เริ่มแรกนั้นชื่อของ เวียร์-ศุกลวัฒน์ คณารศ มาพร้อมกับภาพความเป็นพระเอกดาวรุ่งผิวเข้ม แสดงตัวตนเป็นหนุ่มขอนแก่นอย่างชัดเจน นับเป็นภาพที่แตกต่างจากพระเอกส่วนใหญ่ในยุคนั้น

แต่ความเป็น ‘ลูกอีสาน’ แท้ร้อยเปอร์เซ็นต์กลับกลายเป็นเสน่ห์ของเวียร์ที่ไม่มีใครเลียนแบบได้  

ไม่น่าแปลกใจที่เขาจะได้รับบทบาทการแสดงและพิธีกรที่พูดภาษาไทยถิ่นอีสานเสมอ จนกลายเป็นซิกเนเจอร์ของเขาไปแล้ว

ที่ผ่านมา เวียร์ไม่เคยอยากลบภาพความเป็นลูกอีสาน พอๆ กับที่ไม่สนใจจะลบภาพต่างๆ ที่เกิดจากกระแสข่าวตั้งแต่เข้าวงการ ไม่ว่าจะเป็นติดปาร์ตี้ ขี้เมา หรือแม้แต่เรื่องสาวๆ ที่มักฮือฮากว่าผลงานที่เขาทุ่มเทสุดตัว

เพราะสุดท้ายเขามองว่า เรื่องเทาๆ ทำให้เขาดูเป็นมนุษย์ทั่วไปที่จับต้องได้ และมีอยู่จริง

และด้วยภาพลักษณ์ความเป็นมนุษย์เดินดินที่ดูจริงใจ น่าจะเป็นอีกหนึ่งเสน่ห์ที่ทำให้เขาเติบโตในวงการและรั้งอันดับท็อปพระเอกในวงการไว้ได้นานถึง 13 ปี

หลังจากรอจังหวะเวลาว่างจากตารางงานอันแสนแน่นของเขามานาน ในที่สุดเราได้เวลานัดหมายพูดคุยกับเวียร์ ในช่วงก่อนงานแถลงข่าวภาพยนตร์เรื่อง Dew ดิว ไปด้วยกันนะ ผลงานล่าสุดที่เขากระโดดสู่วงการจอเงินอีกครั้ง หลังจากฝากฝีมือการแสดงที่น่าประทับใจในภาพยนตร์เรื่อง มะลิลา ที่พิสูจน์ว่าเขาไม่ได้เป็นได้เพียงแค่พระเอกละครหลังข่าวอีกต่อไป 

เรานั่งสนทนากันแบบสบายๆ หน้าโรงภาพยนตร์ที่มีงานแถลงข่าวในช่วงบ่าย เวียร์ยิ้มแย้ม พูดคุยอย่างสนุกสนานและอารมณ์ดี แม้แววตาจะแสดงความเหนื่อยล้าอยู่บ้างก็ตาม

การหวนสู่จอเงินของ เวียร์ ศุกลวัฒน์ พระเอกหนุ่มที่ใช้เสน่ห์ลูกอีสานรั้งอันดับพระเอกแนวหน้า

เปิดตัวด้วยภาพพระเอกภูธร

เวียร์ ศุกลวัฒน์ เป็นเด็กขอนแก่น ที่ทั้งเกิด เติบโต และเรียน ในจังหวัดบ้านเกิดมาโดยตลอด จนกระทั่งเมื่อเรียนอยู่ชั้นปี 3 คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เขาถูกชักชวนให้เข้าสู่วงการบันเทิง

แม้ไม่เคยคิดอยากทำงานด้านนี้มาก่อน แต่เมื่อคุณแม่สนับสนุนสุดตัว เขาจึงตกปากรับคำและเซ็นสัญญาเป็นนักแสดงช่อง 7 นานถึง 7 ปี

หลังจากประเดิมการแสดงครั้งแรกในละครเรื่อง พลิกดินสู่ดาว เวียร์ได้แจ้งเกิดในวงการบันเทิงเต็มตัวในฐานะดาราดาวรุ่งหน้าใหม่ ละครได้กระแสตอบรับที่ดีมากเกินคาดหมาย แต่เมื่อดูจากผลงานที่ออกมา เขากลับประเมินว่าตัวเองไม่ประสบความสำเร็จกับงานด้านนี้

“เป็นเพราะเราไม่ค่อยชอบ และต้องใช้เวลาในการเรียนรู้ทักษะการแสดงมากกว่าคนอื่น” เขาเล่าถึงปัญหาใหญ่ในครั้งนั้น “เราทั้งสมาธิสั้น มีความกังวลสูง และใจร้อน พอทำไม่ดีก็จะจมดิ่งอยู่ตรงนั้น คิดว่าตัวเองเป็นตัวถ่วงคนอื่น แม้จะมีคนบอกว่าไม่มีใครเก่งตั้งแต่แรกหรอก แต่ผมคิดว่าถ้าต่อไปไม่พัฒนาก็คงอยู่ในวงการยาก”

เวียร์เล่าว่า เขาไม่ได้คิดไปเองว่าแสดงไม่ดี เพราะมีกระแสเสียงวิจารณ์ที่ตอกย้ำความคิดของเขาเช่นกัน เริ่มจากการแสดงที่เล่นแข็งเป็นท่อนไม้ และต่อมามีเสียงผู้คนคอยค่อนแคะว่าเขาเป็น ‘พระเอกบ้านนอก’ 

“ผมก็บ้านนอกจริงๆ” เขายอมรับความจริงอย่างเข้าใจ “บทบาทในเรื่องก็เป็นเด็กต่างจังหวัดเข้ามาประกวดร้องเพลงอีก มันก็ย้ำว่าเราเป็นแนวนั้น แล้วหน้าตาเราก็ไม่ได้เป็นพระเอก ผิวก็กระดำกระด่าง โคตรน่าเกลียดเลย” เขาทิ้งท้ายด้วยเสียงหัวเราะ

การหวนสู่จอเงินของ เวียร์ ศุกลวัฒน์ พระเอกหนุ่มที่ใช้เสน่ห์ลูกอีสานรั้งอันดับพระเอกแนวหน้า
การหวนสู่จอเงินของ เวียร์ ศุกลวัฒน์ พระเอกหนุ่มที่ใช้เสน่ห์ลูกอีสานรั้งอันดับพระเอกแนวหน้า

เด็กขอนแก่นแท้
แต่พูดอีสานไม่เป็น

เมื่อเปิดตัวด้วยภาพลักษณ์ของเด็กหนุ่มอีสานที่พูดภาษาถิ่นได้คล่องปาก เส้นทางในวงการต่อจากนั้นของเวียร์จึงหนักไปทางที่ต้องใช้ความสามารถด้านการพูดภาษาไทยถิ่นอีสานเสมอ  

หลายคนชมว่าเขาพูดสำเนียงอีสานได้หวาน ไพเราะ และน่าฟัง แต่เบื้องหลังคือ ก่อนเข้าวงการเขาไม่เคย ‘เว้าอีสาน’ มาก่อนเลย

“ตอนเด็กๆ ไม่เคยใช้ภาษาอีสานเลย ถึงครอบครัวจะเป็นคนอีสานแท้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ตัวผมเองเป็นลูกอีสานแท้ๆ  ปู่ย่าตายายพูดอีสานกัน พ่อแม่ก็พูด แต่เวลาหันมาพูดกับเราเขาพูดภาษากลาง เพื่อนที่โรงเรียนก็พูดแต่ภาษากลางกัน กลายเป็นว่าฟังออกหมดเลย รู้เรื่องทุกอย่าง แต่พูดไม่ค่อยได้

“พอผมเรียนมหาวิทยาลัยขอนแก่น ซึ่งรวมเด็กแถวภาคอีสานทุกสารทิศ ผมต้องเริ่มพูดอีสานกับเพื่อน เพราะเพื่อนไม่พูดภาษากลางกับผม ก็ต้องฝึกพูดอีสานให้ได้ จนเล่นละครครั้งแรกที่ต้องพูดอีสาน เพื่อนๆ ที่โรงเรียนยังตกใจเลยว่ามึงพูดอีสานได้ด้วยเหรอวะ แต่เพื่อนมหา’ลัยไม่แปลกใจ เพราะเห็นผมพูดอยู่แล้ว”

เมื่อทำงานในวงการเรื่อยมา แต่ว่าคนยังติดภาพเดิม งานที่ได้รับก็ออกไปในแนวเดิม เคยคิดอยากลบภาพความเป็นอีสานหรือลดความเป็นพระเอกภูธรให้จางลง เพื่อรับงานให้ได้กว้างขึ้นไปอีกบ้างไหม – เราลองถาม

“ไม่นะ ผมรู้สึกว่าเป็นเสน่ห์มากกว่า พูดได้ตั้งสองภาษา” เขาหัวเราะชอบใจ “เพื่อนยังเคยแซวว่า ตอนมึงเดินไปคุยกับผู้บริหารดูพูดจาดีมากเลย สักพักแม่บ้านมาทักภาษาอีสานก็พูดกับเขาได้ ใช้ได้นะเนี่ย

“ผมโชคดีที่พ่อแม่ปลูกฝังมาอย่างดี เขาอาจจะเลี้ยงเราแบบคุณหนู เรียนอยู่โรงเรียนใหญ่ในเมือง มีคนขับรถไปรับไปส่งที่โรงเรียน แต่พอปิดเทอมสามเดือนเขาจะส่งไปอยู่บ้านคุณยายที่อำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น ให้อยู่กับทุ่งนา สัมผัสบรรยากาศอีสานโดยแท้ แล้วอย่าหวังว่าคุณยายหรือคนแถวนั้นจะพูดภาษาไทยกลางเลยนะ ไม่มีเลย” เขาหัวเราะ

การเติบโตมาจาก 2 สภาพแวดล้อมทำให้เวียร์ไม่ลำบากใจเมื่อต้องเริ่มเข้ามาใช้ชีวิตในเมืองใหญ่ และไม่เคอะเขินเมื่อต้องใช้ภาษาไทยอีสาน

 “เวลามากรุงเทพฯ เราก็พูดอย่างคนเมือง เวลาอยากพูดอีสานเราก็พูด ผมไม่ได้รู้สึกว่ากรุงเทพฯ ไม่ใช่ที่ของเรา หรือต้องลบความเป็นอีสานเมื่อเข้ากรุงเทพฯ เพราะตัวตนของเราดีอยู่แล้ว”

การหวนสู่จอเงินของ เวียร์ ศุกลวัฒน์ พระเอกหนุ่มที่ใช้เสน่ห์ลูกอีสานรั้งอันดับพระเอกแนวหน้า

ข่าวคราวไม่เคยเงียบหาย

ตั้งแต่เข้าวงการเวียร์เจอกระแสข่าวทั้งดีและไม่ดีอยู่เสมอ ซึ่งส่วนใหญ่คนมักให้ความสนใจกับข่าวเรื่องส่วนตัว แม้ในช่วงเวลาที่เราได้คุยกับเขา เวียร์ก็มีกระแสข่าวเรื่องส่วนตัวที่เป็นประเด็นอยู่

เรารู้สึกว่าหลายครั้งหลายคราวกระแสข่าวเหล่านี้กลบความสามารถและผลงานที่น่าสนใจของเขาไปแทบสิ้น

“นักแสดงทุกคนอยู่ควบคู่กับข่าวพวกนี้อยู่แล้ว ขาดกันไม่ได้” เขาอธิบายอย่างเข้าใจ “ตั้งแต่ผมเข้าวงการมาจนถึงปัจจุบัน มีทั้งข่าวดีข่าวไม่ดี ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยดี ข่าวจริงบ้าง ไม่จริงบ้าง มีมูลบ้าง ไม่มีมูลบ้าง แต่งเติมให้ดูสนุกบ้าง หรือบางทีไม่มีอะไรเลย

“แต่เมื่ออยู่ในยุคโซเชียลที่คนสนุกสนานกับการเป็นสื่อ เพราะยุคนี้ทุกคนเป็นสื่อได้หมด ทุกคนมีโทรศัพท์ มีบล็อกของตัวเอง เขาก็เป็นนักข่าวเองได้ วันนี้ลองดูก็ได้ว่าเขาจะถามเรื่องงานวันนี้ว่าหนังเป็นยังไง เล่นยากไหม หรือจะถามเรื่องส่วนตัวของผม เรื่องที่เป็นข่าว เดี๋ยวลองมาดูกันก็ได้ว่าเขาจะสนใจเรื่องไหนมากกว่ากัน” เขายิ้มก่อนจะเล่าความรู้สึกต่อไป

“แต่ถ้าถามว่าผมน้อยใจไหมที่คนไม่โฟกัสเรื่องงานที่ผมตั้งใจทำ ทั้งที่โคตรเหนื่อยเลยกว่าจะออกมาเป็นผลงานสักชิ้น ผมไม่รู้สึกเลย ผมไม่ได้อินกับข่าวเยอะ จริงก็จริง ไม่จริงก็ไม่จริง อะไรไม่จริงก็คือไม่จริง จริงก็ตอบ ขอโทษก็ว่ากันไป”

แต่ปฏิเสธไม่ได้เหมือนกันนะว่าข่าวพวกนี้ติดเป็นภาพลักษณ์ของเวียร์เช่นกัน – เราแสดงความเห็นในมุมของคนธรรมดาที่เป็นผู้รับสารเหล่านั้น

“ใช่ คนอาจมองว่าผมติดปาร์ตี้ ชอบดื่ม เจ้าชู้ แต่ผมมองว่าสุดท้ายเราแคร์ความรู้สึกหรือรับฟังทุกคนไม่ได้ บางทีสิ่งที่ทำได้ดีที่สุดอาจจะแค่แคร์คนที่อยู่ตรงหน้า ณ ตอนนั้น หรือแคร์คนที่เขารักเราจริงๆ ผมเชื่อว่าแฟนคลับจริงๆ ของผมที่ติดตามผลงานและอยู่กับผมมาสิบสามปี รู้ว่าคนที่เขารักเป็นคนยังไง เขาไม่ค่อยแคร์ข่าวที่เกิดขึ้น เขาเข้าใจและให้กำลังใจ ไม่เหยียบเรา”

เขาพูดราวกับว่าความเป็นดาราในแบบของเขาไม่จำเป็นต้องทำแต่เรื่องดีงามไร้ที่ติ

“ไม่จำเป็นต้องขาวสะอาดไปเสียหมด” เขาตอบอย่างจริงใจ “บางทีก็เทาๆ บ้าง ให้ดูเป็นมนุษย์ ดื่มบ้างเป็นเรื่องปกติ เคยมีเรื่องผู้หญิงบ้าง แต่ตอนนี้เรื่องผู้หญิงไม่มี หลังจากที่เราเริ่มคุยจริงจัง เราก็เต็มที่ ไม่วอกแวก มันเป็นเรื่องของลูกผู้ชาย” สำหรับประเด็นสุดท้าย เขาย้ำอย่างจริงจัง

การหวนสู่จอเงินของ เวียร์ ศุกลวัฒน์ พระเอกหนุ่มที่ใช้เสน่ห์ลูกอีสานรั้งอันดับพระเอกแนวหน้า
การหวนสู่จอเงินของ เวียร์ ศุกลวัฒน์ พระเอกหนุ่มที่ใช้เสน่ห์ลูกอีสานรั้งอันดับพระเอกแนวหน้า

เปลี่ยนแปลง แต่ไม่เปลี่ยนไป

“วงการบันเทิงเปลี่ยนผมไปเยอะ เปลี่ยนแล้วกลับมา แล้วก็เปลี่ยนอีก” เขาเกริ่น เมื่อเราถามว่าวงการส่งผลต่อชีวิตเขามากแค่ไหน

เรายังไม่ค่อยเข้าใจคำตอบที่ว่า จึงขอให้เขาขยายความให้ฟัง

“การเปลี่ยนอย่างแรกที่น่ากลัวที่สุดคือ เปลี่ยนสถานะจากเด็กมหาวิทยาลัยคนหนึ่งมาเป็น เวียร์ ศุกลวัฒน์ นักแสดงที่คนรู้จัก แรกๆ ทำให้ผมอยู่ยาก เพราะผมเป็นคนชอบสันโดษ ไม่ค่อยชอบไปที่ที่คนเยอะ พอมาอยู่ตรงนี้การดำเนินชีวิตก็เปลี่ยนไป มีคนอยากทักทาย ขอถ่ายรูป ขอลายเซ็น ผมก็ทำเท่าที่ทำได้ ซึ่งต้องขอโทษแฟนคลับที่ผมไม่ได้ดูแล ยืนถ่ายรูปด้วยเป็นชั่วโมง เราถ่ายรูปหมู่กันสักสองรูป หนึ่งปีมีมีตติ้งกันสักครั้งสองครั้ง ทำบุญด้วยกัน ที่คือสิ่งที่ผมทำได้จริง”

“สองคือ มันเกือบทำให้ผมหลงตัวเอง” เขารีบพูดขึ้นทันทีที่อธิบายประเด็นแรกจบ

“มันเกือบทำให้ผมลืมตัวไปชั่วขณะ คนที่ดึงกลับมาคือคนที่เข้าใจเรา นั่นคือครอบครัว และเพื่อนสนิทที่โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยขอนแก่น ถ้าได้กลับไปเจอกันเมื่อไหร่ พวกมันจะด่าผม ตบหัวผม ทำให้ผมรู้ว่า เออ กูไม่ใช่ใครที่ไหนเลย อยู่กับพวกมึงก็โดนพวกมึงเตะ โดนพวกมึงด่า เพื่อนไม่ได้มองว่านี่คือเวียร์ที่เป็นดารา เขาปฏิบัติตัวกับผมเหมือนเดิม ไม่มีเปลี่ยน และเพื่อนพวกนี้แหละที่ดึงผมให้กลับมา” เขายิ้มเมื่อนึกถึงมิตรภาพอันจริงใจที่มีต่อกันของเพื่อนกลุ่มนี้ 

การหวนสู่จอเงินของพระเอกหนุ่มที่ใช้เสน่ห์ลูกอีสานรั้งอันดับพระเอกแนวหน้า

กราฟความนิยมพุ่งขึ้นได้แค่ครั้งเดียว

เพราะมีคนขู่ตั้งแต่แรกเข้าวงการว่า ทำงานได้สักสองสามปี พระเอกหน้าใหม่อย่างเวียร์อาจต้องผันตัวไปรับบทพ่อ และจะกลับมาเป็นพระเอกไม่ได้ เวลานั้นเขารับฟังแต่ก็ค้านในใจ จนเมื่อได้สังเกตเส้นทางของรุ่นพี่ในวงการมากมาย เขาจึงพอสรุปได้ว่า กราฟในวงการบันเทิงพุ่งสูงได้แค่ครั้งเดียว

 “สำหรับวงการบันเทิง กราฟจะขึ้นสูงมาก แล้วมันจะคงที่กับตกลงไป น้อยมากที่จะมีโอกาสขึ้นไปอีก ตอนแรกผมเชื่อว่าคงเป็นอายุขัยของอาชีพ เพราะเห็นตัวอย่างของรุ่นพี่ในวงการมาบ้าง แต่พอเอาเข้าจริงผมว่ามันอยู่ที่ตัวเราด้วยเกินกว่าห้าสิบเปอร์เซ็นต์”

เมื่อเชื่อมั่นเช่นนี้ เขาจึงทำทุกงานที่ได้รับอย่างเต็มที่ พร้อมไปกับพัฒนาตัวเองไม่หยุด ขณะเดียวกันก็ทิ้งความกังวลใจในเรื่องที่ไม่อาจควบคุมได้

“ผมทำเต็มที่ในระยะเวลาที่เราคิดว่าทำได้ เราไม่ได้ไปกังวลว่าต้องระวังตัว หรือกลัวว่าจะหมดยุคของเราแล้ว เราเพียงแต่เดินหน้า ทำหน้าที่ของเราให้ดี ผมว่ามันคือหลักการของทุกอาชีพที่เราต้องพัฒนาตัวเอง ใฝ่หาความรู้ ช่างสังเกต หรือคืนกลับสู่สังคมบ้าง นี่เป็นเรื่องปกติที่ทุกคนรู้อยู่แล้ว และผมก็ทำมาเรื่อยๆ ซึ่งอาจเป็นโชคก็ได้ อาจเป็นเพราะเรามีคนสนับสนุนเยอะ มีแฟนคลับที่น่ารัก เหมือนกับเราไม่ได้เดินมาเพียงคนเดียว”

การกระโดดเข้ามาแสดงภาพยนตร์เป็นอีกหนึ่งหนทางในการพัฒนาฝีมือการแสดง พร้อมท้าทายความสามารถของตัวเอง ที่ผ่านมา เราจึงได้เห็นเขาแสดงบทบาทในภาพยนตร์ที่แตกต่างจากการเป็นพระเอกละครอย่างสิ้นเชิง 

การหวนสู่จอเงินของพระเอกหนุ่มที่ใช้เสน่ห์ลูกอีสานรั้งอันดับพระเอกแนวหน้า

ผลงานที่พิสูจน์ภาพนักแสดงของเวียร์ได้ชัด คือผลงานจากภาพยนตร์เรื่อง มะลิลา ที่ได้รับหลายรางวัลการันตีจนคนหันมาสนใจและเห็นเขาในมุมมองใหม่ ที่ไม่ใช่เพียงพระเอกละครหลังข่าว

“ผมอยากให้คนได้เห็นการแสดงของผมในรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป ในขณะเดียวกันเราก็ได้ทำงานที่ท้าทายและพัฒนาฝีมือไปด้วย การเล่นละครอาจมีบทที่แตกต่าง แต่งานที่ยากกว่านั้นก็มีอีกเยอะ ผมจึงลองเข้ามาสัมผัสกับการแสดงภาพยนตร์แนวอินดี้หรือสายประกวด การลงทุนไม่สูง สปอนเซอร์ไม่เยอะ และเน้นศิลปะจริงๆ เพื่อที่เราจะได้พิสูจน์ตัวเองด้วยว่าทำได้หรือไม่”

การทำงานในวงการมายาวนานถึง 13 ปี ทำให้เวียร์เข้าใจสัจธรรมของอาชีพที่มีขึ้นลงเหมือนกับสรรพสิ่งทั่วไป และพร้อมรับมือกับเหตุการณ์ขึ้นลงเช่นนั้นได้เช่นกัน

“ทุกอย่างมีขึ้นมีลงเป็นเรื่องปกติ แต่สุดท้ายก็อยู่ที่เรานั่นแหละ ว่าถ้าถึงเวลาที่ลงจริงๆ ยอมรับได้ไหม หรือว่าเราปล่อยให้ลงเพราะตัวเราเอง มันมีหลายปัจจัย แต่สิ่งที่ผมจะไม่ให้เกิดขึ้นแน่ๆ คือ ผมจะไม่ปล่อยให้มันลงด้วยตัวเอง แต่ถ้าจะลงด้วยสิ่งรอบนอกหรือความเปลี่ยนแปลงที่ควบคุมไม่ได้ ก็ต้องเป็นไป แต่เราก็คงมีจุดยืนอื่นที่มีคุณค่าให้เราทำต่อไปได้ ผมอาจจะผันตัวไปเป็นผู้จัด เป็นคนเบื้องหลัง หรืออาจจะปล่อยวาง ไปปลูกต้นไม้ ขี่มอเตอร์ไซค์รอบโลก ก็เป็นไปได้หมด”

การหวนสู่จอเงินของพระเอกหนุ่มที่ใช้เสน่ห์ลูกอีสานรั้งอันดับพระเอกแนวหน้า

ความสุขมีอยู่ทั่วไป
รอเพียงแค่หาให้เจอ

สิ่งหนึ่งที่เราสัมผัสได้จากการพูดคุยกับเวียร์ในวันนี้คือ เขามีความสุขกับชีวิตและทุกสิ่งที่ทำ สำหรับเขาแล้วความสุขช่างหาง่าย อยู่ที่ว่าทำอย่างไรจึงจะหาเจอ

 “ความสุขอาจไม่ได้เกิดขึ้นจากตัวผมทุกวัน บางวันผมอาจสร้างมันเองได้ แต่จริงๆ แล้วความสุขมีอยู่ทั่วไป อยู่ทุกที่ อยู่ที่เราจะมองเห็นมันแล้วดึงมันเข้ามาหาเราหรือไม่มากกว่า อย่างผมทำงานก็มีความสุข เลี้ยงหมาก็มีความสุข แม้จะเหนื่อยมาก หรือปลูกต้นไม้ก็มีความสุข การได้ไปเที่ยวหรือมาเล่นภาพยนตร์ ได้เจอสังคมใหม่ๆ ก็เป็นความสุข โดยรวมแล้วทุกกิจกรรมที่ผมทำ แฝงความสุขอยู่ในนั้นด้วย”

อีกหนึ่งความสุขที่กลายเป็นความสำเร็จและความภูมิใจเหนือสิ่งอื่นใดคือการได้เห็นคนที่รักสุขสบาย ความสุขที่ว่านี้มากล้นจนเราสัมผัสได้จากน้ำเสียงและแววตา

“ตอนนี้ผมให้คุณพ่อคุณแม่ได้พักจากงาน ให้เขา Early Retire จากการทำงานหนักกันมาทั้งชีวิต เพราะคุณแม่เป็นพยาบาล ยืนเยอะ คุณพ่อเป็นวิศวกรก็คุมงานหนักหนาสาหัส ผมบอกว่าตอนนี้เวียร์มีหน้าที่การงานที่มั่นคงพอสมควรแล้ว ไม่ต้องลำบากคุณพ่อคุณแม่แล้ว เลยให้เขาได้ออกมาทำสิ่งที่รักเร็วขึ้นสักหน่อย การได้เห็นคนที่เรารักมีความสุขก็ถือเป็นความภูมิใจและเป็นความสำเร็จในชีวิตของผมแล้วนะ”

ก่อนจบบทสนทนา เราชวนเวียร์คุยเรื่องบ้าน ครอบครัว และเพื่อนๆ ที่บ้านเกิดของเขาอีกครั้ง เพราะเห็นพักหลังเขาหาเวลากลับบ้านและไปเยี่ยมเยียนเพื่อนสนิทที่ขอนแก่นอยู่เสมอ

“ผมรู้สึกว่าอีสานคือบ้านเราจริงๆ ผมชอบทะเลนะ ไปแล้วก็มีความสุข แต่ก็สู้กลับบ้านแล้วจ้ำข้าวเหนียวไม่ได้ มันมีความสุขกว่าอีก” เขาหัวเราะ

ในฐานะที่เป็นลูกอีสาน อยากให้บอกเราหน่อยว่า เสน่ห์ของอีสานคืออะไร – เราถามทิ้งท้าย

“ผมว่าคนอีสานเป็นคน ‘มักม่วน’” เขาตอบพร้อมยิ้มกว้าง “คนอีสานเป็นมิตร ยิ้มเก่ง มีแต่เสียงหัวเราะ และอยู่กันแบบครอบครัว ชนิดที่คุณจะแวะไปกินข้าวบ้านไหนก็ได้ หรือถ้าให้เห็นภาพชัด ผมอยากให้ลองนึกถึงเพลงหมอลำ มันมีสีสัน สนุก มีเซิ้ง มีความหลากหลาย ผมว่านี่แหละเป็นเสน่ห์ของอีสานบ้านเรา”

การหวนสู่จอเงินของ เวียร์ ศุกลวัฒน์ พระเอกหนุ่มที่ใช้เสน่ห์ลูกอีสานรั้งอันดับพระเอกแนวหน้า

Writer

Avatar

เชิญพร คงมา

อดีตเด็กยอดนักอ่านประจำโรงเรียน ชอบอ่านพอๆ กับชอบเขียน สนุกกับการเล่าเรื่องราวรักการเที่ยวเล่น ติดชิมของอร่อย และสนใจธรรมะ

Photographer

Avatar

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

คนคุย

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

หมิง ล่ามพระยา หรือ เจตวีย์ ล่ามพระยา – บุคคลที่แนะนำตัวต่อสาธารณชนบนโลกออนไลน์ว่าเขาคือเด็กหนุ่มวัย 19 ปีที่ตัดสินใจลาออกจากมหาวิทยาลัยเพื่อ Gap Year ด้วยการขี่มอเตอร์ไซค์ทั่วประเทศไทยเป็นเวลา 1 ปี โดยมีเงินเก็บติดตัวจำนวน 5,500 บาท (ระหว่างเดินทางเขามีวิธีต่อยอดรายได้จากเงินก้อนแรกด้วยตัวเอง)

หมิงเกิดและเติบโตในจังหวัดนนทบุรี เขามีความสนใจด้านกีตาร์จึงเลือกเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัยสาขาวิชาดนตรีสากล ซึ่งการเรียนการสอนในสถานการณ์โควิด-19 ทำให้เขาและเพื่อนจำเป็นต้องเรียนผ่านจอ แม้นเป็นโชคร้ายของเด็กยุคโรคระบาด แต่นั่นทำให้ชายหนุ่มคนหนึ่งรู้ตัวว่า การศึกษาในระบบไม่ตอบโจทย์ความต้องการ

เพียงปีเศษ เขาแน่วแน่กับความคิด และตัดสินใจลาออกจากมหาวิทยาลัยทันที

แน่นอนว่าการออกเดินทางไม่ใช่สิ่งแรกที่หมิงจะทำ แต่เขาดันเจอกับ บอล พาเที่ยว ชายผู้มีผลกับการตัดสินใจครั้งสำคัญของชีวิต เพียง 2 สัปดาห์หลังเจอบอล หมิงกำเงินเก็บ จับมอเตอร์ไซค์คู่ชีพ ออกเดินทางทั่วประเทศไทย โดยเขาตั้งเป้าหมายว่าจะเรียนรู้ 155 ประสบการณ์ใหม่ระหว่างเดินทาง

ขณะบทสนทนาระหว่างเรากับหมิงกำลังเข้มข้น เขาเดินทางมาแล้ว 276 วัน 68 จังหวัด เหลือเพียงแค่ 9 จังหวัดที่เขาต้องพิชิตให้ได้ภายใน 90 วัน และสารพัดประสบการณ์ใหม่ที่น่าลงมือทำ

ทุกหน้าของการเดินทาง หมิงจะบันทึกลงกระดาษและตีพิมพ์ลงหนังสือเล่มแรกของเขา

สิ่งที่เราอยากให้คุณเก็บเกี่ยวระหว่างบทสนทนาขนาดยาวนี้ นอกจากความกล้าและการตัดสินใจเด็ดเดี่ยวของเด็กหนุ่ม นั่นคือประสบการณ์ชีวิตและสิ่งที่เขาได้เรียนรู้ระหว่างการเดินทาง

สิ่งนั้นช่างล้ำค่า

ล้ำค่าเกินกว่าระบบการศึกษาจะมอบให้เขาได้

ทำไมอยู่ ๆ หมิงก็ตัดสินใจลาออกจากมหาวิทยาลัยตั้งแต่ปีแรก

ในช่วงโควิด-19 ไม่ได้ไปมอ ผมอยู่กับตัวเองเยอะ คุยกับตัวเองเยอะ แล้วผมเป็นคนที่ถ้าสนใจทักษะใดทักษะหนึ่ง ก็จะหมกหมุ่นกับมันมาก ทั้งซื้อหนังสือมาอ่าน ซื้อคอร์สมาเรียน ฟังพอดแคสต์ ดูยูทูบ จนเห็นว่าตัวเองเป็นคนชอบเรียนมากเลย แต่ว่าผมเรียนหรือโฟกัสสิ่งที่ผมชอบจริง ๆ ได้ทีละอย่างเท่านั้น

ซึ่งระบบการศึกษาเริ่มไม่ตอบโจทย์การเรียนของผม ทั้งเวลา สังคม เพื่อนมหาลัย ผมรู้สึกว่าตรงนั้นไม่ใช่ที่ของเรา เลยเลือกลาออกจากมหาวิทยาลัย โดยตั้งเป้าหมายว่าจะเรียนด้วยตัวเอง

มีสัญญาณบอกไหมว่า ‘ตรงนั้นไม่ใช่ที่ของเรา’

หนึ่ง ผมเริ่มรู้ตัวเองเป็นคนโฟกัสได้ทีละอย่าง สอง ผมอยากเลือกครูเอง ครูบางคนในมหาวิทยาลัย ผมรู้สึกว่าเขาเอาเปรียบผู้เรียน เช่น ให้เด็กสอนงานกันเอง ให้รุ่นพี่มาตรวจงาน และอีกหลาย ๆ อย่าง จนคิดว่าทำไมผมต้องเอาเงินให้คนที่เขาไม่มีความตั้งใจอยากจะสอนด้วย สาม ผมเข้าใจว่าผมเป็นอินโทรเวิร์ต ในเรียนห้องมีคนเยอะ ทำให้ผมไม่ค่อยมีสมาธิจดจ่อ แต่พออยู่คนเดียว ผมมีสมาธิกับตัวเองมากกว่า 

การตัดสินใจครั้งใหญ่ของหมิง คนเป็นแม่เขาว่ายังไงบ้าง

ผมมองตัวเองเป็นหลักครับ ผมเรียนเพื่อตัวเอง แต่แม่อยากให้เรียนให้จบไป ผมมองว่าการเรียนให้จบไป ในมุมหนึ่งมันเสียเวลานะ ซึ่งผมพยายามตะล่อมบอกแม่ตลอดว่า ผมลาออกมาเพื่ออะไร ผมมีเหตุผลสนับสนุนทุกอย่าง ผมมีแผนขั้นต่อไปว่าจะทำอะไรต่อ ผมเพียงแค่ต้องแสดงความตั้งใจนั้นให้แม่เห็น

ซึ่งจริง ๆ ผมไม่ได้จะเลิกเรียนนะ แต่แค่รู้แล้วว่าการเรียนแบบไหนเหมาะกับผมที่สุด

แสดงว่าแม่เห็นด้วย เข้าใจ และซัพพอร์ตสิ่งที่หมิงจะทำ

ใช่ครับ แต่จริง ๆ ตอนจะออกจากมหาลัยเขาไม่สนับสนุนนะ หลังเรียนครบ 1 ปี ก็บอกแม่ว่า มันไม่ใช่แล้วนะ พอขึ้นปี 2 ผมออกเดินทางด้วยการขี่มอเตอร์ไซค์จากนนทบุรีขึ้นมาเชียงราย พอผ่านการเดินทางครั้งนั้น ทำให้ผมมีความมั่นใจมากขึ้น ผมหนักแน่นแล้วว่าจะลาออกจริง ๆ บอกแม่แล้วลาก็ออกเลย 

แต่ก็โชคดีด้วย มีพี่บอลมาช่วยพอดี

หมิง ล่ามพระยา เด็ก 19 ลาออกจากมหาลัยขี่มอไซค์ทั่วไทย เพื่อเขียนหนังสือเล่มแรกของชีวิต

‘พี่บอล’ ที่หมิงว่า คือ บอล พาเที่ยว หรือเปล่า

ผมสั่งหนังสือของพี่บอล ตอนนั้นแกมีโปรโมชันว่า ถ้าอยู่กรุงเทพฯ หรือปริมณฑล แกจะขี่มอเตอร์ไซค์มาส่งเองถึงมือ แกก็มาส่งหนังสือถึงหน้าบ้าน ผมเล่าให้แกฟังว่า ลาออกจากมหาวิทยาลัยแล้ว แกก็แนะนำว่าให้ลองออกเดินทางหาประสบการณ์ชีวิตเหมือนกับที่แกทำ แกบอกว่าถ้าผมทำก็พร้อมจะสนับสนุน

ช่วงนั้นผมอ่านหนังสือเยอะมาก ปีนั้นอ่านไป 30 เล่ม ผมเลยอยากมีหนังสือเป็นของตัวเอง พอจังหวะมันได้ มีคนสนับสนุน ผมมองว่าเป็นโอกาสที่ดี ก็ตัดสินใจออกเดินทาง นั่นคือจุดเริ่มต้น

ในบรรดาหนังสือ 30 เล่ม มีเล่มไหนชอบเป็นพิเศษไหม

ปีนั้นผมอ่านหลากหลายประเภทเลย ประวัติศาสตร์ การทำงาน จิตวิทยา นวนิยาย แต่เล่มที่มันคุยกับผมที่สุด คือเล่มของ พี่เบียร์สด ชื่อ โคตรปั่น เขาปั่นจักรยานจากเบตงไปแม่สาย ภาษาเขาเขียนแบบง่าย ๆ และ จริงใจดี

เล่าแผนการเดินทางของหมิงให้ฟังหน่อย

ผมตั้งเป้าว่าจะออกเดินทางทั่วประเทศไทย แวะ 155 อุทยานแห่งชาติด้วยเงินเก็บ 5,500 บาท กับมอเตอร์ไซค์ 1 คัน ผมคิดแล้วว่าเงิน 5,500 บาท มันจะพาผมไปถึงตรงไหน ถ้าเริ่มต้นจากนนทบุรี มันน่าจะไปถึง 3 จังหวัดชายแดนใต้ได้นะ เผลอ ๆ อาจขึ้นไปแถวภูเก็ตได้ด้วย นั่นคือสิ่งที่ผมคาดการณ์

ในความเป็นจริง มันไปได้ถึงไหน

เรื่องกลับกลายเป็นว่าต้องอยู่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ 3 เดือนเลยครับ

ตอนนั้นเป็นจังหวะที่พี่บอลเขานัดกับเพื่อนพอดี ผมเลยนัดกับเขาที่หาดใหญ่ เขาพาไปสามจังหวัดชายแดนใต้ แล้วพาผมไปเจอกับ บังบิบ เขาปั่นจักรยานทั่วอาเซียนด้วยเงินเริ่มต้น 300 บาท

ช่วงออกเดินทาง ผมเกิดความสับสน เพราะว่าเป้าหมายเดินทางทั่วประเทศไทย ผมไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นกับมันเท่าไหร่ ผมรู้ว่าผมทำได้ เลยมองว่าเป็นโอกาสดีที่ได้หาประสบการณ์ชีวิตและเขียนหนังสือ

หลังจากเดินทางได้ 1 เดือน ผมรู้สึกว่ามันไม่ใช่ ผมชอบอยู่บ้าน ผมไม่ใช่คนชอบเที่ยว

เอ้า แล้วหมิงทำยังไงต่อ เพราะออกเดินทางมาแล้ว

ระหว่างพี่บอลพาผมท่องเที่ยว3 จังหวัด ผมชัดเจนสุด ๆ ว่ามันไม่ใช่ ผมเครียดมากเลย ทำอะไรก็ไม่มีความสุข เลยขอให้พี่บอลพาผมกลับบ้านไปเจอบังบิบที่จังหวัดยะลา ผมนับถือเขาเป็นอาจารย์ ผมเล่าทุกอย่างให้ฟังว่าผมกำลังทุกข์ บังบิบแนะนำว่าให้หยุดเดินทางเพื่อทบทวนตัวเองก่อน

หลังทบทวนตัวเองตามคำแนะนำของบังบิบ เกิดอะไรขึ้นกับหมิงบ้าง

ผมเปลี่ยนโฟกัส ตอนแรกคิดว่าจะไปคุยกับคน 155 อาชีพ ให้เขาส่งต่อคอนเนกชันไปเรื่อย ๆ แต่รู้สึกว่ายังไม่ใช่อีก ก็กลับมาทบทวนว่าผมจะไม่โฟกัสเรื่องการท่องเที่ยวแล้ว แต่หันมาโฟกัสประสบการณ์ระหว่างการเดินทางแทน เป้าหมายเลยกลายเป็นทดลองเรียนรู้ 155 ประสบการณ์ใหม่จากการเดินทางทั่วประเทศ

ทำไมต้องเป็น 155 ประสบการณ์ใหม่

ล้อมาจากเป้าหมายแรกครับ คือ 155 อุทยานแห่งชาติ

หมิง ล่ามพระยา เด็ก 19 ลาออกจากมหาลัยขี่มอไซค์ทั่วไทย เพื่อเขียนหนังสือเล่มแรกของชีวิต
หมิง ล่ามพระยา เด็ก 19 ลาออกจากมหาลัยขี่มอไซค์ทั่วไทย เพื่อเขียนหนังสือเล่มแรกของชีวิต

จากการเดินทาง หมิงเปิดประสบการณ์ใหม่ไปเท่าไหร่แล้ว

60 แล้ว (ณ เดือนพฤศจิกายน 2565)

ใน 60 ประสบการณ์ใหม่ มีประสบการณ์ไหนที่ประทับใจมาก ๆ ไหม

ถือศีลอดครับ การถือศีลอดของชาวมุสลิมเขาเริ่มทำกันตั้งแต่อายุ 7 ขวบ เพื่อฝึกร่างกาย ห้ามกินข้าว ห้ามกินน้ำ ตั้งแต่ตี 5 ถึง 6 โมงเย็น ซึ่งเราไม่เคยทำอะไรแบบนี้มาก่อนในชีวิต

หมิงเรียนรู้อะไรบ้างจากการถือศีลอดครั้งแรกในชีวิต

ผมเรียนรู้ว่าการจะทำอะไรสักอย่างที่ต้องใช้ความพยายามมากขนาดนั้น ควรตั้งผลลัพธ์ไว้สักหน่อยว่าทำไปเพื่ออะไร เพราะผมเคยอยากทำสิ่งนี้มาก ๆ เพราะมันยาก เห็นคนอื่นทำได้ เลยอยากพิสูจน์ให้คนอื่นเห็นว่าผมก็ทำได้เหมือนกัน แต่ตลอด 1 เดือนของการถือศีลอด ทำให้ผมเข้าใจว่า ‘การทำเพื่อพิสูจน์คนอื่น แม่งโคตรตื้นเลย’ ผมไม่รู้ว่าจะพยายามทำไปเพื่ออะไรด้วยซ้ำ 

ผมเอาเหตุการณ์ครั้งนั้นไปปรับใช้นะ ผมจะไม่ทำเพื่อพิสูจน์ใครอีกแล้ว แต่จะทำเพื่อผลลัพธ์ที่ผมต้องการ ผมว่าการจะทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ มันต้องมีความตั้งใจและมีเป้าหมายที่ชัดเจน

มีประสบการณ์ใหม่ที่ประทับใจจนอยากเล่าสู่กันฟังอีกไหม 

ตอนนั้นอยู่จังหวัดนราธิวาส ผมไม่มีที่นอน เลยไปนอนบริเวณลานจอดรถมัสยิด ประมาณเที่ยงคืน ผมกำลังนั่งเล่นมือถืออยู่ข้างนอกเต็นท์ พี่อีก 2 คนหลับแล้ว สักพักได้ยินเสียงเด็กจากฝั่งตรงข้ามเรียกชื่อผม ก็เดินออกไปดู เห็นเด็ก 3-4 คน เขาซื้อน้ำชากับโรตีมาให้ เพราะเห็นผมเป็นนักเดินทาง เป็นประสบการณ์ที่ผมประทับใจมากเลย 

ผมได้เห็นน้ำใจของคนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ที่คนมองว่าเป็นพื้นที่อันตราย จากวันนั้นทำให้ผมรู้ว่า ผมไม่สามารถตัดสินคนจากการฟังข่าวได้ ทั้ง ๆ ที่คนในพื้นที่เขาน่ารักมาก ๆ เลย

หมิง ล่ามพระยา เด็ก 19 ลาออกจากมหาลัยขี่มอไซค์ทั่วไทย เพื่อเขียนหนังสือเล่มแรกของชีวิต

เห็นว่าหมิงไปเรียนบาร์เทนเดอร์ด้วย 

ผมไปเจอคอร์สเรียนของสำนักงานแรงงานแห่งชาติ เขาเปิดสอนหลายอย่าง มีให้เลือกเลยเยอะแยะเลย ผมเลือกเรียนบาร์เทนเดอร์ พอเรียนวันแรกก็ลาออกวันนั้นเลย (หัวเราะ) 

ห๊า ทำไมอะ

เพราะไม่ชอบครับ การเป็นบาร์เทนเดอร์ต้องนั่งดื่มใช่ไหม เอาเหล้าเบียร์มาดื่มหลาย ๆ ประเภท ผมเป็นคนไม่ดื่มเบียร์ ดื่มเหล้า เรียนไปก็ทรมาน มันขมจังเลย ไม่มีความสุขเลย แล้วปลายทางมันจะไปสุดตรงไหนวะ

ประสบการณ์นี้ทำให้ผมได้เรียนรู้เรื่องของสภาพร่างกายนะ เหมือนจะไม่เกี่ยวแต่ก็เกี่ยว ช่วงนั้นผมขี่มอเตอร์ไซค์ต่อเนื่องไม่ได้พัก ใช้ร่างกายหนักมาก พอไปเรียน เรียนไม่ไหว สภาพร่างกายไม่พร้อมที่จะเรียนรู้ ผมเลยจับจุดนั้นมาประยุกต์ใช้ และมองเรื่องความสุขระหว่างทางของการเรียนกับปลายทางที่เป็นที่ผลลัพธ์ผมตั้งไว้

แล้วความรู้สึกตอนใช้ชีวิตบนมอเตอร์ไซค์ด้วยระยะทาง 100 กิโลเมตรต่อวันมันเป็นยังไง

เป็นช่วงเวลาที่ผมได้อยู่กับตัวเองมาก ๆ คุยกับตัวเองเป็นหลักว่า ตลอดการเดินทางที่ผ่านมาผมเรียนรู้อะไรบ้าง ได้ทบทวนความคิดตัวเอง และไอเดียหลาย ๆ ก็อย่างมาจากตอนขี่มอเตอร์ไซค์นะ

จำวันแรกของการเดินทางได้ไหม หมิงขนอะไรใส่มอเตอร์ไซค์คู่ใจคันนี้บ้าง

หนังสือ (พระไตรปิฎก, หมิงซื้อหนังสือ เซเปียนส์ ประวัติย่อมนุษยชาติ และ แด่คุณ…ที่อยากให้ทุกอย่างเพอร์เฟกต์ เพิ่มระหว่างเดินทาง) พาวเวอร์แบงค์ เต็นท์ เสื้อผ้า โน้ตบุ๊ก แล้วก็ของจิปาถะ แต่อุปกรณ์ที่ประทับใจที่สุด คือ พัดลม เพราะว่าผมอยู่แบบร้อน ๆ ในเต็นท์ พอพกพัดลมมาด้วย มันช่วยชีวิตได้เยอะมาก 

เดินทางมาแล้ว 276 วัน มีวันไหนไหมที่หมิงอยากกลับบ้าน

ไม่มีนะ มีท้อ มีเหนื่อย แต่ผมรู้ว่าการเดินทางครั้งนี้มันให้อะไรกับผมบ้าง ผมเรียนรู้มันแบบเข้มข้น และยังคงไม่ถึงเวลากลับบ้าน เพราะยังมีสิ่งที่รอให้ผมเรียนรู้อีกเยอะมาก ถึงแม้ว่าผมจะไม่ใช่คนชอบเที่ยว แต่ว่าคุณค่าของการท่องเที่ยวมันคือสิ่งที่ผมได้เรียนรู้ระหว่างทาง ผมเจอผู้คน ผมเจอตัวเอง รวมถึงเจอการจัดการกับความรู้สึก

แต่มีช่วงเวลาเหนื่อยแบบไม่ไหวแล้ว จนร้องไห้ก็มี ไม่นานมานี้

ตอนนั้นหมิงข้ามผ่านความรู้สึกนั้นมาได้ยังไง

โทรหาแม่ครับ คุยกับแม่ตลอด แม่เป็นคนรับฟัง ผมรู้อยู่แล้วว่าควรจะทำอย่างไรต่อ ผมเข้าใจและแก้ปัญหาได้ เพียงแค่ตอนนั้นผมอยู่ในภาวะที่กำลังเหนื่อย ต้องการคุยกับใครสักคน ส่วนใหญ่ถ้ามีปัญหา จะโทรหาแม่เป็นหลัก 

สบายใจขึ้นมั้ย

ใช่ครับ ไม่ต้องเกรงใจเยอะเท่าไหร่ ผมแค่อยากระบายเฉย ๆ ไม่ต้องการคำแนะนำ ผมพูดตรง ๆ กับแม่ได้ คุยกับแม่เกือบทุกเรื่องครับ ถ้าเป็นเรื่องของชายแท้ก็ไม่ได้คุยกับแม่นะ (หัวเราะ)

หมิง ล่ามพระยา เด็ก 19 ลาออกจากมหาลัยขี่มอไซค์ทั่วไทย เพื่อเขียนหนังสือเล่มแรกของชีวิต
หมิง ล่ามพระยา เด็ก 19 ลาออกจากมหาลัยขี่มอไซค์ทั่วไทย เพื่อเขียนหนังสือเล่มแรกของชีวิต

มีบางคอมเมนต์ในเพจบอกว่าหมิงใช้ชีวิตคุ้มกว่าคนในวัยเดียวกันเสียอีก

ผมขอบคุณที่เขาเห็นคุณค่าในสิ่งที่ผมกำลังทำอยู่ เพราะมีหลายคนที่ไม่เข้าใจแล้วดูถูก

ผมยังเชื่อว่าการเดินทางให้อะไรหลาย ๆ อย่างในชีวิต มากกว่าคนทั่วไป มากกว่าสิ่งที่คนอื่นทั่วไปทำ แม้จะไม่ได้พิเศษที่สุด แต่มันเข้มข้นมาก ๆ มากกว่าวิธีค้นหาตัวเองในรูปแบบอื่น

อาจมีร้อยพันวิธีที่จะค้นหาตัวเอง แต่หมิงเลือกการเดินทาง

ตอนแรกผมไม่เข้าใจคำว่า ค้นหาตัวเอง ด้วยซ้ำ คล้าย ๆ ว่ามันคือการหาอาชีพที่ผมชอบหรอ ตายกับมันได้ใช่มั้ย แต่พอเดินทาง ผมได้อยู่กับตัวเอง ก็เข้าใจว่าชีวิตแม่งมีอะไรมากกว่านั้น 

ท้ายที่สุด การเดินทางให้อะไรกับชีวิตหมิงบ้าง 

มหาศาลครับ ผมเห็นตัวเองในทุกมิติ ได้เรียนรู้จิตใจตัวเอง มันเป็นการเรียนรู้ที่เข้มข้นมาก ๆ และการเดินทางพาผมไปเห็นโลกและเห็นตัวเอง ผมรู้สึกว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่ผมเข้าใจโลก เมื่อนั้นผมก็จะเข้าใจตัวเอง

อีกเรื่อง คือ ผู้คน การที่ผมเดินทาง ขอเรียกว่า เร่ร่อน แล้วกัน ทำให้เห็นว่าคนปฏิบัติกับผมยังไง ในฐานะที่ผมไม่มีผลประโยชน์กับเขา มันเห็นเลยว่าคนไหนจริงใจกับเรา คนไหนน่ารักกับเรา ชัดเจนเลยนะ

เหมือนว่าก่อนหน้านี้ยังรู้จักตัวเองไม่มากพอหรอ

ผมคิดว่าผมรู้จักตัวเองพอสมควรนะ แต่พอออกเดินทาง มันทำให้รู้ว่า ผมแทบจะไม่รู้จักตัวเองเลย 

แสดงว่าการเดินทางทำให้หมิงเข้าใจตัวเองมากขึ้น

เข้าใจมาก ๆ เลยครับ เข้าใจร่างกายและจิตใจ รู้ตัวเองว่าชอบอะไร จะมีความสุขกับอะไร

ก่อนหน้านี้ผมชอบใช้ชีวิตกลางคืนมาก มันมีสมาธิแน่วแน่ แต่พอออกเดินทาง ผมต้องใช้ชีวิตร่วมกับคนอื่น ถ้าเผลอตื่นสาย ผมอาจพลาดอะไรหลาย ๆ อย่าง เลยเลือกเปลี่ยนเวลามาทำงานตอนเช้าแทน ผลลัพธ์ดีมากเลย ผมตื่นมาด้วยใจสะอาด มันมีผลต่องานเขียนทำให้เรามีสมาธิมากขึ้น งานเขียนเราก็จริงใจมากขึ้นด้วย

ผมว่าผมชอบอยู่กับตัวเองมากขึ้นนะ เพราะมีหลายคนไม่เข้าใจผม ผมก็ไม่อยากคุยกับเขา แต่มันทำให้ผมเห็นความเป็นไปของมนุษย์มากขึ้น บางครั้งผมก็เขินอายน้อยลง กล้าที่จะพูดคุย ผมมองมนุษย์เป็นมนุษย์มากขึ้น 

ช่วยขยายความคำว่า ‘ความเป็นไปของมนุษย์’ ได้ไหม 

แต่ละคนก็มีชีวิตเป็นของตัวเอง เดินไปในทิศทางของตัวเอง อีกนัยคือ มันทำให้ผมกลายเป็นคนรักสันโดษ ใส่ใจมนุษย์คนอื่นน้อยลง สนใจตัวเองมากขึ้น และได้ยินเสียงของตัวเองดังขึ้น

นอกจากเข้าใจตัวเอง หมิงเข้าใจโลกมากขึ้นไหมจากการเห็นสังคม-วัฒนธรรมที่แตกต่าง

ผมเห็นชัดเจนที่สามจังหวัดชายแดนใต้ มันแตกต่างจากทุกที่ในประเทศไทย ทั้งวัฒนธรรม ผู้คน ศาสนา เขามีความเชื่อ มีวิธีการสอน มีกฎหมายเป็นของตัวเอง

ผมได้รับความสวยงามจากตรงนั้นมาเยอะมาก พอออกจากภาคใต้ ขึ้นมาภาคอีสานก็เห็นสังคม-วัฒนธรรมอีกรูปแบบหนึ่ง อยู่ภาคกลางก็เป็นอีกแบบหนึ่ง และที่เขาพูดกันว่าคนภาคนี้เป็นแบบนี้ คนภาคนั้นเป็นแบบนั้น ก็ไม่เสมอไปนะ แต่บางอย่างก็จริงด้วย หนักกว่าที่คิด (หัวเราะ)

ผมว่าประเทศไทยเล็กไปสำหรับผม ผมอยากออกไปในโลกที่ยิ่งใหญ่กว่านี้ อยากไปในพื้นที่ที่ตื่นเต้นกว่านี้

แต่การเดินทางในสามจังหวัดชายแดนใต้มันก็เปลี่ยนโฟกัสในชีวิตของผมมาก ๆ เหมือนกัน

แสดงว่าที่นั่นเป็นจุดเปลี่ยนของการเดินทางครั้งนี้

เปลี่ยนมากครับ เพราะผมไปอยู่กับชาวมุสลิม เขามีหลักคำสอนที่นำมาใช้ได้เยอะมาก อย่างเรื่องบททดสอบชีวิตรวย-จน สิ่งที่พวกเขาต้องเผชิญก็แตกต่างกัน อย่างคนรวยเขามีเงิน เขาหลงใหลกับเงินตราจนลืมความเป็นมนุษย์ เผลอด้อยค่าความเป็นมนุษย์ของคนอื่น ส่วนคนจนมีเรื่องให้เรียนรู้เยอะมาก จากความพยายามในการเอาชีวิตรอด

และในการเดินทางบางครั้งก็มีสิ่งที่ไม่ดีเกิดขึ้น ผมก็คิดเสียว่ามันคือบททดสอบ ผมมองว่าเป็นสิ่งที่จะเรียนรู้ไปกับมันได้ เหมือนมีสัญญาณบอกให้เตรียมใจรับมือกับสิ่งที่จะเกิดขึ้น 

ความสุขของการเดินทางสำหรับหมิงคืออะไร

ความสุขของผมเป็นเรื่องง่าย ๆ อย่างการได้กินของอร่อย ได้ตามใจปากบ้าง เพราะก่อนหน้านี้ผมอด ๆ อยาก ๆ ต้องกินปลากระป๋อง ขนมปังราดนมข้นหวาน เพราะผมอยากประหยัด ไม่อยากซื้อให้เปลืองตังค์ แต่พอได้ซื้อมาม่าแห้งราคา 15 บาท ใส่ไข่กับไส้กรอก – ทำไมมีความสุขจังวะ มันมีความสุขจริง ๆ นะครับ (ยิ้ม)

ถ้าภารกิจนี้สำเร็จเรียบร้อยแล้ว หมิงจะเอายังไงต่อกับชีวิต 

สิ่งแรกที่ผมจะทำคือ ทำหนังสือ ผมอยากเขียนหนังสือเล่าเรื่องประสบการณ์ บทเรียน สิ่งที่ได้เรียนรู้จากการเดินทาง ซึ่งระหว่างเดินทางผมก็บันทึกลงเพจล่ามพระยาอยู่แล้ว ผมตั้งใจทำเพจขึ้นมาเพื่อสร้างวินัยการเขียนให้กับตัวเอง ถ้าได้ทำหนังสือตามเป้าหมาย ก็จะกลับมาเล่นดนตรีกับเพื่อน 

มีความฝันด้วยนะ อยากเป็นตากล้องของ The Cloud (หัวเราะ)

บันทึกของ ล่ามพระยา เดินทางทั่วไทยด้วยมอเตอร์ไซค์ 1 คัน เงินเก็บ 5,500 บาท เพื่อค้นหาตัวเองและเรียนรู้ประสบการณ์ใหม่

จริง ๆ เป็นคนชอบเขียนไหม

คิดว่าไม่นะ (หัวเราะ) แต่พอเดินทางผ่านไป 200 วัน ก็เจอวิธีการเล่าเรื่องในแบบของตัวเอง ผมไม่เล่าทุกอย่างรวมกัน ไม่เล่าทุกอย่างในชีวิตที่เกิดขึ้น แต่จับประเด็นก่อนว่าอยากสื่อสารอะไร ผมเรียนรู้อะไรจากเหตุการณ์นั้น ๆ บ้าง ที่สำคัญ คนอ่านเขาต้องได้อะไรกลับไปจากการอ่านบันทึกของผม

ถ้าหนังสือของหมิงตีพิมพ์ คาดหวังให้คนอ่านได้รับอะไรจากหนังสือเล่มนี้

ผมอยากให้เขาได้รับรู้ถึงคุณค่าของการเดินทาง

ซึ่งหนังสือเล่มนั้นมีชื่อแล้ว

ยังไม่ได้คิดเลยครับ (หัวเราะ)

แล้วจะไม่กลับเข้าสู่ระบบการศึกษาแล้วใช่ไหม

ช่วงแรกผมคิดแบบนั้น แต่ผมดูช่องของ ฟาโรส เขาเล่าเรื่อง สตีฟ จอบส์ เขาเล่าว่าตอนเรียนมหาลัย สตีฟ จอบส์ ก็เลือกเรียนเฉพาะสิ่งที่สนใจเหมือนกัน ผมมองว่าจะเลือกเรียนแบบนั้น ยังคงเข้าเรียนในระบบการศึกษา แต่เลือกเรียนเฉพาะวิชาที่สนใจจริง ๆ ไม่ได้เรียนเพื่อหวังใบปริญญา 

สิ่งแรกที่หมิงจะทำหลังจากกลับถึงบ้านคืออะไร

ผมจะเล่นกับมูมู่ (แมว) 

บันทึกของ ล่ามพระยา เดินทางทั่วไทยด้วยมอเตอร์ไซค์ 1 คัน เงินเก็บ 5,500 บาท เพื่อค้นหาตัวเองและเรียนรู้ประสบการณ์ใหม่

สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2565 ปัจจุบันหมิงเหลือเวลาเดินทางอีก 54 วัน (ตามกำหนด)

Writer

Avatar

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

Photographer

Avatar

ธนพล บุญสุภา

เกิดและโตเชียงใหม่ ตอนนี้ (พยายาม) ถ่ายภาพเป็นอาชีพ ดื่มอเมริกาโน่ทุกเช้า ออกกำลังกายทุกเย็น มีรอยสักสองลาย

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load