The Cloud x ไทยประกันชีวิต

แรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต จากพลังเล็กๆ สู่การสร้างคุณค่าที่ยิ่งใหญ่ให้โลกใบนี้

เมื่อสิบกว่าปีก่อน ยิว-กรรณิการ์ ศรีวิจา วัย 12 ปี ยังเดินเหินได้คล่องแคล่ว การมาเฝ้าคุณตาซึ่งป่วยเป็นมะเร็งปอดที่โรงพยาบาลในตัวเมืองเชียงใหม่ ทำให้เธอได้พบกับพี่ๆ นักเรียนพยาบาลที่คอยดูแลคุณตาด้วยความห่วงใยเหมือนญาติมิตร ความประทับใจค่อยๆ เปลี่ยนเป็นแรงบันดาลใจให้เธออยากทำงานที่ได้ดูแลคนอื่นเช่นกัน

“ความฝันเดียวคือการเป็นพยาบาล” ยิวเล่ายิ้มๆ ว่า ตอนที่สอบแอดมิชชันปีแรกไม่ติดพยาบาล เธอเลือกเรียนครูเคมีอย่างไม่ลังเล เพื่อนำความรู้ที่จะได้เรียนในปีนั้นไปใช้สอบพยาบาลอีกครั้งในปีต่อมา และครั้งนี้เธอสอบเข้าเป็นนักเรียนพยาบาลได้สำเร็จ

กรรณิการ์ ศรีวิจา พยาบาลบนวีลแชร์ผู้ทำภารกิจเยียวยาผู้คนเคียงบ่าเคียงไหล่ทีมแพทย์

หนึ่งเดือนสุดท้ายก่อนสำเร็จการศึกษา ยิวประสบอุบัติเหตุ กระดูกสันหลังส่วนทรวงอกได้รับบาดเจ็บอย่างรุนแรง ส่งผลให้ลำตัวและขาไม่รับรู้ความรู้สึก และไม่มีแรงที่จะเดินได้ 

เธอสูญเสียความสามารถในการเดินไปตลอดชีวิต ความฝันในการเป็นพยาบาลที่เธอใฝ่ฝันมาตลอดพร่ามัวจนแทบมองไม่เห็น ยิวใช้เวลากว่าสองปีฟื้นฟูร่างกายที่บอบช้ำและความเจ็บปวดจากการสูญเสีย ก่อนลุกขึ้นมาพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่า เธอทำอาชีพพยาบาลที่รักได้ ​แม้จะเป็นผู้พิการเองก็ตาม 

ยิวเป็นนักศึกษาพยาบาลคนแรกของประเทศไทย ที่จบการศึกษาและสอบใบประกอบวิชาชีพพยาบาลบนวีลแชร์ 

ทุกวันนี้เธอเป็นพยาบาลวิชาชีพประจำโรงพยาบาลสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ ช่วยเหลือผู้คนมาแล้วนับพันชีวิตด้วยสองล้อของเธอ และเป็นต้นแบบของผู้พิการหลายๆ คน จากเรื่องราวที่เธอบอกผ่านเฟซบุ๊กเพจ บันทึกจากวีลแชร์ ที่มีผู้ติดตามกว่า 40,000 คน 

และนี่คือภารกิจแห่งชีวิตของยิว ตั้งแต่จุดเริ่มต้นจนถึงวันนี้

กรรณิการ์ ศรีวิจา พยาบาลบนวีลแชร์ผู้ทำภารกิจเยียวยาผู้คนเคียงบ่าเคียงไหล่ทีมแพทย์

01

เส้นทางแห่งการเยียวยาผู้คน

พยาบาลศาสตร์ เป็นศาสตร์เกี่ยวกับสุขภาพอนามัยที่เน้นการบริการตัวต่อตัวกับผู้ป่วย ทั้งด้านร่างกาย จิตใจไปจนถึงสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ผู้ป่วยอยู่ในสภาวะที่จะต่อสู้การคุกคามของโรคได้ดีที่สุด ทำให้พยาบาลมีความใกล้ชิดกับผู้ป่วยมาก ต่างจากแพทย์ที่ทำหน้าที่รักษา

ผู้บุกเบิกพยาบาลศาสตร์ยุคใหม่และยกระดับให้วิชาชีพพยาบาลได้รับการยอมรับอย่างมีเกียรติเท่าเทียมในสังคม คือ ฟลอเรนซ์ ไนติงเกล (Florence Nightingale) พยาบาลชาวอังกฤษผู้ทุ่มเทดูแลทหารในสงครามและคนยากไร้ 

เธอพัฒนาและจัดระบบการดูแลเยียวยาของพยาบาลให้ครอบคลุมในหลายมิติ ทำให้ประสิทธิภาพในการฟื้นตัวและหายดีของผู้ป่วยเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ในช่วงศตวรรษที่ 19 เธอทำงานอย่างหนักและสร้างนวัตกรรมให้การพยาบาล จนผู้คนต่างขนานนามเธอว่า ‘สุภาพสตรีแห่งดวงประทีป’ (Lady of The Lamp)

ยิวอธิบายว่า ปีแรกของการเป็นนักเรียนพยาบาล พวกเธอต้องเรียนภาคทฤษฎีเกี่ยวกับร่างกายมนุษย์ทั้งหมด โดยเฉพาะสรีรวิทยาและกายวิภาคศาสตร์ “อธิบายง่ายๆ คือเราต้องทำความเข้าใจความปกติของทุกระบบการทำงานในร่างกาย ตั้งแต่ระบบทางเดินหายใจไปจนถึงระบบประสาท”

จากนั้นปี 2 จึงเริ่มวิชาภาคปฏิบัติ หัดทำหัตถการซึ่งหมายถึงการรักษาผู้ป่วย โดยใช้เครื่องมือและอุปกรณ์ทุกประเภท เช่น ฉีดยา เจาะเลือด และให้น้ำเกลือ “ภาคทฤษฎี ปีนี้ยากและเข้มข้นขึ้น เพราะเรียนเรื่องจุลชีววิทยาและพยาธิสภาพ เราต้องทำความเข้าใจและแยกให้ได้ว่า แต่ละโรค แต่ละความผิดปกติ ในระบบการทำงานของร่างกายแสดงอาการแตกต่างกันยังไง” 

ยิวนิ่งคิดถึงเรื่องราวสมัยเป็นนักเรียนพยาบาล “ปีสาม เราต้องฝึกงานและขึ้นวอร์ดถึงเจ็ดเดือนครึ่ง วอร์ด (Ward) คือหอพักผู้ป่วยที่รับไว้รักษาในโรงพยาบาล การขึ้นวอร์ดก็คือการเข้าเวร เช้า สาย บ่าย ดึก เพื่อดูแลผู้ป่วยในหอพักเหล่านั้น

“การดูแลผู้ป่วยแต่ละเคสนั้นแตกต่างกันไปตามลักษณะโรคและอาการเจ็บป่วย โดยต้องอาศัยความต่อเนื่องและการวางแผนจากข้อมูลที่แม่นยำ ดังนั้นเราต้องเขียนรายงานทุกอย่างอย่างละเอียด วันนี้คนไข้มีไข้เท่าไหร่ ความดันเท่าไหร่ ปัสสาวะเป็นยังไง ต้องตอบคำถามอาจารย์หมอและอาจารย์พยาบาลให้ได้ว่าอาการป่วยไข้ของผู้ป่วยแต่ละเคส เราจะปฏิบัติการยังไง 

“เราต้องแม่นยำทั้งข้อมูลในเชิงทฤษฎีและการลงมือปฏิบัติ ห้ามมีข้อผิดพลาด เพราะนี่คือการทำงานกับชีวิตคน” 

กว่า 7 เดือนแห่งความเหน็ดเหนื่อย เป็นเหมือนสัญญาณให้รู้ว่า นี่คือชีวิตการเป็นพยาบาลที่จะต้องพบเจอเมื่อเรียบจบไป ยิวบอกว่าปีนี้เป็นปีที่เหล่านักเรียนพยาบาลถอดใจกันมากที่สุด คำถามมากมายวนเวียนอยู่ในใจว่า เส้นทางแห่งการเยียวยาและดูแลผู้คน ยังเป็นเส้นทางที่พวกเธอพร้อมจะเสียสละก้าวเดินหรือไม่

กรรณิการ์ ศรีวิจา พยาบาลบนวีลแชร์ผู้ทำภารกิจเยียวยาผู้คนเคียงบ่าเคียงไหล่ทีมแพทย์
กรรณิการ์ ศรีวิจา พยาบาลบนวีลแชร์ผู้ทำภารกิจเยียวยาผู้คนเคียงบ่าเคียงไหล่ทีมแพทย์

02

คุณค่าที่ไม่มีวันเสื่อมสลายไป

วิชาจิตวิทยาพยาบาลเป็นหนึ่งในวิชาที่ยิวสนใจ วิชานี้มีเรียนทุกปี ตั้งแต่ปี 1 ถึงปี 4 ของการเป็นนักเรียนพยาบาล 

“คำพูดของอาจารย์ที่ยังอยู่ในใจจนถึงทุกวันนี้ ‘การเป็นพยาบาล ใครจะเป็นก็ได้ แต่การเป็นพยาบาลที่ดี มันเป็นกันยาก’ ภายใต้สภาวะเครียดและตื่นกลัวของผู้ป่วย แน่นอนว่าพยาบาลที่ใกล้ชิดเขา ย่อมได้รับความเครียดและกดดันไปด้วย การจะปฏิบัติงานอย่างมีประสิทธิภาพในสภาวะแบบนั้น ต้องอาศัยจิตใจที่แข็งแกร่งและเปี่ยมไปด้วยเมตตา” 

แม้แต่เรื่องพื้นฐานอย่างการเจาะเลือด ก็มีจิตวิทยาพยาบาลซ่อนอยู่ “ถ้าเราเจาะเลือดผู้ป่วยครั้งแรกไม่สำเร็จ นั่นหมายถึงเขาต้องเจ็บอีกครั้งที่ต้องให้เราสอดเข็มเข้าไปในร่างกาย อาจารย์สอนให้เราคิดไว้เสมอว่าถ้าเป็นตัวเราเอง หรือเป็นญาติเรา เราอยากให้ญาติเราเจ็บซ้ำๆ มั้ย ดังนั้นต้องรอบคอบ ชีวิตคนหนึ่งคนฝากไว้กับเรา เราต้องรับผิดชอบชีวิตเขาอย่างสุดความสามารถ” เธอเอ่ยด้วยเสียงจริงจัง

ขึ้นปี 4 นักเรียนพยาบาลต้องฝึกงานต่ออีก 5 เดือน การปฏิบัติงานเหมือนพยาบาลในโรงพยาบาลทุกอย่าง และไม่มีอาจารย์พยาบาลมาคอยสอนหรือส่งเคสผู้ป่วยรายต่างๆ ให้อีกแล้ว ถือเป็นบททดสอบสุดท้าย ก่อนที่เหล่านักเรียนพยาบาลจะเรียนจบออกไปปฏิบัติหน้าที่บุคลากรสาธารณสุขจริงๆ

“ตอนนั้นเหลือเวลาฝึกงานอีกแค่เดือนเดียว เราก็จะเรียนจบเป็นพยาบาลวิชาชีพ ได้ทำงานดูแลคนอื่นอย่างที่ฝันไว้ แต่เราประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์เสียก่อน ทำให้กระดูกสันหลังส่วนทรวงอกได้รับบาดเจ็บอย่างรุนแรง ส่งผลให้ลำตัวและขาไม่รับรู้ความรู้สึก และไม่มีแรงที่จะเดินได้

“ความรู้ทั้งหมดที่เรียนมา ทำให้ประเมินด้วยตัวเองได้ทันทีว่าเราอาการหนัก ถึงคุณหมอจะยังไม่ยืนยัน แต่ในใจเราก็คิดว่าคงมีโอกาสที่จะกลับไปเดินไม่ได้อีก และถ้าเดินไม่ได้ เราก็จะเป็นพยาบาลไม่ได้อีกแล้ว เพราะตลอดเวลาที่ฝึกงาน เราต้องใช้ขาสองข้างเดินกระฉับกระเฉงดูแลผู้ป่วย ถ้าสูญเสียขาไป จะทำหน้าที่นี้ได้ยังไง ไม่ใช่แค่ความเจ็บปวดทางร่างกาย แต่สภาวะจิตใจมันสับสน หวาดวิตกไปหมด ยิ่งเรารู้ เราประเมินได้ เรายิ่งกลัว”

กรรณิการ์ ศรีวิจา พยาบาลบนวีลแชร์ผู้ทำภารกิจเยียวยาผู้คนเคียงบ่าเคียงไหล่ทีมแพทย์
กรรณิการ์ ศรีวิจา พยาบาลบนวีลแชร์ผู้ทำภารกิจเยียวยาผู้คนเคียงบ่าเคียงไหล่ทีมแพทย์

ยิวเล่าว่า เธอใช้เวลาทำกายภาพบำบัดทั้งหมดเกือบสองปี ความฝันที่จะได้เป็นพยาบาลวิชาชีพเลือนรางไปทีละน้อย

สองเดือนแรกหลังจากประสบอุบัติเหตุ การกายภาพบำบัดทำให้เธอกระดิกนิ้วเท้าได้เล็กน้อย จากนั้นเธอกลับมาอยู่บ้านในฐานะผู้ป่วยเรื้อรังที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ 

“ต้องมีคนมาพลิกตัวให้เราทุกๆ สองชั่วโมง อยากไปไหนก็ต้องมีคนอุ้มไป ยิ่งเห็นเพื่อนๆ ถ่ายรูปเรียนจบกัน ชีวิตที่วนอยู่กับการมีความหวังที่จะกลับไปเดินได้จึงหมดหวังไปเรื่อยๆ ทำให้เรายิ่งดาวน์ถึงขั้นมีภาวะซึมเศร้า

“จนถึงวันที่คิดได้ว่า เราต้องหยุดคิดเรื่องกลับไปเป็นพยาบาล สิ่งที่ต้องทำตอนนี้คือโฟกัสที่การรักษาตัวเองก่อน ทำยังไงถึงจะกลับไปดูแลตัวเองได้ ไม่มีขาแต่เรายังมีชีวิตอยู่ จึงตัดสินใจเข้าโรงพยาบาลอีกครั้ง 

“คุณหมอแนะนำให้เราลองฝึกใช้วีลแชร์ ขณะเดียวกันก็ฝึกกายภาพในการทรงตัว การเดิน การยืนไปด้วย ถือเป็นประโยชน์ทั้งสองทาง หกเดือนหลังจากนั้น วีลแชร์กลายเป็นขาที่พาเราออกจากความสิ้นหวัง และนั่นเป็นจุดเริ่มต้นของเพจเฟซบุ๊ก ‘บันทึกจากวีลแชร์’

“ทุกวันนี้เราช่วยเหลือตัวเองได้หมด ขึ้นลงวีลแชร์ ใช้ชีวิตประจำวัน ทำงาน เดินทาง ท่องเที่ยว ทำกิจกรรมสนุกๆ เราไม่ขอความช่วยเหลือจากใครมาก ยกเว้นทางที่เราไปไม่ได้จริงๆ ถึงจะขอความช่วยเหลือ ทุกคนมีคุณค่าในตัวเอง แม้ว่าจะสูญเสียคุณค่าบางอย่างไป แต่เราสร้างคุณค่าบางอย่างเพิ่มขึ้นมาทดแทนได้เสมอ” ยิวเล่าพร้อมรอยยิ้ม

กรรณิการ์ ศรีวิจา พยาบาลบนวีลแชร์ผู้ทำภารกิจเยียวยาผู้คนเคียงบ่าเคียงไหล่ทีมแพทย์
กรรณิการ์ ศรีวิจา พยาบาลบนวีลแชร์ผู้ทำภารกิจเยียวยาผู้คนเคียงบ่าเคียงไหล่ทีมแพทย์

03

กำลังสำคัญของทีมแพทย์

ยิวเล่าว่าเพจเฟซบุ๊ก ‘บันทึกจากวีลแชร์’ ที่ตอนนี้มีผู้ติดตามกว่า 40,000 คน เดิมเป็นเพจที่เธอตั้งใจทำไว้ขายตุ๊กตา 

“ระหว่างที่รักษาตัว เราทำตุ๊กตาขายไปด้วย เพราะอยู่โรงพยาบาลนาน ถ้าอยู่เฉยๆ ไม่มีรายได้อะไรเลย เงินที่มีก็ร่อยหรอไปเรื่อยๆ ทีแรกก็ไม่กล้า เพราะพอถักได้แต่ไม่ได้เก่งอะไร เลยลองทำตุ๊กตาหน้าตาประหลาดๆ (หัวเราะ) สองตัวแรกโปรโมตในเพจเฟซบุ๊ก แล้วก็เขียนเล่าเรื่องตัวเองเอาไว้ ปรากฏว่ามีลูกค้าสนใจสั่งซื้อตุ๊กตา ยิ่งมีคนสั่ง เรายิ่งเก่งขึ้นเพราะได้ฝึกถักทุกวัน จากเดือนแรกได้เงินไม่กี่ร้อย ออเดอร์เพิ่มขึ้นเป็นหลายพันจนทำไม่ทัน บอกลูกค้าว่ามีคิว ลูกค้าก็รอ เราก็ถักมาจนถึงทุกวันนี้ 

“ในขณะเดียวกัน ก็มีคนเข้ามาให้กำลังใจและติดตามเพจเยอะขึ้นเรื่อยๆ มีน้องๆ ผู้พิการหลายคนทักมาปรึกษา เรื่องราวต่างๆ ที่เราโพสต์ไปไกลกว่าที่คิดมาก จนถึงวันหนึ่งที่เรารู้สึกว่าความสุขที่ได้รับ มันมากกว่าความทุกข์ที่เคยมีไปแล้ว ความเจ็บปวดทางร่างกายและใจ เปลี่ยนเป็นแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต เราพร้อมกลับไปเป็นนักเรียนพยาบาลอีกครั้ง”

กรรณิการ์ ศรีวิจา พยาบาลบนวีลแชร์ผู้ทำภารกิจเยียวยาผู้คนเคียงบ่าเคียงไหล่ทีมแพทย์

ยิวอธิบายว่า พ.ร.บ.วิชาชีพพยาบาล ระบุไว้ในข้อสุดท้ายว่า “พยาบาลจะต้องไม่เป็นผู้ป่วยเรื้อรังที่มีอุปสรรคต่อวิชาชีพ โดยคณะกรรมการจะเป็นผู้พิจารณา”

“หลายคนถามว่าความพิการเป็นอุปสรรคต่อการเป็นพยาบาลหรือเปล่า แม้จะอยู่บนวีลแชร์ แต่เรายังทำหน้าที่ได้ ไม่ว่าจะเป็นการเจาะเลือด ฉีดยา ทำแผล หรือให้อาหารทางสายยาง มีเพียงบางอย่างเท่านั้นที่ทำไม่ได้ ด้วยข้อจำกัดทางร่างกาย เช่น การยกตัวผู้ป่วย”

ยิวเล่าว่าเธอตัดสินใจเขียนฎีกาถึงสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทูลเกล้าฯ ถึงเรื่องราวของตัวเองที่ใฝ่ฝันจะช่วยเหลือผู้คนด้วยการเป็นพยาบาลวิชาชีพ แม้จะมีข้อจำกัดทางร่างกายบางส่วน แต่ยังมีความสามารถและใจที่มุ่งมั่นในการพยาบาลอย่างเต็มเปี่ยม และทำหนังสือส่งไปที่สภาการพยาบาล เพื่อขอพิจารณาการสอบใบประกอบวิชาชีพพยาบาล 

ต่อมาทางคณะกรรมการได้พิจารณาและตอบกลับมาว่า สิ่งที่เธอเป็นนั้นไม่ได้เป็นปัญหาต่อการปฏิบัติวิชาชีพ และยังมีงานในส่วนสาธารณสุขอีกมากมายที่เธอยังเป็นกำลังสำคัญของทีมแพทย์ได้

กรรณิการ์ ศรีวิจา พยาบาลบนวีลแชร์ผู้ทำภารกิจเยียวยาผู้คนเคียงบ่าเคียงไหล่ทีมแพทย์

04

พยาบาลวิชาชีพบนวีลแชร์

ยิวเป็นพยาบาลวิชาชีพมาเกือบสองปีแล้ว ทุกวันนี้เธอทำงานในแผนกผู้ป่วยนอก (OPD) เฉพาะทาง โรงพยาบาลสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นโรงพยาบาลที่มีผู้มาใช้บริการนับพันคนต่อวัน 

“ปลายฤดูหนาว ช่วงต้นในการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 แต่ละวันโรงพยาบาลสันทรายรับผู้ป่วยไข้หวัดมากกว่าสามร้อยคน ส่วนใหญ่มีอาการไข้ ไอ มีน้ำมูก หายใจเหนื่อยหอบ ซึ่งเป็นอาการเดียวกับ COVID-19”

ในช่วงแรกการคัดกรองเป็นไปอย่างยากลำบาก เพราะมีผู้มารับบริการเยอะ และบุคลากรทางการแพทย์ยังไม่ทันตั้งตัวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น แต่เพียงไม่นาน พวกเขาก็ได้ดำเนินมาตรการเฉพาะกิจสำหรับการแพร่ระบาดในครั้งนี้อย่างทันท่วงที

“มีเคสหนึ่ง ผู้ป่วยหายใจเหนื่อยหอบ ทีมต้องซีพีอาร์ พยายามฟื้นชีพเขา เราช่วยผู้ป่วยได้สำเร็จ จากนั้นส่งตัวขึ้นไปถึงห้องไอซียู พอซักประวัติจากญาติผู้ป่วย ถึงเพิ่งทราบว่าผู้ป่วยไปคอนแท็กในพื้นที่เสี่ยงมา ทั้งทีมเลยโดนกักตัวและคัดกรองโรคกันทั้งหมด พอเจอเหตุการณ์นี้ โรงพยาบาลเราก็มีมาตรการทันที”

กรรณิการ์ ศรีวิจา พยาบาลบนวีลแชร์ผู้ทำภารกิจเยียวยาผู้คนเคียงบ่าเคียงไหล่ทีมแพทย์

ยิวอธิบายต่อว่า ตามปกติโรงพยาบาลจะมี OPD ทั่วไปและ OPD เฉพาะทาง แต่ตอนนี้มีคลินิกพิเศษเพิ่มขึ้นมานั่นคือ OPD ARI สำหรับการคัดกรอง COVID-19 โดยเฉพาะ ผู้ป่วยรายไหนมีอาการเข้าข่าย จะถูกส่งตัวมาที่คลินิกนี้เท่านั้น ห้ามไปส่วนอื่นของโรงพยาบาล โดยแพทย์และพยาบาลจะสวมใส่ชุดปฏิบัติการเต็มรูปแบบ 

“แม้ประเทศไทยจะยังไม่ประกาศการระบาดของเชื้อไวรัสเป็นเฟสที่สาม แต่โรงพยาบาลแต่ละแห่งก็มีข้อปฏิบัติที่รัดกุมในการคัดกรองโรคเป็นของตัวเอง เราวางแผนการทำงานกันอย่างละเอียด ประกอบกับพื้นฐานความรู้ด้านสาธารณสุข บุคลากรสาธารณสุขต่างรู้ว่าต้องปฏิบัติตัวยังไง เพื่อที่จะไม่ไปติดและเอาเชื้อไปแพร่ใส่คนที่บ้าน

“แต่ละโรงพยาบาลมีบริบทในการทำงานไม่เหมือนกัน ยิ่งเราเป็นโรงพยาบาลใหญ่ ก็ยิ่งต้องมีการวางแผนในโรงพยาบาลแน่นหนา ประชุมทุกวันและปรับเปลี่ยนแผนกันทุกวัน เพื่อให้มั่นใจว่าเป็นแผนที่ดีที่สุด ซึ่งจะใช้ได้กับโรงพยาบาลเรา ถามว่าเหนื่อยไหม เหนื่อยนะ แต่คุ้มค่าความเหนื่อย” 

ยิวบอกว่า จริงๆ ทีมสาธารณสุขไม่ได้กลัวหรือหวาดวิตกกับเชื้อไวรัสขนาดนั้น ตราบใดที่ผู้ป่วยเล่าความจริงทั้งหมด ตั้งแต่ประวัติการเดินทาง ไปจนถึงการใช้ชีวิตที่อาจมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ เพื่อการรักษาและควบคุมเชื้อที่มีประสิทธิภาพที่สุด

 บอกความจริงเราเถอะ เราไม่ได้จะทำอะไร แค่เราจะพาไปห้องแยก ซึ่งไม่ได้น่ากลัว มีทีวีให้ดู (ยิ้ม) แต่เปิดแอร์ไม่ได้นะ เพราะเชื้อแพร่กระจายทางอากาศได้ เปิดได้แค่พัดลม รักตัวเองก็ต้องรักคนอื่นด้วย

โรงพยาบาลสันทรายรักษาผู้ป่วย COVID-19 หายไปแล้วหลายคน ตอนนี้มีผู้ป่วยได้รับการรักษายู่ 2 ราย และผู้สังสัยว่าจะติดเชื้ออีกหลายคนได้รับการกักตัวอยู่ที่โรงพยาบาล “บางทีผู้ป่วยหรือผู้ที่ถูกกักตัวเบื่ออาหารโรงพยาบาล เราก็ซื้ออาหารและขนมจากข้างนอกเข้ามาให้ เพราะรู้ว่าผู้ป่วยอยู่ในสภาวะเครียดและกลัว”

 ยิวพูดขึ้นยิ้มๆ เรานึกถึงประโยคแรกที่เธอบอก ‘ดูแลด้วยความห่วงใยเหมือนญาติมิตร’ นอกจากทักษะและความรู้แล้ว หัวใจของการพยาบาลคือความใส่ใจนี่เอง

กรรณิการ์ ศรีวิจา พยาบาลบนวีลแชร์ผู้ทำภารกิจเยียวยาผู้คนเคียงบ่าเคียงไหล่ทีมแพทย์

05

สองล้อที่จะก้าวเดินไป

เราอยากเรียนต่อเฉพาะทางเป็นพยาบาลเวชศาสตร์ฟื้นฟู เพราะมีประสบการณ์ตรง เราประสบอุบัติเหตุและเคยสูญเสียมาก่อน คนที่ประสบอุบัติเหตุใหม่และต้องสูญเสียอะไรบางอย่างไปในชีวิต ความเข้มแข็งของจิตใจเป็นสิ่งที่สำคัญมาก

“เราจึงอยากใกล้ชิดและดูแลผู้ประสบอุบัติเหตุโดยตรง เพื่อพูดคุย แลกเปลี่ยนความคิด ไม่ใช่แค่ในฐานะพยาบาล แต่ในฐานะเพื่อนที่ประสบมันมาเช่นกัน เราเองก็จะได้มุมมองที่จะนำไปพัฒนาประสิทธิภาพการทำงานต่อไป”

“หัวใจของการเป็นพยาบาลคืออะไร” ยิวเอ่ยทิ้งท้าย 

“บางทีผู้ป่วยอาจจะเป็นคนแก่ที่อยู่บ้านคนเดียว แล้วเขาไม่รู้จะเล่าความทุกข์ให้ใครฟัง เรารับฟังอย่างเข้าใจ แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องเอาข้อมูลที่จะใช้รักษาเขามาให้ได้ครบถ้วน ถ้าเขาไม่เป็นอะไร เขาไม่มาโรงพยาบาลหรอก เขาไม่อยากเจ็บปวด เขาถึงมาหาเรา และเราเป็นคนที่ต้องหยิบยื่นความช่วยเหลือให้อย่างเต็มใจและตั้งใจ”

กรรณิการ์ ศรีวิจา พยาบาลบนวีลแชร์ผู้ทำภารกิจเยียวยาผู้คนเคียงบ่าเคียงไหล่ทีมแพทย์

Writer

มิ่งขวัญ รัตนคช

อดีต Urban Designer ผู้รักการเดินทางสำรวจโลกกว้าง สนใจงานออกแบบเชิงพฤติกรรมมนุษย์ และยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ เชื่อว่าทุกการเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นจากน้ำหยดเล็กที่ไหลมารวมกัน

Photographer

ชัยวัฒน์ ทาสุรินทร์

โด้เป็นช่างภาพดาวรุ่งจากสาขาศิลปะการถ่ายภาพ คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นที่รักของเพื่อนๆ และสาวๆ ถึงกับมีคนก่อตั้งเพจแฟนคลับให้เขา ชื่อว่า 'ไอ้โด้ FC'

Larger than Life

แรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต จากพลังเล็กๆ สู่การสร้างคุณค่าที่ยิ่งใหญ่ให้โลกใบนี้

6 พฤศจิกายน 2563
4 K

The Cloud X ไทยประกันชีวิต

Taboo หรือเรื่องต้องห้าม อาจรวมไปถึงการห้ามถาม ห้ามอยากรู้ ห้ามสงสัย แต่หารู้ไม่ว่ามนุษย์เกิดมาพร้อมการตั้งคำถามตั้งแต่เรายังเป็นเด็ก และเพื่อชวนกันมาตั้งคำถามในสิ่งที่เด็กๆ นึกสงสัยให้มีคำตอบ รวงทัพพ์ แก้วแกมจันทร์ จึงจัดตั้งเว็บไซต์ในชื่อ ‘หิ่งห้อยน้อย’ ขึ้น เสมือนเป็นกลุ่มลับสำหรับเด็กๆ ขี้สงสัยโดยเฉพาะ

กลุ่มหิ่งห้อยน้อย สถานที่คุยเรื่องลับฉบับเด็กๆ ในวันที่เทคโลยีคือสะพานสู่การเรียนรู้, รวงทัพพ์ แก้วแกมจันทร์, www.hinghoynoy.com

ตอนยังเป็นเด็ก รวงทัพพ์บอกว่าเธอสงสัยต่อสิ่งที่ผู้ใหญ่ไม่อาจหาคำตอบให้กับเธอได้ และนั่นกลับกลายเป็นความกลัวในวัยเด็กที่เธอต้องเผชิญ จากคำถามที่ไม่เคยได้รับคำตอบ อย่างเช่นเรื่องของความตาย 

“เราเคยอ่านหนังสือเล่มหนึ่งเกี่ยวกับเด็กที่เสียแม่ไป เราไม่เข้าใจว่าทำไมเด็กคนนั้นถึงอยากนอนมากกว่าตื่น เพราะว่าเขาอยากหนีความจริงไงคะ ความจริงบางอย่างถ้ามันไม่ได้ถูกอธิบายเหตุผล มันก็จะยาก แล้วจะกลายเป็นปมที่ใหญ่ขึ้น เราก็เลยเพิ่งมาเข้าใจว่าทำไมเราถึงกลัวมากในวันที่เสียพ่อไป เพราะเราไม่รู้ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป

“คนส่วนใหญ่เชื่อว่าเด็กไม่สามารถจะรับรู้อะไร ไม่เชื่อว่าเด็กคือคนที่รับรู้ หรือทำความเข้าใจกับอะไรได้ ทั้งกับเรื่องความสูญเสียหรือว่าเรื่องที่ซับซ้อน แต่ที่จริงแล้วไม่ใช่เลย”

ในวันที่เทคโลยีไม่ใช่กำแพงข้อจำกัดด้านเพศและวัย แต่กลายเป็นสะพานเพื่อสร้างการเรียนรู้ให้มนุษยชาติ การค้นหาคำตอบให้คำถามของเด็กเยาวชน อาจไม่ได้ตั้งต้นจากแหล่งๆ เดิมอีกต่อไป แต่มีประตูสู่โลกกว้างมากมายเปิดกว้างรออยู่ 

ดังนั้นหิ่งห้อยน้อย จึงเป็นพื้นที่แห่งการตั้งคำถามและหาคำตอบ ไปจนถึงแลกเปลี่ยนเรียนรู้ รวมถึงแสดงออกทางความคิดเห็นต่อเรื่องอ่อนไหวในสังคมได้อย่างตรงไปตรงมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเพศศึกษา การคุกคามทางเพศ ท้องไม่พร้อม อนามัยเจริญพันธุ์ การหย่าร้าง การกลั่นแกล้งรังแก ความหลากหลายทางเพศ ไปจนถึงความตาย เพื่อให้เกิดการเรียนรู้และการสร้างความคิดแบบ Critical Thinking ให้เยาวชน

“ทำไมมันถึงจะพูดไม่ได้ล่ะ ทำไมเราถึงหาคำตอบไม่ได้ เราก็เลยต้องทำสื่อแล้วกันที่จะช่วยให้เขา เอ๊ะ อ๋อ ให้สิ่งที่เขาตั้งคำถามกับมัน”

กลุ่มหิ่งห้อยน้อย สถานที่คุยเรื่องลับฉบับเด็กๆ ในวันที่เทคโลยีคือสะพานสู่การเรียนรู้, รวงทัพพ์ แก้วแกมจันทร์, www.hinghoynoy.com

01

หิ่งห้อยถือกำเนิด

“รวงเป็นเด็กต่างจังหวัดค่ะ เป็นเด็กจังหวัดนครศรีธรรมราช พ่อกับแม่เป็นครู แล้วเขาก็คงจะเห็นระบบการศึกษาว่าการศึกษามันมีหลากหลายมาก เขาอ่านหนังสือการเลี้ยงลูกแบบญี่ปุ่นตั้งแต่สมัยนู้นแล้ว เราก็เลยเป็นเด็กที่ทำทุกอย่างได้แล้วไปโรงเรียน” เธอเริ่มต้นเล่าเรื่องราวชีวิตของเธอตั้งแต่ต้น 

“เราชอบอ่านหนังสือ และที่บ้านจะพาไปร้านหนังสือทุกๆ เดือน เราเองก็ชอบอยู่ในห้องสมุด เป็นหนอนหนังสือเลย ได้อ่านหนังสือพวก หลายชีวิต ของคึกฤทธิ์ ปราโมช หรืออะไรแปลกๆ ตั้งแต่ประถม พอมัธยมก็อ่านงานของ อัลแบร์ กามูว์ แบบหนักๆ แล้ว เราก็เลยไม่ค่อยอินกับระบบโรงเรียนมาก เป็นเด็กที่ค่อนข้างประหลาดเหมือนกัน”

เธอบอกกับเราว่า เธอเป็นเด็กที่ครูมักจะมองว่าเป็นเด็กดื้อ

“ครูเขาพูดกับเราไม่ดีและคุกคามเราด้วย ทุกครั้งที่เราเข้าห้องเรียน เราจะถูกด่า เขาเคยพูดกับเราว่า พฤติกรรมแบบนี้คือพ่อแม่ไม่สั่งสอน เราก็จะยิ่งเจ็บ แต่สำหรับมุมเรา พ่อแม่เราเขาสอนดี แต่ที่เราเป็นแบบนี้เพราะเราเป็นเอง จากนั้นเราก็เลยไม่ไปโรงเรียนเลยสามเดือน แม่ก็คงเห็นแหละว่าเราไม่ค่อยโอเค ระหว่างสามเดือนนั้นเราก็ไปห้องสมุด ไปพิพิธภัณฑ์ ไปวัด ไปดูต้นไม้ แล้วมันก็ทำให้เรารู้สึกว่าเราต้องเชื่อมั่นในตัวของเรา ว่าเราไม่ได้เกเร จนพี่ชายเข้าไปที่โรงเรียนแล้วก็ดูว่ามันเกิดอะไรกับน้อง พอพี่เขาเห็นความรุนแรงแบบนั้นจริง เขาก็เลยให้เราย้ายโรงเรียน ซึ่งตามหลักอำนาจนิยม เราจะเห็นว่าครูหรือผู้ใหญ่กดขี่เรามากแค่ไหน” หลังจากนั้นเธอจึงไม่เชื่อมั่นในการเรียนในโรงเรียนอีก

จากนั้นเธอก็เริ่มมีคำถามกับตัวเอง 

“แล้วเราเป็นคนที่แอบชอบผู้หญิงด้วย แล้วก็แอบชอบผู้ชายด้วย มันก็เกิดคำถามว่า ‘แล้วเราเป็นอะไรวะ’ แล้วยุคนั้นมันไม่ได้มีอะไรที่จะบอกเราได้เลย ในสังคมจะบอกว่ามีแค่กะเทย มีทอม ก็มีแค่นั้นอะ แล้วเราเป็นอะไรล่ะ เราไม่เข้าใจในสิ่งที่เราเป็น เราก็เลยเข้าไปในหาข้อมูลเองตามเว็บไซต์ต่างๆ สมัยนั้น”

และเป็นอีกครั้งที่เธอพบกับเหตุการณ์ที่ทำให้เธอตั้งคำถามสำคัญกับตัวเอง แต่เช่นเคยที่คำถามไม่เคยได้รับคำตอบสร้างปมความเจ็บปวดทางจิตใจกับเธอมาจนถึงปัจจุบัน

“ตอนเราอายุสิบสอง พ่อเราเสีย คืนนั้นทุกคนไปโรงพยาบาลกันหมด ส่วนเราไปในเช้าวันที่พ่อกำลังจะเสียแล้ว ผู้ใหญ่คนอื่นไม่ให้เราออกไปข้างนอก แล้วจะให้เราทำยังไงล่ะ ในเมื่อพ่อเราตาย แล้วเราก็เห็นว่าเราต้องย้ายบ้านนะ แล้วก็เห็นคนมาจีบแม่เรา เราเห็นความเปลี่ยนแปลงเยอะมาก ซึ่งผู้ใหญ่ไม่กล้าพูดเลยว่าเกิดอะไรขึ้น แล้วเราต้องใส่ชุดดำร้อยวัน เหมือนต้องอยู่กับความทุกข์หรือสีดำในแบบที่เขาบอก เราก็สงสัยว่ามันจะเปลี่ยนไปในด้านไหน เด็กอายุสิบสองมันไม่เหมือนเด็กอายุห้าขวบ ในเรื่องของการรับรู้ทางความตาย แต่ผู้ใหญ่คนไทยก็ชอบบอกว่า เขาขึ้นสวรรค์ หรือว่า เดี๋ยวเขาก็กลับมา ซึ่งมันเจ็บปวดมาก เราก็รู้แล้วแหละว่าพ่อตาย แต่ว่าเราจะทำความเข้าใจยังไงว่ามันจะต้องก้าวต่อไปนะ” 

และเพราะการที่เธอชอบอ่านหนังสือยากๆ ตั้งแต่ยังเป็นเด็ก ทำให้เธอเริ่มเข้าใจว่าเธอเองก็ทำหนังสือได้ เพื่อที่จะสื่อสารเรื่องราวที่ผู้ใหญ่มักไม่พูดกันโดยตรง อย่างเรื่องของความตายหรือความเจ็บป่วยทางด้านจิตใจ

“เพราะบางครั้งคำพูดของผู้ใหญ่ เขาก็มีเรื่องที่ไม่พูดตรงไปตรงมา มันไม่ชัด ทำให้เราสงสัยว่ามันคืออะไรกันแน่ เราก็เลยอยากเป็นนักเขียนหนังสือเด็กตั้งแต่ตอนนั้น” 

กลุ่มหิ่งห้อยน้อย สถานที่คุยเรื่องลับฉบับเด็กๆ ในวันที่เทคโลยีคือสะพานสู่การเรียนรู้, รวงทัพพ์ แก้วแกมจันทร์, www.hinghoynoy.com

02

หิ่งห้อยสร้างสรรค์

เมื่อรวงทัพพ์เรียนจบจากสาขาวรรณกรรมสำหรับเด็ก เธอได้มีโอกาสไปทำงานตามสำนักพิมพ์ มูลนิธิต่างๆ และเห็นว่ามีหลายประเด็นที่ไม่เคยได้รับการพูดถึง

 “พอเวลาเราเจอเด็กในพื้นที่จริง แล้วเด็กบอกว่าเด็กถูกล่วงละเมิด ความรู้หรือข้อมูลที่มันปิด มันไม่พอที่จะช่วยเขาเลย ปกติสื่อจะเสนอแค่สิ่งที่เขาอยากให้เห็น แต่ว่ามันมีอะไรอีกมากที่ไม่ได้พูดออกไป อย่างตอนนี้มีสื่อทางเลือกเยอะมาก ที่ทำให้คนตั้งคำถามว่าชีวิตเราเป็นแบบนี้จริงไหม แต่เราเห็นว่ามันไม่มีพื้นที่ให้เด็กได้รู้ข้อมูลพวกนี้เลย

“อีกอย่างคือที่ไทยไม่มีหนังสือที่พูดถึงความตายมากกับเด็กๆ ทั้งที่ในต่างประเทศ เราเห็นว่าเขามีสื่อในรูปแบบของนิทานเด็กที่อธิบายเกี่ยวข้องกับโรคมะเร็ง นี่เกี่ยวข้องกับประจำเดือนนะ หรือถ้าที่อินเดียจะมี Do and Don’t ด้วยซ้ำ แต่ที่ไทยเหมือนเราทำให้เรื่องพวกนี้เป็นสิ่งที่ทุกคนห้ามพูด แล้วไปหาความรู้เอาเอง ซึ่งมันผิดมาก 

 “ตอนเราทำงานมูลนิธิในส่วนของการพัฒนาหนังสือเด็ก เวลาเราลงพื้นที่ เราก็จะเห็นเด็กที่ครอบครัวแตกแยก แล้วไม่มีใครลงไปคุยกับเขาเลย เรื่องเพศ เรื่องทำแท้งปลอดภัย เรื่องที่เกี่ยวกับสิทธิของเขาโดยตรง เราเลยรู้สึกว่า เราจะทำงานแบบนี้ ในระบบที่มันไม่มีสื่อแบบนี้ได้หรอ ก็เลยสอบชิงทุนไปเรียนที่อินเดีย ซึ่งเป็นการเรียนหนึ่งปีที่ไม่มีวุฒินะ เป็นการเรียนเพื่อเรียนอย่างเดียว

“คนก่อตั้งคือ ซาเบรีย เทนเบอร์เกน ผู้หญิงตาบอดผู้ก่อตั้งโรงเรียนให้เด็กตาบอดที่ธิเบต เป็นหนึ่งในผู้เข้าชิงรางวัลโนเบล ผู้หญิงคนนี้เป็นเมนเทอร์ของเรา แล้วเขาก็เข้าใจความซับซ้อนของเราด้วย เพราะเขาเป็น Queer เราเพิ่งไปเข้าใจตอนนั้นเองว่าเราเป็น Queer ตอนที่เราต้องติ๊กว่าเราเป็นเพศอะไร มันก็จะมีหญิง ชาย แล้วก็อื่นๆ ใช่ไหมคะ โรงเรียนก็จะมีแพลตฟอร์มให้เราเลือก เห้ย เราเป็นอื่นๆ ได้ด้วย”

เธอเล่าถึงตอนที่เธอสัมผัสถึงปัญหาผ่านสังคมต่างประเทศในอีกมุมที่น่าสนใจ 

กลุ่มหิ่งห้อยน้อย สถานที่คุยเรื่องลับฉบับเด็กๆ ในวันที่เทคโลยีคือสะพานสู่การเรียนรู้, รวงทัพพ์ แก้วแกมจันทร์, www.hinghoynoy.com

“ก่อนหน้าที่เราจะไปอินเดีย เราได้ไปยูกันดา โปแลนด์ เยอรมนี เพราะว่าเราเจอเพื่อนบางคนที่เขาพาเราไปทางนั้น เราก็เลยได้เห็นโลกที่กว้างขึ้น อย่างตอนที่เราไปเยอรมนีช่วงที่มีผู้ลี้ภัยหนีสงครามมา ช่วงนั้นเราเห็นว่าเขามีนิทรรศการเกี่ยวกับผู้ลี้ภัยในห้องสมุดเด็ก ซึ่งมันเป็นประเด็นที่เราไม่พูด เช่นเรื่องชาวโรฮีนจา เราจะไม่พูด เราจะไม่สนใจ แต่ที่นั่นเขาพูด

“หรืออย่างโปแลนด์ ที่เราเห็นคือเขาค่อนข้าง Conservative มาก แต่ว่าคนออกมาพูดเรื่องการทำแท้งปลอดภัยกันทั้งเมือง ทั้งผู้หญิง ผู้ชาย คนแก่ พูดกันทั้งเมือง เห้ย มันก็พูดได้นี่หว่า หรือที่ยูกันดา เขามีโรงเรียนทางเลือกให้คนที่ไม่ได้มีเงินแต่ว่ามีความตั้งใจมาเรียน ก็คล้ายๆ กับที่เราไปเรียนที่อินเดีย คนมีลูกเขาก็นั่งอุ้มลูกไปด้วย นั่งเรียนคอมพิวเตอร์ไปด้วย แล้วมีโปรเจกต์ ทำยังไงให้มีน้ำหรือให้มีพื้นที่ที่ซ่อมรถได้ยี่สิบสี่ชั่วโมง เพราะมันไม่มีน้ำหรือที่ซ่อมรถได้ในที่ทุรกันดาร ซึ่งมันน่าสนใจมาก 

“แล้วพอเราได้ไปเรียน เราก็เห็นปัญหาที่อินเดียเยอะมาก ทั้งเรื่องที่เกี่ยวกับสิทธิ เกี่ยวกับเพศ มันก็เลยเป็นการเขย่าเราอีกรอบ 

 “เราไม่ต้องอยู่ในระบบการเรียนแบบเดิมอีกแล้วพอเราไปเรียนที่อินเดีย ตอนนั้นเราเลือกเรียนทางด้านศิลปะ เพราะว่าเรามาจากการเขียนและการทำหนังสือเด็ก มันก็พัฒนาเราไป จากตอนแรกที่เราคิดว่าจะทำหนังสือเด็กตอนเรียนจบแต่เราก็เปลี่ยนใจ เพราะว่าลักษณะการเสพสื่อของเด็กเปลี่ยนไป การเข้าถึงที่เป็นอิสระและเป็นออนไลน์มากขึ้น เราเลยคิดกลับมาสร้างสื่อเพื่อเด็กในรูปแบบออนไลน์ดีกว่า”

03

หิ่งห้อยน้อยคลับ

หิ่งห้อยน้อยจึงปรากฏตัวขึ้น ในฐานะของเว็บไซต์และเพจเฟซบุ๊กที่เปิดพื้นที่ให้เด็กๆ ได้มาพูดคุยกัน และเมื่อเราถามถึงเหตุผลว่าทำไมจะต้องเป็นหิ่งห้อย รวงทัพพ์ก็บอกกับเราว่า

“จริงๆ หิ่งห้อยเป็นเหมือนความลับบางอย่างที่เด็กสงสัย เราคิดว่าหลายคนก็อาจจะชอบมัน แล้วมันก็เป็นเพื่อนของเราได้ในเวลาที่มืดมาก หิ่งห้อยเชื่อมโยงกับเด็กมาก เพราะในความเชื่อของเรา เราคิดว่าเด็กจะเติบโตได้ในสิ่งแวดล้อมที่ดีเท่านั้น หิ่งห้อยก็เหมือนกัน จะเติบโตได้ในดินดี น้ำดี อากาศดี อีกอย่างมันไม่ได้สว่างตลอด มีตอนที่มันมืดด้วย ก็เลยเลือกใช้หิ่งห้อยแทนความสงสัยของเด็กๆ ด้วย

“ที่ไทยไม่มีเว็บไซต์ให้เด็กนะ แล้วเราก็รู้แหละว่าเว็บไซต์จะไม่ได้ฮิตมาก แต่ว่าเว็บไซต์ของเราพิเศษตรงที่เด็กเข้ามาแล้วสามารถไปตั้งแอคเคาต์นิรนาม เพื่อถามเรื่องที่เขาสนใจได้

“การออกแบบก็คือชื่อว่าหิ่งห้อยน้อยคลับ เป็นภาพต้นไม้ที่เกาะกลางน้ำ ซึ่งเป็นเหมือนสัญลักษณ์ว่าจะไม่มีใครตามเขาเข้าไปได้ เราจะพูดอะไรก็ได้ แล้วพวกเขาก็อยู่ด้วยกันในนั้นได้ ต่อมาก็จะมีหอประกายข่าว เป็นพื้นที่บอกข่าวว่ามันมีอะไรเกิดขึ้นบ้างในเชิงเรื่องต้องห้ามต่างๆ อย่างเรื่องเพศหรือเรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง แล้วก็จะมีพื้นที่บอร์ดรวมให้เขามาคุยกัน ส่วนที่อธิบายเกี่ยวกับเราว่าเราทำงานอะไร แล้วก็ในส่วนของมีนโยบายด้วย”

หากถามว่าแล้วในประเด็นต้องห้ามทั้งหลาย มีเรื่องอะไรบ้างที่เด็กๆ สนใจ เราก็พบคำตอบ 

กลุ่มหิ่งห้อยน้อย สถานที่คุยเรื่องลับฉบับเด็กๆ ในวันที่เทคโลยีคือสะพานสู่การเรียนรู้, รวงทัพพ์ แก้วแกมจันทร์, www.hinghoynoy.com
กลุ่มหิ่งห้อยน้อย สถานที่คุยเรื่องลับฉบับเด็กๆ ในวันที่เทคโลยีคือสะพานสู่การเรียนรู้, รวงทัพพ์ แก้วแกมจันทร์, www.hinghoynoy.com

“เรื่องที่เด็กเขาสนใจเยอะที่สุดคือเรื่องการบูลลี่ นอกจากนี้ก็มีเรื่องเพศ เรื่องประจำเดือนด้วย ซึ่งเรื่องเหล่านี้มันไม่ใช่การส่งเสริมเรื่องจริยธรรมอะไร เพียงแต่เรามองว่ามันเป็นเรื่องธรรมชาติมากที่ควรพูดถึงได้

“เราเลยพยายามจะสร้างให้สื่อของเรา เพื่อใช้อธิบายแทนคำพูดที่เราจะพูดไปตรงๆ อย่างเช่นเราทำเพลงที่พูดถึงคุณพ่อเลี้ยงเดี่ยว ที่ต้องรับมือกับลูกที่เมนส์มาครั้งแรก คือเราก็จะเข้าไปแทนใจของผู้ปกครองด้วย แล้วก็แทนใจของเด็กด้วย หลายคนก็บอกว่าดูแล้วร้องไห้นะ เพราะว่าตอนเด็กๆ เขาอยู่กับพ่อที่เลิกกับแม่ แล้วตอนที่เขาเมนส์มา เขาก็ไม่กล้าบอกพ่อ มันก็เหมือนไปโดนใจคนบางกลุ่ม”

“บางคนเป็นซึมเศร้าที่กำลังรักษาอยู่แต่ไม่รู้ว่าจะคุยกับใคร เขาก็มาคุยกับเรา บางทีก็ตลกมาก ทำการบ้านเลขไม่ถูกเขาก็มาให้เราช่วย หรือว่ามีปัญหาเรื่องเพื่อน เรื่องท้องไม่พร้อม ถ้าเรามีแพลตฟอร์มอื่นที่เราส่งต่อ เราก็จะส่งต่อไปให้เขาดูแลต่อ” 

ด้วยการพัฒนาสื่อจากหนังสือเล่มสู่แอนิเมชันและเพลงเกี่ยวกับประเด็นที่เด็กๆ สงสัย ก็จำเป็นต้องทุ่มทั้งเวลาและกำลัง

กลุ่มหิ่งห้อยน้อย สถานที่คุยเรื่องลับฉบับเด็กๆ ในวันที่เทคโลยีคือสะพานสู่การเรียนรู้, รวงทัพพ์ แก้วแกมจันทร์, www.hinghoynoy.com
กลุ่มหิ่งห้อยน้อย สถานที่คุยเรื่องลับฉบับเด็กๆ ในวันที่เทคโลยีคือสะพานสู่การเรียนรู้, รวงทัพพ์ แก้วแกมจันทร์

“เราเพิ่งทำงานได้ปีกว่าๆ เอง แล้วเราทำงานคนเดียวค่ะ เปิดเว็บไซต์ คิดรูปแบบ ทำเองหมด ถ้าเรามีแหล่งทุน หรือว่ามีบุคลากรที่เข้าใจในงานนี้ มันก็จะไปเร็วกว่านี้ แต่ว่าเนื่องจากเวลาด้วย แล้วก็ COVID-19 ด้วย ทำให้เรายังไม่ได้โปรโมต และยังไปคุยกับเด็กๆ ที่โรงเรียนไม่ได้ว่าเว็บไซต์เราใช้งานยังไง ตอนนี้ในเฟซบุ๊กเลยได้รับการตอบรับจากเด็กเป็นส่วนมาก ก็น่าสนใจที่เด็กเลือกจะมาคุยกับเราในข้อความจริงๆ ดังนั้นการทำงานที่เราทำอยู่จะไม่เหมือนงานเด็กนะ มันเป็นงานสิทธิและงานสื่อที่เอามารวมกันมากกว่า”

“เราเรียกตัวเองว่าเป็น Artivist นะ เราคือศิลปินที่ใช้ศิลปะมาเพื่อทำงานเชิง Action ที่จะช่วยเหลือเด็กๆ ในเรื่องสิทธิ มันอธิบายความเป็นเราได้ดีกว่าการบอกว่าเราเป็นนักกิจกรรม เพราะนักกิจกรรมอาจจะต้องพูดเร็วๆ 

ถ้าเทียบกับพริก 5 สี เธอบอกว่าหิ่งห้อยน้อยจะเป็นพริกสีม่วงที่ต่างจากพริกสีอื่นๆ

“Kanthari แปลว่าพริกขี้หนูที่มันเผ็ดร้อน มีห้าสี สีเขียว สีเหลือง สีส้ม สีแดง แล้วก็สีม่วง เราเป็นสีม่วง เป็นคันธารีที่ทำงานศิลปะ เราจะเป็นสีประหลาดๆ ขึ้นมาให้มันต่างจากสีพริกทั่วไป งานที่เราทำก็เลยเป็นงานศิลปะ เป็นเพลง แอนิเมชัน ที่ใช้เวลาหน่อย ใช้ความร่วมมือของศิลปินมาทำ”

นอกจากการขับเคลื่อนบนแพลตฟอร์มออนไลน์แล้ว เธอยังลงพื้นที่เพื่อไปช่วยเหลือเด็กๆ ในพื้นที่จริงอีกด้วย 

“ช่วง COVID-19 ที่เราก็ลงพื้นที่ เราพยายามขยายเรื่องผ้าอนามัย เพราะว่ามันจำเป็นจริงๆ ถ้าไม่ทำ คนที่ได้รับผลกระทบก็จะไม่ได้รับการช่วยเหลือ อย่างเรื่องถุงยังชีพหลายใบก็ไม่ได้ใส่ผ้าอนามัยใช่ไหมคะ เราก็เลยลงพื้นที่ให้เห็นเลยว่า ถ้าเขาไม่มีผ้าอนามัย เขาไปเอาข้าวแจกไม่ได้นะ

“อย่างเราเจอเคสในคลองเตย ที่เขาออกไปเอาข้าวตามจุดแจกไม่ได้ เพราะว่าเขาเมนส์มาแล้วเขาไม่มีผ้าอนามัย ซึ่งถ้าเราถามหลายคนในช่วงนั้น เขาก็จะบอกว่าเขาใช้ทิชชู ใช้กระดาษแทนผ้าอนามัย คือเขาไม่มีจริงๆ เพราะช่วง COVID-19 เป็นช่วงที่ล็อกดาวน์ หลายคนไม่มีงานทำ เราก็เลยขอรับบริจาคผ้าอนามัย เพื่อเปลี่ยนความคิดเขาว่ามันจำเป็นนะ ซึ่งตอนนี้ก็ยังมีคนส่งมาและเราก็ยังขอรับอยู่ พอเราได้รับมาเราก็จะส่งต่อ ให้กลุ่มผู้หญิงบริการ หรือว่ากลุ่มเด็กที่ต้องการต่อไป 

กลุ่มหิ่งห้อยน้อย สถานที่คุยเรื่องลับฉบับเด็กๆ ในวันที่เทคโลยีคือสะพานสู่การเรียนรู้, รวงทัพพ์ แก้วแกมจันทร์

“แล้วก็มีเรื่องเพศในม็อบ เราร่วมกับผู้หญิงปลดแอกเพื่อขยายเรื่องนี้ เพราะเรารู้สึกว่าที่เด็กออกมาเรียกร้อง คือเรื่องที่เด็กอยากจะพูด มีเด็กคนหนึ่งเขามาบอกว่าเขาเป็นเกย์ แล้วเขาโดนครูผู้ชายจับก้น แต่พอเขาไปบอก ผอ. เขาก็บอกว่าเขารู้แล้ว แต่ไม่ทำอะไร ไม่สนใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น นั่นเลยเป็นสาเหตุที่เขาออกมาเคลื่อนไหว นี่คือความจริงของเด็กที่พูดไม่ได้

“เพราะว่าหลายคนอาจไม่เข้าใจว่า สิทธิเด็กคือสิทธิมนุษยชน แล้วไม่เข้าใจว่าเด็กที่ลุกขึ้นมาเรียกร้องคือนักกิจกรรมเด็ก กฎหมายไทยไม่ได้ปกป้องหรือไม่ได้ทำงานลงมาถึงนักกิจกรรมเด็ก” 

“ในส่วนที่เราช่วยได้ คือเราช่วยทำเป็นงานศิลปะให้ได้ แต่ถ้าเราพูดแบบตรงๆ เลย เด็กจะมีความรู้สึกว่าถูกคุกคาม เราเลยทำยังไงให้สันติมากที่สุด ซึ่งงานนี้ก็ต้องคุยกับนักสันติวิธี ว่าจะทำยังไงให้ศิลปินผลิตผลงานที่ไม่ผลิตซ้ำความรุนแรง เพราะว่าภาพบางภาพที่อยู่ในช่วงนี้มันก็รุนแรงมาก แล้วมันก็จะสร้างความบอบช้ำทางจิตใจซ้ำกับเด็กอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งยากและท้าทายมาก” 

04

หิ่งห้อยกับเรื่องต้องห้าม

“เพราะว่าความจริงมันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่เราต้องเผชิญ หลายคนอาจบอกว่าเด็กเป็นสิ่งที่บริสุทธิ์ แต่พอเราโตมาแล้วเราจะรู้สึกว่าเราไม่ได้บริสุทธิ์หรอก เราเรียนรู้เยอะมากด้วยศักยภาพของเราเอง แล้วอีกอย่างคือมนุษย์เกิดมาด้วยความสงสัยอยู่แล้ว ความจริงจึงเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ ที่เราจะต้องสงสัยได้ เราก็คิดว่าเราอยากทำให้เขาได้รู้ บางทีก็ความจริงนั้นอาจจะเจ็บบ้าง แต่มันก็คือความจริง” 

หลายครั้งเรื่องต้องห้ามพูดถึง ส่วนหนึ่งคือเรื่องที่เรากลัวเมื่อต้องพูด

“จริงๆ เด็กๆ ไม่ได้กลัวนะคะ แต่เขาถูกหล่อหลอมให้กลัวมากกว่า อย่างหลานสาวเนี่ยเขาฟันน้ำนมจะหลุด นี่คือความเจ็บปวดทางด้านร่างกายนะ แล้วบ้านเรามีแต่ให้โยนฟันขึ้นไปข้างบน แต่มันก็ไม่ได้มีเหตุผลอะไรที่จะทำให้เด็กรู้สึกผ่อนคลายได้เลย ซึ่งมันเป็นเรื่องธรรมชาติที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เราก็เลยเขียนนิทานกลอนอันหนึ่งให้เขาถอนฟันเองได้ บอกเขาว่ามันจะเจ็บแป๊บเดียว แล้วฟันมันก็จะงอกขึ้นมาใหม่นะ

“ทุกครั้งพอเขาถอนฟันเอง เขาก็จะเก็บใส่กล่อง แล้วเขาบอกว่าหนูอยากเป็นหมอฟัน เรารู้สึกดีที่มันเกิดขึ้น เพราะเราเห็นว่าเขาไม่กลัวกับความเจ็บปวดที่มันต้องเกิด” 

กลุ่มหิ่งห้อยน้อย สถานที่คุยเรื่องลับฉบับเด็กๆ ในวันที่เทคโลยีคือสะพานสู่การเรียนรู้, รวงทัพพ์ แก้วแกมจันทร์

“เราควรคุยกันค่ะ เพราะว่าเรามาจากยุคที่ไม่เหมือนกัน มันมีหนังสือที่น่าสนใจเรื่อง Walden Pond ของเฮนรี เดวิด ธอโร (Henry David Thoreau) พูดประมาณว่า คุณเป็นผู้ใหญ่ คุณบอกไม่ได้หรอกว่าสิ่งนี้มันจะถูกและดีด้วยวิธีการนี้เสมอไป เพราะเรามาจากฐานยุคหรือฐานของประสบการณ์ที่ไม่เหมือนกันเลย เราสอนกันไม่ได้ สิ่งที่คุณทำได้คือการที่คุณคอยซัพพอร์ตเขา 

“เราเลยอยากเป็นคนซัพพอร์ตเด็ก แต่เราจะไม่บอกว่านี่คือถูก นี่คือผิด เราพูดไม่ได้ เพราะเขาเลือกเองได้ เขาคิดเองได้ คุณก็คิดเองได้ ทุกคนคิดเองได้ ของที่อยู่ในหัว ใครจะมาบงการไม่ได้เลย แต่ตอนนี้ เหมือนคนเรากำลังเจาะดูในหัว ว่า เห้ย นี่ผิดนะ เอาความคิดมาตัดสินกัน”

กลุ่มหิ่งห้อยน้อย สถานที่คุยเรื่องลับฉบับเด็กๆ ในวันที่เทคโลยีคือสะพานสู่การเรียนรู้, รวงทัพพ์ แก้วแกมจันทร์
กลุ่มหิ่งห้อยน้อย สถานที่คุยเรื่องลับฉบับเด็กๆ ในวันที่เทคโลยีคือสะพานสู่การเรียนรู้, รวงทัพพ์ แก้วแกมจันทร์

05

หิ่งห้อยในอนาคต

เมื่อพูดถึงโปรเจกต์ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตต่อไปของหิ่งห้อยน้อย

“เรากำลังมีโปรเจกต์หนึ่งที่น่าจะออกช่วงวันเด็กปีหน้าค่ะ เราอยากทำงานอาร์ตจากเรื่องราวของเด็กๆ ที่พูดถึงความทุกข์ของเด็กไทยประมาณสามสิบภาพ บนแพลตฟอร์มออนไลน์ที่เรามี แล้วก็จะจัดนิทรรศการจริงให้มันอยู่ในชีวิตประจำวันได้ นี่คือสิ่งที่เราจะทำต่อไป”

การได้พบปะกับหิ่งห้อยน้อยตัวเป็นๆ ในปัจจุบัน เธอก็บอกว่าเห็นความเปลี่ยนแปลงของเด็กๆ หลายคนที่กล้าออกมาตั้งคำถามกันมากขึ้น

“เราไม่ได้จะบอกว่าเด็กเดี๋ยวนี้เก่งขึ้นนะ เราคิดว่าเด็กจริงๆ เป็นแบบนี้ แต่เราต่างหากที่ไม่ถูกทำให้พัฒนาต่อยอดไป เหมือนถูกกดไว้ ไม่ถูกสอนให้ตั้งคำถาม เราเห็นความแตกต่างเลยนะเวลาเข้าไปในโรงเรียนในเมือง เด็กจะไม่กล้าพูด ไม่มียกมือเลย ถ้าเราไปโรงเรียนการศึกษาทางเลือก เราจะพบว่าเขาแย่งกันพูดเลย ถามกันไม่หยุด”

นี่จึงเป็นเหตุผลที่อยากให้เด็กๆ เริ่มต้นตั้งคำถาม

กลุ่มหิ่งห้อยน้อย สถานที่คุยเรื่องลับฉบับเด็กๆ ในวันที่เทคโลยีคือสะพานสู่การเรียนรู้, รวงทัพพ์ แก้วแกมจันทร์

“อยากให้เขาเริ่มตั้งคำถามค่ะ อาจจะเริ่มกับชีวิตตัวเองก่อนก็ได้ ว่าอยากได้อะไร หรือถ้าไม่อยากได้อะไรก็ปฏิเสธได้ แล้วก็หาความสุขให้กับตัวเอง ข้างในเรามันถามอยู่ตลอดเวลา มันไม่กลัวที่จะถาม หาคำตอบให้ตัวเอง เรื่องที่พูดไม่ได้อย่างตรงไปตรงมา”

“สังคมตอนนี้เราว่าก็เริ่มเห็นอะไรที่เป็นทิศทางของการตั้งคำถามมากขึ้น แล้วก็มีการเขย่ากันเยอะ ดังนั้นมันจะมีการสั่นมาก สังคมที่เราอยากเห็นคือสังคมที่มีพื้นที่ให้กับทุกคน ให้ทุกคนได้เป็นตัวของตัวเองได้ ได้มีความภูมิใจ ว่าสิ่งที่ตัวเองคิดและเชื่อจะมีพื้นที่ให้เขาแน่นอน ทั้งในการแสดงความคิดหรือการดำเนินชีวิต เราก็อยากเป็นสื่อทางเลือกหนึ่ง 

“ตอนนี้เราว่าถ้าผู้ใหญ่คิดว่าเด็กเป็นส่วนหนึ่งของประชาชน เราเชื่อว่าผู้ใหญ่ก็ได้พลังเยอะนะที่จะพัฒนาประเทศนี้ ทุกคนก็ทำงานกันอยู่ เด็กเองก็กำลังทำงานของเขาอยู่เหมือนกัน” เธอบอกเราทิ้งท้ายก่อนที่บทสนทนาจะจบลง

Writer

ฉัตรชนก ชโลธรพิเศษ

ชาวนนทบุเรี่ยน ชอบเขียน และกำลังฝึกเขียนอย่างพากเพียร มีความหวังจะได้เป็นเซียน ในเรื่องขีดๆ เขียนๆ สักวันหนึ่ง

Photographer

อิสรีย์ อรุณประเสริฐ

จบ Film Production ด้าน Producing & Production Design แต่ชอบถ่ายภาพและออกแบบงานกราฟิกเป็นงานอดิเรก มีครัว การเดินทาง และ Ambient Music เป็นตัวช่วยประโลมจิตใจจากวันที่เหนื่อยล้า

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load