วันสดใสวันหนึ่งในปี 2016 ที่เมืองพอร์ตแลนด์ สหรัฐอเมริกา ชายหนุ่มจากไต้หวันเดินทางท่องเที่ยวในเมืองกาแฟแห่งนี้ ฉับพลันก็คิดอะไรบางอย่างออกระหว่างนั่งดื่มด่ำบรรยากาศในคาเฟ่

ชายคนนั้นคือ Ming Liu กราฟิกและเว็บไซต์ดีไซเนอร์ ผู้ออกเดินทางไปยังที่นั่น เพื่อตามหาเส้นทางแห่งกาแฟที่เขาหลงใหล ณ ร้านกาแฟแห่งหนึ่งซึ่งมีเคาน์เตอร์บาริสต้าและผู้คนหนาแน่น เขาสังเกตเห็นว่า ถึงแม้จะสั่งนั่งดื่มกับร้านก็จริง แต่แก้วกาแฟที่ได้รับมากลับเป็นแก้วกระดาษสำหรับสั่งกลับบ้าน

WHOSMiNG นักบันทึกการเดินทางบนแก้วกาแฟ และแก้วกาแฟที่พาเขาออกเดินทาง

“พอผมรับแก้วนั้นมา ผมก็คิดว่าโมเมนต์นี้มันดีมากเลย อยากจดจำความรู้สึกนี้เอาไว้ ก็เลยหยิบปากกาออกมา แล้วคิดว่าอยากจะฝากอะไรไว้ให้สักหน่อย แต่ตอนนั้นก็ไม่รู้ว่าจะเขียนหรือจะวาดอะไรดี มองไปเห็นบาริสต้ามีหนวดเคราที่เท่มาก เพราะในเอเชียหรือไต้หวันเองไม่ค่อยเจอสไตล์แบบนี้เท่าไหร่ เลยคิดว่าจะวาดคนนี้แหละลงบนแก้วกาแฟ”

เป็นครั้งแรกที่ Ming วาดรูปบนแก้วกาแฟแบบไม่ได้วางแผนอะไรไว้ก่อน 

WHOSMiNG นักบันทึกการเดินทางบนแก้วกาแฟ และแก้วกาแฟที่พาเขาออกเดินทาง

แก้วกาแฟ ปากกา และอินสตาแกรม

จากแก้วแรกที่ร้านแรกกับทริปกาแฟครั้งแรก ในที่สุดทริปอเมริกาก็จบด้วยแก้วจากพอร์ตแลนด์ 6 ภาพ ต่อด้วยซีแอตเทิล สิริรวมราว 10 ภาพ แล้วเขาหอบเอาไอเดียนี้กลับไต้หวันมาด้วย

ตั้งแต่ยังเป็นนักเรียนออกแบบ เขาไม่เคยดื่มกาแฟเลยสักครั้งเดียว และไม่ได้คิดว่าจะลองด้วย จนมาเข้าทำงานในออฟฟิศดีไซน์ ที่แน่นอนว่าต้องมีเครื่องกาแฟเอสเปรสโซ่เป็นอุปกรณ์คู่ใจนักออกแบบไม่น้อยหน้าเครื่องมืออื่นใด เป็นที่มาของความคิดที่ว่า คงถึงเวลาต้องลองดื่มกาแฟดูแล้วล่ะ

 “ความคิดแรกที่อยากลองดื่มกาแฟ เพราะว่าอยากลองเรียนลาเต้อาร์ต คิดว่านั่นเป็นศิลปะที่น่าทึ่งมาก ตอนนั้นผมเลยลองถามคนที่ทำเป็นให้สอนทำ สอนเทคนิค” Ming ย้อนความหลังที่พร่ำฝึกฝนกว่า 4 – 5 ปี

“ผมทำลาเต้อาร์ตที่สวยมาก ๆ ด้วยตัวเองได้ ตอนนั้นแหละที่เริ่มชอบกาแฟ”

WHOSMiNG นักบันทึกการเดินทางบนแก้วกาแฟ และแก้วกาแฟที่พาเขาออกเดินทาง

เขาชอบไปร้านกาแฟ ทั้งร้านที่ตกแต่งภายในสวยงาม ร้านดัง ร้านบรรยากาศดี หรือแม้แต่ตอนไปเที่ยวต่างประเทศ ก็ต้องหาร้านกาแฟไปนั่งจิบกาแฟและดื่มด่ำไปกับเวลาที่นั่น

ทริปกาแฟจึงเริ่มจริงจังขึ้นพร้อมกับชื่อ WHOSMiNG จากคาเฟ่ในไทเป ไทชง เกาชง ออกไปสู่คาเฟ่ในต่างประเทศอย่างโซล โตเกียว หรือแคนาดา จากเดิมที่เป็นนักท่องเที่ยวธรรมดา ๆ ที่ออกเดินทางระหว่างพักจากการทำงาน การวาดภาพบนแก้วกาแฟกลายเป็นโอกาสอันดีที่เขาจะได้ดื่มกาแฟแล้ววาดรูป พร้อมกับใช้สัญชาตญาณของดีไซเนอร์สัมผัสกับงานออกแบบภายใน งานออกแบบแบรนดิ้ง และโลโก้ไปในตัว

และเมื่อกาแฟกับดีไซเนอร์มาเจอกัน จึงกลายเป็นส่วนผสมที่ลงตัวของความคิดสร้างสรรค์

WHOSMiNG นักบันทึกการเดินทางบนแก้วกาแฟ และแก้วกาแฟที่พาเขาออกเดินทาง

“เอาจริง สิ่งที่เกิดขึ้นพวกนี้ไม่ได้วางแผนอะไรเป็นพิเศษ พอผมวาด โพสต์บนอินสตาแกรม แล้วก็แท็กแต่ละร้านที่วาดไปด้วย พอเขาเห็นก็แชร์ต่อ คนในไอจีก็เห็นว่า WHOSMiNG เป็นคนวาดนะ เหมือนได้สื่อสารผ่านแก้วกาแฟ ซึ่งพอ WHOSMiNG ทำแบบนี้บ่อย ๆ กับทุกร้าน ทุกประเทศที่ไป ผู้คนสังเกตเห็นบางอย่างที่พิเศษ เขาก็จะเริ่มติดตามผม ไม่ว่าจะเป็นคนจากญี่ปุ่น อเมริกา หรือแม้แต่ในไต้หวันเอง

“ก็จริงว่ามีคนเคยทำแบบนี้มาบ้าง แต่สำหรับผม ผมทำแบบนี้อย่างต่อเนื่อง แล้วก็อยากทำมันต่อไปเรื่อย ๆ เหมือนเป็นการฝึกฝน นั่นก็อาจเป็นสิ่งที่ผู้คนคิดว่า หมิงนี่ทำได้ดีนะ”

WHOSMiNG นักบันทึกการเดินทางบนแก้วกาแฟ และแก้วกาแฟที่พาเขาออกเดินทาง
WHOSMiNG นักบันทึกการเดินทางบนแก้วกาแฟ และแก้วกาแฟที่พาเขาออกเดินทาง

พื้นผิวแก้วกระดาษ ลึกลงไปถึงความรู้สึก

“ถึงผมจะวาดแก้วมาแล้วเป็นร้อยร้าน ผมก็ยังคิดว่ามันไม่ได้ง่ายอยู่ดี”

จากแก้วเริ่มต้น ผ่านเวลาไปเพียงครึ่งปี WHOSMiNG เป็นที่รู้จักในฐานะนักวาดแก้วกาแฟ ด้วยลายเส้นเรียบง่าย ปากกามาร์กเกอร์สีดำบนแก้วสีขาวแบบไร้เส้นสเก็ตช์ “เพราะฉะนั้น ทุกเส้นสำคัญทั้งหมด” เขาย้ำ

ความทรงจำบนผิวแก้วกระดาษ แต่รายละเอียดลึกลงถึงจิตใจ หลังอัปรูปลงไอจีเสร็จ เขามักทิ้งแก้วใบนั้นไว้บนโต๊ะ เหมือนเป็นของขวัญให้กับพนักงาน ราวกับเป็นบทสนทนาที่เขาต้องการบอกผ่านสายตาของผู้มาเยือน

“โมเมนต์ที่ผมจำได้แม่นเกิดขึ้นที่ร้านกาแฟในบรูคลิน ช่วงปี 2018” เขาเล่า “บาริสต้าที่นั่นพูดคุยกับผมแบบเป็นกันเอง บทสนทนาวันนั้นของพวกเรายอดเยี่ยมมาก แล้วเขาก็เอาคุกกี้ให้ผม ถึงแม้ว่าผมจะสั่งกาแฟแค่แก้วเดียว ผมก็คิดว่า เออ บรรยากาศมันดีมากเลย ผมก็เลยวาดเขาลงบนแก้วกาแฟ แล้วมอบให้ เขาก็มีความสุขมาก

“เขาเล่าให้ผมฟังหลายเรื่องเกี่ยวกับตัวเอง เรื่องราวก่อนมาเป็นบาริสต้า ผมคิดว่าเรื่องราวเหล่านั้นเฉพาะมาก เพราะถ้าผมเป็นแค่ลูกค้าธรรมดา ผมอาจไม่ได้รู้เรื่องราวลึกมากขนาดนี้ก็ได้ แต่พอเราแลกเปลี่ยนแก้วกาแฟกัน นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของบทสนทนา เขาเริ่มถามว่า ‘ทำไมถึงวาดรูปล่ะ มาจากไหน’ ผมว่ามากกว่าเป็นแค่ลูกค้ากับบาริสต้า ผมเลยคิดว่านี่มันลึกซึ้งยิ่งกว่าบทสนทนาธรรมดา

WHOSMiNG นักบันทึกการเดินทางบนแก้วกาแฟ และแก้วกาแฟที่พาเขาออกเดินทาง
WHOSMiNG นักบันทึกการเดินทางบนแก้วกาแฟ และแก้วกาแฟที่พาเขาออกเดินทาง

“ผมเอาแก้วกาแฟที่วาดให้เขา เขาก็ให้เมล็ดกาแฟกับผม ผมก็คิดว่านั่นเป็นเหมือนกับเป็นประสบการณ์นัดบอด สุดท้ายก็ได้แลกอินสตาแกรมกัน แล้วก็ได้คุยทางออนไลน์บ้าง กลายเป็นว่าผมได้เพื่อนใหม่ผ่านทางแก้วกาแฟ นั่นเป็นประสบการณ์ที่ดีมาก”

“สำหรับผม การได้วาดแก้วกาแฟเป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมได้รับความสัมพันธ์อย่างมีความสุขจากผู้คน ผมว่านี่เป็นสิ่งสวยงามที่เกิดขึ้น”

WHOSMiNG นักบันทึกการเดินทางบนแก้วกาแฟ และแก้วกาแฟที่พาเขาออกเดินทาง
WHOSMiNG นักวาดแก้วกาแฟจากไต้หวัน ที่ใช้กาแฟเดินทางและบันทึกเรื่องราวลงบนแก้วแทนความทรงจำ

โอกาสนอกจากเรื่องความสัมพันธ์ ยังเป็นโอกาสในการทำสิ่งใหม่ ๆ ที่กว้างขวางกว่าเดิม ปี 2019 เขาพกพาที่รองแก้วกระดาษติดตัวเพื่อเริ่มทำโปรเจกต์ Travel with Coffee สำหรับบันทึกเรื่องราวนอกเหนือจากร้านกาแฟ แต่ยังเป็นแฮมเบอร์เกอร์แสนอร่อย วัดที่สวยงาม หรือแม้แต่แมวจรน่ารัก ๆ เขาว่า “อาจจะเป็นคนละเรื่องกัน แต่เชื่อมโยงกันได้ผ่านแก้วกาแฟ”

ดีไซเนอร์นักวาด

ลายเส้นที่ฝึกฝนบนแก้วกาแฟ มาพร้อมกับพัฒนาการด้านการพบปะผู้คนที่หลากหลายขึ้น ยิ่งกับแบรนด์ใหญ่ขึ้นอย่าง New Balance, UNIQLO หรือ BEAMS

WHOSMiNG นักวาดแก้วกาแฟจากไต้หวัน ที่ใช้กาแฟเดินทางและบันทึกเรื่องราวลงบนแก้วแทนความทรงจำ

“ถ้าวาดเล่นเอง ผมอยากวาดอะไรก็ได้ เป็นนายตัวเองทำอะไรก็ได้ แต่สำหรับผม ผมเอ็นจอยในการทำงานกับผู้คนมาก ๆ ผมคิดว่านั่นทำให้ผมเลเวลอัป เพราะว่าเจ้าของงานหรือลูกค้าก็มีไอเดียเป็นของตัวเอง ผมต้องสร้างความเชื่อมโยงกับโปรดักต์ให้ได้ ความคิดเลยไม่ใช่แค่เรื่องที่ว่าต้องสวย แต่ต้องการการสื่อสาร เพราะผมเป็นดีไซเนอร์ด้วย ผมอยากช่วยลูกค้าเพิ่มคุณค่าของโปรดักต์หรืองานดีไซน์นั้น ๆ”

WHOSMiNG นักวาดแก้วกาแฟจากไต้หวัน ที่ใช้กาแฟเดินทางและบันทึกเรื่องราวลงบนแก้วแทนความทรงจำ
WHOSMiNG นักวาดแก้วกาแฟจากไต้หวัน ที่ใช้กาแฟเดินทางและบันทึกเรื่องราวลงบนแก้วแทนความทรงจำ
WHOSMiNG นักวาดแก้วกาแฟจากไต้หวัน ที่ใช้กาแฟเดินทางและบันทึกเรื่องราวลงบนแก้วแทนความทรงจำ

หมิงเล่าถึงความท้าทายที่ไม่ใช่แค่ความสวยงาม แต่เป็นเรื่องความน่าสนใจและการสื่อสารที่ไปพร้อมกับความสวยงาม ซึ่งนั่นทำให้เขาสนุกไปกับมัน

สำหรับงาน Thailand Coffee Fest 2021 คือครั้งแรกที่เขาได้ร่วมงานกับประเทศไทย และเขาก็ตื่นเต้นสุด ๆ เพราะนอกจากจะเป็นครั้งแรกของที่นี่แล้ว เมืองไทยก็เป็นหนึ่งในเมืองแห่งกาแฟที่แสนคิดถึง

“ผมเคยไปเมืองไทยบ่อย ๆ ตั้งแต่ก่อนปี 2016 ผมเลยยังไม่เคยวาดแก้วกาแฟในกรุงเทพฯ แต่ปี 2019 ผมไปเชียงใหม่ ผมวาดไปสิบหรือสิบสองร้านกาแฟนี่แหละ และผมก็มีความสุขมาก ผมชอบบรรยากาศของเมืองไทย มันมีสไตล์ที่แตกต่างกันมากระหว่างเมืองไทย ญี่ปุ่น หรือไต้หวัน และผมก็รู้มาว่าเมืองไทยมีกาแฟที่ดีมาก ๆ มีแชมป์ห้าดาวระดับโลกอยู่ที่นั่น ผมเลยตื่นเต้นกับงานนี้มาก”

WHOSMiNG นักวาดแก้วกาแฟจากไต้หวัน ที่ใช้กาแฟเดินทางและบันทึกเรื่องราวลงบนแก้วแทนความทรงจำ

เขาหยิบแนวคิด ‘Coffee People คนกาแฟ’ ดีไซน์ออกมาเป็นลายเส้นวาดลงบน Resip Cup แก้วมัคกาแฟไซส์เล็ก ที่ออกแบบขนาดหูจับมาให้พอดีถือ และปรับ Curve ขอบปากแก้วให้รับกับริมฝีปาก ไว้จิบกาแฟรสหอมกรุ่น ถ้าใครเห็นภาพแล้วอยากได้ รอตามไปจับจองใน งาน Thailand Coffee Fest 2021

WHOSMiNG นักวาดแก้วกาแฟจากไต้หวัน ที่ใช้กาแฟเดินทางและบันทึกเรื่องราวลงบนแก้วแทนความทรงจำ
WHOSMiNG นักวาดแก้วกาแฟจากไต้หวัน ที่ใช้กาแฟเดินทางและบันทึกเรื่องราวลงบนแก้วแทนความทรงจำ

“ผมว่าร้านกาแฟแต่ละที่ต่างกัน และต่างก็ให้ความคิดสร้างสรรค์ที่หลากหลาย” เขาทิ้งท้าย “ผมหวังว่าเราจะกลับไปท่องเที่ยว และดื่มด่ำกับกาแฟในวัฒนธรรมที่แตกต่างได้อีกครั้ง”

ใครจะคิดว่า แก้วกระดาษใบเดียว จะพาชายหนุ่มคนหนึ่งเดินทางมาสู่ออฟฟิศในชื่อของตัวเอง WHOSMiNG

หลังออกจากที่ทำงานเก่าซึ่งทำมาเกือบสิบปี เส้นสายบนแก้วกระดาษและประสบการณ์ด้านงานดีไซน์ที่เคี่ยวกรำ ทำให้เขาตัดสินใจทำสตูดิโอดีไซน์เป็นของตัวเองอย่างเต็มตัวได้เกือบ 2 ปีแล้ว

และแพลนต่อไปสำหรับสตูดิโอของเขาในตอนนี้ คือการซื้อเครื่องเอสเปรสโซ่ใหม่ นอกจากจะใช้เติมพลังงานระหว่างวัน เขาก็ยังหวังว่าจะได้กลับมาฝึกลาเต้อาร์ตอย่างจริงจังอีกครั้งหนึ่ง

WHOSMiNG นักวาดแก้วกาแฟจากไต้หวัน ที่ใช้กาแฟเดินทางและบันทึกเรื่องราวลงบนแก้วแทนความทรงจำ

ภาพ : whosming

ไม่ว่าคุณจะเป็นคนกาแฟแบบไหน เราขอชวนมาพบกันที่งาน ‘Thailand Coffee Fest 2021 : Coffee People คนกาแฟ’ พร้อมให้ทุกคนได้มาทำความรู้จักและหลงรักกาแฟยิ่งกว่าเดิม พบกันวันที่ 23 – 26 ธันวาคมนี้ เวลา 10.00 – 20.00 น. ที่ IMPACT EXHIBITION HALL 5 – 7 เมืองทองธานี

Writer

Avatar

ณัฐนิช ชัยดี

อดีตนักเรียนสัตวแพทย์ผู้ หลงใหลในเส้นสายสถาปัตยกรรม ก่อนผันตัวเองมาเรียน'ถาปัตย์ และเลือกเดินบนถนนสายนักเขียนหลังเรียนจบ สามสิ่งในชีวิตที่ชอบตอนนี้คือ การได้ติ่ง BNK48 ไปญี่ปุ่น และทำสีผม

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Page Maker

คุยกับเหล่านักทำเพจน่าสนใจในโลกออนไลน์

“ช่วงกักตัวโควิดมันไม่มีอะไรทำ ผมก็เลยทำเพจครับ”

“ส่วนผมหมอเจตชวนมาทำครับ (หัวเราะ)”

ประโยคแรกเป็นของ หมอเจต-นพ.เจตพัฒน์ ทวีโภคา ส่วนประโยคที่สองเป็นของ หมอบี-นพ.อุดมศักดิ์ ตั้งชัยสุริยา ที่พูดกันอย่างติดตลกเมื่อเราถามถึงจุดเริ่มต้นของ ‘ห้องฉุกเฉินต้องรู้’ เพจให้ความรู้เกี่ยวกับการแพทย์ฉุกเฉิน ครอบคลุมตั้งแต่เคล็ดลับสามัญประจำบ้านที่คนทั่วไปนำไปใช้ปฐมพยาบาลเบื้องต้น ไปจนถึงความรู้ระดับเจาะลึก ซึ่งเป็นประโยชน์ในการปฏิบัติหน้าที่ของบุคลากรทางการแพทย์

‘ห้องฉุกเฉินต้องรู้’ เพจให้ความรู้ทางการแพทย์แบบฟรี ๆ ที่อยากให้ทุกชีวิตรอดตาย
‘ห้องฉุกเฉินต้องรู้’ เพจให้ความรู้ทางการแพทย์แบบฟรี ๆ ที่อยากให้ทุกชีวิตรอดตาย

นอกจากร่ายยาวให้ข้อมูลครบถ้วนประหนึ่งนั่งฟังแพทย์ในห้องตรวจ อีกจุดน่าสนใจอยู่ตรงภาพประกอบ ซึ่งหมอเจตลงมือวาดด้วยตัวเองทั้งหมด และหลังจากบทสนทนายามดึกระหว่างเรากับนายแพทย์หนุ่มทั้งสองจบลง ก็พบอีกประเด็นสำคัญที่อยากชวนทุกท่านอ่าน

ทั้งหมอบีและหมอเจตเห็นตรงและยืนยันหนักแน่นว่า จุดประสงค์ในการจัดสรรเวลามารังสรรค์คอนเทนต์ให้แฟนเพจติดตาม ก้าวข้ามการให้ความรู้หรือให้ใคร ๆ มานับหน้าถือตาว่าเป็นนายแพทย์ผู้เสียสละ แต่พวกเขาอยากให้สิ่งนี้มีส่วนให้คนตระหนักและกล้าเข้าใกล้ศาสตร์การแพทย์ฉุกเฉิน มีมุมมองที่ดีต่อแผนก ER รวมถึงฝันที่ยิ่งใหญ่ ว่าคอนเทนต์กู้ชีพมากมายที่พวกเขาตั้งใจเผยแพร่ออกไป อาจมีส่วนช่วยรักษาชีวิตคนใกล้ตัวเอาไว้ได้ 

ซักประวัติ

“ประเทศเรามีชุดความคิดที่ว่า ต้องเป็นคนรวยเท่านั้นถึงจะได้เรียนหมอ” 

หมอเจตเริ่มต้นบทสนทนาด้วยการพาเราย้อนไปถึงอุดมการณ์ในวันที่ตัดสินใจเปิดเพจ เพราะชุดความคิดของสังคมที่มองว่าหากอยากอยู่ในแวดวงการแพทย์ คุณต้องมีต้นทุนที่ดี ครอบครัวต้องพร้อมสนับสนุน หรือแม้แต่เรียนจบแล้ว อยากเข้าร่วมประชุมวิชาการเพื่อยกระดับความรู้ให้ตัวเองสักครั้ง พวกเขาต้องเสียค่าใช้จ่ายถูกสุดหลักพัน หรืออาจบานปลายไปถึงหลักหมื่น ซึ่งสำหรับหมอที่มีเงินเดือนหลักแสนอาจไม่เป็นปัญหา แต่เมื่อลองนึกถึงพยาบาลหรือเหล่ากู้ภัย ซึ่งจำเป็นต้องเข้าถึงความรู้เหล่านี้ไม่แพ้กัน ก็ดูจะเหนือบ่ากว่าแรงใครหลายคนไม่อยู่ไม่น้อย

“มันถึงเวลาที่เราต้องคืนอะไรให้กับสังคมบ้าง” ซึ่งสิ่งนั้นปรากฏผลลัพธ์เป็นเพจห้องฉุกเฉินต้องรู้ รวบรวมประสบการณ์และความเชี่ยวชาญที่ทั้งหมอเจตและหมอบีสั่งสมมา เพื่อให้ ‘ทุกคน’ ไม่ว่าจะอยู่ในสายงานการแพทย์หรือบุคคลทั่วไปที่อาจต้องเผชิญเหตุไม่คาดฝัน เข้ามาเก็บเกี่ยวและนำไปปรับใช้ได้โดยไม่เสียสตางค์สักบาท 

นอกจากนี้ แนวทางในการตั้งชื่อเพจของพวกเขาก็น่าสนใจไม่แพ้อุดมการณ์ข้างต้น เพราะทั้งสองตั้งใจตั้งให้สั้น กระชับ ชัดเจน จนออกมาเป็น ‘ห้องฉุกเฉิน + ต้องรู้’ เพื่อกลับไปตอบโจทย์เดิมอีกว่า ทุกคนควรรู้สิ่งนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 

พบแพทย์

ข้อมูล ณ วันที่ 26 มกราคม 2566 ห้องฉุกเฉินต้องรู้มีผู้ติดตาม 168,883 คน แต่ละโพสต์มีแฟนเพจมาแสดงความคิดเห็น ถกเถียง และรีเควสขอความรู้เรื่องอาการใหม่ ๆ แบบเรียกได้ว่าคึกคักไม่แพ้เพจให้ความบันเทิง ซึ่งผู้คนที่กดติดตามมีหลากหลาย ทั้งบุคลากรทางการแพทย์แทบทุกสาขาและคนทั่วไปหลายช่วงวัย 

หมอเจตเล่าว่าในช่วงเริ่มต้น พวกเขาไม่ได้วางกลุ่มเป้าหมายหลักไว้ให้เป็นเช่นนี้ แต่ตั้งใจให้นักศึกษาแพทย์ พยาบาล กู้ภัย และผู้คนในสายงานที่เกี่ยวกับความเป็นความตาย มาติดตามไว้เพิ่มพูนความรู้ในการทำงาน เนื้อหาและภาษาในช่วงแรก ๆ จึงหนักหน่วงและเต็มไปด้วยศัพท์เฉพาะที่คนในวงการเข้าใจร่วมกัน 

สำลักควันไฟ หมดสติ อย่าเชื่อเครื่องวัดออกซิเจน ระวังพิษก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ . ไฟไหม้โรงงาน คนไข้สำลักควันหมดสติ…

Posted by ห้องฉุกเฉินต้องรู้ on Wednesday, 10 August 2022

เมื่อเวลาผ่านล่วงเลยเข้าปีที่ 3 กลับกลายเป็นว่ามีคนทั่วไปให้ความสนใจมากขึ้น ประกอบกับได้หมอบีผู้เชี่ยวชาญด้านการให้ความรู้สำหรับประชาชนเข้ามาร่วมแรงร่วมใจ เนื้อหาและภาษาในเพจจึงปรับให้เป็นเคสที่เข้าถึงคนทั่วไปมากขึ้น และมีการหยิบยกโรคภัยไข้เจ็บที่สังคมกำลังสนใจ บ้างก็เป็นเคสที่มีคนขอให้ช่วยอธิบายซ้ำอีกครั้ง คล้าย ๆ กับการส่งบ้าน

แล้วมีจุดไหนที่ทำให้รู้สึกว่าการทำเพจนี้ประสบความสำเร็จแล้ว – เราถาม

“มีคนส่งข้อความมาว่า เขาเป็นคุณแม่ วันหนึ่งลูกเขาเกิดอาการชัก แล้วเขาเคยติดตามในเพจ เขาเลยปฐมพยาบาลให้ลูกก่อนนำส่งโรงพยาบาล แล้วลูกก็รอดชีวิต นั่นคือหนึ่งในเหตุการณ์ที่ทำให้พวกเราคิดว่า ประสบความสำเร็จในการทำเพจแล้วครับ”

‘ห้องฉุกเฉินต้องรู้’ เพจให้ความรู้ทางการแพทย์แบบฟรี ๆ ที่อยากให้ทุกชีวิตรอดตาย

ณ นาทีแห่งความเป็นความตายของแม่ลูกคู่นั้นคงเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและตกใจ แต่โพสต์โพสต์หนึ่งจากเพจห้องฉุกเฉินต้องรู้กลับผุดขึ้นมา และพาให้เธอนำวิธีที่นำเสนอในเพจไปกู้ชีพ จนรักษาลูกชายเอาไว้ได้…

นอกจากเนื้อหาสดใหม่อิงกระแสกับโรคภัยไข้เจ็บที่สังคมกำลังสนใจ ภาพวาดประกอบสื่อความชัดเจน ภาษาในการนำเสนอที่อ่านง่าย เข้าถึงได้ทุกคน อีกสิ่งที่นายแพทย์ทั้งสองให้ความสำคัญมากที่สุด คือ ความถูกต้องของข้อมูล นั่นก็เพราะพวกเขาไม่ได้เป็นแค่ครีเอเตอร์ แต่ยังเป็นบุคลากรทางการแพทย์ผู้ตั้งใจส่งต่อองค์ความรู้ที่มีไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้ ดังนั้น ทุกข้อมูลที่เขาสื่อสารออกไปจึงต้องแม่นยำ ห้ามผิดพลาด 

“เพจที่เราทำเกี่ยวกับความเป็นความตาย ไม่ใช่ดูเพื่อความบันเทิง เพจนี้แหละจะป้องกันคุณในยามที่คุณเดือดร้อน” หมอเจตย้ำ

‘ห้องฉุกเฉินต้องรู้’ เพจให้ความรู้ทางการแพทย์แบบฟรี ๆ ที่อยากให้ทุกชีวิตรอดตาย
‘ห้องฉุกเฉินต้องรู้’ เพจให้ความรู้ทางการแพทย์แบบฟรี ๆ ที่อยากให้ทุกชีวิตรอดตาย

X-RAY

มาถึงหลายคนที่สงสัย หมอดูเป็นอาชีพที่ตารางงานรัดตัว แล้วหมอเจตกับหมอบีเอาเวลาไหนมาจัดสรรลงคอนเทนต์ได้ทุกวัน คุณหมอทั้งสองปรึกษากันสักครู่ แล้วให้คำตอบว่า “คำแรกคือแพสชัน คำที่สองคือการบริหารเวลา”

แพสชันที่ว่า มาจากอุดมการณ์ที่ไม่อยากให้ความรู้ถูกจำกัดด้วยทุนนิยม

และอีกคำหนึ่งคือ การบริหารเวลา หมอเจตบอกเราว่า คือสิ่งที่หมอฉุกเฉินเชี่ยวชาญเป็นอันดับต้น ๆ เพราะหากทำงานล่าช้าหรือจัดลำดับความสำคัญผิดพลาดเพียงนิด นั่นหมายถึงชีวิตของคนไข้ 

ทั้งสองแบ่งหน้าที่ในการดูแลเพจร่วมกัน โดยหมอบีดูแลเรื่องเนื้อหา ตั้งแต่คัดเลือก ค้นคว้าข้อมูล หาตัวอย่างประกอบ หรือติดต่อผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่าง ๆ เพื่อรีเช็กข้อมูลและชวนมาพูดคุยให้ได้องค์ความรู้ที่กว้างขวางขึ้น รวมถึงหมอบียังทำหน้าที่แอดมิน ตอบกลับความคิดเห็นและข้อความจากบรรดาแฟนเพจอีกด้วย 

เย็บปากยังไงไม่ให้เบี้ยว…หาขอบปากให้เจอครับ ตรงนั้นเรียกว่า “เวอ-มิ-เลี่ยน”…

Posted by ห้องฉุกเฉินต้องรู้ on Monday, 22 August 2022

ส่วนหมอเจต นายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทั้งศาสตร์และศิลป์ เขาตั้งใจวาดภาพประกอบโพสต์ทั้งหมดให้เป็นศิลปะแบบ Pop Art โดยยังคงเก็บรายละเอียดที่เทียบเคียงกับหลักกายวิภาคศาสตร์เอาไว้ถ้วน แต่ก็ลดทอนความรุนแรงของบาดแผลหรือความเหวอะหวะให้อยู่ในระดับที่คนทั่วไปรับชมได้โดยไม่ต้องปิดตาหนี 

‘ห้องฉุกเฉินต้องรู้’ เพจให้ความรู้ทางการแพทย์แบบฟรี ๆ ที่อยากให้ทุกชีวิตรอดตาย

“วิธีการคือ เราจะคุยกันตลอดว่าตอนนี้มีเรื่องอะไรน่าสนใจ มีข่าวแบบนี้ คนน่าจะอยากรู้ข้อมูลการปฐมพยาบาลเคสนี้ หรือบางทีก็เริ่มจากหมอเจตส่งรูปที่วาดมาก่อน แล้วผมก็โอเค เข้าใจแล้วว่าเขาอยากสื่ออะไร มีเรื่องไหนที่ต้องเขียนชี้แจง ต้องหาข้อมูลเพิ่มเติม หรือต้องชวนใครมาคุยด้วยกัน จากนั้นก็ลุยเลย เพราะทั้งหมดเราทำอยู่ภายใต้กรอบเดียวกัน นั่นคือศาสตร์การแพทย์ฉุกเฉิน” หมอบี หมอสายวิชาการเล่าวิธีทำงานกับหมอสายติสต์อย่างหมอเจตให้ฟัง 

นอกจากทำหน้าที่แบ่งปันความรู้แบบอัดแน่นที่ย่อยให้เข้าถึงง่ายแล้ว ห้องฉุกเฉินต้องรู้ ยังเคยทำหน้าที่เป็นห้องฉุกเฉินยามจำเป็นให้กับผู้ป่วยและทีมกู้ภัยมาแล้ว คุณหมอทั้งสองยกตัวอย่างเหตุการณ์ให้เราฟังว่า มีคนส่งคลิปเข้ามาให้พวกเขาช่วยประเมินอาการเบื้องต้น ทั้งคนในบ้านหายใจผิดปกติ มีอาการชัก เพราะไม่รู้ว่าต้องรับมืออย่างไร ต้องไปโรงพยาบาลไหม หรือควรแจ้งหน่วยงานไหนต่อ หรือข้อความจากพนักงานกู้ภัย ที่ส่งเข้ามาถามว่า สิ่งที่พวกเขาปฐมพยาบาลให้ผู้ป่วยไปถูกต้องหรือเปล่า

คำถามจากแฟนเพจข้างต้น สะท้อนความเป็นจริงในสังคม 2 ประการ

หนึ่ง ความรู้เบื้องต้นในการปฐมพยาบาลยังคงห่างไกลจากความรู้ความเข้าใจของคนในสังคม พวกเรายังขาดแหล่งเข้าถึงข้อมูลอันเกี่ยวข้องโดยตรงกับความเป็นความตาย ทั้งต่อตนเองและคนรอบข้าง 

สอง โชคดีที่ห้องฉุกเฉินต้องรู้ มีอยู่เพื่อพยายามขจัดปัญหานั้น

‘ห้องฉุกเฉินต้องรู้’ เพจให้ความรู้ทางการแพทย์แบบฟรี ๆ ที่อยากให้ทุกชีวิตรอดตาย

วินิจฉัย 

ถึงแม้ว่าตอนนี้แพทย์ฉุกเฉินจะเป็นสาขาที่ปรากฏตามสื่อต่าง ๆ มากขึ้น องค์ความรู้ด้านการปฐมพยาบาลได้รับการเผยแพร่มากขึ้น แต่จากมุมมองของหมอเจตและหมอบีผู้คลุกคลีอยู่ในวงการ พวกเขาบอกว่า คนทั่วไปยังเข้าใจและก้าวข้ามสถานการณ์ฉุกเฉินได้ไม่มากเท่าที่ควร 

ด้วยเหตุนี้ ทั้งสองคนจึงตั้งใจใช้เพจห้องฉุกเฉินต้องรู้ เป็นประตูไปสู่ประชาชน เช่นเดียวกับที่แพทย์บางคนขึ้นเขาลงห้วย ขับรถขึ้นดอยด้วยงบของตัวเองไปสอนชาวบ้านเรื่องการปฐมพยาบาล สอนทำ CPR แก้อาการอาหารติดคอ ชัก แมลงสัตว์กัดต่อย ปั๊มหัวใจ ไฟฟ้าดูด จมน้ำ ฯลฯ 

“เพื่อนผมบอกว่า เพจของเราทำให้หมอฉุกเฉินมีบทบาทโดดเด่นมากขึ้น อย่างตอนเหตุโศกนาฏกรรมที่อิแทวอน ประเทศเกาหลีใต้ ถ้าเป็นในสมัยก่อน หลังเกิดเหตุการณ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะออกมาให้ข้อมูล แต่ข้อมูลนั้นก็อาจจะออกแนววิเคราะห์เจาะลึก เป็นแนววิชาการหนัก ๆ เข้าถึงยาก แต่ตอนนี้เพจเราเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ออกมาพูดเรื่องนี้ได้ทันทีในฐานะหมอฉุกเฉินคนหนึ่ง รวมไปถึงในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้วยเช่นกัน ที่สำคัญ เราสามารถย่อยข้อมูลให้เข้าใจง่ายขึ้น คนที่ติดตามนำไปใช้ได้จริงมากขึ้น 

ในคลิป #อิแทวอน…

Posted by ห้องฉุกเฉินต้องรู้ on Sunday, 30 October 2022

“เมื่อ 5 ปีที่แล้ว ผมเคยไปออกหน่วยสอนคนไข้เรื่องการปั๊มหัวใจ คนไข้บอก ป้าไม่ปั๊มได้ไหม ป้าทำไม่เป็นหรอก แต่หลังจากเหตุการณ์ที่อิแทวอน ซึ่งเราออกมาเล่าวิธีแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไว้อย่างละเอียด ก็รู้สึกว่าคนตระหนักและให้ความสนใจกับสิ่งนี้มากขึ้น มีถามเข้ามาว่าให้ปั๊มมือเดียวหรือ 2 มือดี ต้องเป่าปากไหม ถ้าเป่าปากแล้วจะเป็นโควิดไหม คำถามเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า ประชาชนมีความตระหนักระดับหนึ่งแล้ว ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าดีใจมาก ๆ” หมอเจตกล่าว

ใบรับรองแพทย์

เวลาล่วงเลยจบพลบค่ำ ก่อนจากกัน เราถามถึงเป้าหมายไกล ๆ ที่นายแพทย์ทั้งสองใฝ่ฝันจะไปให้ถึง หมอเจตจึงยกคำพูดของ แอนดี วอร์ฮอล ขึ้นว่า “Art is anything that you can take away with” หรือ ศิลปะคือสิ่งที่คุณสามารถเอาไปด้วยได้ – คุยกันเรื่องวิทย์อยู่ดี ๆ ไหงยกคำคมของศิลปินคนดังขึ้นมาซะได้ 

“ทุกอย่างคือศิลปะที่คุณถือเอาไปได้ครับ ทั้งภาพของเรา เนื้อหาในเพจเรา หรือทุก ๆ ข้อมูลที่เราตั้งใจถ่ายทอดเอาไว้ ไม่ว่าอะไรจากศิลปะ คุณพกพามันใส่สมองเอาไว้ได้ แล้วจะหยิบมาใช้เมื่อไหร่ก็ได้เช่นกัน นั่นคือความตั้งใจของผม

“คุณอยากรู้ว่าเส้นเลือดในสมองแตกไหม คุณดูภาพศิลปะของผม ถ้าวันหนึ่งที่คุณปากเบี้ยว คุณจะนึกถึงศิลปะของผมที่คุณเอาไปด้วยผ่านการจดจำ” หมอหัวใจศิลป์กล่าว 

และสำหรับหมอบี ความคาดหวังของเขาไม่ได้อยู่ที่จำนวนผู้ติดตามที่จะเพิ่มขึ้นหรือลดลง หากแต่เป็นการคงมาตรฐานในทุก ๆ คอนเทนต์ที่นำเสนอ ทั้งในด้านความถูกต้อง ครบถ้วน แม่นยำ เป็นประโยชน์ และเขายังหวังเป็นอย่างยิ่งว่า เนื้อหาเหล่านั้นจะช่วยชีวิตของใครสักคนได้ในที่สุด

ที่สำคัญ ทั้งสองยังยืนยันหนักแน่นว่า พวกเขาเชื่อมั่นว่าการเข้าถึงความรู้ไม่จำเป็นต้องเสียเงิน และเพจห้องฉุกเฉินต้องรู้ของเขาจะยังคงยึดอุดมการณ์นี้ จนกว่าจะถึงวันที่แม้แต่เด็กอนุบาลก็ทำ CPR เป็น

Facebook : ห้องฉุกเฉินต้องรู้

YouTube : ห้องฉุกเฉิน ต้องรู้

Writer

Avatar

พัทธนันท์ สวนมะลิ

เด็กกรุงเทพฯ ผู้เป็น Sneakerhead และ Cinephile ที่หอบเสื่อผืนหมอนใบมาเรียนเชียงใหม่ แล้วสุดท้ายก็กลับไปตายรังที่กรุงเทพฯ

Photographer

ธนาธิป อดิเรกเกียรติ

ธนาธิป อดิเรกเกียรติ

ช่างภาพรักความสงบ กำลังพยายามค้นหาความสุขให้กับตัวเอง ผู้หลงใหลระหว่างบรรทัดของบทกวี

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load