใจมาจนถึงทุกวันนี้ ที่ชวนนัทมาครั้งแรกเมื่อ 10 กว่าปีก่อน มันคือความฝันในวัยเด็กเลยนะ”

พี่ชายผู้ที่เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงของพวกเราเล่าให้ฟังถึงที่มาของโปรเจกต์นี้ และหลังจากที่เริ่มต้นผลักดันให้ชาวบ้านจัดการท่องเที่ยวในรูปแบบวิสาหกิจชุมชนที่พึ่งพาตนเองได้มาหลายปี จนสนิทสนมคุ้นเคยกันดีกับชาวบ้านที่มาพายเรือ ถึงได้ค้นพบเรื่องน่าอัศจรรย์ว่า คุณพ่อของลุงเสริม ซึ่งเป็นหนึ่งในพี่ ๆ ที่พายเรือบุกเบิกเส้นทางนี้มากับเราตั้งแต่แรก ก็เคยล่องเรือพานายห้างจากในตัวเมืองน่าน ลงไปค้าขายที่อุตรดิตถ์เมื่อหลาย 10 ปีก่อน ในสมัยที่ตัวลุงเสริมนั้นยังเป็นเด็กอยู่เช่นกัน

จัดประชุมผู้ถือหุ้นบริษัทโดยพายแคนูบนแม่น้ำน่าน ตั้งแคมป์แบบไร้ไฟฟ้าและคลื่นโทรศัพท์
แคนู 1 ลำ นั่งได้ 3 คน คนที่คอยพายเรือทางหัวเรือ 1 คน ชาวบ้านที่คอยช่วยคัดท้ายเรือ 1 คน และผู้โดยสารที่นั่งตรงกลางอีก 1 คน

เส้นทางช่วงที่ล่องผ่านแก่งหลวงลงมานั้น สายน้ำจะพาเราตัดเข้าไปในป่าผืนใหญ่ เราจะผ่านแก่งใหญ่อีก 2 – 3 แก่ง เรือของผมล่มลงในบริเวณแก่งแห่งหนึ่งที่เรียกกันว่า ‘แก่งขาม’ แต่โชคดีที่ผมแพ็กกล้อง อุปกรณ์เครื่องนอน และเสื้อผ้า ลงในกระเป๋ากันน้ำ จึงไม่มีอะไรเสียหาย เราใช้เวลาเก็บกู้เรืออยู่พักใหญ่ก่อนที่จะเดินทางกันต่อ การเดินทางในช่วงสุดท้ายนี้มีบางช่วงที่เราต้องเดินลุยน้ำและโยงเรือข้ามแก่งไป เพราะระดับน้ำในช่วงต้นเดือนมีนาคมเริ่มลดลงจนเรือแทบผ่านไม่ได้

คืนสุดท้ายเรามาพักแรมกันใจกลางป่า บนลานหินอันเงียบสงบในอ้อมกอดของขุนเขา บริเวณที่เรียกกันว่า ‘แก่งเจ็ดแคว’ ซึ่งหาดกรวดริมทรายน้ำแห่งนี้จะโผล่พ้นน้ำขึ้นมาเฉพาะช่วงฤดูแล้งเท่านั้น ส่วนในช่วงฤดูฝน น้ำจากเขื่อนสิริกิติ์จะเอ่อท่วมขึ้นมาในบริเวณพื้นที่แห่งนี้

ชวนผู้ถือหุ้นบริษัท Outdoor พายแคนูแม่น้ำน่านกับชาวบ้าน ไปตั้งแคมป์หาปลาทำอาหาร และกางเก้าอี้ประชุมกลางน้ำ
ในช่วงสุดท้ายก่อนที่จะถึงแก่งเจ็ดแคว ในบางช่วงเราต้องลงเดินและจูงเรือข้ามแก่งที่น้ำลดลงจนแทบผ่านไปไม่ได้
ชวนผู้ถือหุ้นบริษัท Outdoor พายแคนูแม่น้ำน่านกับชาวบ้าน ไปตั้งแคมป์หาปลาทำอาหาร และกางเก้าอี้ประชุมกลางน้ำ
ภาพทางอากาศของอ้อมกอดแห่งขุนเขา ณ แก่งเจ็ดแคว ในรัศมี 30 กิโลเมตรรอบ ๆ ข้างนั้นไม่มีหมู่บ้าน ไม่มีสิ่งปลูกสร้าง และไม่มีถนน นับได้ว่าเป็นพื้นที่พิสุทธิ์อันปราศจากการรบกวนของมนุษย์อย่างแท้จริงที่หาได้ยากขึ้นทุกวัน

“นัท แก่งเจ็ดแควนี้คือพื้นที่ที่พี่เคยอ่านเรื่องราวการเดินทางบนเส้นทางนี้เป็นครั้งแรกจาก ปราโมทย์ ทัศนาสุวรรณ นักเขียน ช่างภาพ และนักเดินทางรุ่นบุกเบิก ที่เคยเขียนลงอนุสาร อ.ส.ท. เรื่องล่องแก่งลำน้ำน่านเมื่อสมัยที่พี่ยังเป็นเด็ก คุณปราโมทย์เคยล่องเรือมาบนเส้นทางเดียวกันกับเรา ในช่วงสุดท้ายก่อนที่จะมีการสร้างเขื่อนสิริกิติ์ใน พ.ศ. 2511 และในบทความนั้นคุณปราโมทย์ก็มาจอดเรือพักกันในบริเวณแก่งเจ็ดแควนี่แหละ”

ผมมีโอกาสพบกับคุณปราโมทย์เป็นช่วงเวลาสั้น ๆ ในช่วงบั้นปลายชีวิตท่าน หลังจากที่ทำงานบุกเบิกแหล่งท่องเที่ยวในประเทศไทยมาเนิ่นนานกว่า 30 ปี ในสมัยที่ผมไปขอสมัครเป็นนักศึกษาฝึกงานที่ อนุสาร อ.ส.ท. เมื่อ 30 ปีก่อน

คุณปราโมทย์ ได้เดินทางล่วงหน้าเราเพื่อไปสำรวจพื้นที่ในโลกแห่งใหม่ ซึ่งไม่ใช่โลกที่เรารู้จักมาเนิ่นนาน ผ่านเวลากว่า 20 ปีมาแล้ว

ผู้คนที่เคยเดินทางบนเส้นทางนี้ก็เช่นกัน ชีวิตเป็นเรื่องชั่วคราว ที่คนรุ่นแล้วรุ่นเล่า เดินทางผ่านมา ฝากรอยเท้าไว้บนผืนทราย ก่อนที่มันจะค่อย ๆ เลือนหายไป

แต่ขุนเขายังคงปกคลุมไปด้วยป่าไม้ และสายน้ำยังคงไหลรินอยู่….

เรากางเก้าอี้แคมป์ตัวเล็ก ๆ นั่งประชุมงานกันในบริเวณริมน้ำ แผนงานประจำปีสำหรับปีนี้ไม่มีอะไรมาก

ชวนผู้ถือหุ้นบริษัท Outdoor พายแคนูแม่น้ำน่านกับชาวบ้าน ไปตั้งแคมป์หาปลาทำอาหาร และกางเก้าอี้ประชุมกลางน้ำ
แคนูเป็นพาหนะที่แสนวิเศษในการเดินทางล่องลำน้ำ เพราะมีขนาดเล็กพอจะเดินทางไปในลำน้ำสายเล็ก ๆ ได้ กินน้ำตื้น สร้างจากวัสดุที่ทนทานต่อการกระทบกระแทก และบรรทุกสัมภาระในการตั้งแคมป์ได้พอสมควร

“ขอให้มองไปรอบ ๆ ตัวของเรา จากจุดนี้ลากเป็นเส้นตรงไปในรัศมีอย่างน้อย 30 กิโลเมตร ล้อมรอบด้วยผืนป่า ไม่มีหมู่บ้าน ไม่มีถนน ทางเดียวที่จะเข้ามาถึงได้ก็คือการล่องเรือลงมาจากแก่งหลวงอย่างที่เราทำ และสิ่งนี้แหละคือ Wilderness Area ที่ผมพยายามพูดถึงมาหลายปี พื้นที่ธรรมชาติอันพิสุทธิ์ที่ปราศจากสิ่งก่อสร้างของมนุษย์ ปราศจากเสียงเครื่องยนต์กลไก ปราศจากไฟฟ้า และการพัฒนาในรูปแบบอื่นใดอันเนื่องมาจากกิจกรรมของมนุษย์ 

“หากเป็นพื้นที่ที่เราจะเข้ามาใช้ได้ โดยที่เราไม่ไปเปลี่ยนแปลง พัฒนา หรือปรับปรุงให้มันเป็นแหล่งท่องเที่ยวในแบบที่หลาย ๆ คนเข้าใจ การจะเข้าถึงพื้นที่แบบนี้ได้ ถ้าไม่เดินเท้าเข้ามา ก็อาจจะขี่ม้า หรือล่องเรือแคนูเข้ามา เพื่อคงสภาพธรรมชาติอันพิสุทธิ์นี้ไว้ เป็นสมบัติให้คนรุ่นต่อไปได้เห็นและได้สัมผัส”

อย่างไรก็ตาม การพูดถึง การอธิบายด้วยตัวอักษร และรูปภาพ ไม่สามารถบรรยายถึงความรู้สึกแบบที่พวกเราได้มีโอกาสมานั่งอยู่ตรงนี้ด้วยกัน

และสิ่งนี้คือความหมายและคุณค่าที่แท้จริงของการใช้ชีวิตกลางแจ้ง

Writer & Photographer

นัท สุมนเตมีย์

ช่างภาพใต้น้ำมืออาชีพที่เรียกได้ว่าคนแรกๆ ของประเทศไทย เริ่มต้นจากการเป็นช่างภาพและนักเขียนให้กับนิตยสาร อ.ส.ท. และ อีกหลากหลายนิตยสารทั้งในและต่างประเทศมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2537 ปัจจุบันนอกเหนือจากการถ่ายภาพแล้ว นัท ยังถ่ายภาพยนต์สารคดีใต้ท้องทะเล และบันทึกภาพทางอากาศให้กับทีมงานสารคดีหลายทีม

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load