วันสดใสวันหนึ่งในปี 2016 ที่เมืองพอร์ตแลนด์ สหรัฐอเมริกา ชายหนุ่มจากไต้หวันเดินทางท่องเที่ยวในเมืองกาแฟแห่งนี้ ฉับพลันก็คิดอะไรบางอย่างออกระหว่างนั่งดื่มด่ำบรรยากาศในคาเฟ่

ชายคนนั้นคือ Ming Liu กราฟิกและเว็บไซต์ดีไซเนอร์ ผู้ออกเดินทางไปยังที่นั่น เพื่อตามหาเส้นทางแห่งกาแฟที่เขาหลงใหล ณ ร้านกาแฟแห่งหนึ่งซึ่งมีเคาน์เตอร์บาริสต้าและผู้คนหนาแน่น เขาสังเกตเห็นว่า ถึงแม้จะสั่งนั่งดื่มกับร้านก็จริง แต่แก้วกาแฟที่ได้รับมากลับเป็นแก้วกระดาษสำหรับสั่งกลับบ้าน

WHOSMiNG นักบันทึกการเดินทางบนแก้วกาแฟ และแก้วกาแฟที่พาเขาออกเดินทาง

“พอผมรับแก้วนั้นมา ผมก็คิดว่าโมเมนต์นี้มันดีมากเลย อยากจดจำความรู้สึกนี้เอาไว้ ก็เลยหยิบปากกาออกมา แล้วคิดว่าอยากจะฝากอะไรไว้ให้สักหน่อย แต่ตอนนั้นก็ไม่รู้ว่าจะเขียนหรือจะวาดอะไรดี มองไปเห็นบาริสต้ามีหนวดเคราที่เท่มาก เพราะในเอเชียหรือไต้หวันเองไม่ค่อยเจอสไตล์แบบนี้เท่าไหร่ เลยคิดว่าจะวาดคนนี้แหละลงบนแก้วกาแฟ”

เป็นครั้งแรกที่ Ming วาดรูปบนแก้วกาแฟแบบไม่ได้วางแผนอะไรไว้ก่อน 

WHOSMiNG นักบันทึกการเดินทางบนแก้วกาแฟ และแก้วกาแฟที่พาเขาออกเดินทาง

แก้วกาแฟ ปากกา และอินสตาแกรม

จากแก้วแรกที่ร้านแรกกับทริปกาแฟครั้งแรก ในที่สุดทริปอเมริกาก็จบด้วยแก้วจากพอร์ตแลนด์ 6 ภาพ ต่อด้วยซีแอตเทิล สิริรวมราว 10 ภาพ แล้วเขาหอบเอาไอเดียนี้กลับไต้หวันมาด้วย

ตั้งแต่ยังเป็นนักเรียนออกแบบ เขาไม่เคยดื่มกาแฟเลยสักครั้งเดียว และไม่ได้คิดว่าจะลองด้วย จนมาเข้าทำงานในออฟฟิศดีไซน์ ที่แน่นอนว่าต้องมีเครื่องกาแฟเอสเปรสโซ่เป็นอุปกรณ์คู่ใจนักออกแบบไม่น้อยหน้าเครื่องมืออื่นใด เป็นที่มาของความคิดที่ว่า คงถึงเวลาต้องลองดื่มกาแฟดูแล้วล่ะ

 “ความคิดแรกที่อยากลองดื่มกาแฟ เพราะว่าอยากลองเรียนลาเต้อาร์ต คิดว่านั่นเป็นศิลปะที่น่าทึ่งมาก ตอนนั้นผมเลยลองถามคนที่ทำเป็นให้สอนทำ สอนเทคนิค” Ming ย้อนความหลังที่พร่ำฝึกฝนกว่า 4 – 5 ปี

“ผมทำลาเต้อาร์ตที่สวยมาก ๆ ด้วยตัวเองได้ ตอนนั้นแหละที่เริ่มชอบกาแฟ”

WHOSMiNG นักบันทึกการเดินทางบนแก้วกาแฟ และแก้วกาแฟที่พาเขาออกเดินทาง

เขาชอบไปร้านกาแฟ ทั้งร้านที่ตกแต่งภายในสวยงาม ร้านดัง ร้านบรรยากาศดี หรือแม้แต่ตอนไปเที่ยวต่างประเทศ ก็ต้องหาร้านกาแฟไปนั่งจิบกาแฟและดื่มด่ำไปกับเวลาที่นั่น

ทริปกาแฟจึงเริ่มจริงจังขึ้นพร้อมกับชื่อ WHOSMiNG จากคาเฟ่ในไทเป ไทชง เกาชง ออกไปสู่คาเฟ่ในต่างประเทศอย่างโซล โตเกียว หรือแคนาดา จากเดิมที่เป็นนักท่องเที่ยวธรรมดา ๆ ที่ออกเดินทางระหว่างพักจากการทำงาน การวาดภาพบนแก้วกาแฟกลายเป็นโอกาสอันดีที่เขาจะได้ดื่มกาแฟแล้ววาดรูป พร้อมกับใช้สัญชาตญาณของดีไซเนอร์สัมผัสกับงานออกแบบภายใน งานออกแบบแบรนดิ้ง และโลโก้ไปในตัว

และเมื่อกาแฟกับดีไซเนอร์มาเจอกัน จึงกลายเป็นส่วนผสมที่ลงตัวของความคิดสร้างสรรค์

WHOSMiNG นักบันทึกการเดินทางบนแก้วกาแฟ และแก้วกาแฟที่พาเขาออกเดินทาง

“เอาจริง สิ่งที่เกิดขึ้นพวกนี้ไม่ได้วางแผนอะไรเป็นพิเศษ พอผมวาด โพสต์บนอินสตาแกรม แล้วก็แท็กแต่ละร้านที่วาดไปด้วย พอเขาเห็นก็แชร์ต่อ คนในไอจีก็เห็นว่า WHOSMiNG เป็นคนวาดนะ เหมือนได้สื่อสารผ่านแก้วกาแฟ ซึ่งพอ WHOSMiNG ทำแบบนี้บ่อย ๆ กับทุกร้าน ทุกประเทศที่ไป ผู้คนสังเกตเห็นบางอย่างที่พิเศษ เขาก็จะเริ่มติดตามผม ไม่ว่าจะเป็นคนจากญี่ปุ่น อเมริกา หรือแม้แต่ในไต้หวันเอง

“ก็จริงว่ามีคนเคยทำแบบนี้มาบ้าง แต่สำหรับผม ผมทำแบบนี้อย่างต่อเนื่อง แล้วก็อยากทำมันต่อไปเรื่อย ๆ เหมือนเป็นการฝึกฝน นั่นก็อาจเป็นสิ่งที่ผู้คนคิดว่า หมิงนี่ทำได้ดีนะ”

WHOSMiNG นักบันทึกการเดินทางบนแก้วกาแฟ และแก้วกาแฟที่พาเขาออกเดินทาง
WHOSMiNG นักบันทึกการเดินทางบนแก้วกาแฟ และแก้วกาแฟที่พาเขาออกเดินทาง

พื้นผิวแก้วกระดาษ ลึกลงไปถึงความรู้สึก

“ถึงผมจะวาดแก้วมาแล้วเป็นร้อยร้าน ผมก็ยังคิดว่ามันไม่ได้ง่ายอยู่ดี”

จากแก้วเริ่มต้น ผ่านเวลาไปเพียงครึ่งปี WHOSMiNG เป็นที่รู้จักในฐานะนักวาดแก้วกาแฟ ด้วยลายเส้นเรียบง่าย ปากกามาร์กเกอร์สีดำบนแก้วสีขาวแบบไร้เส้นสเก็ตช์ “เพราะฉะนั้น ทุกเส้นสำคัญทั้งหมด” เขาย้ำ

ความทรงจำบนผิวแก้วกระดาษ แต่รายละเอียดลึกลงถึงจิตใจ หลังอัปรูปลงไอจีเสร็จ เขามักทิ้งแก้วใบนั้นไว้บนโต๊ะ เหมือนเป็นของขวัญให้กับพนักงาน ราวกับเป็นบทสนทนาที่เขาต้องการบอกผ่านสายตาของผู้มาเยือน

“โมเมนต์ที่ผมจำได้แม่นเกิดขึ้นที่ร้านกาแฟในบรูคลิน ช่วงปี 2018” เขาเล่า “บาริสต้าที่นั่นพูดคุยกับผมแบบเป็นกันเอง บทสนทนาวันนั้นของพวกเรายอดเยี่ยมมาก แล้วเขาก็เอาคุกกี้ให้ผม ถึงแม้ว่าผมจะสั่งกาแฟแค่แก้วเดียว ผมก็คิดว่า เออ บรรยากาศมันดีมากเลย ผมก็เลยวาดเขาลงบนแก้วกาแฟ แล้วมอบให้ เขาก็มีความสุขมาก

“เขาเล่าให้ผมฟังหลายเรื่องเกี่ยวกับตัวเอง เรื่องราวก่อนมาเป็นบาริสต้า ผมคิดว่าเรื่องราวเหล่านั้นเฉพาะมาก เพราะถ้าผมเป็นแค่ลูกค้าธรรมดา ผมอาจไม่ได้รู้เรื่องราวลึกมากขนาดนี้ก็ได้ แต่พอเราแลกเปลี่ยนแก้วกาแฟกัน นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของบทสนทนา เขาเริ่มถามว่า ‘ทำไมถึงวาดรูปล่ะ มาจากไหน’ ผมว่ามากกว่าเป็นแค่ลูกค้ากับบาริสต้า ผมเลยคิดว่านี่มันลึกซึ้งยิ่งกว่าบทสนทนาธรรมดา

WHOSMiNG นักบันทึกการเดินทางบนแก้วกาแฟ และแก้วกาแฟที่พาเขาออกเดินทาง
WHOSMiNG นักบันทึกการเดินทางบนแก้วกาแฟ และแก้วกาแฟที่พาเขาออกเดินทาง

“ผมเอาแก้วกาแฟที่วาดให้เขา เขาก็ให้เมล็ดกาแฟกับผม ผมก็คิดว่านั่นเป็นเหมือนกับเป็นประสบการณ์นัดบอด สุดท้ายก็ได้แลกอินสตาแกรมกัน แล้วก็ได้คุยทางออนไลน์บ้าง กลายเป็นว่าผมได้เพื่อนใหม่ผ่านทางแก้วกาแฟ นั่นเป็นประสบการณ์ที่ดีมาก”

“สำหรับผม การได้วาดแก้วกาแฟเป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมได้รับความสัมพันธ์อย่างมีความสุขจากผู้คน ผมว่านี่เป็นสิ่งสวยงามที่เกิดขึ้น”

WHOSMiNG นักบันทึกการเดินทางบนแก้วกาแฟ และแก้วกาแฟที่พาเขาออกเดินทาง
WHOSMiNG นักวาดแก้วกาแฟจากไต้หวัน ที่ใช้กาแฟเดินทางและบันทึกเรื่องราวลงบนแก้วแทนความทรงจำ

โอกาสนอกจากเรื่องความสัมพันธ์ ยังเป็นโอกาสในการทำสิ่งใหม่ ๆ ที่กว้างขวางกว่าเดิม ปี 2019 เขาพกพาที่รองแก้วกระดาษติดตัวเพื่อเริ่มทำโปรเจกต์ Travel with Coffee สำหรับบันทึกเรื่องราวนอกเหนือจากร้านกาแฟ แต่ยังเป็นแฮมเบอร์เกอร์แสนอร่อย วัดที่สวยงาม หรือแม้แต่แมวจรน่ารัก ๆ เขาว่า “อาจจะเป็นคนละเรื่องกัน แต่เชื่อมโยงกันได้ผ่านแก้วกาแฟ”

ดีไซเนอร์นักวาด

ลายเส้นที่ฝึกฝนบนแก้วกาแฟ มาพร้อมกับพัฒนาการด้านการพบปะผู้คนที่หลากหลายขึ้น ยิ่งกับแบรนด์ใหญ่ขึ้นอย่าง New Balance, UNIQLO หรือ BEAMS

WHOSMiNG นักวาดแก้วกาแฟจากไต้หวัน ที่ใช้กาแฟเดินทางและบันทึกเรื่องราวลงบนแก้วแทนความทรงจำ

“ถ้าวาดเล่นเอง ผมอยากวาดอะไรก็ได้ เป็นนายตัวเองทำอะไรก็ได้ แต่สำหรับผม ผมเอ็นจอยในการทำงานกับผู้คนมาก ๆ ผมคิดว่านั่นทำให้ผมเลเวลอัป เพราะว่าเจ้าของงานหรือลูกค้าก็มีไอเดียเป็นของตัวเอง ผมต้องสร้างความเชื่อมโยงกับโปรดักต์ให้ได้ ความคิดเลยไม่ใช่แค่เรื่องที่ว่าต้องสวย แต่ต้องการการสื่อสาร เพราะผมเป็นดีไซเนอร์ด้วย ผมอยากช่วยลูกค้าเพิ่มคุณค่าของโปรดักต์หรืองานดีไซน์นั้น ๆ”

WHOSMiNG นักวาดแก้วกาแฟจากไต้หวัน ที่ใช้กาแฟเดินทางและบันทึกเรื่องราวลงบนแก้วแทนความทรงจำ
WHOSMiNG นักวาดแก้วกาแฟจากไต้หวัน ที่ใช้กาแฟเดินทางและบันทึกเรื่องราวลงบนแก้วแทนความทรงจำ
WHOSMiNG นักวาดแก้วกาแฟจากไต้หวัน ที่ใช้กาแฟเดินทางและบันทึกเรื่องราวลงบนแก้วแทนความทรงจำ

หมิงเล่าถึงความท้าทายที่ไม่ใช่แค่ความสวยงาม แต่เป็นเรื่องความน่าสนใจและการสื่อสารที่ไปพร้อมกับความสวยงาม ซึ่งนั่นทำให้เขาสนุกไปกับมัน

สำหรับงาน Thailand Coffee Fest 2021 คือครั้งแรกที่เขาได้ร่วมงานกับประเทศไทย และเขาก็ตื่นเต้นสุด ๆ เพราะนอกจากจะเป็นครั้งแรกของที่นี่แล้ว เมืองไทยก็เป็นหนึ่งในเมืองแห่งกาแฟที่แสนคิดถึง

“ผมเคยไปเมืองไทยบ่อย ๆ ตั้งแต่ก่อนปี 2016 ผมเลยยังไม่เคยวาดแก้วกาแฟในกรุงเทพฯ แต่ปี 2019 ผมไปเชียงใหม่ ผมวาดไปสิบหรือสิบสองร้านกาแฟนี่แหละ และผมก็มีความสุขมาก ผมชอบบรรยากาศของเมืองไทย มันมีสไตล์ที่แตกต่างกันมากระหว่างเมืองไทย ญี่ปุ่น หรือไต้หวัน และผมก็รู้มาว่าเมืองไทยมีกาแฟที่ดีมาก ๆ มีแชมป์ห้าดาวระดับโลกอยู่ที่นั่น ผมเลยตื่นเต้นกับงานนี้มาก”

WHOSMiNG นักวาดแก้วกาแฟจากไต้หวัน ที่ใช้กาแฟเดินทางและบันทึกเรื่องราวลงบนแก้วแทนความทรงจำ

เขาหยิบแนวคิด ‘Coffee People คนกาแฟ’ ดีไซน์ออกมาเป็นลายเส้นวาดลงบน Resip Cup แก้วมัคกาแฟไซส์เล็ก ที่ออกแบบขนาดหูจับมาให้พอดีถือ และปรับ Curve ขอบปากแก้วให้รับกับริมฝีปาก ไว้จิบกาแฟรสหอมกรุ่น ถ้าใครเห็นภาพแล้วอยากได้ รอตามไปจับจองใน งาน Thailand Coffee Fest 2021

WHOSMiNG นักวาดแก้วกาแฟจากไต้หวัน ที่ใช้กาแฟเดินทางและบันทึกเรื่องราวลงบนแก้วแทนความทรงจำ
WHOSMiNG นักวาดแก้วกาแฟจากไต้หวัน ที่ใช้กาแฟเดินทางและบันทึกเรื่องราวลงบนแก้วแทนความทรงจำ

“ผมว่าร้านกาแฟแต่ละที่ต่างกัน และต่างก็ให้ความคิดสร้างสรรค์ที่หลากหลาย” เขาทิ้งท้าย “ผมหวังว่าเราจะกลับไปท่องเที่ยว และดื่มด่ำกับกาแฟในวัฒนธรรมที่แตกต่างได้อีกครั้ง”

ใครจะคิดว่า แก้วกระดาษใบเดียว จะพาชายหนุ่มคนหนึ่งเดินทางมาสู่ออฟฟิศในชื่อของตัวเอง WHOSMiNG

หลังออกจากที่ทำงานเก่าซึ่งทำมาเกือบสิบปี เส้นสายบนแก้วกระดาษและประสบการณ์ด้านงานดีไซน์ที่เคี่ยวกรำ ทำให้เขาตัดสินใจทำสตูดิโอดีไซน์เป็นของตัวเองอย่างเต็มตัวได้เกือบ 2 ปีแล้ว

และแพลนต่อไปสำหรับสตูดิโอของเขาในตอนนี้ คือการซื้อเครื่องเอสเปรสโซ่ใหม่ นอกจากจะใช้เติมพลังงานระหว่างวัน เขาก็ยังหวังว่าจะได้กลับมาฝึกลาเต้อาร์ตอย่างจริงจังอีกครั้งหนึ่ง

WHOSMiNG นักวาดแก้วกาแฟจากไต้หวัน ที่ใช้กาแฟเดินทางและบันทึกเรื่องราวลงบนแก้วแทนความทรงจำ

ภาพ : whosming

ไม่ว่าคุณจะเป็นคนกาแฟแบบไหน เราขอชวนมาพบกันที่งาน ‘Thailand Coffee Fest 2021 : Coffee People คนกาแฟ’ พร้อมให้ทุกคนได้มาทำความรู้จักและหลงรักกาแฟยิ่งกว่าเดิม พบกันวันที่ 23 – 26 ธันวาคมนี้ เวลา 10.00 – 20.00 น. ที่ IMPACT EXHIBITION HALL 5 – 7 เมืองทองธานี

Writer

ณัฐนิช ชัยดี

อดีตนักเรียนสัตวแพทย์ผู้ หลงใหลในเส้นสายสถาปัตยกรรม ก่อนผันตัวเองมาเรียน'ถาปัตย์ และเลือกเดินบนถนนสายนักเขียนหลังเรียนจบ สามสิ่งในชีวิตที่ชอบตอนนี้คือ การได้ติ่ง BNK48 ไปญี่ปุ่น และทำสีผม

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Page Maker

คุยกับเหล่านักทำเพจน่าสนใจในโลกออนไลน์

แฟนเธอประหลาดมาก บ่นเรื่องประเทศไทยประเทศญี่ปุ่นอย่างโน้นอย่างนี้ ทำไมไม่เขียนเรื่องของแฟนเธอล่ะ” 

คำพูดติดตลกของเพื่อนเป็นจุดเปิดสวิตช์ให้ อายากะ สาวญี่ปุ่นผู้ชื่นชอบการเขียนการ์ตูน คว้าปากกามาวาดการ์ตูนร่วมกับแฟนหนุ่มชาวไทยอย่าง ซัน-ประเสริฐ ประเสริฐวิทยาการ บนเพจเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์ชื่อ อายากะซังกับซันคุง《タイ人パクチー食べないから》จนเป็นที่รู้จักมากขึ้นในหมู่นักอ่านญี่ปุ่นและนักอ่านไทย

อายากะซังกับซันคุง 《タイ人パクチー食べないから》เพจเฟซบุ๊กเล่าเรื่องราววัฒนธรรมไทย-ญี่ปุ่น ฉบับภาษาไทยที่หาไม่ได้ในหนังสือเดินทาง จากสองคู่รักผู้มอบเสียงหัวเราะผ่านตัวละคร ‘อายากะซัง’ สาวญี่ปุ่นผู้ชื่นชอบภูติญี่ปุ่นกับการวาดภาพแมว และ ‘ซันคุง’ แฟนหนุ่มชาวไทยนักออกแบบเกมที่ได้แต่งงานใช้ชีวิตที่ญี่ปุ่นมาสิบกว่าปี 

ความแตกต่างทางวัฒนธรรมที่สร้างข้อขัดข้องใจไปพร้อมกับบทสนทนาชวนหัวเราะ เต็มไปด้วยเกร็ดความรู้แฝงอยู่ในการ์ตูนทุกตอน เรายกหูต่อสายข้ามน้ำข้ามทะเลถึงแดนอาทิตย์อุทัย เพื่อพูดคุยกับนักวาดมังงะ ผู้อยากถ่ายทอดเรื่องราวความไทย ๆ และความเป็นนิฮงจิน (คนญี่ปุ่น) ให้ทุกคนได้ลองมาสัมผัสความสนุกไปด้วยกัน

อายากะซังกับซันคุง สาวญี่ปุ่นวาดการ์ตูนแก๊กเล่าชีวิตคู่กับหนุ่มไทย ถูกใจคนอ่าน 2 ชาติ

ตอนที่ 1 จุดเริ่มต้นที่แปลก

“เราเจอกันเมื่อ 15 ปีที่แล้ว ผมมาเรียนต่อโทที่ญี่ปุ่นและได้เข้าชมรมร้องประสานเสียง ผมเข้ามาเป็นรุ่นพี่เขา 1 ปี เราเจอกันและร้องเพลงด้วยกันในวงคอรัสตั้งแต่ตอนนั้น ซึ่งไม่เกี่ยวอะไรกับการวาดรูปเลย”

ซันหัวเราะก่อนจะหันไปคุยกับแฟนสาวที่นั่งข้างกันด้วยภาษาญี่ปุ่นแล้วเล่าต่อ

“สมัยก่อนอายากะทำงานประจำ แต่เขาอยากเขียนการ์ตูน เลยตัดสินใจลาออกจากงานแล้วมาเขียนการ์ตูนเป็นหลัก ตอนแรกรับวาดภาพเหมือนก่อน แล้วก็วาดการ์ตูนเกี่ยวกับแมวเพราะเขาชอบแมวมาก แต่ตลาดการแข่งขันของแมวที่ญี่ปุ่นสูงมาก”

ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่เต็มไปด้วยแมวและคนรักแมว เป็นที่รู้กันดีว่าญี่ปุ่นแมวเยอะเสียจนมีเกาะแมวอยู่หลายแห่งอย่างเกาะทาชิโระจิมะ เกาะอาโอชิมะหรือเกาะเอโนะชิมะ ความนิยมแมวของคนที่นี่มีสูงมาก การวาดภาพให้แมวมีความเป็นเอกลักษณ์ไม่ซ้ำใครจึงเป็นเรื่องยาก

แต่เพราะพลังของเพื่อนที่ช่วยจุดประกายจากสิ่งใกล้ตัว ทำให้เกิดการ์ตูนเรื่องนี้ขึ้นจนได้

“ทำไมไม่เขียนเรื่องของแฟนเธอล่ะ แฟนเธอประหลาดพอแล้ว ไม่ซ้ำกับคนอื่นด้วย” 

แม้จะเป็นคำพูดชวนขำของเพื่อน แต่ทั้งคู่ก็มานั่งไตร่ตรองกันจริงจัง ซันเป็นคนชอบเล่าและบ่นเกี่ยวกับประเทศไทยอยู่แล้ว ชอบพูดถึงเกร็ดความรู้ออกมาโดยธรรมชาติ ถ้านำสิ่งที่ซันเล่ามาเขียนเป็นการ์ตูนคงเล่าได้เยอะ แถมยังยูนีกไม่ซ้ำใคร จุดเริ่มต้นแสนประหลาดที่อยากแชร์ความแปลกใหม่จึงเริ่มจากตรงนี้

อายากะซังกับซันคุง สาวญี่ปุ่นวาดการ์ตูนแก๊กเล่าชีวิตคู่กับหนุ่มไทย ถูกใจคนอ่าน 2 ชาติ

ตอนที่ 2 ยากแท้จริงหนอการวาดมังงะ

การเริ่มต้นตรงนั้น อายากะเปิดเพจบนทวิตเตอร์เพื่อเล่าเรื่องราวของเธอและซันเป็นภาษาญี่ปุ่นก่อน ในชื่อ アヤカシ (@ayakashidesuyo) ล่าสุดเขียนได้ถึงตอนที่ 50 แล้ว ส่วนภาคภาษาไทย เป็นการทำงานร่วมกันกับซัน แฟนหนุ่มที่คอยเป็นนักแปลเรื่องราวที่อายากะเขียนให้คนไทยได้อ่านกันอย่างออกรสบนเพจเฟซบุ๊ก อายากะซังกับซันคุง 《タイ人パクチー食べないから》ตอนนี้มีถึงตอนที่ 47 แล้ว ซึ่งกว่าจะออกมาเป็นแต่ละตอนไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ 

“บางตอนใช้เวลาทั้งคิดทั้งเขียน 10 นาทีเสร็จก็มี บางเรื่องที่ต่อกันยาวและข้อมูลเยอะ ต้องใช้เวลากว่า 2 สัปดาห์ เราคิดว่าข้อมูลนั้นจะนำมาเรียงลำดับยังไง การคิดว่าต้องเริ่มยังไงและจบยังไง ต้องวางช่องวางแบบไหน กี่หน้า เป็นสิ่งที่ใช้เวลานานและยากที่สุด ส่วนเรื่องการลงเส้น ไม่นานเดี๋ยวก็เสร็จแล้ว”

อายากะเล่าถึงเทคนิคต่อว่า การแบ่งช่องเป็นตัวช่วยและเป็นเทคนิคสำคัญที่ทำให้นักอ่านเข้าถึงอารมณ์ รวมถึงเข้าใจเนื้อเรื่องได้ดีขึ้น ถ้าการแบ่งช่องทำออกมาดี คนอ่านก็จะสนุกและอินไปกับเรื่องได้ดีขึ้น ซันเล่าให้เราฟังต่อ

“ไม่รู้ว่าเมืองไทยมีพวกศาสตร์การเขียนมังงะไหมนะ เพราะที่ญี่ปุ่นเขามีศาสตร์แบบนี้อยู่ มีเทคนิคที่เปิดเพจออกมายังไงให้มันเจออะไรใหญ่ ๆ สร้างความอิมแพค หรือจะเก็บความอิมแพคใส่ให้จบทีละหน้า อายากะต้องคิดเรื่องพวกนี้เยอะ มันเป็นศาสตร์และศิลป์ที่ยาก เขาพยายามทำเรื่องพวกนี้อยู่ครับ

“ผมได้ช่วยเขาดูตรงนี้ด้วย เพราะผมทำงานเกี่ยวกับด้านนี้มา เราพยายามบอกให้เขาลดตัวหนังสือลง ทำให้คนอ่านเข้าใจง่ายที่สุด เราพยายามคุยกันแล้วแก้ บางทีเขาก็จะมาปรึกษาว่าอ่านรู้เรื่องไหม สนุกไหม เราก็จะบอกว่าตรงนี้อ่านเข้าใจยากนะ เราแก้ส่งกันกลับไปกลับมา รู้ตัวอีกทีผ่านมา 2 – 3 สัปดาห์ก็มี”

อายากะคิดและเขียน ส่วนซันเป็นคนแปลไทยพร้อมกับรอคอมเมนต์งาน ทำงานร่วมด้วยช่วยกันดีแบบนี้ เราเลยสงสัยว่าเวลาเลือกเรื่องที่จะวาด ทั้งสองคนช่วยกันเลือกยังไง

“ออกตัวก่อนการ์ตูนเรื่องนี้ ผมจะไม่ยุ่งเรื่องวิธีการคิด การเขียน และการจัดมุกของอายากะ เพราะผมอยากให้มันเป็นผลงานของเขาเอง ฉะนั้นผมแค่บ่นไปทุกวัน เขาจะจับเรื่องไหนมาเขียนก็แล้วแต่เลย” 

ส่วนเนื้อหาที่ออกมาให้เราได้อ่านกันในภาคภาษาไทย คนไทยอาจจะดูไม่ออกว่าอายากะเลือกเรื่องนำมาเขียนยังไง แต่เธอเฉลยกับเราว่า เธอเสนอเรื่องราวตามแรงบันดาลใจที่เกิดขึ้นใน 4 ฤดูกาลของญี่ปุ่น (ฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน ฤดูใบไม้ร่วง และฤดูหนาว) 

อย่างหน้าร้อนในญี่ปุ่น อายากะเขียนเรื่องฤดูร้อน พอถึงหน้าหนาวเขียนเรื่องเทศกาลปีใหม่ เมืองไทยไม่ได้มีฤดูใบไม้ผลิหรือฤดูใบไม้ร่วง ก็อาจจะมองกันไม่ออก แต่ถ้ามองมุมมองของคนญี่ปุ่น การ์ตูนของอายากะเต็มไปด้วยบรรยากาศของทุกฤดูกาลเลยทีเดียว

แม้ว่าโทนการเล่าเรื่องจะมีความญี่ปุ่น แต่เนื้อหาเรื่องวัฒนธรรมไทยก็แน่นไม่แพ้กัน ทุกตอนของการ์ตูนมักมีเกร็ดความรู้แลกเปลี่ยนกันระหว่างวัฒนธรรมไทยและญี่ปุ่นอยู่ท้ายตอนเสมอ

อายากะซังกับซันคุง สาวญี่ปุ่นวาดการ์ตูนแก๊กเล่าชีวิตคู่กับหนุ่มไทย ถูกใจคนอ่าน 2 ชาติ

“ข้อมูลเกี่ยวกับเมืองไทยก็ฟังมาจากซันบ้าง ฟังแล้วก็ค่อยไปหาข้อมูลเพิ่ม เพราะว่าซันมีความรู้ที่ค่อนข้างไม่สมดุลและไม่สมบูรณ์ บางทีซันเข้าใจผิด เพราะงั้นก็จะไปหาถามเพื่อนคนไทยคนอื่น เช็กจากหลาย ๆ ที่ว่า เรื่องที่ซันคุงพูดมาจริงหรือไม่จริงยังไง”

ซันเริ่มยกตัวอย่างความรู้ที่ไม่สมดุลบางอย่างของตัวเอง

“เรื่อง Valcano Milo Lava ตอนผมอยู่เมืองไทยมันไม่มี ผมไม่ได้อยู่ไทยมานานแล้ว ผมไม่รู้เรื่องนี้ อายากะก็จะไปถามน้องนักเรียนไทย เด็ก ๆ ที่อยู่เมืองไทยตอนนี้ ผมก็อ้าว เอ๊ะ อ๋อ จริง ๆ มันมีเหรอตอนนี้ ผมก็เอ๊ะ เห โซนันดะ ?” 

อีกสิ่งที่ทำให้มังงะข้ามวัฒนธรรมไทย-ญี่ปุ่น เรื่องนี้มีเสน่ห์ คงไม่พ้นคาแรกเตอร์ของอายากะซังและซันคุงที่มีนิสัยต่างกันสุดขั้ว แต่กลับสร้างเสียงหัวเราะและสีสันให้กับเรื่องได้ดีมาก

“ตามความเป็นจริง ซันก็จะเป็นแบบนี้ ยิ้มไปบ่นไป พูดจาทำลายล้างแต่ยังยิ้มอยู่ ตัวซันคุงที่เขาเขียน คือตัวผมที่เขาอยากให้คนอื่นเห็น ส่วนอายากะต่างนิดหน่อยคือ อายากะตัวจริงยิ้มมากกว่าในการ์ตูน ในการ์ตูนเขาหน้าเฉยมาก ไม่หือไม่อือ แต่เรื่องที่คุยเป็นเรื่องที่เราคุยกันจริง ๆ”

ไม่ใช่แค่อายากะและซันคุงที่คาแรกเตอร์ตรงกับตัวจริง แมวสอง 2 ตัวอย่างโกมะคิจิและคิบิสุเกะ ก็มีหน้าตาและนิสัยตรงปกไม่แพ้กัน

อายากะซังกับซันคุง สาวญี่ปุ่นวาดการ์ตูนแก๊กเล่าชีวิตคู่กับหนุ่มไทย ถูกใจคนอ่าน 2 ชาติ
อายากะซังกับซันคุง สาวญี่ปุ่นวาดการ์ตูนแก๊กเล่าชีวิตคู่กับหนุ่มไทย ถูกใจคนอ่าน 2 ชาติ

ตอนที่ 3 ไทจิน vs นิฮงจิน

หลังเปลี่ยนเป้าหมายจากการวาดการ์ตูนแมวมาเป็นการวาดเรื่องราว 2 วัฒนธรรม เป้าหมายที่เคยตั้งไว้เปลี่ยนไปเล็กน้อย แต่เป้าหมายใหม่เป็นสิ่งที่อายากะและซันหวังอยากทำให้ดีขึ้นในอนาคต

“สิ่งหนึ่งที่อยากสื่อตลอด คือเรื่องราวไทย-ญี่ปุ่น ที่ไม่ได้อยู่ในหนังสือนำเที่ยว เช่น คนไทยไม่ได้กินผักชีขนาดนั้น หรือคนไทยนามสกุลยาวจนใช้ชีวิตในญี่ปุ่นลำบาก ข้อมูลเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ไม่รู้จะไปหาจากไหน เป็นสิ่งที่มีแค่คนที่อยู่ด้วยกันอย่างเรารู้ เราพยายามหาข้อมูลที่น่าสนใจมาเล่าให้คนอื่นฟัง

“อีกเรื่องที่พยายามทำคือ อยากให้คนที่อ่านการ์ตูนของฉัน อ่านแล้วรู้สึกดี จึงพยายามเขียนโทน Positive ให้คนอ่านแล้วเขามีความสุข เรานำด้านบวกมาเสียดสีและพูดถึงบ้านเมืองให้เป็นบวก แต่ต้องไม่ทำให้ใครรู้สึกแย่ เพราะคนที่จะซวยในการ์ตูนเรื่องนี้มีแค่ซันคุงคนเดียว” 

อายากะเล่าต่อพร้อมกับรอยยิ้มถึงอีกเป้าหมายในการเขียนการ์ตูนเรื่องนี้ “ฉันชอบเวลาที่ซันคุงพล่าม ทั้งน่ารักและน่ารำคาญ อยากจะแสดงความน่ารักและน่ารำคาญไปให้คนทั้งโลกได้เห็นค่ะ”

ความน่ารักและน่ารำคาญของซันคุง ในรูปชายหนุ่มสวมเชิ้ตกางเกงยีนส์ใส่ต่างหูเท่ ๆ ให้คนไทยและคนญี่ปุ่นอ่านได้เดินทางครบ 1 ปีเต็มในปีนี้ มังงะอายากะซังกับซันคุงได้เพิ่มชุมชนนักอ่านที่ชื่นชอบเรื่องราวระหว่างประเทศมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว เป็นอีกชุมชนหนึ่งที่คนญี่ปุ่นเข้ามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้วัฒนธรรมไทย และคนไทยเองก็ได้ย้อนมองวัฒนธรรมบ้านเกิดพร้อม ๆ กับเรียนรู้วัฒนธรรมญี่ปุ่นด้วย

“คนญี่ปุ่นชอบเรื่องที่มีเกร็ดความรู้เกี่ยวกับประเทศไทยค่ะ ชอบสาระความรู้ แต่คนไทยเจอเกร็ดสาระเยอะ ๆ จะไม่ค่อยชอบ ส่วนใหญ่ชอบดูตัวละครมากกว่า ชอบดูซันคุงบ่น แล้วถ้าซันคุงโดนซัดหงอ คนก็จะสะใจ คนไทยและคนญี่ปุ่นต่างกันชัดมาก”

อายากะอธิบายต่อว่า จริง ๆ แล้วคนญี่ปุ่นชอบคนไทย ปกติคนญี่ปุ่นไม่ได้ชอบชาติไหนเป็นพิเศษนัก แต่สำหรับคนไทย ในสายตาคนญี่ปุ่นมีแต่ความน่ารัก สดใส และตลก ความเป็นมิตรไม่เป็นภัย ทำให้นิฮงจินชอบไทจินเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว 

รายละเอียดที่เราเขียน ทำให้คนญี่ปุ่นนึกถึงเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ขึ้นมาได้ อย่างเรื่องพริกขี้หนู เขาก็คอมเมนต์มาว่า ‘เฮ้ย จริงด้วย มันโคตรเผ็ดเลย’ คนญี่ปุ่นเขาชอบเมืองไทยมาก เขาอาจจะไม่ได้เปลี่ยนไปจากการอ่านการ์ตูนของเรา เพราะเขาก็รักคนไทยอยู่แล้ว”

คนไทยเองก็คงไม่ต่างกันมากนัก ทั้งมังงะและอนิเมะญี่ปุ่นเป็นที่นิยมในประเทศไทยมานาน คนไทยเรียนรู้วัฒนธรรมญี่ปุ่นผ่านสื่อมากมาย แต่ยังคงมีบางเรื่องที่คนไทยไม่รู้ หากไม่ได้ไปใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นด้วยตัวเอง ซันจึงอยากให้คนไทยรู้เรื่องราวแปลกใหม่ที่น่าสนใจของญี่ปุ่นมากขึ้น พร้อม ๆ กับให้คนไทยได้ทบทวนถึงวัฒนธรรมไทยไปในตัวด้วย

“เราพยายามจะเลือกเรื่องที่คนส่วนใหญ่อาจไม่รู้ หลายอย่างคนเขารู้กันทั่วไป แต่ยังมีอีกหลายอย่างที่ถ้าไม่ได้มาอยู่จริงเขาก็จะมองไม่เห็น ผมว่าญี่ปุ่นยังมีอีกหลายเมืองที่คนไทยยังมองไม่เห็นเหมือนกัน”

เพราะคนไทยรู้จักญี่ปุ่นและอ่านมังงะกันเยอะ เราเลยสงสัยว่านั่นเป็นเหตุผลที่ซันตั้งใจให้คนไทยได้อ่านการ์ตูนจากขวาไปซ้าย แบบการ์ตูนญี่ปุ่นแท้ ๆ เลยหรือเปล่า

“ตอนแรกอายากะอยากเขียนให้คนญี่ปุ่นอ่าน ผมเลยเป็นคนบอกเขาว่า ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว แปลไทยเถอะ แล้วเดี๋ยวนี้การ์ตูนญี่ปุ่นที่ไทยเขาก็อ่านจากขวาไปซ้ายกันเยอะแล้ว มันมีความเป็นญี่ปุ่น ผมก็เลยให้อ่านขวาไปซ้ายเลย

“ผมว่าการ์ตูนญี่ปุ่นมีดีอย่างหนึ่งนะ มันไม่เหมือนการ์ตูนที่คนไทยเขียน มีความญี่ปุ๊นญี่ปุ่นอยู่ในเรื่อง เช่น วิธีใส่คำพูด การ์ตูนญี่ปุ่นมีบอลลูนคำพูด แต่ก็จะมีประโยคเพิ่มเติมโผล่ออกมานอกบอลลูนด้วย สิ่งนี้ไม่เจอในการ์ตูนภาษาไทย ผมว่าเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ สำคัญมาก ถ้าเราปรับมากเกินไป เสน่ห์จะหาย เราพยายามเหลือไว้เท่าที่ทำได้ครับ”

นักวาดสาวญี่ปุ่นที่พบรักกับหนุ่มไทย จนได้เขียนเรื่องราวสนุก ๆ ระหว่าง 2 วัฒนธรรมผ่านมังงะ
นักวาดสาวญี่ปุ่นที่พบรักกับหนุ่มไทย จนได้เขียนเรื่องราวสนุก ๆ ระหว่าง 2 วัฒนธรรมผ่านมังงะ

ตอนที่ 4 เรื่องระหว่างเรา…

วัฒนธรรมไทย-ญี่ปุ่น ที่ออกมาแล้วถึง 50 ตอนถือว่าเป็นจำนวนไม่น้อย และไม่ง่ายเลยกับการเขียนถึงวัฒนธรรมนอกกระแส แต่ก่อนจะมาเป็นเรื่องราวให้พวกเราได้อ่าน การได้แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมของทั้งคู่ คงสร้างความเปลี่ยนแปลงต่อความสัมพันธ์ไม่น้อย

“เยอะเลยครับ เหมือนเรามารีวิววัฒนธรรมของเราสองคนใหม่อีกรอบ ต่อให้เราคบกันมานาน 15 ปีแล้ว มันก็ยังมีวัฒนธรรมใหม่ ๆ ซึ่งเราไม่เคยรู้ ไม่เคยสนใจมาก่อน

“อย่างเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เราไปวัดด้วยกัน ก็คุยกันว่าศาสนาพุทธไทยกับศาสนาพุทธญี่ปุ่นมันคนละอย่างกันเลย คนไทยเวลาไหว้พระขอพรก็มักขอให้มีเงินมีทอง แล้วอายากะก็ถามว่า ขอพระพุทธเจ้าเนี่ยนะ พระพุทธเจ้าสอนให้สละทรัพย์ แล้วทำไมไปขอเงินพระพุทธเจ้า ซึ่งเราไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าเวลาสวดมนต์ขอพรไปเราขอจากใคร เราไม่เคยมองศาสนาตัวเองแบบนี้ มันเป็นมุมมองใหม่ที่เราได้จากการพูดคุยกัน”

อายากะเสริมต่อ

“พวกเราเป็นคู่ที่คุยกันมากกว่าคู่อื่นตั้งแต่ไหนแต่ไรอยู่แล้ว การเขียนมังงะเรื่องนี้ทำให้เราได้คุยกันมากขึ้นไปอีก เพราะไม่ใช่แค่ซันคุงพล่ามฝั่งเดียว และฉันก็ไม่ได้แค่ฟังอย่างเดียวแล้ว”

ซันยกตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพ ว่าด้วยเรื่องการไปเดตกันของทั้งคู่

“เวลาไปเดตกัน พอผมเล่าเรื่องเกี่ยวกับเมืองไทย เขาก็จะบอกให้หยุดเดิน ขอจดให้เสร็จก่อน ผมว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ดี แต่สิ่งที่ไม่ดีก็มีบ้าง บางทีทะเลาะกันเพราะเขาวาดรูปช้า ผมบ่นว่าเมื่อไหร่จะเสร็จ เขาก็จะตอบกลับมาว่าอย่าบ่น ผมบอกให้แก้ตรงนั้น แต่เขาก็ไม่แก้ มันเล็กน้อยแต่ไม่ได้มีปัญหาอะไรกัน ผมว่าสนุกดีที่ได้คุยกันเรื่องวัฒนธรรม พอไปเที่ยวกัน เราก็ได้หามุกใหม่ ๆ นั่งคุยกันแลกเปลี่ยน”

เพราะเป็นคู่ที่พูดคุยกันทุกเรื่องอยู่แล้ว ความแตกต่างทางวัฒนธรรมจึงไม่เป็นอุปสรรคในการอยู่ร่วมกันของอายากะและซัน 

คิดว่ามันจะมีปัญหามากกว่านี้ค่ะ แต่ก็ไม่มีปัญหาเลยนะที่แต่งงานกัน อยู่ด้วยกัน อาจมีเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น คนไทยไม่ค่อยซีเรียสว่าจะต้องถอดรองเท้าตรงไหน ไม่มีเส้นชัดเจน แต่คนญี่ปุ่นจะมีเส้นชัดเจน ซึ่งสำหรับฉันมันไม่ใช่ปัญหา ขำมากกว่า”

อีกเหตุผลคือ ซันปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมญี่ปุ่นได้เยอะอยู่แล้วด้วย

นักวาดสาวญี่ปุ่นที่พบรักกับหนุ่มไทย จนได้เขียนเรื่องราวสนุก ๆ ระหว่าง 2 วัฒนธรรมผ่านมังงะ

“อีกอย่างคือ ผมว่าเพราะอายากะเป็นผู้หญิงญี่ปุ่นด้วยนะ ถ้ากลับกัน เป็นสาวไทยแต่งงานชายญี่ปุ่น แล้วแม่คนไทยเรียกสินสอด คนญี่ปุ่นก็จะงง สินสอดคืออะไร ทำไมฉันต้องจ่ายเงินให้พ่อแม่เธอ แต่คู่เรามันกลับกัน เราบอกอายากะว่าที่เมืองไทยผู้ชายต้องจ่ายเงินให้พ่อแม่ผู้หญิง แต่เธอเป็นคนญี่ปุ่น เพราะงั้นฉันไม่ให้นะ”

ซันหัวเราะก่อนที่เราจะคุยกันต่อเรื่องภาพวาดฝันถึงมังงะของทั้งคู่ในอนาคต ที่แม้ว่าตอนนี้ทั้งคู่ยังไม่ได้วางแผนว่าจะเขียนสิ้นสุดไว้ที่กี่ตอน คาดว่าคงเขียนด้วยกันไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะหมดมุกให้มาเล่นกับนักอ่านทั้งไทจินและนิฮงจิน

มีแพลนนิดหน่อยว่าตอนนี้อาจจะเป็นภาคแรก เราก็จะยังอยู่ที่ญี่ปุ่นแล้วคุยกันเรื่องเมืองไทยไปก่อน พอจบภาคนี้แล้ว อาจจะได้ต่อภาคที่อายากะได้ไปผจญเมืองไทย เพราะเราแต่งงานกันที่เมืองไทยด้วยครับ งานแต่งงานเมืองไทยเป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่มาก คนญี่ปุ่นไม่รู้จัก และตอนนี้เราก็มีตัวน้อยแล้ว คงเขียนเรื่องตัวน้อยด้วยในอนาคต

“อีกเรื่องคือเป้าหมายของหนังสือ อายากะอยากจะมีสักวันที่ได้พิมพ์หนังสือออกมาเป็นเล่ม ๆ ที่จับต้องได้ ไม่ใช่แค่ในเว็บไซต์ เราก็ต้องเขียนให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น พยายามสู้เพื่อให้ได้พิมพ์หนังสือในสักวัน”

ซันเล่าให้เราฟังจบก็หันหน้ากลับไปคุยอายากะเบา ๆ อย่างอบอุ่น “สักวันถ้าทำออกมาเป็นแบบมังงะได้ก็คงรู้สึกดีเลยเนอะ”

ก่อนบอกเล่ากันไป เราขอให้อายากะลองพูดไทยให้เราฟังสักประโยค 

“อายากะพูดภาษาไทยไม่ได้ค่ะ”

เธอตอบกลับมาอย่างน่ารัก พร้อมกับสัญญาว่าจะตั้งใจเรียนภาษาไทย ไปพร้อม ๆ กับความตั้งใจที่อยากสร้างการ์ตูนให้คนไทยและคนญี่ปุ่น ได้แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกันด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะเสมอ

นักวาดสาวญี่ปุ่นที่พบรักกับหนุ่มไทย จนได้เขียนเรื่องราวสนุก ๆ ระหว่าง 2 วัฒนธรรมผ่านมังงะ

Facebook : อายากะซังกับซันคุง 《タイ人パクチー食べないから》 

Twitter : twitter.com/ayakashidesuyo

Writer

กชกร ด่านกระโทก

มนุษย์แมนนวล ผู้หลงใหลในกลิ่นและสัมผัสของหนังสือ ใช้เวลาว่างไปกับการอ่านนิยาย/มังงะ สนุกไปกับการเดินทาง และชื่นชอบในการเรียนรู้โลกทัศน์ของกลุ่มชาติพันธุ์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load