เริ่มแรกนั้นชื่อของ เวียร์-ศุกลวัฒน์ คณารศ มาพร้อมกับภาพความเป็นพระเอกดาวรุ่งผิวเข้ม แสดงตัวตนเป็นหนุ่มขอนแก่นอย่างชัดเจน นับเป็นภาพที่แตกต่างจากพระเอกส่วนใหญ่ในยุคนั้น

แต่ความเป็น ‘ลูกอีสาน’ แท้ร้อยเปอร์เซ็นต์กลับกลายเป็นเสน่ห์ของเวียร์ที่ไม่มีใครเลียนแบบได้  

ไม่น่าแปลกใจที่เขาจะได้รับบทบาทการแสดงและพิธีกรที่พูดภาษาไทยถิ่นอีสานเสมอ จนกลายเป็นซิกเนเจอร์ของเขาไปแล้ว

ที่ผ่านมา เวียร์ไม่เคยอยากลบภาพความเป็นลูกอีสาน พอๆ กับที่ไม่สนใจจะลบภาพต่างๆ ที่เกิดจากกระแสข่าวตั้งแต่เข้าวงการ ไม่ว่าจะเป็นติดปาร์ตี้ ขี้เมา หรือแม้แต่เรื่องสาวๆ ที่มักฮือฮากว่าผลงานที่เขาทุ่มเทสุดตัว

เพราะสุดท้ายเขามองว่า เรื่องเทาๆ ทำให้เขาดูเป็นมนุษย์ทั่วไปที่จับต้องได้ และมีอยู่จริง

และด้วยภาพลักษณ์ความเป็นมนุษย์เดินดินที่ดูจริงใจ น่าจะเป็นอีกหนึ่งเสน่ห์ที่ทำให้เขาเติบโตในวงการและรั้งอันดับท็อปพระเอกในวงการไว้ได้นานถึง 13 ปี

หลังจากรอจังหวะเวลาว่างจากตารางงานอันแสนแน่นของเขามานาน ในที่สุดเราได้เวลานัดหมายพูดคุยกับเวียร์ ในช่วงก่อนงานแถลงข่าวภาพยนตร์เรื่อง Dew ดิว ไปด้วยกันนะ ผลงานล่าสุดที่เขากระโดดสู่วงการจอเงินอีกครั้ง หลังจากฝากฝีมือการแสดงที่น่าประทับใจในภาพยนตร์เรื่อง มะลิลา ที่พิสูจน์ว่าเขาไม่ได้เป็นได้เพียงแค่พระเอกละครหลังข่าวอีกต่อไป 

เรานั่งสนทนากันแบบสบายๆ หน้าโรงภาพยนตร์ที่มีงานแถลงข่าวในช่วงบ่าย เวียร์ยิ้มแย้ม พูดคุยอย่างสนุกสนานและอารมณ์ดี แม้แววตาจะแสดงความเหนื่อยล้าอยู่บ้างก็ตาม

การหวนสู่จอเงินของ เวียร์ ศุกลวัฒน์ พระเอกหนุ่มที่ใช้เสน่ห์ลูกอีสานรั้งอันดับพระเอกแนวหน้า

เปิดตัวด้วยภาพพระเอกภูธร

เวียร์ ศุกลวัฒน์ เป็นเด็กขอนแก่น ที่ทั้งเกิด เติบโต และเรียน ในจังหวัดบ้านเกิดมาโดยตลอด จนกระทั่งเมื่อเรียนอยู่ชั้นปี 3 คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เขาถูกชักชวนให้เข้าสู่วงการบันเทิง

แม้ไม่เคยคิดอยากทำงานด้านนี้มาก่อน แต่เมื่อคุณแม่สนับสนุนสุดตัว เขาจึงตกปากรับคำและเซ็นสัญญาเป็นนักแสดงช่อง 7 นานถึง 7 ปี

หลังจากประเดิมการแสดงครั้งแรกในละครเรื่อง พลิกดินสู่ดาว เวียร์ได้แจ้งเกิดในวงการบันเทิงเต็มตัวในฐานะดาราดาวรุ่งหน้าใหม่ ละครได้กระแสตอบรับที่ดีมากเกินคาดหมาย แต่เมื่อดูจากผลงานที่ออกมา เขากลับประเมินว่าตัวเองไม่ประสบความสำเร็จกับงานด้านนี้

“เป็นเพราะเราไม่ค่อยชอบ และต้องใช้เวลาในการเรียนรู้ทักษะการแสดงมากกว่าคนอื่น” เขาเล่าถึงปัญหาใหญ่ในครั้งนั้น “เราทั้งสมาธิสั้น มีความกังวลสูง และใจร้อน พอทำไม่ดีก็จะจมดิ่งอยู่ตรงนั้น คิดว่าตัวเองเป็นตัวถ่วงคนอื่น แม้จะมีคนบอกว่าไม่มีใครเก่งตั้งแต่แรกหรอก แต่ผมคิดว่าถ้าต่อไปไม่พัฒนาก็คงอยู่ในวงการยาก”

เวียร์เล่าว่า เขาไม่ได้คิดไปเองว่าแสดงไม่ดี เพราะมีกระแสเสียงวิจารณ์ที่ตอกย้ำความคิดของเขาเช่นกัน เริ่มจากการแสดงที่เล่นแข็งเป็นท่อนไม้ และต่อมามีเสียงผู้คนคอยค่อนแคะว่าเขาเป็น ‘พระเอกบ้านนอก’ 

“ผมก็บ้านนอกจริงๆ” เขายอมรับความจริงอย่างเข้าใจ “บทบาทในเรื่องก็เป็นเด็กต่างจังหวัดเข้ามาประกวดร้องเพลงอีก มันก็ย้ำว่าเราเป็นแนวนั้น แล้วหน้าตาเราก็ไม่ได้เป็นพระเอก ผิวก็กระดำกระด่าง โคตรน่าเกลียดเลย” เขาทิ้งท้ายด้วยเสียงหัวเราะ

การหวนสู่จอเงินของ เวียร์ ศุกลวัฒน์ พระเอกหนุ่มที่ใช้เสน่ห์ลูกอีสานรั้งอันดับพระเอกแนวหน้า
การหวนสู่จอเงินของ เวียร์ ศุกลวัฒน์ พระเอกหนุ่มที่ใช้เสน่ห์ลูกอีสานรั้งอันดับพระเอกแนวหน้า

เด็กขอนแก่นแท้
แต่พูดอีสานไม่เป็น

เมื่อเปิดตัวด้วยภาพลักษณ์ของเด็กหนุ่มอีสานที่พูดภาษาถิ่นได้คล่องปาก เส้นทางในวงการต่อจากนั้นของเวียร์จึงหนักไปทางที่ต้องใช้ความสามารถด้านการพูดภาษาไทยถิ่นอีสานเสมอ  

หลายคนชมว่าเขาพูดสำเนียงอีสานได้หวาน ไพเราะ และน่าฟัง แต่เบื้องหลังคือ ก่อนเข้าวงการเขาไม่เคย ‘เว้าอีสาน’ มาก่อนเลย

“ตอนเด็กๆ ไม่เคยใช้ภาษาอีสานเลย ถึงครอบครัวจะเป็นคนอีสานแท้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ตัวผมเองเป็นลูกอีสานแท้ๆ  ปู่ย่าตายายพูดอีสานกัน พ่อแม่ก็พูด แต่เวลาหันมาพูดกับเราเขาพูดภาษากลาง เพื่อนที่โรงเรียนก็พูดแต่ภาษากลางกัน กลายเป็นว่าฟังออกหมดเลย รู้เรื่องทุกอย่าง แต่พูดไม่ค่อยได้

“พอผมเรียนมหาวิทยาลัยขอนแก่น ซึ่งรวมเด็กแถวภาคอีสานทุกสารทิศ ผมต้องเริ่มพูดอีสานกับเพื่อน เพราะเพื่อนไม่พูดภาษากลางกับผม ก็ต้องฝึกพูดอีสานให้ได้ จนเล่นละครครั้งแรกที่ต้องพูดอีสาน เพื่อนๆ ที่โรงเรียนยังตกใจเลยว่ามึงพูดอีสานได้ด้วยเหรอวะ แต่เพื่อนมหา’ลัยไม่แปลกใจ เพราะเห็นผมพูดอยู่แล้ว”

เมื่อทำงานในวงการเรื่อยมา แต่ว่าคนยังติดภาพเดิม งานที่ได้รับก็ออกไปในแนวเดิม เคยคิดอยากลบภาพความเป็นอีสานหรือลดความเป็นพระเอกภูธรให้จางลง เพื่อรับงานให้ได้กว้างขึ้นไปอีกบ้างไหม – เราลองถาม

“ไม่นะ ผมรู้สึกว่าเป็นเสน่ห์มากกว่า พูดได้ตั้งสองภาษา” เขาหัวเราะชอบใจ “เพื่อนยังเคยแซวว่า ตอนมึงเดินไปคุยกับผู้บริหารดูพูดจาดีมากเลย สักพักแม่บ้านมาทักภาษาอีสานก็พูดกับเขาได้ ใช้ได้นะเนี่ย

“ผมโชคดีที่พ่อแม่ปลูกฝังมาอย่างดี เขาอาจจะเลี้ยงเราแบบคุณหนู เรียนอยู่โรงเรียนใหญ่ในเมือง มีคนขับรถไปรับไปส่งที่โรงเรียน แต่พอปิดเทอมสามเดือนเขาจะส่งไปอยู่บ้านคุณยายที่อำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น ให้อยู่กับทุ่งนา สัมผัสบรรยากาศอีสานโดยแท้ แล้วอย่าหวังว่าคุณยายหรือคนแถวนั้นจะพูดภาษาไทยกลางเลยนะ ไม่มีเลย” เขาหัวเราะ

การเติบโตมาจาก 2 สภาพแวดล้อมทำให้เวียร์ไม่ลำบากใจเมื่อต้องเริ่มเข้ามาใช้ชีวิตในเมืองใหญ่ และไม่เคอะเขินเมื่อต้องใช้ภาษาไทยอีสาน

 “เวลามากรุงเทพฯ เราก็พูดอย่างคนเมือง เวลาอยากพูดอีสานเราก็พูด ผมไม่ได้รู้สึกว่ากรุงเทพฯ ไม่ใช่ที่ของเรา หรือต้องลบความเป็นอีสานเมื่อเข้ากรุงเทพฯ เพราะตัวตนของเราดีอยู่แล้ว”

การหวนสู่จอเงินของ เวียร์ ศุกลวัฒน์ พระเอกหนุ่มที่ใช้เสน่ห์ลูกอีสานรั้งอันดับพระเอกแนวหน้า

ข่าวคราวไม่เคยเงียบหาย

ตั้งแต่เข้าวงการเวียร์เจอกระแสข่าวทั้งดีและไม่ดีอยู่เสมอ ซึ่งส่วนใหญ่คนมักให้ความสนใจกับข่าวเรื่องส่วนตัว แม้ในช่วงเวลาที่เราได้คุยกับเขา เวียร์ก็มีกระแสข่าวเรื่องส่วนตัวที่เป็นประเด็นอยู่

เรารู้สึกว่าหลายครั้งหลายคราวกระแสข่าวเหล่านี้กลบความสามารถและผลงานที่น่าสนใจของเขาไปแทบสิ้น

“นักแสดงทุกคนอยู่ควบคู่กับข่าวพวกนี้อยู่แล้ว ขาดกันไม่ได้” เขาอธิบายอย่างเข้าใจ “ตั้งแต่ผมเข้าวงการมาจนถึงปัจจุบัน มีทั้งข่าวดีข่าวไม่ดี ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยดี ข่าวจริงบ้าง ไม่จริงบ้าง มีมูลบ้าง ไม่มีมูลบ้าง แต่งเติมให้ดูสนุกบ้าง หรือบางทีไม่มีอะไรเลย

“แต่เมื่ออยู่ในยุคโซเชียลที่คนสนุกสนานกับการเป็นสื่อ เพราะยุคนี้ทุกคนเป็นสื่อได้หมด ทุกคนมีโทรศัพท์ มีบล็อกของตัวเอง เขาก็เป็นนักข่าวเองได้ วันนี้ลองดูก็ได้ว่าเขาจะถามเรื่องงานวันนี้ว่าหนังเป็นยังไง เล่นยากไหม หรือจะถามเรื่องส่วนตัวของผม เรื่องที่เป็นข่าว เดี๋ยวลองมาดูกันก็ได้ว่าเขาจะสนใจเรื่องไหนมากกว่ากัน” เขายิ้มก่อนจะเล่าความรู้สึกต่อไป

“แต่ถ้าถามว่าผมน้อยใจไหมที่คนไม่โฟกัสเรื่องงานที่ผมตั้งใจทำ ทั้งที่โคตรเหนื่อยเลยกว่าจะออกมาเป็นผลงานสักชิ้น ผมไม่รู้สึกเลย ผมไม่ได้อินกับข่าวเยอะ จริงก็จริง ไม่จริงก็ไม่จริง อะไรไม่จริงก็คือไม่จริง จริงก็ตอบ ขอโทษก็ว่ากันไป”

แต่ปฏิเสธไม่ได้เหมือนกันนะว่าข่าวพวกนี้ติดเป็นภาพลักษณ์ของเวียร์เช่นกัน – เราแสดงความเห็นในมุมของคนธรรมดาที่เป็นผู้รับสารเหล่านั้น

“ใช่ คนอาจมองว่าผมติดปาร์ตี้ ชอบดื่ม เจ้าชู้ แต่ผมมองว่าสุดท้ายเราแคร์ความรู้สึกหรือรับฟังทุกคนไม่ได้ บางทีสิ่งที่ทำได้ดีที่สุดอาจจะแค่แคร์คนที่อยู่ตรงหน้า ณ ตอนนั้น หรือแคร์คนที่เขารักเราจริงๆ ผมเชื่อว่าแฟนคลับจริงๆ ของผมที่ติดตามผลงานและอยู่กับผมมาสิบสามปี รู้ว่าคนที่เขารักเป็นคนยังไง เขาไม่ค่อยแคร์ข่าวที่เกิดขึ้น เขาเข้าใจและให้กำลังใจ ไม่เหยียบเรา”

เขาพูดราวกับว่าความเป็นดาราในแบบของเขาไม่จำเป็นต้องทำแต่เรื่องดีงามไร้ที่ติ

“ไม่จำเป็นต้องขาวสะอาดไปเสียหมด” เขาตอบอย่างจริงใจ “บางทีก็เทาๆ บ้าง ให้ดูเป็นมนุษย์ ดื่มบ้างเป็นเรื่องปกติ เคยมีเรื่องผู้หญิงบ้าง แต่ตอนนี้เรื่องผู้หญิงไม่มี หลังจากที่เราเริ่มคุยจริงจัง เราก็เต็มที่ ไม่วอกแวก มันเป็นเรื่องของลูกผู้ชาย” สำหรับประเด็นสุดท้าย เขาย้ำอย่างจริงจัง

การหวนสู่จอเงินของ เวียร์ ศุกลวัฒน์ พระเอกหนุ่มที่ใช้เสน่ห์ลูกอีสานรั้งอันดับพระเอกแนวหน้า
การหวนสู่จอเงินของ เวียร์ ศุกลวัฒน์ พระเอกหนุ่มที่ใช้เสน่ห์ลูกอีสานรั้งอันดับพระเอกแนวหน้า

เปลี่ยนแปลง แต่ไม่เปลี่ยนไป

“วงการบันเทิงเปลี่ยนผมไปเยอะ เปลี่ยนแล้วกลับมา แล้วก็เปลี่ยนอีก” เขาเกริ่น เมื่อเราถามว่าวงการส่งผลต่อชีวิตเขามากแค่ไหน

เรายังไม่ค่อยเข้าใจคำตอบที่ว่า จึงขอให้เขาขยายความให้ฟัง

“การเปลี่ยนอย่างแรกที่น่ากลัวที่สุดคือ เปลี่ยนสถานะจากเด็กมหาวิทยาลัยคนหนึ่งมาเป็น เวียร์ ศุกลวัฒน์ นักแสดงที่คนรู้จัก แรกๆ ทำให้ผมอยู่ยาก เพราะผมเป็นคนชอบสันโดษ ไม่ค่อยชอบไปที่ที่คนเยอะ พอมาอยู่ตรงนี้การดำเนินชีวิตก็เปลี่ยนไป มีคนอยากทักทาย ขอถ่ายรูป ขอลายเซ็น ผมก็ทำเท่าที่ทำได้ ซึ่งต้องขอโทษแฟนคลับที่ผมไม่ได้ดูแล ยืนถ่ายรูปด้วยเป็นชั่วโมง เราถ่ายรูปหมู่กันสักสองรูป หนึ่งปีมีมีตติ้งกันสักครั้งสองครั้ง ทำบุญด้วยกัน ที่คือสิ่งที่ผมทำได้จริง”

“สองคือ มันเกือบทำให้ผมหลงตัวเอง” เขารีบพูดขึ้นทันทีที่อธิบายประเด็นแรกจบ

“มันเกือบทำให้ผมลืมตัวไปชั่วขณะ คนที่ดึงกลับมาคือคนที่เข้าใจเรา นั่นคือครอบครัว และเพื่อนสนิทที่โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยขอนแก่น ถ้าได้กลับไปเจอกันเมื่อไหร่ พวกมันจะด่าผม ตบหัวผม ทำให้ผมรู้ว่า เออ กูไม่ใช่ใครที่ไหนเลย อยู่กับพวกมึงก็โดนพวกมึงเตะ โดนพวกมึงด่า เพื่อนไม่ได้มองว่านี่คือเวียร์ที่เป็นดารา เขาปฏิบัติตัวกับผมเหมือนเดิม ไม่มีเปลี่ยน และเพื่อนพวกนี้แหละที่ดึงผมให้กลับมา” เขายิ้มเมื่อนึกถึงมิตรภาพอันจริงใจที่มีต่อกันของเพื่อนกลุ่มนี้ 

การหวนสู่จอเงินของพระเอกหนุ่มที่ใช้เสน่ห์ลูกอีสานรั้งอันดับพระเอกแนวหน้า

กราฟความนิยมพุ่งขึ้นได้แค่ครั้งเดียว

เพราะมีคนขู่ตั้งแต่แรกเข้าวงการว่า ทำงานได้สักสองสามปี พระเอกหน้าใหม่อย่างเวียร์อาจต้องผันตัวไปรับบทพ่อ และจะกลับมาเป็นพระเอกไม่ได้ เวลานั้นเขารับฟังแต่ก็ค้านในใจ จนเมื่อได้สังเกตเส้นทางของรุ่นพี่ในวงการมากมาย เขาจึงพอสรุปได้ว่า กราฟในวงการบันเทิงพุ่งสูงได้แค่ครั้งเดียว

 “สำหรับวงการบันเทิง กราฟจะขึ้นสูงมาก แล้วมันจะคงที่กับตกลงไป น้อยมากที่จะมีโอกาสขึ้นไปอีก ตอนแรกผมเชื่อว่าคงเป็นอายุขัยของอาชีพ เพราะเห็นตัวอย่างของรุ่นพี่ในวงการมาบ้าง แต่พอเอาเข้าจริงผมว่ามันอยู่ที่ตัวเราด้วยเกินกว่าห้าสิบเปอร์เซ็นต์”

เมื่อเชื่อมั่นเช่นนี้ เขาจึงทำทุกงานที่ได้รับอย่างเต็มที่ พร้อมไปกับพัฒนาตัวเองไม่หยุด ขณะเดียวกันก็ทิ้งความกังวลใจในเรื่องที่ไม่อาจควบคุมได้

“ผมทำเต็มที่ในระยะเวลาที่เราคิดว่าทำได้ เราไม่ได้ไปกังวลว่าต้องระวังตัว หรือกลัวว่าจะหมดยุคของเราแล้ว เราเพียงแต่เดินหน้า ทำหน้าที่ของเราให้ดี ผมว่ามันคือหลักการของทุกอาชีพที่เราต้องพัฒนาตัวเอง ใฝ่หาความรู้ ช่างสังเกต หรือคืนกลับสู่สังคมบ้าง นี่เป็นเรื่องปกติที่ทุกคนรู้อยู่แล้ว และผมก็ทำมาเรื่อยๆ ซึ่งอาจเป็นโชคก็ได้ อาจเป็นเพราะเรามีคนสนับสนุนเยอะ มีแฟนคลับที่น่ารัก เหมือนกับเราไม่ได้เดินมาเพียงคนเดียว”

การกระโดดเข้ามาแสดงภาพยนตร์เป็นอีกหนึ่งหนทางในการพัฒนาฝีมือการแสดง พร้อมท้าทายความสามารถของตัวเอง ที่ผ่านมา เราจึงได้เห็นเขาแสดงบทบาทในภาพยนตร์ที่แตกต่างจากการเป็นพระเอกละครอย่างสิ้นเชิง 

การหวนสู่จอเงินของพระเอกหนุ่มที่ใช้เสน่ห์ลูกอีสานรั้งอันดับพระเอกแนวหน้า

ผลงานที่พิสูจน์ภาพนักแสดงของเวียร์ได้ชัด คือผลงานจากภาพยนตร์เรื่อง มะลิลา ที่ได้รับหลายรางวัลการันตีจนคนหันมาสนใจและเห็นเขาในมุมมองใหม่ ที่ไม่ใช่เพียงพระเอกละครหลังข่าว

“ผมอยากให้คนได้เห็นการแสดงของผมในรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป ในขณะเดียวกันเราก็ได้ทำงานที่ท้าทายและพัฒนาฝีมือไปด้วย การเล่นละครอาจมีบทที่แตกต่าง แต่งานที่ยากกว่านั้นก็มีอีกเยอะ ผมจึงลองเข้ามาสัมผัสกับการแสดงภาพยนตร์แนวอินดี้หรือสายประกวด การลงทุนไม่สูง สปอนเซอร์ไม่เยอะ และเน้นศิลปะจริงๆ เพื่อที่เราจะได้พิสูจน์ตัวเองด้วยว่าทำได้หรือไม่”

การทำงานในวงการมายาวนานถึง 13 ปี ทำให้เวียร์เข้าใจสัจธรรมของอาชีพที่มีขึ้นลงเหมือนกับสรรพสิ่งทั่วไป และพร้อมรับมือกับเหตุการณ์ขึ้นลงเช่นนั้นได้เช่นกัน

“ทุกอย่างมีขึ้นมีลงเป็นเรื่องปกติ แต่สุดท้ายก็อยู่ที่เรานั่นแหละ ว่าถ้าถึงเวลาที่ลงจริงๆ ยอมรับได้ไหม หรือว่าเราปล่อยให้ลงเพราะตัวเราเอง มันมีหลายปัจจัย แต่สิ่งที่ผมจะไม่ให้เกิดขึ้นแน่ๆ คือ ผมจะไม่ปล่อยให้มันลงด้วยตัวเอง แต่ถ้าจะลงด้วยสิ่งรอบนอกหรือความเปลี่ยนแปลงที่ควบคุมไม่ได้ ก็ต้องเป็นไป แต่เราก็คงมีจุดยืนอื่นที่มีคุณค่าให้เราทำต่อไปได้ ผมอาจจะผันตัวไปเป็นผู้จัด เป็นคนเบื้องหลัง หรืออาจจะปล่อยวาง ไปปลูกต้นไม้ ขี่มอเตอร์ไซค์รอบโลก ก็เป็นไปได้หมด”

การหวนสู่จอเงินของพระเอกหนุ่มที่ใช้เสน่ห์ลูกอีสานรั้งอันดับพระเอกแนวหน้า

ความสุขมีอยู่ทั่วไป
รอเพียงแค่หาให้เจอ

สิ่งหนึ่งที่เราสัมผัสได้จากการพูดคุยกับเวียร์ในวันนี้คือ เขามีความสุขกับชีวิตและทุกสิ่งที่ทำ สำหรับเขาแล้วความสุขช่างหาง่าย อยู่ที่ว่าทำอย่างไรจึงจะหาเจอ

 “ความสุขอาจไม่ได้เกิดขึ้นจากตัวผมทุกวัน บางวันผมอาจสร้างมันเองได้ แต่จริงๆ แล้วความสุขมีอยู่ทั่วไป อยู่ทุกที่ อยู่ที่เราจะมองเห็นมันแล้วดึงมันเข้ามาหาเราหรือไม่มากกว่า อย่างผมทำงานก็มีความสุข เลี้ยงหมาก็มีความสุข แม้จะเหนื่อยมาก หรือปลูกต้นไม้ก็มีความสุข การได้ไปเที่ยวหรือมาเล่นภาพยนตร์ ได้เจอสังคมใหม่ๆ ก็เป็นความสุข โดยรวมแล้วทุกกิจกรรมที่ผมทำ แฝงความสุขอยู่ในนั้นด้วย”

อีกหนึ่งความสุขที่กลายเป็นความสำเร็จและความภูมิใจเหนือสิ่งอื่นใดคือการได้เห็นคนที่รักสุขสบาย ความสุขที่ว่านี้มากล้นจนเราสัมผัสได้จากน้ำเสียงและแววตา

“ตอนนี้ผมให้คุณพ่อคุณแม่ได้พักจากงาน ให้เขา Early Retire จากการทำงานหนักกันมาทั้งชีวิต เพราะคุณแม่เป็นพยาบาล ยืนเยอะ คุณพ่อเป็นวิศวกรก็คุมงานหนักหนาสาหัส ผมบอกว่าตอนนี้เวียร์มีหน้าที่การงานที่มั่นคงพอสมควรแล้ว ไม่ต้องลำบากคุณพ่อคุณแม่แล้ว เลยให้เขาได้ออกมาทำสิ่งที่รักเร็วขึ้นสักหน่อย การได้เห็นคนที่เรารักมีความสุขก็ถือเป็นความภูมิใจและเป็นความสำเร็จในชีวิตของผมแล้วนะ”

ก่อนจบบทสนทนา เราชวนเวียร์คุยเรื่องบ้าน ครอบครัว และเพื่อนๆ ที่บ้านเกิดของเขาอีกครั้ง เพราะเห็นพักหลังเขาหาเวลากลับบ้านและไปเยี่ยมเยียนเพื่อนสนิทที่ขอนแก่นอยู่เสมอ

“ผมรู้สึกว่าอีสานคือบ้านเราจริงๆ ผมชอบทะเลนะ ไปแล้วก็มีความสุข แต่ก็สู้กลับบ้านแล้วจ้ำข้าวเหนียวไม่ได้ มันมีความสุขกว่าอีก” เขาหัวเราะ

ในฐานะที่เป็นลูกอีสาน อยากให้บอกเราหน่อยว่า เสน่ห์ของอีสานคืออะไร – เราถามทิ้งท้าย

“ผมว่าคนอีสานเป็นคน ‘มักม่วน’” เขาตอบพร้อมยิ้มกว้าง “คนอีสานเป็นมิตร ยิ้มเก่ง มีแต่เสียงหัวเราะ และอยู่กันแบบครอบครัว ชนิดที่คุณจะแวะไปกินข้าวบ้านไหนก็ได้ หรือถ้าให้เห็นภาพชัด ผมอยากให้ลองนึกถึงเพลงหมอลำ มันมีสีสัน สนุก มีเซิ้ง มีความหลากหลาย ผมว่านี่แหละเป็นเสน่ห์ของอีสานบ้านเรา”

การหวนสู่จอเงินของ เวียร์ ศุกลวัฒน์ พระเอกหนุ่มที่ใช้เสน่ห์ลูกอีสานรั้งอันดับพระเอกแนวหน้า

Writer

Avatar

เชิญพร คงมา

อดีตเด็กยอดนักอ่านประจำโรงเรียน ชอบอ่านพอๆ กับชอบเขียน สนุกกับการเล่าเรื่องราวรักการเที่ยวเล่น ติดชิมของอร่อย และสนใจธรรมะ

Photographer

Avatar

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

คนคุย

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

The calm before the storm

ฉันนึกถึงสำนวน ‘ช่วงเวลาสงบก่อนพายุเข้า’ เมื่อพูดถึงการสัมภาษณ์หนุ่มไทยคนหนึ่งที่ใช้ชีวิตเป็นนักร้องอยู่ที่เกาหลี ด้านนอกห้องสีขาวเงียบกริบจนแทบได้ยินเสียงลมหายใจ แฟนคลับมหาศาลรอคอยการปรากฏตัวของสมาชิกวง GOT7 แบมแบม-กันต์พิมุกต์ ภูวกุล ในงาน est Cola BamBam One Man Show บรรยากาศตื่นเต้น รอคอย เป็นสุข ท่วมท้นปะปนหน้าเวที กระแสความรักก่อตัวล่วงหน้านานหลายชั่วโมง และจะกระหึ่มกึกก้องกว่านี้อีกหลายเท่าเมื่อซูเปอร์สตาร์ก้าวออกไป

ส่วนฉันอยู่ในห้องรับรองกับคำถามไม่กี่ข้อ เวลาไม่กี่นาทีที่จะได้พูดคุยกับเขาแบบพิเศษ และความตื่นเต้นเหมือนกำลังจะลงมือทำข้อสอบ

เมื่อเด็กหนุ่มผมสีแดงเพลิงเข้ามานั่งแล้วส่งยิ้มให้ ฉันก็เข้าใจ

นั่นไง ตาพายุมาแล้ว

แบมแบม GOT7

เริ่มรู้ว่าชีวิตจริงคืออะไร

กราฟชีวิตของแบมแบมแตกต่างจากคนทั่วไป ขณะที่เด็กๆ คนอื่นเรียนหนังสือชั้นมัธยมต้น กันต์พิมุกต์วัย 13 ปี จากเมืองไทยไปเป็นนักร้องฝึกหัดที่เกาหลี เรียนภาษา เรียนร้อง เรียนเต้น ฝึกวิชาชีวิตนอกห้องเรียน จนได้เปิดตัวเป็น 1 ในสมาชิก 7 คนของวง GOT7 ในปี 2014 การเข้าสู่วัยทำงานตั้งแต่อายุน้อยมีราคาชีวิตที่ต้องจ่าย ประสบการณ์วัยเยาว์ที่หายไปแลกมาด้วยสถานะ ชื่อเสียงเงินทองที่หลายคนใฝ่ฝัน

“ผมมีทั้งเรื่องที่เสียดาย และก็เรื่องที่คิดว่าดีแล้วเหมือนกัน สิ่งที่เสียดายก็คือไม่มีชีวิตวัยเด็ก ผมไม่มีเพื่อนสนิทที่ไทยสักคน เวลานั้นเป็นช่วงเวลาที่จะคบเพื่อนมัธยมแล้วไปมหา’ลัยด้วยกัน แต่ช่วงนั้นคือผมกำลังเทรนที่เกาหลี แต่มันก็ดีที่เริ่มทำงานตั้งแต่อายุน้อย ถ้าเกิดว่ามาไม่ถูกทางเรายังเปลี่ยนได้ เสียนิดนึง แต่ยังมีเวลาพอที่จะตัดสินใจได้อยู่

“สิ่งที่ดีที่สุดที่เกิดขึ้นกับผมหลังจากเดบิวต์คือการทำให้ครอบครัวได้สบายขึ้น ก่อนเดบิวต์บ้านผมหลังเล็กมากครับ หลังคารั่วทุกรอบที่ฝนตก การเปลี่ยนสภาพแวดล้อม เปลี่ยนบ้านให้ได้ เป็นเรื่องที่ดีที่สุด”

ปีนี้แบมแบมอายุครบ 20 ปี กำลังเข้าสู่วัยผู้ใหญ่เมื่อนับอายุตามหลักสากล ในขณะเดียวกันความนิยมใน GOT7 ก็กำลังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง บทเพลงของพวกเขาเริ่มได้รับรางวัลที่ 1 และได้รางวัลปลายปีตามรายการต่างๆ มากขึ้น แถมบอยแบนด์วงนี้เพิ่งจบการทัวร์ 4 ภาคที่นครราชสีมา เชียงใหม่ กรุงเทพฯ และภูเก็ต เป็นวงเกาหลีวงแรกที่เปิดแสดงทั่วประเทศไทย สมาชิกคนไทยเพียงคนเดียวจึงได้กลับมาทำงานที่บ้านเกิดถี่ขึ้น และบางครั้งก็รับงานเดี่ยวเพียงลำพังเหมือนครั้งนี้ นับจากวันแรกที่เดบิวต์จนถึงปัจจุบัน เห็นได้ชัดว่าเด็กหนุ่มเติบโตขึ้นทั้งร่างกายและจิตใจ

“จะว่าเป็นผู้ใหญ่แล้วรึยังผมก็ไม่ชัวร์นะ แต่ที่แน่ๆ คือโตขึ้นกว่าเมื่อก่อน เริ่มรู้ว่าชีวิตจริงคืออะไร ผมว่าผมรู้เร็วกว่าคนอายุเท่าผมหลายคน ส่วนใหญ่คงกำลังเรียนมหา’ลัย ขึ้นปี 2 ยังไม่ได้เข้าสังคมจริงๆ จังๆ ส่วนผมไม่มีสังคมโรงเรียน แต่ได้เจอคนโน้นคนนี้เยอะ เรียนรู้ที่จะเตรียมอนาคตว่าตอนนี้เราอยู่ตรงนี้ แล้วถ้าเราอยากไปอยู่ตรงนั้น เราต้องทำยังไง”

แบมแบม GOT7

แบมแบม GOT7

เรียนรู้นอกตำรา

การร้อง การแร็พ การเต้น ภาษาเกาหลี และภาษาอังกฤษ สิ่งเหล่านี้อาจอยู่ในห้องซ้อมของ JYP แต่ประสบการณ์การทำงานเป็นสิ่งที่ไม่มีใครสอนได้ ชีวิตใต้แสงไฟเป็นบทเรียนบทแล้วบทเล่าให้กันต์พิมุกต์เติบโตอย่างก้าวกระโดด

“ผมอาจไม่ได้เรียนรู้จากในตำรา แต่ว่าได้เรียนรู้นอกตำราเยอะพอสมควร ทั้งการคบคน การวางตัว ผมอาจจะยังอายุน้อยอยู่ แต่ไม่ได้ใช้ชีวิตแบบคนอายุน้อยสักเท่าไหร่ เริ่มเรียนรู้ว่าในสถานการณ์แบบนี้เราต้องทำตัวยังไง เจอผู้ใหญ่ต้องทำยังไง เวลามีงาน ต้องรับผิดชอบอะไรตรงไหน ต้องระวังอะไร ต้องมีเวลาส่วนตัวเวลาไหนบ้าง แล้วเวลาว่างๆ ควรใช้เวลายังไง

“วงการแบบนี้การแข่งขันสูงครับ การจะเอาตัวรอดมันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ตอนเด็กๆ เขาให้ทำอะไรผมก็ทำตามไปหมด เดี๋ยวนี้ถ้าผมคิดอะไรที่แตกต่าง ผมก็จะลองทำในแบบที่เชื่อดู อาจได้ผลบ้างไม่ได้ผลบ้าง แต่พอเริ่มเรียนรู้ชีวิต ผมก็เริ่มมองเกมออกว่าต้องเล่นเกมตรงนี้ยังไง สมมติมีงานออกรายการเข้ามา คนที่เล่นเกมไม่เป็นจะไม่เตรียมตัว ไม่รู้ว่าเป็นรายการอะไร ต้องเตรียมตัวยังไง ต้องพูดอะไร แล้วก็ไม่รู้ว่าคนดูอยากได้อะไรจากตัวเรา ผมไม่ได้เชี่ยวชาญ 100% นะ แต่เริ่มรู้ว่าหลายๆ คนอยากได้อะไรจากผม อยากได้ยินผมพูดอะไร สงสัยอะไรในตัวผม ดังนั้นผมจะพูดสิ่งที่เขาอยากฟัง มากกว่าพูดแค่สิ่งที่เราอยากจะเล่า”

แล้วสิ่งที่เราเห็นมีความจริงมากน้อยแค่ไหน ฉันนึกสงสัย หากการแสดงออกของไอดอลในหน้าจอหรือบนเวทีคือการเล่นตามบท ในวินาทีที่ความคาดหวังของอากาเซหรือแฟนๆ ประเดประดังเข้ามา ตัวตนของนายกันต์พิมุกต์ลบเลือนไปบ้างรึเปล่า

“ไม่นะ ผมไม่ได้เฟคหรือว่าโกหก ถ้าผมมีเรื่องที่เขาอยากรู้ ผมก็บอก ถ้าผมไม่มีจริงๆ ก็บอกว่าไม่มี มันไม่ได้กดดันอะไร ถ้าคนเริ่มมองออกว่าผมเป็นยังไง เริ่มรู้จักตัวตนที่แท้จริงของผมแล้ว ผมก็ควรที่จะพูดความจริงบ้าง ไม่ใช่พูดอะไรที่เขาอยากฟังแค่อย่างเดียว”

แบมแบม GOT7 แบมแบม GOT7

ไอคอน vs. คนธรรมดา

การทำงานมาหลายปีทำให้แบมแบมมองเห็นเป้าหมายที่เขาจะเอื้อมคว้า ชายหนุ่มรู้ตัวว่าเขาอยากเดินบนเส้นทางนี้ต่อไป แต่นั่นแหละ ไอดอลหรือดาราก็มีเลือดมีเนื้อเหมือนคนทั่วไป แบมแบมพูดตรงๆ ว่าในบางวันเขาก็อยากเป็นแค่วัยรุ่นคนหนึ่งเหลือเกิน

“บางทีผมก็อยากจบทุกอย่างแล้วกลับไปเป็นคนธรรมดา มีวันที่คิดว่าถ้าเราเป็นคนธรรมดา เราคงไม่ต้องเจอเรื่องแบบนี้ แต่เรื่องความฝันนี่อธิบายยากนะครับ ถ้าพูดให้เข้าใจง่ายๆ คือผมอยากเป็นแรงบันดาลใจให้คน หลายคนบอกว่าอยากเป็นเหมือนพี่แบมแบม ผมเลยอยากเป็นไอคอน ไม่ใช่แค่กับเด็กๆ ที่อยากทำงานด้านนี้นะ แต่การทำงานตรงนี้ผมต้องเสียสละหลายอย่าง สละอิสรภาพเพื่อจะทำสิ่งที่ผมชอบ สละวัยเด็ก ดังนั้นผมอยากเป็นแรงบันดาลใจด้านการทำงาน ด้านความอดทน แต่ก็ไม่วางตัวเป็นซูเปอร์สตาร์นะ ผมก็ยังเป็นผม ทำตัวสบายๆ เวลาขึ้นเวทีก็บ้าบอเรื่อยไป กลับบ้านก็เดินตลาดเลียบด่วน (หัวเราะ)”

แววตาของนักร้องมืออาชีพมีความจริงใจและชีวิตชีวา อีกไม่กี่นาทีข้างหน้า แบมแบมแห่ง GOT7 จะออกไปแจกจ่ายความสนุกสนานให้ผู้คนที่รักเขา เด็กหนุ่มผมสีแดงสบตาฉันก่อนเอ่ยชัดเจน

แบมแบม GOT7

“ผมอยากให้คนชอบตัวตนที่แท้จริงของผม ไม่ต้องมองเห็นผมเป็นอะไรเลย เป็นแบมแบมนี่แหละพอแล้วครับ ถ้าเขาไม่ชอบก็ไม่เป็นไร ดีกว่าต้องไปเฟคให้คนมาชอบนะ ผมไม่ชอบอะไรแบบนั้นเลย แล้วผมเป็นคนชิลล์ๆ ไม่ค่อยดราม่ากับอะไรซักเท่าไหร่ ไม่ถนัดแสดงความเศร้า ถ้าใครบอกว่า แบมแบมร้องไห้สิ โห ผมไม่เคยบีบน้ำตาตัวเองได้สักรอบนึง ร้องไม่เป็น มันต้องเศร้าจริงๆ ถึงจะร้อง”

เสียงของแฟนคลับที่รอพบแบมแบมดังแว่วจากนอกห้อง เวลาสนทนาของเราจบลงด้วยรอยยิ้มของกันต์พิมุกต์ เขาลุกขึ้นเตรียมทำหน้าที่โอบกอดความรู้สึกของผู้คนอย่างที่มืออาชีพพึงจะเป็น ฉันเก็บความสงสัยเรื่องเสียน้ำตาของแบมแบมไว้ในใจขณะเดินออกมา ผ่านใบหน้าของผู้คนหลายร้อยที่รอคอยเขาด้วยความหวังและความสุข

ได้เวลาที่พายุจะพัดแล้ว

แบมแบม GOT7

Save

Save

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการ นักเขียน ที่สนใจตึกเก่า เสื้อผ้า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวที พอๆ กับการเดินทาง

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load