Wild Chronicle – เชษฐา คือเพจเล่าเรื่องประวัติศาสตร์ ความขัดแย้ง และสงครามที่เกิดขึ้นในโลก 

ส่วน ปั๊บ-พงศ์ศรณ์ ภูมิวัฒน์ คือนักธุรกิจเต็มเวลาที่มีงานอดิเรกเป็นการทำเพจนี้ จะบอกว่าเป็นงานอดิเรกเสียทีเดียวก็คงไม่ถูกนัก เพราะเขาทุ่มเททั้งใจและเวลาให้กับมัน จนเนื้อหาในเพจได้รวมเล่มเป็นหนังสือ ได้แก่ พยัคฆ์ทมิฬสิ้นชาติ โลหิตอิสราเอล เชือดเช็ด เชเชน อสุราอาหม และ ประวัติย่อก่อการร้าย

จุดเด่นของเพจนี้ คือการอธิบายเรื่องยากๆ ให้เข้าใจง่าย เขาเล่าเรื่องความขัดแย้งจากมุมมองของทั้งสองฝ่าย เพื่อพยายามบอกว่า ไม่มีใครเลวหรือดีไปกว่าใคร ทุกคนต่างเป็นมนุษย์ มีอารมณ์ มีความทะเยอทะยาน มีอุดมการณ์ที่ยึดถือ มีพื้นเพ มีเงื่อนไขและปมชีวิตที่แตกต่างกันออกไป

เขาหวังว่าความขัดแย้งที่เขาบอกเล่าจะสะกิดใจคนอ่านให้เห็นใจ เข้าใจคนอื่นมากขึ้น และสุดท้ายจะสามารถมองย้อนกลับมาที่ตัวเอง ทำให้รู้จักตัวเองในที่สุด

จากกระทู้บน Pantip.com กลายเป็นเพจที่มีผู้ติดตามมากกว่า 230,000 คน นี่ยังไม่รวมกลุ่มบนเฟซบุ๊กที่มีสมาชิกอีกกว่า 120,000 คน ซึ่งเป็นเหมือนคอมมูนิตี้ที่เหนียวแน่น มีคนโพสต์แลกเปลี่ยนความรู้และมุมมองเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ สงคราม และเรื่องต่างประเทศ อยู่ทุกวัน

จากการเล่าเรื่องผ่านตัวอักษร มาเป็นทริปท่องเที่ยวพื้นที่สงครามที่ชวนลูกเพจไปเห็นพื้นที่จริง ได้คุยกับคนที่ผ่านเหตุการณ์จริง 

และนี่เป็นการบอกเล่าเรื่องราวของความฝันและความหวังของเจ้าของเพจ Wild Chronicle – เชษฐา

“ผมชอบอ่านเรื่องสงครามอยู่แล้ว”

ปั๊บชอบประวัติศาสตร์และการท่องเที่ยวมาตั้งแต่เด็กๆ เขาเรียนจบปริญญาตรีคณะรัฐศาสตร์ แม้จะไม่ได้ทำงานตรงสายหลังจากนั้น ก็ตามค้นคว้าศึกษาเรื่องในอดีต สงคราม และการเมืองรอบตัวอยู่ตลอด จนกระทั่งเมื่อ 7 ปีก่อน เขาตัดสินใจเขียนความรู้ที่สะสมมาลงเว็บไซต์ Pantip.com ในนาม ‘เชษฐา’

“ตอนนั้นผมอ่านเรื่องเกี่ยวกับกบฏพยัคฆ์ทมิฬในศรีลังกา อ่านมากๆ ก็อิน มันเป็นเรื่องของชาติที่สิ้นไปต่อหน้าต่อตาเลย ตอนนั้นไม่ได้อ่านหนังสือ แต่อ่านเว็บบอร์ดของฝั่งกบฏและเว็บบอร์ดฝั่งรัฐบาล ได้เห็นว่ารัฐบาลคิดยังไง กบฏคิดยังไง ประกอบกับการดูข่าวไปด้วย เราอยากเข้าใจว่าคนในชาติจะรู้สึกยังไง ก็เลยเอามาเขียนลงเว็บบอร์ดพันทิป

“ผมเป็นคนชอบอ่าน ชอบตามเรื่องสงครามอยู่แล้ว โดยตามจากข้อมูลทั้งสองฝั่ง พอตั้งกระทู้ก็อยากให้เป็นกระทู้ที่อ่านง่ายๆ อินเทอร์เน็ตเปลี่ยนพฤติกรรมคนหลายอย่าง อย่างหนึ่งคือนิสัยการอ่าน ผมคาดเดาว่าคนส่วนใหญ่ที่อ่านหนังสือบนอินเทอร์เน็ตไม่ชอบอ่านอะไรยาวๆ เลยลงรูปเยอะๆ ตัวอักษรน้อยๆ อธิบายให้เข้าใจง่ายที่สุด ให้คนสนุกตั้งแต่แรก แล้วค่อยๆ ใส่เนื้อหาที่ซับซ้อนหรือยากขึ้นมาหน่อยตามไป พอทำแล้วมีคนชอบเยอะ รู้สึกว่าตัวเองทำได้ดี เป็นสิ่งที่ทำแล้วมีคุณค่า”

“นี่เป็นการบอกเล่าเรื่องราวของความฝันและความหวังของคนเกือบสามล้านคนที่ได้ลุกโชนขึ้นมาเหมือนกองไฟอันแรงกล้า และเผาผลาญลุกลาม ไหม้ทำลายทุกสิ่งทุกอย่างพังพินาศ…”

ประโยคข้างต้นคือบทเกริ่นนำของกระทู้แรกของเขา ที่ตามมาด้วยภาพสลับตัวอักษร เขาออกแบบกระทู้เสมือนว่าเป็นเลย์เอาต์หน้าหนังสือหรือนิตยสาร อ่านง่ายและน่าติดตาม จนทำให้มีแฟนๆ รอตามอ่านเรื่องต่อไปมากมาย

“ก่อนหน้านี้ผมเคยเขียนนิยายตอนอายุสิบแปด ชื่อ ลำนำหกพิภพ ได้รางวัล Young Thai Artist Award หลังจากเล่มนั้นก็ไม่ได้เขียนอีกจนคิดว่าคงไม่ได้เป็นนักเขียนแล้ว แต่พอได้เขียนพันทิปแล้วดัง สนุก ก็เลยเขียนมาเรื่อยๆ 

“พอมีคนอ่านเยอะก็รู้สึกว่า ‘เฮ้ย เราก็มีแฟนนี่หว่า’ เพราะสมัยที่ออกหนังสือมีคนตามน้อยมาก (หัวเราะ) แล้วเราได้ทำประโยชน์บนอุดมการณ์ที่เรามีอยู่ ก็เลยกลายเป็นซีรีส์งานเขียนของตัวเอง ผมเริ่มจากเรื่อง พยัคฆ์ทมิฬสิ้นชาติ เชือดเช็ด เชเชน สงครามในรัสเซียใต้ อสุราอาหม ประวัติศาสตร์คนไทยที่อยู่ในอินเดียเหนือ ตอนแรกลงไปสามเรื่องบนพันทิปก่อน พอมันป๊อปปูลาร์มากๆ ก็เลยเอาไปลงเฟซบุ๊ก เพราะเฟซบุ๊กเข้ามา เราก็ปรับการเขียนบางอย่างให้เหมาะกับแพลตฟอร์ม ใช้ภาพเยอะเข้าไปอีก” (หัวเราะ)

“ผมอยากเข้าใจมนุษย์มากขึ้น”

ปั๊บก็เหมือนเด็กผู้ชายคนอื่นๆ ที่สนใจเรื่องการรบ การต่อสู้ และสงคราม แต่สิ่งที่เขาสนใจไปมากกว่านั้นคือเรื่องของมนุษย์ เนื้อหาหลักของเพจจึงเป็นเรื่องความขัดแย้งผ่านมุมมองคนทั้งสองฝ่ายแบบไม่เข้าข้างใครเป็นพิเศษ

“ผมอยากเข้าใจมนุษย์มากขึ้น อยากรู้ว่าแต่ละคนคิดยังไง ซึ่งสงครามมันเป็นภาวะ Extreme เป็นภาวะที่คนจะแสดงธาตุแท้ เป็นภาวะที่ทำให้เกิดอะไรประหลาดๆ ขึ้นมาหลายอย่าง เช่น เกิดประเทศที่ไม่มีอยู่จริง เป็นชนกลุ่มน้อยที่ถูกกดขี่ เลยต้องต่อสู้เพื่อสร้างประเทศใหม่ของตัวเองขึ้นมา ในประเทศเขามีการบริหารของตัวเอง เขาใช้ทหารเด็ก มีองค์กร มีการจัดการ สิ่งเหล่านี้ทำให้เราเข้าใจมนุษย์มากขึ้นในทางหนึ่ง 

“หรืออีกเคสก็น่าสนใจมาก ถ้าพูดเรื่องคุณค่าของชาติ ชาติไทยมั่นคงแล้ว เราหลายๆ คนก็อาจจะไม่ได้แคร์ชาติมาก ขี้เกียจเคารพธงชาติหรืออะไรแบบนั้น แต่ถ้ามองกลับมาที่มุมของชนกลุ่มน้อย เขาจะรู้สึกว่าชาติเป็นของมีน้อย ชาติเป็นของที่ถูกทำลายได้ตลอดเวลา เขาจะรักมาก จะพยายามทุกอย่างเพื่อรักษาชาติไว้ จะมีความเห็นที่แตกต่างกับเรา ซึ่งเรื่องพวกนี้มันน่าสนใจ มันสะท้อนให้เห็นว่า ถ้าคนเราถูกกดดันไปถึงจุดหนึ่งจะเกิดอะไรขึ้น

“อย่างประเทศไทยเมื่อก่อนก็มีเหตุการณ์คล้ายๆ อย่างนี้ สมัยกรุงศรีอยุธยาแตก เมืองไทยแตกออกเป็นห้ากลุ่ม พระเจ้าตากสินเลยต้องออกมากอบกู้ชาติ มนุษย์เราจะคล้ายๆ กัน ซึ่งการที่เราไปศึกษาคนอื่นมันทำให้เราเข้าใจตัวเองมากขึ้นด้วย”

คุณค่าของ Wild Chronicle – เชษฐา คือการอธิบายเรื่องยากๆ ให้เข้าใจง่าย ในขณะเดียวกัน เขาหวังว่าเรื่องราวบนเพจจะช่วยเปิดใจให้เข้าใจคนอื่นมากขึ้น

“ปัญหาใหญ่ของโลกนี้ คือคนเรามีอีโก้สูงจนไม่พยายามเข้าใจคนที่แตกต่างกับตัวเอง ยิ่งพอไม่รู้จักคนอื่นเลย ก็ง่ายมากที่จะเชื่อว่าตัวเองดีกว่าใครๆ อย่างเรื่องพยัคฆ์ทมิฬ บางคนอาจจะไม่เคยได้ยินมาก่อน หรือถ้าพอได้ยินมาบ้างก็คิดว่าเป็นพวกก่อการร้าย แต่พออ่านเรื่องราวจริงๆ เขาจะไม่เห็นคนกลุ่มนี้ว่าเป็นคนดีหรือคนเลว จะเห็นว่าเขาก็เป็นแค่คนเหมือนกับเรานี่แหละ เป็นคนที่มีรัก โลภ โกรธ หลง มีการดิ้นรนต่อสู้เพื่อชีวิตของตัวเอง”

“การอ่านกับไปจริงมันคนละเรื่องกันเลย”

จากการศึกษาผ่านตัวอักษร พัฒนาเป็นการเดินทางไปดูพื้นที่จริง ไปคุยกับคนที่ได้รับผลกระทบจากสงครามจริง Wild Chronicle – เชษฐา จึงเปลี่ยนจากการเล่าเรื่องผ่านข้อมูลที่เก็บสะสมมา เป็นการถ่ายทอดประสบการณ์ที่ได้ไปท่องเที่ยวพื้นที่ความขัดแย้งจริงๆ

“จุดเปลี่ยนคือทริปเคอร์ดิสถาน ผมได้คุยกับคนอัสซีเรีย สตอรี่ของเขาคือชาวเคิร์ดปกป้องและดีกับเขามาก แต่พอถามคนอัสซีเรียว่าชอบคนเคิร์ดไหม เขาบอกว่า ตอบไม่ได้ การได้คุยกับคนที่ถูกระเบิดแก๊สพิษแล้วไม่ตาย เลยต้องเห็นคนตายต่อหน้าทีละคนๆ ได้เข้าค่ายผู้ลี้ภัยเจอผู้หญิงที่ถูกไอซิสข่มขืน หรือคุยกับอาจารย์ชาวเคิร์ดที่บอกว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลางมาจากการที่คนไม่เข้าใจกัน เกิดจาก Culture of Hate ที่แต่ละกลุ่มสอนให้เกลียดกันเองทั้งที่วัฒนธรรมใกล้กันมาก อาหรับต้องเกลียดยิว ยิวต้องเกลียดเคิร์ด เคิร์ดต้องเกลียดเปอร์เซีย

“เขาบอกว่า วิธีการแก้คือต้องพยายามสร้างวัฒนธรรมใหม่ให้ดี มันได้เห็นว่าคนที่ผ่านสงครามมาเขาเป็นแบบนี้นะ การอ่านกับไปจริงมันคนละเรื่องกันเลย ตอนนี้ก็เลยคิดจะจัดทริปพาลูกเพจไปเที่ยวจริงจังสักที”

“ทุกอย่างมันมีเหตุผลของมันอยู่แล้ว”

หลังจากนี้ ปั๊บตั้งใจจะทำธุรกิจของตัวเองน้อยลง และทุ่มเทให้กับ Wild Chronicle – เชษฐา เขาบอกว่าชีวิตมาถึงจุดที่มีความต้องการข้อสูงสุดของทฤษฎีมาสโลว์ คือ Self-actualization หรือการได้บรรลุสิ่งที่ตัวเองเป็น

“ผมเริ่มให้ความสำคัญกับอุดมการณ์ เริ่มมีคำถามว่าถ้าเราตายไปแล้วโลกจะจำเรายังไง ความดีของแต่ละคนแตกต่างกัน แต่ความดีของผมคือสิ่งนี้ ผมสามารถทำสิ่งนี้ และเชื่อว่ามันเป็นสิ่งดี

“ผมอยากทำสื่อที่ทำให้คนเข้าใจคนอื่นและเข้าใจตัวเองได้ง่ายๆ สื่อตอนแรกก็คิดว่าจะเป็นหนังสือ ตอนนี้เป็นทั้งหนังสือ โพสต์เฟซบุ๊ก ทริป สัมมนา หรือแม้กระทั่งบอร์ดเกมเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ไทยที่อยากทำ แต่ไม่ว่าจะออกมาในรูปแบบไหน มันจะกลับไปตอบโจทย์ Vision หลักของเรา

“ต่อไปในอนาคตก็คงจะใหญ่และดีขึ้นเรื่อยๆ แต่ถ้าถามผม จริงๆ การที่ได้ทำสิ่งนี้มันเติมเต็มผมอยู่แล้ว เป้าหมายมันบรรลุตั้งแต่เริ่มทำแล้ว”

“เราจำเป็นต้องรู้เรื่องสงครามใช่ไหม” เราถามทิ้งท้ายก่อนจบบทสนทนาในวันนั้น

“จำเป็นครับ ประเทศที่เจริญแล้วเขาจะไม่ได้เขียนประวัติศาสตร์เหมือนที่เราเรียน เขาจะแฟร์ ไม่ได้บอกว่าเขาดีหรือเลว แต่บอกว่าจริงๆ มันก็เป็นแบบนี้แหละ อย่างที่อังกฤษเป็นเจ้าอาณานิคม เขาก็ไม่ได้ดี ไม่ได้เลว แต่มันเป็นไปแบบนั้น

“พอประวัติศาตร์เวอร์ชันที่เป็นกลางออกไป คนที่เป็นกระแสหลักกับคนที่เป็นชนกลุ่มน้อยจะอยู่ด้วยกันได้ เพราะจะแยกประวัติศาสตร์ออกจากอีโก้ของตัวเอง ช่วยลดความขัดแย้งที่ไม่จำเป็นออกไป แต่ประเทศที่เพิ่งสร้างชาติขึ้นมา เขาต้องการชาตินิยมให้เข้มแข็ง มั่นคง อย่างจีนเป็นชาตินิยม สอนหนังสือก็ชาตินิยม แง่ดีคนก็ทำเพื่อชาติ ในที่สุดชาติจะเจริญขึ้น หลังจากนั้นก็อาจจะมีข้อเสียมาบ้าง สุดท้ายก็แล้วแต่แนวทางของแต่ละประเทศๆ ไป แต่ทุกอย่างมันมีเหตุผลของมันอยู่แล้ว”

ในสถานการณ์บ้านเมืองไปจนถึงวิกฤตโรคระบาดในตอนนี้ ปั๊บเข้าใจดีจากประสบการณ์ที่ศึกษาเรื่องคนอื่นมามาก เขาเชื่อว่าการสื่อสารกับคน ถ้าใช้สิ่งที่ใกล้ตัวมากๆ จะเกิดอคติ อีโก้ แต่ถ้าเล่าเรื่องคนอื่น วันหนึ่งเราจะเริ่มเข้าใจเองได้ว่า ‘สิ่งที่เราเป็นอยู่ก็ไม่ต่างกันเลยนี่นา’

Writer

Avatar

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

Avatar

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Page Maker

คุยกับเหล่านักทำเพจน่าสนใจในโลกออนไลน์

“ช่วงกักตัวโควิดมันไม่มีอะไรทำ ผมก็เลยทำเพจครับ”

“ส่วนผมหมอเจตชวนมาทำครับ (หัวเราะ)”

ประโยคแรกเป็นของ หมอเจต-นพ.เจตพัฒน์ ทวีโภคา ส่วนประโยคที่สองเป็นของ หมอบี-นพ.อุดมศักดิ์ ตั้งชัยสุริยา ที่พูดกันอย่างติดตลกเมื่อเราถามถึงจุดเริ่มต้นของ ‘ห้องฉุกเฉินต้องรู้’ เพจให้ความรู้เกี่ยวกับการแพทย์ฉุกเฉิน ครอบคลุมตั้งแต่เคล็ดลับสามัญประจำบ้านที่คนทั่วไปนำไปใช้ปฐมพยาบาลเบื้องต้น ไปจนถึงความรู้ระดับเจาะลึก ซึ่งเป็นประโยชน์ในการปฏิบัติหน้าที่ของบุคลากรทางการแพทย์

‘ห้องฉุกเฉินต้องรู้’ เพจให้ความรู้ทางการแพทย์แบบฟรี ๆ ที่อยากให้ทุกชีวิตรอดตาย
‘ห้องฉุกเฉินต้องรู้’ เพจให้ความรู้ทางการแพทย์แบบฟรี ๆ ที่อยากให้ทุกชีวิตรอดตาย

นอกจากร่ายยาวให้ข้อมูลครบถ้วนประหนึ่งนั่งฟังแพทย์ในห้องตรวจ อีกจุดน่าสนใจอยู่ตรงภาพประกอบ ซึ่งหมอเจตลงมือวาดด้วยตัวเองทั้งหมด และหลังจากบทสนทนายามดึกระหว่างเรากับนายแพทย์หนุ่มทั้งสองจบลง ก็พบอีกประเด็นสำคัญที่อยากชวนทุกท่านอ่าน

ทั้งหมอบีและหมอเจตเห็นตรงและยืนยันหนักแน่นว่า จุดประสงค์ในการจัดสรรเวลามารังสรรค์คอนเทนต์ให้แฟนเพจติดตาม ก้าวข้ามการให้ความรู้หรือให้ใคร ๆ มานับหน้าถือตาว่าเป็นนายแพทย์ผู้เสียสละ แต่พวกเขาอยากให้สิ่งนี้มีส่วนให้คนตระหนักและกล้าเข้าใกล้ศาสตร์การแพทย์ฉุกเฉิน มีมุมมองที่ดีต่อแผนก ER รวมถึงฝันที่ยิ่งใหญ่ ว่าคอนเทนต์กู้ชีพมากมายที่พวกเขาตั้งใจเผยแพร่ออกไป อาจมีส่วนช่วยรักษาชีวิตคนใกล้ตัวเอาไว้ได้ 

ซักประวัติ

“ประเทศเรามีชุดความคิดที่ว่า ต้องเป็นคนรวยเท่านั้นถึงจะได้เรียนหมอ” 

หมอเจตเริ่มต้นบทสนทนาด้วยการพาเราย้อนไปถึงอุดมการณ์ในวันที่ตัดสินใจเปิดเพจ เพราะชุดความคิดของสังคมที่มองว่าหากอยากอยู่ในแวดวงการแพทย์ คุณต้องมีต้นทุนที่ดี ครอบครัวต้องพร้อมสนับสนุน หรือแม้แต่เรียนจบแล้ว อยากเข้าร่วมประชุมวิชาการเพื่อยกระดับความรู้ให้ตัวเองสักครั้ง พวกเขาต้องเสียค่าใช้จ่ายถูกสุดหลักพัน หรืออาจบานปลายไปถึงหลักหมื่น ซึ่งสำหรับหมอที่มีเงินเดือนหลักแสนอาจไม่เป็นปัญหา แต่เมื่อลองนึกถึงพยาบาลหรือเหล่ากู้ภัย ซึ่งจำเป็นต้องเข้าถึงความรู้เหล่านี้ไม่แพ้กัน ก็ดูจะเหนือบ่ากว่าแรงใครหลายคนไม่อยู่ไม่น้อย

“มันถึงเวลาที่เราต้องคืนอะไรให้กับสังคมบ้าง” ซึ่งสิ่งนั้นปรากฏผลลัพธ์เป็นเพจห้องฉุกเฉินต้องรู้ รวบรวมประสบการณ์และความเชี่ยวชาญที่ทั้งหมอเจตและหมอบีสั่งสมมา เพื่อให้ ‘ทุกคน’ ไม่ว่าจะอยู่ในสายงานการแพทย์หรือบุคคลทั่วไปที่อาจต้องเผชิญเหตุไม่คาดฝัน เข้ามาเก็บเกี่ยวและนำไปปรับใช้ได้โดยไม่เสียสตางค์สักบาท 

นอกจากนี้ แนวทางในการตั้งชื่อเพจของพวกเขาก็น่าสนใจไม่แพ้อุดมการณ์ข้างต้น เพราะทั้งสองตั้งใจตั้งให้สั้น กระชับ ชัดเจน จนออกมาเป็น ‘ห้องฉุกเฉิน + ต้องรู้’ เพื่อกลับไปตอบโจทย์เดิมอีกว่า ทุกคนควรรู้สิ่งนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 

พบแพทย์

ข้อมูล ณ วันที่ 26 มกราคม 2566 ห้องฉุกเฉินต้องรู้มีผู้ติดตาม 168,883 คน แต่ละโพสต์มีแฟนเพจมาแสดงความคิดเห็น ถกเถียง และรีเควสขอความรู้เรื่องอาการใหม่ ๆ แบบเรียกได้ว่าคึกคักไม่แพ้เพจให้ความบันเทิง ซึ่งผู้คนที่กดติดตามมีหลากหลาย ทั้งบุคลากรทางการแพทย์แทบทุกสาขาและคนทั่วไปหลายช่วงวัย 

หมอเจตเล่าว่าในช่วงเริ่มต้น พวกเขาไม่ได้วางกลุ่มเป้าหมายหลักไว้ให้เป็นเช่นนี้ แต่ตั้งใจให้นักศึกษาแพทย์ พยาบาล กู้ภัย และผู้คนในสายงานที่เกี่ยวกับความเป็นความตาย มาติดตามไว้เพิ่มพูนความรู้ในการทำงาน เนื้อหาและภาษาในช่วงแรก ๆ จึงหนักหน่วงและเต็มไปด้วยศัพท์เฉพาะที่คนในวงการเข้าใจร่วมกัน 

สำลักควันไฟ หมดสติ อย่าเชื่อเครื่องวัดออกซิเจน ระวังพิษก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ . ไฟไหม้โรงงาน คนไข้สำลักควันหมดสติ…

Posted by ห้องฉุกเฉินต้องรู้ on Wednesday, 10 August 2022

เมื่อเวลาผ่านล่วงเลยเข้าปีที่ 3 กลับกลายเป็นว่ามีคนทั่วไปให้ความสนใจมากขึ้น ประกอบกับได้หมอบีผู้เชี่ยวชาญด้านการให้ความรู้สำหรับประชาชนเข้ามาร่วมแรงร่วมใจ เนื้อหาและภาษาในเพจจึงปรับให้เป็นเคสที่เข้าถึงคนทั่วไปมากขึ้น และมีการหยิบยกโรคภัยไข้เจ็บที่สังคมกำลังสนใจ บ้างก็เป็นเคสที่มีคนขอให้ช่วยอธิบายซ้ำอีกครั้ง คล้าย ๆ กับการส่งบ้าน

แล้วมีจุดไหนที่ทำให้รู้สึกว่าการทำเพจนี้ประสบความสำเร็จแล้ว – เราถาม

“มีคนส่งข้อความมาว่า เขาเป็นคุณแม่ วันหนึ่งลูกเขาเกิดอาการชัก แล้วเขาเคยติดตามในเพจ เขาเลยปฐมพยาบาลให้ลูกก่อนนำส่งโรงพยาบาล แล้วลูกก็รอดชีวิต นั่นคือหนึ่งในเหตุการณ์ที่ทำให้พวกเราคิดว่า ประสบความสำเร็จในการทำเพจแล้วครับ”

‘ห้องฉุกเฉินต้องรู้’ เพจให้ความรู้ทางการแพทย์แบบฟรี ๆ ที่อยากให้ทุกชีวิตรอดตาย

ณ นาทีแห่งความเป็นความตายของแม่ลูกคู่นั้นคงเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและตกใจ แต่โพสต์โพสต์หนึ่งจากเพจห้องฉุกเฉินต้องรู้กลับผุดขึ้นมา และพาให้เธอนำวิธีที่นำเสนอในเพจไปกู้ชีพ จนรักษาลูกชายเอาไว้ได้…

นอกจากเนื้อหาสดใหม่อิงกระแสกับโรคภัยไข้เจ็บที่สังคมกำลังสนใจ ภาพวาดประกอบสื่อความชัดเจน ภาษาในการนำเสนอที่อ่านง่าย เข้าถึงได้ทุกคน อีกสิ่งที่นายแพทย์ทั้งสองให้ความสำคัญมากที่สุด คือ ความถูกต้องของข้อมูล นั่นก็เพราะพวกเขาไม่ได้เป็นแค่ครีเอเตอร์ แต่ยังเป็นบุคลากรทางการแพทย์ผู้ตั้งใจส่งต่อองค์ความรู้ที่มีไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้ ดังนั้น ทุกข้อมูลที่เขาสื่อสารออกไปจึงต้องแม่นยำ ห้ามผิดพลาด 

“เพจที่เราทำเกี่ยวกับความเป็นความตาย ไม่ใช่ดูเพื่อความบันเทิง เพจนี้แหละจะป้องกันคุณในยามที่คุณเดือดร้อน” หมอเจตย้ำ

‘ห้องฉุกเฉินต้องรู้’ เพจให้ความรู้ทางการแพทย์แบบฟรี ๆ ที่อยากให้ทุกชีวิตรอดตาย
‘ห้องฉุกเฉินต้องรู้’ เพจให้ความรู้ทางการแพทย์แบบฟรี ๆ ที่อยากให้ทุกชีวิตรอดตาย

X-RAY

มาถึงหลายคนที่สงสัย หมอดูเป็นอาชีพที่ตารางงานรัดตัว แล้วหมอเจตกับหมอบีเอาเวลาไหนมาจัดสรรลงคอนเทนต์ได้ทุกวัน คุณหมอทั้งสองปรึกษากันสักครู่ แล้วให้คำตอบว่า “คำแรกคือแพสชัน คำที่สองคือการบริหารเวลา”

แพสชันที่ว่า มาจากอุดมการณ์ที่ไม่อยากให้ความรู้ถูกจำกัดด้วยทุนนิยม

และอีกคำหนึ่งคือ การบริหารเวลา หมอเจตบอกเราว่า คือสิ่งที่หมอฉุกเฉินเชี่ยวชาญเป็นอันดับต้น ๆ เพราะหากทำงานล่าช้าหรือจัดลำดับความสำคัญผิดพลาดเพียงนิด นั่นหมายถึงชีวิตของคนไข้ 

ทั้งสองแบ่งหน้าที่ในการดูแลเพจร่วมกัน โดยหมอบีดูแลเรื่องเนื้อหา ตั้งแต่คัดเลือก ค้นคว้าข้อมูล หาตัวอย่างประกอบ หรือติดต่อผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่าง ๆ เพื่อรีเช็กข้อมูลและชวนมาพูดคุยให้ได้องค์ความรู้ที่กว้างขวางขึ้น รวมถึงหมอบียังทำหน้าที่แอดมิน ตอบกลับความคิดเห็นและข้อความจากบรรดาแฟนเพจอีกด้วย 

เย็บปากยังไงไม่ให้เบี้ยว…หาขอบปากให้เจอครับ ตรงนั้นเรียกว่า “เวอ-มิ-เลี่ยน”…

Posted by ห้องฉุกเฉินต้องรู้ on Monday, 22 August 2022

ส่วนหมอเจต นายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทั้งศาสตร์และศิลป์ เขาตั้งใจวาดภาพประกอบโพสต์ทั้งหมดให้เป็นศิลปะแบบ Pop Art โดยยังคงเก็บรายละเอียดที่เทียบเคียงกับหลักกายวิภาคศาสตร์เอาไว้ถ้วน แต่ก็ลดทอนความรุนแรงของบาดแผลหรือความเหวอะหวะให้อยู่ในระดับที่คนทั่วไปรับชมได้โดยไม่ต้องปิดตาหนี 

‘ห้องฉุกเฉินต้องรู้’ เพจให้ความรู้ทางการแพทย์แบบฟรี ๆ ที่อยากให้ทุกชีวิตรอดตาย

“วิธีการคือ เราจะคุยกันตลอดว่าตอนนี้มีเรื่องอะไรน่าสนใจ มีข่าวแบบนี้ คนน่าจะอยากรู้ข้อมูลการปฐมพยาบาลเคสนี้ หรือบางทีก็เริ่มจากหมอเจตส่งรูปที่วาดมาก่อน แล้วผมก็โอเค เข้าใจแล้วว่าเขาอยากสื่ออะไร มีเรื่องไหนที่ต้องเขียนชี้แจง ต้องหาข้อมูลเพิ่มเติม หรือต้องชวนใครมาคุยด้วยกัน จากนั้นก็ลุยเลย เพราะทั้งหมดเราทำอยู่ภายใต้กรอบเดียวกัน นั่นคือศาสตร์การแพทย์ฉุกเฉิน” หมอบี หมอสายวิชาการเล่าวิธีทำงานกับหมอสายติสต์อย่างหมอเจตให้ฟัง 

นอกจากทำหน้าที่แบ่งปันความรู้แบบอัดแน่นที่ย่อยให้เข้าถึงง่ายแล้ว ห้องฉุกเฉินต้องรู้ ยังเคยทำหน้าที่เป็นห้องฉุกเฉินยามจำเป็นให้กับผู้ป่วยและทีมกู้ภัยมาแล้ว คุณหมอทั้งสองยกตัวอย่างเหตุการณ์ให้เราฟังว่า มีคนส่งคลิปเข้ามาให้พวกเขาช่วยประเมินอาการเบื้องต้น ทั้งคนในบ้านหายใจผิดปกติ มีอาการชัก เพราะไม่รู้ว่าต้องรับมืออย่างไร ต้องไปโรงพยาบาลไหม หรือควรแจ้งหน่วยงานไหนต่อ หรือข้อความจากพนักงานกู้ภัย ที่ส่งเข้ามาถามว่า สิ่งที่พวกเขาปฐมพยาบาลให้ผู้ป่วยไปถูกต้องหรือเปล่า

คำถามจากแฟนเพจข้างต้น สะท้อนความเป็นจริงในสังคม 2 ประการ

หนึ่ง ความรู้เบื้องต้นในการปฐมพยาบาลยังคงห่างไกลจากความรู้ความเข้าใจของคนในสังคม พวกเรายังขาดแหล่งเข้าถึงข้อมูลอันเกี่ยวข้องโดยตรงกับความเป็นความตาย ทั้งต่อตนเองและคนรอบข้าง 

สอง โชคดีที่ห้องฉุกเฉินต้องรู้ มีอยู่เพื่อพยายามขจัดปัญหานั้น

‘ห้องฉุกเฉินต้องรู้’ เพจให้ความรู้ทางการแพทย์แบบฟรี ๆ ที่อยากให้ทุกชีวิตรอดตาย

วินิจฉัย 

ถึงแม้ว่าตอนนี้แพทย์ฉุกเฉินจะเป็นสาขาที่ปรากฏตามสื่อต่าง ๆ มากขึ้น องค์ความรู้ด้านการปฐมพยาบาลได้รับการเผยแพร่มากขึ้น แต่จากมุมมองของหมอเจตและหมอบีผู้คลุกคลีอยู่ในวงการ พวกเขาบอกว่า คนทั่วไปยังเข้าใจและก้าวข้ามสถานการณ์ฉุกเฉินได้ไม่มากเท่าที่ควร 

ด้วยเหตุนี้ ทั้งสองคนจึงตั้งใจใช้เพจห้องฉุกเฉินต้องรู้ เป็นประตูไปสู่ประชาชน เช่นเดียวกับที่แพทย์บางคนขึ้นเขาลงห้วย ขับรถขึ้นดอยด้วยงบของตัวเองไปสอนชาวบ้านเรื่องการปฐมพยาบาล สอนทำ CPR แก้อาการอาหารติดคอ ชัก แมลงสัตว์กัดต่อย ปั๊มหัวใจ ไฟฟ้าดูด จมน้ำ ฯลฯ 

“เพื่อนผมบอกว่า เพจของเราทำให้หมอฉุกเฉินมีบทบาทโดดเด่นมากขึ้น อย่างตอนเหตุโศกนาฏกรรมที่อิแทวอน ประเทศเกาหลีใต้ ถ้าเป็นในสมัยก่อน หลังเกิดเหตุการณ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะออกมาให้ข้อมูล แต่ข้อมูลนั้นก็อาจจะออกแนววิเคราะห์เจาะลึก เป็นแนววิชาการหนัก ๆ เข้าถึงยาก แต่ตอนนี้เพจเราเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ออกมาพูดเรื่องนี้ได้ทันทีในฐานะหมอฉุกเฉินคนหนึ่ง รวมไปถึงในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้วยเช่นกัน ที่สำคัญ เราสามารถย่อยข้อมูลให้เข้าใจง่ายขึ้น คนที่ติดตามนำไปใช้ได้จริงมากขึ้น 

ในคลิป #อิแทวอน…

Posted by ห้องฉุกเฉินต้องรู้ on Sunday, 30 October 2022

“เมื่อ 5 ปีที่แล้ว ผมเคยไปออกหน่วยสอนคนไข้เรื่องการปั๊มหัวใจ คนไข้บอก ป้าไม่ปั๊มได้ไหม ป้าทำไม่เป็นหรอก แต่หลังจากเหตุการณ์ที่อิแทวอน ซึ่งเราออกมาเล่าวิธีแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไว้อย่างละเอียด ก็รู้สึกว่าคนตระหนักและให้ความสนใจกับสิ่งนี้มากขึ้น มีถามเข้ามาว่าให้ปั๊มมือเดียวหรือ 2 มือดี ต้องเป่าปากไหม ถ้าเป่าปากแล้วจะเป็นโควิดไหม คำถามเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า ประชาชนมีความตระหนักระดับหนึ่งแล้ว ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าดีใจมาก ๆ” หมอเจตกล่าว

ใบรับรองแพทย์

เวลาล่วงเลยจบพลบค่ำ ก่อนจากกัน เราถามถึงเป้าหมายไกล ๆ ที่นายแพทย์ทั้งสองใฝ่ฝันจะไปให้ถึง หมอเจตจึงยกคำพูดของ แอนดี วอร์ฮอล ขึ้นว่า “Art is anything that you can take away with” หรือ ศิลปะคือสิ่งที่คุณสามารถเอาไปด้วยได้ – คุยกันเรื่องวิทย์อยู่ดี ๆ ไหงยกคำคมของศิลปินคนดังขึ้นมาซะได้ 

“ทุกอย่างคือศิลปะที่คุณถือเอาไปได้ครับ ทั้งภาพของเรา เนื้อหาในเพจเรา หรือทุก ๆ ข้อมูลที่เราตั้งใจถ่ายทอดเอาไว้ ไม่ว่าอะไรจากศิลปะ คุณพกพามันใส่สมองเอาไว้ได้ แล้วจะหยิบมาใช้เมื่อไหร่ก็ได้เช่นกัน นั่นคือความตั้งใจของผม

“คุณอยากรู้ว่าเส้นเลือดในสมองแตกไหม คุณดูภาพศิลปะของผม ถ้าวันหนึ่งที่คุณปากเบี้ยว คุณจะนึกถึงศิลปะของผมที่คุณเอาไปด้วยผ่านการจดจำ” หมอหัวใจศิลป์กล่าว 

และสำหรับหมอบี ความคาดหวังของเขาไม่ได้อยู่ที่จำนวนผู้ติดตามที่จะเพิ่มขึ้นหรือลดลง หากแต่เป็นการคงมาตรฐานในทุก ๆ คอนเทนต์ที่นำเสนอ ทั้งในด้านความถูกต้อง ครบถ้วน แม่นยำ เป็นประโยชน์ และเขายังหวังเป็นอย่างยิ่งว่า เนื้อหาเหล่านั้นจะช่วยชีวิตของใครสักคนได้ในที่สุด

ที่สำคัญ ทั้งสองยังยืนยันหนักแน่นว่า พวกเขาเชื่อมั่นว่าการเข้าถึงความรู้ไม่จำเป็นต้องเสียเงิน และเพจห้องฉุกเฉินต้องรู้ของเขาจะยังคงยึดอุดมการณ์นี้ จนกว่าจะถึงวันที่แม้แต่เด็กอนุบาลก็ทำ CPR เป็น

Facebook : ห้องฉุกเฉินต้องรู้

YouTube : ห้องฉุกเฉิน ต้องรู้

Writer

Avatar

พัทธนันท์ สวนมะลิ

เด็กกรุงเทพฯ ผู้เป็น Sneakerhead และ Cinephile ที่หอบเสื่อผืนหมอนใบมาเรียนเชียงใหม่ แล้วสุดท้ายก็กลับไปตายรังที่กรุงเทพฯ

Photographer

ธนาธิป อดิเรกเกียรติ

ธนาธิป อดิเรกเกียรติ

ช่างภาพรักความสงบ กำลังพยายามค้นหาความสุขให้กับตัวเอง ผู้หลงใหลระหว่างบรรทัดของบทกวี

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load