ร้านกาแฟเล็กๆ ย่านท่าเตียนแห่งนี้ตกแต่งด้วยของชิ้นพิเศษ เป็นของตกแต่งที่ยืนยันว่าเคยมีเจ้าชายไทยเป็นนักแข่งรถ และเจ้าชายไทยอีกพระองค์เป็นผู้จัดการทีม เก่งระดับชนะฝรั่งได้

คาเฟ่หนูขาว หรือ White Mouse Café ย่านท่าเตียน ร้านเล็กย่านท่าเตียนกับข้าวของชิ้นพิเศษของ 2 เจ้าชายไทยที่โด่งดังในวงการแข่งรถโลก
คาเฟ่หนูขาว หรือ White Mouse Café ย่านท่าเตียน ร้านเล็กย่านท่าเตียนกับข้าวของชิ้นพิเศษของ 2 เจ้าชายไทยที่โด่งดังในวงการแข่งรถโลก

ผู้จัดการทีมพระองค์นั้นคือ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ ทรงบันทึกไว้ในหนังสือ เกิดวังปารุสก์ ว่า “การช่วยจัดการแข่งรถให้พีระเป็นส่วนสำคัญอันหนึ่งในชีวิตข้าพเจ้า ซึ่งได้ทำอยู่ทั้งหมดถึงเกือบแปดปี”

‘พีระ’ ที่ทรงกล่าวถึงคือ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพีระพงศ์ภาณุเดช หรือที่ฝรั่งรู้จักในนาม B.Bira (พ.พีระ) นักแข่งรถจากสยาม

ระหว่าง พ.ศ. 2478 – 2482 (ค.ศ.1935 – 1939) หรือก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 พ.พีระ เข้าเส้นชัยเป็นที่หนึ่ง 20 ครั้ง ที่สอง 14 ครั้ง และที่สาม 5 ครั้ง กล่าวได้ว่า ‘ชนะเลิศหรือเกือบชนะเลิศ’ คิดเป็นราว 57 เปอร์เซ็นต์ จากการเข้าแข่งทั้งหมด 68 ครั้ง และเป็นนักแข่งรถสมัครเล่นชาวไทย มิใช่นักแข่งอาชีพที่สังกัดตามบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ที่ล้วนเป็นชาวยุโรป

เป็นความภูมิใจของคนไทยที่ได้ทราบว่าเมื่อ 80 – 90 ปีที่แล้ว ชื่อ B.Bira เป็นที่เกรงขามของนักแข่งฝรั่ง เป็นราชานักแข่งรถที่ไม่มีใครสู้ได้ The Cloud ได้รับโอกาสจาก คุณไพศาลย์ เปี่ยมเมตตาวัฒน์ กรรมการผู้จัดการสำนักพิมพ์ River Books พาชมสิ่งของแห่งความภาคภูมิใจที่ประดับอยู่ใน ‘คาเฟ่หนูขาว’ หรือ ‘White Mouse Café’ ย่านท่าเตียน และพิเศษกว่าใคร เมื่อคุณไพศาลย์กรุณาเปิดให้เข้าชมห้องทรงงานของพระองค์จุลฯ ในวังจักรพงษ์ เพื่อชมถ้วยรางวัลจากการแข่งรถของ พ.พีระ

เจ้าชายผู้ชื่นชอบยานยนต์และความเร็ว

คุณไพศาลย์เล่าว่า “พระองค์จุลฯ เป็นเจ้านายที่นิยมยานยนต์ เมื่อปลายรัชกาลที่ห้าก็ทรงมีรถเด็กเล่นทำด้วยเหล็ก คงจะเป็นสมเด็จพระพันปีทรงซื้อพระราชทาน มีรูปถ่ายเก็บไว้ พอโตมาหน่อยรัชกาลที่หกก็พระราชทานรถคาดิลแลค เป็นรถไฟฟ้าย่อส่วนสีแดง วิ่งได้เหมือนจริง รถคันนี้ท่านก็มีรูปถ่ายเก็บไว้ ในปลายพระชนม์ชีพท่านก็ขึ้นไปนั่งขับ เป็นภาพที่น่าเอ็นดูมาก”

พระองค์พีระ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพีระพงศ์ภาณุเดช หรือที่ฝรั่งรู้จักในนาม B.Bira (พ.พีระ) นักแข่งรถจากสยาม
พระองค์พีระ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพีระพงศ์ภาณุเดช หรือที่ฝรั่งรู้จักในนาม B.Bira (พ.พีระ) นักแข่งรถจากสยาม
พระองค์พีระ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพีระพงศ์ภาณุเดช หรือที่ฝรั่งรู้จักในนาม B.Bira (พ.พีระ) นักแข่งรถจากสยาม
พระองค์พีระ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพีระพงศ์ภาณุเดช หรือที่ฝรั่งรู้จักในนาม B.Bira (พ.พีระ) นักแข่งรถจากสยาม
พระองค์พีระ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพีระพงศ์ภาณุเดช หรือที่ฝรั่งรู้จักในนาม B.Bira (พ.พีระ) นักแข่งรถจากสยาม
ภาพ : Riverbooks

ร้อยเอกรอนนี พอตส์ (Ronnie Potts) เลขานุการส่วนพระองค์ซึ่งเป็นชาวอังกฤษ เคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า จริงๆ ท่านชอบรถ แต่ไม่ได้ชอบขับรถ ท่านชอบให้คนอื่นขับให้นั่งมากกว่า”

คำกล่าวนี้ตรงกับที่พระองค์จุลฯ ทรงบันทึกไว้ว่า ตอนเด็กๆ ทรงขับรถได้อย่างดี แต่ทิ้งไปไม่ได้ขับเสียราว 7 ปี จนมาขับอีกครั้งตอนอายุ 20 ปี เกิดขลุกขลักเมื่อต้องเปลี่ยนเกียร์ แต่ก็ทรงเริ่มเลี่ยงการขับรถตั้งแต่นั้นมา

เมื่อพระองค์จุลฯ ไปศึกษาต่อที่สหราชอาณาจักร และทรงพบพระญาติรุ่นน้องคือ พระองค์เจ้าพีระฯ ผู้ชอบขับรถและขับได้ดีเยี่ยม จึงทรงชักชวนกันไปดูการแข่งรถด้วยกันบ่อยๆ เป็นจุดเริ่มต้นให้ทั้งสองพระองค์ทรงคิดเรื่องลงแข่งขันอย่างจริงจัง

พระองค์พีระ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพีระพงศ์ภาณุเดช หรือที่ฝรั่งรู้จักในนาม B.Bira (พ.พีระ) นักแข่งรถจากสยาม
พระองค์จุลฯ และพระองค์เจ้าพีระฯ ภาพ : River Books

แม้ตอนแรกพระองค์จุลฯ ไม่ทรงเห็นด้วย เพราะห่วงความปลอดภัยของพระองค์เจ้าพีระฯ แต่เมื่อเห็นฝีมือการขับของพระญาติรุ่นน้องแล้วก็ทรงยอม ทรงออกทุนซื้อรถแข่งและเป็นผู้จัดการทีมให้ เป็นการยอมสนับสนุนที่คงไม่ทรงคาดคิดว่าอีกไม่กี่ปีหลังจากนั้นพระองค์เจ้าพีระฯ จะได้มีโอกาสสัมผัสมือกษัตริย์ยุโรปหลายประเทศ และรับถ้วยรางวัลชนะเลิศการแข่งขันหลายรายการ มีชื่อเสียงระบือไกลไปทั่วเกาะอังกฤษและวงการแข่งรถของโลก

Bira the Invincible

พระองค์จุลฯ ทรงบันทึกไว้ว่า “นับแต่ก่อนพีระแข่งรถมา ข้าพเจ้าบังอาจกล่าวได้ว่า นอกจากผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับเมืองไทย หรือเคยไปอยู่เมืองไทย ของที่ชาวต่างประเทศนึกถึงเกี่ยวกับเมืองไทย ก็มีแมว กับคนฝาแฝดติดกัน ซึ่งความจริงคนฝาแฝดติดกันที่ไปมีชื่อเสียงอยู่ทั่วโลกนั้น ก็เป็นจีนเสียด้วยซ้ำ” พระองค์จุลฯ ทรงหมายถึง Siamese Cats กับฝาแฝดอิน-จัน ที่มีบิดาชาวจีน มารดาชาวไทย นั่นเอง

นักขับรถหนุ่ม พ.พีระ จึงถือเป็นคนไทยคนแรกที่โด่งดังในระดับโลก มิใช่เพียงเข้าร่วมการแข่งขัน แต่กวาดถ้วยชนะเลิศมาครองนับไม่ถ้วน จนได้รับสมญาจากหนังสือพิมพ์ Motor Sport เดือนมิถุนายน ค.ศ. 1939 ว่า Bira The Quite Invincible (พีระผู้ไม่มีใครโค่นได้)

พระองค์พีระ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพีระพงศ์ภาณุเดช หรือที่ฝรั่งรู้จักในนาม B.Bira (พ.พีระ) นักแข่งรถจากสยาม
ภาพ : River Books

หลังจาก พ.พีระ ชนะการแข่งในยุโรปครั้งแล้วครั้งเล่า 5 ธันวาคม พ.ศ. 2480 ชาวกรุงเทพฯ หลายหมื่นคนมีโอกาสได้เห็น ‘รอมิวลุส’ และ พ.พีระ บนถนนราชดำเนิน ตั้งแต่สะพานผ่านพิภพลีลาไปจนถึงลานพระบรมรูปทรงม้า

พระองค์พีระ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพีระพงศ์ภาณุเดช หรือที่ฝรั่งรู้จักในนาม B.Bira (พ.พีระ) นักแข่งรถจากสยาม
ภาพ : River Books

หนังสือพิมพ์ลงข่าวเป็นที่เอิกเกริกว่าเจ้านายไทยสองพระองค์ทำชื่อเสียงให้ประเทศชาติ สีน้ำเงินที่ทาบนรถรอมิวลุสได้ชื่อว่าเป็น ‘สีพีระ’ สาวๆ ชาวกรุงสมัยนั้นจำนวน ‘หลายร้อยหลายพัน’ ต่างหาซื้อเสื้อผ้าสีน้ำเงินพีระเพื่อสวมใส่ ‘ไปดูท่านพีระขับรถแข่ง’

“ตอนนั้นท่านกำลังมาแรง ทรงเป็นซูเปอร์สตาร์เมืองไทย ตอนนั้นก็ไม่มีคนไทยคนไหนเลยที่เป็นฮีโร่ ท่านกลับมาแบบเป็นขวัญใจคนไทยจริงๆ ในยุค 2480 – 2490” คุณไพศาลย์เล่ายิ้มๆ

“ตอนนั้นเราไม่มีฮีโร่ของชาติ ก็มีแต่พระองค์เจ้าพีระฯ หลังจากยุคท่านถึงจะมี โผน กิ่งเพชร, ชาติชาย เชี่ยวน้อย เป็นยุคหลัง พ.ศ. 2500 มาแล้ว” คุณไพศาลย์หมายถึงนักมวยชาวไทยคนแรกและคนที่ 2 ที่เป็นแชมป์โลก จนทำให้เกิดปรากฎการณ์ยกโขยงไปเชียร์มวยหน้าจอโทรทัศน์กันทั้งตำบลในสมัยนั้น

7 สิ่งของต้องดูใน ‘คาเฟ่หนูขาว’

1. สัญลักษณ์หนูขาว

พระองค์พีระ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพีระพงศ์ภาณุเดช หรือที่ฝรั่งรู้จักในนาม B.Bira (พ.พีระ) นักแข่งรถจากสยาม
คาเฟ่หนูขาว หรือ White Mouse Café ย่านท่าเตียน ร้านเล็กย่านท่าเตียนกับข้าวของชิ้นพิเศษของ 2 เจ้าชายไทยที่โด่งดังในวงการแข่งรถโลก

‘คอกรถแข่ง’ ที่คว้าชัยมานับไม่ถ้วนนี้ชื่อ ทีมหนูขาว (White Mouse) พระองค์จุลฯ ทรงเล่าไว้ว่า สมัยนั้นคณะรถแข่งที่มีชื่อเสียงที่สุดคือคอกอิตาเลียนชื่อ เฟอร์รารี มีตราม้าดำมีปีกเป็นสัญลักษณ์ และโดยที่พระองค์จุลฯ ทรงมีชื่อเล่นว่า ‘หนู’ พระองค์เจ้าพีระฯ จึงทรงเขียนรูปหนูสีขาวติดที่รถแข่ง ชาวยุโรปเห็นเป็นของแปลก พวกหนังสือพิมพ์ชอบกล่าวว่า รถแข่งของพีระมีหนู Mickey Mouse ติดอยู่ด้วย ในร้านกาแฟเล็กๆ แห่งนี้จึงมีสัญลักษณ์ที่ว่าปรากฏอยู่ และได้ชื่อว่า White Mouse Café

2. ภาพประวัติศาสตร์การแข่งรถของพระองค์เจ้าพีระฯ

พระองค์พีระ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพีระพงศ์ภาณุเดช หรือที่ฝรั่งรู้จักในนาม B.Bira (พ.พีระ) นักแข่งรถจากสยาม
พระองค์พีระ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพีระพงศ์ภาณุเดช หรือที่ฝรั่งรู้จักในนาม B.Bira (พ.พีระ) นักแข่งรถจากสยาม

คุณไพศาลย์พา The Cloud ชมภาพต่างๆ ที่ติดอยู่บนฝาผนังร้าน ความพิเศษของภาพเหล่านี้คือ เป็นภาพถ่ายที่บอกเล่าเรื่องราวการแข่งรถของทีมหนูขาว บางภาพเป็นฝีมือการถ่ายของพระองค์จุลฯ หลายภาพมีคำบรรยายภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นลายพระหัตถ์ของพระองค์จุลฯ ว่าแข่งรายการใด ที่ไหน ระบุวันเดือนปี เช่นวันที่ 11 เมษายน 1936 เมื่อพระองค์เจ้าพีระฯ รับถ้วยรางวัลชนะเลิศในการแข่งขันที่โมนาโก ใช้รถ ‘รอมิวลุส’

บางภาพมีรถแข่ง 3 คัน เรียงกันในสนาม พระองค์จุลฯ บรรยายภาพไว้ว่านี่คือรถแข่ง 1500 ซีซี ที่ประสบความสำเร็จที่สุดของปี 1936 ระบุชื่อนักขับทั้งสามคน และหนึ่งในนั้นคือ พ.พีระ กับรถ E.R.A. รอมิวลุส

บรรยากาศในสนามแข่งน่าตื่นเต้น พระองค์จุลฯ ทรงบันทึกไว้ว่า “รถแข่งเสียงดังสนั่นตั้ง 20 กว่าคันราวกับยักษ์ 20 ตนขู่คำราม จะไล่ขม้ำกินคน ยิ่งเมื่อคนขับแข่งเร่งเครื่องขึ้นเมื่อจวนจะออก ก็ยิ่งดังสนั่นยิ่งขึ้น”

เมื่อกรรมการชูธงเป็นสัญญาณออกตัว อะไรเกิดขึ้นหลังจากนั้น ก็ขึ้นอยู่กับ 4 ปัจจัย คือความสามารถของนักขับ รถที่เร็วและทนทาน มีผู้จัดการและช่างเครื่องที่มีความสามารถ และต้องมีโชคด้วย ดังที่นักแข่งอาวุโสท่านหนึ่งเคยกล่าวไว้เมื่อ พ.พีระ ชนะการแข่งขันที่มอนติคาร์โล หากขาดข้อใดไปก็ไม่อาจขึ้นสู่ตำแหน่งอันดับหนึ่งได้

3. ป้าย ‘ย’

คาเฟ่หนูขาว หรือ White Mouse Café ย่านท่าเตียน ร้านเล็กย่านท่าเตียนกับข้าวของชิ้นพิเศษของ 2 เจ้าชายไทยที่โด่งดังในวงการแข่งรถโลก

ป้ายแบบนี้เป็นสิ่งจำเป็นต่อชัยชนะ เพราะเป็นการให้สัญญาณแก่นักขับว่า ตอนนี้ควรทำอะไร เช่น ‘ย’ หมายถึง หยุด ‘ร’ หมายถึง เร่งความเร็วขึ้น ‘PAR ๑๕๐’ หมายถึง ทำความเร็วให้ได้ 150 ไมล์ / ชั่วโมง และยังมีสัญญาณที่บอกให้ชะลอความเร็วลงเพื่อถนอมเครื่องยนต์และป้องกันอันตราย (ในกรณีที่คู่แข่งไล่ไม่ทัน)

พระองค์จุลฯ ทรงให้เขียนตัวอักษรและเลขไทยบนป้าย จนหนังสือพิมพ์อังกฤษตื่นเต้นและนำไปเขียนว่า ที่ทีมหนูขาวทำเช่นนั้นเพราะตั้งใจให้เป็นสัญญาณลับ

ในสนาม พ.พีระ (นักแข่ง) และพระองค์จุลฯ (ผู้จัดการทีม) ต้องทำหน้าที่ไปพร้อมกัน พ.พีระ ขับรถเพื่อไปถึงเส้นชัยให้เร็วที่สุด ส่วนพระองค์จุลฯ และผู้ช่วย ต้องคอยสังเกตว่า พ.พีระ อยู่ตำแหน่งไหน ควรเร่งหรือชะลอความเร็ว ควรเข้าที่ซ่อมเติม (Pit) เพื่อเติมน้ำมันหรือซ่อมอะไรบ้างหรือไม่ วิ่งรอบนี้ใช้เวลาไปกี่วินาที ยังเหลือต้องวิ่งอีกกี่รอบ

พระองค์จุลฯ ทรงยกตัวอย่างไว้ว่า สนามดิเอปป์ (Dieppe) ในฝรั่งเศส แข่งระยะทางไกลถึง 320 กิโลเมตร แต่สนามแข่งหนึ่งรอบยาวเพียง 8 กิโลเมตร ก็เท่ากับต้องวิ่งให้ครบ 40 รอบ นักขับต้องสนใจต่อการขับ จึงจำไม่ได้ว่าขับไปแล้วกี่รอบ อีกทั้งผู้จัดการหรือผู้อำนวยการ (พระองค์จุลฯ) จะต้องดูแลและควบคุมช่างเครื่องให้พร้อม มีเครื่องมือพร้อมที่จะช่วยคนขับในที่ซ่อมเติม

คุณไพศาลย์ให้ความเห็นว่า นักแข่งรถและผู้จัดการทีมสมัยก่อนต้องใช้ทักษะเฉพาะตัวสูง เพราะไม่มีเครื่องช่วยอะไรเลย ทุกอย่างต้องคอยนับ คำนวณ และจดด้วยมือ ต้องเฝ้ามองจากต้นทางว่ารถของทีมตนเองใกล้เข้ามาหรือยัง เพื่อเตรียมการในที่ซ่อมเติมให้พร้อม สมัยนี้นักแข่งสื่อสารกับผู้ช่วยในทีมได้เพราะมีหูฟัง แต่สมัยก่อนไม่มี

เมื่อพระองค์จุลฯ ทรงคำนวณแล้วว่าจะให้ พ.พีระ ทำอย่างไรต่อไป ก็ต้องคอยสื่อสารกับนักขับ ด้วยการยกป้ายต่างๆ เหล่านี้เป็นสัญญาณ ดังที่ทรงบันทึกไว้ว่า “ผู้อำนวยการจึงมีงานทำมาก จะละทิ้งหน้าที่บงการอยู่ไม่ได้เลยตลอดการแข่ง”

4. พวงมาลัยรถหนุมาน

คาเฟ่หนูขาว หรือ White Mouse Café ย่านท่าเตียน ร้านเล็กย่านท่าเตียนกับข้าวของชิ้นพิเศษของ 2 เจ้าชายไทยที่โด่งดังในวงการแข่งรถโลก
คาเฟ่หนูขาว หรือ White Mouse Café ย่านท่าเตียน ร้านเล็กย่านท่าเตียนกับข้าวของชิ้นพิเศษของ 2 เจ้าชายไทยที่โด่งดังในวงการแข่งรถโลก

นี่เป็นพวงมาลัยของรถแข่งชื่อ หนุมาน ซึ่งรถพังไปแล้ว ซ่อมไม่ได้ พระองค์จุลฯ ก็เลยขายตัวโครงไป เราเลยเก็บพวงมาลัยตัวจริง ส่วนตัวรถหนุมานที่ประกอบขึ้นใหม่มีคนซื้อมาทูลเกล้าฯ ถวายรัชกาลที่เก้า ตอนนี้ตั้งแสดงที่ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา” คุณไพศาลย์อธิบาย

หนุมานเป็นรถ E.R.A. (English Racing Automobiles) ที่พระองค์จุลฯ ทรงซื้อใน พ.ศ. 2481 พวงมาลัยอันนั้นมีรูปหนุมานแกะสลักด้วยเงินอยู่ตรงกลาง ขนาดใหญ่กว่าพวงมาลัยรถเก๋งในปัจจุบัน

“คราบที่เห็นบนพวงมาลัยเป็นคราบเหงื่อไคลของจริงของพระองค์เจ้าพีระฯ เมื่อท่านขับเมื่อ 70 – 80 ปีที่แล้ว นี่คืออนุสรณ์ที่เราได้เห็นจริงๆ ของพระองค์เจ้าพีระฯ ที่ทรงจับพวงมาลัยนี้บังคับรถไปมาอยู่ในสนามแข่ง” คุณไพศาลย์เล่า

คาเฟ่หนูขาว หรือ White Mouse Café ย่านท่าเตียน ร้านเล็กย่านท่าเตียนกับข้าวของชิ้นพิเศษของ 2 เจ้าชายไทยที่โด่งดังในวงการแข่งรถโลก
คาเฟ่หนูขาว หรือ White Mouse Café ย่านท่าเตียน ร้านเล็กย่านท่าเตียนกับข้าวของชิ้นพิเศษของ 2 เจ้าชายไทยที่โด่งดังในวงการแข่งรถโลก

นอกจาก ‘หนุมาน’ แล้ว ยังมีรถแข่งคู่ใจ พ.พีระ อีก 2 คันที่มีชื่อ คือ ‘รอมิวลุส’ กับ ‘รีมุส’ คันที่โดดเด่นที่สุดคือรอมิวลุส เป็นรถแข่งสัญชาติอังกฤษในตระกูล E.R.A. (English Racing Automobiles) ผลิตออกมาเพียง 19 คัน ในการแข่งตั้งแต่ พ.ศ. 2479 – 2482 รถรอมิวลุสที่ขับโดย พ.พีระ ชนะเลิศรางวัลที่ 1 ถึง 10 ครั้งด้วยกัน เป็นรถ E.R.A. ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดเหนือรถแข่งยี่ห้ออื่น และเป็นรถแข่งคู่พระทัยของ พ.พีระ มาโดยตลอด

5. ถ้วยรางวัล

คาเฟ่หนูขาว หรือ White Mouse Café ย่านท่าเตียน ร้านเล็กย่านท่าเตียนกับข้าวของชิ้นพิเศษของ 2 เจ้าชายไทยที่โด่งดังในวงการแข่งรถโลก
คาเฟ่หนูขาว หรือ White Mouse Café ย่านท่าเตียน ร้านเล็กย่านท่าเตียนกับข้าวของชิ้นพิเศษของ 2 เจ้าชายไทยที่โด่งดังในวงการแข่งรถโลก

มุมหนึ่งของร้านมีตู้กระจกบรรจุหนังสือภาษาอังกฤษที่พระองค์จุลฯ ทรงบันทึกเรื่องราวการแข่งรถของ พ.พีระ และจัดพิมพ์ในประเทศอังกฤษ และหนังสือเล่มเล็กๆ ภาพหน้าปกเป็นฝีพระหัตถ์พระองค์เจ้าพีระฯ

คาเฟ่หนูขาว หรือ White Mouse Café ย่านท่าเตียน ร้านเล็กย่านท่าเตียนกับข้าวของชิ้นพิเศษของ 2 เจ้าชายไทยที่โด่งดังในวงการแข่งรถโลก
คาเฟ่หนูขาว หรือ White Mouse Café ย่านท่าเตียน ร้านเล็กย่านท่าเตียนกับข้าวของชิ้นพิเศษของ 2 เจ้าชายไทยที่โด่งดังในวงการแข่งรถโลก

แต่ที่โดดเด่นสะดุดตาคือสารพัดถ้วยรางวัลจากการแข่งขันที่ พ.พีระ แลกมาด้วยหยาดเหงื่อและความสามารถ คุณไพศาลย์กล่าวว่า “ถ้วยรางวัลเหล่านี้ถือว่าล้ำค่ามาก เพราะเป็นเงินแท้ๆ และจัดทำเฉพาะสำหรับการแข่งครั้งนั้นๆ ไม่มีอีกแล้ว ถ้วยรางวัลสมัยนี้ใช้วัสดุอื่น ไม่ใช่เงิน ถ้วยเหล่านี้จึงมีมูลค่าสูงมาก ถ้าถ้วยเล็กลงไปก็เป็นของการแข่งย่อยๆ”

คาเฟ่หนูขาว หรือ White Mouse Café ย่านท่าเตียน ร้านเล็กย่านท่าเตียนกับข้าวของชิ้นพิเศษของ 2 เจ้าชายไทยที่โด่งดังในวงการแข่งรถโลก
คาเฟ่หนูขาว หรือ White Mouse Café ย่านท่าเตียน ร้านเล็กย่านท่าเตียนกับข้าวของชิ้นพิเศษของ 2 เจ้าชายไทยที่โด่งดังในวงการแข่งรถโลก

คุณไพศาลย์ยังกรุณาให้ The Cloud เข้าชมห้องทรงงานของพระองค์จุลฯ ซึ่งอยู่ในวังจักรพงษ์ ในห้องนั้นเป็นที่เก็บรักษาถ้วยรางวัลอีกส่วนหนึ่งทั้งใหญ่และเล็ก และมีถ้วยรางวัลพิเศษคือ Siam Cup พระองค์จุลฯ ทรงบันทึกไว้ว่า “ข้าพเจ้าประสงค์จะแสดงความขอบคุณวงการแข่งรถของอังกฤษ ทั้งอยากจะอวดฝีมือเครื่องถมไทยด้วย จึงจัดสั่งถ้วยถมมาจากเมืองไทย” ถ้วยนี้ทรงสั่งช่างที่กรุงเทพฯ ให้ทำมาหลายใบเพื่อมอบให้นักแข่งรถคนอื่นด้วย

คาเฟ่หนูขาว หรือ White Mouse Café ย่านท่าเตียน ร้านเล็กย่านท่าเตียนกับข้าวของชิ้นพิเศษของ 2 เจ้าชายไทยที่โด่งดังในวงการแข่งรถโลก
คาเฟ่หนูขาว หรือ White Mouse Café ย่านท่าเตียน ร้านเล็กย่านท่าเตียนกับข้าวของชิ้นพิเศษของ 2 เจ้าชายไทยที่โด่งดังในวงการแข่งรถโลก

6. โปสเตอร์ ‘กรุงเทพกรังด์ปรีซ์’

คาเฟ่หนูขาว หรือ White Mouse Café ย่านท่าเตียน ร้านเล็กย่านท่าเตียนกับข้าวของชิ้นพิเศษของ 2 เจ้าชายไทยที่โด่งดังในวงการแข่งรถโลก

พระองค์จุลฯ ทรงตั้งใจให้เมืองไทยเป็นสนามแข่งรถในระดับนานาชาติ เป็นครั้งแรกในกรุงเทพฯ และในเอเชีย การแข่งรถ ‘กรุงเทพกรังด์ปรีซ์’ เกือบจะเกิดขึ้นจริงๆ เมื่อ 10 ธันวาคม พ.ศ.2482 (ค.ศ. 1939) มีกำหนดแข่งรอบพระบรมมหาราชวังกับท้องสนามหลวง ชิงรางวัล 100,000 บาท เชิญนักแข่งไว้แล้ว 12 คน

แต่น่าเสียดายที่ในเดือนกันยายนปีเดียวกันสงครามโลกครั้งที่ 2 ระเบิดขึ้นเสียก่อน การแข่งขันนี้จึงไม่เกิดขึ้น เหลือหลักฐานเพียงโปสเตอร์ชิ้นนี้ที่พระองค์จุลฯ สั่งให้พิมพ์ออกมาเป็นตัวอย่าง ฝีพระหัตถ์วาดภาพและทำกราฟิกโดยพระองค์เจ้าพีระฯ

ในปี 1939 โปสเตอร์ใบนี้ถูกส่งเพื่อกระจายข่าวไปทั่วยุโรป คุณไพศาลย์กล่าวว่า ปัจจุบันน่าจะเหลือโปสเตอร์นี้เพียงไม่กี่ใบ ราคาซื้อขายกันหลักแสนบาท

7. ดาราทอง

คาเฟ่หนูขาว หรือ White Mouse Café ย่านท่าเตียน ร้านเล็กย่านท่าเตียนกับข้าวของชิ้นพิเศษของ 2 เจ้าชายไทยที่โด่งดังในวงการแข่งรถโลก

ในแต่ละการแข่งขัน นักแข่งที่นำรถมาถึงเส้นชัยทุกคนจะได้คะแนน ที่หนึ่งได้ 10 คะแนน ที่สองได้ 8 คะแนน ที่สามได้ 6 คะแนน ที่สี่ได้ 4 คะแนน ที่ห้าได้ 3 คะแนน และผู้ไปถึงเส้นชัยได้ 2 คะแนน พอสิ้นปีนำคะแนนมารวมกัน ผู้ได้คะแนนสูงที่สุดของปีนั้นจะได้รับรางวัลดาราทองจากสมาคมนักแข่งรถอังกฤษ

นักแข่งรถหนุ่ม พ.พีระ วัย 22 ปี ใช้เวลาเพียง 2 ปีในสนามแข่งรถเพื่อพิชิตเกียรติยศสูงสุดของการแข่งรถระดับโลก คือได้รับดาราทองเป็นครั้งแรกในพ.ศ. 2479

พระองค์เจ้าพีระฯ เคยประทานสัมภาษณ์ไว้แก่นิตยสาร สารคดี (สัมภาษณ์โดย วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์) ว่า “ผมได้คะแนนรวมสูงสุดครั้งแรกในปี 2479 และได้ติดต่อกันถึงปี 2481 รวมสามปีซ้อน เรียกว่า เป็น ‘โกลด์สตาร์แฮตทริก’ หรือ ‘ดาราทองสามปีซ้อน’ ซึ่งในอดีตและถึงปัจจุบันนี้ก็ยังไม่มีใครทำได้เลย ต่อมาอังกฤษเห็นคนไทยมากวาดรางวัลหมดก็เลยเปลี่ยนกติกาใหม่ว่า ผู้จะได้ดาราทองต้องเกิดในอังกฤษ ผมก็เลยหมดสิทธิ์ แต่ก็ยังแข่งและได้รางวัลนานาชาติอยู่เป็นประจำ”

ปัจจัยแห่งความสำเร็จ

เป็นชาวเอเชียหัวดำ ขึ้นรับถ้วยรางวัลชนะเลิศในเมืองฝรั่ง มีหรือจะไม่โดนเขม่นว่าทำไมจึงชนะได้

พระองค์เจ้าพีระฯ ทรงเคยประทานสัมภาษณ์ไว้ไม่นานก่อนสิ้นพระชนม์ใน พ.ศ. 2528 ว่าเรื่องการเหยียดผิวนั้น ก็มีในวงการรถแข่ง

“บังเอิญผมดังก็เพราะ หนึ่ง ความเป็นเจ้า สอง เอาชนะฝรั่ง ขนาดคนที่สร้างรถยนต์ก็เก่งกว่าเขาได้ เขาเกาหัวเลยว่า เอ…ทำไมมีคนยังงี้มาได้ ไปซื้อรถเขามาแล้วไปชนะเขาอีกที เขาไม่เข้าใจ”

พระองค์เจ้าพีระฯ หมายถึง พ.ศ.2480 ที่ พ.พีระ ชนะการแข่งขันติดๆ กันมาตลอดด้วยรถรอมิวลุส ซึ่งเป็นรถตระกูล E.R.A (English Racing Automobiles) ผู้ผลิตรถยนต์ E.R.A. จึงนำรถรุ่นใหม่ๆ ที่มีกำลังเหนือกว่ารอมิวลุสลงแข่งหลายคันเพื่อเอาชนะ พ.พีระ ให้ได้ เพราะเสียหน้าที่ชาวเอเชียมาซื้อรถ E.R.A. ไปขับแล้วกวาดถ้วยรางวัลสนามแล้วสนามเล่า

แต่เมื่อนักขับชาวสยามร่างเล็กผิวคล้ำยังคงเข้าเส้นชัยเป็นที่หนึ่ง บรรดาผู้ผลิตจึงจำต้องยอมรับว่า ‘รอมิวลุส’ ที่ขับโดย พ.พีระ นั้นเป็นเลิศจริงๆ

ความโดดเด่นของ พ.พีระ คือเทคนิคเฉพาะตัวในการขับรถทางโค้ง

หนึ่งในบรรดานักแข่งรถสมัยนั้นวิเคราะห์ไว้ว่า “ถ้าทางตรง รถที่แรงกว่าเอาชนะท่านได้ แต่ทางโค้ง ไม่ว่ารถจะแรงขนาดไหน ไม่มีทางขึ้นหน้าท่านพีระได้ เพราะท่านพีระไม่ใช้วิธีการแตะเบรกขณะเลี้ยว ซึ่งยากนักที่ใครจะบังคับรถที่มีความเร็วขนาดนั้นได้”

เรื่องไม่แตะเบรกขณะเลี้ยว บวกกับไหวพริบที่เป็นเลิศ เคยทำให้ พ.พีระ พิชิตรางวัลชนะเลิศมาแล้วที่สนามบรู๊กแลนด์ส ระยะทาง 250 ไมล์ (402 กม.) ต้องขับทั้งสิ้น 100 รอบ

พระองค์พีระ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพีระพงศ์ภาณุเดช หรือที่ฝรั่งรู้จักในนาม B.Bira (พ.พีระ) นักแข่งรถจากสยาม

พระองค์จุลฯ ทรงบันทึกไว้ว่า พ.พีระ และคู่แข่งตลอดกาลคือ เรย์มอนด์ เมย์ส (Raymond Mays) ชาวอังกฤษ ขับเคี่ยวกันอย่างสูสี ในการขับรอบสุดท้าย เมย์สแซงหน้า พ.พีระ จนได้ ซึ่งนักแข่งส่วนมากถ้าโดนแซงในรอบสุดท้ายก็อาจถอดใจ

แต่ พ.พีระ ผู้ขับอย่างเหน็ดเหนื่อยมาร่วม 3 ชั่วโมง ยังไม่ยอมแพ้ ไล่กวดหลังเมย์สอย่างกระชั้นชิดที่สุด เพื่อให้ความเร็วรถแข่งของเมย์สที่บังลมอยู่ด้านหน้า ดูดเอารถรอมิวลุสของ พ.พีระ เข้าไปด้วยจนรถเกือบติดกัน

พอถึงหัวโค้งสุดท้าย พีระก็เลี้ยวรถโดยเหยียบเบรกทีหลังเมย์ส ส่งผลให้รอมิวลุสผ่านหน้ารถของเมย์ส เข้าเส้นชัยเป็นคันแรก ชนะเมย์สเพียง 1 วินาทีเท่านั้น

พระองค์พีระ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพีระพงศ์ภาณุเดช หรือที่ฝรั่งรู้จักในนาม B.Bira (พ.พีระ) นักแข่งรถจากสยาม
ภาพ : Riverbooks
คาเฟ่หนูขาว หรือ White Mouse Café ย่านท่าเตียน ร้านเล็กย่านท่าเตียนกับข้าวของชิ้นพิเศษของ 2 เจ้าชายไทยที่โด่งดังในวงการแข่งรถโลก

คุณไพศาลย์กล่าวว่า “ในความรู้สึกผม พระองค์จุลฯ ทรงภูมิใจที่ได้เห็นธงไทยโบกสะบัดที่ยุโรป ผมว่าเป็นความรู้สึกหลักของท่าน ไม่มีอะไรเคลือบแฝง ท่านสั่งแผ่นเสียงเพลง สรรเสริญพระบารมี ไปจากเมืองไทย เพราะว่าเวลาแข่งชนะก็ต้องเปิด เราก็ยังเก็บไว้ ผืนธงไตรรงค์ผืนแรกที่ชักขึ้นไปเมื่อพระองค์เจ้าพีระฯ ชนะเราก็ยังเก็บไว้

“ทรงสละทรัพย์มหาศาลเพื่อสร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทย เพราะการเป็นเจ้าของทีมต้องมีค่าใช้จ่าย ต้องซื้อรถแข่ง ต้องมีรถตู้เอาไว้ขนรถแข่งไปสนามต่างๆ ต้องมีคนขับ มีช่างเครื่อง อยู่ในสนาม ท่านก็ต้องทำหน้าที่เพื่อช่วยสนับสนุนท่านพีระให้ไปถึงเส้นชัยเร็วที่สุด

“ผมคิดว่ารถแข่งยุคเก่ามันน่าจะอันตรายมากเมื่อเทียบกับการแข่งรถฟอร์มูล่าวัน (Formula One) ในปัจจุบัน เพราะไม่มีเครื่องช่วยใดๆ เลย สมัยนี้มีกล้อง มีคอมพิวเตอร์ นักแข่งมีหน้าที่กดปุ่ม มีเครื่องป้องกันอันตรายจากการชนหรือการคว่ำ แต่สมัยนั้นไม่มีเลย ก็เรียกได้ว่าท่านเสี่ยงชีวิตให้ได้มาซึ่งชัยชนะ” คุณไพศาลย์กล่าว

พระองค์เจ้าพีระฯ ประทานสัมภาษณ์เรื่องความสามารถในการขับรถไว้ว่า ท่านยอมรับว่าเป็นพรสวรรค์เฉพาะด้าน แต่ต้องสู้จนได้มา

“มันเป็นความสามารถที่คนเราได้รับหรือมีมา แต่ไอ้ความสามารถนี่มันก็อยู่ที่ต้องมีใจสู้ด้วย ตอนที่ผมแข่งนั้น ผมแข่งด้วยใจรัก จิตใจพร้อมที่จะทำ พร้อมที่จะทุ่มเทให้ทุกอย่าง ถ้าคิดว่าจะเป็นแชมป์ เราก็ต้องฝึกหนักมากๆ ด้วย”

เมื่อความสามารถและหัวใจนักสู้เช่นนี้มารวมกับทักษะของผู้จัดการทีมอย่างพระองค์จุลฯ ผู้ทรงตั้งใจทำชื่อเสียงให้ประเทศไทย ทำให้ พ.พีระ เป็นชื่อไทยชื่อแรกและชื่อเดียวที่ชนะเลิศในวงการรถแข่งระดับนานาชาติ จนถึงปัจจุบัน

การสิ้นพระชนม์ของ พ.พีระ ที่สถานีรถไฟบารอนส์คอร์ตในกรุงลอนดอน พ.ศ. 2528 กลายเป็นข่าวใหญ่ในสหราชอาณาจักร สำนักข่าว BBC นำเสนอข่าวตลอดวัน หนังสือพิมพ์ทั้งในไทยและสหราชอาณาจักรต่างทำข่าวการสูญเสียเจ้าชายไทยนักแข่งรถ

นักขับชื่อดังชาวยุโรปหลายคนที่ขับเคี่ยวความเร็วในสนามแข่งมาด้วยกันกับ พ.พีระ เมื่อ 50 ปีก่อนหน้า ต่างบินมาร่วมแสดงความอาลัยเป็นครั้งสุดท้าย แด่ Bira the Quite Invincible พีระ ผู้ไม่มีใครโค่นได้

พระองค์พีระ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพีระพงศ์ภาณุเดช หรือที่ฝรั่งรู้จักในนาม B.Bira (พ.พีระ) นักแข่งรถจากสยาม

ขอขอบคุณ

คุณไพศาลย์ เปี่ยมเมตตาวัฒน์

หนังสือและบทความประกอบการเขียน

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์. เกิดวังปารุสก์. กรุงเทพฯ : ริเวอร์บุ๊คส์, 2560

วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์. คนกล้า. กรุงเทพฯ : สารคดี, 2544

Writer

กรณิศ รัตนามหัทธนะ

นักเรียนเศรษฐศาสตร์ที่เปลี่ยนแนวไปเรียนทำอาหารอย่างจริงจัง เป็น introvert ที่ชอบงานสัมภาษณ์ รักหนังสือ ซื้อไวกว่าอ่าน เลือกเรียนปริญญาโทในสาขาที่รู้ว่าไม่มีงานรองรับคือมานุษยวิทยาอาหาร มีความสุขกับการละเลียดอ่านหนังสือและเรียนรู้สิ่งใหม่ผ่านภาพถ่ายเก่าและประวัติศาสตร์สังคม

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Share Location

รวมสถานที่สวยและดีที่อยากชวนคุณแวะเวียนไปช่วงวันหยุด

ไม่ว่าจะเดินไปทางไหน เชื่อว่าสายตาของคุณต้องได้เห็นตัวอักษรที่ออกแบบโดยบริษัท คัดสรร ดีมาก ทั้งที่ตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม ไม่ว่าจะผ่านป้ายโฆษณามากมายในรถไฟฟ้าและสองฝั่งถนน ชื่ออาคารเก่า ไปจนถึงห้างสรรพสินค้าใหม่ทันสมัย บทความในหนังสือหรือนิตยสารเล่มโปรด รวมถึงตัวอักษรจำนวนมหาศาลที่ปรากฏบนจอสมาร์ทโฟน

ใช่, ตัวอักษรที่คุณกำลังอ่านในเว็บของเราขณะนี้ก็ด้วย

บ่ายนี้เรามีนัดไปเยี่ยมชมออฟฟิศใหม่เอี่ยมบนตึกสูงของ ‘คัดสรร ดีมาก’ บริษัทออกแบบฟอนต์รุ่นเก๋าในวงการ จุดนัดพบของเราคือ ภิรัชทาวเวอร์ แอท เอ็มควอเทียร์ ย่านพร้อมพงษ์ ที่รายล้อมไปด้วยความทันสมัย บรรยากาศของความเป็นเมืองที่ไม่หยุดนิ่งกับอาชีพนักออกแบบช่างดูเข้ากันดีเหลือเกิน

เรารีบขึ้นลิฟต์ตรงไปชั้น 22

บนตึกสูงใจกลางเมืองเช่นนี้หลายออฟฟิศเลือกใช้งานพื้นที่อย่างคุ้มค่า แต่ ‘คัดสรร ดีมาก’ กลับเลือกที่จะสร้างความเป็นส่วนตัวก่อนถึงประตูทางเข้าด้วยทางเดินทอดยาวระยะหนึ่ง-ยาวพอที่จะเป็นเส้นนำสายตาให้แวะทักทายกับเหล่าตัวอักษรน้อยใหญ่บนพื้นและผืนผนังที่รอกล่าวต้อนรับเรา ก่อนเชื้อเชิญให้เข้าไปด้านใน

คัดสรรดีมาก, ออกแบบฟอนต์, แต่งออฟฟิศ, ออฟฟิศขนาดเล็ก คัดสรรดีมาก, ออกแบบฟอนต์, แต่งออฟฟิศ, ออฟฟิศขนาดเล็ก

ธรรมดาเป็นพิเศษ

ไม่แปลก หากคุณกำลังจินตนาการว่าออฟฟิศของนักออกแบบจะต้องมีดีไซน์โดดเด่น หวือหวา เต็มไปด้วยคอนเซปต์เท่ๆ เหมือนออฟฟิศในฝันนั้น แต่มันไม่จำเป็นต้องเป็นเช่นนั้นเสมอไป

สำนักงานตรงหน้านั้นดีไซน์เรียบง่าย ธรรมดาแต่น่าอยู่ อยู่แล้วสบายใจ และมีฟังก์ชันที่เอื้อต่อการใช้งานได้ตรงตามความต้องการ

คัดสรรดีมาก, ออกแบบฟอนต์, แต่งออฟฟิศ, ออฟฟิศขนาดเล็ก

เรากวาดสายตาไปทั่วภายใต้ออฟฟิศสีขาวที่ไม่แค่สะอาดตาเท่านั้น แต่ยังเป็นระเบียบเรียบร้อยเหมือนเพิ่งย้ายเข้ามาอยู่เมื่อวาน ภายในห้องขนาดพอเหมาะนี้มีการแบ่งสัดส่วนอย่างพอดี โปร่งโล่งด้วยกระจกใสที่กรุอยู่รอบด้าน พร้อมแสงธรรมชาติที่ส่องสว่างเข้ามาให้ห้องโดยไม่ต้องพึ่งแสงไฟ กับการเติมลูกเล่นให้พื้นที่ด้วยการหยอดแม่สีสนุกๆ อย่างกำแพงสีแดงเข้มด้านในสุดและในห้องประชุมเล็ก นอกจากนั้นยังมีพื้นที่ส่วนกลางให้แชร์สเปซกันด้วยโซฟาชิ้นโต โทนสีน้ำเงินเหลือง พร้อมของตกแต่งน้อยชิ้นที่สร้างคาแรกเตอร์และรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ของบริษัทตามมุมต่างๆ ถ้าจะบอกว่า เรียบแต่โก้ โชว์น้อยแต่ได้มาก ก็คงไม่ผิดนัก

คัดสรรดีมาก, ออกแบบฟอนต์, แต่งออฟฟิศ, ออฟฟิศขนาดเล็ก คัดสรรดีมาก, ออกแบบฟอนต์, แต่งออฟฟิศ, ออฟฟิศขนาดเล็ก

“เราพยายามเป็นพิเศษเพื่อให้มันธรรมดาเหมือนเป็นวิธีการทำงานของเรา เหมือนเวลาที่เราทำงานดีไซน์ บางอย่างมันต้องพยายามเป็นพิเศษที่ให้มันดูธรรมดา ผมเชื่อว่าอะไรให้มันดูเหมือนง่ายๆ จริงๆ แล้วมันมีกระบวนการมากที่จะทำให้มันออกมาดูง่ายและจับใจ

“สิ่งที่สำคัญที่สุดคือฟังก์ชันของคนใช้งาน มีความปลอดโปร่ง เพราะฟังก์ชันที่ดีจะช่วยให้มีประสิทธิภาพในการทำงาน โดยไม่ลืมที่บอกเล่าตัวตนของเราเข้าไปในออฟฟิศด้วย”

คุณนุ-อนุทิน วงศ์สรรคกร และ คุณป่าน-พงศ์ธร หิรัญพฤกษ์ สองตัวแทนผู้ก่อตั้งบริษัท คัดสรร ดีมาก จำกัด เปรยคอนเซปต์ที่มาของออฟฟิศใหม่แห่งนี้ หลังเลือกย้ายจากตึกคาอูลิน อาคารเรโทรยุคเก๋า ที่อยู่กันมากว่า 15 ปี ก่อนเริ่มเข้าสู่ปีที่ 16 พร้อมขยับเข้าสู่ใจกลางเมือง ด้วยเชื่อเหลือเกินว่า การย้ายบ้านใหม่ในครั้งนี้จะรีเฟรชทัศนคติและวิธีการทำงานให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีในอนาคต

ที่ใหม่ แต่ใจดวงเดิม

ย้อนกลับไปก่อนที่เราจะมานั่งคุยกันตรงนี้ เดิมทีออฟฟิศของบริษัท คัดสรร ดีมาก อยู่ที่ตึกคาอูลิน

ที่นั่นเคยเป็นโรงงานยาเก่า ห้องที่เริ่มทำธุรกิจจึงเป็นห้องแล็บปรุงยา ก่อนขยายพื้นที่ออกไปเท่าที่จะเป็นไปได้ตามครอบครัวทีมงานที่ขยายขึ้น และด้วยความที่เป็นคนชอบสเปซเยอะๆ ด้วยกันทั้งคู่ และเชื่อในเรื่องของสเปซที่ทำงาน ทำให้มีผลกับงานที่ทำออกมา ทำให้โต๊ะทำงานเดิมนั้นมีขนาดกว้างและมีพาร์ทิชันกั้น กว้างพอที่จะให้ทุกคนมีพื้นที่ของตัวเอง โดยไม่ต้องคุยกับใครเลยก็ได้ และจมหายเข้าไปในเวิร์กสเปซของตัวเอง ซึ่งมีข้อดีตรงที่ว่าทุกคนมีสมาธิในการทำงาน แต่นั่นก็ทำให้คนที่มีโลกส่วนตัวอยู่แล้วเขาก็ยิ่งมีโลกส่วนตัวไปเข้าไปอีก

สิ่งที่เขาเชื่อว่ามีผลกับงานที่ทำอีกอย่างหนึ่งคือ บรรยากาศที่พร้อมดีไซน์อยู่เสมอ

การทำให้ออฟฟิศน่าอยู่นอกจากการแบ่งสัดส่วนในการใช้พื้นที่แล้ว การสร้างข้อตกลงและวัฒนธรรมในการอยู่ร่วมกัน ผ่านความเป็นระเบียบเรียบร้อยที่ค่อยๆ ให้ทุกคนปรับจูนเข้าหากัน อย่างการรักษาความสะอาดและการจัดระเบียบของให้เข้าที่ เพื่อให้อยู่ในโหมดที่พร้อมดีไซน์ตลอดเวลาด้วย

คัดสรรดีมาก, ออกแบบฟอนต์, แต่งออฟฟิศ, ออฟฟิศขนาดเล็ก

คัดสรรดีมาก, ออกแบบฟอนต์, แต่งออฟฟิศ, ออฟฟิศขนาดเล็ก

“การที่ทุกคนมีระเบียบ ไม่ทำออฟฟิศรก เก็บของเข้าที่ทุกครั้งทุกวัน พอมาทำงานในวันใหม่ เหมือนมันพร้อมให้เราเริ่มต้นทำงานด้วยความสดชื่น อันดับแรกมาเมื่อถึงโต๊ะ โต๊ะมันเรียบร้อย ต้อนรับเรา พอเปิดมาหน้าจอคอมพิวเตอร์ก็เป็นระเบียบ เปิดโฟล์เดอร์ปุ๊บก็หาทุกอย่างเจอ เราเชื่อว่าการประหยัดเวลาหาของนั้นเอามารวมกันได้เยอะ เมื่อพื้นที่มันเป็นระเบียบอยู่แล้ว เขาก็ไม่อยากไปทำให้มันรก เหมือนให้สเปซมันก็พูดแทนเราว่า คุณต้องเก็บของเข้าที่นะ

และยังทำให้ออฟฟิศมันดูใหม่เอี่ยมตลอดเวลา เมื่อเรามาก็เหมือนได้มาที่ใหม่เสมอ เหมือนเวลาไปโรงแรมเปิดเข้ามาห้อง มันพร้อม เรียบร้อยเชิญชวนให้น่าเข้าไปนอน นั่นมันก็เป็นปัจจัยภายนอกที่กระตุ้นให้มีผลในด้านการทำงาน ด้านจิตใจ และวิธีคิดอย่างเป็นระบบ” คุณป่านอธิบาย

เมื่อที่เก่าใกล้จะหมดสัญญาลง ทั้งคู่ก็เริ่มมองหาบ้านหลังใหม่ โชคชะตาเป็นใจให้ได้มาพบกับห้องหัวมุมขนาดเล็กลงมากกว่าเท่าตัว แต่บรรยากาศดีแห่งนี้

Everything is on cloud

คนส่วนมากเมื่อธุรกิจขยายตัว ทีมงานมากขึ้น ก็อยากให้ออฟฟิศใหญ่ขึ้นๆ แต่ทำไมที่นี่ถึงทำให้เล็กลง เราสงสัย

“จริงๆ แล้วต้องมองว่าสิ่งที่เราแคร์คือ ประสิทธิภาพในการทำงาน เรื่องขนาดของพื้นที่ไม่ใช่ประโยชน์ที่จำเป็น สิ่งที่โอบกอดทุกคนในสภาพแวดล้อมใหม่ คือเรื่องบรรยากาศที่มันเป็นเมืองมากขึ้น ทำให้ได้เห็นอะไรใหม่ๆ มากขึ้น อยู่ตรงนี้มันเป็นที่ที่มีการทำธุรกิจ เราคิดว่ามันเป็นเรื่องดีของคนทำดีไซน์ด้วยซ้ำ ที่จะได้เห็นว่าอะไรมันกำลัง Going On อยู่รอบตัวในตอนนี้บ้าง

คัดสรรดีมาก, ออกแบบฟอนต์, แต่งออฟฟิศ, ออฟฟิศขนาดเล็ก คัดสรรดีมาก, ออกแบบฟอนต์, แต่งออฟฟิศ, ออฟฟิศขนาดเล็ก

“หลังจากย้ายมาออฟฟิศใหม่ เราก็อยากจะได้วัฒนธรรมแบบเดิม แต่อยากปรับเปลี่ยนให้ทุกคนมีปฏิสัมพันธ์กันมากขึ้น ทีนี้โจทย์มันก็มาเข้ากับพื้นที่พอดี พอย้ายมาออฟฟิศใหม่มันก็เหมือนกับที่เราเข้าไปทำงานที่เก่าในตอนแรก ที่ที่มันเคยเป็นสเปซใหม่ เราก็สร้างวัฒนธรรมให้มันสอดคล้องกับพื้นที่ พอมาอยู่ตึกสูงพื้นที่แคบลง สมาธิในการทำงานมันก็อาจจะน้อยลง เพราะทุกคนแชร์สเปซกันมากขึ้น และพูดคุยมากขึ้น

“อย่างที่เห็นที่นี่เป็นระเบียบเรียบร้อยอยู่แล้ว เนื่องจากเราทำงานเป็นระบบ คิดแบบมีเหตุและผล มันเลยช่วยลงผลต่อพื้นที่ เราก็เคยคุยกันว่าถ้าอยู่แบบนี้พื้นที่น้อยลงนะ อาจจะต้องเอาใจไปวางที่อื่นที่รอบๆ ซึ่งมันเยอะมากและ บรรยากาศทั้งหมดมันเสริมสร้างทัศนคติใหม่ๆ คือที่นี่มันค่อนข้างทันสมัย มันก็คอนทราสต์กันกับโรงงานยาเก่า ซึ่งทุกคนก็ชอบแบบนี้” คุณนุตอบคำถามเราก่อนชวนให้เดินไปดูบรรยากาศรอบๆ และฉากหลังม่านสีขาว รายล้อมไปด้วยตึกสูง ห้างสรรพสินค้าในอาณาจักร The Em District ทั้ง 3 ห้าง และมองเห็นบรรยากาศสีเขียวสดชื่นจากสวนเบญจสิริที่อยู่ใกล้ๆ อีกฝั่งถนน

นอกจากทัศนคติใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นจากการโยกย้ายมาในบรรยากาศใหม่ๆแล้ว บนพื้นที่เล็กๆ แห่งนี้เหมือนย้อนให้กลับไปเริ่มสร้างวัฒนธรรมใหม่อีกอย่างหนึ่งให้สัมพันธ์กับขนาดพื้นที่ นั่นก็คือเรื่องของออนไลน์ออฟฟิศที่ใช้ Cloud ในการทำงาน

“วิธีการทำงานบน Cloud ที่วางมาอย่างเป็นระบบทำให้ต้องรับผิดชอบงานของตัวเองมากขึ้น ลดการสื่อสารตัวต่อตัวในเรื่องการตามงาน ข้อดีที่เราไม่ต้องมานั่งเครียด ทวงงานตามจิกงาน เขาก็ผ่อนคลายกันมากขึ้น กลายเป็นว่าบทสนทนาใหม่ที่เกิดขึ้นเขาก็คุยเรื่องสัพเพเหระกัน”

คัดสรรดีมาก, ออกแบบฟอนต์, แต่งออฟฟิศ, ออฟฟิศขนาดเล็ก

“การทำงานบน Cloud ทำให้พื้นที่ทำงานยืดหยุ่นไปด้วย นั่นหมายความว่าบางทีเราก็ส่งงานกันทางอินเทอร์เน็ต ถ้าบางคนที่มีความรับผิดชอบและรักษาเวลา ก็ไม่จำเป็นต้องเข้ามาออฟฟิศก็ได้ สอดคล้องกันไปกับเรื่องขนาดของพื้นที่ ซึ่งก็ตรงกับเป้าหมายในใจที่ปูทางไว้ เรื่องลดเวลาการทำงานในอนาคตให้เหลืออาทิตย์ละ 4 วัน แต่เราต้องค่อยๆ สร้างวินัยและความรับผิดชอบก่อน เพราะถ้าไม่มีวินัย เราโยนอิสระ อันนี้ลงไปปุ๊บมันก็พัง แต่ผมเชื่อว่าทุกคนมีประสิทธิภาพที่จะทำได้” คุณนุบอกกับเราอย่างนั้น ก่อนที่คุณป่านจะเสริม

“ระบบการทำงานออนไลน์ที่ได้ปูทางไว้ตอนนี้มันเวิร์กมาก แต่มันก็ตลกมากตรงที่พอเราใช้แพลตฟอร์มการทำงานสมัยใหม่กับทีมงาน เราเปิดโอกาสให้ไปลองทำงานตรงอื่นได้ ไม่ถือว่าขาดงาน แต่พอพื้นที่มันสบายใจทุกคนก็อยากมาที่ออฟฟิศ มีบางครั้งบางคนก็เจอรถติดจริงๆ อาจจะแวะนั่งทำงานที่อื่นก่อนแล้วส่งข่าวมาบอก และสามารถเลือกลงไปทำงานที่ร้านคาเฟ่ด้านล่างของทั้ง 2 ห้าง หรือที่ AIS DC ก็ได้ นั่นจึงเป็นที่มาของขนาดของห้องจะไม่เป็นอุปสรรคอีกแล้ว เพราะมีระบบการทำงานที่ซัพพอร์ต เมื่อเราให้อิสระกับทีมงาน จิตใจก็ฟรีไปด้วย เพราะไม่รู้สึกว่าถูกกักขัง ทำให้ทำงานสนุก และยังสอดคล้องกับพฤติกรรมการทำงานของคนรุ่นใหม่ด้วย”

ใจดวงเดิม เพิ่มเติมคือคนใหม่

ด้วยการวิธีการทำงานที่ดูเหมือนเอื้อกับคนรุ่นใหม่มากขนาดนี้ ก็ไม่ได้แปลว่าที่นี่จะมีแต่เด็กใหม่ไฟแรงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ที่แห่งนี้ผสมผสานผู้คนหลายเจนเนอเรชัน ตั้งแต่อายุหลัก 40 ปี 30 ปี และ 20 กว่าปี ซึ่งทุกคนสามารถปรับการทำงานเข้าหากันได้ดี ไม่มีช่องว่างระหว่างวัย และใช้เทคโนโลยีให้เป็นประโยชน์เพื่อช่วยให้ทำงานร่วมกันได้มากขึ้น

คัดสรรดีมาก, ออกแบบฟอนต์, แต่งออฟฟิศ, ออฟฟิศขนาดเล็ก

“สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือทัศนคติของทุกคนเปลี่ยนไปอันนี้คือความสำเร็จ จากออฟฟิศเดิมที่มีความโฮมมี่ และแต่ละบริษัทในเครือก็มีห้องส่วนตัวของตัวเอง พอมาที่นี่เราอยากผลักให้ดีไซเนอร์เป็นคนทันโลก มีพลังสร้างสรรค์ มีความคิดเห็นใหม่ๆ เวลาไปที่คุยกับลูกค้า และด้วยตัวสถานที่ก็ช่วยเปลี่ยนความคิด ทัศนติ และบุคลิก ของคนทำงานได้ ซึ่งมีผลต่อการดำรงอยู่ต่อไปขององค์กรเช่นเดียวกัน

“สำหรับพื้นที่ก็ยังมีส่วนตัวเป็นของตัวเองอยู่เหมือนเดิมมีพาร์ทิชันกั้น ทุกคนไม่มีปัญหาในการเปิดโล่งเข้าหากัน เราโชคดีที่ทีมงานเคมีเข้ากันดีมากและอยู่ด้วยกันมาหลายปีมาก ไม่เคยมีปัญหากันเลย ข้อนี้ก็เป็นเรื่องสำคัญเหมือนกัน”

สิ่งที่ยากที่สุดคือการเปลี่ยนทัศนคติและความเคยชินของคน แต่ทุกคนที่นี้ก็พร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใหม่ๆ อยู่เสมอ แล้วสิ่งที่ทุกคนเปลี่ยนไปจนสัมผัสได้เลยมีอะไรบ้างเราถามด้วยความอยากรู้

“พอมาอยู่ในตึกที่เป็นออฟฟิศบุคลิกก็เปลี่ยนไป เวลาก็เปลี่ยนไปด้วย อย่างที่บอกเมื่อก่อนจะมีความสบายๆ เหมือนกับ บริษัทออกแบบทั่วๆ ไปที่เข้างาน 10 โมงครึ่งถึงอยู่กันเรื่อยๆ ถึงดึก มีความโคซี่ ให้ความรู้สึกไม่ต่างบ้าน ก็เลยไม่มีใครอยากกลับ และเสาร์-อาทิตย์ก็สามารถเข้ามาได้ เพราะมันเปิดแอร์เมื่อไหร่ก็ได้

“แต่ต้องบอกก่อนว่าการอยู่ดึกกับค้างออฟฟิศสำหรับเรามันต่างกันนะ เราไม่เคยสนับสนุนให้ค้างออฟฟิศเลย เราเน้นประสิทธิภาพมากกว่า ถ้าเขาไม่ทำงานมีประสิทธิภาพในเวลาเขาก็จะมีเวลาไปอย่างอื่น อย่างที่นี่แอร์ตัดเวลา 6 โมงเย็น ตอนแรกเราคิดว่าจะเป็นปัญหา (จริงๆ มันก็ยังเย็นๆ ไปได้อีกหน่อย) แต่ทำให้ทีมงานเขาต้องกลับไปวางแผนการทำงาน เพราะพอ 1 ทุ่มมันก็จะไม่ค่อยทำงานได้อย่างสบายแล้ว ทำให้เขาก็ต้องนับถอยขึ้นไปว่า หากจะทำงานถึงทุ่ม 2 ทุ่ม ต้องทำอะไรให้เสร็จบ้างภายในวันนี้หรือภายในกี่โมง มันกลับกลายเป็นเรื่องดีนะ มันทำให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น เป็นอย่างที่เราต้องการ ซึ่งก็ใช้เวลาปรับกันนิดหน่อยไม่นาน เร็วกว่าที่คิดด้วยซ้ำ

“นี่คือการที่สถานที่ช่วยเปลี่ยนความเคยชินบางอย่าง เป็นข้อดีนะ เวลาทำงานมันก็จะอยู่ในตารางการทำงานของคนปกติ การทำงานกับลูกค้า เวลาทำงาน ก็สมเหตุสมผล ซึ่งเป็นสิ่งที่เราปรารถนา อย่างปกติถ้าดีลงานกันตั้งแต่ 8 โมงครึ่ง เราดีลงานช้ากว่าเขา 2 ชั่วโมง มันอาจทำให้พลาดโอกาสได้หลายอย่าง” ฉันนั่งพยักหน้าหงึกๆ ตามประสาคนที่เคยทำงานในออฟฟิศนอกเมือง ก่อนย้ายเข้ามาใจกลางเมืองเช่นเดียวกัน

ก่อนเอ่ยคำร่ำลา เราสะดุดตากับทั้งโปสเตอร์และฟอนต์สามมิติสารพัดไซส์ที่วางในมุมต่างๆ อย่างพอดี

เชื่อหรือไม่ว่า ทั้งหมดที่เห็นนี้ไม่ได้ทำขึ้นมาใหม่เพื่อตกแต่งออฟฟิศแต่อย่างใด ทุกชิ้นล้วนรียูสจากงานอีเวนต์ ของจากการเวิร์กช็อป และบางส่วนก็หยิบมาจากออฟฟิศเก่า อย่างฟอนต์รูปตัว T ชิ้นใหญ่ก็นำมาใช้แทนโพเดียมในห้องประชุม จริงอย่างที่คุณนุและคุณป่านบอกจริงๆ ว่า ของเก่าเหล่านี้ช่วยสร้างคาแรกเตอร์ให้บริษัทได้โดยที่ไม่ต้องพยายามเยอะเกินไปเลย

Writer

ปาริฉัตร คำวาส

อดีตบรรณาธิการสื่อสังคมและบทความศิลปวัฒนธรรม ผู้เชื่อว่าบ้านคือตัวตนของคนอยู่ เชื่อว่าความเรียบง่ายคือสิ่งซับซ้อนที่สุด และสนใจงานออกแบบเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี (กับเธอ)

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load