ร้านกาแฟเล็กๆ ย่านท่าเตียนแห่งนี้ตกแต่งด้วยของชิ้นพิเศษ เป็นของตกแต่งที่ยืนยันว่าเคยมีเจ้าชายไทยเป็นนักแข่งรถ และเจ้าชายไทยอีกพระองค์เป็นผู้จัดการทีม เก่งระดับชนะฝรั่งได้

คาเฟ่หนูขาว หรือ White Mouse Café ย่านท่าเตียน ร้านเล็กย่านท่าเตียนกับข้าวของชิ้นพิเศษของ 2 เจ้าชายไทยที่โด่งดังในวงการแข่งรถโลก
คาเฟ่หนูขาว หรือ White Mouse Café ย่านท่าเตียน ร้านเล็กย่านท่าเตียนกับข้าวของชิ้นพิเศษของ 2 เจ้าชายไทยที่โด่งดังในวงการแข่งรถโลก

ผู้จัดการทีมพระองค์นั้นคือ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ ทรงบันทึกไว้ในหนังสือ เกิดวังปารุสก์ ว่า “การช่วยจัดการแข่งรถให้พีระเป็นส่วนสำคัญอันหนึ่งในชีวิตข้าพเจ้า ซึ่งได้ทำอยู่ทั้งหมดถึงเกือบแปดปี”

‘พีระ’ ที่ทรงกล่าวถึงคือ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพีระพงศ์ภาณุเดช หรือที่ฝรั่งรู้จักในนาม B.Bira (พ.พีระ) นักแข่งรถจากสยาม

ระหว่าง พ.ศ. 2478 – 2482 (ค.ศ.1935 – 1939) หรือก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 พ.พีระ เข้าเส้นชัยเป็นที่หนึ่ง 20 ครั้ง ที่สอง 14 ครั้ง และที่สาม 5 ครั้ง กล่าวได้ว่า ‘ชนะเลิศหรือเกือบชนะเลิศ’ คิดเป็นราว 57 เปอร์เซ็นต์ จากการเข้าแข่งทั้งหมด 68 ครั้ง และเป็นนักแข่งรถสมัครเล่นชาวไทย มิใช่นักแข่งอาชีพที่สังกัดตามบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ที่ล้วนเป็นชาวยุโรป

เป็นความภูมิใจของคนไทยที่ได้ทราบว่าเมื่อ 80 – 90 ปีที่แล้ว ชื่อ B.Bira เป็นที่เกรงขามของนักแข่งฝรั่ง เป็นราชานักแข่งรถที่ไม่มีใครสู้ได้ The Cloud ได้รับโอกาสจาก คุณไพศาลย์ เปี่ยมเมตตาวัฒน์ กรรมการผู้จัดการสำนักพิมพ์ River Books พาชมสิ่งของแห่งความภาคภูมิใจที่ประดับอยู่ใน ‘คาเฟ่หนูขาว’ หรือ ‘White Mouse Café’ ย่านท่าเตียน และพิเศษกว่าใคร เมื่อคุณไพศาลย์กรุณาเปิดให้เข้าชมห้องทรงงานของพระองค์จุลฯ ในวังจักรพงษ์ เพื่อชมถ้วยรางวัลจากการแข่งรถของ พ.พีระ

เจ้าชายผู้ชื่นชอบยานยนต์และความเร็ว

คุณไพศาลย์เล่าว่า “พระองค์จุลฯ เป็นเจ้านายที่นิยมยานยนต์ เมื่อปลายรัชกาลที่ห้าก็ทรงมีรถเด็กเล่นทำด้วยเหล็ก คงจะเป็นสมเด็จพระพันปีทรงซื้อพระราชทาน มีรูปถ่ายเก็บไว้ พอโตมาหน่อยรัชกาลที่หกก็พระราชทานรถคาดิลแลค เป็นรถไฟฟ้าย่อส่วนสีแดง วิ่งได้เหมือนจริง รถคันนี้ท่านก็มีรูปถ่ายเก็บไว้ ในปลายพระชนม์ชีพท่านก็ขึ้นไปนั่งขับ เป็นภาพที่น่าเอ็นดูมาก”

พระองค์พีระ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพีระพงศ์ภาณุเดช หรือที่ฝรั่งรู้จักในนาม B.Bira (พ.พีระ) นักแข่งรถจากสยาม
พระองค์พีระ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพีระพงศ์ภาณุเดช หรือที่ฝรั่งรู้จักในนาม B.Bira (พ.พีระ) นักแข่งรถจากสยาม
พระองค์พีระ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพีระพงศ์ภาณุเดช หรือที่ฝรั่งรู้จักในนาม B.Bira (พ.พีระ) นักแข่งรถจากสยาม
พระองค์พีระ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพีระพงศ์ภาณุเดช หรือที่ฝรั่งรู้จักในนาม B.Bira (พ.พีระ) นักแข่งรถจากสยาม
พระองค์พีระ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพีระพงศ์ภาณุเดช หรือที่ฝรั่งรู้จักในนาม B.Bira (พ.พีระ) นักแข่งรถจากสยาม
ภาพ : Riverbooks

ร้อยเอกรอนนี พอตส์ (Ronnie Potts) เลขานุการส่วนพระองค์ซึ่งเป็นชาวอังกฤษ เคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า จริงๆ ท่านชอบรถ แต่ไม่ได้ชอบขับรถ ท่านชอบให้คนอื่นขับให้นั่งมากกว่า”

คำกล่าวนี้ตรงกับที่พระองค์จุลฯ ทรงบันทึกไว้ว่า ตอนเด็กๆ ทรงขับรถได้อย่างดี แต่ทิ้งไปไม่ได้ขับเสียราว 7 ปี จนมาขับอีกครั้งตอนอายุ 20 ปี เกิดขลุกขลักเมื่อต้องเปลี่ยนเกียร์ แต่ก็ทรงเริ่มเลี่ยงการขับรถตั้งแต่นั้นมา

เมื่อพระองค์จุลฯ ไปศึกษาต่อที่สหราชอาณาจักร และทรงพบพระญาติรุ่นน้องคือ พระองค์เจ้าพีระฯ ผู้ชอบขับรถและขับได้ดีเยี่ยม จึงทรงชักชวนกันไปดูการแข่งรถด้วยกันบ่อยๆ เป็นจุดเริ่มต้นให้ทั้งสองพระองค์ทรงคิดเรื่องลงแข่งขันอย่างจริงจัง

พระองค์พีระ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพีระพงศ์ภาณุเดช หรือที่ฝรั่งรู้จักในนาม B.Bira (พ.พีระ) นักแข่งรถจากสยาม
พระองค์จุลฯ และพระองค์เจ้าพีระฯ ภาพ : River Books

แม้ตอนแรกพระองค์จุลฯ ไม่ทรงเห็นด้วย เพราะห่วงความปลอดภัยของพระองค์เจ้าพีระฯ แต่เมื่อเห็นฝีมือการขับของพระญาติรุ่นน้องแล้วก็ทรงยอม ทรงออกทุนซื้อรถแข่งและเป็นผู้จัดการทีมให้ เป็นการยอมสนับสนุนที่คงไม่ทรงคาดคิดว่าอีกไม่กี่ปีหลังจากนั้นพระองค์เจ้าพีระฯ จะได้มีโอกาสสัมผัสมือกษัตริย์ยุโรปหลายประเทศ และรับถ้วยรางวัลชนะเลิศการแข่งขันหลายรายการ มีชื่อเสียงระบือไกลไปทั่วเกาะอังกฤษและวงการแข่งรถของโลก

Bira the Invincible

พระองค์จุลฯ ทรงบันทึกไว้ว่า “นับแต่ก่อนพีระแข่งรถมา ข้าพเจ้าบังอาจกล่าวได้ว่า นอกจากผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับเมืองไทย หรือเคยไปอยู่เมืองไทย ของที่ชาวต่างประเทศนึกถึงเกี่ยวกับเมืองไทย ก็มีแมว กับคนฝาแฝดติดกัน ซึ่งความจริงคนฝาแฝดติดกันที่ไปมีชื่อเสียงอยู่ทั่วโลกนั้น ก็เป็นจีนเสียด้วยซ้ำ” พระองค์จุลฯ ทรงหมายถึง Siamese Cats กับฝาแฝดอิน-จัน ที่มีบิดาชาวจีน มารดาชาวไทย นั่นเอง

นักขับรถหนุ่ม พ.พีระ จึงถือเป็นคนไทยคนแรกที่โด่งดังในระดับโลก มิใช่เพียงเข้าร่วมการแข่งขัน แต่กวาดถ้วยชนะเลิศมาครองนับไม่ถ้วน จนได้รับสมญาจากหนังสือพิมพ์ Motor Sport เดือนมิถุนายน ค.ศ. 1939 ว่า Bira The Quite Invincible (พีระผู้ไม่มีใครโค่นได้)

พระองค์พีระ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพีระพงศ์ภาณุเดช หรือที่ฝรั่งรู้จักในนาม B.Bira (พ.พีระ) นักแข่งรถจากสยาม
ภาพ : River Books

หลังจาก พ.พีระ ชนะการแข่งในยุโรปครั้งแล้วครั้งเล่า 5 ธันวาคม พ.ศ. 2480 ชาวกรุงเทพฯ หลายหมื่นคนมีโอกาสได้เห็น ‘รอมิวลุส’ และ พ.พีระ บนถนนราชดำเนิน ตั้งแต่สะพานผ่านพิภพลีลาไปจนถึงลานพระบรมรูปทรงม้า

พระองค์พีระ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพีระพงศ์ภาณุเดช หรือที่ฝรั่งรู้จักในนาม B.Bira (พ.พีระ) นักแข่งรถจากสยาม
ภาพ : River Books

หนังสือพิมพ์ลงข่าวเป็นที่เอิกเกริกว่าเจ้านายไทยสองพระองค์ทำชื่อเสียงให้ประเทศชาติ สีน้ำเงินที่ทาบนรถรอมิวลุสได้ชื่อว่าเป็น ‘สีพีระ’ สาวๆ ชาวกรุงสมัยนั้นจำนวน ‘หลายร้อยหลายพัน’ ต่างหาซื้อเสื้อผ้าสีน้ำเงินพีระเพื่อสวมใส่ ‘ไปดูท่านพีระขับรถแข่ง’

“ตอนนั้นท่านกำลังมาแรง ทรงเป็นซูเปอร์สตาร์เมืองไทย ตอนนั้นก็ไม่มีคนไทยคนไหนเลยที่เป็นฮีโร่ ท่านกลับมาแบบเป็นขวัญใจคนไทยจริงๆ ในยุค 2480 – 2490” คุณไพศาลย์เล่ายิ้มๆ

“ตอนนั้นเราไม่มีฮีโร่ของชาติ ก็มีแต่พระองค์เจ้าพีระฯ หลังจากยุคท่านถึงจะมี โผน กิ่งเพชร, ชาติชาย เชี่ยวน้อย เป็นยุคหลัง พ.ศ. 2500 มาแล้ว” คุณไพศาลย์หมายถึงนักมวยชาวไทยคนแรกและคนที่ 2 ที่เป็นแชมป์โลก จนทำให้เกิดปรากฎการณ์ยกโขยงไปเชียร์มวยหน้าจอโทรทัศน์กันทั้งตำบลในสมัยนั้น

7 สิ่งของต้องดูใน ‘คาเฟ่หนูขาว’

1. สัญลักษณ์หนูขาว

พระองค์พีระ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพีระพงศ์ภาณุเดช หรือที่ฝรั่งรู้จักในนาม B.Bira (พ.พีระ) นักแข่งรถจากสยาม
คาเฟ่หนูขาว หรือ White Mouse Café ย่านท่าเตียน ร้านเล็กย่านท่าเตียนกับข้าวของชิ้นพิเศษของ 2 เจ้าชายไทยที่โด่งดังในวงการแข่งรถโลก

‘คอกรถแข่ง’ ที่คว้าชัยมานับไม่ถ้วนนี้ชื่อ ทีมหนูขาว (White Mouse) พระองค์จุลฯ ทรงเล่าไว้ว่า สมัยนั้นคณะรถแข่งที่มีชื่อเสียงที่สุดคือคอกอิตาเลียนชื่อ เฟอร์รารี มีตราม้าดำมีปีกเป็นสัญลักษณ์ และโดยที่พระองค์จุลฯ ทรงมีชื่อเล่นว่า ‘หนู’ พระองค์เจ้าพีระฯ จึงทรงเขียนรูปหนูสีขาวติดที่รถแข่ง ชาวยุโรปเห็นเป็นของแปลก พวกหนังสือพิมพ์ชอบกล่าวว่า รถแข่งของพีระมีหนู Mickey Mouse ติดอยู่ด้วย ในร้านกาแฟเล็กๆ แห่งนี้จึงมีสัญลักษณ์ที่ว่าปรากฏอยู่ และได้ชื่อว่า White Mouse Café

2. ภาพประวัติศาสตร์การแข่งรถของพระองค์เจ้าพีระฯ

พระองค์พีระ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพีระพงศ์ภาณุเดช หรือที่ฝรั่งรู้จักในนาม B.Bira (พ.พีระ) นักแข่งรถจากสยาม
พระองค์พีระ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพีระพงศ์ภาณุเดช หรือที่ฝรั่งรู้จักในนาม B.Bira (พ.พีระ) นักแข่งรถจากสยาม

คุณไพศาลย์พา The Cloud ชมภาพต่างๆ ที่ติดอยู่บนฝาผนังร้าน ความพิเศษของภาพเหล่านี้คือ เป็นภาพถ่ายที่บอกเล่าเรื่องราวการแข่งรถของทีมหนูขาว บางภาพเป็นฝีมือการถ่ายของพระองค์จุลฯ หลายภาพมีคำบรรยายภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นลายพระหัตถ์ของพระองค์จุลฯ ว่าแข่งรายการใด ที่ไหน ระบุวันเดือนปี เช่นวันที่ 11 เมษายน 1936 เมื่อพระองค์เจ้าพีระฯ รับถ้วยรางวัลชนะเลิศในการแข่งขันที่โมนาโก ใช้รถ ‘รอมิวลุส’

บางภาพมีรถแข่ง 3 คัน เรียงกันในสนาม พระองค์จุลฯ บรรยายภาพไว้ว่านี่คือรถแข่ง 1500 ซีซี ที่ประสบความสำเร็จที่สุดของปี 1936 ระบุชื่อนักขับทั้งสามคน และหนึ่งในนั้นคือ พ.พีระ กับรถ E.R.A. รอมิวลุส

บรรยากาศในสนามแข่งน่าตื่นเต้น พระองค์จุลฯ ทรงบันทึกไว้ว่า “รถแข่งเสียงดังสนั่นตั้ง 20 กว่าคันราวกับยักษ์ 20 ตนขู่คำราม จะไล่ขม้ำกินคน ยิ่งเมื่อคนขับแข่งเร่งเครื่องขึ้นเมื่อจวนจะออก ก็ยิ่งดังสนั่นยิ่งขึ้น”

เมื่อกรรมการชูธงเป็นสัญญาณออกตัว อะไรเกิดขึ้นหลังจากนั้น ก็ขึ้นอยู่กับ 4 ปัจจัย คือความสามารถของนักขับ รถที่เร็วและทนทาน มีผู้จัดการและช่างเครื่องที่มีความสามารถ และต้องมีโชคด้วย ดังที่นักแข่งอาวุโสท่านหนึ่งเคยกล่าวไว้เมื่อ พ.พีระ ชนะการแข่งขันที่มอนติคาร์โล หากขาดข้อใดไปก็ไม่อาจขึ้นสู่ตำแหน่งอันดับหนึ่งได้

3. ป้าย ‘ย’

คาเฟ่หนูขาว หรือ White Mouse Café ย่านท่าเตียน ร้านเล็กย่านท่าเตียนกับข้าวของชิ้นพิเศษของ 2 เจ้าชายไทยที่โด่งดังในวงการแข่งรถโลก

ป้ายแบบนี้เป็นสิ่งจำเป็นต่อชัยชนะ เพราะเป็นการให้สัญญาณแก่นักขับว่า ตอนนี้ควรทำอะไร เช่น ‘ย’ หมายถึง หยุด ‘ร’ หมายถึง เร่งความเร็วขึ้น ‘PAR ๑๕๐’ หมายถึง ทำความเร็วให้ได้ 150 ไมล์ / ชั่วโมง และยังมีสัญญาณที่บอกให้ชะลอความเร็วลงเพื่อถนอมเครื่องยนต์และป้องกันอันตราย (ในกรณีที่คู่แข่งไล่ไม่ทัน)

พระองค์จุลฯ ทรงให้เขียนตัวอักษรและเลขไทยบนป้าย จนหนังสือพิมพ์อังกฤษตื่นเต้นและนำไปเขียนว่า ที่ทีมหนูขาวทำเช่นนั้นเพราะตั้งใจให้เป็นสัญญาณลับ

ในสนาม พ.พีระ (นักแข่ง) และพระองค์จุลฯ (ผู้จัดการทีม) ต้องทำหน้าที่ไปพร้อมกัน พ.พีระ ขับรถเพื่อไปถึงเส้นชัยให้เร็วที่สุด ส่วนพระองค์จุลฯ และผู้ช่วย ต้องคอยสังเกตว่า พ.พีระ อยู่ตำแหน่งไหน ควรเร่งหรือชะลอความเร็ว ควรเข้าที่ซ่อมเติม (Pit) เพื่อเติมน้ำมันหรือซ่อมอะไรบ้างหรือไม่ วิ่งรอบนี้ใช้เวลาไปกี่วินาที ยังเหลือต้องวิ่งอีกกี่รอบ

พระองค์จุลฯ ทรงยกตัวอย่างไว้ว่า สนามดิเอปป์ (Dieppe) ในฝรั่งเศส แข่งระยะทางไกลถึง 320 กิโลเมตร แต่สนามแข่งหนึ่งรอบยาวเพียง 8 กิโลเมตร ก็เท่ากับต้องวิ่งให้ครบ 40 รอบ นักขับต้องสนใจต่อการขับ จึงจำไม่ได้ว่าขับไปแล้วกี่รอบ อีกทั้งผู้จัดการหรือผู้อำนวยการ (พระองค์จุลฯ) จะต้องดูแลและควบคุมช่างเครื่องให้พร้อม มีเครื่องมือพร้อมที่จะช่วยคนขับในที่ซ่อมเติม

คุณไพศาลย์ให้ความเห็นว่า นักแข่งรถและผู้จัดการทีมสมัยก่อนต้องใช้ทักษะเฉพาะตัวสูง เพราะไม่มีเครื่องช่วยอะไรเลย ทุกอย่างต้องคอยนับ คำนวณ และจดด้วยมือ ต้องเฝ้ามองจากต้นทางว่ารถของทีมตนเองใกล้เข้ามาหรือยัง เพื่อเตรียมการในที่ซ่อมเติมให้พร้อม สมัยนี้นักแข่งสื่อสารกับผู้ช่วยในทีมได้เพราะมีหูฟัง แต่สมัยก่อนไม่มี

เมื่อพระองค์จุลฯ ทรงคำนวณแล้วว่าจะให้ พ.พีระ ทำอย่างไรต่อไป ก็ต้องคอยสื่อสารกับนักขับ ด้วยการยกป้ายต่างๆ เหล่านี้เป็นสัญญาณ ดังที่ทรงบันทึกไว้ว่า “ผู้อำนวยการจึงมีงานทำมาก จะละทิ้งหน้าที่บงการอยู่ไม่ได้เลยตลอดการแข่ง”

4. พวงมาลัยรถหนุมาน

คาเฟ่หนูขาว หรือ White Mouse Café ย่านท่าเตียน ร้านเล็กย่านท่าเตียนกับข้าวของชิ้นพิเศษของ 2 เจ้าชายไทยที่โด่งดังในวงการแข่งรถโลก
คาเฟ่หนูขาว หรือ White Mouse Café ย่านท่าเตียน ร้านเล็กย่านท่าเตียนกับข้าวของชิ้นพิเศษของ 2 เจ้าชายไทยที่โด่งดังในวงการแข่งรถโลก

นี่เป็นพวงมาลัยของรถแข่งชื่อ หนุมาน ซึ่งรถพังไปแล้ว ซ่อมไม่ได้ พระองค์จุลฯ ก็เลยขายตัวโครงไป เราเลยเก็บพวงมาลัยตัวจริง ส่วนตัวรถหนุมานที่ประกอบขึ้นใหม่มีคนซื้อมาทูลเกล้าฯ ถวายรัชกาลที่เก้า ตอนนี้ตั้งแสดงที่ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา” คุณไพศาลย์อธิบาย

หนุมานเป็นรถ E.R.A. (English Racing Automobiles) ที่พระองค์จุลฯ ทรงซื้อใน พ.ศ. 2481 พวงมาลัยอันนั้นมีรูปหนุมานแกะสลักด้วยเงินอยู่ตรงกลาง ขนาดใหญ่กว่าพวงมาลัยรถเก๋งในปัจจุบัน

“คราบที่เห็นบนพวงมาลัยเป็นคราบเหงื่อไคลของจริงของพระองค์เจ้าพีระฯ เมื่อท่านขับเมื่อ 70 – 80 ปีที่แล้ว นี่คืออนุสรณ์ที่เราได้เห็นจริงๆ ของพระองค์เจ้าพีระฯ ที่ทรงจับพวงมาลัยนี้บังคับรถไปมาอยู่ในสนามแข่ง” คุณไพศาลย์เล่า

คาเฟ่หนูขาว หรือ White Mouse Café ย่านท่าเตียน ร้านเล็กย่านท่าเตียนกับข้าวของชิ้นพิเศษของ 2 เจ้าชายไทยที่โด่งดังในวงการแข่งรถโลก
คาเฟ่หนูขาว หรือ White Mouse Café ย่านท่าเตียน ร้านเล็กย่านท่าเตียนกับข้าวของชิ้นพิเศษของ 2 เจ้าชายไทยที่โด่งดังในวงการแข่งรถโลก

นอกจาก ‘หนุมาน’ แล้ว ยังมีรถแข่งคู่ใจ พ.พีระ อีก 2 คันที่มีชื่อ คือ ‘รอมิวลุส’ กับ ‘รีมุส’ คันที่โดดเด่นที่สุดคือรอมิวลุส เป็นรถแข่งสัญชาติอังกฤษในตระกูล E.R.A. (English Racing Automobiles) ผลิตออกมาเพียง 19 คัน ในการแข่งตั้งแต่ พ.ศ. 2479 – 2482 รถรอมิวลุสที่ขับโดย พ.พีระ ชนะเลิศรางวัลที่ 1 ถึง 10 ครั้งด้วยกัน เป็นรถ E.R.A. ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดเหนือรถแข่งยี่ห้ออื่น และเป็นรถแข่งคู่พระทัยของ พ.พีระ มาโดยตลอด

5. ถ้วยรางวัล

คาเฟ่หนูขาว หรือ White Mouse Café ย่านท่าเตียน ร้านเล็กย่านท่าเตียนกับข้าวของชิ้นพิเศษของ 2 เจ้าชายไทยที่โด่งดังในวงการแข่งรถโลก
คาเฟ่หนูขาว หรือ White Mouse Café ย่านท่าเตียน ร้านเล็กย่านท่าเตียนกับข้าวของชิ้นพิเศษของ 2 เจ้าชายไทยที่โด่งดังในวงการแข่งรถโลก

มุมหนึ่งของร้านมีตู้กระจกบรรจุหนังสือภาษาอังกฤษที่พระองค์จุลฯ ทรงบันทึกเรื่องราวการแข่งรถของ พ.พีระ และจัดพิมพ์ในประเทศอังกฤษ และหนังสือเล่มเล็กๆ ภาพหน้าปกเป็นฝีพระหัตถ์พระองค์เจ้าพีระฯ

คาเฟ่หนูขาว หรือ White Mouse Café ย่านท่าเตียน ร้านเล็กย่านท่าเตียนกับข้าวของชิ้นพิเศษของ 2 เจ้าชายไทยที่โด่งดังในวงการแข่งรถโลก
คาเฟ่หนูขาว หรือ White Mouse Café ย่านท่าเตียน ร้านเล็กย่านท่าเตียนกับข้าวของชิ้นพิเศษของ 2 เจ้าชายไทยที่โด่งดังในวงการแข่งรถโลก

แต่ที่โดดเด่นสะดุดตาคือสารพัดถ้วยรางวัลจากการแข่งขันที่ พ.พีระ แลกมาด้วยหยาดเหงื่อและความสามารถ คุณไพศาลย์กล่าวว่า “ถ้วยรางวัลเหล่านี้ถือว่าล้ำค่ามาก เพราะเป็นเงินแท้ๆ และจัดทำเฉพาะสำหรับการแข่งครั้งนั้นๆ ไม่มีอีกแล้ว ถ้วยรางวัลสมัยนี้ใช้วัสดุอื่น ไม่ใช่เงิน ถ้วยเหล่านี้จึงมีมูลค่าสูงมาก ถ้าถ้วยเล็กลงไปก็เป็นของการแข่งย่อยๆ”

คาเฟ่หนูขาว หรือ White Mouse Café ย่านท่าเตียน ร้านเล็กย่านท่าเตียนกับข้าวของชิ้นพิเศษของ 2 เจ้าชายไทยที่โด่งดังในวงการแข่งรถโลก
คาเฟ่หนูขาว หรือ White Mouse Café ย่านท่าเตียน ร้านเล็กย่านท่าเตียนกับข้าวของชิ้นพิเศษของ 2 เจ้าชายไทยที่โด่งดังในวงการแข่งรถโลก

คุณไพศาลย์ยังกรุณาให้ The Cloud เข้าชมห้องทรงงานของพระองค์จุลฯ ซึ่งอยู่ในวังจักรพงษ์ ในห้องนั้นเป็นที่เก็บรักษาถ้วยรางวัลอีกส่วนหนึ่งทั้งใหญ่และเล็ก และมีถ้วยรางวัลพิเศษคือ Siam Cup พระองค์จุลฯ ทรงบันทึกไว้ว่า “ข้าพเจ้าประสงค์จะแสดงความขอบคุณวงการแข่งรถของอังกฤษ ทั้งอยากจะอวดฝีมือเครื่องถมไทยด้วย จึงจัดสั่งถ้วยถมมาจากเมืองไทย” ถ้วยนี้ทรงสั่งช่างที่กรุงเทพฯ ให้ทำมาหลายใบเพื่อมอบให้นักแข่งรถคนอื่นด้วย

คาเฟ่หนูขาว หรือ White Mouse Café ย่านท่าเตียน ร้านเล็กย่านท่าเตียนกับข้าวของชิ้นพิเศษของ 2 เจ้าชายไทยที่โด่งดังในวงการแข่งรถโลก
คาเฟ่หนูขาว หรือ White Mouse Café ย่านท่าเตียน ร้านเล็กย่านท่าเตียนกับข้าวของชิ้นพิเศษของ 2 เจ้าชายไทยที่โด่งดังในวงการแข่งรถโลก

6. โปสเตอร์ ‘กรุงเทพกรังด์ปรีซ์’

คาเฟ่หนูขาว หรือ White Mouse Café ย่านท่าเตียน ร้านเล็กย่านท่าเตียนกับข้าวของชิ้นพิเศษของ 2 เจ้าชายไทยที่โด่งดังในวงการแข่งรถโลก

พระองค์จุลฯ ทรงตั้งใจให้เมืองไทยเป็นสนามแข่งรถในระดับนานาชาติ เป็นครั้งแรกในกรุงเทพฯ และในเอเชีย การแข่งรถ ‘กรุงเทพกรังด์ปรีซ์’ เกือบจะเกิดขึ้นจริงๆ เมื่อ 10 ธันวาคม พ.ศ.2482 (ค.ศ. 1939) มีกำหนดแข่งรอบพระบรมมหาราชวังกับท้องสนามหลวง ชิงรางวัล 100,000 บาท เชิญนักแข่งไว้แล้ว 12 คน

แต่น่าเสียดายที่ในเดือนกันยายนปีเดียวกันสงครามโลกครั้งที่ 2 ระเบิดขึ้นเสียก่อน การแข่งขันนี้จึงไม่เกิดขึ้น เหลือหลักฐานเพียงโปสเตอร์ชิ้นนี้ที่พระองค์จุลฯ สั่งให้พิมพ์ออกมาเป็นตัวอย่าง ฝีพระหัตถ์วาดภาพและทำกราฟิกโดยพระองค์เจ้าพีระฯ

ในปี 1939 โปสเตอร์ใบนี้ถูกส่งเพื่อกระจายข่าวไปทั่วยุโรป คุณไพศาลย์กล่าวว่า ปัจจุบันน่าจะเหลือโปสเตอร์นี้เพียงไม่กี่ใบ ราคาซื้อขายกันหลักแสนบาท

7. ดาราทอง

คาเฟ่หนูขาว หรือ White Mouse Café ย่านท่าเตียน ร้านเล็กย่านท่าเตียนกับข้าวของชิ้นพิเศษของ 2 เจ้าชายไทยที่โด่งดังในวงการแข่งรถโลก

ในแต่ละการแข่งขัน นักแข่งที่นำรถมาถึงเส้นชัยทุกคนจะได้คะแนน ที่หนึ่งได้ 10 คะแนน ที่สองได้ 8 คะแนน ที่สามได้ 6 คะแนน ที่สี่ได้ 4 คะแนน ที่ห้าได้ 3 คะแนน และผู้ไปถึงเส้นชัยได้ 2 คะแนน พอสิ้นปีนำคะแนนมารวมกัน ผู้ได้คะแนนสูงที่สุดของปีนั้นจะได้รับรางวัลดาราทองจากสมาคมนักแข่งรถอังกฤษ

นักแข่งรถหนุ่ม พ.พีระ วัย 22 ปี ใช้เวลาเพียง 2 ปีในสนามแข่งรถเพื่อพิชิตเกียรติยศสูงสุดของการแข่งรถระดับโลก คือได้รับดาราทองเป็นครั้งแรกในพ.ศ. 2479

พระองค์เจ้าพีระฯ เคยประทานสัมภาษณ์ไว้แก่นิตยสาร สารคดี (สัมภาษณ์โดย วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์) ว่า “ผมได้คะแนนรวมสูงสุดครั้งแรกในปี 2479 และได้ติดต่อกันถึงปี 2481 รวมสามปีซ้อน เรียกว่า เป็น ‘โกลด์สตาร์แฮตทริก’ หรือ ‘ดาราทองสามปีซ้อน’ ซึ่งในอดีตและถึงปัจจุบันนี้ก็ยังไม่มีใครทำได้เลย ต่อมาอังกฤษเห็นคนไทยมากวาดรางวัลหมดก็เลยเปลี่ยนกติกาใหม่ว่า ผู้จะได้ดาราทองต้องเกิดในอังกฤษ ผมก็เลยหมดสิทธิ์ แต่ก็ยังแข่งและได้รางวัลนานาชาติอยู่เป็นประจำ”

ปัจจัยแห่งความสำเร็จ

เป็นชาวเอเชียหัวดำ ขึ้นรับถ้วยรางวัลชนะเลิศในเมืองฝรั่ง มีหรือจะไม่โดนเขม่นว่าทำไมจึงชนะได้

พระองค์เจ้าพีระฯ ทรงเคยประทานสัมภาษณ์ไว้ไม่นานก่อนสิ้นพระชนม์ใน พ.ศ. 2528 ว่าเรื่องการเหยียดผิวนั้น ก็มีในวงการรถแข่ง

“บังเอิญผมดังก็เพราะ หนึ่ง ความเป็นเจ้า สอง เอาชนะฝรั่ง ขนาดคนที่สร้างรถยนต์ก็เก่งกว่าเขาได้ เขาเกาหัวเลยว่า เอ…ทำไมมีคนยังงี้มาได้ ไปซื้อรถเขามาแล้วไปชนะเขาอีกที เขาไม่เข้าใจ”

พระองค์เจ้าพีระฯ หมายถึง พ.ศ.2480 ที่ พ.พีระ ชนะการแข่งขันติดๆ กันมาตลอดด้วยรถรอมิวลุส ซึ่งเป็นรถตระกูล E.R.A (English Racing Automobiles) ผู้ผลิตรถยนต์ E.R.A. จึงนำรถรุ่นใหม่ๆ ที่มีกำลังเหนือกว่ารอมิวลุสลงแข่งหลายคันเพื่อเอาชนะ พ.พีระ ให้ได้ เพราะเสียหน้าที่ชาวเอเชียมาซื้อรถ E.R.A. ไปขับแล้วกวาดถ้วยรางวัลสนามแล้วสนามเล่า

แต่เมื่อนักขับชาวสยามร่างเล็กผิวคล้ำยังคงเข้าเส้นชัยเป็นที่หนึ่ง บรรดาผู้ผลิตจึงจำต้องยอมรับว่า ‘รอมิวลุส’ ที่ขับโดย พ.พีระ นั้นเป็นเลิศจริงๆ

ความโดดเด่นของ พ.พีระ คือเทคนิคเฉพาะตัวในการขับรถทางโค้ง

หนึ่งในบรรดานักแข่งรถสมัยนั้นวิเคราะห์ไว้ว่า “ถ้าทางตรง รถที่แรงกว่าเอาชนะท่านได้ แต่ทางโค้ง ไม่ว่ารถจะแรงขนาดไหน ไม่มีทางขึ้นหน้าท่านพีระได้ เพราะท่านพีระไม่ใช้วิธีการแตะเบรกขณะเลี้ยว ซึ่งยากนักที่ใครจะบังคับรถที่มีความเร็วขนาดนั้นได้”

เรื่องไม่แตะเบรกขณะเลี้ยว บวกกับไหวพริบที่เป็นเลิศ เคยทำให้ พ.พีระ พิชิตรางวัลชนะเลิศมาแล้วที่สนามบรู๊กแลนด์ส ระยะทาง 250 ไมล์ (402 กม.) ต้องขับทั้งสิ้น 100 รอบ

พระองค์พีระ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพีระพงศ์ภาณุเดช หรือที่ฝรั่งรู้จักในนาม B.Bira (พ.พีระ) นักแข่งรถจากสยาม

พระองค์จุลฯ ทรงบันทึกไว้ว่า พ.พีระ และคู่แข่งตลอดกาลคือ เรย์มอนด์ เมย์ส (Raymond Mays) ชาวอังกฤษ ขับเคี่ยวกันอย่างสูสี ในการขับรอบสุดท้าย เมย์สแซงหน้า พ.พีระ จนได้ ซึ่งนักแข่งส่วนมากถ้าโดนแซงในรอบสุดท้ายก็อาจถอดใจ

แต่ พ.พีระ ผู้ขับอย่างเหน็ดเหนื่อยมาร่วม 3 ชั่วโมง ยังไม่ยอมแพ้ ไล่กวดหลังเมย์สอย่างกระชั้นชิดที่สุด เพื่อให้ความเร็วรถแข่งของเมย์สที่บังลมอยู่ด้านหน้า ดูดเอารถรอมิวลุสของ พ.พีระ เข้าไปด้วยจนรถเกือบติดกัน

พอถึงหัวโค้งสุดท้าย พีระก็เลี้ยวรถโดยเหยียบเบรกทีหลังเมย์ส ส่งผลให้รอมิวลุสผ่านหน้ารถของเมย์ส เข้าเส้นชัยเป็นคันแรก ชนะเมย์สเพียง 1 วินาทีเท่านั้น

พระองค์พีระ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพีระพงศ์ภาณุเดช หรือที่ฝรั่งรู้จักในนาม B.Bira (พ.พีระ) นักแข่งรถจากสยาม
ภาพ : Riverbooks
คาเฟ่หนูขาว หรือ White Mouse Café ย่านท่าเตียน ร้านเล็กย่านท่าเตียนกับข้าวของชิ้นพิเศษของ 2 เจ้าชายไทยที่โด่งดังในวงการแข่งรถโลก

คุณไพศาลย์กล่าวว่า “ในความรู้สึกผม พระองค์จุลฯ ทรงภูมิใจที่ได้เห็นธงไทยโบกสะบัดที่ยุโรป ผมว่าเป็นความรู้สึกหลักของท่าน ไม่มีอะไรเคลือบแฝง ท่านสั่งแผ่นเสียงเพลง สรรเสริญพระบารมี ไปจากเมืองไทย เพราะว่าเวลาแข่งชนะก็ต้องเปิด เราก็ยังเก็บไว้ ผืนธงไตรรงค์ผืนแรกที่ชักขึ้นไปเมื่อพระองค์เจ้าพีระฯ ชนะเราก็ยังเก็บไว้

“ทรงสละทรัพย์มหาศาลเพื่อสร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทย เพราะการเป็นเจ้าของทีมต้องมีค่าใช้จ่าย ต้องซื้อรถแข่ง ต้องมีรถตู้เอาไว้ขนรถแข่งไปสนามต่างๆ ต้องมีคนขับ มีช่างเครื่อง อยู่ในสนาม ท่านก็ต้องทำหน้าที่เพื่อช่วยสนับสนุนท่านพีระให้ไปถึงเส้นชัยเร็วที่สุด

“ผมคิดว่ารถแข่งยุคเก่ามันน่าจะอันตรายมากเมื่อเทียบกับการแข่งรถฟอร์มูล่าวัน (Formula One) ในปัจจุบัน เพราะไม่มีเครื่องช่วยใดๆ เลย สมัยนี้มีกล้อง มีคอมพิวเตอร์ นักแข่งมีหน้าที่กดปุ่ม มีเครื่องป้องกันอันตรายจากการชนหรือการคว่ำ แต่สมัยนั้นไม่มีเลย ก็เรียกได้ว่าท่านเสี่ยงชีวิตให้ได้มาซึ่งชัยชนะ” คุณไพศาลย์กล่าว

พระองค์เจ้าพีระฯ ประทานสัมภาษณ์เรื่องความสามารถในการขับรถไว้ว่า ท่านยอมรับว่าเป็นพรสวรรค์เฉพาะด้าน แต่ต้องสู้จนได้มา

“มันเป็นความสามารถที่คนเราได้รับหรือมีมา แต่ไอ้ความสามารถนี่มันก็อยู่ที่ต้องมีใจสู้ด้วย ตอนที่ผมแข่งนั้น ผมแข่งด้วยใจรัก จิตใจพร้อมที่จะทำ พร้อมที่จะทุ่มเทให้ทุกอย่าง ถ้าคิดว่าจะเป็นแชมป์ เราก็ต้องฝึกหนักมากๆ ด้วย”

เมื่อความสามารถและหัวใจนักสู้เช่นนี้มารวมกับทักษะของผู้จัดการทีมอย่างพระองค์จุลฯ ผู้ทรงตั้งใจทำชื่อเสียงให้ประเทศไทย ทำให้ พ.พีระ เป็นชื่อไทยชื่อแรกและชื่อเดียวที่ชนะเลิศในวงการรถแข่งระดับนานาชาติ จนถึงปัจจุบัน

การสิ้นพระชนม์ของ พ.พีระ ที่สถานีรถไฟบารอนส์คอร์ตในกรุงลอนดอน พ.ศ. 2528 กลายเป็นข่าวใหญ่ในสหราชอาณาจักร สำนักข่าว BBC นำเสนอข่าวตลอดวัน หนังสือพิมพ์ทั้งในไทยและสหราชอาณาจักรต่างทำข่าวการสูญเสียเจ้าชายไทยนักแข่งรถ

นักขับชื่อดังชาวยุโรปหลายคนที่ขับเคี่ยวความเร็วในสนามแข่งมาด้วยกันกับ พ.พีระ เมื่อ 50 ปีก่อนหน้า ต่างบินมาร่วมแสดงความอาลัยเป็นครั้งสุดท้าย แด่ Bira the Quite Invincible พีระ ผู้ไม่มีใครโค่นได้

พระองค์พีระ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพีระพงศ์ภาณุเดช หรือที่ฝรั่งรู้จักในนาม B.Bira (พ.พีระ) นักแข่งรถจากสยาม

ขอขอบคุณ

คุณไพศาลย์ เปี่ยมเมตตาวัฒน์

หนังสือและบทความประกอบการเขียน

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์. เกิดวังปารุสก์. กรุงเทพฯ : ริเวอร์บุ๊คส์, 2560

วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์. คนกล้า. กรุงเทพฯ : สารคดี, 2544

Writer

Avatar

กรณิศ รัตนามหัทธนะ

นักเรียนเศรษฐศาสตร์ที่เปลี่ยนแนวไปเรียนทำอาหารอย่างจริงจัง เป็น introvert ที่ชอบงานสัมภาษณ์ รักหนังสือ ซื้อไวกว่าอ่าน เลือกเรียนปริญญาโทในสาขาที่รู้ว่าไม่มีงานรองรับคือมานุษยวิทยาอาหาร มีความสุขกับการละเลียดอ่านหนังสือและเรียนรู้สิ่งใหม่ผ่านภาพถ่ายเก่าและประวัติศาสตร์สังคม

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Share Location

รวมสถานที่สวยและดีที่อยากชวนคุณแวะเวียนไปช่วงวันหยุด

เมื่อพูดถึงเวิ้งในจังหวัดเชียงใหม่ หลายคนคงนึกออกไม่มากก็น้อยตามแต่ที่เคยไป หรือนักศึกษารั้วม่วงอย่างผมคงหนีไม่พ้นเวิ้งคุณนลี อย่างไรก็ตาม ในช่วง 2 เดือนมานี้มี Community Space แห่งใหม่สำหรับคนเชียงใหม่เกิดขึ้นในทำเลใกล้กับสถานีรถไฟ

เฮงสเตชั่น (Heng Station) เชียงใหม่ เวิ้งพบปะที่ปลุกโกดังของอากงปี 1960 ให้มีชีวิต

สถานที่แห่งนี้มีชื่อว่าHeng Station (เฮงสเตชั่น)’ เวิ้งอยู่ตรงข้ามกับสถานีรถไฟชนิดที่ระหว่างกำลังดื่มกาแฟอาจยกมือถือขึ้นมาถ่ายรูปรถไฟเป็นฉากหลังได้ หรือถ้ามาทานอาหารมื้อหนักก็มีร้านรองรับ พร้อมด้วยของหวานตบท้าย จบด้วยร้านเครื่องหอมไว้เป็นของติดไม้ติดมือกลับบ้าน

เฮงสเตชั่น (Heng Station) เชียงใหม่ เวิ้งพบปะที่ปลุกโกดังของอากงปี 1960 ให้มีชีวิต

วันนี้ คิม-วโรดม สหชัยเสรี เขาคือชายหนุ่มผู้เกิด เติบโต และศึกษาเล่าเรียนที่เชียงใหม่ ก่อนต้องโยกย้ายตัวเองไปทำงานที่จังหวัดชลบุรี พร้อมกับเดินทางไปญี่ปุ่นทุกปี จนซึมซับวัฒนธรรมเหล่านั้นมาสั่งสมเอาไว้ แล้วจึงนำกลับมาประยุกต์ใช้เพื่อสานต่อธุรกิจที่บ้าน พร้อมกับเล่าเรื่องราวการรื้อฟื้นสถานที่ซึ่งมีความเป็นมายาวนานตั้งแต่ปี 1960 ให้มีชีวิตอีกครั้งหนึ่งในปี 2023 

เปิดประตูเวิ้งใหม่เอี่ยมมาเยี่ยมเยียนสถานที่เก่าแก่ 62 ปีพร้อมกันเลย

เสี่ยมเฮงพืชผล

สถานที่นี้มีเรื่องราวเริ่มต้นน่าสนใจ และต้อนย้อนกลับไปตั้งแต่สมัยรุ่นอากงของคิม เพราะแรกเริ่มเดิมทีตามคำบอกเล่าของเขา อากงข้ามน้ำข้ามทะเลหนีสงครามมาจากประเทศจีน ระหกระเหินมายังกรุงเทพฯ จากนั้นเดินเท้าตามรางรถไฟมาเรื่อย ๆ จนถึงจังหวัดเชียงใหม่ และลงหลักปักฐานด้วยการสมัครเข้าทำงานกับบริษัทเชลแล็กสยามในช่วงปี 1960

เฮงสเตชั่น (Heng Station) เชียงใหม่ เวิ้งพบปะที่ปลุกโกดังของอากงปี 1960 ให้มีชีวิต

แล้วเรื่องราวก็กระโดดข้ามมายังช่วงเวลาประมาณปี 1977 (พ.ศ. 2520) บริษัทเชลแล็กสยามปิดตัวลง โดยไม่แน่ใจว่าย้ายมายังสถานที่ ณ ปัจจุบันนี้อยู่ก่อนแล้วหรือเปล่า

เฮงสเตชั่น (Heng Station) เชียงใหม่ เวิ้งพบปะที่ปลุกโกดังของอากงปี 1960 ให้มีชีวิต

ถึงอย่างนั้นอากงของคิมก็ซื้อที่ดินแปลงนี้แล้วเปิดกิจการของตัวเองในชื่อ ‘เสี่ยมเฮงพืชผล’ นับตั้งแต่ปี 1971-1992 (เสี่ยม มีความหมายว่า สยาม และเป็นที่มาของชื่อ เฮง สเตชั่น ในปัจจุบัน) โดยเปลี่ยนมาค้ากระเทียมเป็นหลัก แต่ก็ยังมีเชลแล็กและพืชผลทางเกษตรกรรมอื่น ๆ ซึ่งรับมาจากชาวสวนในภาคเหนือ และส่งขึ้นรถไฟไปกรุงเทพฯ สถานที่ตรงนี้ที่ติดกับสถานีรถไฟ จึงเป็นทำเลอันเหมาะสมอย่างไร้ข้อโต้แย้ง

เฮงสเตชั่น (Heng Station) เชียงใหม่ เวิ้งพบปะที่ปลุกโกดังของอากงปี 1960 ให้มีชีวิต

ช่วงปี 1991 อากงเสีย เหลือเพียงอาม่า ซึ่งแบกรับธุรกิจนี้ด้วยตัวคนเดียวไม่ไหว ส่วนคุณพ่อของคิมอยู่ในเส้นทางสายอาจารย์ และไม่มีความสนใจสานต่อสถานที่แห่งนี้ เสี่ยมเฮงจึงปิดตัวลงในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ปี 1992 ซึ่งเป็นปีเกิดของคิมพอดี และถูกทิ้งเป็นโกดังร้างนับแต่นั้นมา

เฮงสเตชั่น

เวลาล่วงเลยมาจนกระทั่งคิมเรียนอยู่มหาวิทยาลัยปีที่ 3 เขาค่อย ๆ รื้อฟื้นสถานที่แห่งนี้อีกครั้งด้วยการเปิดห้องแถวเชิงพาณิชย์เล็ก ๆ อยู่ด้านหน้าติดกับถนน อีกทั้งยังได้เรียนรู้และซึมซับการลงทุนจากคุณลุง และเมื่อถึงวัยทำงาน เขาจึงเริ่มฉุกคิดได้ว่า น่าจะเอาสถานที่ตรงนี้มาใช้ประโยชน์แทนที่จะไม่ปล่อยให้ทิ้งร้าง

คิมคิดแล้วคิดอีกว่าจะใช้ที่ดินตรงนี้ทำอะไรดี แต่ทุกครั้งก็มีคำถามพ่วงท้ายเสมอว่า พื้นที่นี้เป็นทางลึก หน้าแคบ และคุณพ่อตั้งเงื่อนไขเอาไว้ 1 ข้อ คือ ทุกอย่างต้องคงรูปร่างเดิมให้มากที่สุด การทุบเพื่อประกอบร่างใหม่หลายครั้งอาจนำมาซึ่งปัญหากับคุณพ่อได้ จุดนี้เองที่คิมต้องนำความรู้ด้านวิศวกรรมที่เขาร่ำเรียนมาใช้อย่างเต็มที่ ในการรีโนเวตโกดังแห่งนี้ไม่ให้เป็นแค่ห้องแถวต่อ ๆ กัน

“ผมเริ่มก่อสร้างจริง ๆ คือมีนาคม ปี 2022 ใช้เวลารีเสิร์ชนานมาก ออกแบบ วางแปลน สลับแปลน จะมีสวนตรงไหนเพื่อให้ดูไม่อึดอัด พร้อมกับดูบริบทพื้นที่โดยรอบ”

สเตชั่น Community Space ในสวนหลังบ้าน จ.เชียงใหม่ ที่ปลุกโกดังปี 1960 ของอากงให้มีชีวิต
สเตชั่น Community Space ในสวนหลังบ้าน จ.เชียงใหม่ ที่ปลุกโกดังปี 1960 ของอากงให้มีชีวิต

คิมสร้างตึกหลังหนึ่งข้างในโกดังอีกที เทคานส่วนที่เป็นกำแพง วางตอม่อเสาใหม่ และก่อกำแพงขึ้นมาด้านใน แต่ด้านนอกยังคงทุกอย่างไว้เหมือนเดิม จากเดิมที่เป็นหลังคาเต็ม เขารื้อหลังคาออกครึ่งหนึ่ง และปรับพื้นที่ตรงนั้นออกเป็นสวน เพื่อเพิ่มความน่าสนใจและดึงดูดให้คนเดินเข้าไปด้านใน

“ผมเพิ่มพื้นที่ด้วยการขยายเข้ามาในพื้นที่ของเราเอง สร้างคอมมูนิตี้ให้คนมาใช้เวลาวันหยุดกับเพื่อน” ประโยคนี้เห็นจะเป็นชิ้นส่วนสุดท้ายที่ทำให้การก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์

Community Space

“ผมว่าการใช้คำว่า คอมมูนิตี้ ดูเป็นสถานที่ที่ให้คนมาพบปะกันมากกว่าเป็นพื้นที่ขายของ ผมอยากให้คนมานั่งเล่น มาคุยกัน ใช้เวลานั่งเม้ากับเพื่อนในช่วงวันหยุด ก็เลยใช้คำนี้”

ในตอนนี้ เฮงสเตชั่น เปิดทำการตั้งแต่ 8 โมงเช้าถึง 5 โมงเย็น

คิมไม่ได้ต้องการให้ที่นี่กลายเป็นผับหรือบาร์ สาเหตุมาจากส่วนหนึ่งของพื้นที่เป็นที่อยู่อาศัยของครอบครัว เขาขอแค่ให้คนที่มาได้นั่งเล่น พูดคุย พบปะ ไม่จำเป็นต้องรับประสบการณ์ คิดเสียว่าที่นี่คือ ‘สวนหลังบ้าน’ ซึ่งทุกคนเข้ามาเดินเล่นได้อย่างผ่อนคลาย อีกทั้งยังมี 1 ร้านข้าว 1 ร้านกาแฟ 1 ร้านเครื่องหอม และ 2 ร้านเบเกอรี่ คอยรองรับความต้องการของเหล่าผู้คนที่เข้ามาเยือน

แล้วคิมก็พาเราทัวร์ตามร้านต่าง ๆ อย่างเป็นมิตร และให้พวกเขาอธิบายถึงจุดเด่นที่อยากนำเสนอ เราเริ่มต้นกันที่…

School Coffee

ร้านกาแฟที่ตั้งอยู่หน้าสุดของโครงการ เปรียบเสมือนพื้นที่รับแขกให้ผู้คนเข้ามาซื้อกาแฟหรือเครื่องดื่มก่อนเดินสำรวจ ร้านกาแฟแห่งนี้มีคอนเซปต์ว่า สร้างความสุขให้ทุกภาคส่วน เริ่มต้นจากธรรมชาติ แหล่งปลูกกาแฟ ต้นกาแฟสายพันธ์ุต่าง ๆ การแปรรูปกาแฟที่เป็นผลไม้ให้กลายเป็นสารกาแฟ ส่วนถัดมาเป็นบาริสต้า และจบลงที่ลูกค้าทุก ๆ ท่านได้รับผลิตภัณฑ์ดี ๆ จากทางร้าน

สเตชั่น Community Space ในสวนหลังบ้าน จ.เชียงใหม่ ที่ปลุกโกดังปี 1960 ของอากงให้มีชีวิต
สเตชั่น Community Space ในสวนหลังบ้าน จ.เชียงใหม่ ที่ปลุกโกดังปี 1960 ของอากงให้มีชีวิต

เมื่อไหร่ก็ตามที่ทุกคนในทุกภาคส่วนมีความสุข วงล้อแห่งการพัฒนาก็จะเริ่มเป็นไปตามแนวทางที่ทางร้านตั้งใจ และขับเคลื่อนได้ด้วยตัวของมันเอง แต่ก็ใส่พลังเข้าไปได้ในบางจังหวะ (ตามที่ทางร้านได้บอกกับเรา) เมื่อมาถึงร้าน School Coffee ลูกค้าเลือกกาแฟที่อยากจิบได้ตามต้องการ ตั้งแต่เมล็ด ระดับการคั่ว และกระบวนการชงกาแฟ ซึ่งเมนูซิกเนเจอร์ที่พวกเขาไม่เคยทอดทิ้งและยังคงมีตลอดไป นั่นคือ ยาคูลท์ปีโป้ปั่นและโอริโอ้ปั่น เพื่อเป็นเกียรติให้แก่บาริสต้าคนแรกผู้คิดค้น 2 เมนูนี้ที่อยู่คู่กับร้านมาตั้งแต่ยังเปิดอยู่ที่กรุงเทพฯ อ้อ ขอกระซิบดัง ๆ ว่าร้านนี้เจ้าของเดียวกับ ร้านสุขพอดี นะ

KLĀY concept

ร้านเครื่องหอมที่เน้นเล่าเรื่องราวผ่านงานเซรามิก

เทียนหอมในถ้วยเทียนเซรามิกมาจากเทศบาลเมืองแม่โจ้ เนื่องจากทางร้านพยายามสนับสนุนผู้ประการรายย่อยให้ได้มากที่สุด สินค้านิยมคือเจ้าก้อนสี่เหลี่ยม วิธีใช้ง่าย ๆ ไม่มีอะไรซับซ้อน หยดน้ำมันหอมระเหยลงบนก้อนเซรามิก แล้วรอให้ดูดซึมน้ำหอม ซึ่งทางร้านดีไซน์ให้มีความกลมอยู่ภายใน จึงเกิดการถ่ายเทเข้า-ออกของอากาศผ่านเนื้อเซรามิก เป็นการกระจายกลิ่นหอมเบา ๆ

เวิ้งเฮงสเตชั่น (Heng Station) จ.เชียงใหม่ เปลี่ยนโกดังร้างรุ่นอากงเป็น Community Space สำหรับนั่งเล่น-พบปะในบรรยากาศสวนหลังบ้าน
เวิ้งเฮงสเตชั่น (Heng Station) จ.เชียงใหม่ เปลี่ยนโกดังร้างรุ่นอากงเป็น Community Space สำหรับนั่งเล่น-พบปะในบรรยากาศสวนหลังบ้าน

ขณะเดียวกัน ทางร้านยังมีการจัดเวิร์กช็อปให้แก่ผู้ที่สนใจ เป็นการผสมกลิ่มน้ำหอม ทำเทียนหอม และทำเครื่องหอม เน้นเรื่องของการพยายามให้ผ่อนคลายทุกประสาทสัมผัสผ่าน Therapy

เวิร์กช็อปเป็นกลุ่มได้ไม่เกิน 6 คน หากใครสนใจสอบถามหน้าร้านได้เลย 

The Dorm Bakery

หนึ่งในร้านเบเกอรี่ประจำ เฮงสเตชั่น ที่เปิดหน้าร้านเป็นของตัวเองครั้งแรกพร้อมกับโครงการ โดยภายในร้านประกอบด้วยเมนูเบเกอรี่ปกติและเมนูวีแกน (ทางร้านเรียกว่า สูตรเจ) ในราคาไม่แพง 

ทุกเมนูต่างประกอบด้วยความโฮมและแฮนด์เมด เมนูที่ทางร้านแนะนำว่าต้องลองลิ้มให้ได้ ได้แก่ เค้กแคร์รอต พายแอปเปิล และกราโนล่าบาร์ (ปราศจากกลูเต็น อัดแน่นด้วยคุณประโยชน์)

เวิ้งเฮงสเตชั่น (Heng Station) จ.เชียงใหม่ เปลี่ยนโกดังร้างรุ่นอากงเป็น Community Space สำหรับนั่งเล่น-พบปะในบรรยากาศสวนหลังบ้าน

Circle.Pound

ร้านเค้กวันเกิดที่ขายเค้กแบ่งชิ้นสำหรับลูกค้าที่ไม่อยากทานเยอะมาก เมนูแนะนำ ได้แก่ โยเกิร์ตชีสเค้ก ซึ่งเป็นเมนูที่มีทุกวัน ส่วนเมนูพิเศษ ทางร้านขอแนะนำ เครมบรูเล่ ชีสเค้กท็อปด้วยน้ำตาลเผา เวลากินต้องใช้ช้อนเคาะด้านบน ลูกค้าสนุกด้วย อร่อยด้วย

เวิ้งเฮงสเตชั่น (Heng Station) จ.เชียงใหม่ เปลี่ยนโกดังร้างรุ่นอากงเป็น Community Space สำหรับนั่งเล่น-พบปะในบรรยากาศสวนหลังบ้าน

POHSOP local-rice eatery

ร้านอาหารจานข้าวที่ให้ความสำคัญกับการใช้ข้าวอย่างแท้จริง เพราะร้านโพสพเลือกคัดสรรข้าวแต่ละชนิดตามแต่ฤดูกาล เพื่อยกระดับและเชิดชูข้าวให้กลายเป็นพระเอกของร้าน โดยทางร้านบอกว่าทุกเมนูปลอดเนื้อสัตว์ เพราะอยากให้ลูกค้าได้พักท้องจากการย่อยอาหารมื้อหนัก ๆ ที่มีเนื้อสัตว์เป็นส่วนประกอบ และหวังว่าอาหารของทางร้านจะเป็น Comfort Food สำหรับใครหลายคน

เวิ้งเฮงสเตชั่น (Heng Station) จ.เชียงใหม่ เปลี่ยนโกดังร้างรุ่นอากงเป็น Community Space สำหรับนั่งเล่น-พบปะในบรรยากาศสวนหลังบ้าน

นอกจากนี้ทางร้านยังไม่ได้เจาะจงสัญชาติหรือประเภทอาหารของตน เพราะด้วยความต้องการที่จะก้าวข้ามการถูกจำกัดความ อาหารของร้านโพสพจึงมีอาหารหลายสัญชาติ และผสมผสานจนเกิดเป็นอาหารหน้าใหม่ได้อย่างลงตัว เช่น พิซซ่าดอย ใช้ผักดองเป็นหน้าพิซซ่า และแป้งทำจากข้าวปุกงา หรือ ข้าวแต๋นทาปาส เป็นการผสมผสานอาหารทานเล่นของสเปนกับไทย

เวิ้งเฮงสเตชั่น (Heng Station) จ.เชียงใหม่ เปลี่ยนโกดังร้างรุ่นอากงเป็น Community Space สำหรับนั่งเล่น-พบปะในบรรยากาศสวนหลังบ้าน

ตามที่บอกไว้ตอนต้น คิมซึมซับเอาวัฒนธรรมญี่ปุ่นมาไม่มากก็น้อยจากการเดินทางไปแดนอาทิตย์อุทัยหลายต่อหลายครั้ง แนวคิดในการสร้างสถานที่แห่งนี้จึงพยายามให้กลายเป็นสวนญี่ปุ่นที่ผู้คนมาเดินเล่น นั่งคุย หย่อนใจ รวมไปถึงพักเหนื่อยจากการเดินห้างสรรพสินค้าหรือท่องเที่ยวในช่วงที่นักท่องเที่ยวหนาแน่นระดับไหล่นชนไหล่ ศอกชนศอก 

แม้เฮงสเตชั่น จะเปิดมาเพียง 2 เดือน แต่ก็มีคนแวะเวียนมาสร้างสีสันให้พื้นที่คึกคักไม่ขาดสาย และคิมเองก็อยากขยับขยายพื้นที่ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ รวมถึงวางแผนจะรีโนเวตโกดังอีกหลังที่อยู่ติดกัน เพื่อเพิ่มจำนวนร้านค้า ขยายพื้นที่สีเขียว ลดจำนวนพื้นปูน และใกล้ความเป็นสวนที่สุด 

เวิ้งเฮงสเตชั่น (Heng Station) จ.เชียงใหม่ เปลี่ยนโกดังร้างรุ่นอากงเป็น Community Space สำหรับนั่งเล่น-พบปะในบรรยากาศสวนหลังบ้าน
Heng Station
  • 142 ซอยรถไฟ ตำบลวัดเกต อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ (แผนที่)
  • เปิดทุกวัน เวลา 08.00 – 17.00 น.
  • 08 3765 0940
  • Heng Station

Writer

Avatar

พัทธนันท์ สวนมะลิ

เด็กกรุงเทพฯ ผู้เป็น Sneakerhead และ Cinephile ที่หอบเสื่อผืนหมอนใบมาเรียนเชียงใหม่ แล้วสุดท้ายก็กลับไปตายรังที่กรุงเทพฯ

Photographer

Avatar

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ ร่ำเรียนมาทางศิลปะจากคณะที่ได้ชื่อว่ามีวงดนตรีลูกทุ่งแสนบันเทิงของเมืองเหนือ มีความสุขกับการกดชัตเตอร์ในแสงเงาธรรมชาติ ชอบแมว หมา และบ้าจักรยานไม่แพ้กิจกรรมกลางแจ้งอื่น ๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load