เริ่มแรกนั้นชื่อของ เวียร์-ศุกลวัฒน์ คณารศ มาพร้อมกับภาพความเป็นพระเอกดาวรุ่งผิวเข้ม แสดงตัวตนเป็นหนุ่มขอนแก่นอย่างชัดเจน นับเป็นภาพที่แตกต่างจากพระเอกส่วนใหญ่ในยุคนั้น

แต่ความเป็น ‘ลูกอีสาน’ แท้ร้อยเปอร์เซ็นต์กลับกลายเป็นเสน่ห์ของเวียร์ที่ไม่มีใครเลียนแบบได้  

ไม่น่าแปลกใจที่เขาจะได้รับบทบาทการแสดงและพิธีกรที่พูดภาษาไทยถิ่นอีสานเสมอ จนกลายเป็นซิกเนเจอร์ของเขาไปแล้ว

ที่ผ่านมา เวียร์ไม่เคยอยากลบภาพความเป็นลูกอีสาน พอๆ กับที่ไม่สนใจจะลบภาพต่างๆ ที่เกิดจากกระแสข่าวตั้งแต่เข้าวงการ ไม่ว่าจะเป็นติดปาร์ตี้ ขี้เมา หรือแม้แต่เรื่องสาวๆ ที่มักฮือฮากว่าผลงานที่เขาทุ่มเทสุดตัว

เพราะสุดท้ายเขามองว่า เรื่องเทาๆ ทำให้เขาดูเป็นมนุษย์ทั่วไปที่จับต้องได้ และมีอยู่จริง

และด้วยภาพลักษณ์ความเป็นมนุษย์เดินดินที่ดูจริงใจ น่าจะเป็นอีกหนึ่งเสน่ห์ที่ทำให้เขาเติบโตในวงการและรั้งอันดับท็อปพระเอกในวงการไว้ได้นานถึง 13 ปี

หลังจากรอจังหวะเวลาว่างจากตารางงานอันแสนแน่นของเขามานาน ในที่สุดเราได้เวลานัดหมายพูดคุยกับเวียร์ ในช่วงก่อนงานแถลงข่าวภาพยนตร์เรื่อง Dew ดิว ไปด้วยกันนะ ผลงานล่าสุดที่เขากระโดดสู่วงการจอเงินอีกครั้ง หลังจากฝากฝีมือการแสดงที่น่าประทับใจในภาพยนตร์เรื่อง มะลิลา ที่พิสูจน์ว่าเขาไม่ได้เป็นได้เพียงแค่พระเอกละครหลังข่าวอีกต่อไป 

เรานั่งสนทนากันแบบสบายๆ หน้าโรงภาพยนตร์ที่มีงานแถลงข่าวในช่วงบ่าย เวียร์ยิ้มแย้ม พูดคุยอย่างสนุกสนานและอารมณ์ดี แม้แววตาจะแสดงความเหนื่อยล้าอยู่บ้างก็ตาม

การหวนสู่จอเงินของ เวียร์ ศุกลวัฒน์ พระเอกหนุ่มที่ใช้เสน่ห์ลูกอีสานรั้งอันดับพระเอกแนวหน้า

เปิดตัวด้วยภาพพระเอกภูธร

เวียร์ ศุกลวัฒน์ เป็นเด็กขอนแก่น ที่ทั้งเกิด เติบโต และเรียน ในจังหวัดบ้านเกิดมาโดยตลอด จนกระทั่งเมื่อเรียนอยู่ชั้นปี 3 คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เขาถูกชักชวนให้เข้าสู่วงการบันเทิง

แม้ไม่เคยคิดอยากทำงานด้านนี้มาก่อน แต่เมื่อคุณแม่สนับสนุนสุดตัว เขาจึงตกปากรับคำและเซ็นสัญญาเป็นนักแสดงช่อง 7 นานถึง 7 ปี

หลังจากประเดิมการแสดงครั้งแรกในละครเรื่อง พลิกดินสู่ดาว เวียร์ได้แจ้งเกิดในวงการบันเทิงเต็มตัวในฐานะดาราดาวรุ่งหน้าใหม่ ละครได้กระแสตอบรับที่ดีมากเกินคาดหมาย แต่เมื่อดูจากผลงานที่ออกมา เขากลับประเมินว่าตัวเองไม่ประสบความสำเร็จกับงานด้านนี้

“เป็นเพราะเราไม่ค่อยชอบ และต้องใช้เวลาในการเรียนรู้ทักษะการแสดงมากกว่าคนอื่น” เขาเล่าถึงปัญหาใหญ่ในครั้งนั้น “เราทั้งสมาธิสั้น มีความกังวลสูง และใจร้อน พอทำไม่ดีก็จะจมดิ่งอยู่ตรงนั้น คิดว่าตัวเองเป็นตัวถ่วงคนอื่น แม้จะมีคนบอกว่าไม่มีใครเก่งตั้งแต่แรกหรอก แต่ผมคิดว่าถ้าต่อไปไม่พัฒนาก็คงอยู่ในวงการยาก”

เวียร์เล่าว่า เขาไม่ได้คิดไปเองว่าแสดงไม่ดี เพราะมีกระแสเสียงวิจารณ์ที่ตอกย้ำความคิดของเขาเช่นกัน เริ่มจากการแสดงที่เล่นแข็งเป็นท่อนไม้ และต่อมามีเสียงผู้คนคอยค่อนแคะว่าเขาเป็น ‘พระเอกบ้านนอก’ 

“ผมก็บ้านนอกจริงๆ” เขายอมรับความจริงอย่างเข้าใจ “บทบาทในเรื่องก็เป็นเด็กต่างจังหวัดเข้ามาประกวดร้องเพลงอีก มันก็ย้ำว่าเราเป็นแนวนั้น แล้วหน้าตาเราก็ไม่ได้เป็นพระเอก ผิวก็กระดำกระด่าง โคตรน่าเกลียดเลย” เขาทิ้งท้ายด้วยเสียงหัวเราะ

การหวนสู่จอเงินของ เวียร์ ศุกลวัฒน์ พระเอกหนุ่มที่ใช้เสน่ห์ลูกอีสานรั้งอันดับพระเอกแนวหน้า
การหวนสู่จอเงินของ เวียร์ ศุกลวัฒน์ พระเอกหนุ่มที่ใช้เสน่ห์ลูกอีสานรั้งอันดับพระเอกแนวหน้า

เด็กขอนแก่นแท้
แต่พูดอีสานไม่เป็น

เมื่อเปิดตัวด้วยภาพลักษณ์ของเด็กหนุ่มอีสานที่พูดภาษาถิ่นได้คล่องปาก เส้นทางในวงการต่อจากนั้นของเวียร์จึงหนักไปทางที่ต้องใช้ความสามารถด้านการพูดภาษาไทยถิ่นอีสานเสมอ  

หลายคนชมว่าเขาพูดสำเนียงอีสานได้หวาน ไพเราะ และน่าฟัง แต่เบื้องหลังคือ ก่อนเข้าวงการเขาไม่เคย ‘เว้าอีสาน’ มาก่อนเลย

“ตอนเด็กๆ ไม่เคยใช้ภาษาอีสานเลย ถึงครอบครัวจะเป็นคนอีสานแท้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ตัวผมเองเป็นลูกอีสานแท้ๆ  ปู่ย่าตายายพูดอีสานกัน พ่อแม่ก็พูด แต่เวลาหันมาพูดกับเราเขาพูดภาษากลาง เพื่อนที่โรงเรียนก็พูดแต่ภาษากลางกัน กลายเป็นว่าฟังออกหมดเลย รู้เรื่องทุกอย่าง แต่พูดไม่ค่อยได้

“พอผมเรียนมหาวิทยาลัยขอนแก่น ซึ่งรวมเด็กแถวภาคอีสานทุกสารทิศ ผมต้องเริ่มพูดอีสานกับเพื่อน เพราะเพื่อนไม่พูดภาษากลางกับผม ก็ต้องฝึกพูดอีสานให้ได้ จนเล่นละครครั้งแรกที่ต้องพูดอีสาน เพื่อนๆ ที่โรงเรียนยังตกใจเลยว่ามึงพูดอีสานได้ด้วยเหรอวะ แต่เพื่อนมหา’ลัยไม่แปลกใจ เพราะเห็นผมพูดอยู่แล้ว”

เมื่อทำงานในวงการเรื่อยมา แต่ว่าคนยังติดภาพเดิม งานที่ได้รับก็ออกไปในแนวเดิม เคยคิดอยากลบภาพความเป็นอีสานหรือลดความเป็นพระเอกภูธรให้จางลง เพื่อรับงานให้ได้กว้างขึ้นไปอีกบ้างไหม – เราลองถาม

“ไม่นะ ผมรู้สึกว่าเป็นเสน่ห์มากกว่า พูดได้ตั้งสองภาษา” เขาหัวเราะชอบใจ “เพื่อนยังเคยแซวว่า ตอนมึงเดินไปคุยกับผู้บริหารดูพูดจาดีมากเลย สักพักแม่บ้านมาทักภาษาอีสานก็พูดกับเขาได้ ใช้ได้นะเนี่ย

“ผมโชคดีที่พ่อแม่ปลูกฝังมาอย่างดี เขาอาจจะเลี้ยงเราแบบคุณหนู เรียนอยู่โรงเรียนใหญ่ในเมือง มีคนขับรถไปรับไปส่งที่โรงเรียน แต่พอปิดเทอมสามเดือนเขาจะส่งไปอยู่บ้านคุณยายที่อำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น ให้อยู่กับทุ่งนา สัมผัสบรรยากาศอีสานโดยแท้ แล้วอย่าหวังว่าคุณยายหรือคนแถวนั้นจะพูดภาษาไทยกลางเลยนะ ไม่มีเลย” เขาหัวเราะ

การเติบโตมาจาก 2 สภาพแวดล้อมทำให้เวียร์ไม่ลำบากใจเมื่อต้องเริ่มเข้ามาใช้ชีวิตในเมืองใหญ่ และไม่เคอะเขินเมื่อต้องใช้ภาษาไทยอีสาน

 “เวลามากรุงเทพฯ เราก็พูดอย่างคนเมือง เวลาอยากพูดอีสานเราก็พูด ผมไม่ได้รู้สึกว่ากรุงเทพฯ ไม่ใช่ที่ของเรา หรือต้องลบความเป็นอีสานเมื่อเข้ากรุงเทพฯ เพราะตัวตนของเราดีอยู่แล้ว”

การหวนสู่จอเงินของ เวียร์ ศุกลวัฒน์ พระเอกหนุ่มที่ใช้เสน่ห์ลูกอีสานรั้งอันดับพระเอกแนวหน้า

ข่าวคราวไม่เคยเงียบหาย

ตั้งแต่เข้าวงการเวียร์เจอกระแสข่าวทั้งดีและไม่ดีอยู่เสมอ ซึ่งส่วนใหญ่คนมักให้ความสนใจกับข่าวเรื่องส่วนตัว แม้ในช่วงเวลาที่เราได้คุยกับเขา เวียร์ก็มีกระแสข่าวเรื่องส่วนตัวที่เป็นประเด็นอยู่

เรารู้สึกว่าหลายครั้งหลายคราวกระแสข่าวเหล่านี้กลบความสามารถและผลงานที่น่าสนใจของเขาไปแทบสิ้น

“นักแสดงทุกคนอยู่ควบคู่กับข่าวพวกนี้อยู่แล้ว ขาดกันไม่ได้” เขาอธิบายอย่างเข้าใจ “ตั้งแต่ผมเข้าวงการมาจนถึงปัจจุบัน มีทั้งข่าวดีข่าวไม่ดี ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยดี ข่าวจริงบ้าง ไม่จริงบ้าง มีมูลบ้าง ไม่มีมูลบ้าง แต่งเติมให้ดูสนุกบ้าง หรือบางทีไม่มีอะไรเลย

“แต่เมื่ออยู่ในยุคโซเชียลที่คนสนุกสนานกับการเป็นสื่อ เพราะยุคนี้ทุกคนเป็นสื่อได้หมด ทุกคนมีโทรศัพท์ มีบล็อกของตัวเอง เขาก็เป็นนักข่าวเองได้ วันนี้ลองดูก็ได้ว่าเขาจะถามเรื่องงานวันนี้ว่าหนังเป็นยังไง เล่นยากไหม หรือจะถามเรื่องส่วนตัวของผม เรื่องที่เป็นข่าว เดี๋ยวลองมาดูกันก็ได้ว่าเขาจะสนใจเรื่องไหนมากกว่ากัน” เขายิ้มก่อนจะเล่าความรู้สึกต่อไป

“แต่ถ้าถามว่าผมน้อยใจไหมที่คนไม่โฟกัสเรื่องงานที่ผมตั้งใจทำ ทั้งที่โคตรเหนื่อยเลยกว่าจะออกมาเป็นผลงานสักชิ้น ผมไม่รู้สึกเลย ผมไม่ได้อินกับข่าวเยอะ จริงก็จริง ไม่จริงก็ไม่จริง อะไรไม่จริงก็คือไม่จริง จริงก็ตอบ ขอโทษก็ว่ากันไป”

แต่ปฏิเสธไม่ได้เหมือนกันนะว่าข่าวพวกนี้ติดเป็นภาพลักษณ์ของเวียร์เช่นกัน – เราแสดงความเห็นในมุมของคนธรรมดาที่เป็นผู้รับสารเหล่านั้น

“ใช่ คนอาจมองว่าผมติดปาร์ตี้ ชอบดื่ม เจ้าชู้ แต่ผมมองว่าสุดท้ายเราแคร์ความรู้สึกหรือรับฟังทุกคนไม่ได้ บางทีสิ่งที่ทำได้ดีที่สุดอาจจะแค่แคร์คนที่อยู่ตรงหน้า ณ ตอนนั้น หรือแคร์คนที่เขารักเราจริงๆ ผมเชื่อว่าแฟนคลับจริงๆ ของผมที่ติดตามผลงานและอยู่กับผมมาสิบสามปี รู้ว่าคนที่เขารักเป็นคนยังไง เขาไม่ค่อยแคร์ข่าวที่เกิดขึ้น เขาเข้าใจและให้กำลังใจ ไม่เหยียบเรา”

เขาพูดราวกับว่าความเป็นดาราในแบบของเขาไม่จำเป็นต้องทำแต่เรื่องดีงามไร้ที่ติ

“ไม่จำเป็นต้องขาวสะอาดไปเสียหมด” เขาตอบอย่างจริงใจ “บางทีก็เทาๆ บ้าง ให้ดูเป็นมนุษย์ ดื่มบ้างเป็นเรื่องปกติ เคยมีเรื่องผู้หญิงบ้าง แต่ตอนนี้เรื่องผู้หญิงไม่มี หลังจากที่เราเริ่มคุยจริงจัง เราก็เต็มที่ ไม่วอกแวก มันเป็นเรื่องของลูกผู้ชาย” สำหรับประเด็นสุดท้าย เขาย้ำอย่างจริงจัง

การหวนสู่จอเงินของ เวียร์ ศุกลวัฒน์ พระเอกหนุ่มที่ใช้เสน่ห์ลูกอีสานรั้งอันดับพระเอกแนวหน้า
การหวนสู่จอเงินของ เวียร์ ศุกลวัฒน์ พระเอกหนุ่มที่ใช้เสน่ห์ลูกอีสานรั้งอันดับพระเอกแนวหน้า

เปลี่ยนแปลง แต่ไม่เปลี่ยนไป

“วงการบันเทิงเปลี่ยนผมไปเยอะ เปลี่ยนแล้วกลับมา แล้วก็เปลี่ยนอีก” เขาเกริ่น เมื่อเราถามว่าวงการส่งผลต่อชีวิตเขามากแค่ไหน

เรายังไม่ค่อยเข้าใจคำตอบที่ว่า จึงขอให้เขาขยายความให้ฟัง

“การเปลี่ยนอย่างแรกที่น่ากลัวที่สุดคือ เปลี่ยนสถานะจากเด็กมหาวิทยาลัยคนหนึ่งมาเป็น เวียร์ ศุกลวัฒน์ นักแสดงที่คนรู้จัก แรกๆ ทำให้ผมอยู่ยาก เพราะผมเป็นคนชอบสันโดษ ไม่ค่อยชอบไปที่ที่คนเยอะ พอมาอยู่ตรงนี้การดำเนินชีวิตก็เปลี่ยนไป มีคนอยากทักทาย ขอถ่ายรูป ขอลายเซ็น ผมก็ทำเท่าที่ทำได้ ซึ่งต้องขอโทษแฟนคลับที่ผมไม่ได้ดูแล ยืนถ่ายรูปด้วยเป็นชั่วโมง เราถ่ายรูปหมู่กันสักสองรูป หนึ่งปีมีมีตติ้งกันสักครั้งสองครั้ง ทำบุญด้วยกัน ที่คือสิ่งที่ผมทำได้จริง”

“สองคือ มันเกือบทำให้ผมหลงตัวเอง” เขารีบพูดขึ้นทันทีที่อธิบายประเด็นแรกจบ

“มันเกือบทำให้ผมลืมตัวไปชั่วขณะ คนที่ดึงกลับมาคือคนที่เข้าใจเรา นั่นคือครอบครัว และเพื่อนสนิทที่โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยขอนแก่น ถ้าได้กลับไปเจอกันเมื่อไหร่ พวกมันจะด่าผม ตบหัวผม ทำให้ผมรู้ว่า เออ กูไม่ใช่ใครที่ไหนเลย อยู่กับพวกมึงก็โดนพวกมึงเตะ โดนพวกมึงด่า เพื่อนไม่ได้มองว่านี่คือเวียร์ที่เป็นดารา เขาปฏิบัติตัวกับผมเหมือนเดิม ไม่มีเปลี่ยน และเพื่อนพวกนี้แหละที่ดึงผมให้กลับมา” เขายิ้มเมื่อนึกถึงมิตรภาพอันจริงใจที่มีต่อกันของเพื่อนกลุ่มนี้ 

การหวนสู่จอเงินของพระเอกหนุ่มที่ใช้เสน่ห์ลูกอีสานรั้งอันดับพระเอกแนวหน้า

กราฟความนิยมพุ่งขึ้นได้แค่ครั้งเดียว

เพราะมีคนขู่ตั้งแต่แรกเข้าวงการว่า ทำงานได้สักสองสามปี พระเอกหน้าใหม่อย่างเวียร์อาจต้องผันตัวไปรับบทพ่อ และจะกลับมาเป็นพระเอกไม่ได้ เวลานั้นเขารับฟังแต่ก็ค้านในใจ จนเมื่อได้สังเกตเส้นทางของรุ่นพี่ในวงการมากมาย เขาจึงพอสรุปได้ว่า กราฟในวงการบันเทิงพุ่งสูงได้แค่ครั้งเดียว

 “สำหรับวงการบันเทิง กราฟจะขึ้นสูงมาก แล้วมันจะคงที่กับตกลงไป น้อยมากที่จะมีโอกาสขึ้นไปอีก ตอนแรกผมเชื่อว่าคงเป็นอายุขัยของอาชีพ เพราะเห็นตัวอย่างของรุ่นพี่ในวงการมาบ้าง แต่พอเอาเข้าจริงผมว่ามันอยู่ที่ตัวเราด้วยเกินกว่าห้าสิบเปอร์เซ็นต์”

เมื่อเชื่อมั่นเช่นนี้ เขาจึงทำทุกงานที่ได้รับอย่างเต็มที่ พร้อมไปกับพัฒนาตัวเองไม่หยุด ขณะเดียวกันก็ทิ้งความกังวลใจในเรื่องที่ไม่อาจควบคุมได้

“ผมทำเต็มที่ในระยะเวลาที่เราคิดว่าทำได้ เราไม่ได้ไปกังวลว่าต้องระวังตัว หรือกลัวว่าจะหมดยุคของเราแล้ว เราเพียงแต่เดินหน้า ทำหน้าที่ของเราให้ดี ผมว่ามันคือหลักการของทุกอาชีพที่เราต้องพัฒนาตัวเอง ใฝ่หาความรู้ ช่างสังเกต หรือคืนกลับสู่สังคมบ้าง นี่เป็นเรื่องปกติที่ทุกคนรู้อยู่แล้ว และผมก็ทำมาเรื่อยๆ ซึ่งอาจเป็นโชคก็ได้ อาจเป็นเพราะเรามีคนสนับสนุนเยอะ มีแฟนคลับที่น่ารัก เหมือนกับเราไม่ได้เดินมาเพียงคนเดียว”

การกระโดดเข้ามาแสดงภาพยนตร์เป็นอีกหนึ่งหนทางในการพัฒนาฝีมือการแสดง พร้อมท้าทายความสามารถของตัวเอง ที่ผ่านมา เราจึงได้เห็นเขาแสดงบทบาทในภาพยนตร์ที่แตกต่างจากการเป็นพระเอกละครอย่างสิ้นเชิง 

การหวนสู่จอเงินของพระเอกหนุ่มที่ใช้เสน่ห์ลูกอีสานรั้งอันดับพระเอกแนวหน้า

ผลงานที่พิสูจน์ภาพนักแสดงของเวียร์ได้ชัด คือผลงานจากภาพยนตร์เรื่อง มะลิลา ที่ได้รับหลายรางวัลการันตีจนคนหันมาสนใจและเห็นเขาในมุมมองใหม่ ที่ไม่ใช่เพียงพระเอกละครหลังข่าว

“ผมอยากให้คนได้เห็นการแสดงของผมในรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป ในขณะเดียวกันเราก็ได้ทำงานที่ท้าทายและพัฒนาฝีมือไปด้วย การเล่นละครอาจมีบทที่แตกต่าง แต่งานที่ยากกว่านั้นก็มีอีกเยอะ ผมจึงลองเข้ามาสัมผัสกับการแสดงภาพยนตร์แนวอินดี้หรือสายประกวด การลงทุนไม่สูง สปอนเซอร์ไม่เยอะ และเน้นศิลปะจริงๆ เพื่อที่เราจะได้พิสูจน์ตัวเองด้วยว่าทำได้หรือไม่”

การทำงานในวงการมายาวนานถึง 13 ปี ทำให้เวียร์เข้าใจสัจธรรมของอาชีพที่มีขึ้นลงเหมือนกับสรรพสิ่งทั่วไป และพร้อมรับมือกับเหตุการณ์ขึ้นลงเช่นนั้นได้เช่นกัน

“ทุกอย่างมีขึ้นมีลงเป็นเรื่องปกติ แต่สุดท้ายก็อยู่ที่เรานั่นแหละ ว่าถ้าถึงเวลาที่ลงจริงๆ ยอมรับได้ไหม หรือว่าเราปล่อยให้ลงเพราะตัวเราเอง มันมีหลายปัจจัย แต่สิ่งที่ผมจะไม่ให้เกิดขึ้นแน่ๆ คือ ผมจะไม่ปล่อยให้มันลงด้วยตัวเอง แต่ถ้าจะลงด้วยสิ่งรอบนอกหรือความเปลี่ยนแปลงที่ควบคุมไม่ได้ ก็ต้องเป็นไป แต่เราก็คงมีจุดยืนอื่นที่มีคุณค่าให้เราทำต่อไปได้ ผมอาจจะผันตัวไปเป็นผู้จัด เป็นคนเบื้องหลัง หรืออาจจะปล่อยวาง ไปปลูกต้นไม้ ขี่มอเตอร์ไซค์รอบโลก ก็เป็นไปได้หมด”

การหวนสู่จอเงินของพระเอกหนุ่มที่ใช้เสน่ห์ลูกอีสานรั้งอันดับพระเอกแนวหน้า

ความสุขมีอยู่ทั่วไป
รอเพียงแค่หาให้เจอ

สิ่งหนึ่งที่เราสัมผัสได้จากการพูดคุยกับเวียร์ในวันนี้คือ เขามีความสุขกับชีวิตและทุกสิ่งที่ทำ สำหรับเขาแล้วความสุขช่างหาง่าย อยู่ที่ว่าทำอย่างไรจึงจะหาเจอ

 “ความสุขอาจไม่ได้เกิดขึ้นจากตัวผมทุกวัน บางวันผมอาจสร้างมันเองได้ แต่จริงๆ แล้วความสุขมีอยู่ทั่วไป อยู่ทุกที่ อยู่ที่เราจะมองเห็นมันแล้วดึงมันเข้ามาหาเราหรือไม่มากกว่า อย่างผมทำงานก็มีความสุข เลี้ยงหมาก็มีความสุข แม้จะเหนื่อยมาก หรือปลูกต้นไม้ก็มีความสุข การได้ไปเที่ยวหรือมาเล่นภาพยนตร์ ได้เจอสังคมใหม่ๆ ก็เป็นความสุข โดยรวมแล้วทุกกิจกรรมที่ผมทำ แฝงความสุขอยู่ในนั้นด้วย”

อีกหนึ่งความสุขที่กลายเป็นความสำเร็จและความภูมิใจเหนือสิ่งอื่นใดคือการได้เห็นคนที่รักสุขสบาย ความสุขที่ว่านี้มากล้นจนเราสัมผัสได้จากน้ำเสียงและแววตา

“ตอนนี้ผมให้คุณพ่อคุณแม่ได้พักจากงาน ให้เขา Early Retire จากการทำงานหนักกันมาทั้งชีวิต เพราะคุณแม่เป็นพยาบาล ยืนเยอะ คุณพ่อเป็นวิศวกรก็คุมงานหนักหนาสาหัส ผมบอกว่าตอนนี้เวียร์มีหน้าที่การงานที่มั่นคงพอสมควรแล้ว ไม่ต้องลำบากคุณพ่อคุณแม่แล้ว เลยให้เขาได้ออกมาทำสิ่งที่รักเร็วขึ้นสักหน่อย การได้เห็นคนที่เรารักมีความสุขก็ถือเป็นความภูมิใจและเป็นความสำเร็จในชีวิตของผมแล้วนะ”

ก่อนจบบทสนทนา เราชวนเวียร์คุยเรื่องบ้าน ครอบครัว และเพื่อนๆ ที่บ้านเกิดของเขาอีกครั้ง เพราะเห็นพักหลังเขาหาเวลากลับบ้านและไปเยี่ยมเยียนเพื่อนสนิทที่ขอนแก่นอยู่เสมอ

“ผมรู้สึกว่าอีสานคือบ้านเราจริงๆ ผมชอบทะเลนะ ไปแล้วก็มีความสุข แต่ก็สู้กลับบ้านแล้วจ้ำข้าวเหนียวไม่ได้ มันมีความสุขกว่าอีก” เขาหัวเราะ

ในฐานะที่เป็นลูกอีสาน อยากให้บอกเราหน่อยว่า เสน่ห์ของอีสานคืออะไร – เราถามทิ้งท้าย

“ผมว่าคนอีสานเป็นคน ‘มักม่วน’” เขาตอบพร้อมยิ้มกว้าง “คนอีสานเป็นมิตร ยิ้มเก่ง มีแต่เสียงหัวเราะ และอยู่กันแบบครอบครัว ชนิดที่คุณจะแวะไปกินข้าวบ้านไหนก็ได้ หรือถ้าให้เห็นภาพชัด ผมอยากให้ลองนึกถึงเพลงหมอลำ มันมีสีสัน สนุก มีเซิ้ง มีความหลากหลาย ผมว่านี่แหละเป็นเสน่ห์ของอีสานบ้านเรา”

การหวนสู่จอเงินของ เวียร์ ศุกลวัฒน์ พระเอกหนุ่มที่ใช้เสน่ห์ลูกอีสานรั้งอันดับพระเอกแนวหน้า

Writer

Avatar

เชิญพร คงมา

อดีตเด็กยอดนักอ่านประจำโรงเรียน ชอบอ่านพอๆ กับชอบเขียน สนุกกับการเล่าเรื่องราวรักการเที่ยวเล่น ติดชิมของอร่อย และสนใจธรรมะ

Photographer

Avatar

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

คนคุย

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

อันที่จริงผมไม่ควรเอาชื่อเพลงอย่าง You’ll never walk alone มาตั้งเป็นชื่อบทสัมภาษณ์ เพราะเดี๋ยวจะชวนเข้าใจผิดว่าเนื้อหาเอนเอียงไปทางสโมสรใดสโมสรหนึ่ง

(หากจะมีเหตุผลที่สนับสนุนชื่อนี้อยู่บ้าง ก็คงเป็นการที่ เดียร์-วทันยา วงษ์โอภาสี หรือ ‘มาดามเดียร์’ ของแฟนฟุตบอลชาวไทยเป็นแฟนหงส์แดง)

แต่ที่ตั้งใจเอาชื่อเพลงมาใช้เป็นชื่อเรื่อง เพราะผมรู้สึกว่าความหมายของมันช่างตรงกับชีวิตการทำเพจที่ชื่อ ‘ขอบสนาม’ ของ เบลล์-อรรถพล ไข่ทอง

ตั้งแต่วันที่เริ่มต้นทำเพจ เขาไม่ได้เดินเดียวดายบนเส้นทางที่ตัวเองเชื่อ อย่างน้อยก็มีเพื่อนที่ร่วมหัวจมท้ายตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้ และพอมีคนเห็นค่าในสิ่งที่เขาทำ

หากใครติดตามเพจของชายวัยเพียง 26 ผู้นี้อย่างสม่ำเสมอย่อมเห็นจุดเด่นที่ทำให้เพจนี้แตกต่างจากเพจฟุตบอลที่มีอยู่เกลื่อนโลกออนไลน์

แทนที่จะนำเสนอผ่านตัวอักษรและภาพนิ่ง เพจนี้กลับใช้วิธีอ่านให้ฟังด้วยน้ำเสียงและอารมณ์ขันเฉพาะตัว และนั่นเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้เพจของเขามีคนติดตามล้นหลาม ตัวเลขคนไลก์เพจขึ้นหลักล้านอย่างรวดเร็ว และกำลังเดินทางสู่ 4 ล้านในอีกไม่ช้า

ซึ่งข่าวล่าสุดที่อาจทำให้ใครหลายคนอาจประหลาดใจ คือข่าวคราวการเข้ามาเทกโอเวอร์พร้อมนั่งแท่นผู้บริหารเพจขอบสนามของอดีตผู้จัดการฟุตบอลทีมชาติไทยชุดแชมป์ซีเกมส์อย่าง เดียร์-วทันยา

สิ่งที่น่าสนใจสำหรับผมไม่ใช่จำนวนเงินที่ฝ่ายหนึ่งยื่นเสนอให้อีกฝ่ายหนึ่ง แต่ผมสนใจวิธีคิดของทั้งสองฝ่ายก่อนจะเกิดดีลสะเทือนไท์ไลน์เฟซบุ๊กมากกว่า

อะไรทำให้คนสองคนที่มองเผินๆ ช่างแตกต่างกันสุดขั้วโคจรมาเจอกัน ชายหนุ่มทำอย่างไรให้เพจที่แรกเริ่มมีเพียงโทรศัพท์และคอมพิวเตอร์อย่างละเครื่องก้าวมาสู่จุดนี้ หญิงสาวคิดอะไรจึงตัดสินใจเทกโอเวอร์เพจที่คนติดตามส่วนใหญ่เป็นชายหนุ่ม และก้าวข้างหน้าของขอบสนามจะเป็นอย่างไร

คำตอบของทุกคำถามที่ว่า อยู่ในบรรทัดถัดไป

คุณสองคนเริ่มสนใจฟุตบอลกันตั้งแต่เมื่อไหร่

เดียร์: จริงๆ เดียร์ดูฟุตบอลมาเรื่อยๆ นะ เพียงแต่ว่าช่วงเรียนหนังสืออาจจะดูตามเป็นเทศกาล เช่น ฟุตบอลโลก ซีเกมส์ เอเชียนเกมส์ อย่างตอนฟรองซ์ 98 ที่บราซิลมีโรนัลโด้ โรนัลดินโญ่ ตอนนั้นเดียร์เรียนอยู่มหาวิทยาลัยแล้ว

เบลล์: ส่วนผมอยู่ ป.2 (หัวเราะ)

เดียร์: ช่วงนั้นเป็นช่วงที่อยู่หอดูฟุตบอลกับเพื่อน แต่ที่มาดูจริงจังจริงๆ ก็คือช่วงสัก 9 – 10 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากสามีเป็นคนบ้าบอลมาก แล้วพื้นฐานเราเป็นคนดูบอลอยู่แล้ว พอเจอคนบ้าบอลในไลฟ์สไตล์ก็เลยกลายเป็นคนดูฟุตบอลตามไปด้วย เวลาเขาดูแมตช์ไหนก็นั่งดูตามไปตลอด

ตอนนั้นเวลาดูคุณเข้าใจฟุตบอลมากแค่ไหน

เดียร์: จำได้เลยตอนมหาวิทยาลัยเพื่อนบอกเราว่า ‘ดูบอลสิๆ’ เดียร์ดูไม่เป็น ก็เลยบอกเพื่อนว่า ถ้าอย่างนั้นสอนเราดูสิ ว่าต้องดูยังไง เพื่อนก็บอกว่า ‘ไม่ยากเลย มึงเลือกเลย มีแค่ 2 ทีม มึงจะเลือกทีมไหน เชียร์ทีมไหน’ (หัวเราะ) นั่นคือครั้งแรกที่เริ่มดูบอล ก็เลยรู้สึกว่ามันสนุก หลังจากนั้นมันก็ค่อยๆ รู้เองว่า อ๋อ อันนี้คือล้ำหน้านะ อย่างนี้ไม่ได้นะ คือเราเริ่มดูจากความสนุกมากกว่าที่จะมาซีเรียสทางด้านเทคนิคว่าเบสิกคืออะไร

เบลล์: ส่วนผมโตมากับฟรองซ์ 98 ตอนนั้นริกกี้ มาร์ติน โก โก โก อาเล อาเล้ อาเล ทั้งบ้านทั้งเมือง แล้วตอนนั้นผมอยู่ ป.2 มันเป็นช่วงเวลาที่ผมเริ่มจำความได้ ดูบราซิล ดูโรนัลโด้ นั่นแหละคือนักฟุตบอลที่ผมรู้จักคนแรก ต่อเนื่องมา ปี 99 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้ทริปเปิ้ลแชมป์ ชนะบาเยิร์น มิวนิค นัดชิงยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก และผมก็เริ่มชอบฟุตบอลตั้งแต่ตอนนั้น

แล้วแปลกมาก ผมเป็นคนประเภทชอบดูสถิติ ชอบศึกษา ฟุตบอลโลกครั้งไหนใครเป็นคู่ชิง เตะกันที่สนามอะไร เราชอบศึกษาอะไรแบบนี้ พวกความรู้ ข้อมูล ชอบฟังชอบอ่าน มันทำให้วันนี้เรามีคลังคำมาใช้เยอะ พี่โทน คุง (พีระณัฐ จำปาเงิน) เป็นต้นแบบของผม ทำให้ผมรู้สึกว่าการพากย์บอลมันไม่ใช่แค่การมาอธิบายสถิติ 5 นัดที่ผ่านมา แต่เป็นเรื่องของการเอาเรื่องในโลกแห่งความจริง ไปบวกไปใส่ เอาภาษาที่ใช้ในชีวิตประจำวันไปใส่

แล้วตอนเริ่มทำเพจขอบสนามคิดอะไร เพราะเพจฟุตบอลก็มีคนทำเยอะอยู่แล้ว

เบลล์: ผมเริ่มจากการเป็นครีเอทีฟของพี่บี้ เดอะสกา แต่จริงๆ แล้วผมชอบกีฬา ระหว่างทำงานประจำก็ไป เปิดเพจขอบสนาม เราก็คิดว่าทำยังไงให้มันเป็นรายได้ แค่เดือนหนึ่งสักสองสามพันก็พอแล้ว แต่ช่วงแรกแรงกดดันยังไม่มากพอ ผมก็ทำแค่เอาภาพข่าวมาแปะลงไป แล้วก็เอาเนื้อข่าวยาวๆ 20 – 30 บรรทัดมาลง พอทำไปสักครึ่งเดือน คนไลก์ไม่กระเตื้องเลย เพราะเราทำไม่แตกต่าง เพจอื่นเขาก็มีนี่หว่า ที่เอาภาพมาแล้วเนื้อข่าวสิบบรรทัดยี่สิบบรรทัด

แล้วจุดเปลี่ยนของเพจคือจุดไหน

เบลล์: จุดที่ผมเริ่มจับสังคมออนไลน์ได้คือวันที่ผมตั้งใจดึงดูดคนด้วยการจัดกิจกรรมแจกเงิน แล้วคนเขาไม่อ่านกติกาที่ผมเขียน คือผมเขียนแค่ประมาณ 9 – 10 บรรทัดเองนะ กติกาง่ายๆ เลย ให้คนดูทายสกอร์และคนยิง กติกาไม่ยาว แจกเงิน 500 บาท ปรากฏคนเขียนกันมาแต่สกอร์ เป็นร้อยเป็นพันคน คือเขาอยากได้รางวัลนะ แต่ไม่อ่าน ผมก็เลย อ๋อ นี่ไง คนไม่อ่านกัน ที่เราทำมาตลอด 15 วันมันไร้ค่า ไปเขียนยาวๆ มันไม่มีคนอ่าน ผมเลยคิดว่า ถ้าสมมติเรามาอ่านให้เขาฟังแทนล่ะ ถ้าคอนเทนต์เราจะเข้าถึงหูเขา โดยที่เขาไม่ต้องมาโฟกัสจะเป็นยังไง เขาอาจจะเปิดคลิปเราแล้วนั่งกินกาแฟไปด้วยหรือทำอย่างอื่นไปด้วยก็ได้ ผมจึงเริ่มเอาข่าวมาอ่าน หลังจากนั้นยอดก็พุ่งเลย เพราะมันไม่เคยมีใครทำมาก่อน มันคือความแปลกใหม่ในวันนั้น

ตอนนั้นผมทำคล้ายๆ เป็นสถานีข่าวเลย 11 โมง ลงคอนเทนต์ขอบสนามท็อปเท็น เพราะผมมองว่า 11 โมงคือเวลาพักเที่ยงของทั้งวัยรุ่นและเด็ก ผมเลยลงตอนนั้นเพื่อให้เขาได้ดู ได้พัก แล้วทุกๆ ต้นชั่วโมงก็จะทำเหมือนข่าวต้นชั่วโมงของสำนักข่าว แล้วทุกๆ 2 ทุ่มให้มันเป็นช่วงเวลาไพรม์ไทม์ ก็เอาคอนเทนต์ดีๆ ลงไป

คุณเรียนรู้วิธีทำเพจจากไหน ใครสอน

เบลล์: ประสบการณ์สอน คือการทำเพจมันไม่มีการสอนอย่างเป็นทางการ ไม่มีสื่อที่ไหนเปิดให้เรียน มันเป็นประสบการณ์ล้วนๆ ในการคลุกคลีตรงนี้ ย้อนกลับไปที่ชื่อเพจขอบสนาม มันไม่ใช่ชื่อที่เราคิดกันสั่วๆ นะ ผมคิดมาอย่างดีว่ามันต้องเป็นชื่อที่ครอบคลุม ใช้ได้กับทุกชนิดกีฬา แล้วเสิร์ชง่ายจำง่าย มี 3 พยางค์ ไม่มีวรรณยุกต์หรือสระ เพราะเด็กไทยเราพิมพ์แค่ ‘คะ’ กับ ‘ค่ะ’ ยังผิดเลย ถ้าชื่อขอบสนามชื่อยาวคนก็คงจำไม่ได้ แล้วมันก็จะไม่ใช่แบรนด์แล้ว แต่กลายเป็นชื่อยาวๆ ที่คนคุ้นหูเท่านั้น

สำหรับผม ในวันแรกที่ทำ ผมคิดแค่ว่าเพจกีฬามึงแตะล้านได้ก็โคตรเท่แล้ว คือมันเป็นสิ่งเฉพาะนะ คุณไม่ได้เป็นเพจที่พูดเรื่องสาธารณะอย่างเพจอีเจี๊ยบหรือเพจไทยรัฐที่ได้คนอ่านทุกหมู่เหล่า กีฬาสำหรับผมในวันนั้น ผมรู้สึกว่ามันคือตลาดเฉพาะกลุ่ม แต่ผมทำมา 3 เดือนก็ครบล้าน แล้วพอมันทะลุล้านเหมือนเราไม่ต้องโฟกัสจำนวนคนแล้ว รู้ตัวอีกที 2 ล้าน แป๊บๆ 3 ล้าน มันไม่น่าเชื่อเลยว่าทุกๆ เดือนยังมีคนกดไลก์เพจหลักหมื่น

ผมยังจำได้ว่าวันแรกสุดที่ผมทำเพจขอบสนามแล้วมีโฆษณาเข้ามา มันคือโฆษณาเครื่องทำน้ำแข็ง เขาสงสารผม เขากลัวผมหยุดทำ เราได้เงินมา 15,000 บาท ก้อนแรกเราแบ่งกัน 3 คน คนละ 5,000 บาท ผมจำแม่นเลย ยังจำชื่อจำทุกอย่างได้ ไม่รู้ตอนนี้เขาไปอยู่ไหนแล้ว

ตอนได้เงินก้อนแรกรู้สึกยังไง

เบลล์: โหย ดีมากเลย เสียงที่คุณอ่านมันส่งผลกลับมาแล้วเว้ย เขาพูดกับผมเลยว่า ที่ผมซื้อโฆษณาคุณเพราะกลัวคุณเลิกทำ แล้วก่อนที่ผมจะปล่อยโษณาผมคิดหนักมาก คนดูเขาจะว่ายังไงวะ เขาจะแอนตี้เรามั้ย เพราะเราเคยเห็นเพจอื่นขายของแล้วคนด่า ภาวนาฉิบหาย พอปล่อยไปปุ๊บ ผ่านไป 10 นาทีเข้าไปอ่านคอมเมนต์ มีคนบอกว่า ‘ขอบสนามมีโฆษณาแล้วเว้ย ดีใจด้วยเว้ย’ หรืออีกคนบอก ‘เย้ ดีใจด้วย’ เฮ้ย คนดูรักเราว่ะ คนดูดีใจกับเราไปด้วย ทั้งที่เราเป็นคนได้เงินนะ แสดงว่าตลอดสองสามเดือนแรกที่กูทุ่มไปมีคนเห็น

คือเพื่อนผมที่ทำด้วยกันอีก 2 คนนี่ลาออกจากงานประจำมาทำเลยนะ เงินเดือนไม่มี 3 เดือน ผมอยู่กับเพื่อน คุยกันว่า เรายังไม่รู้วันข้างหน้าเป็นยังไง แต่เราทำด้วยกันนะ แล้วหาร 3 ซึ่งตอนนั้นไม่มีใครนึกออกว่ามันคืออะไร ไม่มีใครเห็นผีเหมือนที่ผมเห็นคนเดียว แค่ผมเล่าให้เพื่อนฟังแล้วเพื่อนเชื่อผม แต่พอผ่านไปเดือนหนึ่งผมก็เลยลาออกตาม เพราะเห็นใจเพื่อนที่มานั่งรอเรา ผมจะเหยียบเรือสองแคมไม่ได้ ตอนลาออกแม่ผมด่าเละเลย ทำงานประจำอยู่ดีๆ

ตอนนั้นบอกแม่ว่าอะไร

เบลล์: ลาออกมาทำเพจ (หัวเราะ) ซึ่งภาษามันตลกมาก มันคืออะไรวะ แล้วคือมึงทำงานประจำอยู่ มีสวัสดิการ มีประกันสังคม ลาออกมาอยู่บ้าน แล้วตอนนั้นเราจะอธิบายแม่ยังไงได้ ผมเพียงแค่เชื่อว่ามันน่าจะเกิด มันดังแน่ เพียงแต่ว่าต้องทำตอนนี้ ถ้านานกว่านี้อาจจะมีคนที่คิดออกเหมือนเรา แม่ด่าเละแต่ผมไม่สน 3 เดือนแรกผมยอมทุ่ม ทำด้วยความเชื่อล้วนๆ

แล้วอย่างเดียร์ที่อยู่กับสื่อมาตั้งแต่ยุคแอนะล็อก คุณเข้าใจสื่อออนไลน์ไหม

เดียร์: ไม่ได้รู้สึกว่ามันมีอะไรที่แตกต่างไป คือสุดท้ายแล้วมันก็อยู่ที่ตัวคอนเทนต์อยู่ที่ตัวบริบทอยู่ดี ว่าคุณต้องการจะสื่อสารอะไร

เดียร์ว่าคนทำคอนเทนต์ทุกคนตอนนี้กำลังถกกันเรื่องสื่อและการเปลี่ยนแปลงของสื่อเยอะมาก แต่ว่าหลังจากที่ถกกันไปไม่รู้กี่รอบ ทั้งกับคนที่มีประสบการณ์ในแอนะล็อกมาอย่างยาวนานหรือคนรุ่นใหม่ก็ดี สุดท้ายแล้วไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนไปยังไง เทคโนโลยีจะเปลี่ยนไปยังไง content ก็ยัง is king อยู่วันยังค่ำ ประโยคที่ว่า Content is king. ก็ยังใช้ได้เสมอ มันเป็นสัจธรรมไปแล้ว

ถ้าอย่างนั้นเพราะอะไรคนทำคอนเทนต์บางคนจึงอยู่ไม่ได้

เดียร์: เพราะเขาไม่ได้ปรับตัวตามไง สมมติคุณทำนิตยสาร คุณจะมา copy แล้ว paste ลงในออนไลน์ แล้วมาปล่อยในเฟซบุ๊กมันไม่ได้ เพราะว่าจริตของคนในการอ่านของเฟซบุ๊กมันไม่เหมือนกัน เวลาคนอ่านเฟซบุ๊กมันผ่านการ scroll อย่างนิตยสารหรือโทรทัศน์กว่าคุณจะเข้าเรื่องคุณอารัมภบทเอิงเอยตั้งเท่าไหร่ แต่ว่าเฟซบุ๊กไทม์ไลน์คุณไหลตลอดเวลา เพราะฉะนั้นคุณต้อง punch ตั้งแต่บรรทัดหรือวินาทีที่เท่าไหร่ล่ะ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ต้องปรับตัวตาม แต่ส่วนตัวที่ไปคุยกับคนทำงานคอนเทนต์ใน traditional media หลายคนเขาไม่เข้าใจเรื่องนี้ ไม่รู้ว่าไม่เข้าใจหรือว่าปฏิเสธ

แต่สิ่งที่ลองเทสต์จากหลายๆ อัน สุดท้ายคนก็ยังต้องการคอนเทนต์ที่ผ่านมุมมองในการเขียนผ่านตัวบุคคลอยู่นะ มันยังเป็นคอนเทนต์ที่มี engagement ดีที่สุดถ้าเทียบกับคอนเทนต์ที่แค่บอกว่าใครทำอะไรที่ไหนเมื่อไหร่อย่างไร คือความต้องการลึกๆ ของคนยังมี แต่คุณทำเหมือนเดิมไม่ได้

ในฐานะคนทำเราจะรู้ได้ยังไงว่าคนเสพสื่อสมัยนี้ต้องการอะไร

เบลล์: ผมไม่เคยคิดว่าผมเป็นคนทำเลย ผมคิดว่าผมเป็นคนดู เราต้องดูว่าคนดูอยากดูอะไร ผมไม่ชอบการเวิ่นเว้อ ไม่ชอบการเปิดรายการเพื่อดึงเวลาให้ได้ 2 นาที ก่อนจะมาเข้าพอยต์ เปิดมาเรามีเวลาไม่เท่าไหร่เพื่อให้คนดูสนใจ ผมเป็นคนที่คิดว่าเน็ตทุกคนมีค่า ดาต้าเหมือนทอง สมมติคุณทำวิดีโอมา 10 นาที คุณมั่นใจแล้วเหรอว่าคุณจะดึงคนที่เขาใช้ 3G ได้ เราอาจจะมีปัญญาซื้อเน็ตเดือนละ 10 – 20 GB แต่ทุกคนไม่ได้รวยเหมือนคุณนะ

สมมติว่าเขาดูเราครั้งแรกบนรถไฟฟ้า แน่นอนเขาใช้ 3G อยู่ ถ้าเปิดมาคลิปยาว 10 นาที เขาปิดเลย สมมติว่า 10 นาทีนั้นเราทำดีมาก แต่จบแล้ว เรื่องระยะเวลาเป็นอุปสรรคในการเข้าถึงคน เขาตัดสินเราตั้งแต่ระยะเวลาก่อนแล้ว ยุคนี้คลิปจึงต้องสั้น ผมทำคลิป 3 นาที เพื่อให้คนฟังก่อนว่าเราพูดถึงอะไรวะ 3 นาทีนั่นคือโอกาส แต่ถ้าวันที่เราประสบความสำเร็จแล้ว จะทำคลิปที่นานขึ้นก็ได้ เพราะว่าคนเขาเชื่อมั่นไง ว่าสิ่งที่เรานำเสนอดีแน่ ถึงนานก็จะดู แต่ถ้าเกิดเราเป็นหน้าใหม่ ต้องทำอะไรที่กระชับ ฉับไว ให้คนรู้จักง่ายๆ

ภาพเพจขอบสนามที่เดียร์รู้จักในตอนแรกเป็นยังไง

เดียร์: จริงๆ ตอนแรกเดียร์ไม่รู้จักเพจ (หัวเราะ)  ไม่ใช่น้องเขาไม่ดัง แต่ส่วนตัวเดียร์เป็นคนไม่เล่นเฟซบุ๊ก แต่หลังจากที่เดียร์นัดเพจต่างๆ มาเจอตอนก่อนจะไปแข่งซีเกมส์ ก็เลยได้นั่งตามดู ซึ่งพอได้เห็นคอนเทนต์และวิธีการเล่าเรื่องของเขา ทุกอย่างมันเป็นไปตามคอนเซปต์ที่เราอยากจะทำพอดี ตอนแรกเราอยากจะทำสำนักข่าวกีฬาออนไลน์ วางคอนเซปต์สื่อสารกับคนรุ่นใหม่ เล่าเรื่องแบบใหม่ คาแรกเตอร์แบบใหม่ ทุกอย่างทำในรูปแบบใหม่ที่ไม่ใช่การเอาเนื้อหามา copy แล้ว paste ในโลกออนไลน์ ซึ่งขอบสนามมีคอนเทนต์ของตัวเอง นั่นคือสิ่งที่ทำให้เดียร์เห็นขอบสนามแล้วชอบ เราเห็นสิ่งที่จะต่อยอดไปได้

แล้วภาพ ‘มาดามเดียร์’ ในหัวเบลล์เป็นยังไง

เบลล์: โอ้โห คนรักทั้งประเทศเลยว่ะ เพราะเวลาผมลงข่าวพี่เดียร์ คนมันไม่ได้พูดถึงเนื้อบอลเลยไง ตอนที่ฟุตบอลทีมชาติไทยแพ้ เขาบอกว่า ถ้าไม่มีมาดามเดียร์กูด่าเละแล้ว (หัวเราะ) ผมเลยรู้สึกว่าคนนี้ภาพลักษณ์บวกมากๆ เลย แต่ตอนนั้นยังไม่ได้โฟกัสว่าพี่เขาเป็นใคร

ตอนที่ได้รับข้อเสนอขอซื้อเพจขอบสนาม คุณตัดสินใจนานมั้ย

เบลล์: 5 นาที ซึ่ง 5 นาทีที่ผมคิดคือ หลังจากนี้เป็นยังไงบ้าง ผมต้องเปลี่ยนอะไร

ไม่กลัวเลยเหรอว่าเพจจะเปลี่ยนไป จะสูญเสียอิสระในการทำ

เบลล์: ก่อนหน้านั้นเราได้คุยกันก่อนแล้ว คือที่ผ่านมาเคยมีคนติดต่อมาก่อนพี่เดียร์ แต่แปลกมากที่ผมรู้สึกว่าครั้งนี้มันเป็นเรื่องจริง เพราะตอนที่ผมคุยกับคนเก่า ผมไม่เห็นแววตาความอยากทำจากเขา เหมือนเขามีเงินมาก แค่จะเอาผมไปเป็นลูกน้อง ไม่มีแพสชันความอยากทำ แต่ตอนผมคุยกับพี่เดียร์ ผมเห็นตั้งแต่แววตา ว่าเขาไม่ได้แค่มาโพล่งไอเดียให้ฟังแล้วกลับบ้าน แต่มันคือการบอกว่าเขาอยากทำอย่างนี้ แล้วเป้าหมายคล้ายๆ กันเลย คือทำให้ใหญ่กว่าเดิมในรูปแบบที่ใหม่ ซึ่งสิ่งนี้เป็นความฝันของผมอยู่แล้ว เรื่องเงินไม่เกี่ยวเลย เพราะที่ผมทำทุกวันนี้ก็โอเคในระดับหนึ่ง แต่ผมมองว่ามันคือความสนุก

คือผมไม่ได้ทำเพจให้รวยแล้วก็จบ แต่ผมคิดว่าขนาดเราเริ่มจากนั่งอัดเสียงในห้องคนเดียว โทรศัพท์เครื่องเดียว คอมพิวเตอร์เครื่องเดียว ยังได้ขนาดนี้ ถ้ามีพี่เดียร์เข้ามา พร้อมกับทัพนักข่าวหรือคนที่มีคุณภาพในการทำเว็บไซต์ดีๆ มันจะพุ่งขนาดไหน

แต่แฟนๆ หลายคนก็กังวลว่าผู้บริหารคนใหม่จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงจนเพจขอบสนามไม่เหมือนเดิม

เดียร์: เราคงไม่ไปเปลี่ยนเพราะว่าคอนเทนต์ที่เขาทำมันดีอยู่แล้ว แต่เราคงเข้าไปช่วยเรื่องของการขยายงานว่าจะขยายอะไรไปได้เพิ่ม สิ่งที่ขอบสนามมีคือคอมมูนิตี้ของตัวเอง มีแบรนด์ที่ชัดเจน มีคอนเทนต์ที่แข็งแรง ซึ่งพอมีสิ่งเหล่านี้มันสามารถสร้างโอกาสอะไรต่อยอดไปได้อีกมากมาย

จริงๆ ชื่อ ‘ขอบสนาม’ เบลล์เขาตั้งใจคิดมาให้มันไม่จำเป็นต้องเป็นสนามฟุตบอลอย่างเดียวอยู่แล้ว มันยังเป็นสนามอื่นๆ ได้อีกหลายสนาม ซึ่งเดียร์มองว่าขนาดฟุตบอลเป็นกีฬาที่คนนิยมสูงสุด แต่นักฟุตบอลตอนนี้คนก็จะรู้จักหลักๆ แค่ทีมชาติชุดใหญ่ พอเป็นชุดอื่นเราจะเห็นความแตกต่างชัดเจนมาก แล้วลองนึกไปถึงกีฬาประเภทอื่นสิ

ตอนที่เดียร์ไปซีเกมส์เราเจอกับนักกีฬาทีมชาติทุกประเภทกีฬา แล้วเรารู้เลยว่า กีฬาประเภทอื่นเรื่องงบประมาณนี่ไม่ต้องพูดถึงเลย มันหนักหนาจริงๆ ซึ่งถามว่างบจะมาจากอะไร มันก็มาจากกระแสความนิยม ซึ่งความตั้งใจเดียร์คือนอกจากเรื่องฟุตบอลก็อยากรู้ว่า เราจะไปทำอะไรกับกีฬาประเภทอื่นได้อีก

เบลล์: มีสิ่งที่ผมฝันมาตลอดแล้วอยากให้เกิดขึ้นจริงๆ ถ้าผมได้มาร่วมงานกับพี่เดียร์คือผมอยากนำเสนอนักฟุตบอลไทยให้เป็นที่รักมากกว่านี้ ผมอยากทำสิ่งนี้มากที่สุด เพราะผมรู้สึกว่าตอนที่ผมเล่าเรื่องราวของคริสเตียโน่ โรนัลโด้ หรือ ลิโอเนล เมสซี่ เขาอยู่ไกลห่างเราตั้งเป็นพันกิโล แต่เขาสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กไทยได้หมดเลย ซึ่งนักฟุตบอลไทยเองก็น่าจะทำอย่างนั้นได้

เกือบ 3 ปีนับจากวันแรกที่ทำเพจ มีกี่วันที่เบลล์ไม่ได้พากย์เสียง เคยนับบ้างไหม

เบลล์: ผมว่าน่าจะไม่ถึง 30 วันที่หยุด เพราะมีงานที่ต่างประเทศและป่วย แต่ถึงผมจะไปต่างประเทศผมจะพยายามพกคอมพิวเตอร์ไปอ่านข่าวส่งมาให้คนฟังเหมือนเดิม เพราะผมไม่อยากหายไป ช่วงแรกๆ เวลาป่วยเราเขียนบอกกันตรงๆ เลย ผมเคยไลฟ์ยกมือไหว้คนดูด้วยซ้ำตอนที่ผมป่วย เพราะผมรู้สึกผิดที่ทำให้เขาต้องรอ ไม่ได้ดูตอนใหม่

แล้วงานของผมมันยากตรงที่ต้องทำทุกวัน 7 วันต่อสัปดาห์ ซึ่งพอเป็นคอนเทนต์ที่ต้องสนุกผมก็ต้องบริหารความรู้สึกของตัวเอง ให้เรามีความรู้สึกสนุกตลอด เพราะถ้าวันไหนผมเครียด ไม่มีความสุขที่จะตื่นมาทำ เท่ากับว่าต้นขั้วมันเป็นตัวลบแล้ว มันก็จะส่งพลังลบออกมาเช่นกัน

คิดว่าอะไรทำให้เพจขอบสนามยืนระยะมาได้จนวันนี้

เบลล์: เวลาผมพากย์หรืออ่านข่าว ผมรู้สึกว่านั่นไม่ใช่งาน แต่มันเป็นการทำสิ่งที่เรารักและมีคนชอบ มันคือตัวตนและชีวิตของผมไปแล้ว ผมหยุดไม่ได้ นอกจากจะป่วยหรือตายเท่านั้น ผมรู้สึกแบบนั้นจริงๆ

หลังจากที่ขอบสนามดัง ผมเห็นว่ามีเพจเยอะมากที่พยายามทำตาม ซึ่งผมดีใจนะ แสดงว่าเราดีพอให้คนมาตาม แต่หลายๆ คนทำได้ไม่นาน เพราะว่าสำหรับผม ยากที่สุดในการทำงานคือการยืนระยะยังไงให้ได้เป็นปี คุณจะมีแพสชันที่อยากจะตื่นมาทำงานเป็นปีเลยเหรอถ้าถูกบังคับ มันยากมากนะ แต่ผมไม่ได้ถูกบังคับ เพราะว่าผมอยากตื่นขึ้นมาทำเอง หลายคนอาจจะอยากมาทำเพราะว่าอยากดังแบบไอ้นี่ จะได้รวย แต่อาจลืมมองว่าที่เราทำเราไม่ได้อยากทำเพื่อหวังตังค์ แต่เราทำเพราะใจ เพราะแพสชัน ผ่านการวางแผน ตกผลึกมาแล้ว ตอนนี้ผมก็แค่ต้องแข่งกับตัวเองไปเรื่อยๆ สิ่งที่จะทำพรุ่งนี้มันต้องเท่ากันหรือดีกว่าเมื่อวาน ห้ามแย่กว่า

Writer

Avatar

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

Avatar

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load