หากคนหนึ่งคนต้องการเป็นนักกีฬาวิ่ง แค่เพียงเขามีร่างกายที่แข็งแรง ใจที่แข็งแกร่ง และรองเท้าวิ่งดีๆ สักคู่ นั่นก็อาจจะเพียงพอให้เขาลงสนามและคว้าชัยชนะมาได้ แต่ไม่ใช่สำหรับนักกีฬาพาราลิมปิก

กีฬาพาราลิมปิกคือมหกรรมการแข่งขันกีฬาสำหรับนักกีฬาผู้พิการ ที่จัดขึ้นต่อจากการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกในทุกๆ ปี และกีฬาที่ไทยเป็นที่จับตามองไม่แพ้ชาติอื่นๆ ก็คือกีฬาวีลแชร์เรซซิ่ง เจ้าของ 7 เหรียญทอง 6 เหรียญเงิน และ 1 เหรียญทองแดง พาราลิมปิก 5 สมัย โดยชายที่มีชื่อว่า ประวัติ วะโฮรัมย์

HERO OF CHANGE สร้างชัยชนะที่จับต้องได้ด้วยการพัฒนาวีลแชร์ของบริษัทรถกับนักกีฬาพาราลิมปิก

คนทั่วไปอาจคิดว่าชัยชนะและการกวาดเหรียญจากรายการแข่งขันของเขาไม่ใช่เรื่องยาก แค่มีวีลแชร์ดีๆ สักคันเช่นเดียวกับรองเท้าของนักวิ่ง แต่แท้จริงแล้วเบื้องลึกเบื้องหลังความสำเร็จของเขามีมากกว่านั้น เพราะต้องอาศัยความร่วมมือและร่วมใจปลุกปั้นให้รถหนึ่งคัน ส่งพลังขับเคลื่อนนักกีฬาผู้พิการไปให้ถึงเส้นชัย

วันนี้เราเลยมานั่งล้อมวงคุยกับนักกีฬาพาราลิมปิกขวัญใจชาวไทย รวมถึง บี-ภัทรพันธุ์ กฤษณา อุปนายกสมาคมคนพิการแห่งประเทศไทย และผู้เป็นทั้งเจ้าของบริษัท สวัสดีโปรเมท จำกัด โรงงานผลิตวีลแชร์ที่มีช่างอย่าง จันทร์ นิลบ่อ เป็นฝ่ายซ่อมบำรุง และ ชาตรี แซ่เตียว ฝ่ายวิศวกรร่วมออกแบบการสร้างวีลแชร์เรซซิ่งในครั้งนี้ ถึงความสำคัญว่าทำไมในการแข่งขันกีฬาคนพิการ การใช้รถที่ดีถึงมีผลต่อความสำเร็จ

“ถ้าเป็นคนปกติใส่รองเท้าปกติก็วิ่งได้แล้ว มีแค่เฉพาะร่างกายและจิตใจยังไงก็สู้ได้ แต่สำหรับนักกีฬาผู้พิการ อุปกรณ์และจิตใจสำคัญที่สุด”

HERO OF CHANGE สร้างชัยชนะที่จับต้องได้ด้วยการพัฒนาวีลแชร์ของบริษัทรถกับนักกีฬาพาราลิมปิก

Wheelchair Racer

ก่อนอื่นเราควรรู้ก่อนว่ากีฬาวีลแชร์เรซซิ่งที่ประวัติ วะโฮรัมย์ ไปสร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทยนั้นเป็นอย่างไร เท้าความกันถึงครั้งแรกที่เขาเริ่มต้นเล่นกีฬาชนิดนี้ด้วย ว่าอะไรที่ทำให้เขาตัดสินใจจะเป็นนักกีฬา รวมถึงประสบการณ์บนวีลแชร์ที่เขาได้รับ มาบอกเล่าให้เราได้ฟังกัน

ประวัติ คือนักกีฬาผู้พิการทีมชาติไทยที่สูญเสียขาจากโรคโปลิโอตั้งแต่ยังเด็ก “ครั้งแรกผมไม่ได้คิดที่จะมาเล่นกีฬาเลย ตอนนั้นผมคิดแค่ว่าอยากจะมารักษาขาให้พอเดินได้ ผมก็มาจากสระแก้ว เข้ามาที่โรงเรียนศรีสังวาลย์ จังหวัดนนทบุรี ทีนี้เขามีกีฬาวีลแชร์สอนอยู่ที่นั่นด้วย โดยอาจารย์ที่ฝึกสอนคือ อาจารย์สุพจน์ เพ็งพุ่ม ทีแรกก็ไม่ได้คิดที่จะไปถึงพาราลิมปิกหรอก เราแค่อยากลองเล่นดูเฉยๆ ซ้อมอยู่เกือบปีเหมือนกัน จากนั้นอาจารย์เขาก็บอกให้ลองไปแข่งดูไหม ครั้งแรกที่ไปแข่งก็คือที่ซิดนีย์เลย ตอนคัดตัวเราก็ติดคนที่แปด ติดคนสุดท้ายพอดี เลยเป็นจุดเริ่มต้นของนักกีฬาพาราลิมปิกของผม”

แต่เห็นประวัติเล่าให้เราฟังง่ายๆ แบบนี้ แท้ที่จริงแล้ว การเล่นกีฬาของเขาเป็นความท้าทายอย่างมาก จนอาจเรียกได้ว่าเต็มไปด้วยอุปสรรคเลยก็ว่าได้

“ผมคิดว่ากีฬาวีลแชร์เรซซิ่งเป็นอะไรที่ท้าทายมาก ผมเห็นรุ่นพี่มาซ้อมก่อนผม มันทำให้ผมอยากซ้อม อยากเล่น อย่างน้อยก็ได้ออกกำลังกายเป็นอันดับหนึ่งเลย สองคือได้แสดงความสามารถด้วย แต่ก็ไม่ง่ายอย่างที่คิด การนั่งวีลแชร์เนี่ย พอลงไปนั่งแล้วมันเหมือนเรานั่งคุกเข่าอยู่กับที่เป็นเวลานานๆ ครั้งแรกที่ผมลงนั่งคือเป็นตะคริวครึ่งตัวเลย ทรมานนะ วันที่ผมซ้อมปั่นครั้งแรก ผมก็ร้องไห้ไปด้วย รู้สึกท้อเหมือนกัน” แต่สิ่งที่ทำให้เขามีกำลังสู้ต่อคือการเห็นรุ่นพี่ที่ซ้อมก่อนหน้า ด้วยพลังที่เชื่อว่าถ้าพวกเขาทำได้ เขาเองก็ทำได้เช่นกัน

HERO OF CHANGE สร้างชัยชนะที่จับต้องได้ด้วยการพัฒนาวีลแชร์ของบริษัทรถกับ นักกีฬาพาราลิมปิก

และอุปสรรคต่อมาก็คือเรื่องของอุปกรณ์ที่เขาต้องใช้ลงแข่ง นั่นคือรถวีลแชร์สำหรับแข่ง ซึ่งเป็นรถที่เขาต้องรับช่วงต่อมาจากรุ่นพี่ ด้วยงบประมาณต่อคันที่มีราคาสูงมาก จึงไม่สามารถทำให้เขามีรถของตัวเอง แต่สำหรับผู้พิการแล้ว รถก็มีขนาดต่างกันไปตามลักษณะความพิการของแต่ละคน ทำให้แม้ว่าจะมีรถ แต่ถ้ารถวีลแชร์นั้นไม่เหมาะกับขนาดตัว ก็เป็นอีกข้อจำกัดหนึ่งในการแข่งขัน เหมือนเราใส่รองเท้าที่คับเกินไปหรือหลวมเกินไป ก็ทำให้วิ่งได้ไม่ถนัดนัก

แม้ด้วยความไม่พร้อมของรถ เขากลับคว้า 3 เหรียญทองในประเภท 5,000 และ 10,000 เมตร T54 จากการแข่งขันพาราลิมปิกที่ซิดนีย์ เมื่อ ค.ศ. 2000 มาได้

“ไหนๆ ก็เล่นแล้ว ผมเลยคิดว่าจะลองสู้ดูสักตั้ง อยากทำให้มันสำเร็จ พอตอนที่ได้เหรียญทองแล้ว มันเหมือนฝันไปนะ เพราะการไปแข่ง เราต้องไปแข่งกับแชมป์โลก ผมเห็นเขามีรถแข่งที่ล้ำกว่าของเรามาก แล้วทุกคนก็จะบอกว่าเขาเก่งอย่างนั้นอย่างนี้ ใจเรามันก็ฝ่อไปเยอะเหมือนกัน แต่พอไปได้เหรียญมามันก็เหมือนเป็นกำไรชีวิต” 

เมื่อถึงเวลาลงสนามจริง รถที่ประวัติใช้แข่งก็ต้องใช้ทั้งแรงและกำลังที่มากกว่า เนื่องจากอุปกรณ์ที่ไม่พร้อม รถที่ไม่เหมาะกับเขา นับว่าเป็นความลำบากอย่างมาก เพราะมีผลต่อตัวนักกีฬาโดยตรง เนื่องจากจะทำให้เขาบาดเจ็บได้เร็วกว่านักกีฬาต่างประเทศ จึงถึงเวลาที่ความช่วยเหลือจะมาถึงมือ

Wheelchair Makers

HERO OF CHANGE สร้างชัยชนะที่จับต้องได้ด้วยการพัฒนาวีลแชร์ของบริษัทรถกับ นักกีฬาพาราลิมปิก

เมื่อทราบถึงปัญหาและอุปสรรคจากเรื่องเล่าของประวัติแล้ว ความร่วมมือเพื่อพัฒนาวีลแชร์เรซซิ่งที่เปรียบเสมือนอวัยวะชิ้นสำคัญ ซึ่งจะพาพวกเขาไปถึงจุดหมายที่ตั้งใจไว้ได้ก็เริ่มต้นขึ้น

โตโยต้าประเทศไทยจึงเข้ามาสนับสนุนในเรื่องของงบประมาณและเทคโนโลยีที่จะนำมาใช้พัฒนารถวีลแชร์ ในฐานะผู้คร่ำหวอดและผู้เชี่ยวชาญในเรื่องเทคโนโลยีแห่งการขับเคลื่อนมาโดยตลอด

ด้วยการไม่ยอมให้อะไรมาจำกัดความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้น แม้กระทั่งกับผู้พิการที่มีข้อจำกัดในเรื่องการเคลื่อนไหว พวกเขาเองก็ควรมีสิทธิ์เริ่มต้นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้นี้ได้เช่นกัน โตโยต้าจึงพัฒนาการทำวีลแชร์เรซซิ่งอย่างจริงจัง ถึงขั้นลงไปค้นหาทีมวิศวกรที่เชี่ยวชาญในเรื่องนี้ เพื่อให้วีลแชร์ช่วยสนับสนุนนักกีฬาได้จริงอย่างที่ตั้งใจ

และเนื่องด้วยในประเทศไทยมีโรงงานผลิตวีลแชร์อยู่แล้ว นั่นก็คือโรงงานของ บี ภัทรพันธุ์ ซึ่งเป็นโรงงานที่มีความพิเศษ คือทุกฝ่ายที่ผลิตรถวีลแชร์ล้วนมาจากฝีมือผู้พิการ ความร่วมมือของทุกฝ่ายจึงเกิดขึ้นได้ที่นี่

จึงถือว่ารถแข่งที่ได้มานั้นถูกผลิตในประเทศไทย โดยคนไทยอย่างแท้จริง

HERO OF CHANGE สร้างชัยชนะที่จับต้องได้ด้วยการพัฒนาวีลแชร์ของบริษัทรถกับ นักกีฬาพาราลิมปิก

“การทำงานของเราเริ่มต้นตั้งแต่โตโยต้าเข้าไปคุยกับทีมงานเราที่โรงงาน แล้วส่งคาร์บอนสำเร็จรูปมาให้เราลองกัน ด้วยความโชคดีที่บริษัทเราเป็นตัวแทนจำหน่ายเจ้าเดียวในประเทศไทย และเคยมีโอกาสเข้าไปเรียนรู้วิธีการทำวีลแชร์ระดับโลก

“ปัญหาคือเราไม่เคยทำวีลแชร์เรซซิ่งแบบนี้มาก่อน เลยต้องมีวิศวกรกับช่างที่ใช้ประสบการณ์เป็นสิบๆ ปีมาช่วยกันทำ เพราะรถแบบนี้ไม่มีอะไหล่นะ ต้องเป็น Custom Made ทั้งหมด เราก็ถอดแบบแล้วปรับแก้มาเป็นของเราเอง”

ซึ่งรถวีลแชร์ที่ใช้สำหรับการแข่งขันนี้มีความต่างจากรถวีลแชร์ปกติ นอกจากนั้นวีลแชร์ที่ใช้สำหรับแข่งแต่ละประเภทกีฬา ก็ต้องใช้รถที่ต่างกันคนละแบบอีกด้วย นี่จึงเป็นสาเหตุให้รถแข่งวีลแชร์เรซซิ่งมีราคาสูง และต้องเป็นแบบ Custom Made เท่านั้น 

“โห ต่างมากเลยกับวีลแชร์ปกติ ต้องคำนึงทั้งเรื่องน้ำหนัก มุมล้อ และการปรับศูนย์ บางทีเราก็ต้องดีไซน์ให้มันโค้ง เพื่อต้องการให้ขย่มตรงกลางแล้วช่วยส่งแรงกระแทกไปได้อีก มันมีเทคนิคเยอะและหลากหลายมาก ซึ่งตรงนี้คนทำเองก็ต้องเรียนรู้ ว่าจะต้องดีไซน์ออกมาให้ได้เปรียบในการแข่งขันได้ยังไง โดยที่ก็ต้องเป็นไปตามตามกติกาด้วย

HERO OF CHANGE สร้างชัยชนะที่จับต้องได้ด้วยการพัฒนาวีลแชร์ของบริษัทรถกับ นักกีฬาพาราลิมปิก

“ข้อมูลส่วนใหญ่ที่เรานำมาเป็นความรู้เรื่องรถจากต่างประเทศ แล้วก็จากตัวนักกีฬาด้วย เพราะเขาต้องเป็นคนที่ใช้เอง” บีบอกเพิ่มเติมอีกด้วยว่า การทำรถให้นักกีฬาใช้ลงแข่งเปรียบเสมือนการตัดเสื้อผ้า ที่ต้องให้ตัวนักกีฬามาตัดเองจนกว่าจะพอใจ เพราะการเล่นกีฬาของคนพิการมีความพิการไม่เท่ากัน 

“ทุกคนมีความพิการไม่เท่ากัน ความสามารถตรงนี้ คนนี้ดีกว่า คนนั้นด้อยกว่า ขาขาดสูงต่ำต่างกันล้วนมีผลทั้งสิ้น อัมพาตระดับใต้สะดือหรือเหนือสะดือ ก็มีความอ่อนแอและความแข็งแรงแตกต่างกันทั้งหมด เพราะฉะนั้น การออกแบบ สไตล์การเล่น ก็เลยไม่เหมือนกัน 

“คำว่ารถกีฬาคนพิการถึงไม่มีคำว่า Standard ต้องเป็น Custom Made อย่างเดียว มันเลยยากเพราะไม่มีใครทำ ถ้าไม่มีโตโยต้ามาสั่งทำรถ พี่เองก็คงไม่ทำ เพราะพี่ไม่รู้ว่าจะเอาไปขายใคร บ้านเราสนับสนุนเฉพาะนักกีฬาที่ติดทีมชาติแล้ว เพราะลงทุนคันหนึ่ง คันละเป็นแสน จะซื้อไปให้เด็กนักเรียนเล่น ไม่มีใครให้หรอก นอกจากต้องรอของเก่า” 

นี่จึงเป็นจุดประสงค์ของการสร้างวีลแชร์เรซซิ่งในครั้งนี้ ส่วนหนึ่งก็เพื่อให้นักกีฬารุ่นพี่อย่างประวัติได้ใช้ลงสนาม รวมถึงใช้ฝึกซ้อม และต่อมาก็เพื่อเป็นต้นทุนให้กับเด็กๆ เยาวชนผู้พิการให้ได้นำไปฝึกซ้อมตามรุ่นพี่ที่พวกเขารักและฝันอยากจะเป็นให้ได้ในสักวันหนึ่ง

นฤมล สืบศรี เจ้าหน้าที่อาวุโสแผนกความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะกรรมการพาราลิมปิกแห่งประเทศไทย กล่าวเสริมถึงจุดประสงค์ว่า “เพราะเรามีเยาวชนที่ต้องเก็บตัวซ้อมอยู่ด้วยเหมือนกัน การได้วีลแชร์มาก็ทำให้พวกเขาได้ฝึกซ้อมเสมือนจริง อีกอย่างคือเราก็จะส่งไปที่โรงเรียนศรีสังวาลย์ที่เป็นโรงเรียนคนพิการ ให้เด็กๆ ได้ใช้ฝึกซ้อมเล่นกัน นอกจากนั้นรถวีลแชร์ก็จะถูกจัดสรรไปให้กับผู้พิการทางด้านสมองได้ใช้ฝึกซ้อมอีกด้วย ซึ่งจะเป็นประโยชน์มากสำหรับรถทั้งสิบคันนี้ที่เราได้มา” 

และด้วยประสบการณ์ของบีที่เคยมีโอกาสเป็นส่วนหนึ่งของกีฬาเฟสปิกเกมส์ หรือกีฬาคนพิการภาคพื้นตะวันออกไกลและแปซิฟิกตอนใต้ เขาก็บอกว่าศักยภาพนักกีฬาผู้พิการชาวไทยเราเก่งมาก เพียงแต่ขาดการสนับสนุน

HERO OF CHANGE สร้างชัยชนะที่จับต้องได้ด้วยการพัฒนาวีลแชร์ของบริษัทรถกับ นักกีฬาพาราลิมปิก

“ตอนนั้นเราพลิกโฉมสังคมจากกีฬาเฟสบิกเกมส์ เด็กนักกีฬาหลายคนไม่เคยเล่นกีฬาเลย แต่ตอนนั้นเราจำเป็นต้องส่งนักกีฬาเข้าไปแข่งขัน ผลคือไทยได้เหรียญรวมเยอะเป็นอันดับสองของเอเชีย ซึ่งไม่เคยมีในประวัติศาสตร์ มันเลยเป็นผลให้เห็นว่าถ้าคนพิการบ้านเราได้รับการสนับสนุน มันจะไปได้

 “นักกีฬาวีลแชร์เรซซิ่งไทยเป็นถึงอันดับหนึ่ง อันดับสองของโลกนะ เราไม่ได้สู้กันที่นักกีฬาอย่างเดียว เราสู้กันที่เทคโนโลยีด้วยต่างหาก สำหรับทุกกีฬาที่ต้องใช้วีลแชร์เลย เราสู้กันตรงนี้จริงๆ” 

Wheelchair Racing

“การดัดแปลงรถยากมากตรงที่เราต้องทำการบ้าน เพราะเราไม่มีวัตถุดิบในมือเฉพาะสำหรับการสร้างวีลแชร์เรซซิ่ง และเราจะต้องคุมราคาให้อยู่ในงบประมาณด้วย เราเลยต้องหาล้อมาจากที่หนึ่ง ซี่ลวดมาจากอีกที่หนึ่ง ตัวแกนก็ต้องทำเอง ขั้นตอนในการทำก็ยากมาก เพราะต้องถอดแบบของญี่ปุ่นมา ถ้านักกีฬาไม่รู้ว่าแข็งแรงไหม เขาก็ไม่กล้านั่งนะ อย่างรถสิบคันที่เราทำออกมาก็ต้องทดสอบแล้วว่าแข็งแรงจริงๆ เราให้คนหนักแปดสิบกิโลไปยืนเหยียบคานแล้วไม่มีสะดุ้งเลย นักกีฬาถึงจะมั่นใจได้” 

ซึ่งตรงส่วนการออกแบบต้องหันไปถามกับทางทีมวิศวกรอย่างพี่ชาตรี ว่าความยากของรถวีลแชร์แบบนี้อยู่ที่ตรงไหน 

“เราได้โจทย์ในเรื่องของงบประมาณ ความแข็งแรง ระยะเวลาการผลิต แล้วก็เทคนิคการผลิตต่างๆ มา ทางทีมช่างก็มานั่งคุยกัน ว่าเราจะใช้วัสดุอะไรบ้าง ในประเทศหาอะไรได้บ้าง หาอะไรไม่ได้บ้าง” 

HERO OF CHANGE สร้างชัยชนะที่จับต้องได้ด้วยการพัฒนาวีลแชร์ของบริษัทรถกับ นักกีฬาพาราลิมปิก
HERO OF CHANGE สร้างชัยชนะที่จับต้องได้ด้วยการพัฒนาวีลแชร์ของบริษัทรถกับ นักกีฬาพาราลิมปิก

อย่างการดีไซน์รูปแบบของตัวรถ ทางทีมวิศวกรก็ต้องนั่งแกะชิ้นต่อชิ้นเพื่อให้ใกล้เคียงรถต้นแบบมากที่สุด 

“ต่อมาคือแล้วเราจะผลิตยังไง เราก็ได้เทคโนโลยีคาร์บอนไฟเบอร์จากทางโตโยต้ามา จากนั้นเราก็มานั่งดูว่าเราจะออกแบบตัวรถยังไง เราก็ตกลงกันว่าเราจะทำแบบคานโค้ง เพราะว่าเวลาปั่นจะสปริงตัวได้ดี สำหรับตัวโครงสร้างเราเลยใช้เป็นสปริงเกรด ต่อมาเป็นวัตถุดิบอะไหล่ คือตัวสปริงเกรดและเพลาล้อ 7075 ซึ่งเป็นอะลูมิเนียมอัลลอยด์ที่แข็งมากและไม่เป็นสนิม จากนั้นเราก็มาดีไซน์เรื่องตัวองศา ความยาวตัวรถ รวมถึงไซส์รถที่นักกีฬาจะมานั่ง

“ในการผลิตเราใช้คอมพิวเตอร์ทั้งหมดเลย ซึ่งเรียกว่าเครื่อง CNC (Computer Numerical Control) มีความแม่นยำสูงมาก เป็นระบบไมครอน แล้วเราก็เคลือบชั้นที่สองด้วยคาร์บอนไฟเบอร์เพื่อให้ข้อแข็งแรงขึ้น ซึ่งเราก็ถอดแบบทุกอย่างมาจากญี่ปุ่น ทำให้ใกล้เคียงเขามากที่สุด ซึ่งรถคันนี้ที่เราทำออกมาก็มีความใกล้เคียงอยู่ที่ประมาณแปดสิบเปอร์เซ็นต์” 

บีบอกกับเราว่า ครั้งที่ทำวีลแชร์เรซซิ่งตั้งแต่เฟสบิกเกมส์ ตัวรถยังไม่เคยถูกออกแบบและใช้อะลูมิเนียมเกรดดีขนาดนี้ โดยรถที่ถูกออกแบบใหม่นี้เป็นทรงแบบแอโรไดนามิก ซึ่งทำให้ลดแรงเสียดทานจากลู่แข่งขัน นับว่าเป็นอีกหนึ่งขั้นของวีลแชร์เรซซิ่งที่ประเทศไทยและคนไทยทำได้

HERO OF CHANGE สร้างชัยชนะที่จับต้องได้ด้วยการพัฒนาวีลแชร์ของบริษัทรถกับ นักกีฬาพาราลิมปิก

และหากเทียบกัน กีฬาบางประเภทต้องมีหมอและนักกายภาพบำบัดเพื่อคอยดูแลนักกีฬา แต่สำหรับกีฬาของผู้พิการช่างซ่อมบำรุงก็สำคัญไม่แพ้กัน 

จันทร์คือช่างที่จะต้องไปคอยอยู่ข้างสนามทุกการแข่งขันด้วยเสมอ “เวลามีแข่งระดับเอเชีย หรือระดับทัวร์นาเมนต์ใหญ่ๆ พี่ต้องพาเขาไปด้วยนะ พอรถพัง เขาต้องรีบเข้าซ่อมก่อนเลย ไม่งั้นจะเอาคนที่ไหนไปขนรถเป็นสิบๆ คัน นี่เลยเป็นหน้าที่สำคัญที่ทุกครั้งเราต้องมีช่างซ่อมบำรุงไปด้วย

Wheelchair Racing Next Step

มาจนถึงวันนี้ วันที่รถวีลแชร์เรซซิ่งถูกส่งจนถึงมือของนักกีฬาผู้พิการแล้ว เราอาจจะยังไม่ได้เห็นความสำเร็จเป็นเหรียญรางวัลลอยมาถึงมือได้ในทันที แต่นี่เปรียบเสมือนอีกก้าวของความพยายามที่จะไม่ยอมแพ้ และไม่ยอมให้ ‘ความเป็นไปไม่ได้’ มาเป็นอุปสรรคต่อความสำเร็จ

นฤมล ตัวแทนสมาคมคนพิการและพาราลิมปิกแห่งประเทศไทย จึงตั้งเป้าหมายว่าพาราลิมปิกที่โตเกียว ปี 2020+1 จะใช้รถวีลแชร์เรซซิ่งนี้เพื่อพัฒนานักกีฬาไปคว้าชัยชิงเหรียญมาให้ได้ และจะถูกนำไปสร้างนักกีฬาหน้าใหม่ๆ ขึ้นไปสู่วงการพาราลิมปิกต่อไป 

“เราคิดว่ามันถึงเวลาที่เราต้องสร้างเยาวชนแล้วล่ะ เพื่อให้รุ่นพี่มาช่วยเป็นพี่เลี้ยงต่อไป ไม่ใช่พอเขาเลิกแข่งหรือแข่งจบ ความรู้มันก็หายไปกับเขา ถ้าเรามีอุปกรณ์เยอะ เราก็จะลงไปตามโรงเรียนได้เยอะ แต่ตอนนี้สอนไปเขาก็ทำไม่ได้เพราะไม่มีอุปกรณ์ให้เขาได้ซ้อมกัน”

บีถึงกับบอกเราว่ามีเด็กๆ ผู้พิการที่สนใจการเล่นกีฬามาก แต่เพราะขาดอุปกรณ์ ทำให้การพัฒนากีฬาของพวกเขาเป็นไปได้ยาก“อย่างที่บอก ทุกสิ่งทุกอย่างราคาแพงมาก เพราะ Custom Made เองทั้งหมด ทุกวันนี้เราเลยไม่มีเด็กๆ มาเล่น เพราะเราไม่มีอุปกรณ์ ถ้าอยากเล่นก็ต้องไปดัดแปลงรถกันเอง แต่พอไม่สามารถใช้รถนั้นแข่งขันได้ก็ไม่มีประโยชน์ เวลาฝึกซ้อมถ้าไม่ได้ใช้อุปกรณ์เหมือนแข่งจริง เด็กจะพัฒนายากและช้า

“ตอนนี้กีฬาพาราลิมปิกแข่งกันเรื่องเทคโนโลยีเป็นอย่างมาก วันหนึ่งเราเองก็อยากเห็นว่าถ้าไปใช้ในสนามจริงแล้ว มันจะเป็นยังไง แล้วมันจะไปได้ไกลขนาดไหน ยิ่งถ้าประวัติเอารถลงสนาม เด็กๆ ต้องกรี๊ดแน่เลย” นฤมลบอกติดตลก

HERO OF CHANGE สร้างชัยชนะที่จับต้องได้ด้วยการพัฒนาวีลแชร์ของบริษัทรถกับ นักกีฬาพาราลิมปิก
HERO OF CHANGE สร้างชัยชนะที่จับต้องได้ด้วยการพัฒนาวีลแชร์ของบริษัทรถกับ นักกีฬาพาราลิมปิก

นอกจากเรื่องรถยนต์ที่โตโยต้าทำเพื่อช่วยนักกีฬาผู้พิการแล้ว การจ้างงานก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ต้องพัฒนาต่อไป เนื่องจากนักกีฬาผู้พิการเอง เมื่อหมดช่วงเก็บตัวเพื่อแข่งขันรายการต่างๆ พวกเขาก็เป็นคนอีกกลุ่มหนึ่งที่ไม่มีรายได้ แต่พวกเขาก็มีครอบครัวที่จะต้องเลี้ยงดูเช่นกัน ซึ่งทางโตโยต้าก็ได้มอบโอกาสนั้นให้กับเหล่าผู้พิการในการนำร่องจ้างงานผู้พิการต่อไป รวมทั้งสนับสนุนงบประมาณในการเก็บตัวเด็กๆ เยาวชนผู้พิการที่วันหนึ่งจะฉายแสงเช่นเดียวกับประวัติอีกด้วย

การเดินทางในเส้นทางของนักกีฬาโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้พิการไม่ง่ายเลย เพราะนอกจากเขาจะต้องต่อสู้กับร่างกายที่เจ็บปวดง่ายกว่า จิตใจเขาต้องอดทนและใช้ความพยายามอย่างมากในการพาตัวเองไปให้ถึงเส้นชัย แต่ด้วยใจที่ไม่ยอมให้อะไรมาขวางความสำเร็จ อวัยวะติดล้อสุดไฮเทคนี้จึงถูกพัฒนาผ่านความร่วมมือจากทุกฝ่ายเพื่อช่วยให้เหล่านักกีฬาไปถึงฝั่งฝันได้สำเร็จ

“ผมดีใจนะที่เด็กๆ รุ่นน้องให้ผมเป็นขวัญใจ หรือ Sport Hero ของเขา ดีใจที่คนเอาสิ่งที่เรามุ่งมั่นแล้วก็ความพยายามของเรามาเป็นกำลัง และผมก็ดีใจมากๆ ที่วันนี้สิ่งที่เราทำสำเร็จ ได้สร้างความฝันและการสนับสนุนอื่นๆ มาสู่พวกเขาด้วย เขาจะได้มีกำลังใจต่อสู้กับสิ่งที่เขากำลังฟันฝ่าอยู่ต่อไป” ประวัติกล่าว

นี่เองจึงนับว่าเป็นก้าวสำคัญอีกก้าวของโตโยต้าเช่นกัน ที่พลิกโฉมหน้าจากเจ้าแห่งวงการยานยนต์สู่องค์กรแห่งการขับเคลื่อน หรือ Mobility Company โดยการเข้ามาสนับสนุนการทำวีลแชร์เรซซิ่งแก่นักกีฬาผู้พิการ ด้วยความเชื่อที่มีเสมอมาว่า “เมื่อมีอิสระในการเคลื่อนไหว อะไรก็เป็นไปได้” 

HERO OF CHANGE สร้างชัยชนะที่จับต้องได้ด้วยการพัฒนาวีลแชร์ของบริษัทรถกับ นักกีฬาพาราลิมปิก

Writer

ฉัตรชนก ชโลธรพิเศษ

ชาวนนทบุเรี่ยน ชอบเขียน และกำลังฝึกเขียนอย่างพากเพียร มีความหวังจะได้เป็นเซียน ในเรื่องขีดๆ เขียนๆ สักวันหนึ่ง

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

NANA Coffee Roasters คาเฟ่ย่านบางนา คือสถานที่พูดคุยของเราในวันนี้ บรรยากาศโล่งโปร่ง รายล้อมด้วยสีขาวสะอาด ตัดกับความเขียวขจีของแมกไม้ มีกลิ่นหอมฟุ้งของกาแฟอบอวลชวนฝัน

และมีต่างหูยาวระย้า ที่คาดผมดอกไม้อลังการ กระโปรงบานสีฟ้าพลิ้วไหว กระเป๋าถือในคราบโทรศัพท์โบราณ พร้อมรอยยิ้มกว้างเป็นมิตร

ไม่ต้องมองหาให้เมื่อยคอ เธอคือ จอย-ณัฐกาญจน์ เด่นวณิชชากร เจ้าของธุรกิจ Joy Ride บริการดูแลพร้อมรับส่งผู้สูงอายุไปหาหมอ ไม่ผิดแน่ 

จอยเริ่มด้วยการบอกตามตรงว่าเธอชื่นชอบ The Cloud มาก และมักจะเข้ามาพูดคุยบนเพจของเราเสมอ วันนี้ ถึงตา The Cloud เป็นฝ่ายเข้าหาเธอ เรานั่งลง สนทนา ถามไถ่เรื่องราวในชีวิตจอยด้วยความยินดีอย่างยิ่ง

อาจเป็นเพราะกฎแห่งแรงดึงดูด, เธอว่า

หรืออาจเป็นเพราะสิ่งที่เธอทำมันมีทั้งคุณค่าและความหมาย, เราเห็นเช่นนั้น

หากไม่เชื่อ ขอโฆษณาให้ฟังสักเล็กน้อย 

Joy Ride รถรับส่งผู้สูงอายุของสาวหมดไฟที่ไม่ใช่แค่พาไปหาหมอ แต่ดูแลดุจหลาน บริการดุจลูก
Joy Ride รถรับส่งผู้สูงอายุของสาวหมดไฟที่ไม่ใช่แค่พาไปหาหมอ แต่ดูแลดุจหลาน บริการดุจลูก

ถ้าคุณเป็นคนที่เคยเลื่อนนัดหมอเพราะลูกหลานไม่ว่างพาไป จำต้องพลาดกิจกรรมบางอย่างเพราะไม่มีคนไปด้วย หรือไม่มีใครอยู่รอในวันที่ต้องผ่าตัดครั้งใหญ่ เรามีข้อเสนอดี ๆ มาให้

ก่อนอื่น นี่ไม่ใช่โฆษณาชวนเชื่อ แต่เป็นโฆษณาบริการรถรับจ้าง

และนี่ก็ไม่ใช่แค่รถรับจ้างธรรมดา แต่เป็นรถที่จอดรอคุณทั้งวัน มีโชเฟอร์ที่เป็นทั้งคนขับ คนช่วยพยุง คนคุยเล่นเป็นเพื่อน คนสื่อสารกับหมอ โดยมีการเตือนคุณให้กินยา และแวะเวียนมาหาพร้อมของฝากเป็นบริการหลังการขาย 

สตาร์ทอัพของอดีตพนักงานเงินเดือนหมดไฟ ที่หันมาเอาดีด้านการดูแลผู้สูงอายุราวกับคนในครอบครัว 

นี่เป็นแค่เสี้ยวหนึ่งของ Joy Ride เท่านั้น

Joy to the World

จากจังหวัดยะลา ใต้สุดของประเทศ จอยขึ้นมาจบการศึกษาจากคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพราะฝันอยากเป็นนักเขียนบท 

หากว่างจากการเรียน เธอมักจะเป็นอาสาสมัครเลี้ยงเด็กตามบ้านเด็กอ่อน และคอยช่วยเหลือค่ายศิลปะ Art for All เกือบทุกปี เป็นศิลปะสำหรับเด็ก 5 ประเภท คือ หูหนวก ตาบอด พิการทางรางกาย พิการทางสมอง และเด็กปกติ 

จอยบอกว่าตัวเองไม่เคยออกนอกลู่นอกทาง มีชีวิตขาวสะอาดมาก ถึงขั้น “โคตรอินโนเซนส์”

เธอจึงตัดสินใจกลับไปอยู่ใต้อีกครั้งที่ภูเก็ต บ้านเกิดของแม่และยาย คิดว่าคงได้ประสบการณ์มาเขียนบทเป็นกอบเป็นกำ แต่กลับจับพลัดจับผลูมาทำงานการตลาด ในตำแหน่ง Marketing Officer ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่หนึ่งของชีวิต

จุดเปลี่ยนที่สอง เกิดขึ้นในวัย 25 ปี เมื่อเธอกลับมาทำงานที่กรุงเทพฯ ด้วยการเป็น Brand Manager ของบริษัทเกี่ยวกับภาพยนตร์ นำพาให้เธอได้เติบโตบนเส้นทางนักการตลาดในหลายแวดวงเรื่อยมา จนถึงวันที่มีเงินเดือนแตะแสนบาท 

แต่เธอไม่จอยสมชื่อ จอยเต็มไปด้วยความทุกข์ หลังวิกฤตโควิดเข้ามาได้ 1 ปี

“มีความกดดันในที่ทำงาน จากเป็นคนที่เจ้านายรักมาก กลายเป็นหมาหัวเน่า เริ่มนั่งอยู่ดี ๆ ก็อยากร้องไห้ ขับรถก็ร้องไห้

“เริ่มโทรไปคุยกับแม่ว่า หม่าม้า ลูกจะเป็นคนที่ล้มเหลวไหมถ้าลูกจะขายบ้าน ขายรถที่กรุงเทพฯ ขายทุกอย่างเลย แล้วกลับไปอยู่ยะลา ลูกไม่มีความสุขในชีวิต รู้สึกแย่มาก”

เธอตัดสินใจไปพบแพทย์ วันนั้นเองที่จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญได้ถือกำเนิดขึ้น

เรื่องแรก เป็นไปตามคาด หมอวินิจฉัยว่าจอยเป็นโรคซึมเศร้า เธอนั่งปล่อยโฮกลางโรงพยาบาล

เรื่องต่อมา ขณะที่น้ำตายังคงไหล เธอมองเห็นคนแก่ กำลังพาคนที่แก่กว่า และป่วยกว่าไปพบแพทย์

“ทำไมลูกหลานไม่พามา” เสียงในหัวเธอดัง คิดถึงเรื่องเล่าจากเพื่อนที่มีแม่เป็นมะเร็ง ต้อง Follow-up ทุก ๆ 3 เดือน แต่เจ้านายกลับไม่ให้ลาหยุด 

จอยกินยาคลายเครียดเม็ดแรกในชีวิต 

วันอาทิตย์เธอปรึกษาในกลุ่มมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการฝากร้าน ว่า จะทำธุรกิจรับจ้างพาผู้สูงอายุไปหาหมอ ปรากฏว่ามีคนสนับสนุน ให้ความสนใจเยอะมาก 

จอยยื่นจดหมายลาออกในเช้าวันจันทร์ 

เธอทำโลโก Joy Ride ให้คนในกลุ่มเลือกอีกครั้ง เธอจด Trademark จดทะเบียนเว็บไซต์ เปิดเฟซบุ๊ก จด Domain Name ทั้งหมดเกิดขึ้นภายในเวลา 1 เดือน 

Joy Ride รถรับส่งผู้สูงอายุของสาวหมดไฟที่ไม่ใช่แค่พาไปหาหมอ แต่ดูแลดุจหลาน บริการดุจลูก

Test Drive

ไอเดียแรกของธุรกิจนี้คือบริการดูแลพร้้อมรับส่งผู้สูงอายุ แต่ลูกค้าคนแรกที่โทรเข้ามา คือขอให้เธอช่วยรับกลับจากโรงพยาบาลสนาม เพราะเพิ่งหายจากโควิด แม้จอยจะขอใช้เวลาคิด แต่เธอก็โทรกลับไปตอบว่า “ได้ค่ะ”

จอยสวมเสื้อกันฝนแทนชุด PPE เปิดหน้าต่าง ปิดแอร์ สวมหน้ากากอนามัย 2 ชั้น พร้อมถุงมือและหมวก แม้จะเป็นงานแรกที่เธอยังจับต้นชนปลายอะไรไม่ได้มาก แต่ลูกค้าคนแรกของเธอก็กลับถึงบ้าน พร้อมเขียนรีวิวชื่นชมเธอยกใหญ่ จุดประกายให้ (อดีต) มาร์เก็ตติงสาว คิดแคมเปญขึ้นมาเล็ก ๆ ว่า Welcome home พาคุณกลับบ้าน ไปหาบ้านที่คุณรัก และคนที่คุณคิดถึง คอยรับจ้้างส่ง (อดีต) ผู้ป่วยโควิดตลอดทั้งเดือน 

กระนั้น จากที่เคยได้เงินเดือนแตะแสนบาท กลับกลายเป็นได้กำไร 200 บาทในเดือนแรก เพราะต้องซื้อชุด เครื่องพ่นแอลกอฮอล์ เครื่องฟอกอากาศ จ่ายค่าน้ำมัน ค่าทางด่วน ฯลฯ ทำให้เธอทบทวนความตั้งใจของตัวเองใหม่ จนเกือบจะล้มเลิก

“ประมาณเดือนตุลาคม ช่วงลูกค้าน้อย ๆ เราได้เจอลูกค้าเป็นคุณแม่ท้อง ทั้งเดือนแทบจะอยู่ได้เพราะคนนี้เลย เขาถามว่า พี่จอย คิดจะทำ Joy Ride ไปถึงเมื่อไหร่ หนูอยากให้พี่จอยดูแลหนูกับลูกไปจนลูกบวชนะ” 

แม้จอยจะฟังแล้วแอบร้องไห้เงียบ ๆ แต่คำตอบที่ดังที่สุดคือเธอจะทำทุกวิถีทางให้ธุรกิจนี้ไปต่อให้ได้

และ Joy Ride ที่มีสมาชิกเพียง 6 คนในตอนนั้น ก็ได้รู้จักกับคำว่า สตาร์ทอัพ

จอยร้อยเวที

จอยกลับสู่วงการการตลาดจนได้ แต่เป็นการทำ Pitch Desk โมเดลธุรกิจไปขอทุนตามองค์กรต่าง ๆ ซึ่งไม่เคยผ่านเลย เพราะไม่มีประสบการณ์การทำธุรกิจมาก่อน แต่ทุกครั้งที่ถูกปฏิเสธก็คล้ายจะเป็นการบังคับให้เธอกลับมาหาความรู้เพิ่ม

“เราทำบริการนี้ เพราะเราอยากทำบริการนี้ เราไม่ได้สนใจว่ามันจะเป็นธุรกิจที่เติบโต ผู้สูงอายุเป็นเทรนด์ได้ ไม่รู้ ตลาดผู้สูงอายุเป็นยังไง ไม่รู้ ไม่ทำการบ้าน และถึงแม้เราจะไม่ได้ทุน แต่กรรมการจะบอกว่า เราขาดอะไร 

“ทำให้เราเกิดการพัฒนา เราเป็นตัวช่วยแก้ปัญหาให้กับสังคม เป็นแพลตฟอร์มที่สร้างรายได้ให้กับคน อยู่ ๆ เราก็มีความคิดเหมือนกับเจ้าของกิจการ เราต้องดูแลทีมงานของเราให้ดี เขาจะได้ไปดูแลคนอื่นได้ดี ฉะนั้น ต้องมีกำไรในการบริหาร 

“จากได้เงินเดือนละ 20,000 กำไร 200 วันนี้เราโตขึ้น 10 เปอร์เซ็นต์ มีพนักงานเกือบ 20 คน และกำลังจะได้เงินหลายแสนบาท”

Joy Ride รถรับส่งผู้สูงอายุของสาวหมดไฟที่ไม่ใช่แค่พาไปหาหมอ แต่ดูแลดุจหลาน บริการดุจลูก

ไม่เพียงผู้สูงอายุเท่านั้นที่ใช้บริการได้ จอยเล่าว่า ลูกค้ากลุ่มรองลงมาเป็นคุณแม่ตั้งครรภ์ จนถึงรอรับกลับหลังคลอดลูกวันแรก นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มผู้พิการที่ไม่ใช่แค่พาไปโรงพยาบาล แต่ยังพาไปทำกิจกรรมอื่น ๆ ที่ต้องการคนดูแล เช่น ไปเที่ยว ไปดูหนัง ไปงานรับปริญญาตัวเอง อีกหนึ่งกลุ่มที่เราว่าน่าสนใจดี คือกลุ่มสาวโสดอายุ 30 – 40 ปี อาจเป็นเพราะเห็นตัวเองในอนาคต 

กลุ่มนี้ส่วนมากจะต้องการใครสักคนเป็นเพื่อน หรืออยู่เฝ้ารอหน้าห้องผ่าตัด เป็นวัยที่คงไม่ไขว่คว้าหาความช่วยเหลือเท่าไหร่ และกำลังใจอาจเป็นของหายากมากที่สุด อย่างน้อยในวันที่ไม่รู้ว่าชีวิตจะดีหรือร้าย การมีคนรอคอยการกลับมาก็มีค่าเหลือเกิน

“ตอนที่ติดต่อเรามาครั้งแรกเหมือนเป็นคนแปลกหน้า แต่หลังจากที่เราให้บริการ เขาก็มองเราไม่เหมือนเดิม เราเป็นลูกรับจ้าง หลานจำเป็น ในยามที่คุณจำเป็นต้องมีใครสักคนหนึ่งเป็นเพื่อนคอยดูแล” จอยย้ำความตั้งใจ

Easy ไม่ Scary

เชื่อว่าหลายคนคงอยากรู้แล้วว่า บริการรถรับจ้างที่เราโฆษณาไว้ตั้งแต่ต้นจะพิเศษขนาดไหน 

งานของ Joy Ride แตกต่างจากรถสาธารณะทั่วไปตรงที่เธอไม่ได้ส่งแค่ถึงปลายทาง แต่ครอบคลุมตั้งแต่ก่อนเจอลูกค้า วันที่ไปพบแพทย์ จนถึงหลังกลับจากพบแพทย์ ขอเล่าง่าย ๆ ตามเวลา ดังนี้

ก่อนเจอลูกค้า

“ถ้าพรุ่งนี้ต้องไปรับลูกค้า วันนี้จะโทรไปสวัสดีค่าคุณแม่ น้องแอนเขาให้หนูไปรับพรุ่งนี้ 6 โมงเช้า คอนเฟิร์มนะคะ เราจะถามลูกตั้งแต่ก่อนไปแล้วว่าคุณแม่คุณพ่อชอบฟังเพลงอะไร บางคนบอกชอบ The Ghost Radio บางคนบอกชอบธรรมะ ลูกบางคนส่งเพลย์ลิสต์มาให้เปิดเลย 

“ขึ้นรถมา คุณแม่เพลงเสียงดังไปรึเปล่า เย็นไหม ร้อนไหม ในรถมีขนม เครื่องดื่ม ทิชชู เตรียมอุปกรณ์สำหรับคนแก่ บางทีหาหมอเสร็จแล้วหิว จะได้มีอะไรกินเล็ก ๆ น้อย ๆ มันจะไม่เหมือนนั่งรถโดยสาร แต่ขึ้นมาแล้วเหมือนได้นั่งรถหลานสาว”

Joy Ride รถรับส่งผู้สูงอายุของสาวหมดไฟที่ไม่ใช่แค่พาไปหาหมอ แต่ดูแลดุจหลาน บริการดุจลูก

วันที่ไปพบแพทย์

“เราพาพ่อแม่ไปโรงพยาบาลยังไง ก็ทำแบบนั้นแหละ พาไปห้องหมอ คิดแทนว่าถ้าเกิดว่าหมอบอกแบบนี้ เราจะต้องถามอะไรหมอ รับยา เจาะเลือด ระหว่างนี้ก็ต้องคอยรายงานลูกเป็นระยะ ๆ 

“เอกลักษณ์ของ Joy Ride คือการที่ลูกหลานจะรู้สถานะตลอด ออกจากบ้านแล้วค่ะ รับบัตรคิวแล้วค่ะ กำลังพากลับบ้านค่ะ และจะได้อ่าน Report ประจำวันด้วย เช่น วันนี้คุณหมอบอกว่ายาที่ให้ไปครั้งที่แล้วกินแล้วมวนท้อง ต้องกินก่อนอาหารครึ่งชั่วโมง และเน้นให้คุณแม่ทำกายภาพ ค่าตับ ค่าคอเลสเตอรอล ยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ ซึ่งทีมงานผู้ชายที่รับมาล่าสุด เขียนมาประมาณ 4 หน้าพร้อมรูปประกอบ เป็นไฟล์ PDF เราตกใจมาก เขาทำงานละเอียด ดีกว่าเราด้วยซ้ำ” 

หลังกลับจากพบแพทย์ 

“ถ้าเป็นลูกค้าฉีดวัคซีนก็จะทักไปถามว่า แม่คะ เมื่อคืนที่ฉีดวัคซีนเป็นยังไงบ้าง ปวดเนื้อปวดตัวไหม แล้วสมมติว่า มีนัดครั้งต่อไปเมื่อไหร่ก็จะโทรไปหาลูกว่า อาทิตย์หน้าคุณพ่อมีนัดนะคะ จะพาไปเองหรืออยากให้ทีม Joy Ride ไปรับเหมือนเดิม”

แต่แน่นอน ลำพังขับรถให้ผู้สูงอายุก็ต้องระมัดระวังมากอยู่แล้ว ยิ่งเป็นผู้โดยสารที่กำลังเจ็บไข้ได้ป่วย ยิ่งต้องคำนึงถึงความปลอดภัยมากเป็นพิเศษ สิ่งสำคัญในการขับรถของ Joy Ride จึงประกอบไปด้วย 

หนึ่ง ขับให้ช้าเข้าไว้ เคารพกฎหมายจราจรอย่างเคร่งครัด 

สอง ให้ระวังเรื่องคำพูดมาก ๆ เพราะผู้โดยสารทุกคนเปราะบางทางอารมณ์ และเธอจะไม่ถามคนที่นั่งเบาะหลังว่าทำไมลูกสาวถึงไม่ว่าง จนกว่าเจ้าตัวจะเล่าออกมาเอง 

สาม ต้องมีความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับโรคต่าง ๆ พอสมควร เป็นประโยชน์ต่อการควบคุมอาหารในแต่ละมื้อ 

และข้อสุดท้าย สำคัญที่สุด

“ต้องระวังตัวเราเอง เราเพิ่งเป็นนิ่วเพราะมัวแต่ดูแลคนอื่น ไม่กล้าทิ้งลูกค้า ต้องเข้าโรงพยาบาล แอดมิตครั้งแรกในรอบ 20 ปี”

นอกเหนือจากงานบริการที่ละเอียดลออเป็นพิเศษแล้ว สิ่งที่โดดเด่นดึงจุดสนใจ และคงไม่ถามไม่ได้ คือการแต่งตัวของเธอที่จัดหนักจัดเต็มทุกครั้ง 

จอยบอกว่าเป็นความชอบส่วนตัว บวกกับการสวมหน้ากากทำงานร่วมกับผู้สูงอายุที่ไม่ค่อยมีมือถือ มักเกิดปัญหาคุณตาคุณยายจำเธอไม่ได้ หากสวมกระโปรงบานสีฟ้า มีเครื่องหัวอลังการแบบนี้ คงไม่มีทางจำผิดคนเป็นแน่

“บางคนเขาจำเราไม่ได้ มีคุณยายคนหนึ่งเรียกเรา ยัยปุ๊กลุ๊ก เวลาไปติดต่อ คุณหมอ พยาบาล การเงิน จากที่หน้าหงิกหน้างอก็ยิ้มเลย การที่ต้องทำงานกับผู้ป่วยมันคือการทำงานกับความทุกข์ของคน แล้วเราได้เอาความสดใสเล็ก ๆ ไปทำให้เขามีความสุข คนแรกที่มีความสุขก็คือตัวเราเอง” เราพยักหน้าคล้อยตาม และมีความสุขเป็นคนถัดมา

Joy Ride รถรับส่งผู้สูงอายุของสาวหมดไฟที่ไม่ใช่แค่พาไปหาหมอ แต่ดูแลดุจหลาน บริการดุจลูก
Joy Ride รถรับส่งผู้สูงอายุของสาวหมดไฟที่ไม่ใช่แค่พาไปหาหมอ แต่ดูแลดุจหลาน บริการดุจลูก

Please mind the gap between you and your mom

งานบริการส่วนใหญ่คงอยากให้ลูกค้าแวะเวียนกลับมาใช้ซ้ำ แต่งานบริการดูแลพร้อมรับส่งผู้ป่วยของจอย จำเป็นต้องมีลูกค้าประจำรึเปล่า – เราถามด้วยความสงสัย

“เวลาส่งลูกค้าถึงบ้าน เราไม่เคยบอกว่า เดี๋ยวเจอกันใหม่นะคะ เราจะบอกว่า ขอให้สุขภาพแข็งแรง แล้วก็ไม่ต้องไปโรงพยาบาลบ่อย ๆ แต่ถ้ามีความจำเป็น ก็ขอให้นึกถึงจอย”

ที่เป็นเช่นนั้น เพราะจอยเปรียบธุรกิจของเธอเป็นสะพานเชื่อมระหว่างครอบครัวกับโรงพยาบาล เพราะลูกไม่ได้มาด้วย และหมอก็ไม่ได้รู้ว่าที่บ้านคนแก่อยู่ยังไง 

นั่นคือความตั้งใจแรก

พอทำไปทำมา ดูเหมือนสะพานที่ว่า จะเป็นการเชื่อมครอบครัวเข้าหากันเสียมากกว่า เมื่อลูกต้องเติบโตเป็นผู้ใหญ่ แต่พ่อแม่กลับกลายเป็นเด็กอีกครั้ง

“บางครั้งเราไปรับลูกค้า แล้วแม่บ่นปวดขามากเลย รองเท้าแตะเนี่ยสึกหมดแล้ว แต่ไม่กล้าบอกลูก เกรงใจลูกต้องไปซื้อ เราก็ทำทีบอกลูกสาวว่า แอบได้ยินมาว่าคุณแม่อยากได้รองเท้า เผื่อว่าจะซื้อเป็นของขวัญให้ เรามักจะได้ข้อมูลที่คุณพ่อคุณแม่อัดอั้นตันใจ 

“ต่อให้รวยแค่ไหน ฐานะพร้อมยังไง ทุกครอบครัวจะมีช่องว่างเล็ก ๆ เสมอ ผู้สูงอายุต้องการคนรับฟัง อยากรู้สึกว่าเขามีคุณค่า ไม่ใช่ไม้ใกล้ฝั่งที่มองเห็นเพื่อน ๆ ค่อย ๆ จากไปแล้วคิดว่าเมื่อไหร่จะถึงคิวเขา มันไม่ใช่แค่เรื่องร่างกาย แต่มันคือจิตใจด้วย”

“เคยมีผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่ต้องการทำธุรกรรม เราเจอเขาแค่ครั้งเดียวเองนะ เมื่อถึงวาระสุดท้าย เราก็ไปส่งเขา คราวนี้เป็นการเดินทางแบบ One-way ที่ไม่ต้องเข้าโรงพยาบาลอีก ก็ดีใจที่เรามีส่วนทำให้เขาหมดห่วงในช่วงสุดท้ายของชีวิต”

และใช่ว่าตัวเธอห่วงใยเฉพาะผู้สูงอายุ จอยมองว่าธุรกิจของเธอเข้ามาตอบโจทย์ลูกหลานที่อยากดูพ่อแม่ แต่เวลาคือก้างชิ้นใหญ่ที่กลืนไม่ลงท้อง หลายคนกลัวเสียโอกาส ขาดรายได้ ในยุคที่เศรษฐกิจยากจะเอาแน่เอานอน ลูกหลานจึงเป็นอีกคนที่ต้องการกำลังใจไม่น้อยไปกว่ากัน

“รู้ไหม 95 เปอร์เซ็นต์ของคนที่โทรมาจองเราเป็นผู้หญิง ทำให้เห็นว่าผู้หญิงเป็นเดอะแบกของครอบครัว ถึงแม้ลูกสาวจะแต่งงานออกเรือนไปแล้ว มีลูกเล็กที่ต้องเลี้ยงดู มีสามีที่ต้องดูแล มีงานที่ต้องทำ แต่ลูกสาวยังต้องดูแลพ่อแม่

“เช่น คนที่คุณแม่ทำคีโมแต่ว่ายังไม่ตอบสนอง เราต้องให้กำลังใจคนเป็นลูก ไม่ใช่แค่คนป่วย”

Joy Ride รถรับส่งผู้สูงอายุของสาวหมดไฟที่ไม่ใช่แค่พาไปหาหมอ แต่ดูแลดุจหลาน บริการดุจลูก

A bundle of Joy

ในช่วงต้น จำได้ไหมว่าจอยใช้ชีวิตอยู่ที่ภูเก็ต 2 ปีหลังเรียนจบ นอกจากจะอยู่เพื่อทำงาน ดำน้ำ ตามหาประสบการณ์ชีวิต จอยยังค้นพบบางสิ่งที่เคยมองข้าม และทำให้จุดเริ่มต้นที่แท้จริงของ Joy Ride อาจไม่ใช่แค่ปีก่อน แต่เป็นเมื่อ 10 ปีก่อนหน้านั้น 

เรารู้เพราะถามเธอว่าเริ่มมีความรู้สึกอยากดูแลผู้สูงอายุตั้งแต่เมื่อไร เธอตอบออกมาพร้อมน้ำเสียงสั่นเครือใน 10 นาทีแรกที่เราสนทนากัน

จอยบอกว่าเธอกลับไปอยู่ภูเก็ตเพราะยาย

“เราอยากกลับไปภูเก็ตเพื่อดูแลยาย ตอนนั้นแค่คิดว่าอยากรู้จักยายมากกว่าเจอตอนปิดเทอมแค่ 5 วัน เพราะรู้สึกว่าเราเป็นหลานที่ยายไม่รู้จัก เราได้รู้ว่ายายชอบอะไร หาเวลาหยุดเพื่ออยู่กับเขา แต่ยายเราโคตรแข็งแรงเลย พึ่งเสียเมื่อ 2 ปีที่แล้ว

“จนมาทำ Joy Ride มันทำให้เราถามตัวเองว่า แล้วเราเคยดูแลคนในครอบครัว ดีเท่าเราดูแลพ่อแม่คนอื่นบ้างไหม เอาตรง ๆ เราเคยพาพ่อแม่ไปหาหมอแค่ครั้งเดียว เพราะว่าอยู่คนละที่ และในฐานะที่เราเป็นลูกหลาน มันไม่เคยมีคำว่าพอสำหรับการทำให้คืนกลับไป” 

จากนั้นคาเฟ่กลางกรุงก็กลายเป็นบ่อน้ำตาของเธอ หลังจอยอธิบายว่าทำไมแนวคิดลูกรับจ้าง หลานจำเป็น ถึงได้สมจริงถึงเพียงนี้

“เคยมีคนบอกเราว่า มีที่ไหนทำงานแล้วทีมงานได้เงินมากกว่าตัวเอง หรือธุรกิจแบบนี้อีก 10 ปีก็ไม่รวย เป็นอาชีพใช้แรงงานที่ได้เงินวันละ 500 บาท หากินกับคนแก่ คนป่วย คนพิการ บริการดุจญาติมิตรแต่คิดตังค์ 

“เราก็เสียใจนะ แต่คนที่เข้าใจเรามีมากกว่าคนไม่กี่คนที่ไม่เข้าใจ ก็เลยมองข้ามมาได้ เลิกคิดจะเลิกแล้วเอาเวลามาคิดว่าทำยังไงให้มันอยู่รอดได้ดีกว่า”

Joy Ride รถรับส่งผู้สูงอายุของสาวหมดไฟที่พาผู้สูงอายุ คนท้อง ผู้พิการ สาวโสด ไปหาหมอ ทำธุระส่วนตัว แบบเพื่อนสนิท คู่คิด และลูกหลาน

แม้วันนี้เธอจะยังร้องไห้ง่าย ๆ อยู่ แต่เธอก็ปาดน้ำตาเร็วขึ้น หลังเห็นจอยเปลี่ยนแปลงเป็นคนที่เข้มแข็ง เราถามเธอต่อว่า มีเรื่องราวของพนักงานคนไหนไหมที่เปลี่ยนจากหลังมือเป็นหน้ามือเหมือนเธอ 

จอยเล่าเรื่องน้องสาวแท้ ๆ ให้เราฟังเล็กน้อยเป็นคำตอบ 

จากวันแรกที่มองว่าเป็นงานที่ตรงกันข้ามกับตัวเองโดยสิ้นเชิง ปัจจุบันจอยเหมือนได้น้องสาวคนใหม่ ที่มีความคิดความอ่าน อ่อนโยน เป็นมิตร เมตตาคนอื่น และรักตัวเองมาก 

จะดีแค่ไหนถ้าพนักงานทุกคนรู้สึกคล้ายกัน Joy Ride เป็นธุรกิจที่อยู่กันแบบครอบครัว และตอนนี้บรรดาญาติสนิทมิตรสหายของเธอกำลังขยายใหญ่ขึ้น มีผู้สมัครเข้าร่วมทีมมากกว่า 1,000 คน รอคิวส่งต่อความปรารถนาดี พร้อมแรงสนับสนุนจากสังคมอีกมากมาย เชื่อว่านอกจากศักยภาพของธุรกิจ ความคิด และตัวตนของจอยก็น่ายกย่อง

“สิ่งที่ดีที่สุดคือการที่เรามีความรู้สึกหมดไฟ เพราะถ้าเราไม่รู้สึก เราก็คงเป็นพนักงานออฟฟิศ นั่งทำงานเดิม ๆ ยังคงซึมเศร้าและร้องไห้ แต่ถ้าวันนั้นเราตัดสินใจกระโดดลงมาจากชั้น 4 ของห้องประชุม เราก็คือคนที่ไม่เห็นคุณค่าของชีวิตตัวเอง สิ่งที่เราทำคือตรงกันข้าม

“ปีที่แล้วเรายังเป็น Marketing Manager เงินเดือนแสนบาท วันนี้อาจจะขาดทุนในบางเดือน แต่ทุกวันมันคือกำไรชีวิต 

“ผ่านไป 1 ปี Joy Ride ก็เหมือนต้นไม้ที่ต้องรดน้ำ พรวนดิน ใส่ใจเยอะ ๆ มันอาจจะไม่มีลูกผลให้เรากินในวันนี้ แต่อย่างน้อยมันก็ยังมีดอกให้เราเห็น” 

หลังคุยกันมาเนิ่นนาน ไม่รู้เหมือนกันว่าต้องรออีกแค่ไหนกว่าลูกผลของ Joy Ride จะงอกงาม แต่เราหวังอย่างยิ่งว่าจอยจะยังยืนหยัดทำสิ่งนี้ จนถึงวันที่เด็กน้อยคนนั้นออกบวช วันที่เราชวนเธอไปเที่ยวตอนอายุ 40 ปีได้ วันที่ผู้พิการสามารถทำกิจกรรมอื่น ๆ ได้อีกมากมาย และไม่ว่าเส้นทางจะยากสักแค่ไหน เราเชื่อว่าจอยคงมีคนรอบข้างคอยให้กำลังใจ ประหนึ่งสมาชิกในครอบครัวโดยไม่ต้องเสียเงินจ้างสักบาทแน่นอน

Joy Ride รถรับส่งผู้สูงอายุของสาวหมดไฟที่พาผู้สูงอายุ คนท้อง ผู้พิการ สาวโสด ไปหาหมอ ทำธุระส่วนตัว แบบเพื่อนสนิท คู่คิด และลูกหลาน

Joy Ride Thailand

Website : joyridethailand.com/

Facebook : Joy Ride Thailand รถรับส่งพาผู้สูงอายุไปหาหมอ

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load