31 กรกฎาคม 2564
1.41 K

เป็นครั้งแรกที่โอลิมปิกฤดูร้อน หรือ Tokyo 2020 Olympics บรรจุกีฬาสเก็ตบอร์ดไว้ในการแข่งขัน พร้อมกับอีก 4 ชนิดกีฬาใหม่ เบสบอล-ซอฟต์บอล เซิร์ฟ คาราเต้ และปีนหน้าผา

แม้สเก็ตบอร์ดไม่ใช่กีฬาต่อสู้โดยตรง แต่ก็ผ่านการฝ่าฟันจากกีฬาใต้ดินตั้งแต่ ค.ศ. 1950 ดัดแปลงจากเซิร์ฟโต้คลื่นมาไถบนถนน เริ่มฮอตฮิตจากเหล่าวัยรุ่นอเมริกัน แล้วก็ลื่นไหลต่อไปยังทั่วโลก ต่อมากลับถูกแบนเพราะมีคนเสียชีวิตและบาดเจ็บจากการเล่นจำนวนมาก กว่าจะเป็นที่ยอมรับในฐานะกีฬาสากลอย่างเป็นทางการ มีการจัดให้แข่งขันอย่างปลอดภัย ก้าวสู่ ‘เอ็กซ์ตรีมเกมส์’ (X Games) เต็มตัว ก็เมื่อ ค.ศ. 1995 เข้าไปแล้ว ซึ่งนั่นผลักดันและสนับสนุนโดย ESPN สื่อกีฬาเจ้าใหญ่ในอเมริกา ทีนี้สเก็ตบอร์ดเลยได้รับนิยมเพิ่มขึ้นอย่างสุดขีด กลายเป็นวัฒนธรรมใหม่ที่ส่งอิทธิพลต่อแฟชั่น หนัง เพลง ตามมา

ในบ้านเรา กลุ่มคนรักการไถแผ่นติดล้อนี้มีมานานมาก สมาคมกีฬาเอ็กซ์ตรีมแห่งประเทศไทย (Thailand Extreme Sports Association หรือ TESA) ก็บรรจุกีฬาชนิดนี้ไว้ในประเภทกีฬาเอ็กซ์ตรีมตั้งแต่ พ.ศ. 2546

Wiggle Wave เปลี่ยนโรงหนังอายุ 42 ปี เป็นสนามเซิร์ฟสเก็ตที่เฟี้ยวสุดในสมุทรสงคราม

จากกีฬาเฉพาะกลุ่ม ทุกวันนี้ หันไปซ้ายไปขวา จะเห็นคนทุกเพศทุกวัยหยิบสเก็ตบอร์ด เซิร์ฟสเก็ต ลองบอร์ด เพนนีบอร์ด ฯลฯ ออกมาเล่นทั่วบ้านทั้งเมือง เกิดสนามเล่นสำหรับสเก็ตเตอร์ขึ้นหลายที่ ทั้งบนดาดฟ้าห้างสรรพสินค้า สวนสาธารณะ แต่ที่คอลัมน์ Re-Place สนใจ คือ ‘Wiggle Wave’ สนามในร่มแห่งแรกๆ ในไทย ซึ่งเปลี่ยนอาคารโรงภาพยนตร์อายุ 42 ปี ให้เป็นสนามเชิร์ฟสเก็ตระดับมาตรฐานที่ใช้จัดการแข่งขันได้

มากไปกว่านั้น การรีโนเวตตึกเก่าเป็นสถานที่ที่รับกับกระแสความเปลี่ยนแปลงทางสังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรม ยังถือเป็นเคสตัวอย่างที่ทำให้เห็นไอเดียการนำอาคารเก่ามาปรับปรุงให้เกิดประโยชน์ใช้สอยใหม่ๆ อย่างชาญฉลาด โดยการรักษาไม่จำเป็นต้องอนุรักษ์เพียงอย่างเดียว มันเปลี่ยนแปลงและพัฒนาไปตามการหมุนเปลี่ยนของโลกได้

คว้าบอร์ดคู่ใจ แล้วเดินทางไปจังหวัดสมุทรสงคราม ฟัง ปอ-ณัฐชนน เจริญพานิช และ โจ-พัชรชวิญช์ พุฒิศวรรย์ สองเจ้าของ Wiggle Wave เล่าถึงเบื้องหลังการปัดฝุ่น ‘ไอยรารามา’ โรงหนังสแตนด์อโลน สู่ลานสเก็ตแสนจ๊าบแห่งนี้ด้วยกัน

Wiggle Wave เปลี่ยนโรงหนังอายุ 42 ปี เป็นสนามเซิร์ฟสเก็ตที่เฟี้ยวสุดในสมุทรสงคราม

เก่าไปใหม่มา

หนึ่งในหุ้นส่วนของ Wiggle Wave เป็นเจ้าของตึกโรงภาพยนตร์ไอยรารามา เห็นชั้น 2 และ 3 ของตึกถูกปล่อยทิ้งไว้ไม่ได้ใช้งานอื่นใดนอกจากเก็บของนานนับสิบปี มีเพียงชั้นล่างที่ให้กิจการ ‘คุ้มซุปเปอร์สโตร์’ ร้านขายของทุกอย่าง 20 บาทเช่า กอปรกับทั้งคู่กระโจนเข้าสู่โลกของการเล่นเซิร์ฟสเก็ต จึงอยากมีสนามดีๆ ไว้เล่นเอง และมองเห็นโอกาสเปลี่ยนความชอบเป็นธุรกิจ จึงคิดปัดฝุ่นบริเวณชั้น 2 ของอาคารเป็นสนามเซิร์ฟสเก็ตครบวงจร

Wiggle Wave เปลี่ยนโรงหนังอายุ 42 ปี เป็นสนามเซิร์ฟสเก็ตที่เฟี้ยวสุดในสมุทรสงคราม
Wiggle Wave เปลี่ยนโรงหนังอายุ 42 ปี เป็นสนามเซิร์ฟสเก็ตที่เฟี้ยวสุดในสมุทรสงคราม

40 ปีก่อน วิกไอยราในความทรงจำของชาวแม่กลองคลาคล่ำไปด้วยครอบครัวลูกเล็ก หนุ่มสาวควงคู่ไปดูหนังเป็นเช่นไร ภาพในวันนี้แทบไม่ต่าง มีก็แต่เพียงมืออีกข้างที่หอบหิ้วบอร์ดมาด้วยก็เท่านั้น

ทั้งคู่พาความต้องการไปปรึกษา ว่าที่ร้อยตรี กรณ์ สังฆบุญ หรือ บอย-กรณ์ สังฆบุญ นักกีฬาจักรยานผาดโผน Trial Bike มือ 1 ทีมชาติไทย ผู้ออกแบบสนามและควบคุมการสร้างภายใน Wooden Ramp แห่งนี้

ตัวสนามแบ่งพื้นที่เป็น 4 รูปแบบ ลานใช้ฝึกซ้อม เป็นลานเรียบๆ สำหรับบีกินเนอร์ใช้ฝึกไถ หรือมือโปรจะใช้ซ้อมก็ได้ ส่วน Wave Ramp มีจุดเด่นเป็นแนวคลื่นสูง ยาว 16 เมตร กว้างถึง 9 เมตร ให้สนุกกับการเล่นมากขึ้น และมีโซน Bowl and Pump Track และ Mini Pump Track เป็นลานสำหรับท่าโลดโผน

Wiggle Wave เปลี่ยนโรงหนังอายุ 42 ปี เป็นสนามเซิร์ฟสเก็ตที่เฟี้ยวสุดในสมุทรสงคราม
Wiggle Wave เปลี่ยนโรงหนังอายุ 42 ปี เป็นสนามเซิร์ฟสเก็ตที่เฟี้ยวสุดในสมุทรสงคราม

ถัดจากสนามขึ้นไปฝั่งห้องฉายหนัง มีโซนร้านขายและให้เช่าอุปกรณ์ ด้านล่างมุมข้างจอมีคาเฟ่เสิร์ฟขนม กาแฟ และเมนูเครื่องดื่มหลากหลาย โดยเก็บกลิ่นอายความทรงจำของโรงหนังผ่านลิฟต์ตัวเก่า และเก้าอี้เดิม ซึ่งถอดมาประดับไว้ให้คิดถึง

รีโนเวต ‘วิกไอยรา’ โรงหนังแสตนด์อโลนเก่า เป็นสนามเซิร์ฟสเก็ตในร่มแห่งแรกๆ ของไทย ที่ได้มาตรฐานจัดการแข่งขัน
รีโนเวต ‘วิกไอยรา’ โรงหนังแสตนด์อโลนเก่า เป็นสนามเซิร์ฟสเก็ตในร่มแห่งแรกๆ ของไทย ที่ได้มาตรฐานจัดการแข่งขัน

In Wood We Trust

ไอรยารามา สร้างตั้งแต่ พ.ศ. 2512 อาคารไม่เก่าไม่ใหม่นี้เป็นสถาปัตยกรรมยุคโมเดิร์นที่ยังมีความแข็งแรงอยู่มาก และเรื่องความปลอดภัย เป็นข้อสำคัญในการปรับปรุงรวมถึงสร้างสนามเซิร์ฟสเก็ต ก่อนลงมือรีโนเวต จึงมีการปรึกษาวิศวกรโครงสร้าง คำนวณการรับน้ำหนัก จากเดิมที่เคยรับได้ 70 – 80 คน หากใช้เล่นกีฬาผาดโผน จะจำกัดรอบละ 20 คนเท่านั้น

ตัวโครงสร้างเดิมไม่ได้มีการรื้อถอนหรือต่อเติมใดๆ เข้าไป และยังเก็บบันได-ทางเดินชั้นสอง ซึ่งไร้รอยแตกแยกทั้งฝั่งไว้ ด้วยความเป็นโรงฉายภาพยนตร์ ตัวอาคารจึงทึบตัน เขาแก้ปัญหานี้ด้วยการเจาะช่องแสงและเจาะช่องสำหรับติดพัดลมระบายอากาศเพิ่ม

รีโนเวต ‘วิกไอยรา’ โรงหนังแสตนด์อโลนเก่า เป็นสนามเซิร์ฟสเก็ตในร่มแห่งแรกๆ ของไทย ที่ได้มาตรฐานจัดการแข่งขัน
รีโนเวต ‘วิกไอยรา’ โรงหนังแสตนด์อโลนเก่า เป็นสนามเซิร์ฟสเก็ตในร่มแห่งแรกๆ ของไทย ที่ได้มาตรฐานจัดการแข่งขัน
รีโนเวต ‘วิกไอยรา’ โรงหนังแสตนด์อโลนเก่า เป็นสนามเซิร์ฟสเก็ตในร่มแห่งแรกๆ ของไทย ที่ได้มาตรฐานจัดการแข่งขัน

ตัวเพดาน ด้วยข้อดีที่เป็นตัวดูดซับเสียง เพื่อไม่ให้ดังรบกวนโรงแรมที่อยู่ขนาบข้าง และตรวจสอบแล้วว่ายังใช้การได้ จึงเก็บไว้เช่นเดิม แต่รื้อฝ้าเพียงบางส่วนออก เผยให้เห็นโครง Truss ไม้ที่ถักทออย่างเป็นระเบียบ และตั้งใจเปิดไว้อย่างนั้นเพื่อโชว์ฝีมือช่างไม้โบราณ ล้อไปกับตัวสนามที่เป็นไม้ทั้งหมด

รีโนเวต ‘วิกไอยรา’ โรงหนังแสตนด์อโลนเก่า เป็นสนามเซิร์ฟสเก็ตในร่มแห่งแรกๆ ของไทย ที่ได้มาตรฐานจัดการแข่งขัน

ไม้ที่ใช้ทำสนามเป็นไม้อัดที่แข็งแรงทนทาน ทนต่อความชื้นสูง ได้รับมาตรฐาน มอก. และปอย้ำว่าต้องใส่ใจต่อความเรียบเป็นพิเศษ หากมีรอยต่อเพียงนิดเดียว ก็เกิดอุบัติเหตุกับผู้เล่นได้อย่างคาดไม่ถึง

“การวางไม้ ตอนแรกเราคิดว่าไม่ต้องดัดหรือองศามันไม่ต้องเป๊ะขนาดนั้น พอได้ทำจริงๆ ถึงได้เรียนรู้ว่าไม่ได้เลย บางทีเราไปเล่นที่อื่น อาจมีสะดุดนิดหนึ่ง เราก็คิดว่ามันเป็นปกติ เพราะจะทำให้มันโค้งกลมและเรียบขนาดนั้นได้หรอ ด้วยกีฬาเพิ่งมาใหม่ หลายคนเลยไม่ได้มีความชำนาญในการทำมาตั้งแต่แรก โชคดีที่เราได้ผู้เชี่ยวชาญมาออกแบบให้ เขาทำเกี่ยวกับปั๊มแทร็กอยู่แล้วด้วย เลยได้งานที่ละเอียดและปลอดภัยมาก”

ระหว่างทางที่ทำ ได้มีการทดสอบการเล่นจริงและเผื่อการเล่น ทั้งสำหรับบีกินเนอร์และมือโปร

“ปรับเปลี่ยนตลอดเหมือนกัน เพราะบางทีองศามันไม่ได้ ไม่ใช่แค่สวยอย่างเดียว เราต้องให้มันเพอร์เฟกต์ คำนึงถึงวิธีการเล่นด้วย อย่างสนามที่ต้องทำเป็นสโลป เพราะเผื่อบีกินเนอร์ไม่มีแรงส่ง มันจะง่ายสำหรับเขา สำหรับคนที่เก่งแล้ว เขาก็จะไถขึ้นที่สูงได้ มีแรงส่งมากกว่าเดิม คือเราคิดทุกอย่างเผื่อไว้ก่อน ซึ่งถ้าเป็นสนามปกติจะเป็นพื้นเรียบแล้วค่อยขึ้นเวฟแรมป์ อันนี้เราลองเปลี่ยน ลองดัดแปลงดู”

รีโนเวต ‘วิกไอยรา’ โรงหนังแสตนด์อโลนเก่า เป็นสนามเซิร์ฟสเก็ตในร่มแห่งแรกๆ ของไทย ที่ได้มาตรฐานจัดการแข่งขัน

“ส่วนเวฟแรมป์ มีช่วง Drop สามสเต็ป คือมีสูงแล้วก็เตี้ยไล่ลงมาตามระดับ ถ้าบีกินเนอร์เล่นตรงระดับล่าง จะมีแรงส่งขึ้นเวฟแรมป์ได้ แบบไม่ต้องไถไปก่อน” ปอขยายความสิ่งที่เขาร่วมออกแบบกับบอย โดยตั้งใจทำให้เรียบที่สุด และทำองศาให้ท้าทายมากกว่าสนาม เพื่อสร้างเอกลักษณ์ของสนามแห่งนี้

สำหรับผนังโดยรอบ เมื่อรื้อตัวบุซับเสียง กะเทาะผนังออก เผยให้เห็นอิฐมอญแดงเปลือยเปล่า เข้ากันกับงานไม้ ให้อารมณ์สนามแบบ Old School แจ่มชัด ปอเล่าว่าตอนแรกที่เคาะปูนออกเพื่อทำใหม่ ตั้งใจจะพ่นลายกราฟฟิตี้ลงไป แต่พอได้เห็นสัจจะของวัสดุเดิม ก็เปลี่ยนใจเก็บไว้อย่างนั้น เพราะสวยมีเสน่ห์ไม่แพ้กัน

รีโนเวต ‘วิกไอยรา’ โรงหนังแสตนด์อโลนเก่า เป็นสนามเซิร์ฟสเก็ตในร่มแห่งแรกๆ ของไทย ที่ได้มาตรฐานจัดการแข่งขัน

Wiggle Boy, Wiggle Wave

ด้วยการออกแบบที่ว่ามาทั้งหมดจากผู้เชี่ยวชาญ และความตั้งใจของสองหุ้นส่วนให้ที่นี่ได้มาตรฐานระดับใช้จัดการแข่งขัน ภายใต้พื้นที่ 900 ตารางเมตร (เฉพาะตัวสนาม 600 ตารางเมตร) จึงใช้วัสดุคุณภาพตามที่กฎหมายกำหนด ทดสอบความแข็งแรง และคิดเผื่อการเล่นท่วงท่าที่ท้าทายขึ้น

“เราไม่ได้อยากให้มันเป็นแค่กีฬาในกระแส เราคิดถึงในอนาคตที่อยากทำให้สนามนี้รองรับการแข่งขันได้เลย เราอยากส่งเสริมกีฬานี้ให้ไปต่อได้ ถ้ามันเป็นไปได้นะ อย่างตัว Pump Track ส่วนใหญ่ของประเทศไทยจะเป็นทรงที่ต้องวิ่งกันสองร้อยถึงสามร้อยเมตร เราก็ทำอีกแบบหนึ่งให้เป็นทรงวงรี”

รีโนเวต ‘วิกไอยรา’ โรงหนังแสตนด์อโลนเก่า เป็นสนามเซิร์ฟสเก็ตในร่มแห่งแรกๆ ของไทย ที่ได้มาตรฐานจัดการแข่งขัน

และสิ่งที่พวกเขาไม่อยากให้เกิดขึ้นมากที่สุดในสนามคืออุบัติเหตุ นอกจากการออกแบบเพื่อป้องกันแล้ว จึงมีอีกหนึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านการกู้ภัย มาช่วยดูแลความปลอดภัยในสนาม และหากเกิดเหตุไม่คาดฝัน ก็ทำการปฐมพยาบาลเบื้องต้นได้

“เรามีกฎว่าทุกคนต้องใส่อุปกรณ์เซฟตี้เป็นหมวกหรือสนับ ถ้าบางทีมีลูกค้ามาเล่นอะไรแปลกๆ พิเรนทร์ๆ เราก็จะการเตือนทันที ตอนนี้เรามีคนดูแลหนึ่งคนต่อหนึ่งสนาม ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ออกแบบแนะนำไว้”

เสียงบอร์ดกระทบไม้ กับท่วงท่าโจนทะยานท้าแรงโน้มถ่วงของเหล่านักเซิร์ฟสเก็ต ชวนให้ละสายตาแทบไม่ได้

คุยกันมาตั้งนาน เลยเกือบลืมถามถึงที่มาที่ไปของชื่อ Wiggle Wave เสียได้

มาจากวิกไอรยา หรือชวนให้นึกถึงหรือเปล่าคะ-เราชวนคุยขำๆ ก่อนจบบทสนทนาในวันนั้น

“ตอนแรกเดิมทีตั้งว่า Wiggle Boy เพราะแต่ละคนตอนเล่นแล้วมันส่ายดุ๊กดิ๊ก เราก็แบบ Wiggle ว่ะ แล้วมันเกี่ยวกับท่า Wave Ramp ที่เป็นแบบคลื่น พอไปเล่น Ramp ก็ยังดุ๊กดิ๊กอยู่ดี ล้มบ้างด้วยความไม่ได้เก่งนั่นแหละ ก็เลยกลายมาเป็น Wiggle Wave” ปอเล่าพร้อมรอยยิ้มกว้าง เมื่อได้ย้อนคิดถึงการตั้งชื่อธุรกิจของเขา

“เราอยากให้ที่นี่เป็นแลนด์มาร์กของวัยรุ่น ให้มารวมตัวกันในจุดเดิมเหมือนตอนนู้น ถึงของเก่าๆ พวกม่าน เก้าอี้ จะใช้การไม่ได้ บางส่วนทิ้ง บางอย่างยังเก็บเอาไว้ ป้ายไอยราก็ยังเก็บอยู่ อะไรที่ใช้ได้ เราก็พยายามเอากลับมาเหมือนกัน” 

หนุ่มหุ้นส่วนทิ้งท้าย

รีโนเวต ‘วิกไอยรา’ โรงหนังแสตนด์อโลนเก่า เป็นสนามเซิร์ฟสเก็ตในร่มแห่งแรกๆ ของไทย ที่ได้มาตรฐานจัดการแข่งขัน

 Wiggle Wave

วันเปิดบริการ : จันทร์-อาทิตย์ (แผนที่)

เวลา : 10.00 – 20.00 น.*ช่วงสถานการณ์โควิด-19 จำกัดจำนวนผู้เข้าใช้และเปิดให้จองเป็นรอบๆ ส่วนรอบ Public ดูรายละเอียดหรือติดต่อทาง Facebook : Wiggle Wave

Writer

ปาริฉัตร คำวาส

อดีตบรรณาธิการสื่อสังคมและบทความศิลปวัฒนธรรม ผู้เชื่อว่าบ้านคือตัวตนของคนอยู่ เชื่อว่าความเรียบง่ายคือสิ่งซับซ้อนที่สุด และสนใจงานออกแบบเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี (กับเธอ)

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

Re-Place

เบื้องหลังการรีโนเวตอาคารเก่า

10 พฤษภาคม 2565
1.50 K

หากคุณขับรถแล่นตรงจากสะพานนวรัฐมุ่งหน้าสู่ประตูท่าแพในเวลานี้ แล้วไม่ทันสังเกตว่ามีร้านอร่อยระดับที่ Foodie ตัวจริงตั้งใจมา ร้านขายสินค้าแฮนด์เมดสุดเก๋ หรือร้านกาแฟเจ้าเดียวกันกับเจ้าดังประจำย่านนิมมานเหมินทร์ยืนแทรกตัวอยู่ริมถนน ก็คงไม่แปลกอะไร เพราะเป้าหมายของคนส่วนใหญ่อยู่ที่การตระเวนย่านเมืองเก่า หรืออาจจะเป็นบรรยากาศเงียบเหงาและตึกแถวว่างเปล่าสะดุดตากว่า จนแทบจินตนาการไม่ออกว่า ‘ย่านท่าแพ’ ที่เพิ่งขับผ่านมา ครั้งหนึ่งเคยคลาคล่ำผู้คนและมีสถานะเป็นถึงย่านถนนเศรษฐกิจการค้าแห่งแรกของเมืองเชียงใหม่ อีกทั้งยังรุ่มรวยด้วยสถาปัตยกรรมหลากยุคสมัยเปี่ยมคุณค่าทางประวัติศาสตร์

ตี๋-ศุภวุฒิ บุญมหาธนากร สถาปนิกแห่งใจบ้านสตูดิโอ เป็นลูกหลานคนเชียงใหม่ที่ผูกพันกับย่านนี้มาตั้งแต่เด็ก เขาตระหนักถึงปัญหาความเปลี่ยนแปลงข้างต้น ไม่ใช่เพียงในเชิงกายภาพ แต่หมายรวมความสัมพันธ์ของย่านที่ค่อย ๆ โรยแรงแห้งเฉา ซึ่งมีจุดเริ่มมาจากการเปลี่ยนกรรมสิทธิ์ในที่ดินและอาคาร ควบคู่กับการขาดทิศทางการพัฒนาย่านให้ยืนอย่างสง่างามบนรากวัฒนธรรม

เหตุนี้เขาจึงลงมือสร้างสรรค์โปรเจกต์ ‘ย่านท่าแพ 2030’ นำเสนอแนวคิดในการจัดปรับตำแหน่งแห่งที่และตัวตนของย่านท่าแพ ให้สอดคล้องกับการพัฒนาเมืองที่เปลี่ยนแปลงไป พร้อมชี้นำการพัฒนาให้กับชุมชน ผู้ประกอบการ นายทุน และนักพัฒนา ผู้ให้ความสำคัญกับการทำธุรกิจที่รักษาต้นทุนทางธรรมชาติและวัฒนธรรม เพื่อชุบชูย่านให้กลับมามีชีวิตชีวา ศักยภาพ และสืบสานมนตร์เสน่ห์ความเป็นท่าแพจากวันนี้สู่อนาคต

ย่านท่าแพ 2030 : โปรเจกต์ฟื้นฟูเชียงใหม่ ธุรกิจสร้างสรรค์อยู่ได้ หัวใจของเมืองก็อยู่

จิ๊กซอว์ความสัมพันธ์

“จริง ๆ สถานการณ์ที่ดินเปลี่ยนมือค่อย ๆ เริ่มเมื่อประมาณ 5 ปีก่อนเกิดโรคโควิด-19 ระบาด ช่วงนั้นเชียงใหม่เป็นจุดหมายปลายทางของคนจีน นักธุรกิจที่เล็งเห็นโอกาสจึงเข้ามาสอยที่ดินทำธุรกิจ ทำให้หลายตึกถูกเปลี่ยนกรรมสิทธิ์เป็นของนายทุนจีน กลายเป็นร้านขายยาบ้าง ขายหมอนยางพาราบ้าง จนไม่เหลือร่องรอยของการใช้งานแบบ Mix Used” 

ตี๋ย้อนเค้าลางความแปรผันบนสองฝั่งถนนท่าแพ พลางขยายว่า ในอดีตอาคารบริเวณนี้มีลักษณะการใช้งานแบบผสมผสาน หรือ Mix Used คือชั้นบนเป็นที่อยู่อาศัย ส่วนชั้นล่างเปิดเป็นร้านค้า ขณะเดียวกันบางร้านยังแบ่งปันพื้นที่สำหรับจำหน่ายงานคราฟต์และสินค้าชาติพันธุ์ต่าง ๆ 

อนึ่ง ความผสมยังผสานไปถึงลักษณะทางสังคมที่อยู่ร่วมกันอย่างกลมเกลียว ทั้งชุมชน พาณิชย์ และศาสนา ครั้นเมื่อที่ดินเปลี่ยนมือและลักษณะการใช้งานอาคารเปลี่ยนไป ความสัมพันธ์ในย่านจึงคล้ายชิ้นส่วนจิ๊กซอว์ที่ถูกดึงออก วัดซึ่งเป็นศูนย์กลางของชุมชน พอขาดสังคมอุปถัมภ์ก็จำต้องปรับตัว จัดสรรพื้นที่ทำลานจอดรถ จัดอีเวนต์ หรือตกแต่งบรรยากาศเพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยว 

ตี๋เสริมว่าคลื่นการเปลี่ยนแปลงที่มาพร้อมกระแส Mass Tourism เช่นนี้ เกิดกับแทบทุกย่านของเชียงใหม่ แต่สิ่งที่ทำให้ย่านท่าแพสะท้อนภาพชัด คือมูลค่าของทำเลที่สูงกว่า 25 – 40 ล้านต่อห้อง ตัวเลขดังกล่าวประมาณจากผลการสำรวจราคาที่ดินพร้อมอาคารในย่าน พ.ศ. 2562 ซึ่งเป็นปัจจัยให้ทำเลตกไปอยู่กับนายทุนที่มีกำลังซื้อ และโดยมากคือคนนอกพื้นที่

“เมืองจะมีลมหายใจต่อเนื่อง ก็ต่อเมื่อมีความทรงจำของผู้คนที่ถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น แต่ดูเหมือนขณะนี้มันกำลังขาดช่วง เพราะพื้นที่กลายไปเป็นของคนอื่น”

เหนือความเปลี่ยนแปลงนานา ตี๋ให้ความสำคัญกับความทรงจำอันเปรียบดังห่วงเชื่อมร้อยความสัมพันธ์ทางสังคม และของผู้คนที่มีต่อพื้นที่ ซึ่งจะช่วยนิยามอัตลักษณ์ของย่าน รวมถึงรักษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นไม่ให้สูญหาย

ย่านท่าแพ 2030 : โปรเจกต์ฟื้นฟูเชียงใหม่ ธุรกิจสร้างสรรค์อยู่ได้ หัวใจของเมืองก็อยู่
ย่านท่าแพ 2030 : โปรเจกต์ฟื้นฟูเชียงใหม่ ธุรกิจสร้างสรรค์อยู่ได้ หัวใจของเมืองก็อยู่
ย่านท่าแพ 2030 : โปรเจกต์ฟื้นฟูเชียงใหม่ ธุรกิจสร้างสรรค์อยู่ได้ หัวใจของเมืองก็อยู่

ย่านท่าแพ 2030

เราจะสร้างสรรค์ธุรกิจใหม่ ฟื้นกายภาพ และฟื้นโครงสร้างทางสังคม ให้เติบโตไปพร้อมกันได้อย่างไร…

นี่คือสิ่งที่ใจบ้านสตูดิโอ และ กฤติกา รอดเจริญ นักศึกษาฝึกงานจากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง พยายามค้นหาคำตอบให้กับย่านท่าแพในอนาคต พลันศึกษาค้นคว้า ออกแบบ และนำเสนอแนวคิดการพัฒนาที่เป็นประโยชน์ไว้ในโปรเจกต์ ‘ย่านท่าแพ 2030’ (Thapae Neighborhood 2030) ภายใต้โจทย์หลัก 3 ข้อ 

หนึ่ง เพื่อจุดประกายให้เกิดโมเดลธุรกิจและการพัฒนาที่ดินที่เจ้าของเดิมอยู่อาศัยร่วมกับธุรกิจใหม่ ๆ ได้โดยไม่จำเป็นต้องขายที่ 

สอง จัดสรรพื้นที่ให้ผู้ประกอบการสร้างสรรค์เชียงใหม่มีพื้นที่ค้าขาย แสดงผลงาน โดยไม่จำเป็นต้องแบกค่าที่ดินหรือค่าเช่ามหาศาล ผ่านการสร้างระบบแบ่งปันพื้นที่ (Sharing Space) ซึ่งส่งเสริมนิเวศทางธุรกิจที่เกื้อหนุน 

และ สาม ปลุกกระแสให้เห็นคุณค่าของประวัติศาสตร์ อาคารและย่านอันเป็นต้นทุนสำคัญของธุรกิจ Creative Business District ที่จะมีผลกับการฟื้นฟูเมืองแบบ Urban Regeneration ในมิติเศรษฐกิจและกายภาพไปพร้อม ๆ กัน  

ย่านท่าแพ 2030 : โปรเจกต์ฟื้นฟูเชียงใหม่ ธุรกิจสร้างสรรค์อยู่ได้ หัวใจของเมืองก็อยู่

“ลองจินตนาการดูว่า ในเมืองที่แยกขาดระหว่างที่อยู่อาศัยกับพื้นที่พาณิชย์ ถ้าวันใดพื้นที่พาณิชย์ปิด เมืองก็ตาย จะกลับมามีชีวิตอีกครั้งได้ก็ต่อเมื่อธุรกิจเปิด ยิ่งเมืองสมัยใหม่พื้นที่ค่อนข้างจำกัด การอยู่แบบผสมผสาน หรือส่งเสริมการใช้พื้นที่อย่างสมประโยชน์จริง ๆ ดังนั้นแนวคิดการพัฒนาเมือง ‘เมืองกระชับ’ (Compact City) จึงเป็นวิธีการน่าสนใจ” ตี๋พูด 

“เราไม่ได้โหยหาอดีตชนิดต้องกลับไปอยู่เหมือนเดิม ในเมื่อธุรกิจปรับตัว กายภาพของอาคารก็ต้องปรับตัวด้วยเช่นกัน อย่างเมื่อก่อนตึกตึกหนึ่ง มีเจ้าของคนเดียวและใช้เป็นที่อยู่อาศัยและทำธุรกิจ แต่ปัจจุบันที่ดินแพง มูลค่าตึกก็สูง แน่นอน ผู้ประกอบการหน้าใหม่ที่กำลังสร้างตัวไม่มีสิทธิครอบครองตึกนี้ได้เลย แล้วโมเดลธุรกิจควรจะเป็นแบบไหน”

เขาทิ้งท้ายทำนองเชิญชวนให้นึกคิด แต่สำหรับเขาอยากนำเสนอโมเดลที่เรียกว่า ‘การฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร’ ซึ่งจะกล่าวกันต่อในบทถัดไป

ฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร โมเดลชี้นำอนาคต 'ย่านท่าแพ' ที่เมืองเก่าหลายแห่งควรศึกษา

ปรับอาคารให้ย่านฟื้น

“อาคารก็เหมือนชิ้นส่วนของชีวิต ณ ยุคหนึ่งมันถูกออกแบบกายภาพตามความต้องการของสังคม แต่พอพ้นยุคสมัยอาคารก็ต้องปรับตัวตาม โดยนำมา Reuse และ Adaptive ให้เข้ากับสังคมที่เปลี่ยนไปอย่างเข้าใจคุณค่า ด้วยการรักษาบางอย่างให้เป็นชิ้นส่วนความทรงจำ พร้อมปรับเปลี่ยนบางอย่างเพื่อจะทำให้ชีวิตดำเนินต่อไปได้”

ตี๋เกริ่นปูทางเพื่อจะอธิบายถึงโมเดลการฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคารแบบ ‘Adaptive Reuse’ ในโปรเจกต์ย่านท่าแพ 2030 ที่เขาสำรวจตำแหน่งอาคาร วิเคราะห์โครงสร้างทางสถาปัตยกรรม และรวบรวมข้อมูลธุรกิจบนย่านถนนท่าแพ ก่อนนำมาออกแบบ 3 โมเดลตัวอย่างจากการประยุกต์แนวคิดเข้ากับตึกเก่าในย่าน โดยให้ความสำคัญกับการเก็บหน้าตาอาคารยุคโมเดิร์นและฟาซาด ควบคู่ปรับรื้อภายในให้เกิดการเชื่อมต่อจากถนนสู่ด้านในตัวอาคาร ซึ่งจัดสรรปันส่วนใหม่เป็นพื้นที่ว่างหลากหลายขนาด สำหรับรองรับกิจกรรมและธุรกิจรูปแบบต่าง ๆ ตลอดจนแทรกพื้นที่สีเขียวและช่องแสงให้เป็นเสมือน Pocket Park เพื่อเติมเต็มความเขียวขจีสดชื่นแก่ย่านน่าเดินแห่งนี้ 

ฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร โมเดลชี้นำอนาคต 'ย่านท่าแพ' ที่เมืองเก่าหลายแห่งควรศึกษา
ฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร โมเดลชี้นำอนาคต 'ย่านท่าแพ' ที่เมืองเก่าหลายแห่งควรศึกษา
ฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร โมเดลชี้นำอนาคต 'ย่านท่าแพ' ที่เมืองเก่าหลายแห่งควรศึกษา

 “บางทีการเก็บรักษาทุกอย่างไว้ มันโรแมนติกนะ แต่ไม่สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน เรามองว่าการฟื้นฟูพัฒนาย่านเมืองเก่าอย่างมีศักยภาพจะต้องหาสมดุลระหว่างศิลปะ เศรษฐศาสตร์ และสังคม” ตี๋สรุปหัวใจของโมเดล

นอกจากไอเดียเนรมิตพื้นที่ภายในอาคาร แต่ละโมเดลตัวอย่างยังลองนำเสนอรูปแบบการจัดการกรรมสิทธิ์และพื้นที่ ที่จำแนกสัดส่วนการใช้งาน อาทิ ที่อยู่อาศัย พื้นที่สาธารณะ และพาณิชยกรรม รวมทั้งออกแบบกิจกรรมใหม่เพื่อฟื้นฟูอาคารและย่านอย่างสร้างสรรค์

“ถ้าเราอยากจะเก็บคาแรกเตอร์เดิมให้ลูกหลานกลับมาอยู่แล้วทำธุรกิจต่อได้ เราลองปรับพื้นที่ภายในกันดูไหม เพื่อให้มีสัดส่วนสำหรับคนอยู่อาศัยดั้งเดิมราว 20 เปอร์เซ็นต์ อีก 80 เปอร์เซ็นต์ที่เหลือก็ใส่กิจกรรมใหม่เข้าไป เช่น คาเฟ่ ร้านอาหาร แกลเลอรี่ หรือ Co-working Space แบบนี้เจ้าของอาคารเดิมอยู่อาศัยและมีรายได้จากการแบ่งเช่าพื้นที่ ขณะเดียวกันผู้ประกอบการรายย่อยก็เช่าทำธุรกิจโดยไม่ต้องแบกรับต้นทุนราคาที่ดิน หากแต่ละหน่วยธุรกิจสร้างกำไรต่อปีมากพอคุ้มค่าแรงจูงใจในการขายตึก นั่นหมายถึง ตึกนี้ก็จะยังเป็นของคนท้องถิ่นและลูกหลานรุ่นต่อไปก็ยังอยู่ได้” 

ฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร โมเดลชี้นำอนาคต 'ย่านท่าแพ' ที่เมืองเก่าหลายแห่งควรศึกษา

ตี๋อธิบายสมการของโมเดลการปรับปรุงอาคารที่เขาคิด พร้อมเสริมว่าสิ่งนี้นับเป็นองค์ประกอบของย่านอยู่ดี คือ มีธุรกิจหลากหลายและชุมชนสัมพันธ์อันเกื้อกูลกันและผูกผันกับพื้นที่ เหนืออื่นใดอาจพัฒนาให้เกิดย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์แห่งใหม่ที่ยืนอยู่บนรากวัฒนธรรมได้อย่างงามสง่า ช่วยพลิกฟื้นเศรษฐกิจ และชี้นำอนาคตของเมือง 

ฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร โมเดลชี้นำอนาคต 'ย่านท่าแพ' ที่เมืองเก่าหลายแห่งควรศึกษา

ความเป็นไปได้

อย่าเพิ่งด่วนตัดสินว่าแนวคิด Adaptive Reuse ที่กล่าวมานั้นช่างอุดมคติและฝันเพ้อ เพราะมีหลายเมืองทีเดียวที่ตี๋เล่าว่านำไปพัฒนาย่านเมืองเก่า ยกระดับคุณภาพชีวิตผู้คน และส่งเสริมผู้ประกอบการ SME ให้เติบโตขึ้นจริง ๆ

ตัวอย่างแรก คือ ไต้หวัน ที่นี่มีองค์กรชื่อ ‘Taipei City Urban Regeneration Office’ คอยทำหน้าที่จับคู่ผู้ประกอบการกับพื้นที่ที่ต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจ นอกจากนี้ยังร่วมมือกับภาครัฐจัดตั้งกองทุนสนับสนุนสำหรับจัดซื้อตึกเก่ามาชุบชีวิต สร้างสรรค์พื้นที่และกิจกรรมหลายหลาก เพื่อเพิ่มมูลค่าที่ดินและดึงดูดคนรุ่นใหม่ให้เข้ามาใช้งาน เช่าทำธุรกิจ จนเกิดเศรษฐกิจหมุนเวียน กลายเป็นพื้นที่ของบรรดา Startup และ SME ในย่านต่าง ๆ 

หรือ เมืองอาห์เมดาบัด ประเทศอินเดีย มีฐานะเป็นถึงเมืองมรดกโลก ทว่ากลับซบเซา มีแต่ผู้สูงอายุและวัยรุ่นที่ไม่เห็นโอกาสสร้างตัว คณะกรรมการเมืองเก่าจึงก่อตั้งองค์กร ‘Heritage Cell’ ขึ้นมา เพื่อทำงานร่วมกับอาคารสงเคราะห์ สนับสนุนการปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับซ่อมบำรุงบ้านเก่า สร้างจูงใจให้คนอยากกลับมาอยู่บ้าน ควบคู่กับเปิดโรงเรียนสอนวิชาช่างไม้ ฝึกอบรมทักษะอาชีพด้านการฟื้นฟูอาคารไม้รุ่นคุณปู่คุณย่า โดยพยายามขับเคลื่อนเชิงกายภาพ เศรษฐกิจ และสังคมไปพร้อมกัน

อีกตัวอย่างสุดท้าย ได้แก่ จอร์จทาวน์ เมืองหลวงรัฐปีนัง ประเทศมาเลเซีย ซึ่งมีกองทุนของรัฐบาลกลาง ‘Think City’ คอยดูแลเรื่องการเพิ่มปริมาณพื้นที่สีเขียว รักษาฟื้นฟูอาคารเก่า รวมถึงแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยของผู้คนในย่านเมืองเก่า เนื่องจาก 82 เปอร์เซ็นต์ของพลเมืองจอร์จทาวน์เป็นผู้เช่าอาศัยทั้งสิ้น ประกอบกับเมื่อได้รับการขึ้นทะเบียนจาก UNESCO เป็นเมืองมรดกโลก ทำให้มีนายทุนต่างชาติมากว้านซื้ออาคารไปเก็งกำไร หรือทำธุรกิจ ผู้เช่าดั้งเดิมเลยพลอยถูกขับออก

ฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร โมเดลชี้นำอนาคต 'ย่านท่าแพ' ที่เมืองเก่าหลายแห่งควรศึกษา

ทาง Think City จึงผุดโครงการรักษาตึกที่ผู้เช่าเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลรักษา โดย Think City เป็นตัวกลาง รวมผู้เช่าเป็นหนึ่งสหกรณ์ แล้วเจรจาทำสัญญาเช่าระยะยาวกับเจ้าของตึก เพื่อมอบความมั่นคงทางการเงินแก่เจ้าของ ส่วนผู้เช่าเมื่อรู้สึกมั่นคงทางที่อยู่อาศัยก็มีแรงจูงใจในการพัฒนาคุณภาพชีวิต นอกจากนี้กองทุนยังยื่นข้อเสนอว่า หากเจ้าของตึกรายใดเข้าร่วมโครงการ ทางรัฐบาลยินดีสนับสนุนงบปรับปรุงอาคารให้หน้าตาสวยงามสมเป็นส่วนหนึ่งของเมืองมรดกโลกอีกด้วย

“นี่คือโมเดลทางเศรษฐศาสตร์ในการอนุรักษ์ฟื้นฟูย่านเมืองเก่าให้เป็นไปได้เชิงเศรษฐกิจ โดยมีทางเลือกให้คุณค่าและมูลค่าอยู่ด้วยกันได้” ตี๋แสดงความเห็น “ต่างจากบ้านเราที่มักเรียกร้องให้คนมาชื่นชมความงาม เชิดชูคุณค่า แต่กลับไม่หยิบยื่นเครื่องมือทางการเงินใด ๆ ทำให้มันยากที่จะรักษา แม้เรารู้ดีว่าสิ่งนี้มีคุณค่าแค่ไหน แถมยังกลายเป็นอุปสรรคในการเข้าถึงแนวคิดทั้งที่มูลค่ามันสูงมาก”

ทำไมภาครัฐถึงมองไม่เห็นจุดอ่อนนี้ – ผมถามเขา

“เราว่ารัฐต้องมองเมืองกับคนเป็นกุญแจสำคัญในการพัฒนาก่อน แต่เขาไม่เคยมองแบบนั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของกายภาพหรือศักยภาพผู้คน เพราะถ้าเขาเห็นศักยภาพพื้นที่จริงเขาจะต้องต่อยอด ไม่ใช่ขายของเก่ากินเรื่อย ๆ เพื่อให้นักท่องเที่ยวมาเสพของเดิม ๆ ส่วนคนก็ถูกมองเป็นอุปสรรคที่ต้องควบคุมให้คิดคล้อยตาม แทนที่จะมองศักยภาพแล้วใช้มันผลักเมืองให้เดินไปข้างหน้า เช่นเดียวกับตึกที่ก็ไปได้ไกลสุดแค่ควบคุมสี หรือคุมทรงหลังคา” 

สำหรับย่านท่าแพนั้นยังไม่หมดหวัง เพราะภายหลังเกิดสถานการณ์โควิด-19 ส่งผลให้การเก็งกำไรที่ดินในย่านนี้ชะลอความรุนแรงลงไปมาก รวมถึงพิสูจน์ได้ว่าใครคือตัวจริง โดยหนึ่งในพื้นที่ที่ฝ่ามรสุมทางเศรษฐกิจและตี๋สนใจเป็นพิเศษ คือ ‘เวิ้งเหล็กแดง’ คอมมูนิตี้สร้างสรรค์ ซึ่งพัฒนาใกล้เคียงกับแนวคิด Adaptive Reuse มากสุด 

แม้ไม่มีทุนจากหน่วยงานใดให้พึ่งพา ทว่าสำเร็จได้เพียงอาศัยทุนที่เข้าใจ 

ฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร โมเดลชี้นำอนาคต 'ย่านท่าแพ' ที่เมืองเก่าหลายแห่งควรศึกษา

ทุนที่เข้าใจ

ย้อนกลับไปราว 80 ปี ในยุคที่ย่านท่าแพยังเป็นถนนดิน รถวิ่งสวนสองทาง และสามล้อถีบคือบริการยอดฮิตของผู้จับจ่ายสินค้าตลาดวโรรส บริเวณเวิ้งเหล็กแดงตรงนี้มีแค่อาคารสองชั้นก่ออิฐสีเข้ม เปิดเป็นสถานพักแรมสำหรับพ่อค้าแม่ขายต่างจังหวัด ก่อนจะดัดแปลงเป็นโรงงานผลิตขนมปังกะโหลก แต่แล้วโรงงานก็เกิดเหตุเพลิงไหม้จนทำให้ต้องยุติกิจการ อาคารหลังดังกล่าวจึงกลายเป็นโกดังเก็บสินค้าของ ‘เจริญการค้า’ ร้านจำหน่ายหนังสือและอุปกรณ์เครื่องเขียน หนึ่งในผู้เช่าพื้นที่ตึกแถว 5 ห้องด้านหน้า ซึ่งสร้างเพิ่มเติมขึ้นมาโดยคุณตาของ ลุงภูมิ-ภูมิสรรค์ ศิลปิศรโกศล ทายาทผู้ดูแลเวิ้งเหล็กแดงคนปัจจุบัน

ฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร โมเดลชี้นำอนาคต 'ย่านท่าแพ' ที่เมืองเก่าหลายแห่งควรศึกษา

“ตอนที่ตึกแถวริมถนนยังมีผู้เช่าเต็มทุกห้อง การเข้ามาในเวิ้งต้องเดินผ่านช่องแคบ ๆ ข้างร้านก๋วยเตี๋ยวสามชัย สมัยนั้นดังมาก พอเศรษฐกิจซบเซาคนเช่าก็ทยอยออก พื้นที่เลยถูกปล่อยร้างไว้พักใหญ่ กระทั่งมีคนมาติดต่อขอทำธุรกิจโรงแรม เขาเลยทุบห้องตรงกลางเปิดเป็นช่องทางเข้า แต่ยังไม่ทันเรียบร้อยดี โครงการก็พับไปเพราะพิษเศรษฐกิจปี 40 เหลือแค่โครงเหล็กสีแดง ซึ่งตามแผนจะเป็นตัวโครงสร้างอาคารหลัก” ลุงภูมิเฉลยเรื่องราวของโครงเหล็กแดง สัญลักษณ์เด่นที่กลายเป็นชื่อเรียกของคอมมูนิตี้สุดฮิปแห่งนี้ ภายหลังจากที่แบรนด์ Dibdee Binder เข้ามาบุกเบิกขอเช่าห้องทำสตูดิโอ ก่อนชักชวนเพื่อนฝูงมาอยู่ด้วยกัน จนปัจจุบันครึกครื้นด้วยบรรดานักออกแบบ ศิลปิน และสารพัดธุรกิจสร้างสรรค์ 

ฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร โมเดลชี้นำอนาคต 'ย่านท่าแพ' ที่เมืองเก่าหลายแห่งควรศึกษา
ฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร โมเดลชี้นำอนาคต 'ย่านท่าแพ' ที่เมืองเก่าหลายแห่งควรศึกษา

ลุงภูมิเล่าให้ฟังต่อว่า เขาใช้วิธีให้ผู้เช่าช่วยกันบริหารจัดการ ไม่ว่าจะเป็นค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าส่วนกลาง หรือแม้แต่การเลือกผู้เช่ารายใหม่ 

“ผมให้เด็ก ๆ บริหารกันเอง เพราะรู้สึกว่าไอเดียของผู้ใหญ่อย่างผมกับของเด็กรุ่นใหม่มันคนละเรื่องกัน ในเมื่อตรงนั้นเป็นพื้นที่ของพวกเขา เขาก็ควรจะมีอิสระในการออกแบบ ส่วนถ้าใครสนใจอยากเข้ามาเช่า ผมก็ให้สิทธิพวกเขาปรึกษาพูดคุยกันเองก่อน หากทุกคนพร้อมใจว่าคนนี้มาอยู่ได้ ผมก็โอเค เพราะอยากให้อยู่แบบสบาย ๆ ทำงาน ทำธุรกิจ และเป็นคอมมูนิตี้เล็ก ๆ ที่เอื้อเฟื้อเกื้อกูลกัน” 

ยิ่งไปกว่านั้น ที่นี่ยังไม่เคยปรับขึ้นค่าเช่า “ถ้าปรับเด็กก็ลำบาก ไม่ใช่ว่าเราไม่ต้องการเงินนะ แต่เราต้องการแค่พออยู่ได้ทั้งเขาและเรา” เจ้าของเวิ้งอธิบายอย่างใจดี พลางเสริมว่าเขามีเป้าหมายเพียงอยากเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ได้โชว์ฝีมือ

เหนืออื่นใด เขาเชื่อว่าไอเดียธุรกิจสร้างสรรค์เหล่านี้จะสร้างความเปลี่ยนแปลงและพลิกฟื้นย่านท่าแพให้กลับมาคึกคัก เป็นย่านเศรษกิจสำคัญของเมืองเชียงใหม่อีกครั้งในอนาคต

ฟื้นฟูย่านด้วยการปรับปรุงอาคาร โมเดลชี้นำอนาคตย่านท่าแพที่เมืองเก่าหลายแห่งควรศึกษา

Writer

คุณากร

เป็นคนอ่านช้าที่อาศัยครูพักลักจำ จับพลัดจับผลูจนกลายมาเป็นคนเขียนช้า ที่อยากแบ่งปันเรื่องราวบันดาลใจให้อ่านกันช้าๆ เวลาว่างชอบวิ่งแต่ไม่ชอบแข่งขัน มีเจ้านายเป็นแมวโกญจาที่ชอบคลุกทราย นอนหงาย และกินได้ทั้งวัน

Photographer

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ผู้รักจักรยานไม่น้อยไปกว่าลูก ซึ่งความรักที่มีต่อทั้งสองมากกว่าการถ่ายรูปด้วยซ้ำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load